Info

กรุสำหรับ มกราคม 7th, 2009

อ่านหนังสือ

เรื่�งรักธรรมดา

เรื่องรักธรรมดา

มีคนถามเรื่องการอ่านหนังสือพอสมควร ตลอดระยะเวลาที่ผมมีชีวิตรู้จักหนังสือโดยเริ่มจากการมองและเอานิ้วเขี่ยรูปภาพ จนกระทั่งอ่านออกเขียนได้ คำถามที่เจอบ่อยที่สุดก็คือ ทำไมถึงชอบอ่านหนังสือ เลือกอ่านหนังสืออย่างไร เอาเวลาที่ไหนมาอ่านได้เยอะแยะขนาดนั้น และรวมไปถึงคำถามน่ารักอื่นๆจิปาถะส่วนตัว เช่น นักเขียนที่ชอบ หนังสือเล่มโปรด หนังสืออ่านไม่จบ ชอบอ่านมุมไหนของบ้าน ท่าที่อ่าน(มีคนถามแล้วจริงๆ) วิธีคั่นหนังสือ อ่านหนังสือยังไงไม่ยับ จนโยงใยออกสู่คำถามกว้างๆว่าทำไงให้เด็กๆชอบอ่านหนังสือ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการศึกษาไปจนถึงเรื่องวัฒนธรรมการอ่านของผู้คน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยได้ตอบใคร เหตุเพราะตัวเองก็ไม่เคยนั่งคิดถึงเรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง ไม่ได้เชี่ยวชาญ แล้วนึกไม่ออกว่ามันจะสนุกอย่างไรกับการเล่าเรื่องการอ่าน นอกจากจะคุยในเรื่องหนังสือที่อ่านเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ผมเล่าให้เจ้าของตู้เย็นที่ดอกทิวลิปอาศัยอยู่* ว่ากำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งสนุกมากแต่เป็นหนังสือของแม่ แม่เผลอหลับเลยเอามาอ่าน กับเล่าเรื่องการได้เป็นเจ้าของหนังสือเด็ก(ผมชอบบ่นว่าหนังสือเด็กแพง เลยไม่ยอมซื้อเสียที) เรื่อง No David ! ของนายเดวิด แชนนอน เธอรู้เรื่องนิสัยการอ่านเรื่อยเปื่อยของผมดีอยู่แล้ว แต่คงนึกสงสัยขึ้นมากะทันหัน เพราะหลายครั้งที่ผมมีพฤติกรรมแปลกๆหลากรสนิยมในการอ่าน เธอเลยถามว่า ทำไมชอบอ่านหนังสือ? เป็นเองแต่เด็กๆเลยหรือ ผมเริ่มคิดเรื่องนี้ สำรวจตัวดูก็พบว่า จริงสิไม่เคยนึกเลย ทำไมถึงชอบเอาหนังสือแม่มาอ่าน ทำไมอยู่หลายคำถาม แล้วนึกไปถึงตอนเด็กว่า มีใครบังคับให้อ่านหนังสือหรือเปล่า? ทำไมจึงชอบอ่านหนังสือนักหนา?

