Info

กรุสำหรับ พฤษภาคม, 2009

ผมอยากได้ เฮดโฟนแอมป์มานานแล้วครับ จะได้เอามาใช้ฟังเพลงที่ออฟฟิศ ฟังวิทยุทางคอมพิวเตอร์ แต่ก็มักจะโดนโครงการอื่นตัดหน้าไปเสียก่อน เคยคิดว่าถ้าจะทำก็มีเงื่อนไขคืออยากได้แบบราคาประหยัด ไม่แพงมาก ถ้าเป็นหลอดด้วยยิ่งดี

บังเอิญไปเจอชุด Kit ขายที่ Ebay ราคาไม่สูงมาก ก็เลยซื้อมาใช้ดูครับ

ผมซื้อชุดลงอุปกรณ์มาเลย

แล้วมาลองเปลี่ยนตัวเก็บประจุ และ ตัวต้านทานบางตัว

ลองตัวเก็บประจุไปสองสามยี่ห้อ มาจบที่ West Cap ที่จริงอยากได้ Jensen แต่มีค่า 0.1 อยู่ในมือตัวเดียว

ลองใช้ค่าที่น้อยกว่า เสียงจัดไปหน่อย ส่วนค่าที่มากหน่อยก็ทึบไป

ชุด Kit ของเขา แถมมาพร้อมกับหลอด 6dj8 1 หลอด และ ปลั๊กแปลงไฟ 220V ออก 24 VDC

หลอดของเขาที่ให้มาไม่ระบุสัญชาติ เดาว่าน่าจะเป็นของจีน

ผมลองเปลี่ยนหลอดหลายยี่ห้อ มาจบที่ Phillips 6922 ก็โอเคครับ ทำให้เสียงโปร่งขึ้น

ต้องยอมรับว่าแผ่น PCB ของฮ่องกงทำดีกว่าบ้านเราครับ โดยเฉพาะตัวหมุดที่เจาะรูสำหรับบัดกรีขาอุปกรณ์ ของบ้านเรา ถ้าบัดกรีเข้าออกบ่อย ๆ ตัวหมุดมักจะหลุดออกมาก่อนเสมอ

แต่ตอนเปลี่ยน C แผ่น PCB ของเขา โดยเฉพาะหมุดดูแน่นหนาไม่เปราะบาง ความหนาของแผ่น PCB ก็มากกว่า

แนวเสียง หนานุ่ม ไม่กัดหู ผมไม่มีเฮดโฟนดี ๆ ลองใช้ ที่ใช้อยู่เป็นของไต้หวันราคา 180 บาท ถ้าเทียบกับเอาเฮดโฟนต่อตรงเข้าหูฟัง เสียงดีกว่าชัดเจน

ส่วนโวลุ่ม เป็นสวิตส์แบบเปิดปิดด้วย ทำให้สะดวกมากเวลาที่จะพักแอมป์หรือไม่ได้ใช้แอมป์ ก็เพียงแต่คลิกที่โวลุ่ม ไฟเลี้ยงไส้หลอดก็จะดับลง

เมื่อวาน พี่วัฒนชัย (Dekwat) มาเยี่ยมที่บ้านครับ พร้อมกับติดไม้ติดมือสายไฟ 4 เส้น สายลำโพงที่ถักเองกับมือหนึ่งคู่ แล้วยังยกปรีโฟโนมาสองตัว ตัวแรกเป็นของคุณมด ที่เหมือนของผม ต่างกันที่หลอด อีกตัวเป็นโฟโนออปแอมป์ ของ Poem ตัวมหึมามาก ใหญ่กว่าชั้นวางของผมครับ

ฝีมือการถักของพี่วัฒนชัยสุดยอดมากครับ ละเอียดยิบ คุณภาพเสียงดีมากทีเดียว เปิดโปร่ง เสียงกลางแหลมดีมาก

มาถึงโฟโน Poem บ้าง เป็นโฟโนออปแอมป์ ผมเพิ่งเคยฟังครับ เสียงต่างจากโฟโนหลอดค่อนข้างเด่นชัด ฟังเพลงร็อคสนุกมาก แต่เปิดเบา ๆ ในเวลาก่อนรุ่งสางกลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ต้องเปิดดังนิดหนึ่งเสียงจึงออกจะแจ้งแล้วก็ครบ


