ปฐมบทแอมป์หลอด
คำถามที่ผมพบบ่อยในเวบบอร์ดทั้งไทยและต่างประเทศคือ จะเริ่มต้นเล่นแอมป์หลอดอย่างไร คำตอบนี้ไม่ยากแต่ก็กว้างมาก คำตอบมีทั้งในแนวทางแบบวิชาการจ๋าไปจนถึงแบบบ้าน ๆ เริ่มต้นด้วยการฟังจริง ๆ ประเด็นของแอมป์หลอดนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการไม่เคยฟังแอมป์หลอดมาก่อนนั่นเอง แต่อย่างที่ผมบอกการเริ่มต้นครั้งแรก ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา แต่เชื่อว่าความต้องการของมนุษย์จะมลายหายไปได้ ด้วยการตามหาความจริงด้วยการทดลองด้วยตนเอง
สำหรับคนเริ่มต้นเล่นแอมป์หลอด ผมจะแบ่งหลอดออกเป็นสามพวก พวกแรกเป็นหลอดที่ใช้ในภาคปรีแอมป์ พวกที่สองคือหลอดที่ใช้เป็นเอาท์พุต พวกที่สามคือหลอดเร็กติฟาย
ไม่ว่าคนเล่นเครื่องเสียงจะเล่นแอมป์หลอดแบบแยกชิ้นคือ เล่นปรีแอมป์+พาวเวอร์แอมป์ หรืออินทิเกรตแอมป์ซึ่งผนวกรวมภาคปรีและภาคเอาต์พุตในตัวเดียวกันก็ตาม หลอดที่ใช้ในปรีแอมป์ส่วนใหญ่ก็จะไม่พ้นไปจากหลอดเบอร์ 12AX7, 12AU77, 12AT7, 6DJ8, 6SN7, 6SL7 เป็นต้น คำถามที่ผมพบบ่อย ๆ ก็คือหลอดแต่ละเบอร์ให้เสียงแตกต่างกันอย่างไร เมื่อเจอคำถามนี้ แม้การตอบจะไม่ยาก หากคนที่เคยฟังเสียงจากหลอดเบอร์ต่าง ๆ มาแล้วยิ่งไม่ต้องอธิบายด้วยภาษา การอธิบายคุณลักษณะของเสียงซึ่งเป็น “นามธรรม” เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการอธิบายลักษณะของรูปทรงสถาปัตยกรรมเป็นไหน ๆ แต่อย่างไร หลอดแต่ละเบอร์ก็มีเสียงที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัด รวมถึงคุณสมบัติของแต่ละเบอร์ก็มีความต่างกัน
หลอด 12AX7 เป็นหลอดแบบ Dual Triode บางสำนักเรียก Double Triode, Twin Triode ก็แล้วแต่ครับ จะเรียกอะไรก็ไม่ว่ากัน เสียงของหลอดเบอร์นี้จะให้เสียงกลางแหลมทุ้มสมดุล รุ่มรวยด้วยรายละเอียดของเสียง เมื่อนำมาทำภาคปรีจะให้เสียงคมชัด แยกแยะชิ้นดนตรีได้อย่างดี เป็นหลอดยอดนิยมที่มีราคาแพง ยี่ห้อดัง ๆ ของยุโรปอเมริกามีราคาค่าตัวไม่ต่างจากไวน์กรองครูคลาสเซ่ ปัจจุบันหลอดเบอร์นี้ยังนิยมนำมาทำปรีแอมป์ และภาคปรีอย่างไม่ขาดสาย
หลอด 12AU7 เป็นหลอดแบบ Dual Triode เช่นกัน แนวเสียงจะตรงข้ามกับหลอดเบอร์ 12ax7 คือ จะมีความนุ่มนวลชวนฟังมากกว่า เสียงทุ้มจะออกแนวอบอุ่น ฟังสบายหู บางคนให้หลอดเบอร์นี้เป็นตัวแทนเสียงในแบบ Vintage Sound
หลอด 6DJ8 หรือ 6922 เป็นหลอด Dual Triode แนวเสียงสดใส เสียงแหลมและกลางโดดเด่น มักจะเห็นในภาคปรีโฟโนสำหรับขยายเสียงหัวเข็มสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง และนิยมในภาคปรีแอมป์ อาจจะเป็นเพราะความเงียบสงัดของหลอดเบอน์นี้มีมาก ประกอบกับเสียงที่ได้ให้รายละเอียดได้ดี