ตอนเด็กๆผมเป็นพวกจอมซนอยู่ไม่สุข ต้องออกไปวิ่งเล่นรอบบ้านเสมอ นอกบ้านคือป่าแห่งการผจญภัยชนิดหนึ่ง ยิ่งแดดออกยิ่งชอบ ใครเผลอก็กระโดดขึ้นรถเขาแอบหัดขับ หาเรื่องตั้งแต่เด็กซึ่งขับได้ตั้งแต่เวลานั่งขายังยันไม่ถึงพื้น เวลามองกระจกหน้าก็ต้องเขย่งเอา หรือเล่นทะโมนเป็นลิงเป็นค่างอยู่คนเดียว แต่ความซนนั้นก็จะอยู่แต่นอกบ้าน เพราะเหมือนมีมนต์ขลัง พอเดินเข้าเขตร่มหลังคาบ้านผมจะนิ่งทันที แล้วยิ่งเดินผ่านห้องหนังสือชั้นหนังสือที่เรียงกันจนมองเห็นหน้าหนังสือเหลืองกรอบอยู่ตามทางเดิน ก็จะค่อยๆย่องเบาๆ ราวกับกลัวว่าหนังสือจะตื่น สันหนังสือจะแตกด้วยความเก่าจนหลุดลุ่ยออกมาเป็นผุยผง อิทธิพลและบรรยากาศแวดล้อมภายในบ้านน่าจะมีส่วนสำคัญที่สุดในการเพาะนิสัยการอ่านแบบไม่รู้ตัว ผมชินกับภาพของการเห็นคนนั่งอ่านหนังสือเป็นเงาเงียบๆตะคุ่มๆอยู่ในบ้าน มันทำให้เราเงียบไปด้วยจนเป็นที่รู้กันว่าถ้ามีคนอ่านหนังสืออยู่ ต่อให้มีเรื่องด่วนอย่างไรก็จะไม่มีใครอยากกวน ยกเว้นว่ามีการเงยหน้าขึ้นมามองพอดี เคยมีเรื่องเล่าว่าบรรพบุรุษคนหนึ่งของผมมัวแต่อ่านหนังสือ ภรรยาให้คนมาบอกท่าน ท่านก็ยกมือเป็นสัญญาณคล้ายบอกว่าให้รอก่อน จนคนมาบอกไม่กล้าพูดอะไร แล้วในที่สุดภรรยาท่านก็ไปคลอดไม่ทัน ในวัยที่ผมยังอ่านหนังสือไม่ออกนั้น ผมมักชอบปีนป่ายอยู่แถวบริเวณคนอ่านหนังสือ สืบเนื่องมาจากที่บ้านผมเป็นกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง คือชอบอ่านหนังสือออกเสียงพึมพัมพอที่จะให้ตัวเองได้ยินคนเดียว แล้วตอนนั้นอยากรู้ว่าเขากระซิบอะไร กับเกิดอาการไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่มองเส้นบรรทัดที่มีตัวหนังสือเรียงซ้อนกันเป็นตับในหน้ากระดาษทำไม อันนี้ต้องทำความเข้าใจตามประสาโลกของเด็ก ว่าผมไม่มีปัญญาควบคุมตัวเองได้ในขณะนั้น ผมจึงต้องปีนไปพิสูจน์เกาะแถวบริเวณไหล่บ้าง อ้อมไปข้างหลังบ้าง คอยเกาะแกะให้เป็นที่กวนอกกวนใจคนอ่านหนังสือทั้งหลาย หลังจากนั้นก็รัวคำถามเป็นชุดกับผู้ใหญ่ถึงเรื่องราวที่อ่าน และสิ่งที่ดีที่สุดเมื่อมาคิดถึงในยามนี้คือ ผมโชคดีที่ทุกคนใจเย็นมาก ตอบคำถามทุกคำ และเล่าให้ฟังทุกเรื่องด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่แตกต่างกันไปตามวัย แถมยังมีเล่ห์กลทำให้ผมอยากรู้ต่อ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมชอบหนังสือ เพราะหนังสือตอนนั้นยังเป็นก้อนอิฐอะไรไม่รู้ ได้แต่เอามาต่อเรียงกันเป็นตึกบ้างรถบ้าง บางทีก็หยิบออกมาจะเปิดหาแต่เล่มที่มีรูปภาพ บ่อยครั้งที่หนังสือถูกนำมาวางกองไว้เต็ม แล้วหลังจากนั้นไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของบ้านก็จะได้ยินเสียงเรียกชื่อให้ผมมาเอาหนังสือไปเก็บที่เดิม ครั้งหนึ่งแม่เล่าให้ฟังว่า ตัวฤทธิ์อย่างผมแหงนหน้าทะเลาะกับแม่ปาวๆว่า ผมอ่านหนังสือไม่ออก ผมเก็บไม่เป็นหรอก….