วันที่ไปฟังพาวเวอร์โมโนบลอคของผม ได้ 2A3 RCA จากคุณดาวเหนือมาหยิบยืมฟัง ทำให้เสียงมันอัพขึ้นไปพอสมควรครับ เทียบกับหลอด Electro Harmonic แล้ว RCA ดีกว่าครับ แต่ต้องฟังนาน ๆ จะได้ยินเสียงความนุ่มเนียนที่ต่างกัน แต่ถ้าเทียบ AB TEST อาจจะแตกต่างไม่มากเรียกได้ว่า 2A3 RCA เป็นเครื่องดีเซลครับ

หลังจากเสียบเข้าโฟโนของ TS ผมก็เริ่มเปิดแผ่นฟัง เสียงเข้าท่าครับ ไม่เลวทีเดียว ผมว่าเสียงออกมาทางเรียบร้อย ไม่จัดไม่จ้าน มีสไตล์แบบสายทองแดง วัสดุที่ใช้ก็แบบเดียวกับที่ทำสายลำโพง แต่ผมว่ามาทำ สาย RCA เข้าท่ากว่านะครับ ปกติโฟโน TS จะมีฮัมหน่อย ๆ แต่เจอสายและ RCA Locking แบบนี้ มันทำให้สงัดขึ้นครับ แม้จะแนบหูที่ลำโพงจะมีเสียงจี่นิด ๆ แต่ถ้านั่งจุดนั่งฟังไม่ได้ยินเลย ฟังเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนแนวแจ๊ส บรรยากาศเสียงนิ่งเงียบดีมาก ผมชอบเสียงที่เป็นบรรยากาศของสายตัวนี้มาก

แม้จะเป็นสาย RCA ที่ไม่ดีที่สุด แต่มันทำงานได้คุ้มค่าและเต็มที่ที่สุดครับ ผมชักรกสายถักแบบนี้เข้าแล้วสิ

26 พฤษภาคม 2552

กว่าที่ผมจะฝ่าจราจรไปถึงหอศิลป์จามจุรีได้เหนื่อยเอาการ เพราะเดินทางมาจากสามพราน แต่ก็ไปทันงานตั้งแต่เริ่มต้น

งานแสดงภาพถ่ายของพี่สุชาติงานนี้รวบรวมผลงานจากหลายยุค และแนวการถ่ายภาพก็มีความหลากหลาย ตั้งแต่ภาพถ่ายบุคคล ซึ่งเป็นภาพถ่ายนักเขียนตั้งแต่อดีต และเป็นภาพถ่ายทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์วรรณกรรมไม่น้อย ภาพถ่ายอื่น ๆ อย่างเช่นภาพนู๊ด ภาพถ่ายธรรมชาติ ภาพถ่ายนามธรรม ล้วนแต่มีอัตลักษณ์ในแบบของสุชาติสไตล์

งานแสดงภาพยังเปิดแสดงต่อไป ผมจำไม่ได้ว่างานนจะสิ้นสุดวันไหน แต่ระยะการแสดงค่อนข้างจะยาวใช้ได้ครับ หอศิลป์จามจุรีก็ไม่ไกลจากจุดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ รถไฟฟ้าผ่าน รถเมล์มีหลายสาย หอศิลป์หาง่ายเพราะอยู่ในรั้ว ม.จุฬา ฝั่งตรงข้ามอุเทนถวาย ใครมีเวลาลองแวะไปชมเถิดนะครับ

ไม่พูดมากครับ ดูภาพบรรยากาศของงานกันดีกว่า


สุชาติสวัสดิ์ศรี และ ถนอม ชาภักดี


ผู้ร่วมงานเปิดตัวกำลังฟังการเสวนาอย่างตั้งใจ


มกุฏ อรดี (แห่งสำนักพิมพืผีเสื้อ) กำลังสนทนากับ เวียง วัชระ (แห่งสำนักพิมพ์สามัญชน)


