Info

กรุสำหรับ สิงหาคม, 2009

บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3

บทที่ 3

ในที่สุดเครื่องเล่นแผ่นเสียง Origin Live Aurora MK2 ก็เดินทางมาถึง กว่าจะผ่านขั้นตอนศุลกากรเล่นเอาเสียเวลาไปหลายวัน นี่ขนาดส่งมาทาง FedEx มืออาชีพยังตกท่อปล่อยให้สินค้าตกค้าง ไม่รู้จะตีค่าภาษีอย่างไรเกือบหนึ่งสัปดาห์

เมื่อเครื่องมาถึงตัวแทนจำหน่าย ผมก็ไปรับเครื่องเล่นแผ่นเสียงตามวันเวลาที่นัดแนะเพื่อที่จะได้ไปชม+ช่วยประกอบเครื่อง

ระหว่างที่ผมรอเครื่องเล่นแผ่นเสียงเดินทางมาจากอังกฤษนั้น ผมได้ค้นหาข้อมูลรวมถึงพิมพ์คู่มือของเครื่องเล่นแผ่นเสียง Aurora MK2 จากเวบไซต์ Origin Live มาศึกษาข้อมูลก่อน ทำให้เข้าใจระบบการทำงานของเครื่องพอสมควร แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด เพราะคู่มือก็มีข้อจำกัด

เครื่องเล่นแผ่นเสียง Origin Live ในแต่ละรุ่นจะมีโครงสร้างที่คล้าย ๆ กันคือ จะมีฐานของเครื่อง (Base)  แท่นฐานหลักนี้ทำจากอาคิลิกหนา ตัวนี้แต่ละรุ่นจะมีความหนาบางต่างกัน รุ่นแพงก็จะมีความหนาของแท่นฐานเพิ่มขึ้น ส่วนที่สองคือโครงรองรับ (Sub-Chassis) ซึ่งทำจากโลหะชุบมีรูปร่างที่แปลกพอสมควร แต่เป็นหัวใจของเครื่อง เพราะจะเป็นตัวยึด Bearing House และ รูสำหรับติดโทนอาร์ม โดยมีตัว ดั้มเปลอร์ ลดแรงสั่นสะเทือนติดอยู่ใกล้แบริ่งเฮาส์ เจ้าโครงรองรับนี้จะใช้รูปแบบเดียวกันในทุกรุ่น ส่วนรายละเอียดอุปกรณ์เสริมแตกต่างกันไป

ส่วนประกอบต่าง ๆ ยกขึ้นมาจากกล่อง

ส่วนประกอบต่าง ๆ ยกขึ้นมาจากกล่อง

สำหรับโทนอาร์มที่มากับ Aurora MK2 เป็นโทนอาร์ม OL1 รุ่นใหม่ ดัดแปลงมาจากอาร์มเรก้ารุ่น RB251 นั่นเอง จุดที่ดัดแปลงก็คือตัวโทนอาร์มจะมีขาสามขา อันเป็นตำแหน่งยึดตัวแท่นแบบตายตัว เจ้าตัวยึดสามขานี้ทำให้เราติดโทนอาร์มได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือวัดระยะ แต่ข้อเสียของมันก็คือปรับ VTA ไม่ได้ ถ้าเป็นอาร์มรุ่นเก่าจะสามารถสวมแหวนปรับ VTA ได้เลย

เมื่อแกะกล่องออกมาตัวอุปกรณ์ต่าง ๆ จะอยู่ในกล่องซึ่งแพคมาอย่างดี ขั้นแรกเราเอาตัวแท่นที่ติด Bearing House มาหยอดน้ำมันที่เขาแถมมาให้ ค่อย ๆ หยดน้ำมันลงไปในแบริ่งเฮ้าส์ จากนั้นก็ใส่เจ้าแบริ่งลงไป ให้น้ำมันมันทะลักออกมาเล็กน้อย คู่มือแนะนำว่าเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานควรใช้น้ำมันหล่อลื่นของ OL เท่านั้น

หลังใส่แบริ่งลงไปในแบริ่งเฮาส์แล้วลองเอา Platter หรือจานหมุนใส่ลงไป โดยให้ด้านที่เซาะร่องกลมตรงกลาง Label อยู่ด้านบน และด้านเรียบอยู่ด้่านล่าง เสร็จแล้วลองหมุน Platter เป็นอันเสร็จไปขั้นหนึ่ง

