Niwat's Blog

Small Story

Thailand International Jazz Conference Day 2

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่านตอนแรก


บรรยากาศการแสดงเทศกาลแจ๊สมหิดล

หลังจากชมวันแรกจบลงแล้ว ผมกลับถึงบ้านแบบลากสังขารครับ ขากลับแวะกินโจ๊กบางกอกริมถนนเพชรเกษม เกือบเที่ยงคืนจึงถึงบ้าน อาบน้ำเสร็จก็สลบเลยครับ ตอนเช้าต้องตื่นเช้าทำภารกิจอีกต่างหาก ตอนแรกผมกะจะไปร่วมกิจกรรมในงานตอนกลางวัน แต่พอช่วงบ่ายหมดแรงเสียก่อนตามประสาคนเริ่มมีอายุ จึงงีบหลับช่วงเย็นแล้วกว่าจะออกมาชมคอนเสิร์ตได้ก็ทุ่มครึ่ง ยังดีที่ออฟฟิศของผมอยู่ที่สามพรานจึงเดินทางไปยังมหิดลศาลายาไม่ยากเย็นนัก

ผมไปถึงคอนเสิร์ตตอนที่โก้แซกแมนเล่นจะจบอยู่แล้ว แม้ว่าจะไปดูในช่วงท้าย แต่สิ่งที่ผมรับรู้คือโก้นั้นมีการแสดงที่ยอดเยี่ยมมากครับ นี่เป็นข้อดีที่เชิญนักดนตรีอาชีพมาเล่นในงาน เพราะการแสดงในเวทีกลางแจ้งแบบนี้ การเอนเตอร์เทนคนดูมีส่วนสำคัญมาก การเอาคนดูให้อยู่ไม่ใช่เฉพาะฝีมือ แต่มันต้องผสมการแสดงลงไปด้วย แล้วนักดนตรีอาชีพที่ผ่านเวทีการเล่นมาโชกโชนเท่านั้นที่จะทำได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศวันนี้ยังคงคึกคัก แฟนเพลงของโก้มาชมอุ่นหนาฝาคั่ง อาจจะเป็นเพราะรายการแรก ซึ่งต่อมาจากช่วงกลางวัน คอนเสิร์ตจบก็ยังไม่ดึกมากนัก

โก้ มิสเตอร์แซกแมน

วันนี้สนามหญ้าที่เป็นจุดนั่งฟังแห้งสนิททำให้การเดินสำรวจรอบบริเวณทำได้อย่างดี พอโก้แสดงเสร็จผมก็เดินสำรวจ วันนี้ผู้ชมเตรียมตัวมาชมพอสมควร ด้วยการเตรียมเครื่องดื่มมาดื่มไปดูไป ซึ่งผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมากครับ การดูคอนเสิร์ตแจ๊สกลางแจ้งมันต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์บ้างครับ เพราะมันเข้ากันอย่างดีกับบรรยากาศ การดื่มแอลกอฮอร์ไม่ใช่อาชญากรรมเหมือนพวกมือถือสากปากถือศีลพูดกล่อมกันเช้าเย็น การดื่มอย่างพอเหมาะนั้นเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ดังที่ผู้มีรสนิยมดีปฏิบัติกัน แม้เทศกาลแจ๊สจะจัดกันในรั้วมหาวิทยาลัย แต่กระนั้นโอกาสแบบนี้ผมก็คิดว่าไม่น่าเกลียดหรอกครับ คนที่คิดน่ะอกุศลต่างหาก กฎทั้งหลายมนุษย์ล้วนตั้งขึ้น และคนที่จะเอามันลงมาพักบ้างก็คือมนุษย์นั่นเอง (ใครจะเถียงเรื่องนี้กับผมได้เลยนะครับ)

วงแม้นศรี

วงที่สองของค่ำคืนนี้คือวงแม้นศรี วงแม้นศรีเป็นวงที่ก่อตั้งขึ้นจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวงที่ตั้งวงกันมานานพอสมควร เคยบันทึกเสียงหลายครั้ง วงแม้นศรีเล่นดนตรีค่อนข้างละเมียด ไม่เน้นจังหวะรวดเร็ว เล่นกันละเอียดละออ

ส่วนวงสุดท้ายของค่ำคืน Rich Perry Quartet เป็นวงปิดท้าย ระหว่างรอการตั้งเครื่องวันนี้ผมก็เดินสำรวจตามเคยครับ ขี้เกียจนั่งอยู่กับที่ เทศกาลแจ๊สคราวนี้นอกจากมีดนตรีบรรเลงแล้วยังมีร้านมาออกร้านขายของด้วย แต่ละร้านชวนให้เสียเงินจริง ๆ ตั้งแต่ค่ายเพลงแจ๊สอย่างฮิตแมน มีหลายอัลบัมน่าสนใจครับ (ส่วนใหญ่ผมมีแล้ว) ผมไม่แน่ใจว่าเวบไซต์ของฮิตแมนแจ๊สมันจะเจ๊งอีกนานหรือเปล่าเพราะเข้าไม่ได้มาเป็นเดือน ๆ แล้ว นอกจากนั้นยังมีร้านของวิทยาลัยดนตรี ขายอัลบัมน่าสนใจคือ The Pomelo Town และเสื้อยืดของเทศกาล ที่น่าสนใจอีกร้านคือร้านใบชาซอง ที่คุณบรรณ และภรรยามาออกร้านขายกันเอง นอกจากอัลบัมที่ทางคุณบรรณผลิตเองแล้ว ยังมีอัลบัมเพลงอื่น ๆ อีก ส่วนร้านของคุณสมนึกมีอัลบัมน่าสนใจเยอะ แต่ไม่ค่อยกล้าแตะเท่าไหร่ ก่อนซื้อควรถามราคาก่อนเพราะมันขึ้นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากร้านต่าง ๆ แล้วยังมีร้านมาขายอาหาร ซึ่งก็มีพอสมควรช่วยรองท้องผู้ชมได้อย่างดี ร้านที่ฮิตที่สุดและกลิ่นอบอวนชวนท้องร้องก็คือข้าวไข่เจียว

