Info

กรุสำหรับ กันยายน, 2009

Rachmaninov: Piano Concerto No.2 & 3
Berliner Philharmoniker : Claudio Abbado , Lilya Zilberstein : Piano
Label: Deutsche Grammophon รหัสแผ่นซีดี 439 930-2 GH
โดย นิวัต พุทธประสาท

Rachmaninov Piano Concerto No.2&3

Rachmaninov Piano Concerto No.2&3

เมื่อครั้งที่ผมเริ่มหัดฟังเพลงแบบจริงจัง ผมเริ่มฟังเพลงคลาสสิกเป็นแนวเพลงแรก ๆ ทั้งที่มีคนเคยพูดเอาไว้ว่าดนตรีคลาสสิกต้องปีนบันไดฟัง คำพูดนั้นติดอยู่ในหูผม แต่ความที่ชอบสิ่งท้าทาย ผมจึงเลือกฟังดนตรีคลาสสิกโดยไม่สนใจคำเตือนใด ๆ สมัยที่เริ่มฟังใหม่ ๆ ผมเริ่มฟังจากซิมโฟนี่ของบีโธเฟ่น โมสาร์ท ฟังทั้งจากเทป แผ่นซีดี รวมถึงคอนเสิร์ตของวง Bangkok Symphony Orchestra เกือบทุกรายการ และเมื่อได้ฟังเพลงคลาสสิกมาก ๆ เข้าคำพูดที่ว่าปีนบันไดฟังแทบจะฟังไม่ขึ้น เว้นแต่ตอนที่ไปดูคอนเสิร์ตที่ศูนย์วัฒนธรรม ตั๋วคอนเสิร์ตสำหรับนักเรียนต้องเดินขึ้นบันไดไปถึงชั้นสาม (ฮา) ดนตรีคลาสสิกไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญอย่างที่ใคร ๆ พูดกัน ประเด็นนี้ผู้อ่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง เพราะบทเพลงคลาสสิกเต็มไปด้วยความไพเราะของท่วงทำนอง บางเพลงเป็นเพลงที่เราคุ้นหู เพราะฟังจากสื่ออื่น ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ เช่นในภาพยนตร์ โฆษณา รวมถึงริงโทนโทรศัพท์มือถือ เราฟังดนตรีคลาสสิกโดยที่เราไม่รู้ตัวมาก่อนด้วยซ้ำ

และเหนือสิ่งอื่นใด ดนตรีคลาสสิกยังบอกเล่าความรู้สึกของคีตกวีในห้วงเวลานั้นได้อย่างหมดจด ไม่มีภาษาใดจะบรรยายได้เท่ากับตัวโน๊ตและการบรรเลงอีกแล้ว
ฉบับนี้ผมขอแนะนำ Piano Concerto ที่นักฟังเพลงคลาสสิกรู้จักและประจักษ์แจ้งอยู่แล้วว่าทั้งไพเราะ เต็มไปด้วยเนื้อหาหนักแน่น และอารมณ์ความรู้สึกที่โรแมนติกจนถึงเศร้าเหงา จากบทประพันธ์ของคีตกวีชาวรัสเซียอย่าง Rachmanunov รัคมานินอฟ นอกจากจะเป็นคีตกวีแล้ว เขายังเป็นนักเปียโนที่มีฝีมือดีคนหนึ่ง ว่ากันว่านิ้วมือของเขายาวกว่านักเปียโนปกติ จึงทำให้แต่งเพลงสำหรับเปียโนมีความยากกว่าเปียโนโซนาต้าหรือคอนแชร์โต้ธรรมดา

ก่อนที่รัคมานินอฟจะแต่งเพลงเปียโนคอนแชร์โต้หมายเลขสอง เขาพบกับความผิดหวังในด้านการประพันธ์เพลง ถึงขั้นหมดกำลังใจที่จะแต่งเพลงใด ๆ คล้ายคนหมดไฟเต็มไปด้วยความเศร้าหดหู่ จนกระทั่งต้องเข้ารับการบำบัดจิตจากจิตแพทย์ หลังการบำบัดจิต เขาจึงได้แต่ง Piano Concerto หมายเลขสอง ในบันไดเสียง C minor ขึ้นมา ในปี 1901 และเพลงนี้เองที่ทำให้เขากลับมามีกำลังใจสำหรับการประพันธ์เพลง จนกระทั่งบทเพลงของเขาเป็นที่รู้จักข้ามฝั่งไปถึงอเมริกา