ตัว Platter ทำจากอาคลีลิกสีขาวขุ่น

ตัว Platter ทำจากอาคลีลิกสีขาวขุ่น

ขั้นที่สองการติดโทนอาร์ม OL1 ซึ่งเราพบว่ามีปัญหาเล็กน้อย ประการแรกคือเขาให้ตัวรองขามาอันเดียวซึ่งลองดูแล้วมันเตี๊ยไปหน่อย ตัวรองขามีลักษณะเป็นวงกลมทำจากอคลิลิกหนาประมาณ 2 มิลลิเมตร เจาะรูตรงกลางเพื่อให้ที่ยึดโทนอาร์มใส่ลงไปได้ วิธีการยึดโทนอาร์มกับแท่น เอาตัวรองวางบน Sub-Chassis เล็งในรูของน๊อตทั้งสามขาตรงกัน จากนั้นก็วางตัวยึดโทนอาร์มตามรูน๊อตสามขา ใส่น๊อตลงไปเพื่อขันให้แน่น อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ ตัวโทนอาร์มมันเตี๊ยไปหน่อย ถ้าให้ดีควรจะมีเจ้าตัวรองเพิ่มสักสองถึงสามอัน แต่ทาง OL ให้เรามาแค่อันเดียว เราจึงแก้ปัญหาด้วยการสวมแหวนน๊อตเพื่อเพิ่มความสูงของตัวดทนอาร์ม แม้มันจะดูไม่ค่อยดี แต่ก็ใช้งานได้

ตัวฐานและโครงร่าง ติดมาตั้งแต่โรงงาน

ตัวฐานและโครงร่าง ติดมาตั้งแต่โรงงาน

การติดตั้งโทนอาร์มเสียเวลาไปพอสมควร แต่ก็เรียบร้อยดีไม่มีปัญหา ขั้นต่อไปคือติดตั้งหัวเข็ม หัวเข็มที่ผมจะให้ทางตัวแทนติดให้คือ Benz Micro 20E ซึ่งเป็นหัวเข็มแบบ MC Hight Output หัวเข็มตัวนี้เป้นหัวเข็มตัวเก่าที่ผมแกะมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงตัวเดิม มันไม่ได้ใช้มานานหลายเดือนแล้ว ดูจากสภาพภายนอกออกจะโทรมหน่อย แต่ไม่เป้นไรครับใส่ลงไปก่อน อนาคตค่อยหาตัวใหม่มา ว่ากันว่าตัวโทนอาร์มเครื่องเล่นแผ่นเสียงเก่าของผม มันยังไม่สามารถแสดงศักยภาพเสียงของ 20E ได้เต็มที่นัก ผมจึงคิดว่ากับเครื่องเล่นนี้มันน่าจะได้อะไรเพิ่มมากขึ้น

แบริ่งหัวใจสำคัญของเครื่องเล่นแผ่นเสียง ส่วนแดมเปอร์ช่วยลดแรงสะเทือน

แบริ่งหัวใจสำคัญของเครื่องเล่นแผ่นเสียง ส่วนแดมเปอร์ช่วยลดแรงสะเทือน

การตั้งหัวเข็มไม่มีอะไรยุ่งยาก ขั้นแรกก็ใส่หัวเข็ม ยึดน๊อตเอาไว้พอให้ปรับได้ ตอนใส่น๊อตอาจจะยากหน่อยถ้ให้ดีต้องมีผู้ช่วยคอยช่วยอีกคน จากนั้นก็ใช้โปรเจ็คเตอร์วัดระยะ Null Point วัดระยะที่โทนอาร์มวิ่งผ่านไปยังจุดศูนย์กลาง ค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ วัด ทำเสร็จแล้วก็ทำซ้าอีกหลายรอบ เพื่อความแน่ใจว่าตรง จากนั้นค่อยไขน๊อตให้แน่น สุดท้ายวัดน้ำหนักที่ 2.0 แกรม

ลองใส่แพลตเตอร์

ลองใส่แพลตเตอร์

ขั้นตอนสุดท้ายคือเอามอร์เตอร์มาลองหมุนกับแพลตเตอร์เพื่อวัดรอบการหมุนว่าได้ 33.3 รอบต่อนาที และ 45 รอบต่อนาทีหรือไม่

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นนี้ก็คือตัวมอร์เตอร์นั้นมีขนาดที่ใหญ่ ใช้ไฟ DC ทำให้มีความเงียบ และนอกจากนั้นยังสามารถปรับจูนความเร็ว-ช้า ของรอบได้ด้วย ซึ่งทำให้มั่นใจว่ารอบการหมุนสามารถปรับให้ตรงได้อย่างละเอียด

ตั้งน้ำหนักหัวเข็ม

ตั้งน้ำหนักหัวเข็ม

เป็นว่าเสร็จขั้นตอนการประกอบ ผมยกกลับบ้านไปฟังเสียง ซึ่งท่านผู้อ่านคงต้องติดตามในตอนที่สี่ต่อไป

เครื่องเล่นแผ่นเสียง Origin Live Aurora MK2 กอบเสร็จ อยู่ในขั้นเบิร์นอิน

เครื่องเล่นแผ่นเสียง Origin Live Aurora MK2 กอบเสร็จ อยู่ในขั้นเบิร์นอิน

อ่านบทความตอนที่ผ่านมา  บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3

ตอนที่ 1 ตอนที่ 2

Twister The Analog Power Cable

Twister The Analog Power Cable

น่าแปลก…แต่ไม่รู้ว่าท่านผู้อ่านจะแปลกใจไปกับผมหรือเปล่า แบรนด์ไทยมักไม่ค่อยมีหนังสือเครื่องเสียงไทยนำไปทดสอบให้ผู้ใช้ได้อ่านกัน เว้นแต่ว่าจะมีการซื้อหน้าโฆษณาในหนังสือ หรือเป็นเพราะว่าตัวเจ้าของสินค้าไม่กล้าส่งสิ้นค้าให้กับทางหนังสือไปทดสอบเพราะเกรงว่าจะโดนสับจนเละ