หลอด 6SN7 เป็นหลอด Medium-Mu Twin Triode หลอดเบอร์นี้เป็นหลอดยอดนิยมอีกเบอร์ แม้จะไม่นิยมนำมาทำเป็นปรีแอมป์แบบเดี่ยว ๆ แต่ 6SN7 มักจะปรากฏกายในภาคปรีของแอมป์เสมอ บางคนบอกว่าหลอดเบอร์นี้เกิดมาคู่กับหลอด 2A3 ซึ่งเข้าคู่กันแล้วได้ทั้งความหวานจะกำลังที่พอเหมาะ แนวเสียง 6SN7 ออกมาในโทนอบอุ่น หนานุ่ม แจกแจงรายละเอียดได้ดี
หลอด 6SL7 เป็นหลอด High-Mu Twin Triode คุณลักษณะใกล้เคียงกับหลอด 6SN7 ต่างกันที่กระแสทางไฟฟ้าเท่านั้น เสียงที่ได้จากหลอดเบอร์นี้คือเสียงกลางจะสุกสว่างกว่าเล็กน้อย
สำหรับหลอดในภาคปรีแอมป์ยังมีอีกเยอะแยะมากมายก่ายกอง โดยเฉพาะหลอดรัสเซียที่มีโครงสร้างคล้าย 12AX7, 6DJ8 ออกมา ด้วยเช่นกันเช่น 12AX7=6N2P 6DJ8=6N1P เป็นต้น ถ้าดูจากดาต้า จะมีความแตกต่างเรื่องกระแสไฟ แต่เท่าที่เคยลองเสียงหลอดทั้งสองแทนกันโดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรก็สามารถทำแทนกันได้เลย เพียงแต่จะชอบเสียงของมันหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
จากหลอดในภาคปรี มาถึงหลอดในภาคเอาท์พุต ซึ่งผู้อ่านคงทราบดีว่าหลอดเอาต์พุตนั้น มีความสำคัญต่อแนวเสียงเป็นอันดับต้น ๆ รวมถึงการเลือกหลอดเอาต์พุตให้เหมาะกับลำโพง คือการจัดหาคู่ไม่ต่างจากการหาคู่แต่งงานไม่ผิดเพี้ยน เลือกคู่ดีก็จะอยู่กินกันได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องมีปัญหา-หย่าร้าง การเลือกหลอดเอาท์พุตนั้นสำคัญอยู่ระหว่างแนวเสียงที่จะได้ผนวกกับกำลังขับที่จะได้รับ สองสมการนี้แหละครับที่เป็นสูตรที่ยากยิ่ง ถ้าจะดูที่กำลังขับกันเพียว ๆ โดยไม่เน้นเรื่องเสียงสำเนียงหลอด ก็คงจะเลือกกันไม่ยากนัก แต่เครื่องเสียงนั้นมีส่วนผสมที่ต่างจากสมการทางวิทยาศาสตร์ เพราะส่วนผสมทางไฟฟ้าก็ไม่ต่างจากส่วนผสมทางสารเคมี แม้จะเป็นวิทยาศาสตร์แต่คนสร้างคนคิดวงจรก็ต้องมีความเป็นอาร์ติส (Artist) อยู่ด้วย แน่นอนครับ สิ่งเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งประสบการณ์จากการฟัง และข้อมูลของหลอดควบคู่กันไป
มาว่ากันที่หลอดเอาต์พุตยอดนิยมกันต่อ มือใหม่คงหนักใจหน่อยนะครับ ถ้าจะเลือกแอมป์และหลอดที่จะใช้อย่างไร ทางแรกง่ายเข้าไว้คือดูที่กำลังขับเป็นอันดับแรก