แต่เรื่องของเรื่องก็คือไม่มีใครเคยบังคับให้อ่านหนังสือเลย ไม่ว่าจะหนังสืออ่านเล่นหรือหนังสือเรียน ทุกคนต่างอ่านให้เห็นเอง และการได้อยู่ในโลกที่มีแต่หนังสือก็ทำให้หยิบขึ้นมาอ่านเองเวลาไม่มีอะไรทำ แม่เคยพูดครั้งหนึ่งเรื่องหนังสือว่า อ่านอะไรได้ก็อ่านไปเถอะ อ่านมากๆเข้าก็จะรู้จักแยกแยะไปเอง อย่าอ่านหนังสือแบบจัดอันดับหนึ่งสองสาม เพราะหนังสือทุกเล่มมีคุณค่าทั้งนั้น ถ้ายิ่งอ่านมากขึ้นก็จะเห็นว่าการอ่านทำให้เราตัวเล็กลงทุกที เราแทบจะไม่มีความหมาย เพราะมีเรื่องราวในโลกที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ เวลาผมปิดเทอมกลับบ้านก็จะใช้เวลาอ่านแต่หนังสือ ตะลุยอ่านจนแม่ต้องวางแผนให้ออกนอกบ้านเพื่อไปเจอคนอื่นบ้าง คุณยายต้องแกล้งจ้างให้ไปทำโน่นทำนี่ ผมมีคนสนิทอยู่คน เขาจะตระเวนหาหนังสือเช่ามาให้ผมอ่าน การ์ตูน เรื่องแปล เรื่องสั้น เรื่องยาวทุกชนิดเป็นอาหารที่ไม่เคยทำให้อิ่ม สิ่งเหล่านี้กลับกันกับตอนเด็กๆ เพราะพอกลับบ้านได้อ่านหนังสือ นั้นคือโลกแห่งการผจญภัย พอออกนอกบ้านอารมณ์จะนิ่งๆเหมือนผ่านการทำสมาธิมาแล้ว โลกข้างนอกเป็นโลกแห่งการสังสรรค์ การมีมารยาทบนโต๊ะอาหาร การประพฤติตัว กลับกลายเป็นเรื่องของกรอบและระเบียบวินัย ความชาชินทำให้ผมไม่ค่อยตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่นัก หนังสือจึงเป็นทางเดียวที่โลกจะปราศจากความอึกทึก ผมมีหนังสือในความทรงจำมากมายในวัยนั้น To Kill a Mocking Bird ของฮาเปอร์ ลีเคยทำให้ผมน้ำตาตกตอนอายุสิบสี่ อมาญาส์ของจันทรำไพ โลกสีครามของท่านมุ้ย พระจันทร์กระดาษและหนังสือแปลของเทศภักดิ์ เจ้าพ่อของลุงอาจินต์ ตะวันยอแสงของทมยันตี หนังสือของดอกไม้สด เรียกว่าขอให้อยู่ในตู้หนังสือ ไม่ว่าจะของใครก็จะไล่อ่านไปทีละเล่มด้วยความสนุก แต่ก็ยังคิดอยู่ดีว่าเวลามีน้อย ปิดเทอมอ่านไม่ทัน ทำไงดีถึงจะได้อ่านหนังสือแบบฟูลไทม์