Rich Perry Quartet

ระหว่างที่ผมเดินเล่นรอบสนามช่วงรอตั้งเครื่องก็บังเอิญพบกับคอลัมนิสต์ดนตรีผู้คว่ำหวอดในวงการมานานอย่าง ปรารถนา รัตนะ ซึ่งปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ประจำในหนังสือมติชนสุุดสัปดาห์ ก็เลยคุยกันอย่างสนุกสนาน เธอตั้งใจมาชมคุณริช เพอร์รี่แสดงโดยเฉพาะ

การแสดงของวงริชเพอร์รี่ควอตเต็ต เป็นไปดังที่คาดครับ เล่นได้ดีสมมาตรฐาน แม้คุณริชแกจะออกตัวว่าไม่ได้ซ้อมมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว (ตอนที่เวิร์คช็อป) แต่ผมดูแล้ววงฝรั่งอาชีพมันเขี้ยวลากดินดีแท้ เล่นกันอย่างไหลลื่นทุกเม็ด เรื่องทีมเวิร์คไม่ต้องสงสัย รวมกันเป้นหนึ่ง เล่นเข้าขากันอย่างไม่ต้องมองด้วยสายตา ทว่าสัมผัสด้วยเสียงดนตรี ผมชอบรสนิยมการบรรเลงแซกโซโฟนของคุณริชเป็นอย่างมาก ยิ่งเขาแสดงความคิดเห็นในเรื่องสไตล์ของเขาในวันเวิร์คช็อป แล้วเขาก็แสดงสิ่งที่เขาคิดให้เราชมในคอนเสิร์ต มันตอกย้ำว่าเขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด การเล่นจึงสมบูรณ์แบบแม้ว่าสถานที่การแสดงนั้นจะอยู่ที่ไหน เล่นที่ใด มีใครเป็นผู้ชม หรือผู้ชมมีจำนวนเท่าไร

เสียงแซกฯของคุณริชทำให้ผมคิดถึงเสียงแซกฯของเด็กซ์เตอร์ กอร์ดอนไม่น้อย เป็นเพียงการระลึกถึงเท่านั้นนะครับ เพราะแนวทางมันคล้าย ๆ กัน

การแสดงจบลงราว ๆ ห้าทุ่มครึ่ง เป็นอีกคืนที่อิ่มสุข แต่ก็เพลียเอาเรื่องเหมือนกัน

ส่วนการแสดงในวันที่สาม ผมพลาดตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนครับ น่าเสียดายครับ แต่ก็พลาดไปแล้ว

มีข้อน่าติติงนิดหนึ่งขอติเพื่อก่อนะครับ ผมคิดว่างานคอนเสิร์ตครั้งนี้โปรแกรมที่จัดเหมาะสำหรับคนที่จะมาเพียงวันเดียว คือโปรแกรมเช้ากับเย็น ไม่ใช่มาสามวันในช่วงใดช่วงหนึ่ง (ใจจริงผมอยากมาร่วมทั้งสามวันสามคืน ถ้ามีสถานที่พักให้งีบหลับได้สักแป๊ปหนึ่งในช่วงบ่ายแก่ ๆ) เทศกาลนี้ผมมีเวลาเฉพาะช่วงไนท์ไทม์เท่านั้น จึงพลาดกิจกรรมตอนกลางวันทั้งหมด ทั้งที่โปรแกรมกลางวันบางอันน่าสนใจมาก อีกประการหนึ่งก็คือ การบรรเลงเพลงแจ๊สในเวทีกลางแจ้ง เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะดึงอารมณ์ร่วมของคนดูให้เป็นหนึ่ง ดังนั้นเวที Main Stage ในคราวนี้มีวงที่เพอร์ฟรอมเม้นต์เก่ง ๆ ไม่กี่วงที่เหมาะแก่การแสดงกลางแจ้ง ผมคิดว่าวงที่เล่นด้วยฝีมือควรจัดให้เล่นในหอการแสดงมากกว่า เพราะจะสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า อย่างเช่นวงแม้นศรีเล่นเพลงที่ละเอียดมาก คนดูต้องตั้งใจฟัง การเล่นกลางแจ้งเป็นการทำลายการแสดงโดยไม่ต้ังใจ รวมถึงวงอย่างริชเพอร์รี่ควอตเต็ตก็ควรค่าแก่การแสดงในหอการแสดงมากกว่ากลางแจ้งที่ต้องเสี่ยงต่อสภาพอากาศและคนดูที่ไม่มีสมาธิ

กระนั้นในปีหน้าผมก็ยังคงมาชมอยู่ดี (และยังสมัครใจเป็นแฟนวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทยอย่างไม่ครามครัน)

ขอบคุณการแสดงดี รายการดี ๆ ที่ผู้จัดที่ทุ่มเทแรงกายและใจจัดขึ้น ขอปรบมือดัง ๆ และคารวะงาม ๆ