บทเพลงของรัคมานินอฟถูกนำไปประกอบในภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึงดัดแปลงไปเป็นเพลงป๊อป สำหรับแผ่นที่ผมนำมาพูดถึงนี้ ผมคิดว่าเหมาะสำหรบผู้เริ่มฟังงานของรัคมานินอฟเป็นอย่างมาก ต้องบอกว่าการฟังดนตรีคลาสสิกนั้นสำหรับผมมีสามประเด็น ประเด็นแรกความไพเราะของบทประพันธ์ ประเด็นที่สองการบรรเลงของวงออร์เครสตร้า และประเด็นสุดท้ายการตีความของผู้เล่น อันรวมถึงผู้ควบคุมวง และผู้เล่นบรรเลงเดี่ยวนั่นเอง

Lilya Zilberstein

Lilya Zilberstein

การตีความในแผ่นซีดีชุดนี้ถือว่าหมดจดยอดเยี่ยม ผสมผสานทั้งความไพเราะ วง Berliner Philharmoniker ถือเป็นวงคุณภาพที่เชื่อถือได้ ยิ่งได้ผู้ควบคุมวงอย่าง Claudio Abbado ซึ่งมีความสามารถเป็นเอกอุอยู่แล้วจึงทำให้การบรรเลงเต็มไปด้วยเอกภาพของเสียงดนตรี ช่วงหนักเบาของเพลงมีความสำคัญไม่น้อย ทำให้ความรู้สึกของบทเพลงได้ถูกถ่ายทอดได้อย่างมีอารมณ์ความรู้สึก

ส่วนการบรรเลงเดี่ยวเปียโน เป็นฝีมือของนักเปียโนสาวฝีมือดีชาวรัสเซียนาม Lilya Zilberstein เธอเกิดในกรุงมอสโคว เมืองหลวงแห่งศิลปะหลังม่านเหล็กในปี 1965 ในระหว่างปี 1971-1983 เธอเรียนในสถาบันดนตรีชั้นนำของรัสเซีย และได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดเปียโนสำคัญมากมาย จากนั้นเริ่มออกแสดงคอนเสิร์ตในประเทศต่าง ๆ ตั้งแต่อิตลี สหรัฐอเมริกา เยอรมันนี ออสเตรีย ฝรั่งเศสรวมถึงญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังอัดแผ่นเสียงกับดอยซ์แกรมมาโฟนอีกหลายแผ่น

การบรรเลงเดี่ยวของเธอในอัลบัมนี้เธอเล่นได้อย่างงดงาม มีความลงตัว เหมือนเข้าไปนั่งในใจของรัคมานินอฟ เพราะเท่าที่ผมฟังเปียโนคอนแชร์โต้ หมายเลขสอง มาหลายแผ่น ผมประทับใจการตีความของLilya มากที่สุด โดยเฉพาะช่วงที่เธอเล่นคลอกับวงออร์เครสตร้าในช่วงต้นเพลง เต็มไปด้วยความหวานปนเศร้า บรรเลงเหมือนความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจในตัวเอง ก่อนที่จะขมวดปมไปสู่ความคลี่คลายในช่วงก่อนจบมูฟเม้นท์แรก

Rachmaninov

Rachmaninov

ตัวโน้ตที่หวานนี้เองทำให้ผู้ฟังเต็มไปด้วยอารมณ์โหยหา และอยากจะได้สัมผัสกับบทเพลงเปียโนคอนแชร์โต้บทนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้เบื่อ

การตีความในบทบรรเลงเดี่ยวถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย ผู้เล่นแนวเดี่ยวมีโอกาสในการตีความ และแสดงถึงทักษะของตนไปพร้อมกันด้วย หากการตีความเกินกว่าที่ศิลปินประพันธ์ไว้ บทเพลงก็ไม่สามารถเข้าถึงวิญญาณของบทเพลงได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ประพันธ์จะปิดกั้นมิให้ศิลปินได้แสดงฝีมือไม่ แต่ผู้แสดงเดี่ยวจะไม่แสดงฝีมือเพื่ออวดอีโก้ของตัวให้อยู่เหนือบทประพันธ์ นอกจากจะต้องทำความเข้าใจการตีความบทเพลงอย่างถึงแก่นแล้ว สิ่งที่ศิลปินต้องต้องคำนึงถึงตลอดเวลาก็คือจังหวะของบทเพลง และวิสัยทัศน์ (Vision) เพราะทั้งหมดคือเนื้อหาที่คีตกวีต้องการสื่อให้ผู้ฟังเข้าถึง ส่วนการตีความทำให้ดนตรีคลาสสิกดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้ ทั้งสองส่วนจึงต้องเดินไปด้วยกันเป็นเนื้อเดียวกัน มิใช่เดินคู่ขนาน และการบรรเลงเปียโนของ Lilya ชุดนี้เธอทำได้อย่างครบถ้วนน่ายกย่อง ด้วยทักษะ การตีความ ที่ผสมผสานได้อย่างลงตัว เป็นแผ่นซีดีที่น่าฟังและน่าสะสมเป็นอย่างยิ่ง

