Info

กรุสำหรับ กุมภาพันธ์, 2009

Setting Speaker: จัดวางลำโพง หนึ่งหนวิธีทำให้เครื่องเสียงเสียงดีโดยไม่ต้องเสียสตางค์

โดย นิวัต พุทธประสาท

ต้องขออภัยที่หายไปหลายฉบับนะครับ ต่อแต่นี้ไปจะมาประจำไม่มีขาดอย่างแน่นอน

ฉบับนี้ผมขอคุยเรื่องที่ดูเหมือนง่าย ๆ แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ หรืออาจจะมองข้ามไปเพราะขาดประสบการณ์ในการจัดวางเครื่องเสียง สำหรับในตอนนี้ผมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้ทฤษฎีซึ่งจะทำให้ปวดหัวกันไปก่อนที่จะได้จัดตั้งลำโพงให้เสียงออกมาดี แต่ก่อนที่ผมจะเข้าเรื่อง ผมขอย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเมื่อครั้งที่ผมเริ่มเล่นเครื่องเสียงใหม่ ๆ ตอนนั้นผมเองก็ขาดประสบการณ์ทำนองนี้เหมือนกัน และพาลเลิกเล่นเครื่องเสียงไปพักใหญ่ ๆ พกหนึ่ง จนกระทั่งวันนี้กลับมาเล่นอย่างมีความสุขอีกครั้ง

สมัยที่ผมเริ่มเล่นใหม่ ๆ ตอนนั้นอยู่ชั้นมัธยมสี่ ผมได้ชุดมิดเอ็นด์มาชุดหนึ่งประกอบด้วยลำโพง Cirvin Vega ส่วนแอมป์เป็นแอมป์โซลิตสเตจกำลังขับดีอย่าง Harman-Kardon แม้จะลงทุนไปหลายหมื่นบาทแต่พบว่าเสียงที่ได้ยังไม่ค่อยถูกใจเราเสียเท่าไหร่ ตอนแรกก็คิดว่าคงเป็นเพราะเราใช้สายสัญญาณที่เขาแถมมา ส่วนสายลำโพงก็เมตรไม่กี่บาท

แต่ว่าตอนกลับมาเล่นครั้งที่สองนี่สิครับ เครื่องเสียงชุดใหม่ของผมคุณภาพดีกว่าชุดเริ่มต้นมาก แต่คุณภาพเสียงก็ยังไม่ดีเท่าที่เราเคยไปฟังตามงานเครื่องเสียงหรือโชว์รูมของเขา ผมเองคิดในใจว่าเครื่องที่ขายกับเครื่องที่โชว์มันตัวเดียวกันหรือเปล่า หรือมีการโมดิฟายให้เสียงดีขึ้นหรือเปล่า แต่เมื่อศึกษาและจับประเด็นให้เล็กลงเรื่อย ๆ สิ่งที่ผมพบกลับกลายเป็นเส้นผมบังภูเขาครับ

เวลานี้ผมจึงฟันธงได้ว่าเครื่องเสียงเสียงจะดีหรือแย่อันดับแรกคือ 1.Matching กันหรือเปล่าระหว่างแอมป์กับลำโพง แต่ถ้าผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว 2.Matching ระหว่าง System กับห้องฟัง

ข้อสองนี่แหละครับที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับคนเล่นเครื่องเสียงที่อัฐน้อยแต่รสนิยมสูงแบบผม ครั้นจะทำห้องฟังเป็นสัดส่วนแบบบ้านมีอันจะกินก็ใช่ที่เพราะค่าทำห้องฟังก็ไม่ใช่ถูก ๆ ทางเลือกเดียวคือดัดแปลงห้องรับแขกหรือห้องนอนมาทำห้องฟังเพลง ซึ่งแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มขึ้นเลยครับ นอกจากต้องขยันฟังและขยับลำโพงกันทีละนิดจนกว่าจะได้จุดที่ดีที่สุด

