Info

กรุสำหรับ ธันวาคม, 2009

ทดสอบ Phono Preamp 12ax7

โดยนิวัต พุทธประสาท

หนังสือ Electronics Handbook ฉบับที่ 148 เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ได้ลงบทความการสร้าง Phono Preamp หลอดเอาไว้ ซึ่งในบทความดังกล่าวของกองบรรณาธิการ EH ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วละครับ แต่วาระนี้ผมขอนำกลับมาฉายซ้ำ แต่ไม่ได้ฉายซ้ำในรูปแบบเดิม แต่เป็นการทดสอบการเล่นจากการใช้งานจริง การปรับแต่ง รวมถึงการทดสอบแนวเสียงที่ Phono Preamp ตัวนี้แสดงออกมาด้วย ในฐานะที่เป็นคนชอบฟัง ชอบจับโน่นจับนี่มาเล่น ภาษาคนมือซนอยู่ไม่สุข แม้ว่าบทความจะลงมาร่วมปีแล้วก็ตาม แต่ Phono Preamp เป็นหนึ่งในชุดเครื่องเสียงที่ไม่มีวันเชย หรือตายไปได้เลย โดยเฉพาะคนรักแผ่นเสียง ผู้คล่งไคล้เสียงในแบบอนาล็อคแท้ ๆ

Phono Preamp 12ax7

โฟโนปรีแอมป์ตัวนี้เป็นโฟโนปรีแอมป์หลอด โดยใช้หลอดเบอร์ 12ax7 จำนวนสามหลอด โดยแบ่งการทำงานของวงจรออกเป็น 3 สเตจ โดยสองสเตจแรกทำหน้าที่เป็นวงจรปรีแอมป์ขยายสัญญาณจากหัวเข็ม ส่วนสเตจที่สามเป็นวงจรบัฟเฟอร์ การออกแบบนี้ถือเป็นความชาญฉลาดเป็นอย่างมาก เพราะจะได้สัญญาณเอาท์พุตที่มีความแรงพอเพียงต่อการนำสัญญาณไปขยายในภาคอินทิเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ผ่านพาวเวอร์แอมป์ โดยยังรักษาความมีเสถียรภาพในการทำงานเอาไว้โดยไม่มีผลต่อการต่อสายสัญญาณที่ยาวเกินไป ที่สำคัญสัญญาณที่มาจากหัวเข็มนั้นจะมีระดับเบา ดังนั้นการออกแบบโฟโนปรีแอมป์จะต้องเข้าใจการทำงานของหัวเข็มเป็นอย่างดี โฟโนปรีแอมป์ 12ax7 ตัวนี้ใช้ได้กับหัวเข็มในแบบ Moving Magnet หรือหัวเข็มแบบ Moving Coil Hight Output หัวเข็ม MC Hight หัวเข็มแบบนี้มีสัญญาณแรงประมาณ 1.6-2.5 mV ซึ่งเพียงพอต่อการขยายผ่านโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้

ตอนที่เครื่องส่งมาให้ทดสอบ ยังอยู่ในห่อพลาสติกซีลอย่างดี แสดงว่ามันไม่เคยผ่านการใช้งาน ผมแกะพลาสติกออกสำรวจภายนอกแล้วการประกอบเครื่องภายนอกนั้นแข็งแรงดีมาก มีเพียงจุดเดียวคือตรงหัว RCA หรือหัวสายสัญญาณมีคราบออกไซด์จับอยู่ แสดงว่าเก็บไว้นานจนออกซิเจนทำปฏิกิริยากับทองแดง ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงครับเพียงแต่ใช้น้ำยาเช็ดคราบออกไซด์ออกก็กลับมาเงางามเหมือนเดิม