แต่ไม่ว่าจะแง่มุมไหน ผมก็คิดว่าไม่ใช่ประเด็นที่จะ “ไม่มีการทดสอบ” สินค้าของไทย ส่วนผลจะออกมาในแง่มุมใด คงเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันว่าผู้ทดสอบนั้น ตั้งสมมติฐานอยู่บนอะไร น่าเชื่อถือแค่ไหน มีอคติต่อสินค้า หรือทำด้วยใจบริสุทธิ์ ซึ่งผมคิดว่าหากเป็นนักเขียน นักทดสอบ ที่ไม่มีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือเหล่านั้นแม้แต่เงินก็จ้างไม่ได้ และข้อดีข้อด้อย ที่นักทดสอบได้เขียนถึง ก็น่าจะนำไปสู่การปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งมีการวิจารณ์มาก ผู้ผลิตไทยก็จะเข้มแข็งขึ้น การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ก็จะเกิดอย่างต่อเนื่อง ผลดีก็จะตกอยู่กับผู้บริโภค และผู้ผลิตก็จะพัฒนาสินค้าของตนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น

สำหรับสายไฟที่ผมกำลังเขียนถึงอยู่นี้ จะบอกว่าเป็นสินค้าไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะวัศดุที่นำมาประกอบนั้นส่วนใหญ่ผลิตจากต่างประเทศ และนำเข้ามาประกอบในประเทศไทย อันที่จริงยี่ห้อต่าง ๆ ของต่างประเทศก็มีลักษณะเช่นนี้ เช่นบางยี่ห้อจ้างโรงงานแห่งหนึ่งผลิตตามสเปคที่ออกแบบเราก็เห็นกันมานักต่อนักแล้ว

Twister The Analog Power Cable ของ AV Best Buy เส้นนี้ก็เช่นกันครับ ใช้ตัวสาย Belden ขนาด 12 AWG จากอเมริกา ส่วนหัวปลั๊คใช้ของ Marinco รุ่น320IEC ท้ายปลั๊คใช้ Marinco 8215T ซึ่งเป็นตัวปลั๊คทีีนิยมนำมาใช้อย่างแพร่หลาย แม้ไม่ได้ผลิตมาเพื่อใช้กับงานออดิโอโดยตรง แต่คุณภาพนั้นอยู่เหนือปลั๊คไฟธรรมดาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้และความคงทนแข็งแรง

ตัวสายไฟเส้นนี้ที่ถูกเรียกว่า Twister เป็นเพราะว่า ผู้ออกแบบได้ตีเกลียวสายกราวด์อีกเส้นหนึ่งจากด้านนอก จากนั้นก็หุ้มด้วยหนังงูสีดำทำให้ตัวสายมีขนาดใหญ่กว่าสายไฟธรรมดาหลายเท่า การตีเกลียวสายกราวด์เพิ่มอีกหนึ่งเส้นนั้นแสดงว่าผู้ออกแบบมีความเข้าใจในเรื่องกราวด์เป็นอย่างดี เพราะการที่กราวด์มีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะทำให้ไฟฟ้าที่ไม่พึงต้องการที่อยู่ในวงจรนั้นถูกกำจัดไปได้เร็วขึ้น และอีกทางหนึ่งก็คือ เมื่อตีเกลียวสายก็จะช่วยชีลย์ไม่ให้สัญญาณรบกวนเข้าไปรบกวนตัวสายไฟที่มีไฟฟ้าวิ่งอยู่ เรียกได้ว่าตั้งใจให้สายไฟเส้นนี้สร้างความสงัดให้กับชุดเครื่องเสียง เมื่อเครื่องเสียงมีความสงัดก็จะสามารถเปล่งประกายคุณภาพเสียงในทุกครวามถี่ได้ดีขึ้นตามไปด้วย นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมสายไฟดี ๆ ถึงได้ทำให้เครื่องเสียงเสียงดีขึ้นไปอีกเท่าตัวนั่นเอง (ไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่ประการใด)

ผมเพิ่งได้สายไฟเส้นนี้มาเพื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (อันที่จริงผมใช้กับแอมป์อยู่ก่อนหน้านั้นแล้วสองเส้น) ทว่าเส้นนี้ผมตั้งใจมาใช้กับปรีแอมป์หลอด 6922 ของ TS Audio (เครื่องเสียงไทยอีกนั่นแหละครับ) สายไฟที่ผมใช้ก่อนหน้านั้นเป็นสายไฟที่ผมประกอบเอง และผมก็ใช้มันมาอย่างยาวนานหลายปีดีดัก การเปลี่ยนสายไฟครั้งนี้ผมเองก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรมากนัก คือเปลี่ยนเพราะว่าสายเก่ามันใช้มานานแล้วเท่านั้นจริง ๆ