คุณภาพการบันทึกเสียง : 7
คุณค่าทางดนตรี : 9

ทดสอบสายไฟ: Twister The Analog Power ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ตอนที่ 1 ตอนที่ 2

สาย Twister The Analog AC Power

สาย Twister The Analog AC Power

หลังจากเบิร์นอินไปได้เกือบครบ 100 ชั่วโมง ถึงเวลาที่มานั่งฟังเสียงกันอย่างจริงจัง การทำสอบครั้งนี้มีหลักในการทดสอบดังนี้

ชุดเครื่องเสียงอ้างอิงในการทดสอบมีดังนี้

เครื่องเล่นซีดี NAD 525BEE

เครื่องเล่นแผ่นเสียง Origin Live Aurora หัวเข็ม MC High Output Bent Micro 20E

โฟโนเสตจ Back Pearl (Pass DIY Project)

โฟโนเสตจ BEI

ปรีแอมป์ TS68 โมดิฟาย คาปาซิเตอร์ Auri Cap 2.2 uF/400 V

พาวเวอร์แอมป์ TS Audio 211 Mono Block

ลำโพง Vienna Acoustic Mozart

การใช้งานสายไฟ Twister The Analog Power ค่อนข้างจะต้องใช้พื้นที่พอสมควร เพราะขนาดของสายมีขนาดใหญ่ นอกจากนั้นผมใช้สายที่มีความยาว 1.5 เมตร ซึ่งเป็นช่วงความยาวที่พอเหมาะพอควรที่สุด ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป ดังนั้นท่านผู้ใช้สายไฟรุ่นนี้ยี่ห้อนี้ อาจจะต้องคำนึงถึงพื้นที่ด้านหลังที่จะจัดวางเครื่องเสียงด้วย เพราะนอกจากขนาดที่ใหญ่ของสายแล้ว เจ้า Twister The Analog Power ยังบิดงอได้ยากกว่าสายทั่วไป

สิ่งที่ต้องคำนึงอีกข้อก็คือท้ายเครื่องเสียงของท่านมีพื้นที่ขนาดใหญ่พอหรือเปล่า เพราะท้ายปลั๊ของ Twister The Analog Power ก็ใหญ่เอาเรื่องเช่นกัน

หลังจากเสียบปลั๊กแล้วก็ถึงเวลาทดสอบเสียที

ใช้สาย Twister ผ่านปรีแอมป์ TS Audio

ใช้สาย Twister ผ่านปรีแอมป์ TS Audio

ช่วงที่เบิร์นอินนั้น เสียงของ Twister The Analog Power ยังมีความหยาบกร้าน เสียงแหลมยังฟุ้งกระจาย เสียงเบสแม้จะมีวี่แววลึก แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง สายไฟเส้นใหญ่ ๆ หนา ๆ การเบิร์นอินมีความสำคัญมาก บางครั้งผู้ใช้อาจจะใจเสียได้ถ้าใจร้อนอยากฟังเสียงที่ดีโดยเร็ว ทว่ากลับมาพบว่าสายที่ซื้อไปมีเสียงที่ยังไม่ลงตัว แต่กับเรื่องสายอย่าได้ใจร้อนครับ ผมคิดว่าช่วงเบิร์นอินนั้นเป็นช่วงเวลาที่สนุกตื่นเต้นที่สุด เป็นเพราะทุกครั้งที่นั่งฟังในระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เราจะได้ยินความแตกต่างพัฒนาขึ้นไปอย่างชัดเจน เมื่อเบิร์นสายเกินร้อยชั่วโมงคุณภาพจะอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอย่างเต็มที่ นั่นหมายความว่ารูปเสียงของสายจะเผยให้เห็นคุณภาพหลังจากนี้ และยิ่งนานชั่วโมง ความอื่มแน่นของเสียงก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย

แผ่นเสียง Sonny Rollins ชุด Way Out West ทำให้วงสามชิ้นอันประกอบไปด้วยเครื่องดนตรี เทอร์เนอร์แซก เบส และกลอง กลายเป็นวงสามชิ้นที่เล่นได้อย่างกลมกลื่น ช่องว่างระหว่างชิ้นดนตรีทั้งสามชิ้นสอดประสานกัน จนก่อให้เกิดภาพวงอันจะแจ้ง นั่นหมายความว่าเวทีเสียง หรือ Sound State ได้เปล่งตัวตนของมันอย่างเด่นชัด ราวกับนักดนตรีทั้งสามยืนเล่นตรงหน้าและส่งทอดการบรรเลงถึงกันด้วยความงดงาม

บุคคลิกเสียงของ Twister The Analog Power นั้นอยู่ที่ความสงัดเงียบ เสียงเบสเดินเป็นรูปโดยเฉพาะดับเบิลเบส เสียงกลางอุ่นแน่น และเสียงปลายแหลมพริ้วเป็นประกาย แน่นอนครับมีสายที่ดีกว่านี้ แพงกว่านี้ แต่ถ้าเทียบคุณภาพที่ใช้กับราคาที่จ่ายไป ผมเชื่อว่า Twister The Analog Power นั้นหาตัวชนยากเหลือเกิน

เมื่อลองเปรียบเทียบสายไฟ  Twister The Analog Power กับสายคอมพิวเตอร์ธรรมดา ก็พบว่าให้เสียงที่แตกต่างอย่างชัดเจน กล่าวคือเสียงจากสายไฟคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถควบคุมเสียงเบสให้ฟุ้งได้ และมีความหยาบกระด้างของเสียงอยู่มาก เมื่อลองในแบบ A-B Test ยิ่งพบความแตกต่าง

ถ้าถามว่าสายไฟสำหรับเครื่องเสียง มีความจำเป็นมากน้อยเพียงไร หรือเป็นเพียงอาการวิตกจริตของผู้เล่นไปเอง สิ่งเหล่านี้ผู้ฟังเท่านั้นที่จะตัดสินใจได้เอง จากประสบการณ์การฟัง สายไฟเป็นเหมือนอุปกรณ์ที่ปิดทองหลังพระ มันอาจจะแสดงความเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิดจนยากจะจับได้ แต่ถ้าคุณมีเครื่องเสียงที่ดี และปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น คุณก็จะได้รับความแตกต่างเพิ่มขึ้นไปด้วย

รูปแบบการใช้งาน

รูปแบบการใช้งาน

แต่สิ่งที่พึงคำนึงเอาไว้กระคือ อย่าให้อุปกรณ์เสริมนั้นมีราคาค่างวดกว่าราคาเครื่องเสียงของคุณเด็ดขาด เพราะสายไฟราคานับหมื่นนับแสน มันไม่สามารถจะทำให้เครื่องเสียงราคาระดับพันบามหมื่นบาทก้าวไปสู่ไฮเอนด์ได้ ดังนั้นพึงเลือกสายไฟ หรือสายสัญญาณในระดับราคาที่เหมาะสม หรือ 1/3 ของราคาเครื่องเสียงที่เราจะนำไปใช้

สรุปแล้ว Twister The Analog Power จึงเป็นสายไฟในระดับมิดเอนด์ที่เป็นมิตรกับผู้เล่น ที่กำลังก้าวสู่ไฮเอนด์อย่างไม่ต้องสงสัย

จุดเด่น: ราคาที่มีความเหมาะสม มีความสงัดเงียบที่ยอดเยี่ยม เสียงเบสกลางอยู่ในระดับที่ไม่อาจปฏเสธได้