กวีหนุ่มหน้าตาคุ้นเคย และจารี จันทราภา


ดร. ชัยวัฒน์ หรือ วินนี่ เดอะ ปุ๊


วินัย ชาติอนันต์ จากสายส่งเคล็ดไทย


เจ้าของงานกับเสื้อลายสวย


ส.ศิวลักษณ์


รักแรก


ศิริวรณ์ แก้วกาญจน์


กันต์ธร อักษรนำ


นักเขียนหนุ่มสาว


ส่วนภาพนี้รุ่นใหญ่ไฟยังแรง
จากซ้ายพี่สิเหร่ พี่ทองธัช เรืองกิต และผู้อำนวยการสถาบันปรีดี

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

จุดหมายปลายทางคือดิสนีย์แลนด์ รถไฟใต้ดินนำเราไปถึงปากทางเข้าดิสต์นีแลนด์ (Disneyland Hong Kong Resort) เลยครับ

สะดวกที่สุด ไปถึงฝนปอย ๆ ก็ตกไม่นานก็หยุด ค่าผ่านประตูคนละ 350 เหรียญ เข้าไปแล้วเล่นได้ทุกอย่าง แต่ห้ามเอาน้ำเอาอาหารเข้าไป ต้องไปซื้อกินในนั้น ก่อนเดินทางมีคนแนะนำว่าเอาขวดเปล่าเข้าไปจากนั้นไปกรอกน้ำที่จุดดื่มน้ำหน้าห้องน้ำ

แต่ที่จริงราคาอาหารข้างในก็แพงกว่าข้างนอกนิดหน่อย นาน ๆ มาที ของก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว 555

มาสวนสนุกแล้วทำให้นึกถึงวัยเด็ก ไม่มีโอกาสเที่ยวแบบนี้ ดูเด็ก ๆ เล่นเครื่องเล่นแล้วก็เข้าใจเหมือนกันว่าบางทีถ้ามีโอกาสก็เข้าไปเที่ยวสวนสนุกเถอะ

กลับจากดิสนีแลนด์ หมดแรงครับ กว่าจะกลับมาถึงย่านที่พักทุ่มกว่า ๆ หาอาหารกินแถวนั้น เป็นก๋วยเตี๋ยวแบบญวน ผักเยอะน้ำซุปร้อน ลืมไปว่าอาหารที่นี่เสิร์ฟแบบร้อน ๆ ทุกจาน ข้าวสวยร้อนมาก พวกน้ำแกงร้อน แต่กินแล้วทำให้อุ่นท้องดีแท้

วันนี้ตั้งใจว่ายังไงต้องเดินที่ถนนนาธานให้ได้ แม้จะเหนื่อยจากดิสนีมาทั้งวันก็ต้องเดินครับ มาเที่ยวแบบนี้การเดินจนเหนื่อยเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่เที่ยวก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่

เดินบนถนนนาธานได้สักพักรู้สึกว่ามันเหมือนเยาวราช แต่เป็นระเบียบกว่า เลยลองเดินเข้าไปตามตรอกซอกซอย ก็พบว่าเขาปิดถนนให้คนมาขายของ มาแสดงดนตรี แสดงหุ่นใบ้กัน ร้านอาหารญี่ปุ่นคนนิยมต่อแถวเข้าไปกิน เดินลัดมาอีกซอยเป็นย่านร้านอาหาร

ดูดีกว่าแถวย่านที่เราพักอีก แถมยังมีหลายร้านให้เลือก เดินไม่ไกลจากที่พัก เดินจนเหนื่อยต้องลากขากลับไปที่โรงแรม พรุ่งนี้ค่อยมาลุยย่านนี้ต่อ