เมื่อเปลี่ยนสาย Twister เข้าไปในซิสเต็ม ก็ได้เวลา WarmUp เครื่องอยู่สิบห้านาทีก่อนที่ผมจะเปิดเพลงฟัง ทางเจ้าของสินค้าได้แจ้งว่าสายไฟเส้นนี้ควรจะเบิร์นอินอย่างน้อย 80 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสายทุกชนิด ยังไงเสียต้องมีระยะเบิร์นอินพอสมควร สำหรับผมแล้วระยะเบิร์นอินนั้นต้องการถึง 100 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำไมต้องเบิร์นอิน ค่อยว่ากันทีหลังนะครับ แม้แต่สายที่ใช้มาแล้ว เก็บเข้าตู้นานสองสามอาทิตย์ก็ยังต้องให้มันยืดเส้นยือสายของมันเลยกว่าเสียงจะเข้าที่

ฟังตอนยังเบิร์นอินไม่ครบ 20 ชั่วโมง

ต้องบอกว่าเพียงแค่ใช้สายใหม่ ๆ โดยไม่เบิร์นอิน Twister ตัวนี้ก็ให้อะไรที่แตกต่างจากสายตัวเดิม อย่างแรก…ความเงียบสงัด ที่สงัดมาก แม้แต่แอมป์หลอดก็ไม่มีเสียงจี่แม้เอาหูแนบกับลำโพงก็ไม่ได้ยิน อย่างที่สอง เสียงแหลมที่ดูจะโดดเด่นที่สุด ขนาดยังไม่พ้นเบิร์นเราก็รู้ว่าเสียงแหลมที่ได้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ส่วนเสียงกลางนั้นยังมีอาการกร้าวอยู่พอสมควร บางแผ่นยังมีอาการแผดกังวานเกินไป และเสียงเบสมีไดนามิคที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สมดุลย์เท่าที่ควร ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นอาการของสายที่ยังไม่พ้นเบิร์นอินนั่นเอง

การทดสอบครั้งนี้ยังไม่จบนะครับ เอาไว้รอให้ครบ 100 ชั่วโมง แล้วผมจะทดสอบอย่างจริงจังอีกครั้ง และจะนำมาเขียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันอีกในตอนจบของสาย Twister เส้นนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนที่ 1 ตอนที่ 2

การดซ็ตอัพหัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง

ท่านที่เล่นแผ่นเสียงคงเคยเจออาการแบบนี้ไม่มากก็น้อยนะครับคือ ตอนวางหัวเข็มฟังเพลงในแทรกแรก เสียงไพเราะมีมิติน่าฟัง แต่พอเล่นเลยครึ่งแผ่นไปแล้ว โดยเฉพาะสองสามแทรกสุดท้ายก่อนหมดแผ่น เสียงเริ่มไม่โฟกัส ฟังเพลงไม่ค่อยเพราะ มีเสียงซ่า ๆ เหมือนหัวเข็มเดินไม่ตรงร่อง หรือพูดง่าย ๆ ว่าเพลงในแทรกสุดท้ายเสียงไม่เหมือนแทรกแรกแม้แตน้อย

ถ้าเกิดอาการแบบนี้เขาเรียกว่า Alignment Error คือหัวเข็มไม่ได้วิ่งเป็นแนวตามที่มันควรจะเป็น

ในปี 1941 มีการคิดค้นว่าจะทำอย่างไรกับอาการ Error ของหัวเข็ม เขาจึงคิดวิธีคำนวนสองจุดที่จะทำให้หัวเข็มสามารถวิ่งเป็นเส้นตรงให้ได้ สองจุดดังกล่าวคือระยะ 66 และ 120.9 mm จากจุดกึ่งกลางแพลตเตอร์ (จุดกึ่งกลางนี้คือจุดที่ใส่เข้าแผ่นเสียงลงไปนั่นแหละครับ ภาษา Turntable เขาเรียกว่า spindle)

การจะตั้ง Alignment นั้นต้องอาศัย โปรเจคเตอร์ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะแถมมากับเครื่องเล่นแผ่นเสียง (มือหนึ่ง) แม้จะดูง่าย ๆ ไม่ละเอียดแต่ก็ถือว่าเอาไว้ใช้งานได้ดีทีเดียว ดังน้นอย่าได้ทิ้งเลยนะครับถ้าเครื่องรุ่นไหนแถมมา ถ้าไม่มีก็ต้องหาซื้อเอาครับ สำหรับตัวที่ผมใช้นั้นเป็นของ dB Systems Cartridge Alignment Protractor ซึ่งถือว่าดีที่สุดในตลาด เที่ยงตรงที่สุด แล้วก็ละเอียดที่สุด และที่สำคัญมีให้เลือกทั้งแบบละเอียดและแบบธรรมดา ในที่นี้ผมขอเสนอวิธีการตั้งแบบธรรมดานะครับ เพราะน่าจะเข้าใจได้ง่ายกว่า