แม้การขยับลำโพงเข้าออกทีละนิดจะเป็นการงมเข็มในมหาสมุทรก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เซ็ตติ้งลำโพงได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ท่านที่ทำแรก ๆ อาจจะท้อแท้ แต่บอกได้ว่ามันคุ้มค่ากับความเหนื่อยมากนัก ดีกว่าเราไปเสียเงินซื้อสายสัญญาณแพง ๆ หรือสายลำโพงแพง ๆ เสียอีก

หลักการแรก ก่อนที่จะทำการเซ็ตติ้งลำโพง ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองไปค้นคู่มือที่ติดมากับลำโพงกลับมาอ่านเสียก่อน ส่วนใหญ่แล้วถ้าซื้อลำโพงจากค่ายยุโรปหรืออเมริกา มักจะมีคู่มือติดมาให้ด้วยว่าลำโพงรุ่นนั้น ๆ ชอบให้วางห่างผนังด้านหลัง หรือว่าชอบวางมาทางด้านหน้าเป็นต้น คู่มือของยี่ห้อนั้น ๆ จะทำให้เราจับหลักได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเริ่มโดยไม่รู้ทิศทาง

หลักการที่สองขนาดลำโพงต้องสัมพันธ์กับห้อง เช่นลำโพงวางหิ้ง (ลำโพงเล็ก) ควรจะใช้ห้องไม่ใหญ่นัก ขนาดห้องอยู่ระหว่าง 12-20 ตารางเมตร ถ้าให้ดีควรจะเป็นห้องที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนลำโพงตั้งพื้น หรือลำโพงใหญ่ ควรจะต้องใช้เนื้อที่สัก 20 ตารางเมตรขึ้นไป ขณะเดียวการความสูงของห้องก็มีผลกับย่านเสียงเช่นกัน วึ่งมขอไม่พูดถึงนะครับ ถามว่าทำไมลำโพงเล็กฟังห้องใหญ่ไม่ได้ ที่จริงฟังได้นะครับ แต่มันไม่ Match กันนั่นเอง เช่นเดียวกับลำโพงใหญ่ไปฟังห้องเล็ก ๆ ความใหญ่ของลำโพงจะทำให้ย่านเสียงทุ้มที่มีปริมาณมากกลบทับเสียงกลางและเสียงแหลมจนฟังไม่ไพเราะ หรือถ้าใครชอบแบบนั้นก็ไม่มีปัญหานะครับ แต่สำหรับผมแล้วการฟังเพลงจะต้องได้ทั้งเสียงทุ้มกลางแหลมในปริมาณที่สมดุลกัน

หลักการที่สาม ขอให้สังเกตว่าลำโพงของเรานั้นมีท่อระบายลมทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ส่วนใหญ่แล้วลำโพงที่มีท่อระบายอากาศด้านหน้า เราสามารถวางตัวลำโพงให้ชิดกับผนังด้านหลังได้มากกว่าลำโพงที่มีท่อระบายลมจากด้านหลัง นั่นหมายความว่าถ้าเราวางลำโพงไว้ชิดผนังด้านหลังมากเท่าไหร่ เสียงเบสก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

หลักการที่สี่ผนังในห้องทั้งสี่ด้านรวมถึงพื้นห้องมีความสำคัญกับการกระจายเสียงมาก โดยเฉพาะผนังด้านหลังและผนังข้าง ผนังด้านข้างจะเป็น First Reflect ที่คลื่นเสียงจะกระทบก่อนจะถึงหูของผู้ฟัง การสะท้อนของคลื่นเสียงจากผนังด้านหนึ่งไปด้านหนึ่ง ก่อนจะมาถึงหูคนฟังนั้นคลื่นบางความถี่จะตีกันจนฟังแล้วเสียงไม่เคลียร์ มีความสับสน ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง กับระยะห่างจากผนังด้านหลัง จนไปถึงจุดนั่งฟังจึงมีความสัมพันธ์กัน