คนฮ่องกงตื่นสายนอนดึก เพราะกว่าที่ถนนน่าที่พักจะเงียบเสียงลงได้ ต้องเป็นช่วงตีสามตีสี่ (คนจีนเป็นแบบนี้ครับ เรื่องเอะอะโวยวายเป็นเรื่องธรรมชาติ)
ส่วนตอนเช้าเก้าโมงสิบโมง คนบนถนนยังบางตาร้านรวงยังไม่เปิด บางร้านเปิดหลังเที่ยงด้วยซ้ำ
ร้านอาหารที่นี่บางร้านจะเปิดเช้า แต่ตอนเช้าจะขายเฉพาะอาหารว่างๆ กาแฟ แซนด์วิช ช่วงสิบเอ็ดโมงจึงจะเริ่มขายอาหารกลางวัน และอาหารเย็นก็จะเป็นอีกเซ็ตหนึ่ง ผมสังเกตดูว่าแม้แต่คนขายก็มีสองกะ

ร้านอาหารที่พบได้ทั่วไปที่ฮ่องกง

ร้านรวงพึ่งตั้งร้าน

ฮ่องกงฝนพรำ [ Chapter 1 ]  [ Chapter 2 ] [ Chapter 3

Brahms Sonatas for violin and piano

Viktoria Mullova: Violin

Piotr Anderszewski: Piano

Words : Niwat Puttaprasart
 

 

 

 

Johannes Brahms ประพันธ์ไวโอลินกับเปียโนโซนาต้าเอาไว้สามเพลงด้วยกัน แม้จะประพันธ์เอาไว้ไม่มากแต่ก็ถือเป็นไวโอลินกับเปียโนโซนาต้าชิ้นเอกของบราห์ม และของโลก บราห์มเป็นคนฮัมบูร์ก เกิดวันที่ 7 พฤษภาคม ปี 1833 เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่เจ็ดขวบ แสดงเปียโนต่อหน้าสาธารณะชนตอนอายุ 15 ในวัยเด็กฉายแววอัจฉริยะทางดนตรีโดยเฉพาะเปียโน ปี 1853 ได้พบกับนักไวโอลินยอดฝีมือของยุคอย่างเรเมนยี, โจเซฟ โจอาคิม รวมถึงฟราน ลิซต์, คาร่า ชูมานน์ และโรเบิร์ท ชูมานน์ (โจอาคิมเขียนจดหมายแนะนำตัวให้กับบราห์มแก่ชูมานน์ และชูมานน์ก็เขียนถึงบราห์มในหนังสือเกี่ยวกับดนตรี)
 

บราห์มมีนิสัยคล้ายบีโธเฟ่นอยู่อย่างหนึ่งคือชอบเดินเล่นในป่าสวนของกรุงเวียนนา นอกจากนั้นเขายังชอบซื้อลูกกวาดแจกเด็ก ๆ ตอนหนุ่มแม้จะเป็นคนไม่พูดมากแต่บราห์มชอบพูดเสียดสี จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากจะคบด้วย จึงต้องแยกตัวออกมาอยู่โดดเดี่ยว เพื่อนที่คบกับบราห์มได้นานที่สุดเห็นจะเป็นเป็นโจฮันน์ สเตาท์ ที่สอง ซึ่งมีสไตล์ในการแต่งเพลงไปคนละแบบ แต่ตามธรรมดาของศิลปินเอก มักจะมีอะไรแปลก ๆ ให้คนธรรมดาอย่างเราไม่เข้าใจเสมอ 
 

ไวโอลินกับเปียโนโซนาต้า สามเพลงที่ผมจะแนะนำนี้ ทั้งสามเพลงบรรจุอยู่ในแผ่นซีดีแผ่นเดียว ซึ่งถือว่าซื้อแผ่นเดียวก็ได้ครบทุกเพลงแบบนี้คุ้มค่ายิ่ง ซีดีชุดนี้ผลิตโดยฟิลิปส์ ฟิลิปส์ผลิตแผ่นดนตรีคลาสสิกที่น่าสนใจออกมาจำนวนหนึ่ง ว่าไปแล้วแผ่นซีดีหลายแผ่นของฟิลิปส์มีคุณภาพระดับสูง หลาย ๆ ชุดที่ผมมีซุ่มเสียงใช้ได้ดีทีเดียว เสียงที่อัดไม่แห้งและหยาบกร้าน แผ่นนี้ก็เช่นกันบันทึกเสียงได้มิติเสียงดีมาก