เมื่อนำ Cartridge Alignment Protractor มาวางเอาไว้ ตามรูปนะครับ เราจะเห็นจุด ดำ ๆ สองจุดคือ จุด A กับ B เราเรียกสองจุดนี้ว่า Null Points จุด A คือระยะ 66 mm ส่วนจุด B คือ 120.9 mm และเรายังเห็นเส้นขนานทั้งแนวตั้งและแนวนอน นอกจากสองจุดนี้แล้ว เจ้าเส้นแนวตั้งแนวนอนนี่แหละครับที่สำคัญมั่ก ๆ

Cartridge Alignment Protractor

dB Systems Cartridge Alignment Protractor

เริ่มแรกเอาไขควงไขหัวเข็มให้หลวม ๆ พอจะขยับได้ง่าย ๆ จากนั้นเอาโปรเทคเตอร์ไปวางตรง spindle ยกโทนอาร์มมายังจุด A เล็งให้ปลายเข็มวางตรงจุดกึ่งกลางพอดี ระหว่างนี้เราอาจจะหาอะไรมารั้งไม่ให้แพลตเตอร์หรือจานหมุนไปได้ เมื่อเล็งปลายเข็มตรงจุดนั้นแล้ว ให้เล็งบอดี้ของตัวเข็มทั้งด้านหัวและด้านข้าง ให้ขนานกับเส้นโปรเจ็คเตอร์ทั้งแนวตั้งและแนวนอน

ซึ่งจุดนี้แหละครับข้นอยู่กับความชำนาญในการเล็ง เพราะไม่มีวิธีอื่นที่จะวัดได้แล้ว

เมื่อเล็งจนคิดว่าขนานกันแล้ว ให้ย้ายจากจุด A ไปจุด B โดยการเลื่อนแผ่นแพลตเตอร์ จากจุด B ก็เล็งปลายหัวเข็มให้ตรงจุด จากนั้นเล็งบอดี้ให้ขนานกับเส้นโปรเจ็คเตอร์ เหมือนกับจุด A เมื่อขยับจนตรงแล้ว ให้ค่อย ๆ ไขหัวเข็มให้แน่นขึ้น

วางโปรเจคเตอร์ลงบนแพลตเตอร์

วางโปรเธคเตอร์ลงบนแพลตเตอร์

เริ่มต้นจากจุดเอที่อยู่ด้านในก่อน

เริ่มต้นจากจุดเอที่อยู่ด้านในก่อน

จากนั้นให้กลับมาทำแบบเดิมคือ กลับมาวัดที่จุด A ว่าหลังจากไขน๊อตลงไปแล้วยังขนานกันเหมือนเดิม ถ้ามันไม่ขนานก็ปรับให้ขนานกัน

โทนอาร์มบางตัวไม่สามารถปรับให้ขนานกันได้ ต้องใช้วิธีเซ็ตอัพแบบละเอียดซึ่งผมขอข้ามไปนะครับ ผมคิดว่าปรับให้มันใกล้เคียงในจุด A ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

โทนอาร์มแบบโบราญอาจจะมีปัญหาเพราะว่าตัวยึดหัวเข็มมันใหญ่จนปิดหัวเข็มจนหมด แต่ถ้าเป็นอาร์มสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะปรับได้ง่ายมากครับ วิธีการอาจจะต้องยึดตัวหัวเข็มให้ขนานกับตัวยึดให้มากที่สุด แล้วค่อยติดที่ยึดกับอาร์มแล้วค่อยไปตั้งหัวเข็มอีกที

ถ้าใครไม่อยากตั้ง Alignment หรืออยากให้เที่ยงตรงมากที่สุดก็ต้องไปใช้โทนอาร์มแบบ Linear แทนครับ

ทำวิธีนี้ว้ำไปซ้ำมาจนแน่ใจว่าตรงและขนานแล้ว ระหว่างที่ทำว้ำก็ค่อย ๆ ไขน๊อตยึดหัวเข็ม ทำอย่างค่อย ๆ นะครับ เพราะถ้าไขแรงเกินไปหัวเข็มก็จะเลื่อน และไม่จำเป็นต้องไขจนแน่นมาก ๆ เพราะจะทำให้หัวเข็มกับโทนอาร์มเสียหายมากกว่า

สังเกตว่าเส้นสีแดงที่ผมขีดเอาไว้ คือเล็งให้บอดี้ของหัวเข็มขนานกับเส้นแนวตั้งและแนวนอน

ปรับหัวเข็มให้ขนานกับเส้น

ปรับหัวเข็มให้ขนานกับเส้น

ลูกศรในภาพชี้ให้เห็นการเลื่อนจานหมุน และการขันน๊อต

สำหรับผมจะเน้นที่จุด A พอสมควร ทำให้จุด A มีความเที่ยงตรงถูกต้องมากที่สุด ส่วนจุด B จะให้ใกล้เคียงที่สุดครับ แต่อย่างไร การขันน๊อตให้แน่น เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดความเพี้ยนได้ จึงต้องทำอย่างระวังเป็นที่สุด