หลักการที่ห้า การวัดความกว้างยาวนั้นจะต้องเริ่มวัดจากจุดกึ่งกลางของทวีตเตอร์เสมอไม่ว่าจะวัดความห่างจากผนังด้านหลังหรือด้านข้าง หรือวัดระยะห่างจากทวีตเตอร์ลำโพงสู่จุดนั่งฟัง

หลักการที่หก ควรจะ “โทอิน” กี่องศาดี การ “โทอิน” คือการหันหน้าลำโพงทำมุมเอียงเข้าหาจุดนั่งฟัง การจะโทอินกี่องศานั้นควรยึดคู่มือลำโพงเป็นหลัก หรือค่อยๆ โทอินลำโพงทีละน้อย การโทอินจะทำให้โฟกัสดนตรีมีความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ผู้นั่งฟังจะต้องอยู่ในจุดที่เสียงไปรวมกันพอดี เราจะเรียกจุดนั่งฟังนี้ว่า Sweet Spot ลำโพงคอมเมอร์เชียลส่วนใหญ่จะชอบให้ผู้ฟังโทอินไม่มากก็น้อย แต่สำหรับลำโพง Full Range ที่ใช้อกลำโพงเดียวมักไม่ชอบการโทอิน ดังนั้นก่อนโทอินจึงต้องศึกษาคู่มือหรือทดลองฟังทีละน้อยก่อน

หลักการที่เจ็ด จะเริ่มต้นจัดตั้งลำโพงอย่างไร นี่เป็นข้อที่ยากที่สุดนะครับ แต่ก็น่าดีใจที่มีคนคิดสูตรการจัดตั้งลำโพงออกมาเป็นทฤษฎีให้เราได้ใช้กัน และทำให้ผู้เริ่มต้น เริ่มต้นอย่างถูกวิธีด้วยความสะดวกสบาย ผมขออิงทฤษฎีของ จอร์จ คาร์ดาส (George Cardas) ผู้ก่อตั้งสายสัญญาณ สายลำโพงสายสัญญาณยี่ห้อดังอย่าง Cardas

จอร์จ คาร์ดาสได้ทำสูตรการคำนวณตำแหน่งการจัดวางลำโพงออกมา ซึ่งทำให้เรานำไปใช้ในการจูนเสียงได้ง่ายขึ้น เมื่อใช้สูตรนี้คำนวณแล้วเราจะจูนเสียงโดยการฟังอีกรอบหนึ่ง เราก็จะได้ระยะลำโพงที่แมตท์กับห้องฟังของเรา แม้จะไม่สมบูรณ์ที่สุดแต่ก็เป็นตัวเลือกที่จะทำให้เสียงของชุดเครื่องเสียงของท่านเสียงดีขึ้นโดยไม่ต้องเสียแม้แต่สตางค์เดียวในการอัพเกรด

สูตรที่จอร์จ คาร์ดาสให้มามีดังนี้ครับ วิธีการคำนวณก็คือวัดความยาวผนังห้อง จะเป็นเซ็นติเมตร นิ้ว ฟุต หรือเมตร ให้นำสูตรที่ให้มาคูณเข้าไป ข้อสำคัญคือต้องให้หน่วยวัดนั้น ๆ เหมือนกันทุกด้าน คือถ้าใช้เซ็นติเมตร ก็ต้องเป็นเซนติเมตรทุกด้าน ตัวเลขที่คูณออกมาได้คือระยะที่เราจะตั้งลำโพงนั่นเองครับ (ดูภาพ Diagram A เป็นตัวอย่าง)


-ระยะลำโพงกับผนังด้านข้าง: ความยาวผนังด้านข้าง x .276

-ระยะลำโพงกับผนังด้านหลัง: ความยาวผนังด้านหลัง x .447


ตัวอย่างเช่นผนังด้านข้างยาว 6 เมตร เรานำ 6 มาคูณกับ .276 จะได้ตัวเลข 1.65 หมายความว่าระยะลำโพงด้านข้างวัดจากทวีตเตอร์จะห่างกำแพงด้านข้างประมาณ 1.65 เมตร

