Info

กรุสำหรับ มิถุนายน 30th, 2009


The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor

ขนบหนังผจญภัยยังไม่มีอะไรใหม่ที่ท้าทาย

โดยนิวัต พุทธประสาท

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน Hamberger ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่วิจารณ์หนังที่เข้าโรง ดังนั้นการทำงานแบบนี้ต้องแข่งกับเวลาพอสมควร แล้วกว่าบทความจะคืบคลานไปลงหนังสือ หนังบางเรื่องอาจจะลาโรงไปแล้วบ้าง แต่ผมหวังว่าบทวิจารณ์ของผมนั้นจะมีค่าพอให้ท่านได้อ่านเป็นน้ำจิ้มก่อนท่านจะไปซื้อดีวีดีมาชมในภายหลัง และอีกประเด็นหนึ่งผมมีความคิดว่าผมจะไม่เพียงวิจารณ์ตัวหนังเท่านั้น ทว่าผมจะเขียนถึงโรงหนังที่ผมได้ตระเวณไปดูว่ามีบริการที่ดีเพียงไร สภาพโรงเป็นเช่นไร มีระบบภาพและเสียงที่เยี่ยมแค่ไหน สมกับราคาตั๋วที่ต้องจ่ายไปหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านผู้อ่านได้รับ จะได้นำไปสู่การตัดสินใจว่าจะเลือกโรงหนังโรงใดที่มีบริการที่คุ้มค่าที่สุด

สำหรับฉบับนี้ผมขอประเดิมด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor ซึ่งเป็นตอนที่สามของการผจญภัยต่อสู้กับการฟื้นคืนชีพของมัมมี่ หนังเรื่องนี้ทั้งสามตอนไม่ได้เกี่ยวเนื่องถึงกันทั้งหมด มีเพียงตัวละครเกือบจะชุดเดิมกลับมาเล่นเท่านั้น ซึ่งน่าเสียดายที่บทของเอเวลีน นางเอกของเรื่องไม่ได้ราเชล ไวส์ กลับมาเล่น เพราะว่าไปแล้วสองภาคที่ผ่านมาบทของราเชลไวส์นั้นเด่นเหลือเกิน ราเชล ไวส์เป็นนักแสดงหญิงที่เล่นหนังได้หลายบทบาท การมาเล่นบทบู๊ตลกในเดอะมัมมี่สองตอนที่แล้วทำให้หนังดูดีขึ้นเป็นกอง แต่เมื่อต้องมาเปลี่ยนนางเอกกลางคันแบบนี้คนชมก็ต้องทำใจกันพอสมควร

The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor เปิดเรื่องด้วยการย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล สมัยที่จีนยังแตกเป็นก๊ก การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน และการรวมก๊กต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่ง สงคราม การสู้รบ อำนาจของจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่แต่โหดเหี้ยม ไร้ความปราณี ไร้รัก ไร้มิตร รวมถึงการค้นหาความเป็นอมตะไม่ว่าด้วยทางการแพทย์ จนถึงคุณไสยเวทมนตร์ ก่อนจะจบลงด้วยการถูกสาป ให้กลายเป็นหินพร้อมกองทัพ

เดอะมัมมี่ ดำเนินเรื่องตามแนวทางของหนังผจญภัย (Adventure) อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เริ่มตั้งแต่การเสาะแสวงหาสุสานโบราณของจักรพรรดิ เมื่อพบสุสานแล้วการเข้าไปในสุสานซึ่งเต็มไปด้วยกับดักนานาชนิด รวมถึงกลไกต่าง ๆ ที่จะคร่าชีวิตผู้ค้นหาให้วายชนม์ รวมถึงการปลุกให้จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กลับมามีชีวิตอีกครั้งเพื่อผลทางการเมือง แต่หาลืมไปว่าโลกยุคใหม่และโลกยุคเก่า อำนาจที่มีนั้นไม่สมดุลย์กัน ความขัดแย้งของตัวละครทั้งฝ่ายขาวฝ่ายดำ นำพาให้เรื่องดำเนินไปสู่จุดไคลแมกซ์ที่คนดูต่างก็รู้ว่าหนังต้องเดินไปสู่จุดจบอย่างไร โดยที่คนดูจะพึงพอใจอย่างที่สุด