จุดด้อย: สายที่ใหญ่และแข็งทำให้การใช้งานยาก โดยเฉพาะเครื่องที่มีพื้นที่เล็ก

ตอนที่ 1 ตอนที่ 2

Drag Me to Hell: ตำนานคำสาปอันปวกเปียก

*หมายเหตุ: บทความนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ชื่อชั้นผู้กำกับแซม ไรมี่ ผู้กำกับหนังทำเงินอย่างสไปเดอร์แมนกลายเป็นของแข็งไปเสียแล้ว เพราะการปลุกตำนานไอ้แมงมุมให้กลับมามีชีวิตชีวา ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่องไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับวงการหนัง และประโยคเด็ดของสไปเดอร์แมนอย่าง “อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงส่ง” กลายเป็นคำคมของศตวรรษใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นความคาดหวังต่อตัวผู้กำกับย่อมสร้างแรงกดดันไม่น้อยกับหนังเรื่อง Drag Me to Hell ซึ่งแซม ไรมี่กำกับการแสดงเอง และเขียนบทร่วมกับพี่ชายอีวาน ไรมี่ ย่อมทำให้แฟนหนังของเขารอคอยไม่มากก็น้อย

ที่จริงแซม ไรมี่ ก็เกิดมากับหนังแนวสยองขวัญทุนต่ำ เขากำกับหนังอย่าง The Evil Deadหนังสูตรสำเร็จสยองขวัญว่าด้วยเพื่อนห้าคนเข้าไปเที่ยวแคมป์กลางป่าแล้วพบกับหนังสือต้องคำสาป จากนั้นพวกเขาต้องพบกับการไล่ล่าของวิญญาณปีศาจร้าย ถัดจากนั้นอีกหลายปี เขาก็ได้รับเงินทุนให้ทำหนังภาคสอง The Evil Dead II แต่หนังที่ทำให้ชื่อของแซม ไรมี่โดดเด่นจริง ๆ คือหนังเรื่อง Dark Man แม้ว่าตัวโพสต์โปรดักซ์จะทำออกมาได้อย่างดี แต่ตัวหนังก็ไม่ได้รับการชื่นชมทั้งยอดเงินและคำวิจารณ์ จนกระทั่งสตูดิโอยักษ์มอบโปรเจ็คสไปเดอร์แมนให้เขาดูแลชื่อของแซม ไรมี่จึงผงาดบนจอหนังทำเงิน Drag Me to Hell เป็นหนังที่เขากำกับต่อจากสไปเดอแมนภาคสาม จะกล่าวว่าเป็นหนังขัดตาทัพของเขาก็ไม่เชิงเพราะในปีหน้าเขาจะปลุกผีจาก The Evil Dead มาเขย่าจออีกครั้งด้วยการรีเมคหนังตัวเอง ก่อนจะเปิดโปรเจคหนังแฟรนไชน์อย่างสไปเดอแมนสี่ในอนาคต

Drag Me to Hell เล่าเรื่องตำนานคำสาปของยิปซีพเนจร ที่จะร่ายมนตร์สาปคนที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ โดยมี “ลาเมีย” วิญญาณแพะปิศาจเป็นผู้รับใช้ เจ้าลาเมียจะตามราวีเหยื่อไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ มันจะทรมานเหยื่อของมันก่อนจะจัดการลากลงสู่ขุมนรกภายในสามวันเมื่อใครคนนั้นต้องคำสาป สิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในหนังผีแนวสยองขวัญบ่อยนักก็คือ “ผู้กระทำ” ไม่ว่าจะเป็นผีหรือฆาตกรโรคจิต มักจะต้องฆ่าเหยื่อที่ไม่เกี่ยวข้องคนอื่นจนเลือดสาดจอ ทว่าวิญญาณแพะบ้าตัวนี้จะทำร้ายตัวคนถูกสาป และจะแสดงตัวให้ผู้นั้นเห็นเพียงคนเดียว โดยจะไม่มีการฆ่าคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เหมือนหนังแนวนี้เรื่องอื่น