อ่านตอนแรก

Filed under: Classical Music, Jazz Mania, Music Expresso, Music Review, บทความน่าสนใจ , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Thailand International Jazz Conference Day 1

เทศกาลเพลงแจ๊สมหิดล 2010

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่านตอนที่สอง

นี่เป็นเทศกาลเพลงแจ๊สที่ผมรอคอย หลังจากปีที่แล้วพลาดมาแล้ว ก่อนที่จะไปชมเทศกาลนี้ผมบอกตัวเองอยู่สองสามประการคือ ประการแรกผมไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องดีเลิศกว่าเทศกาลอื่น ประการที่สองผมไม่เอาไปเปรียบเทียบกับเทศกาลของต่างประเทศหรือไทยที่เคยจัดขึ้นรวมถึงคอนเสิร์ตแจ๊สอื่น ๆ ประการสุดท้ายผมไม่อยากสรุปผลลัพธ์ที่เราจะได้ แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดของเทศกาลนี้คือ การจัดอย่างต่อเนื่องจากปีนี้สู่ปีหน้า และจากปีหน้าดำเนินต่อไปให้ได้ เพราะถ้าต้องการงานที่สมบูรณ์แบบผมมองว่าเราต้องจัดอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป แต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แบบนี้จะเพิ่มคุณภาพไปได้เอง

วันแรกผมไปถึงบริเวณงานซึ่งใช้พื้นที่ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา กล่าวว่าที่นี่มีความพร้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่หอแสดงดนตรี (Auditorium) ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีขนาดกลางจุผู้ชมได้ประมาณห้าร้อยคน เวทีแสดงกลางแจ้งขนาดเล็ก (Oval Stage) และเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ (Main Stage) ซึ่งตั้งเวทีเอาไว้ที่สนามหญ้าซึ่งรายล้อมด้วยหลากหลายพันธุ์ไม้ซึ่งนำมาทำเครื่องดนตรีได้

Main Stage

งานในครั้งนี้มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่ช่วงเช้า เริ่มต้นที่เวิร์คช็อป แสดงดนตรี ประกวดดนตรีรอบสุดท้าย (วันที่ 30 และ 31) ตลอดวันถ้าใครมาร่วมงานก็จะทราบว่างานที่หลากหลายแบบนี้มันน่าสนุกไม่น้อย

ผมไปถึงงานวันแรกตอนสี่โมงเย็น ไปทันช่วงเวลาที่คุณริช เพอร์รี (Rich Perry) เวิร์คช็อปในเรื่องการฝึกซ้อมแซกโซโฟน โดยมี ดร.เด่น อยู่ประเสิร์ฐ เป็นผู้แปลความ ผมเข้าไปชมในแบบไม่ใช่นักดนตรีที่เล่นแซกฯไม่เป็นก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย หลังจากจบเวิร์คช็อปผมก็ออกไปหากาแฟดื่มค่าเวลาก่อนการแสดงในช่วงเย็นจะเริ่มขึ้น ระหว่างดื่มกาแฟอ่านหนังสือคุณอนันต์ ลือประดิษฐ์เข้ามาทักทาย ได้คุยกันเล็กน้อยเพราะคุณอนันต์ต้องไปเขียนต้นฉบับต่อ ผมนั่งสักพักไฟก็ดับครับ (ก่อนหน้านั้นฝนตกลงมาพอสมควร) แต่ผมดูนาฬิกาแล้วก็เริ่มได้เวลาแสดงดนตรีในช่วงเย็น จึงเดินไปยังเวทีกลางแจ้ง ผมคงไม่ต้องบรรยายภาพของสถานที่แห่งนี้นะครับ เพราะผมเขียนถึงหลายคราวแล้วว่าบรรยากาศดีมาก

ริช เพอร์รี กำลังสาธิตการซ้อมแซกโซโฟน

เมื่อถึงเวทีกลางแจ้ง ซึ่งเวทีมีขนาดไม่ใหญ่มากซึ่งผมคิดว่าดีมากครับ สนามหญ้าสีเขียว โดนฝนถล่มเฉอะแฉะนิดหน่อย เวลาการแสดงเลตไปครึ่งชั่วโมง เพราะไฟยังดับอยู่ ดีที่มีการเตรียมเครื่องปั่นไฟเอาไว้ วงแรกที่จะประเดิมเทศกาลในช่วงค่ำก็คือ Mahidol University Jazz Orchestra (MUJO) เมื่อ MUJO ขึ้นเวที ทำให้เวทีการแสดงเล็กลงไปในทันที การแสดงของ MUJO คั่นรายการด้วยพิธีกร ซึ่งเป็นทั้งส่วนดีส่วนไม่ดีครับ เป็นว่า ผมเห็นว่าระหว่างแสดง ควรจะให้พิธีกรของวงแนะนำเพลงมากกว่าให้พิธีกรเชื่อมรายการ เพราะมันทำให้การเล่นไม่ต่อเนื่อง อารมณ์มันไม่บิวท์เท่าที่ควร MUJO เล่นได้ตามมาตรฐานของตนครับ สองเพลงแรกเล่นใกล้เคียงแนวสวิง ใส่กันสนุกทุกเซคชั่น ที่ผมรู้สึกเสียดายคือน่าจะมีเพลงร้องเข้ามาด้วย จะทำให้บรรยากาศคึกคักมากกว่านี้ ตอนกลางแสดงความมืดค่อย ๆ โรยตัวลง ประกอบกับไฟฟ้ายังไม่มาทำให้รอบบริเวณมืดมิด น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก ตอนแรกผมกลัวว่ายุงจะเยอะ ยุงก็เยอะนะครับในช่วงหัวค่ำ แต่จำนวนผู้มาชมช่วยกันแบ่งปันการโดนกัดไปตาม ๆ กัน จึงทำให้ไม่รำคาญเรื่องยุงมากนัก