ลองทำดูนะครับ เมื่อปรับจนแน่ใจแล้วก็อาจจะปรับการช่างน้ำหนักหัวเข็มอีกสักครั้งแล้วเริ่มฟังเพลงกัน เท่านี้อาการดังกล่าวก็จะหายไปครับ ถ้าแน่ใจว่าปรับตั้งถูกต้องแล้ว ถ้าฟังแล้วยังรู้สึกว่ามันยังไม่ดีขึ้น อาจจะต้องวัดระดับน้ำที่ตัวเครื่องเล่นแผ่นเสียง และที่วางเครื่องเล่นว่ามันเอียงหรือเปล่า เพราะมันอาจจะเกิดจากสาเหตุดังกล่าวก็ได้

ผมคิดว่าเทคนิคการเล็งหัวเข็มให้ขนานกันนั้นแต่ละคนจะต้องมีวิธีที่ต่างกันว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้หัวเข็มตรงและขนานกันให้มากที่สุด ใครที่มีวิธีที่ดีกว่านี้ในการเล็งก็อย่าลืมบอกกล่าวกันนะครับ

การเซ็ตอัพไม่ยากอย่างที่คิดครับ เมื่อก่อนผมก็คิดว่ายาก แต่พอทำเป็นแล้วไม่ยากเลยลองไปทำกันดูนะครับ

สำหรับท่านที่โหลดพวกโปรเจ็คเตอร์มาจากในเวบ ขอให้วัดระยะเสียก่อนการตั้งนะครับ เพราะถ้าไม่เที่ยงตรงการตั้งก็ไม่มีประโยชน์

จากนั้นย้ายมาเซ็ตอัพที่จุดบี โดยการเคลื่อนแพลตเตอร์

จากนั้นย้ายมาเซ็ตอัพที่จุดบี โดยการเคลื่อนแพลตเตอร์

การเซ็ตอัพควรจะลองวัด และทำอยู่สักสามสี่รอบ ค่อย ๆ วัด ค่อย ๆ ขันน๊อต

ข้อควรระวังก็คือการขันน๊อตจะต้องทำอย่างนิ่มนวลเพราะถ้าขันแรงเกินไปตัวหัวเข็มก็จะเคลื่อน

ท่านสามารถเข้าไปอ่านรีวิวในการเซ็ตอัพนี้ได้ที่ Hgt2.net

ผมเคยต่อตัวตู้ลำโพงFostex 103 แล้วนำดอกลำโพง Fostex 126e ไปสวม ทดสอบคราวนั้นผมเคยเขียนเอาไว้ในเวบ htg2.net ผมลองเสิร์ทข้อมูลในเวบ จากนั้นเอามาต่อหันกลายเป็นรีวิวในข้อความในบทความนี้ ส่วนท่านที่จะเข้าไปชมความเห็นอื่น ๆ ในหน้าเวบนี้ก็ลองคลิกที่นี่นะครับ คลิกที่นี่

ตอนนี้ 126E ที่ผมสั่งมาจาก Madisound เดินทางมาถึงผมแล้วครับ เหลือแต่ตัวตู้น่าจะได้ประมาณอาทิตย์หน้า

สายไวริ่งผมมองที่ Cardas แต่ราคาสูงไปหน่อยหรือเปล่า อีกตัวคือ Canare ครับ

ผมลองเสียงไปจี๊ดนึงแบบเปลือย ๆ เข้าท่าเหมือนกันครับ

Fostex 126E

Fostex 126E

ลำโพงญี่ปุ่น ผลิตในจีน

ลำโพงญี่ปุ่น ผลิตในจีน

ด้านหลังลำโพง

ด้านหลังลำโพง

ไปรับตัวตู้มาแล้วครับ สีสวยกว่าที่คิดเอาไว้มาก ทำจากไม่ MDF ไม่ปะผิวไม้จริง ทาสีออกเหลืองส้มสวยไปอีกแบบ

ตัวตู้เปล่า

ตัวตู้เปล่า

แม้จะออกเรียบ ๆ แต่งานไม้เรียบร้อยสวยงามครับ ผมชอบให้มันเรียบ ๆ ครับ ตกแต่งไม่ต้องมากแต่ดูดี

แม้จะออกเรียบ ๆ แต่งานไม้เรียบร้อยสวยงามครับ ผมชอบให้มันเรียบ ๆ ครับ ตกแต่งไม่ต้องมากแต่ดูดี

ประกอบเสร็จแล้วครับ แทบตายเหมือนกัน ตอนแรกก็ระวังกลัวตัวตู้ถลอก แต่พอทำไปทำมามันเบาไม่ได้ครับ ทั้งจับตั้ง จับตะแคงซ้าย ตะแคงขวา ไม่งั้นมันไม่ถนัดครับ นับเวลาที่ทำแล้วประมาณหกชั่วโมงครับ  รูดซิป ไม่สงสัยแล้วว่าลำโพงไฮเอ็นด์ทำไมมันแพงจัง ค่าแรงนี่เอง