โครงเรื่องของหนังเปิดขึ้นในอดีต เมื่อเด็กชายมีอาการป่วยแบบไม่รู้สาเหตุหลังจากขโมยสร้อยของยิปซี ฮวนซานเดน่าแม่หมอร่างทรงของหมู่บ้านพบว่าเด็กน้อยต้องคำสาปยิปซี ทว่าเธอต่อกรกับมันไม่ได้ เด็กหนุ่มต้องสังเวยวิญญาณต่อแพะบ้า ร่างถูกสูบลงพื้นธรณี เธอสัญญาว่าจะไถ่บาปของตนเพื่อกำจัดวิญญาณร้ายตนนี้ให้ได้ จากนั้นหนังก็ตัดมาสู่ปัจจุบัน คริสทีน บราวน์ (Alison Lohman) พนักงานแผนกสินเชื่อธนาคารที่กำลังจะแย่งชิงตำแหน่งสู่ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารที่ว่างอยู่ โดยมีสตูเพื่อนรวมงานเด็กใหม่เป็นคู่แข่ง วันหนึ่งหญิงชรายิปซีหน้าตาน่าเกลียด สกปรก และเห็นแก่ตัวปรากฏกายที่เคาน์เตอร์ของบราวน์ บ้านของเธอกำลังถูกธนาคารยึดเพราะขาดส่งเงินกู้มาสองงวด เธอขอคำปรึกษาจากผู้จัดการฯ เพื่อผ่อนผัน แต่เขาให้เธอตัดสินใจเอง หน้าที่การงานที่ก้าวหน้ารออยู่ กับหญิงชราตกอับแต่ไร้มารยาท ทำให้เธอตัดสินใจไม่ช่วยเหลือหญิงยิบซีชรา แม้หญิงชราจะวิงวอนแต่เธอก็ใจแข็งโดยเรียกยามให้พาเธอออกจากธนาคาร มีการฉุดกระชากลากถู หญิงยิปซีรู้สึกว่าเธอถูกหยามเกียร์ติ เธอจึงตามมาราวีบราวน์ด้วยการสาปให้ลาเมียมาลากเธอลงขุมนรก เรื่องราวสยองขวัญจึงเกิดขึ้นกับบราวน์อย่างช่วยไม่ได้ (ที่ดันถูกเลือกจากใครไม่รู้ให้ต้องคำสาป)

หนังเต็มไปด้วยฉากแหวะ ๆ พอสมควรเช่นนำ้ลายจากฟันปลอมหญิงยิปซีไหลย้อย เลือดกำเดาของนางเอกพุ่งกระจายใส่ผู้จัดการ รวมถึงหนอนและน้ำเหลืองไหลท่วมตัวนางเอก โครงเรื่องของ Drag Me to Hell ดำเนินตามขนบของหนังสยองขวัญทุกกระเบียดนิ้ว แต่ละฉากเดาได้ไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความบังเอิญมากมายในแบบไม่มีเหตุผลปรากฏอยู่หลายที่ ตั้งแต่ร้านหมอดูที่โผล่ขึ้นมาเป็นตัวช่วยให้นางเอกรู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ วิธีการแก้คำสาปที่พ่อหมอหุบปากเอาไว้ไม่ยอมบอกในตอนต้น (แต่ดันบอกในตอนท้าย) รวมถึงซองลูกกระดุมต้องคำสาปผิดซอง ซึ่งท่านผู้ชมก็เดาว่ามันจะออกไปทางไหน
หนังสอดแทรกมุกตลกเสียดสีเอาไว้หลายตอนเช่นนางเอกอาจจะรอดพ้นคำสาปถ้าบูชายันต์สัตว์ ทว่าเธอเป็นมังสวิรัติเธอจะไม่ฆ่าสัตว์เด็ดขาด แต่เจ้าลาเมียเล่นงานจนเธอต้องยอมทำสิ่งที่ไม่คิดจะทำมาก่อน (ตลกร้ายนะเนี่ย) ส่วนฉากตลกเจ็บตัวของหญิงยิบซีถ้าจะมองว่าเป็นความประเจิดประเจ้อก็ได้ เพราะคนดูจะหัวเราะก็ไม่กล้าหัวเราะเต็มเสียง จะสมเพชก็ไม่เชิงเพราะมันก็ตลกบ้า ๆ บวม ๆ อย่างที่ผู้กำกับต้องการ

ภาพรวมของหนังแล้วแทบจะหาสาระอันใดไม่ได้เลย แม้แต่ความบันเทิงก็อยู่ห่างไกล เนื้อเรื่องที่เดาได้ตลอดเรื่องไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ฉากหวาดเสียวตกใจก็ธรรมดา และมักไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนตอนจบก็ไม่ได้ทำให้คนดูแปลกใจเพราะเดาได้ถูกมาตั้งแต่ต้นแล้ว Drag Me to Hell จึงเป็นได้เพียงความพยายามทำหนังวิญญาณร้ายหลอกหลอน กับฉากตกใจที่ดาษดื่น เมื่อดูจบคนดูอยากได้อะไรติดมือกลับมาด้วยก็หาได้มีไม่แม้แต่ความกลัว ถ้าจะชมหนังเรื่องนี้เป็นการฆ่าเวลาก็ควรจะเตรียมข้าวโพดคั่ว ถั่วทอด และน้ำอัดลมไปกินแกล้มดูหนังน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือผ่านมันไปก็ได้โดยไม่ต้องเสียใจถ้าพลาดชม