วงที่สอง โปรด ธนภัทร แจ๊ส กรุ๊ป (PTJG) ตอนนี้ไฟมาแล้วครับ ทำให้รอบบริเวณเริ่มมีแสงเรื่อเรืองของหลอดไฟ อาจารย์โปรดเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกันครับทีมเวิร์คของวงไม่ต้องพูดถึง มีบ้างที่เสียงสะดุดซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร แต่เป็นช่วงสั้น ๆ วงของอาจารย์โปรดเล่นอิมโพไวส์ได้ดีมากโดยเฉพาะคุณอีกอร์ซึ่งเล่นเปียโน แกเหมือนไม่ได้โชว์อะไรมากแต่แน่นเหลือเกิน อาจารย์โปรดนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกเม็ดไม่มีพลาดเลย มีช่วงเพลงที่สอง ซึ่งแกยังกังวนใจกับแอมป์กีตาร์พอสมควรแต่เสียงก็เนียนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งจบการแสดงอย่างสมบูรณ์

โปรด ธนภัทร

วงที่สามของค่ำคืน Danny&Friend ที่มีอาจารย์เด่นเป็นหัวหน้าวง โดยผู้ร่วมเล่นเป็นคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งโดดเด่นเรื่องดนตรีแจ๊สเช่นกัน วงนี้ประสมวงมีกีตาร์สองตัว แต่ชมแล้วก็ไม่ขัด ผมกลับชอบเสียอีก เพราะกีตาร์สองตัวประสานงานกันได้ดี และเล่นโซโลต่างแนวทางค่อนข้างมาก วงของอาจารย์เด่นแต่ละคนเชี่ยว ๆ ทั้งนั้น แม้จะดูว่าร่วมซ้อมกันไม่มาก อาศัยจังหวะฝีมือกันอย่างชนิดที่ว่ามองหน้ากันบนเวทีก็รู้ใจ ที่ผมชอบก็คือวงเล่นดนตรีที่ประพันธ์กันเอง อย่างเพลงก่อนสุดท้ายคล้าย ๆ เพลงของญาณ การ์เบค ซึ่งผมชอบมาก ๆ ถ้าพัฒนาขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง ผมอยากเห็นแนวแจ๊สแบบ ECM เกิดขึ้นในเมืองไทย ต่อยอดให้เป็นอีกแนวทางที่ชัดเจน

Danny&Friend

วงสุดท้ายของงานคือ Baptiste Herbin Quartet วงจากประเทศฝรั่งเศส ต้องกล่าวว่าแจ๊สจายุโรปนั้นก้าวหน้าพัฒนามาไกลมาก ๆ จนบางครั้งมีรากฐานสแตนดาร์ดแจ๊สแน่นกว่าต้นกำเนิดเสียอีก แถมยังพัฒนาต่อยอดรากฐานแจ๊สได้อย่างถึงพริกถึงขิง จนบางครั้งผมฟังแจ๊สจากยุโรปแล้วได้อะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น ทีมเวิร์คของ BHQ เป็นจุดเด่นที่ชัดเจน แต่ละตำแหน่งเล่นกันได้อย่างลงตัว

Baptiste Herbin Quartet

พอถึงห้าทุ่มกว่า ๆ ผมก็อ่อนแรงแล้วครับ ยอมรับว่าทั้งสนุก สุข และเหนื่อย เพราะอากาศร้อนอบอ้าวได้ใจจริง ๆ ที่น่ายกย่องคือคนดูนั้นปักหลักชมกันไม่ลดละเลยทีเดียว ปรบมือให้ดัง ๆ ครับ

สิ่งที่ต้องเขียนถึงอีกประเด็นหนึ่งก็คือเวทีกลางแจ้งเป็นอะไรที่ควบคุมยากมาก แม้เป็นเวทีขนาดกลางก็ตาม แต่ที่สุดแล้วทาง TIJC ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรถ้าคะแนนในวันนี้เจ็มสิบผมให้คะแนน 7 โดยเฉพาะระบบเสียงนั้นไม่ค่อยไม่ดังจนเกินไป เสียงเครื่องดนตรีอยู่ในเกนที่ฟังรายละเอียดได้ ผมยังไม่ได้เดินไปฟังในแต่ละจุดว่าเป็นอย่างไร ผมนั่งอยู่ตรงด้านหน้าที่เดียว เพราะสนามหญ่าแฉะด้วยน้ำจึงไม่อยากเดินร่อนไปร่อนมา เอาไว้วันที่สองค่อยพูดถึงเรื่องเสียงนะครับ

อ่านตอนที่สอง

Filed under: Beauty is a Rare Thing, Jazz Mania, Music Expresso, Music Review, บทความน่าสนใจ, สถานที่หนึ่งในหัวใจ , , , , , , , , , , , , , ,