ครั้งแรกที่บอกแม่เรื่องอยากเรียนวรรณคดี แม่ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความรู้ทัน เพราะแม่รู้ว่าผมขี้เกียจอ่านหนังสือเรียน แล้วผมอยากจะเอาหนังสืออ่านเล่นมาเป็นหนังสือเรียนแทน เพราะคาดเดาเอาไว้ว่าชีวิตนี้คงมีความสุขไม่น้อย แต่พอแม่ถามว่าทำไม ผมกลับตอบว่า ผมชอบประวัติศาสตร์ อยากรู้ประวัติของหนังสือตามลำดับสมัย แล้วหนังสือเป็นเบ้าหลอมที่ดีทางความคิด ผมตอบไปงั้นจริงๆโดยยังไม่เคยอ่านเรื่อง Crucible ของอาเธอร์ มิลเลอร์ และไม่รู้จักความยากถึงที่สุดของปู่เช็คสเปียร์ ไม่รู้ว่าเกอร์ทรูดจะพูดอะไรกับคลอดิอุส ไม่รู้ว่าโอดิปุสทำไมถึงต้องตาบอด และไม่รู้ว่าการบ่นของนายอเล็กซานเดอร์ พอร์ทนอยจะทะลึ่งมากขนาดนี้ แต่การเรียนในตอนนั้นต้องถือเป็นความสุขแห่งชีวิต เพราะยิ่งเพาะนิสัยการอ่านให้ผมอย่างจริงจัง ผมกลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือ การพบเจอกันของผู้คนเป็นเรื่องการคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากเรื่องราวที่ได้อ่าน ดอกไม้ ใบหญ้า ท้องฟ้า นโปเลียน* ทุกอย่างมีความหมาย ทุกหน่วยความคิดมีค่าแม้แต่ความคิดที่อยู่ตรงข้ามกับเรา และผมเชื่อว่าการอ่านทำให้เราปลดเปลื้องจากความเป็นตัวตน ผมก็ตอบไม่ถูกว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น แต่ผมรู้ว่าหลังๆมานี้ ผมอ่านหนังสือได้ทุกประเภท แล้วแต่สภาวะอากาศและอารมณ์มากกว่า การเลือกอ่านหนังสือขึ้นอยู่กับอารมณ์อ่านในตอนนั้น เช่นถ้าอ่านหนังสือลึกซึ้งมากๆเข้า แบบ Swann’s Way ของ Marcel Proust หลังจากนั้นก็อาจจะอยากอ่านอะไรมันๆแบบ ข้างหลังโปสการ์ดของหลานเสรีไทย หรือถ้าชีวิตกำลังน่าเบื่อก็อยากอ่านอะไรตื่นเต้นคอขาดบาดตาย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ การอ่านคือการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ครั้งหนึ่งคุณอาจจะนิยมลุ่มหลงนักเขียนสักคนมากกว่าผลงานของเขา เพราะเขาเหล่านั้นมีอิทธิพลทางความคิดต่อวัย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งผิด แต่เป็นการเติบโตทางวัยของการอ่าน การอ่านจะทำให้เรารู้จักไม่ตัดสินใครด้วยมาตรฐานของตัวเราเอง เพราะทุกอย่างย่อมมีเหตุผลในตัวมัน การอ่านหนังสือไม่ได้บอกว่าใครดีกว่าใคร และความมหัศจรรย์ของตัวหนังสือทำให้เรารู้จักเคารพความคิดเห็นของคนอื่น เพราะในที่สุดแล้ว ก็ยังมีเรื่องอีกมากที่เรายังไม่รู้….

หมายเหตุการอ่าน: นโปเลียน* เป็นชื่อน้องหมา

ผมอ่านหนังสือเฉลี่ยเดือนละหนึ่งพันหน้าซึ่งเป็นนิสัยที่ทำมานานแล้ว เมื่อก่อนเวลาที่ดีที่สุดคือเวลารถติด ปกติผมเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือซ้ำ แต่มีรายชื่อหนังสือจำนวนหนึ่งที่อยากอ่านซ้ำและนึกออกตอนนี้

หนังสือน่าอ่าน (เป็นการอ่านซ้ำ *อ่านไม่เคยจบ **อยากอ่านมาก)

Pillar of the Earth – Ken Follet Immortality – Milan Kundera

A Wrinkle In Time – Madeleine L’Engle Lord of the Rings – J.R.R. Tolkien*

Galapagos – Kurt Vonnegut Hotel New Hamshire – John Irving

Atlas Shrugged – Ayn Rand** Daisy Fay and the Miracle Man – Fannie Flagg

ผู้ดี ของดอกไม้สด สามก๊ก** เกิดวังปารุกส์ โสดสโมสร ของว.วินิจฉัยกุล**


หนังสือดีที่เพิ่งอ่าน

Pnin- Vladimir Nabokov Being Dead – Jim Crace Genome – Matt Ridley English Passengers – Matthew Kneale รัตนโกสินทร์ - .วินิจฉัยกุล จิมกระดุมกับลูคัส - มิฆาเอล เอนเด้ ปีนตลิ่ง - ‘รงษ์ วงศ์สวรรค์ เรื่องรักธรรมดา - รวมเรื่องสั้นสนามหญ้า 2

5 วิธีชุบชีวิตเครื่องเสียงให้กลับมาใสปิ๊ง

โดย นิวัต พุทธประสาท

TUBES

TUBES

ชุดเครื่องเสียงที่เราซื้อมานานหลายปี ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน ใช้งานไม่เคยหยุด สายสัญญาณเคยเสียบอยู่อย่างไรก็เสียบอยู่ตรงนั้น สายลำโพงฝุ่นจับ หลังเครื่องเสียงกลายเป็นที่สะสมฝุ่น ไม่พักถึงความชื้น อากาศแห้ง ความร้อน ความเย็นที่สลับหมุนเวียนมาในแต่ละปี ยิ่งบ้านที่ไม่มีแอร์เปิดโล่ง เครื่องเสียงยิ่งกลายเป็นเครื่องดูดฝุ่นชั้นเยี่ยมอย่างที่ห้ามไม่ได้