หลังจากสำรวจภายนอกเรียบร้อยแล้ว ผมจึงเปิดฝาเครื่องออก เพื่อดูว่าด้านในลงอุปกรณ์เอาไว้อย่างไรบ้าง เมื่อเปิดฝาเครื่องพบว่าอุปกรณ์ได้รับการเรียงมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รีซีสเตอร์น่าจะเป็นรีซีสเตอร์รอยัลค่าผิดพลาด 1% ซึ่งใช้ทั่วไปในเครื่องเสียง ส่วนภาคจ่ายไฟคาปาซิเตอร์ก็อยู่ในมาตรฐาน และในส่วนคาปาซิเตอร์คลัปปิ้งใช้ WIMA แบบ MPK ซึ่งเครื่องไฮเอนด์ทั้งหลายของไทยเทศก็นิยมใช้ สายสัญญาณขาเข้าออกเดินสายอย่างเรียบร้อย หม้อแปลงเป็นแบบเทอร์รอยด์ลูกใหญ่พอสมควร IEC หรือปลั๊กไฟเข้าใช้แบบที่มีตัวกรองไฟ ซึ่งจุดนี้มีข้อดีคือช่วยกรองไฟให้เดินราบเรียบ แต่ข้อเสียก็คือถ้าบ้านไม่มีระบบกราวด์ที่ถูกต้องอาจจะมีอาการจี่เกิดขึ้นที่ตัวกรองไฟได้ แล้วถ้าใช้เครื่องไปนาน ๆ เจ้าเครื่องกรองไฟตัวนี้อาจจะเสื่อมคุณภาพลงได้ (แต่ส่วนใหญ่อาจจะเบื่อเสียงก่อนคุณภาพเสื่อมอีกนั่นแหละครับ) มีเพียงจุดเดียวที่ผมไม่ค่อยชอบก็คือเจ้า RCA หรือปลั๊กเสียบสายสัญญาณตัวล่างมันชิดกับหม้อแปลงเทอร์รอย ถ้าสามารถขยับหม้อแปลงออกมาได้หน่อยหนึ่งจะสวยงามมาก แต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งานครับ เป็นเพียงจุดเล็กที่แก้ไขได้

ภายในเครื่องจัดวางอุปกรณ์เรียบร้อย

ส่วนหลอดที่ให้มากับเครื่องเป็นหลอด 12ax7b ของจีนแดง อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยพร้อมใช้งาน ว่ากันว่าหลอดจีนแดงเสียงก็ไม่เลวร้ายอะไร เพียงแต่อายุการใช้งานอาจจะสั้นกว่าหลอดยุโรป แต่สำหรับหลอด 12ax7 นั้นต่อให้เปิดใช้งานตลอดวันตลอดคืนกว่าหลอดจะเสื่อสภาพก็ใช้เวลานานหลายปี อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นคือเราอาจจะเบื่อเสียงของมันก่อนที่มันจะพัง

เริ่มต้นใช้งาน-เบิร์นอิน

เริ่มต้นใช้งานโดยการต่อสายสัญญาณมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง สำหรับโทนอาร์มของเรก้าจะไม่มีสายดิน เพราะตัวสายดินเชื่อมต่อลงไปในสายกราวด์ของการาวด์สายสัญญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องต่อสายกราวด์ไปยังตัวโฟโนปรีแอมป์อีก (เพราะถ้าต่อลงไปจะทำให้กราวด์ลูปได้ ผลคือเสียงจี่ดังนั่นเอง) แต่สำหรับโทนอาร์มอื่น ๆ จะมีตัวสายกราวด์ก็ให้ต่อสายกราวด์ลงที่กราวด์ของโฟโนปรีแอมป์ จากนั้นก็เสียบสายสัญญาณขาออกไปยังอินทิเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ กรณีซิสเต็มของผมใช้สายสัญญาณต่อไปยังปรีแอมป์ แล้วจากปรีแอมป์ไปยังพาวเวอร์แอมป์