การกลายเปลี่ยน

District 9: การกลายเปลี่ยน

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันจะออกมาฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็คือ Avatar กับ District 9 หนังทั้งสองเรื่องแม้จะแตกต่างกันทว่าหนังกลับพูดถึงเรื่องสองเรื่องที่ดำเนินไปตามระนาบเดียวกัน กล่าวคือหนังทั้งสองพูดถึงมนุษย์ต่างดาว ต่างกันตรงที่ว่า Avatar มนุษย์บุกดาวแพนโดราเพื่อต้องการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีชนเผ่าโบราณของแพนโดราต่อต้าน ส่วน District 9 ยานมนุษย์ต่างดาวเกิดมาจอดเสียอยู่ใจกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ต่อมามนุษย์ต่างดาวจำนวน 2.5 ล้านตัวบนดาวกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่สร้างปัญหาให้โลก

แต่สิ่งที่หนังสองเรื่องนี้นำเสนอเช่นเดียวกันคือ “การกลายเปลี่ยน” ในอวตาร เจค พลทหารผู้สูยเสียขาสวมวิญญาณชนเผ่าด้วยเครื่องจักรกลทันสมัย เขากลายเป็นเหมือนกองทัพเข้าไปในชนเผ่า แต่สุดท้ายเขาได้กลายเปลี่ยนทั้งดวงวิญญาณและจิตใจเพื่อปกป้องแพนโดราจากมนุษย์

ขณะที่ District 9 วิคัสนายตำรวจที่ทำหน้าที่อพยพมนุษย์ต่างดาว เพื่อขจัดปัญหาอันหมักหมมของมนุษย์ต่างดาวยาวนาน 20 ปี การอพยพไปสู่ถิ่นที่อยู่ใหม่กลางทะเลทราย อาจจะทำให้ชาวโยฮันเนสเบิร์กได้มีชีวิตที่ดีขึ้น และการอพยพนั้นต้องทำด้วยสิทธิมนุษยชนในแบบฉบับชาวโลกคือต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลอ่อนโยน ทว่าในทางปฏิบัติมิใช่อย่างที่เราทราบกันดี

ขณะที่วิคัสปฏิบัติการเขาได้รับเชื้อจากพลังงานเหลว ทำให้เาติดเชื้อจนร่างกายเริ่มกลายเปลี่ยนเป็นแมลงต่างดาว

สิ่งที่หนังนำเสนอนี้ประเด็นการกลายเปลี่ยนของตัวละครน่าสนใจไม่น้อย จากศัตรูที่ต้องจัดการคู่ตรงข้าม กลายมาเป็นผู้ที่ถูกฝ่ายเดียวกันตามล่า จนในที่สุดตัวละครก็กลายเป็นเนื้อเดียวกับศัตรู เรื่องราวการกลายเปลี่ยนนี้เป็นขบวนการที่น่าสนใจในหนัง เนื่องจากมันทำให้บริบทของหนังมีพื้นที่พัฒนาบุคลิกภาพของตัวละคร

หากมองในโลกจริงนอกเรื่องแต่ง การกลายเปลี่ยนนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในอุมการณ์ของนักการเมือง ทว่ามันตรงข้ามกันก็คือการกลายเปลี่ยนของนักการเมือง มักจะกลายเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายเสมอ และโดยส่วนใหญ่การกลายเปลี่ยนจากคนดีเป็นคนร้ายจะมากกว่า

District 9 เป็นหนังที่น่าสนใจ ดูสนุก กลวิธีการเล่าเรื่องน่าสนใจ น่าติดตามจนคนดูไม่สามารถละเว้นได้แม้แต่ฉากเดียว ความเข้มข้นของตัวเรื่องหนักแน่นและสนุกกว่า Avatar หลายก้าว ส่วนเทคนิคพิเศษนั้นอยู่ในขั้นที่ว่าน่าสนใจ แม้ไม่อลังการเท่าอวตารทว่า District 9 ล่วงรู้ถึงข้อจำกัดนี้ เขาจึงใช้เทคนิคพิเศษได้อย่างอเหมาะพอใจ โดยมุ่งเน้นเทคนิคในแบบสมจริง ไม่พึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคในฉากใหญ่อลังการ จึงทำให้เทคนิคพิเศษสนับสนุนให้หนังโดดเด่น โดยที่คนดูไม่ต้องสนใจเทคนิคเลยแม้แต่น้อย นี่แหละครับที่เขาบอกว่า “บทดี” มีชัยไปกว่าครึ่ง

Filed under: Action, Beauty is a Rare Thing, Drama, Horror, Mystery, Sci-Fi, Suspense, Thriller, แสงกระทบฟิล์ม , , , , , , , , ,

Brad Mehldau Trio: Anything Goes

ศิลปะแห่งวงแจ๊สทริโอ

โดย นิวัต พุทธประสาท

ปกอัลบัม Anything Goes

แบรด เมห์ลดาวกับวงทรีโอของเขาผ่านร้อนหนาวการเล่นมายาวนาน สิ่งที่ผมสามารถสัมผัสในงานของเมห์ดาวได้อย่างจริงใจก็คือ เขาพยายามรักษาแนวทางหรือวิถีทางการเล่นของตนให้เป็นมาตรฐาน สิ่งที่เมห์ดาวต่างจากเฮอร์บี้ แฮนค็อกซ์ก็คือ แฮนค็อกซ์เหมือนนักทดลองที่เล่นเพลงแจ๊สแล้วคนหาความแปลกใหม่ วิถีแจ๊สแบบไหม่ ท่วงทำนองใหม่ ดังนั้นแฮนค็อกจะไม่ย่ำซ้ำรอยเดิมของตน ขณะเดียวกันเมห์ดาวกลับยึดรูปแบบของตนเช่นเดียวกับ Bill Evans โดยเฉพาะในช่วงเวลา Trio Classic ของเขา ทำให้เห็นรูปแบบทางดนตรีซึ่งหนักแน่น พริ้วแผ่ว เต็มไปด้วยท่วงทำนองที่แสนอ่อนหวาน และการอิมโพไวซ์ที่ข้นเข้มด้วยสารัตถะ