ตัวตู้เมื่อประกอบเสร็จแล้ว

ตัวตู้เมื่อประกอบเสร็จแล้ว

สายไวริ่งเป็นคาดาสครับ ไบดิ้งโพสต์ก็เป็นคาดาส สายแข็งพอสมควร แล้วก็ใหญ่ด้วย พอตัดสั้นมันก็เลยงอไม่ค่อยได้ ตอนยัดเข้าไปเนี่ยต้องหาจังหวะดี ๆ ไม่งั้นยัดไม่เข้า

ด้านในผมใช้ใยสีขาวบุเอาไว้ ลองดูว่าเสียงมันจะเป็นอย่างไร ถ้าเบิร์นแล้วมันไม่ดีอาจจะต้องแกะเอาออกมา แต่ตอนนี้ขอฟังก่อนว่าเป็นไง

มองจากด้านข้าง

มองจากด้านข้าง

หนึ่งแบกขึ้นไปฟังที่ห้องนอน ตอนนั้นก็เริ่มง่วงแล้วครับ แต่ยังไงขอฟังแนวเสียงของมันก่อน

ผมใช้พาวเวอร์ 211 ของทีเอส ก็เป็นชุดที่ใช้ขับเจ้า Mozart นี่แหละครับ ห้องฟังปัจจุบันเป็นห้องนอนด้วย มันค่อนข้างใหญ่ ผมเกรงว่าเมื่อเอา 126 ไปฟังอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ การตั้งลำโพงก็ยังไม่ได้จูนหาตำแหน่งของมัน คือเอาไปตั้งข้าง ๆ เจ้าโมสาร์ทแล้วก็เอียงทำมุมโทอินเข้ามา ตั้งเสร็จก็เสียบสายลำโพงเปิดเพลงที่ผมคุ้นเคยฟังก่อนเลยครับ

โอ…เสียงแซกโซโฟนใช้ได้เลยครับ เสียฉาบก็เยี่ยม ติดตรงเสียงดับเบิลเบสหายเลยครับ แม้เพิ่งจะเปิดยังเบิร์นไม่ได้ที่ แต่มีแนวโน้มในทางที่ดีครับ

ผมเปลี่ยนไปฟังเพลงร้อง นอราห์ โจนส์ ชุดที่สอง ซึ่งแผ่นนี้เสียงอัดแผ่นจะออกขุ่น ๆ มัว ๆ แต่เสียงนอราห์ดีมากครับ เสียงเบสในชุดนี้มีให้ได้ยินมากกว่าเสียงดับเบิลเบส

เมื่อเช้าเปิดฟังอีกรอบ เปิดดังขึ้น ผมว่าพอเร่งดัง ๆ อาการขุ่น ๆ ของเสียงแสดงออกมาให้ได้ยิน

ปกติชุดนี้ถ้าใช้โมสาร์ทผมจะเปิดความดังประมาณที่ 11 นาฬิกา (ถ้าฟังแบบมัน ๆ นะครับ)

แต่ 126 ผมเปิดแค่แปดถึงเก้านาฬิกาก็ดังมากแล้ว

ชุดที่ใช้ทดสอบเสียง

ชุดที่ใช้ทดสอบเสียง

ไบดิ้งโพสต์อยู่ด้านข้าง

ไบดิ้งโพสต์อยู่ด้านข้าง

เทียบกับลำโพงโมเสาร์ท

เทียบกับลำโพงโมเสาร์ท

เทียบกับเจ้าโมสาร์ท รูปร่างเตี้ยกว่า แต่ขนาดความกว้างสูสี

สรุปแล้วเปิดฟังแค่ 2 ชั่วโมง พอใจกับเสียงที่ได้มากครับ หวังว่าเบิร์นสัก 100 ชั่วโมงความใส ความกรุ๋งกริ๋งของมันน่าจะเปิดเผยกว่านี้

เสียงฉาบใช้ได้เลยครับ แต่ยังออกอาการขุ่น ๆ นิด ๆ

แต่เสียงกลางที่ผมหวังเอาไว้รู้สึกดีอย่างที่หวังครับ โดยเฉพาะเสียงแซกฯ เครื่องดนตรีที่ผมชอบ มันได้บรรยากาศแตกต่างจากที่เคยได้ยินตามลำพงทั่วไปครับ

ตอนอยู่ในช่วงเบิร์น เสียงแหลมยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่ ช่วงวันสองวันนี้ผมเปิดเฉลี่ยวันละไม่กี่ชั่วโมงเอง เพราะมีเวลาแค่ตอนช่วงหัวค่ำ แถมเป็นแผ่นเสียงด้วย ปล่อยให้มันเปิดเองแบบซีดีไม่ได้ เดี๋ยววันอาทิตย์อาจจะยกลงมาเบิร์นกับรีเซิร์ฟเวอร์

ผมชอบช่วงการเบิร์นมากครับ เพราะจะได้ยินพัฒนาการของเสียง เหมือนค่อย ๆ มองเด็กที่ค่อย ๆ โตขึ้น (ผมจึงไม่ค่อยชอบเครื่องประเภทช่วยเบิร์นสาย)