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ฉากต่อสู้ที่ดุเดือดน่าตื่นเต้น เอฟเฟ็คที่สมบูรณ์แบบ การตัดต่อที่กระชับ และเล่าเรื่องไม่ซับซ้อน ส่วนผู้ร้ายในเรื่องก็หาทางออกให้ไปถ่ายและฉายในจีนได้ โดยการโยนฝ่ายผู้ร้ายให้เป็นพวกก๊กมินตั๋น ไม่ใช่กองทัพแดงของประธานเหมา นี่คือเทคนิคที่เหลือร้ายของการแก้ปัญหาเรื่องบทหนัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อปัญหาทางการเมือง ผมยอมรับว่าการเขียนบทหนังยังมีส่วนมาก ๆ ที่ทำให้เรื่องราวที่กระจัดกระจายนำไปสู่องก์เดียวกัน ซึ่งจุดนี้คนเขียนบทหนังของฮอลลีวู๊ดมีความถนัด มีความเก่งกล้า ตัวเรื่องก็มิได้หลุดออกจากแกนกลาง หนังไม่ออกทะเลเหมือนหนังบู๊บางเรื่อง พูดให้ง่ายคือแกนเรื่องที่แข็งแรง ซับพล๊อตที่ไม่หละหลวมจนเกินไป จึงทำให้หนังดูสนุกไม่น่าเบื่อ และคนดูหนังไม่ต้องคิดอะไรมาก เมื่อชมจบก็จบกันไป ไม่ต้องนำประเด็นไหนมาถกเถียงให้เกิดปัญญา เพราะหนังได้สรุปรวบยอดเรื่องราวความดีความเลวเอาไว้แล้ว ฮอลลีวู๊ดทำหนังเรื่องนี้เพื่อความบันเทิง และมันได้บรรลุถึงผลนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนข้อเสียของหนังเรื่องนี้ก็คือหลาย ๆ ฉากในหนังคนดูคาดเดาเหตุการณ์ได้ไม่ยาก ทำให้คนดูไม่ต้องเอาใจช่วยว่าตัวละครจะรอดจากภัยร้ายได้หรือไม่ คนดูรู้อยู่แล้วว่าพระเอกนางเอกจะไม่ตาย รวมถึงฝ่ายคนดีส่วนใหญ่ต้องรอด อย่างตอนที่ริค โอคอนเนลล์ (เบรนแดน เฟรเซอร์) ถูกจักรพรรดิ (เจ็ต ลี) เอามีดเสียบปางตาย คนดูแทบไม่ต้องลุ้นเลยว่าพระเอกจะตายหรือไม่ แถมคนดูยังนึกได้ไม่ยากว่า แค่พาไปกินน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาก็จะหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ซึ่งตัวเรื่องแบบนี้หนังอย่างอินเดียนาโจนส์ใช้อยู่บ่อย ๆ กลายเป็นหนังที่ใส่แอคชั่นรีเพลย์ พระเอกไม่มีวันตาย และหาทางเอาชนะฝ่ายอธรรมในตอนจบได้อย่างราบคาบ ซึ่งจุดนี้ผมมองว่าหนังยังไม่ก้าวพ้นจากขนบเดิม ซึ่งน่าเบื่อ เมื่อจับทางได้จะดูหนังสนุกน้อยลง

ผมไปชมหนังเรื่องนี้ที่โรงหนัง SF Cinema เดอะมอลล์ท่าพระ โรงที่ห้า รอบหนึ่งทุ่มราคาตั๋ว 100 บาท โรงหนังแห่งนี้ถือโอกาสปรับปรุงโรงตอนที่เดอะมอลล์ท่าพระปิดซ่อม ทำให้โรงหนังยังอยู่ในสภาพใหม่ แม้จะไปดูในเวลาไพร์มไทม์แต่คนก็ไม่เยอะนัก ทำให้ไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนกันในโรง เก้าอี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ส่วนจอหนังกว้างใหญ่ แต่ภาพยังไม่คมชัดนักแต่ถือว่ายอมรับได้อยู่ในมาตรฐานที่ดี ส่วนจุดเด่นของโรงอยู่ที่ระบบเสียงนั่นเอง ระบบเสียงที่ SF ก่อนปรับปรุงโรงก็ดีอยู่แล้ว เสียงกลางซึ่งเป็นบทสนทนาชัดเจนไม่แตกพุ่ง เซอร์ราวด์รอบทิศจับทิศทางของเสียงได้สมบูรณ์ ส่วนเสียงต่ำก็แสดงศักยภาพได้เยี่ยมทำให้ชมฉากระเบิดได้มันส์สะใจ ก่อนเข้าโรงหนังระบบรักษาความปลดภัยที่ดี มีการตรวจกระเป๋า แม้แต่ติดแฮมเบอร์เกอร์เข้าไปประทังความหิวมื้อค่ำยังต้องฝากเอาไว้หน้าประตู (ฮา)

ท่านที่จะดูหนังเรื่องนี้เอาความสนุกสนานความบันเทิงไม่ผิดหวัง เป็นหนังบู๊ผจญภัยที่ครบถ้วนทุกรส หนังเรื่องนี้ได้สามดาว จากการเป็นหนังที่นำเสนอความบันเทิงล้วน ๆ ไม่มีอื่นใด