แต่ปรัชญาของเมห์ดาวไม่ใช่การย่ำอยู่กับที่ แต่มันเป็นการแสวงหาสิ่งสุดยอดล้ำ บนความคิดแบบกระทำซ้ำ ขณะเดียวกันยิ่งกระทำซ้ำมากเท่าไหร่ ผลงานกลับยิ่งหลอมรวมเป็นกลุ่มก้อนจนกลายออกมาเป็นสไตล์ที่ชัดเจน และสังเกตว่าแม้เมห์ดาวจะมีอิทธิพลในแบบอีแวนส์ ทว่าวิธีการเล่นก็ต่างจากอีแวนส์มาก

เช่นเดียวกับผลงานในชุด Anything Goes ของเขา ยังคงตอกย้ำความสมบูรณ์แบบ Art of Trio ได้อย่างฉกาจจนหาตัวมือเปียโนแจ๊สยุคนี้จะเปรียบได้ สิ่งที่พิเศษสุดของเมห์ดาวในอัลบัมนี้ก็คือการผสมผสาน-เลือกเพลงในแบบ Standard Jazz ในยุคคลาสสิก มาผสมผสานเพลง Pop-Rock-Folk ในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงได้ยินการตีความเพลง Anything Goes จากปลายปากกาของโคล พอร์เตอร์ เพลง Skippy ของเธโลเนียส มังค์ ขณะเดียวกันก็มีเพลงอย่าง Still Crazy After All These Place ของพอล ไซมอน และที่พิเศษก็คือเพลงร็อคอัลเธอเนทีพอย่างเรดิโอเฮดในเพลง Everything In Its Right Place ได้รับการขัดเกลาดนตรีจนถึงตีความเพลงใหม่ราวกับมันคือเพลงใหม่สด ความงดงามแบบนี้เป็นการต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์ใหม่ที่เปี่ยมล้นพลัง

เพลงเปิดอัลบัมเริ่มที่ Get Happy เป็นการเริ่มโหมโรงด้วยเพลงซึ่งขยับแข้งขา เร่าร้อน ชวนให้ผู้ฟังกระชุ่มกระชวย

Brad Mehldau Trio

Anything Goes จึงเป็นเหมือนการเชื่อมร้อยโลกดนตรีแจ๊สให้มีอาณาจักรที่กว้างไกลขึ้น มันถูกหลอมให้ออกมาเป็นสแตนดาร์ดแจ๊สที่มีรสนิยมละมุน เต็มไปด้วยการตีความที่กระจ่างด้วยความหลากหลาย อย่างเพลง Tres Palabras ก็มีแนวทางในแบบบอสซาโนวาที่ฟังดูรื่นรมย์ชีลเอาท์ที่

เพลงอย่าง Smile เมห์ลดาวมาเล่นเปียโนริทึม โดยให้มือเบส Larry Grenadier ได้วาดลวดลายการโซโลท่วงทำนองหลักได้อย่างไพเราะจนเกินห้ามใจ ขณะที่เพลง Nearness of You อันเป็นสแตนดาร์ดแจ๊สที่ได้รับการเล่นมานักต่อนัก เมห์ดาวได้เรียกคืนวันเวลาอันหอมหวลกลับมาสู่ดนตรีแจ๊สอีกครั้ง มันช่างเนียนนุ่มดุจใยไหม ทีมเวิร์คของเขาตอกย้ำปฏิสัมพันธ์ทางดนตรีได้อย่างยอดเยี่ยม เพลงง่าย ๆ แบบนี้หากต้องเล่นให้แปลกใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทว่าทรีโอของเขากลับแสดงออกได้อย่างง่ายดายงดงาม ยิ่งง่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งยากเท่านั้น

เพลงปิดท้ายอัลบัม I’ve Grown Accustomed To Her Face เป็นการปิดฉากอัลบัม ด้วยการบรรเลงเพลงลาที่แสนเศร้า เสียงแส้ที่ถูบนหนังกลองช่างเร้าอารมณ์ให้แลเห็นความงามที่เคลื่อนคล้อย

Brad Mehldau Trio: Anything Goes เป็นดังจุดหมายทางดนตรีที่ตอกย้ำการดำรงอยู่ของ Art of Trio ที่ไม่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันพวกเขายังคงเชื่อมั่นว่าดนตรีไม่มีอะไรใหม่กว่านี้แล้ว สิ่งที่ใหม่อยู่เสมอก็คือความคิดสร้างสรรค์ซึ่งดำรงอยู่ในตัวและไม่เสื่อมคลายไปจากสิ่งที่พวกเขาเป็น

นักดนตรี Brad Mehldau: Piano; Larry Grenadier: Bass; Jorge Rossy: Drums.