 


 

เพลงแรก ไวโอลินโซนาต้าหมายเลขหนึ่ง ในบันไดเสียง จีเมเจอร์ โอปุสที่ 78 โซนาต้าเพลงนี้แต่งขึ้นที่ Postschach ในช่วงฤดูร้อนระหว่างปี 1878-79 สไตล์เพลงรุ่มรวยไปด้วยความรู้สึกด้านใน บางครั้งขอบเขตของเพลงเข้าถึงอารมณ์ของสภาพแวดล้อมที่บราห์มได้อาศัยอยู่ในขณะนั้น เสียงไวโอลินที่อบอุ่นนุ่มนวล ฟังสบาย 
 

เพลงที่สอง ไวโอลินโซนาต้าหมายเลขสอง ในบันไดเสียง เอเมเจอร์ โอปุส ที่ 100 โซนาต้าเพลงนี้ประพันธ์ขึ้นในช่วงฤดูร้อนปี 1886 ที่ทะเลสาป Thun ช่วงดังกล่าวบราห์มยังประพันธ์เพลงเชลโลโซนาต้า โอปุสที่ 99 และเปียโนทริโอ โอปุสที่ 101 อยู่ ทั้งสามเพลงจึงมีลักษณ์ดนตรีที่ใกล้เคียงกันคือเต็มไปด้วยเสียงสำเนียงอันอบอุ่น (เหมือนช่วงอากาศในเวลานั้น) ขณะที่ท่วงทำนองก็ปรับเปลี่ยนอย่างฉับพลันในแบบไวโอลินโซนาต้าเพลงแรก โดยเฉพาะช่วงกลางเพลงของมูฟเม้นต์ที่สอง (แทรคที่5) นั้นเต็มไปด้วยการบรรยายความรู้สึกทางอารมณ์ มูฟเม้นต์สุดท้ายของเพลง บราห์มยังคงบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกของตนผ่านตัวโน้ตได้อย่างสละสลวย บราห์มเป็นคีตกวีที่ถ่ายทอดห้วงอารมณ์ของตนออกมาได้ดี เขาไม่เพียงบรรยายภาพท้องทุ่งหรือสถานที่ แต่เขาบรรยายความรู้สึกของตนผ่านเสียงเพลง
 

ดูเหมือนบราห์มจะไม่ใช่คนที่จะแสดงอารมณ์อันพุ่งพล่านผ่านออกไปในดนตรี เขาจะครุ่นคำนึง เรียบเรื่อย เหมือนสายน้ำที่ค่อย ๆ ไหล ในยามฤดูร้อน ทำให้เพลงของบราห์มไม่ถั่งโถมอย่างรุนแรง
 

เพลงที่สาม ไวโอลินโซนาต้าหมายเลขสามในบันไดเสียง ดีไมเนอร์ โอปุสที่ 108 เพลงนี้ยังคงแต่งที่ทะเลสาป Thun ในช่วงฤดูร้อนปี 1888 หลังจากไวโอลินโซนาต้าหมายเลขสองเป็นเวลาสองปี 
 

ไวโอลินโซนาต้าหมายเลขสามแม้จะยังคงสไตล์ในแบบของบราห์ม ทว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือมีแนวทางคล้ายบีโธเฟ่น เปิดเพลงในมูฟเม้นต์แรกเหมือนเปิดประตูที่เดินเข้าไปสู่ชิ้นงานเล็ก ๆ มากมายของบราห์ม ว่าไปแล้วผมชอบโซนาต้าเพลงนี้มากที่สุด เพราะการเล่นซ้ำท่วงทำนองหลักหลาย ๆ รอบทำให้ท่วงทำนองติดหูง่าย ส่วนมูฟเม้นต์ที่สองนั้นไพราะเหลือเกิน เริ่มด้วยเสียงไวโอลินที่เอื่อยไหลเชื่องช้า เล่นท่วงทำนองหลักงดงาม เสียงเปียโนคลอประสานเป็นห้วง เสียงหนัก-ค่อย-เบา ไล่เรียงเป็นขั้นบันได 
 