ส่วนผนังด้านหลังยาว 4.5 เมตร เรานำตัวเลข 4.5 มาคูณ .447 จะได้ตัวเลข 2.01 หมายความว่าระยะลำโพงด้านหลังวดจากทวีตเตอร์จะห่างกำแพงด้านหลังประมาณ 2.01 เมตร นั่นเอง

สังเกตได้ว่าระยะห่างกำแพงด้านหลังนั้นลำโพงตั้งห่างถึงสองเมตรเศษ ๆ การตั้งห่างกำแพงหลงจะทำให้เกิดมิติเสียงและเวทีเสียงที่เราสามารถจับต้องได้ ขณะที่ความห่างระหว่างลำโพงกับผนังข้างจะก่อให้เกิดขนาดของเวทีเสียง ทั้งนี้ผู้ฟังจะต้องจูนเสียงด้วยการฟังในขั้นสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง แม้จะมีสูตรให้เราจดวางแล้วก้ตาม แต่หูของคนฟังก็ยังจำเป็นในการตั้งลำโพง

ส่วนระยะการนั่งฟังนั้น จะเป็นการกำหนดเป็นการนั่งฟังแบบ “ใกล้ลำโพง” (Near Field) ดูภาพ Diagram B เราจะวัดระยะทวีตเตอร์จากลำโพงซ้ายมาที่ลำโพงขวา เมื่อได้ระยะห่างลำโพงทั้งสองข้างแล้ว เราจึงนำระยะห่างลำโพงทั้งสองข้าง มาวัดระยะไปยังจุดนั่งฟัง ก็จะได้ระยะในแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการจูนเสียงจากการฟังอีกรอบเช่นเดียวกัน

ท่านผู้อ่านอาจจะลองกลับไปลองทำดูนะครับ ผมเชื่อว่าการจัดลำโพงนั้นได้ผลมากกว่าการเปลี่ยนสายลำโพงหรือสายสัญญาณมาก ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าคุณภาพสายลำพงหรือสายสัญญาณไม่มีผลต่อเสียง มีผลเช่นกันครับ แต่การ Set Up ลำโพงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงในการทำให้เราเค้นคุณภาพของเครื่องเสียงที่เรามีให้ถึงที่สุด และที่ผมเน้นบ่อยครั้งก็คือเราจะต้องฟังเสียงและจูนเสียงด้วยหูเราเองอีกรอบหนึ่ง เพราะสูตรเป็นแค่แนวทางให้เราไม่ต้องงมเข็มในมหาสมุทร แม้เครื่องมือเป็นสิ่งทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นสูตรสำเร็จ เมื่อทำแล้วจะได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ หากความสำเร็จของผลที่เราทำนั้นมาจากการหมั่นเพียร ความพยายาม การจดจำและเรียนรู้อย่างไม่รู้จบโดยเปิดใจกว้างรับสิ่งใหม่ ๆ อย่างมีเหตุผลนั่นเอง

Vivaldi: Le quattro stagioni: The Four Seasons

Anne-Sophie Mutter

ตอนที่ผมไปเยือนกรุงโรมครั้งแรก เมื่อหัวหน้าทัวร์ไล่ต้อนลูกทัวร์ขึ้นรถเป็นที่เรียบร้อย พนักงานขับรถบัสบรรจงสอดเทปเพลงลงในเครื่องเล่น เร่งโวลุ่มเล็กน้อย เสียงเพลงบรรเลงดังขึ้น ผมจำได้ไม่ลืมว่าเพลงชุดนั้นเป็นของวิวัลดี ระหว่างที่รถทัวร์พาเราจากสนามบินไปสู่โคลีเซียม เพลงของวิวัลดีก็บรรเลงไปตลอดทาง จนถึงทุกวันนี้ ภาพกรุงโรมยังตราตึงเสมอเมื่อผมเปิดเพลงของวิวัลดี