Filed under: Beauty is a Rare Thing, Jazz Mania, Music Expresso, Music Review , , , , , , , , , ,

NiwatBlog.com

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน มีความเปลี่ยนแปลงในส่วนของชื่อเวบเล็กน้อยนะครับ เพื่อที่ผู้อ่านจะได้เข้าถึง Blog แห่งนี้ได้ง่ายขึ้นคือ ทางเราได้เพิ่มชื่อโดเมนจากเดิม www.paganini599.wordpress.com ซึ่งชื่อค่อนข้างยาว และจดจำยาก ต่อไปนี้ท่านผู้อ่านสามารถเข้าถึง Blog ของผู้เขียนด้วยชื่อที่จำง่ายขึ้นและสั้นคือ www.niwatblog.com

ส่วนเนื้อหาของเราจะค่อย ๆ ปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อย ๆ นะครับ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุด

Twitter

ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร: ทินกร หุตางกูร

Tinnakorn

ผลงานเรื่องสั้นเล่มที่สองของทินกร 9 เรื่องสั้นน่าอ่าน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2

ลมหายใจอุบัติซ้ำ: นิวัต พุทธประสาท

Niwat Puttaprasart

"ลมหายใจอุบัติซ้ำ" จะนำผู้อ่านไปพบกับเรื่องราวของหนุ่มสาวที่ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรค พวกเขาจะฝ่าฟันอุปสรรคความรักไปได้อย่างไร

เรื่องรักธรรมดา: เรื่องรักที่คุณจะไม่มีวันลืม

รวมเรื่องสั้นว่าด้วยความรัก จากปลายปากกาหลายนักเขียนร่วมสมัย

RSS Sky 365 Diary

  • FEB 2010: How Hight The Moon
    จักขานเพรียกเรียกเดือนเพ็ญเยี่ยงไรในคืนที่มืดมน
  • Jan 29: หัวหินยามเช้า
    หัวหินยามเช้า แสงแดดอุ่น น้ำทะเลเย็น หาดทรายสงบ
  • Jan 2010: ความมืดในฤดูหนาว
    วันเหงา ๆ ที่ผ่านไปเชื่องช้าผสมรวดเร็ว บางทีก็เหนื่อยหน่าย บางทีก็ระทึกปนเปกันไป
  • Jan/24/2010: ยามเช้าหน้าค่ายลูกเสือ
    ยามเช้าหน้าค่ายลูกเสือโรงเรียนสารสาร์ทบางบอน อากาศเย็นประมาณยี่สิบห้าองศาเซลเซียส มีหมอกในตอนเช้า แต่พอแสงแดดส่อง ท้องฟ้าก็โปร่งใส […]
  • Jan/23/10
    ภาพถ่ายท้องฟ้าหน้าโรงเรียนสาธิตศิลปากร นครปฐม ในช่วงเวลาเช้า
  • Hello world!
    Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

RSS บริษัท เง็กโลหะเจริญ จำกัด

  • ปี๊ปพลาสติกเล็ก
    ปี๊ปพลาสติกเล็ก หรือ ปี๊ปเล็ก มีขนาดเล็กลงมาจากปี๊ปกระจกใหญ่ สามารถนำไปใส่ขนมปังไส้ประรด ไส้ครีมกลิ่นต่าง ๆ เชสชีส ทองม้วน ขนมอบกรอบ ปี๊ปเล็กนี้มีความกว้าง 17.50 เซ็นติเมตร หนา 14.50 เซ็นติเมตร โดยมีความสูงอยู่ที่ 24 เซ็นติเมตร […]
  • ปี๊ปกระจกใหญ่
    ปี๊ปกระจกใหญ่ผลิตจากเหล็กพิมพ์สีเกรดอาหาร กระจกซีลด้วยกาวป้องกันอากาศเข้า ปี๊ปกระจกใหญ่สามารถใส่ขนมได้หนักถึงห้ากิโลกรัม เหมาะสำหรับนำไปใส่ขนมปัง บิสกิต ทองม้วน ขนมขาไก่ […]
  • บริษัท เง็กโลหะเจริญ จำกัด
    บริษัท เง็กโลหะเจริญ จำกัด ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 9/8 หมู่ที่ 9 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รหัสไปรษณีย์ 73110 โทรศัพท์ 034-295-424 โทรสาร 034-295-283 […]

วันเวลาที่ผ่านเลย

กุมภาพันธ์ 2010
พฤ อา
« ม.ค.    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728