ดังนั้นการทำความสะอาดเครื่องเสียงไม่ให้ฝุ่นเกาะจึงควรทำอยู่เสมอ เพราะฝุ่นเป็นตัวการนำมาซึ่งปัญหาในอนาคต ไม่ว่าจะทำให้เกิดออกไซด์จับบริเวณที่เป็นพื้นผิวโลหะ ถ้ามันไปเกาะยังทองแทงแผ่นปริ๊นท์ หรือขาของรีซิสเตอร์ คาปาซิเตอร์ ในอนาคตเมื่อจับตัวจนกลายเป็นสนิมแล้ว การเดินสัญาณจะไม่ราบเรียบมีอาการอั้น จนถึงอาจจะทำให้สัญญาณหรือไฟฟ้าทำงานผิดวงจรได้ เครื่องเสียงไม่ต่างจากร่างกายของคน เมื่อทำงานถึงจุดหนึ่งก็มีปัญหาเจ็บออด ๆ แอด ๆ ได้เช่นกัน

เรามาทำการชุบชีวิตเครื่องเสียงของเราให้กลับมามีชีวิตชีวากันอีกครั้งนะครับ รับรองว่าเมื่อทำแล้วอาจจะยืดระยะการใช้งาน หรือเปลี่ยนใจไม่ต้องซื้อของใหม่ยกชุด ประหยัดกระเป๋าสตางค์ไปมาก ยิ่งช่วงเงินเฟ้อแบบนี้ เงินมีค่าลดลงไปมาก หากจะใช้ต้องระมัดระวังกันให้มาก