หลอดที่ให้แรงขับประเภท “วัตต์มด” อาทิเช่น หลอด 6BM8, EL84 หลอดสองเบอร์นี้ยังมีผลิตใหม่และเป็นที่นิยมกันอยู่ เสียงของหลอดสองเบอร์นี้จะได้กำลังขับประมาณ 2-4 วัตต์ สำหรับแอมป์ที่เป็น ซิงเกิลเอ็นด์ แอมป์คอมเมอร์เชียลนิยมทำเป็นแบบพุชพูล ซึ่งจะได้กำลังขับเพิ่มเป็นสองเท่า แต่สำหรับนักฟังทั่วไปแอมป์ซิงเกิลเอนด์จะได้รสชาติความเป็นหลอดมากกว่าพุชพูล
หลอดที่มีกำลังขับปานกลางเช่น EL34, 6L6, 6550 และ KT88 หลอดสี่เบอร์นี้ถือเป็นจตุรเทพของหลอดในยุคใหม่ (และเก่า) EL34 และ 6L6 นั้น ถ้านำมาทำแอมป์ซิงเกิลเอนต์จะได้วัตต์ประมาณ 8 วัตต์ หากนำไปทำพุชพูลจะได้วัตต์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเช่นกัน ในแอมป์คอมเมอร์เชียลส่วนใหญ่จะนำไปทำเป็นแบบพุชพูล ซึ่งได้กำลังขับพอลำโพงที่มีความไว 87db ขึ้นไป แนวเสียงของ EL34 กับ 6L6 ต่างกันพอสมควร EL34 เป็นหลอดแบบ Power Pentode จะได้เสียงกลางแหลมเบสที่สดใส มีพลัง ออกไปในโทนสว่าง ถ้าออกแบบวงจรไม่ดีเสียงอาจจะจัดจ้านได้ง่าย ขณะที่ 6L6 เป็นหลอด Beam Power Pentode จะมีความนุ่มนวลกว่า เสียงออกในโทน Dark บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะเสียงแหลมเป็นประกายน้อยกว่า EL34
หลอด 6550 (Power Pentode) และ KT88 (Beam Pentode) นิยมนำมาทำแอมป์แบบพุชพูลมากกว่าซิงเกิลเอ็นด์ ให้กำลังขับมหาศาล ตั้งแต่ 20-40 วัตต์ กำลังขับที่ได้แบบนี้สามารถขับลำโพงที่ว่าขับได้ยากไม่เลือก แต่บางคนกลับไม่ชอบเพราะบางครั้งเสียงที่ได้กลับไม่แตกต่างแอมป์โซลิตสเตท แต่กระนั้นความหวานก็ยังคงอยู่
จากหลอดที่ให้กำลังมากในแบบพุชพูลแล้ว หลอดที่ให้กำลังขับมาก ๆ โดยวงจรเป็นแบบซิงเกิลเอ็นด์ก็มีครับ นั่นคือหลอด 211 หรือ VT-4-C และ 845 หลอดทั้งสองเบอร์เป็นหลอดแบบ Power Triode ถ้านำมาทำแอมป์ซิงเกิลเอ็นด์จะได้กำลังขับ 10-15 วัตต์ ซึ่งพอเพียงกับการขับลำโพงทั่วไป แนวเสียงหลอด 211 คือไดนามิกจะได้เยอะ เสียงกลางเบสมีความอิ่มแน่น ส่วนหลอด 845 จะมีความนุ่มนวลกว่า ข้อเสียของหลอด 211 และ 845 คือจะต้องใช้ไฟสูงในการขับหลอด ดังนั้นถ้าออกแบบวงจรไม่ดีก็เป็นอันตรายมาก ๆ แต่กระนั้นหลอดทั้งสองเบอร์นี้ก็ยังเป็นที่นิยมทั้งในแอมป์คอมเมอร์เชียล และหลอดในดวงใจของนัก DIY แอมป์
เรื่องหลอดยังไม่หมดเท่านี้ครับ ยังมีอะไรให้เขียนถึงไม่รู้จบ ฉบับหน้าผมยังติดท่านผู้อ่านสำหรับหลอด “วัตต์หวาน” และ หลอดเร็กติฟาย หากมีเนื้อที่พอจะร่ายถึงหลอดที่นัก DIY นิยมนำมาเล่นกัน แต่หลอดใหม่ไม่ผลิตออกมาแล้ว จะว่าเป็นหลอดที่โลกลืมก็ไม่ใช่ เพราะในตลาดหลอดที่ใหญ่ที่สุดอย่างอีเบย์ก็ยังประมูลกันในราคาหนักหน่วง แต่ด้วยสาเหตุทางการตลาดของระบบทุนนิยม ทำให้หลอดคุณสมบัติดี ๆ หลายเบอร์ต้องหยุดการผลิตลง หลอดที่เหลือค้างสต๊อคซึ่งมีวันหมดลง อาจจะกระเด็นตกมาให้เราเล่นกันบ้าง แต่ก็ร่อยหรอลงทุกวัน