จำนวนดาว ***

Paganini Violin Concerto

Paganini and Spohr Violin Concerto

Hilary Hahn

Paganini Violin Concerto No.1

Spohr Violin Concerto No.8

ถ้าหากนึกถึงผลงานเพลงที่แต่งให้ไวโอลินเป็นพระเอก ชื่อของนักดนตรีและคีตกวีที่ผมจะนึกขึ้นมาเป็นชื่อแรกก็คือ Nicolo Paganini ท่านผกานินี่เป็นนักไวโอลินที่มีความสามารถเป็นเอกอุในยุคนั้น นอกจากเป็นนักไวโอลินที่เก่งกาจแล้วท่านยังสวมบทคีตกวีอีกด้วย ซึ่งเพลงที่ท่านแต่งก็เป็นเพลงที่มีไวโอลินเป็นตัวเอกนั่นเอง ท่านผกานินี่แต่งเพลงเอาไว้ไม่มากนัก แต่เพลงที่แต่งก็แสดงให้เห็นว่าเทคนิคการเล่นไวโอลินของท่านไม่ธรรมดา มีความก้าวหน้ามากถ้าหากเทียบกับยุคนั้น เทคนิคใหม่ ๆ ความรวดเร็ว และการเล่นที่แหวกแนวยังกลายเป็นที่ได้รับการยอมรับจากมหาชน


ท่านผกานินี่เกิดที่เมืองเจนัว เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 1782 และตายที่เมืองนีซ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1840 ในวัยเด็กพ่อของผกานินี่ไม่ค่อยประสบผลทางด้านการค้าจึงมีชีวิตที่ค่อนข้างขัดสนพอสมควร แต่พ่อของเขากลับสนับสนุนให้ผกานินี่เล่นดนตรี เครื่องดนตรีแรกที่เขาเล่นคือแมนโดริน ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้สอนให้ผกานินี่เป็นคนเล่น จนกระทั่งอายุได้เจ็ดขวบจึงเปลี่ยนมาเล่นไวโอลิน เมื่อเล่นไวโอลินก็แสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีพรสวรรค์ มีความอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก ครูไวโอลินของผกานินี่มีด้วยกันหลายคนส่วนใหญ่จะเป็นครูในท้องถิ่น ทว่าความสามารถที่มีอยู่ภายในทำให้การเรียนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งพ่อของเขาเดินทางไปยังพาร์มา ผกานินี่ได้แสดงไวโอลินให้อเล็กซานเดอร์ โลลาฟัง เมื่อโลลาได้เห็นหนุ่มน้อยผกานินี่เล่นไวโอลินก็รับเขามาเป็นศิษย์และทำนายว่าต่อไปจะต้องเป็นนักดนตรที่ยิ่งใหญ่ ผกานินี่อายุได้สิบแปดออกเดินทางเป็นนักดนตรีอิสระบ้าง รับใช้เจ้านายในวังบ้าง ตามโอกาสจะเอื้ออำนวย จนกระทั่งผกานินี่เดินทางมาที่มิลาน เขาได้เล่นใน La Scala ซึ่งเป็นเสมือนเมกกะแห่งดนตรีที่มีการแข่งขันกันอย่างสูง เขาต้องเจอคู่แข่งฝีมือเยี่ยม ๆ หลายคน และที่ลา สกาลา นี่เองชื่อเสียงของผกานินี่ขจรไกลไปทั่วยุโรป เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงที่ลา สกาลา ก่อนจะเดินทางไปเล่นทั่วยุโรป


แผ่นซีดีแผ่นนี้นำไวโอลิน คอนแชร์โต หมายเลขหนึ่งของท่านผกานินี่ และ ไวโอลินคอนแชร์โต้ หมายเลขแปด ของหลุยส์ สปอห์รมาบรรเลงโดยวง Swedish Radio Symphony Orchestra นักไวโอลินแสดงเดี่ยวคือสาวน้อยหน้าใส Hilary Hahn ส่วนผู้อำนวยการวงคือ Eiji Oue ชาวญี่ปุ่นที่เดินทางไปคอนดักเตอร์ให้กับหลายวงทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชีย


เพลงไวโอลิน คอนแชร์โต หมายเลขหนึ่งของผกานินี่ เริ่มขึ้นด้วยการโหมเครื่องดนตรีทั้งวง กลุ่มไวโอลินบรรเลงท่วงทำนองหลัก เครืองเป่าสอดประสาน และเล่นซ้ำท่วงทำนองหลักอีกรอบ ดนตรีรื่นรมย์บรรยายสภาพอันสดใสของบ้านเมือง ก่อนที่ไวโอลินจะเริ่มแสดงเดี่ยวโดยมีเครื่องกลุ่มเครื่องดนตรีเล่นเป็นแบลคกราวด์