1. ทำความสะอาดหลังเครื่อง

ด้านหลังเครื่องเสียงเป็นหัวใจสำคัญของการเชื่อมต่อสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่นดีวีดี แอมป์ปริไฟเออร์ รีเซิร์ฟเวอร์ ชุดโฮมเธียเตอร์ หรือมินิคอมโปเน้นท์ เครื่องเสียงแยกชิ้นด้านหลังเครื่องยิ่งสำคัญ เช่นเครื่องเล่นซีดีและดีวีดี ต่อไปยังรีเซิร์ฟเวอร์ ลองจินตนาการนะครับว่าเครื่องเล่นดีวีดีที่ไม่มีสาย HDMI จะต้องใช้สายสัญญาณกี่เส้นเชื่อมต่อทั้งภาพและเสียง สายภาพแบบคอมโพเน้นท์มีถึงสามสาย สายโคแอคเชียลหรือสายดิจิตอลอีกอย่างละหนึ่งสาย สายสัญญาณเสียงอนาล็อคอีกหนึ่งคู่ สายสัญญาณเสียงไปยังซัปวูฟเฟอร์อีกหนึ่งสาย ซึ่งยังไม่รวมสายจากเครื่องรับสัญญาณจากดาวเทียมไปยังรีเซิร์ฟเวอร์ซึ่งอย่างน้อยต้องเชื่อมต่ออีกสามสายเป็นอย่างต่ำ ขณะที่รีเซิร์ฟเวอร์ไปยังลำโพงแบบ 5.1 ชาแนล ต้องต่อสายลำโพงถึงห้าเส้น สภาพแบบนี้แค่นึกก็หนาวแล้ว รวม ๆ แล้วรีเวิร์ฟเวอร์มีสายเข้าออกสิบกว่าเส้น เมื่อนานวันเข้าความเสื่อมสภาพของโลหะที่ทำปฏิกิริยากับอากาศ จะทำให้เสียงด้อยลงเรื่อย ๆ ถ้าท่านมีเวลา อาจจะทำความสะอาดครั้งใหญ่ปีละสองหน เริ่มด้วยการถอดปลั๊ก ถอดสายสัญญาณออกมาปัดฝุ่น อย่าใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดเด็ดขาดนะครับ ใช้ผ้าแห้งที่ไม่เป็นขน แปรงขนไก่ แปรงทาสีชนิดนิ่ม เพื่อขจัดฝุ่นเท่านั้น หรือถ้ามีที่เป่าลมแรง ๆ ก็ยกไปเป่าหลังบ้านเลย (แต่ต้องแน่ใจว่าแม่บ้านไม่ได้ตากเสื้อเอาไว้บริเวณนั้น) เมื่อถอดสายสัญญาณออกมาแล้ว เราจะเห็นว่ามันจะทั้งลอยถลอกของการเสียบสายสัญญาณ รอยคราบอ็อกไซด์ (Oxide) เมื่อขจัดคราบฝุ่นออกหมดแล้ว ลองหาน้ำยา Contact Cleaner อย่างยี่ห้อ Phillips, Caig DeoxIT ซึ่งเป็นทั้งน้ำยาทำความสะอาดและเคลือบขั้วสัญญาณ ทั้งยังสามารถใช้ได้กับหัวสัญญาณทุกชนิด น้ำยาดังกล่าวหาซื้อได้ไม่ยากครับ ราคามีตั้งแต่ขวดไม่กี่ร้อยบาทจนถึงหลายพัน มีทั้งแบบสเปรย์และแบบป้าย การใช้นำ้ยาดังกล่าวจะต้องซื้อของจริง อย่าได้ซื้อของเลียนแบบเด็ดขาด ร้านค้าที่ซื้อต้องเชื่อถือได้ เพราะถ้าซื้อของเลียนแบบแทนที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ จะกลายเป็นทำลายเครื่องเสียงของเราให้พังเร็วขึ้น และอีกข้ออย่าเอาพวกน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันจักรไปหยอดเด็ดขาด เพราะถ้ามันซึมลงไปในวงจรมันจะจับเป็นคราบ ทีนี้ฝุ่นเข้ามายิ่งจะก่อความเสียหายถึงขนาดลัดวงจรได้ เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยก็เสียบสายสัญญาณต่าง ๆ ดังเดิม จากนั้นก็ลองเปิดเครื่องเสียงของเราฟัง ถ้าใช้น้ำยา Caig DeoxIT แล้วต้องอ่านคู่มือให้ละเอียด และอาจจะต้องใช้เวลาสักอาทิตย์ในการที่จะทำให้เสียงดีขึ้นกว่าเดิมเพราะมันต้องแห้งสนิทและเบิร์นสักระยะ

ข้อที่ควรระวังก่อนที่ท่านจะดึงสายทั้งหมดออกจากหลังเครื่อง หากท่านไม่แน่ใจว่าจะต่อกลับไปได้เหมือนเดิมหรือไม่ ท่านควรจะทำแผงผังการต่อสายให้เรียบร้อยก่อน โดยการวาดภาพหรือใช้กล้องดิจิตอลถ่ายรูปเอาไว้ โดยเลือกใช้ไฟล์ใหญ่ ๆ หน่อย จะได้เห็นชัด ๆ แต่ถ้าท่านชำนาญอยู่แล้วก็ละเว้นข้อนี้ไปได้เลย

2. ทำความสะอาดตัวเครื่อง

ตัวเครื่องมันเกี่ยวกับเสียงหรือไม่ ไม่เกี่ยวโดยตรง แต่เราจะปล่อยให้ฝุ่นจับปิดช่องระบายอากาศของเครื่องเสียง ของโทรทัศน์ พลาสมาทีวี แอลซีดี หรือฝุ่นจับจอจนหน้าเตอะอย่างนั้นหรือ ลองคิดดูนะครับว่ารีเซิร์ฟเวอร์ที่มีฝุ่นอัดเต็มช่องระบายอากาศ การระบายความร้อนจะมีปัญหา การทำงานของทรานซิสเตอร์จะเกิดความเพี้ยน และถ้าเราปล่อยไปนาน ๆ ฝุ่นเหล่านี้ลงไปในตัวเครื่องข้างในจะทำให้เครื่องเสียงลดประสิทธิภาพการทำงานลงทีละน้อย ถ้าตัวเครื่องมีคราบลองใช้นำ้ยาทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ ขัดแล้วจะได้ทั้งเครื่องเหมือนใหม่กลับมา และการลำรุงรักษายังทำให้ใช้งานได้อีกยาว