สำหรับท่านที่ต้องการศึกษาเรื่องหลอดเพิ่มเติม หนังสือเครื่องขยายเสียงหลอดสุญญากาศ มาอ่านเพิ่มเติมนะครับ รับรองว่าจะเล่นแอมป์หลอดได้สนุกสนานขึ้นอีกเท่าตัวหนึ่งเลยละครับ






อย่าลืมเล่าถึงหลอด RCA 2A3 นะ
ต้องการวงจรแอมป์หลอดครับจะลองทำถ้ามีส่งมาให้หน่อย
ขอบคุณครับ
ต้องการวงจรหลอดเบอร์ไหนครับ
6DJ8 กับ 7DJ8 แตกต่างกันยังไงครับ สามารถใช้แทนกันได้หรือไม่ ลักษณะเสียงออกมาต่างกันยังไง รบกวนวิจาร์ณ กำลังสนใจทำปรีครับ และคงทำampหลอดต่อ แต่ความรู้ยังจำกัด ต้องการข้อมูลเพิ่ม ถ้าไม่รบกวนจนเกินไปก็ขอความรู้เพิ่มเติมด้วยครับ เป็น PDF ก็ดีครับแล้วแต่สะดวก ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ kirati.net@gmail.com
6dj8 กับ 7dj8 เป็นหลอดในครอบครัวเดียวกัน แตกต่างกันที่ไฟจุดไส้หลอดครับ 6dj8 จุดไส้หลอดที่ 6.3 ส่วน 7dj8 จุดไส้หลอดที่ 7.6
หลอด 6dj8 มีเบอร์แทนที่เสียบกันได้เลยหลายเบอร์เช่น 6922 , 6n1p , ecc88 เป็นต้น
6dj8 ลักษณะเสียงกลางแหลมจะเด่น มีลักษระให้รายละเอียดของดนตรีดี ข้อเสียของมันคือถ้าวงจรมีปัญหามันอาจจะหอนได้ง่าย และเสียงจะมีอาการจัดขึ้นขอบ ไม่นุ่มนวลเหมือน 12au7
หลอด6L6 SE ควรใช้กับลำโพงความไวเท่าไหร่ขึ้นไปครับ
6l6 SE ควรใช้ลำโพงความไวไม่ต่ำกว่า 89db ครับ ถามว่าถ้าต่ำกว่านี้ได้ไหม ได้ครับ แต่จ้องเลือกแนวเพลงที่ฟัง ขนาดห้องฟังด้วย
ขอบคุณครับ ขนาดห้อง3×3 กับลำโพงfullrang รบกวนขอคำแนะนำลำโพงวางหิ้ง2ทาง
ครับ
ลืมครับงบ1000+,-นิดหน่อยครับ
ตอนแรกนึกว่างบประมาณ 1,000 บาท
คือถ้างบไปม่ถึงหมื่น มีทางเลือกอยู่ไม่มากนักครับ ถ้าเป็นลำโพง DIY ผมแนะนำ Fostex 103e และ Fostex 126e ซื้อลำโพงมาแล้วต่อตู้เองน่าจะอยู่ราวๆหมื่นครับ แต่ข้อเสียคือตอนนี้หาคนต่อตู้ยากมาก
ส่วนลำโพงที่เป็นลำโพงคอมเมอร์เชียลผมขอเวลาค้นดูสเป็คแล้วก็ราคาก่อนนะครับ
โทษครับ10000+,-ครับ
ดอก Fostex 126eเห็นมีที่เวปหนุ่ม ถ้าไม่ทำตู้ใหม่ เอาใส่แทนดอกจีน
ตู้Tranmission line DIYไทยๆได้มั้ยครับ
หรือต้องเป็นตู้สูตรของ Fostex 126eเท่านั้นครับ
ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ
เท่าที่ผมลองมาแล้วพบว่า ฟอสเท็กซ์ค่อนข้างเอามาดัดแปลงใส่ตัวตู้ได้หลากหลาย เอามาใส่ได้แน่นอนครับ แต่เรื่องเสียงก็อีกเรื่องหนึ่งครับดีไม่ดีขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ส่วน 126 กับตัวตู้สูตรของมันเสียงอยู่ในระดับใช้ได้เลยครับ