ผมฟังเสียงไวโอลินของฮิลลารี ฮาห์นแล้วยอมรับว่า เสียงไวโอลินของเธอจะไม่ออกไปในแนวเคร่งเครียด เธอค่อนข้างเล่นอย่างผ่อนคลาย มีท่วงทำนองหรือสไตล์ที่สละสลวย จังหวะจะโคนอ่อนช้อยนิ่มนวล ไม่ได้เน้นเรื่องเทคนิคจนลืมเรื่องการตีความทางดนตรี ถ้าเปรียบกับรุ่นพี่ของเธออย่างแอน โซเฟีย มุสเตอร์ เหมือนแนวทางของคนสองคนนี้มันไปคนละข้างเลยทีเดียว ฟังฮิลลารี ฮาห์นแล้วจะรู้สึกสบายใจมากกว่า ซึ่งเธอเขียนเอาไว้ในปกในของซีดีชุดนี้ว่า การเล่นไวโอลินของเธอเหมือนการเปล่งเสียงร้องเพลง โดยที่เธอมีคอนเซ็ปต์แบบนี้มาตั้งแต่เริ่มฝึกเล่นดนตรี เธอจะทำให้เสียงไวโอลินที่เธอเล่นเป็นหนึ่งเดียวกับคำคำหนึ่ง และผมคิดว่าสิ่งที่เธอพยายามทำนั้นได้รับผลสำเร็จอย่างน่าชื่นชม

หลาย ๆ ท่อนในมูฟเม้นต์แรกนั้นแสดงให้เห็นว่าเธอต้องใช้เทคนิคการสีสายไวโอลินในหลายรูปแบบ ซึ่งมีทั้งท่วงทำนองช้าเร็วสลับกัน มูฟเม้นต์ที่สองท่วงทำนองช้าออกไปทางหม่นเศร้า บรรยายความรู้สึกภายในใจ มูฟเม้นต์สุดท้าย ท่วงทำนองเร็วและซ้ำท่วงทำนองเดิมหลายรอบ แม้ทำนองหลักจะอยู่ในแบบแผนเพลงคลาสสิก ทว่าการเดี่ยวไวโอลินยังเต็มไปด้วยสีสันที่หลากหลายน่าสนใจ ลูกเล่นแต่ละเม็ดไหลลื่นเรียงร้อยกันอย่างงดงาม ก่อนจะจบลงด้วยการโหมโรงของวง


เพลงที่สองไวโอลินคอนแชร์โตหมายเลขแปดของหลุยส์ สปอห์ร อาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อคุ้นหูนักฟังนัก เพราะไม่ค่อยมีใครนำมาเล่นอัดแผ่นอย่างจริงจัง แต่สปอห์รเป็นนักไวโอลินและคีตกวีร่วมสมัยกับท่านผกานินี่ ฝีมือของสปอห์รไม่ธรรมดาเป็นคู่แข่งกับผกานินี่ที่ลา สกาลาด้วย

เพลงของสปอห์รเพลงนี้ไพเราะมากครับ เต็มไปด้วยความครุ่นคิด ใคร่ครวญ ไม่มุ่งเน้นเทคนิคการเล่นมากจนเกินไป ท่อนหลักของเพลงฟังง่ายรายละเอียดอาจจะไม่ระยิบระยับหรือยิ่งใหญ่ แต่เน้นดนตรีซึ่งเล่นด้วยอารมณ์ความรู้สึก โดยเฉพาะการลากคันชักและการสั่นสาย ที่ก่อให้เกิดความไพเราะ ฟังแล้วได้อารมณ์


ถ้าจะกล่าวว่าเพลงชุดนี้ของฮิลลารี ฮาห์นเป็นอย่างไร จะตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเธอไม่ใช่นักดนตรีที่เน้นเทคนิคที่แพรวพราว แต่เธอเป็นนักไวโอลินที่เล่นได้นุ่มเนียน ไวโอลินของเธอไม่ดุดัน ทว่าอ่อนช้อย เธอเน้นความกลมกลืนระหว่างเพลงและวง การสอดประสานเต็มไปด้วยทีมเวิร์ค ไวโอลินกับวงเล่นร่วมกันได้อย่างลงตัว กล่าวคือไวโอลินไม่โดดเด่นล้ำหน้า ส่วนวงก็ซัพพอร์ตการแสดงเดี่ยวไวโอลินให้นำไปสู่จุดหมายของเพลง


อัลบัมชุดนี้ท่านผู้อ่านอาจจะมองว่าไม่มีอะไรใหม่หรือโดดเด่น แต่เมื่อฟังหลาย ๆ รอบจะยิ่งชอบเสียงไวโอลินของฮิลลารี ฮาห์น ซึ่งหวานราวกับน้ำผึ้ง ทว่าไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป และไม่แสดงตนใหญ่เกินกว่าสิ่งที่คีตกวีต้องการ

Music: 8

Sound: 7