ส่วนฝุ่นบนจอภาพพลาสมาร์หรือแอลซีดีนั้น การทำความสะอาดอาจจะละเอียดอ่อนกว่า ผ้าที่ใช้จะต้องเป็นผ้าสำหรับใช้เช็ดเท่านั้น และต้องทำอย่างนุ่มนวล ท่านเจ้าของควรลงมือทำเอง อย่าใช้แม่บ้านหรือลูกจ้างทำ เพราะอาจจะเกิดอุบัติเหตุรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนของพังได้ การกำจัดฝุ่นบนจอภาพควรทำเสมอ เพราะบนจอเกิดไฟฟ้าสถิตย์ได้ง่าย มันจะดูดฝุ่นมาเกาะเร็วกว่าที่อื่น การทำความสะอาดจะช่วยให้สีสันของภาพกลับมาสดใสแจ่มชัดเหมือนเดิม โดยไม่ต้องทำอะไรที่ซับซ้อน

3. ลำโพงยังอยู่ดีหรือเปล่า

บางครั้งท่านกลัวว่าหน้าลำโพงของท่านจะมีเด็ก ๆ หรือคนมือซนมาเล่นเสียหาย ท่านจึงปิดหน้ากากเอาไว้ตลอดเวลา โดยไม่เคยเปิดออกมาดูเลย แต่หารู้ไม่ว่ากรวย และขอบลำโพงเองก็มีวันเปื่อยสลายได้ตามกาลเวลา โดยเฉพาะขอบลำโพงที่ทำจากโฟม จะพังเร็วกว่าขอบยาง ขอบโฟมข้อดีคือมันทำให้ลำโพงขับง่าย มีความว่องไวต่อการสนองตอบความถี่ หลายยี่ห้อชอบใช้ แต่คนออกแบบลำโพงเป็นพวกยุโรปอเมริกาซึ่งมีสภาพอากาศที่เย็น ขอบโฟมเม่อมาใช้ในสภาพอากาศร้อนแบบเมืองไทยจะทำให้มันพังเร็วกว่าปกติถึงสองเท่า ข้อนี้ผมประสบมากับตัวเองแล้วจึงขอยืนยันได้ว่า ลำโพงขอบโฟม แม้ท่านจะถนอมเท่าใดมันก็พังได้เร็วในสภาพอากาศแบบนี้

ท่านจึงจำเป็นต้องเปิดหน้ากากลำโพงออกมาเช็คดูบ้างว่าสภาพลำโพงของท่านยังแจ่มหรือไม่ และถือโอกาสนี้ทำความสะอาดปัดฝุ่นไปในตัว สำรวจขั้วลำโพง ใช้น้ำยา Contact Cleaner จัดการคราบอ๊อกไซด์ให้หมดเกลี้ยง

ที่สำคัญลำโพงของท่านเคยกระแทกแรง ๆ เคยล้ม หรือตู้ลำโพงรั่วหรือไม่ อันนี้ถือว่าอาการหนัก วิธีทดสอบคือ ลองใช้มือกดที่กรวยเบา ๆ ค่อย ๆ กดนะครับ และสังเกตว่ากรวยมันค่อย ๆ คลายตัวขึ้นมา หรือกดลงไปพอปล่อยออกมาแล้วมั้นเด้งทันที ถ้ามันเด้งทันทีก็แสดงว่าตัวตู้มีจุดรั่ว อันนี้ก็คงต้องส่งช่างหรือตัวแทนจำหน่ายให้เขาซ่อม

4. ตำแหน่งลำโพงเปี๋ยนไป๋

เรื่องตำแหน่งลำโพงที่เปลี่ยนไปนั้นเกิดขึ้นได้เสมอตั้งแต่การเคลื่อนด้วยแรงสั่นสะเทือน เกิดจากการทำความสะอาดของแม่บ้าน การเช็คตำแหน่งลำโพงคงต้องอาศัยการฟังเป็นหลัก สำหรับผมเมื่อได้ตำแหน่งลำโพงที่คิดว่าดีที่สุดแล้วมักจะทำมาร์คเกอร์เอาไว้ โดยการใช้กระดาษกาวปะลงบนพื้น วิธีการนี้อาจจะทำให้พื้นเสียหายบ้าง แต่แลกกับเสียงที่ได้แล้ว และเราไม่ต้องเสียเวลามาเซ็ตอัพลำโพงบ่อย ๆ ก็ถือว่าคุ้ม