1 ดาว *

Herbie Hancock
River: The Joni Letters

ภาพปกอัลบัม River: The Joni Letter

ภาพปกอัลบัม River: The Joni Letter

เป็นเวลานานมากแล้วที่รางวัลแกรมมี่อวอร์ดจะมอบรางวัลอัลบัมยอดเยี่ยมแห่งปีให้กับดนตรีสาขาแจ๊ส แต่กระนั้นผลงานของเฮอร์บี้ แฮนค็อค ชุด River: The Joni Letters ก็สามารถเดินไปสู่จุดนั้นได้อย่างสง่างาม เท่ากับว่าการประกาศรางวัลในปี 2007 ได้ทำลายกำแพงแห่งดนตรีลงทีละน้อย และแกรมมี่เองก็คงตระหนักว่าไม่มีเหตุผลอันใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว ขณะที่ตัวผลงานของชุดนี้พูดได้คำเดียวว่ายอดเยี่ยมไม่มีที่ติ

เฮอร์บี้ แฮนค็อกเป็นนักเปียโนแนวแจ๊ส เขาเคยเล่นให้กับวงไมลส์ เดวิส นักทรัมเป็ต คนแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล เฮอร์บี้สร้างสรรค์ผลงานเดี่ยวของตัวเองและสร้างชื่อมากับสังกัดบลูโน้ต เฮอร์บี้เป็นคนแจ๊สที่ไม่หยุดนิ่ง เมื่อเข้าสู่ยุค 70 ความอ่อนล้าของแจ๊สถูกดนตรีร็อคเข้ากระหน่ำโจมตี ดนตรีแจ๊สเริ่มเล่นเบาลง ขณะที่ดนตรีร็อคถล่มในชาร์ตอันดับเพลงอย่างที่ไม่มีใครหยุดยั้ง นักดนตรีแจ๊สหลายคนไม่สามารถฝ่ากระแสไปได้ก็หายไปจากวงโคจรธุรกิจดนตรี บ้างก็ล้มตายจากปัญหาสุขภาพเรื้อรัง สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนคนแจ๊สลงเรื่อย ๆ แต่ก็มีศิลปินแจ๊สไม่มากนักที่กล้านำเสนอผลงานในรูปแบบใหม่ ๆ ด้วยการผสมผสานแจ๊สกับร็อคเข้าด้วยกัน แจ๊สกับโซล และแจ๊สซึ่งไม่ใช่แจ๊สแบบเดิมอีกต่อไป หนึ่งในนั้นก็คือเฮอร์บี้ แฮนค็อกนี่เอง

ถ้าหากติดตามผลงานของเฮอร์บี้ แฮนค็อกมาสักระยะ เราจะรู้เขาเป็นนักเปียโนแจ๊สที่จะสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ออกมาเสมอ เขาจะไม่ทำงานในแบบเดิม แต่จะทดลองทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ บางอัลบัมเมื่อประสบความสำเร็จ แทนที่เขาจะกลับไปทำในแนวเดิม เขากลับฉีกออกไปอีกแนว ผลงานของเขาจึงได้รับความนิยมในแบบขึ้น ๆ ลง ๆ บางอัลบัมลงตัวสุดยอด แต่บางอัลบัมแฟนเก่า ๆ ก็รับมันไม่ได้ก็มี แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเขา เพราะการเป็นศิลปิน การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ คือหัวใจสำคัญมากกว่าการตามใจแฟนเพลง

ส่วนอัลบัมชุดนี้ เกิดขึ้นเมื่อต้นสังกัดถามเฮอร์บี้ว่าทำไมไม่นำเอาผลงานของโจนี่ มิตเชลมาทำ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เฮอร์บี้ชื่นชมผลงานการแต่งเพลงของโจนี่ มิตเชลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจเริ่มโปรเจคนี้โดยไม่ลังเล การคัดเลือกเพลงเพือนำมาเรียบเรียงใหม่ เฮอร์บี้ แฮนค็อกได้อดีตสามีของดจนี่มาช่วย ทำให้เขาสามารถเข้าถึงเพลงที่เธอเขียนในช่วงเวลานั้นได้อย่างดี และเข้าใจอารมณ์ของเพลง นอกจากนั้นยังได้เชิญนักแซกโซโฟนอย่างเวน ช็อตเตอร์ ตำนานแจ๊สที่ยังมีชีวิตอยู่ ช็อตเตอร์เคยทำงานร่วมกับโจนี่ มิตเชลมาก่อน จึงไม่ยากที่เขาจะเข้าถึงดนตรี และการเลือกช็อตเตอร์มาเป่าแซกเป็นสิ่งพิเศษสำหรับแฟนเพลงแจ๊สจริง ๆ