หว่อง คาไวร์ เคยสัมภาษณ์เอาไว้ในหนังสือฉบับหนึ่ง เขาบอกว่า “เพลงเป็นเหมือนรอยสัก” เพลงไม่มีวันจางหายไปจากความทรงจำ มันคือเครื่องมือระลึกถึงห้วงเวลาหนึ่งเสมอ ทุกครั้งที่ฟังเพลงของวิวัลดีภาพกรุงโรมจึงบังเกิดขึ้นในห้วงมโนนึกไม่เคยจางหาย

วิวัลดีเป็นชาวเมืองเวนิส มีชื่อเล่นว่า The Red Priest วิวัลดีเป็นคีตกวีคนสำคัญของยุคบาโรค เพลงส่วนใหญ่ของวิวัลดีแม้จะถูกนำไปใช้ในทางศาสนาก็ตามทว่าหลายบทเพลงก็มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน บรรยายลักษณ์ชีวิตและธรรมชาติ เพลงที่นิยมที่สุดของวิวัลดี ซึ่งผมเชื่อว่าคนทั้งโลกน่าจะรู้จักเป็นอย่างดีคือไวโอลินคอนแชร์โต ในชุด The Four Seasons เพื่อนผมบางคนถึงกับสะสมแผ่น The Four Seasons เพลงเดียวในหลาย ๆ เวอร์ชั่น ทั้งนี้ The Four Seasons มีคนนำไปเล่น นำไปดัดแปลงจำนวนมาก มีทั้งดีเยี่ยม จนถึงแค่พอฟังได้ก็เยอะมากในตลาดเพลง ถึงกระนั้น The Four Seasons ก็ยังเป็นเพลงที่คนฟังประดับเอาไว้ในใจเสมอไม่เสื่อมคลาย

กลุ่มไวลินคอนแชร์โต The Four Seasons ประกอบด้วยสี่บทเพลง คือ Spring Summer Autumn และ Winter สำหรับเวอร์ชั่นที่ผมจะแนะนำคือเวอร์ชั่นที่ Anne-Sophie Mutters เล่นไวโอลินเดี่ยวและขยับมาเป็นคอนดัคเตอร์ แต่โดยปกติวงแชมเบอร์ในยุคนี้จะไม่มีคอนดัคเตอร์อยู่แล้ว หัวหน้าวงมักจะเป็นผู้คบคุมวงไปในตัว แต่การขยับมาเป็นผู้นำวงของมุตเตอร์ก็มีนัยยะสำคัญถึงการนำเสนอแนวทางของเธอไม่มากก็น้อย ใครที่ติดตามผลงานของมุตเตอร์มาโดยตลอด คงเข้าใจได้ว่าผลงานของเธอส่วนใหญ่จะตีความได้อย่างบรรจง เคร่งขรึม ละเอียดลออ ไม่หวือหวาจนเป็นสีสันที่แตกต่าง แต่ทว่างานของเธอจะคมเข้มเน้นเทคนิคที่ดีเยี่ยม

เมื่อมาถึงชุดนี้ เราจะเห็นว่าทั้งภาพปกและภาพประกอบ ทางด้อยต์แกรมโมโฟนต้องการนำเสนอภาพที่ผ่อนคลายมากขึ้นของมุตเตอร์ พูดง่าย ๆ คือต้องการขายภาพที่แตกต่างจากเดิม (เข้าใจว่าต้องการให้มุตเตอร์เป็นหมุดหมาย ต่อเชื่อมดนตรีคลาสสิกกับคนรุ่นใหม่) เราจึงได้เห็นภาพของมุตเตอร์สวมเสื้อยืด และกางเกงยีน แทนชุดราตรีสีเข้ม พร้อมกับภาพที่ทีเล่นทีจริง ยิ้มและหัวเราะท่ามกลางหนุ่ม ๆ นักดนตรีในวง ภาพอย่างนี้ช่วยลดภาวะ “ปีนบันไดฟัง” ได้เป็นอย่างดี และดอยต์แกรมโมโฟนก็พร้อมประกาศว่าตนเองยอมที่จะถอย เพื่อยึดตลาดของคนรุ่นใหม่ อนาคตเพลงคลาสสิกหากไม่ขยับขยายแนวทางใหม่ ๆ อาจจะกลายเป็นดนตรีที่อยู่ในมือของเหล่านักอนุรักษ์เพียงลำพัง สุดท้ายก็แห้งตายลงตรงหน้า