5. ทำความสะอาดเครื่องเสียงหลอด

เครื่องเสียงหลอดส่วนใหญ่ที่โชว์หลอดมักจะทำให้คนเล่นไม่ค่อยกล้าทำความสะอาด การทำความสะอาดเครื่องเสียงหลอดก็ไม่ต่างจากขั้นตอนแรกครับ คือทำความสะอาดที่ขั้วสัญญาณ ขั้วลำโพง ปัดฝุ่นบนแท่น สำหรับหลอดถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอาผ้าไปเช็ด เพราะจะทำให้โลโก้เลอะเลือนได้ ยิ่งถ้าชอบเปลี่ยนหลอดหากเก็บไม่เป็นระบบ นานวันเข้าจะจำไม่ได้ว่าเป็นหลอดเบอร์อะไร ส่วนขั้วที่หลอดถ้าจะใช้ Contact Cleaner ทำความสะอาดก็ได้ถ้ามีคราบอ๊อกไซด์ แต่ถ้าเป็นหลอดใหม่แล้วเสียบอยู่ในซ๊อกเก็ตตลอดเวลาจะไม่ค่อยมีปัญหา การทำความสะอาดขาหลอดควรระวังอย่าไปโยกขาหลอดไปมา เพราะจะทำให้หลอดรั่วซึมได้ หลอดรั่วซึมแล้วทำให้อากาศเข้าไปภายในและจะเสียในที่สุด ถ้าอากาศเข้าไปในหลอดสังเกตได้ว่าปรอทที่ดึงอากาศออกมาจะหายไป

ทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาต่อสายสัญญาณ สายลำโพงกลับเข้าไปเหมือนเดิม ก่อนต่อให้เช็คว่าการเดินของกระแสไฟหรือสัญญาณนั้นถูกต้องหรือไม่ สายสัญญาณที่วิ่งจากซ้ายไปขวา ถ้านำมาต่อกลับทางกันคุณภาพเสียงก็อาจจะดร็อปลงไปบ้าง ลองนึกถึงกระแสน้ำนะครับ มันไหลไปทางไหนบ่อย ๆ มันก็จะวิ่งไหลลื่น แต่ถ้ามันวิ่งกลับทิศมันก็มีอุปสรรค เช่นเดียวกันสายสัญญาณมีทิศทางการเดินของมัน เมื่อพื้นผิวเคยวิ่งเปลี่ยนไป ก็ย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงได้

นอกจากเรื่องสายสัญญาณและสายลำโพงแล้ว สายไฟที่ต่อจากตัวเครื่องไปยังปลั๊กไฟ เช็คขั้ว และการเชื่อมต่อให้ถูกต้อง หากเปิดแล้วเสียงหายไปข้าง หรือเสียงไม่ออก ให้เช็คว่าต่อสายสัญญาณถูกช่องหรือไม่ บางครั้งสายเยอะ ๆ ก็เล่นเอาตาลายได้เหมือนกัน จากนั้นลองเปลี่ยนแหล่งกำเนิดสัญญาณ เช่นเปลี่ยนจากเครื่องเล่นดีวีดี ไปเล่นซีดี หรือตัวรับสัญญาณดาวเทียมว่าต่อสายถูกต้องเรียบร้อย

สายทั้งหลายควรจะจัดให้เป็นระเบีบขึ้น เพื่อเราจะได้เช็คง่ายว่าต่อสายอะไรมาจากไหน อย่าพ่วงสายสลับไปสลับมาจนพันกันมั่ว ไหน ๆ ก็รื้อออกมาแล้วก็ทำให้มันเรียบร้อย ผบ.ทบ.ที่บ้านจะได้ไม่ตำหนิ

เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์แล้วก็ถึงเวลาฟังเพลงดูหนังกันแล้ว รับรองว่าเมื่อได้ทำอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด เหมือนท่านจะได้เครื่องเสียงชุดเดิม แต่ย้อนกลับไปในวันที่ซื้อมาใหม่ ๆ เผลอ ๆ เสียงอาจจะดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ลองหาวันเวลาว่าง ๆ ช่วงเสาร์อาทิตย์ทำนะครับ รับรองไม่ผิดหวัง