RSS บทความจาก thaiwriter.net

  • Like Water For Chocolate กุมภาพันธ์ 5, 2010
    Other Author
  • แรงกระเพื่อมของปัจเจกชน มกราคม 28, 2010
    ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร: แรงกระเพื่อมของปัจเจกชน โดย ‘หอมรำเพย’ “ทัชมาฮาลบนดาวอังคาร” เป็นรวมเรื่องสั้นเล่มที่สองของทินกร หุตางกูร นักเขียนร่วมสมัยที่หลายคนยกย่องให้ผลงานของเขาแปลกตา มีเอกลักษณ์เฉพาะ อย่างที่หานักเขียนร่วมสมัยของไทยเสมอเหมือน งานเขียนของทินกรมีรูปแบบที่เป็นอิสระ หากจะบอกว่าตัวตนของเขาเกิดจากภาวะไม่สามารถเคลื่อนย้ายทางกายภาพ ทว่าสิ่งท […]
    Other Author
  • Tango มกราคม 25, 2010
    หนังซ้อนเบื้องหลังหนัง ไม่บ่อยนักที่ผมจะซื้อแผ่นซีดีเพลงประกอบหนังมาฟังก่อนได้ดูหนัง ทว่ากฎนี้ของตัวเองหมดไป เพราะผมอดใจที่จะฟังเพลงจากเรื่อง Tango ก่อนไม่ได้ แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะซีดีเพลงประกอบหนังชุดนี้ถือว่าสุดยอดชุดหนึ่ง โดยเฉพาะคนที่ชอบเพลงแทงโก้ ส่วนคนที่จะเริ่มฟังเพลงคลาสสิก หรือกำลังหาเพลงประเภทนี้มาฟัง ซีดีประกอบหนังชุดนี้สมบูรณ์ และไพเราะมาก ๆ เมื […]
    Niwat Puttaprasart
  • อนุสรณ์ ติปยานนท์: มรณสักขี มกราคม 22, 2010
    ภาพเลือนของความจริง โดย หอมรำเพย มรณสักขี เป็นผลงานเล่มใหม่ล่าสุดของอนุสรณ์ ติปยานนท์ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องสั้นเรื่องเดียว จัดพิมพ์ในรูปแบบพ็อคเก็ตบุ๊คขนาดกระทัดรัด จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เคหวัตถุ ซึ่งอนุสรณ์เป็นผู้ก่อตั้ง ปัจจุบันนักเขียนต้องขยับตัวเองมาเป็นผู้ผลิตหนังสือ แม้การสวมหมวกหลายใบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่โดยความเป้นจริงแล้วความบิดเบี้ยวของระบบใ […]
    Other Author
  • ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก มกราคม 13, 2010
    ภาพยนตร์ศิลปะแนวทดลอง-ภาพยนตร์อาว็องการ์ดในโลกตะวันตก โดย: มณีกาญจน์ ไชยนนท์ นักวิจัย สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พิมพ์ครั้งแรก: มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน แนวคิดเกี่ยวกับภาพยนตร์ ยุคเริ่มต้น 1880-1915 ภาพยนตร์ในฐานะศิลปะในยุคเงียบ (Silent Era) บริบทแรก ของการมองภาพยนตร์ในฐานะภาพรวม อย่างที่ Melies, Ricciotoo Canudo และ Abel Gance มองว่าภาพย […]
    Other Author
  • เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ธันวาคม 18, 2009
    เรื่องน่ารู้ (หรือเปล่า?) เกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ภัควดี วีระภาสพงษ์ พิมพ์ครั้งแรกที่ ประชาไทยเวบไซต์ หมายเหตุ: อันที่จริง ผู้เขียนไม่ค่อยให้ความสนใจกับรางวัลโนเบลหรือรางวัลใด ๆ ด้านวรรณกรรมมากนัก (แน่นอน รวมทั้งซีไรท์ด้วย) บางปีก็ตกข่าวด้วยซ้ำว่าใครได้ แต่เนื่องจากผู้เขียนได้รับคำชวนที่ไม่ควรปฏิเสธจาก อ.ชัชวาล ปุญปันให้ไปร่วมงานเสวนาวิชาการในดวงใจ […]
    Other Author
  • สัมภาษณ์อรุณธาตี รอย : นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์ ตุลาคม 28, 2009
    สัมภาษณ์อรุณธาตี รอย : นักเขียนชื่อก้องโลกกับโลกาภิวัตน์ ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักวิชาการและนักแปลอิสระ หมายเหตุ บทความแปลชิ้นนี้ ได้รับมาจากผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนต้องขอขอบคุณเอาไว้ ณ ที่นี้ ต้นฉบับของบทความนี้ชื่อ Superstars and Globalization: Interviewing Arundhati Roy by Sonali Kolhatkar, Znet (บทความเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา) บทความฟรี […]
    Other Author
  • ขอเชิญร่วมงานมหกรรมหนังสือครั้งที่ 14 ตุลาคม 13, 2009
    ในงานมหกรรมหนังสือ ครั้งที่ 14 พบกับบู๊ธ ALTERNATIVE WRITERS หมายเลขบู๊ธ O15 โซนซีชั้นหนึ่ง ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 15 – 25 ตุลาคม 2552 ระหว่างเวลา 10.00น.-20.30 น. ที่บู๊ธพบกับหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมายอาทิเช่น สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น ของปราบดา หยุ่น สำนักพิมพ์กำมะหยี่ ผู้จัดพิมพ์งานของมูราคามิ สำนั […]
    Niwat Puttaprasart
  • ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา กันยายน 28, 2009
    ปีศาจของกาลเวลา : การรื้อฟื้นงานเสนีย์ เสาวพงศ์ในยุคแสวงหา ประจักษ์ ก้องกีรติ : เขียน คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกริ่นนำ ราวปี 2513 ท่ามกลางบรรยากาศของสังคมไทยยุค "แห่งการพัฒนา", "อเมริกันในไทย" และ "เผด็จการคณาธิปไตย" แม้จะไม่ใช่ปีที่สลักสำคัญจนถูกบันทึกหรือได้รับการจดจำเป็นพิเศษ ในหน้าปฏิทินประวัติศาสตร์ไทย แต่เป็นปีท […]
    Other Author
  • Second Life: ขอต้อนรับสู่โลกเสมือนจริง สิงหาคม 27, 2009
    strong>Second Life: ขอต้อนรับสู่โลกเสมือนจริง [caption id="" align="alignnone" width="455" caption="Second Life"][/caption] จากบุปฝาชนสู่โลกออนไลน์ ในยุค 60 บุปผาชนเบ่งบานจัดตั้งชุมชนอิสระตั้งแต่ซานฟรานซิสโก แอลเอ และนิวยอร์ค พวกเหล่าปัจเจกชนผู้ต่อต้านวัฒนธรรมได้ยึดหัวหาดต่อรองอำนาจ มีแนวคิดในด้านเสรีภาพ การเมือง แล […]
    Niwat Puttaprasart

Watch videos at Vodpod and other videos from this collection.

Flickr Photos

More Photos

Top Rated

Since May 2008

  • 26,451 hits