กระนั้นแนวการเล่นของมุตเตอร์และการกำกับวงในชุดนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความเข้มข้น ความเนี๊ยบในระดับที่ไม่ปล่อยให้หลุดลอยไปจากตัวตนของเธอ สำเนียงเสียงไวโอลินของมุตเตอร์ยังดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ไวโอลินใสกระจ่างทุกโน๊ต ด้วยเทคนิคฝีมือที่ยอดเยี่ยม ตีความไม่โลดโผนเน้นทีมเวิร์คที่ลงตัว จังหวะค่อย จังหวะเบาบันทึกเสียงมาได้อย่างดี เสียงดับเบิลเบสบางช่วงล่องลอยเหมือนเล่นอยู่เบื้องหลังวงจริง ๆ ฟังแล้วขนลุก เพราะเสียงที่ต่ำลึก The Four Seasons ของมุตเตอร์ ไม่หวานจนเลี่ยน ซึ่งผมคิดว่าแฟนนานุแฟนดั้งเดิมของมุตเตอร์ก็คงโล่งอก ที่เธอยังเข้มแข็งในแนวทางที่มั่นคงของตัวเอง ไม่ขายความฉาบฉวยจนลืมถึงเรื่องแนวทางที่แผ้วถางมาโดยตลอดนั่นคือการเป็นนักไวโอลินคุณภาพ

นอกจาก The Four Seasons แล้ว ชุดนี้ยังแถมเพลงเด็ดมาด้วยอีกหนึ่งเพลง จะกล่าวว่าเป็นเพลงแถมก็ไม่น่าใช่ เพราะบทประพันธ์เป็นของยอดนักไวโอลินคนหนึ่งของอดีตยุค นั่นคือผลงานของ Giuseppe Tartini ในบทเพลงไวโอลินโซนาต้า Devil’s Trill หรือในพากย์ไทยว่า “ปิศาจกระซิบ” เล่ากันว่าบทเพลงนี้ จุยเซ็ปเป้ ทาร์ทินี่ แต่งขึ้นทันทีหลังตื่นจากความฝัน ทาร์ทินี่อ้างว่าเขาแต่งท่วงทำนองตามที่ได้ยินขณะฝัน เมื่อแต่งเสร็จเขาบอกว่าบทเพลงนี้ปิศาจได้มากระซิบบอกให้เขาแต่งขึ้น เบื้องหลังไม่ได้บอกว่า ทาร์ทินี่ได้ขายวิญญาณให้ปิศาจหรือไม่ เพราะบทเพลงนี้เข้าขั้นเล่นยากระดับเซียน ขณะที่ท่วงทำนองหลักของเพลงก็ไพเราะจับใจเหลือหลาย ถ้าใครบอกว่าทาร์ทินี่ขายวิญญาณให้ปิศาจเพื่อบรรลุความสำเร็จจากโซนาต้าบทนี้ ผมก็พร้อมจะเชื่อ เพราะมันเป็นบทเพลงที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน ที่สำคัญมุตเตอร์ก็ถ่ายทอดออกมาได้ทุกกลเม็ด การบรรเลงเพลงของทาร์ทินี่ย่อมเป็นการประกาศตนของนักไวโอลินเป็นอย่างดี

อัลบัมชุดนี้น่าฟังน่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะท่านที่ชอบ The Four Seasons เป็นทุนอยู่แล้ว และต้องการเวอร์ชั่นที่แตกต่าง และการบันทึกเสียงที่ดีมาตรฐานของดอยต์แกรมโมโฟนมิควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

Music: 9

Sound: 8