มูฟเม้นต์ที่สามเปียโนขึ้นต้นด้วยน้ำเสียงสดใสเริ่งร่า ไวโอลินคลอเสียงประสาน เล่นไล่เสียงกัน จากค่อยไปสู่ดัง และเล่นซ้ำท่วงทำนองเดิม ด้วยลักษรณะหยอกล้อกันก่อนที่จะต่อเข้าสู่มูฟเม้นต์ที่สี่ในทันที 
 

บราห์มนั้นเป็นคนช่างบรรยาย เขาค่อย ๆ เล่าเรื่องผ่านเสียงดนตรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อนที่จะสรุปรวบยอดแนวความคิดของตนอย่างตรงไปตรงมา ทว่ามีโวหารที่อ้อยสร้อย บราห์มเป็นคีตกวีที่เข้าจยากคนหนึ่ง มีลักษณะนิสัยที่แปลก ๆ เก็บความรู้สึก ครองตนเป็นโสด บางคนวิเคราะห์ว่าเขาอาจจะเป็นเกย์ แต่เขาเคยหลงรักคาร่า ชูมานน์ 

ฟังเพลงไวโอลินโซนาต้าของบราห์มทั้งสามเพลงแล้วชุ่มชื่นหัวใจครับ สามารถเปิดฟังซ้ำไปซ้ำมาได้หลายรอบโดยไม่เบื่อ เหมาะแก่การฟังไปทำงานไป หรือฟังในยามพักผ่อน แถมยังได้อรรถรสที่ต่างจากเพลงประเพลงซอร์ฟมิวสิกเป็นไหน ๆ
 

สำหรับอัลบัมนี้ไวโอลินเล่นโดย Viktoria Mullova เธอเป็นชาวรัสเซีย เรียนดนตรีที่มอสโคว์ รางวัลแรกที่เธอได้รับคือรางวัล Sibelius Competition ที่เฮลซิงกิในปี 1980 แต่รางวัลที่ส่งให้เธอมีชื่อเสียงคือรางวัลเหรียญทองไชยคอฟสกี้ คอมเพติชั่น ในปี 1982 จากนั้นเธอก็ได้รับเชิญไปเล่นคอนเสิร์ตต่าง ๆ ทั่วโลก และมีผลงานอัดแผ่นกับค่ายฟิลิปส์ ผลงานที่เธออัดแผ่นส่วนใหญ่จะเป็นคีตกวีเยอรมัน รัสเซีย ซึ่งเธอน่าจะถนัดในการตีความคีตกวีสายบาโร๊คนี้มากกว่าสายอื่น เสียงไวโอลินของมัลโลวาค่อนข้างละเอียด อ่อนช้อย การตีความของเธออยู่ในขนบที่เรียบร้อยไม่หวือหวา ราวกับเธอปลุกยุคบาโร๊คกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง
 

ส่วนนักเปียโนที่เล่นคู่กับมัลโลวาคือ Piotr Anderszewski เป็นนักเปียโนเชื้อสายโปล-ฮังกาเรียน เกิดที่กรุงวอร์ซอ เรียนเปียโนตั้งแต่อายุหกขวบ ก่อนจะย้ายไปเรียนที่ลียอง สตาร์บูร์ก ประเทศฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ในอัลบัมชุดนี้เขาเล่นเปียโนแบ๊คอัพไวโอลินได้อย่างไม่มีที่ติ การผสานงานเป็นทีมเวิร์คกับมัลโลวาเป็นไปอย่างราบรื่น การเล่นไวโอลินโซนาต้า หัวใจสำคัญอยู่ที่ทีมเวิร์ค นักดนตรีทั้งสองคนจะต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อถ่ายทอดห้วงอารมณ์ศิลปินออกมาให้ได้ตามที่คีตกวีปรารถนา
 

ฟังเพลงในอัลบัมนี้แล้วเต็มอิ่ม และท่านที่กำลังเริ่มต้นฟังเพลงของบราห์ม ไวโอลินและเปียโนโซนาต้าชุดนี้สมบูรณ์ยิ่ง
 

 

Music: 9

Sound: 8