อีกประเด็นคือการเบิร์นตัวตู้นั้นผมมีความเห็นเหมือนคุณกล้าครับ อย่างแรกคือตัวตู้เพิ่งทาสีมา การคายตัวของสี และไม้อาจจะยังไม่เข้าที่ ซึ่งต้องกินเวลาพอสมควร (เมื่อไหร่ก็ไม่รู้)

สิ่งที่ผมหวังเอาไว้หลังเบิร์นคือ เสียงแหลมเปิดเผยมากกว่านี้ (แต่การใช้สาย Cardas อาจจะทำให้เสียงแหลมไม่ถึงกับเป็นประกายมากนัก)

====================

ลำโพง Fostex 126E เป็นลำโพงที่น่าใช้ ราคาประหยัด ให้ซุ่มเสียงกลางที่ฟังเป็นธรรมชาติ หากผู้เล่นไม่คิดเน้นเรื่องเสียงเบสที่โหมใหญ่ และต้องการมองหาลำโพงที่จะเล่นกับแอมป์วัตต์ต่ำ ๆ 126E เป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวหนึ่ง

บทที่ 2 Begin Origin Live Aurora MKII

บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3

Origin Live Aurora MK 2

Origin Live Aurora MK 2

Origin Live ก่อตั้งโดย มาร์ค บาเกอร์ (Mark Baker) ในปี 1986  เขาเป็นคนที่คลั่งไคล้ในเสียงดนตรีคนหนึ่ง การที่เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เขาก้าวเข้ามาออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียง ผลิตภัณฑ์แรกของ Origin Live ก็คือสายสัญญาณในแบบสายแกนเดี่ยว ซึ่งต่อมาได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมายจากนิตยสารไฮไฟ Origin Live ไม่ได้หยุดอยู่กับความสำเร็จ เขายังคงออกแบบเครื่องเล่นแผ่นเสียง ลำโพง

หลักปรัชญาของ Origin Live ก็คือออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าสมกับราคา นั่นทำให้บริษัทสามารถพัฒนาก้าวไกลจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ฐานผลิตของ Origin Live อยู่ที่เมืองเซาท์แธมตัน สหราชอาณาจักร ซึ่งยังคงเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศอังกฤษ

แต่ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อให้กับ Origin Live กลับเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียง ซึ่งเครื่องเล่นแผ่นเสียง ORigin Live มีรูปแบบการออกแบบที่เฉพาะตัว มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ในแต่ละรุ่นเพิ่มเติมความแตกต่างบนความเหมือน โครงสร้างของเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ถูกออกแบบให้ลดเรโซแนนซ์ ขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่าย

เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Origin Live มีด้วยกัน 5 รุ่น คือรุ่นเล็กสุด Aurora MKII, Calypso, Resolution MKII, Sovereign MKII และ Resolution Classic

ผมเลือกซื้อเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุน Aurora MKII ซึ่งเป็นรุ่นที่เล็กสุด ด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดและต้องการเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่สมราคา ทั้งกลไกที่ดี และหน้าตาที่สวยงาม

เครื่องเล่นแผ่นเสียง Origin Live Aurora MKII มีตัวแท่นให้เลือกหลายแบบ แบบที่เป็นมาตรฐานทำจากอคลีลิกสีดำ ส่วนตัวแท่นอื่นต้องสั่งพิเศษ มีทั้งแบบใส และแบบสีขาวขุ่นให้เลือก แต่ผมชอบสีดำอยู่แล้ว เพราะดูเข้มแข็ง และดูเก่ายากกว่าแบบอคลีลิกใส

Origin Live Aurora MK 2 ตัวสีขาวขุ่น

Origin Live Aurora MK 2 ตัวสีขาวขุ่น

ตัวโทนอาร์มของ Origin Live Aurora MKII นั้นสามารถเลือกใส่ได้สองแบบคือโทนอาร์ OL1 ซึ่งทาง Origin Live ได้ให้ทางเรก้าเป็นผู้ผลิต โดยตัว OL1 นั้นดัดแปลงมาจากโทนอาร์ม RB251 นั่นเอง โทนอาร์มอีกตัวที่สามารถใส่กับ Origin Live Aurora MKII ได้ก้คือ โทนอาร์ม Silver

OL1 Tonearm

OL1 Tonearm

Origin Live Aurora MKII เป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงระบบสายพาน มอร์เตอร์แยกส่วนไม่ติดกับตัวแท่น จุดนี้มีทั้งข้อดีข้อเสียก็คือ ช่วยลดเรโซแนนซ์ได้ดีกว่า แต่ข้อเสียก็คือมอร์เตอร์ปราศจากฐานยึดทำให้รอบการหมุนมีโอกาสเพี้ยนได้ ดังนั้นก่อนเล่นจะต้องเช็คระยะจากมอร์เตอร์ไปยังจุดกึ่งกลางทุกครั้ง ส่วนรอบการหมุนมีสองสปีดด้วยกันคือ 33 rpm และ 45 rpm โดยสามารถเปลี่ยนรอบด้วยการคลิกสวิสต์ควบคุมที่มอร์เตอร์เท่านั้น

บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3