เฮอร์บี้ แฮนค็อก กับเปียโนยามาฮา

เฮอร์บี้ แฮนค็อก กับเปียโนยามาฮา

ขณะที่นักร้องรับเชิญนั้นก็ไม่ธรรมดาไม่ว่าจะเป็นนอร่า โจนส์ กับเพลงเปิดอัลบัมอย่าง Court and Spark หรือนักร้องสาวใหญ่โซลร็อคอย่างทิน่า เทอร์เนอร์ก็มาขยับลูกคอในแบบแจ๊ส เรื่องพลังเสียงไม่ต้องคุยกันให้มากความ แต่เทคนิคในการเปล่งเสียงนี่แหละครับ ที่เป็นอัตลักษณ์ชัดเจน และทีน่าก็ทำให้เห็นว่าเธอไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงมากเท่ากับร้องเพลงร็อค แต่ร้องได้อย่างมีพลัง นอกจากนักร้องมีชื่อเสียงแล้ว ยังมีสองนักร้องสาวรุ่นใหม่มาร่วมงานด้วย คนแรกคือหลุยเซียนา โซชา สาวคนนี้มีอัลบัมในแบบบอสซาโนวามาแล้วหนึ่งชุด น้ำเสียงของเธอออกเศร้า ๆ หม่น ๆ แต่น่าฟัง ส่วนเพลงเด่นของอัลบัมคือ River นักร้องสาวรุ่นใหม่อย่าง คอลริน ไบลเล่มาขับกล่มด้วยสำเนียงเสียงหวาน แม้จะเป้นหน้าใหม่ของวงการเพลง แต่มีอนาคตดีทีเดียว โดยเฉพาะการตีความเพลงนี้ได้ชวนฟัง

ส่วนโจนี่ มิตเชล ก็มาขับร้องเพลงของตัวเองในเพลง Tea Leaf Prophecy ได้อย่างเยี่ยมยอด
นอกจากนักร้องที่มาทำหน้าที่กันมากหน้าแล้ว Section ที่ขาดไม่ได้คือนักดนตรี เวนย์ ช็อตเตอร์รับหน้าที่แซกฯ ส่วนดับเบิลเบส เป็นหน้าที่ของ เดฟ ฮอลแลนด์ มือเบสในตำนานอีกคนที่มาร่วมต่อเติมจิ๊กซอร์ให้เต็ม

สำหรับผมยิ่งได้ฟังอัลบัมนี้หลายต่อหลายรอบ ยิ่งเพิ่มความชอบไปทีละนิด และอัลบัมนี้ขึ้นชาร์ตของผมในปี 2008 นานติดต่อกันสองเดือนแล้ว คนที่กำลังเริ่มต้นฟังแจ๊ส การเริ่มกับอัลบัมนี้ก็ไม่เลวนัก มีทั้งเพลงร้องและเพลงบรรเลง ท่วงทำนองเพลงที่ไพเราะ ดนตรีเล่นได้อย่างเข้าขากัน บันทึกเสียงได้ไม่เลว จึงยากที่จะปฏิเสธ แม้ว่า อีเอ็มไอจะประกาศไม่ผลิตแผ่นซีดีแล้ว แต่ผมก็หาซื้อชุดนี้ได้จากร้าย บีทูเอส และคิดว่าน่าจะมีขายตามร้านซีดีใหญ่ ๆ ทั่วไป

เมื่อเฮอร์บี้ แฮนค็อกทำอัลบัมนี้เสร็จ ตอนที่เขาจะส่งแผ่นให้โจนี่ มิตเชลฟัง เขากลัวและกังวลว่าโจนี่ จะชอบมันหรือไม่ แต่โจนี่กลับรู้สึกตื่นเต้น เมื่อได้ฟังเธอชอบมันมาก และผมก็เห็นด้วยอย่างไม่สงสัย