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าเครื่องเสียงโดยเฉพาะแอมป์หลอด การเบิร์นอินในระยะเวลาที่เหมาะสมจึงจะทำให้การทำงานของเครื่องพร้อมใช้งาน ซึ่งโดยมากอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเบิร์นอินประมาณ 50-100 ชั่วโมง บางท่านอาจจะรู้สึกว่าทำไมการฟังเพลงมันยุ่งยากอย่างนั้น แต่ผมคิดว่านี่คือหนึ่งในความสนุกของการเล่นเครื่องเสียงเลยละครับ เพราะในช่วงระยะเวลายี่สิบชั่วโมงแรกของการฟังนั้นเราจะเห็นพัฒนาการของเครื่องเดินไปสู่จุดที่นิ่งที่สุดของศักยภาพเครื่องเสียงที่เราใช้

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาดหมาย เมื่อผมเสียบปลั๊กไฟเข้าไป เปิดสวิสซ์ไฟ ดวงไฟ LED สีฟ้าส่องสว่างที่ด้านหน้าตัวเครื่อง หลอดทั้งสามหลอดค่อย ๆ สุกสว่างอย่างช้า ๆ จากนั้นรอให้ไฟเดินทั่ววงจรประมาณสองสามนาทีจึงค่อย ๆ วางหัวเข็มลงบนแผ่นเสียง ก่อนวางหัวเข็มลงบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง ผมใช้หูทาบที่ลำโพงทั้งสองข้างปรากฏว่าไม่มีเสียงจี่เสียงรบกวนแต่อย่างใด ถือว่าเงียบสงัดเป็นอย่างมาก ถ้าเปรียบเทียบโฟโนปรีแอมป์หลอดอื่น ๆ ที่ผมเคยสัมผัสและใช้งานมา ตัวนี้มีความเงียบสงัดสูงที่สุด ในเริ่มแรกเมื่อฟังเพลงจากแผ่นที่คุ้นเคยผมพบว่าโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้ดีกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก (อาจเป็นเพราะไม่ได้คาดหวัง จึงพบว่ามีของดีอยู่ตรงหน้านี่เอง) แต่เมื่อตั้งใจฟังอย่างจริงพบว่าเสียงของมันออกจะเจิดจ้าเป็นอย่างมาก เสียงกลางพุ่งไปข้างหน้า เมื่อเร่งโวลุ่มดังขึ้นก็พบว่าฟังไปนาน ๆ มีสิทธิ์หูล้า อาการแบบนี้เป็นเพราะเครื่องเพิ่งจะเปิดการใช้งาน สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือเบิร์นมันไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา ไม่สามารถเร่งให้มันเข้าที่เข้าทางด้วยวิธีอื่น

หลังเบิร์นอิน-ปรับแต่งโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการรื้อเครื่อง-ทดสอบอย่างจริงจัง

ผมใช้เวลาเบิร์นอินโฟโนปรีแอมป์ประมาณ 50 ชั่วโมง ก็พบว่าเสียงเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะเสียงกลางที่แผดจ้านั้นเริ่มจะอยู่ในร่องในรอย แต่ยังมีอยู่บ้างสำหรับบางแผ่นที่บันทึกมาไม่ค่อยดี กระนั้นการเปิดฟังนานชั่วโมงมากขึ้นก็ทำให้พบว่ายังต้องเบิร์นต่อเพื่อให้ได้เสียงที่นิ่งที่สุดจนกว่าจะครบหนึ่งร้อยชั่วโมง (ทำไมต้อง 100 ชั่วโมง ผมคิดว่าเวลานั้นมาถึง เราก็จะลืมไปแล้วว่าเราใช้ไปนานขนาดไหน)

แอมป์หลอดเป็นเครื่องเสียงที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งก็คือ มันสามารถปรับแต่งได้โดยไม่ต้องรื้อเครื่อง ด้วยการเปลี่ยนหลอดยี่ห้อต่าง ๆ ใส่เข้าไป หลังจากฟังหลอดจีนที่ติดมากับเครื่องแล้ว พบคิดว่าถ้าเปลี่ยนหลอดเป็นอเมริกันบ้างก็น่าจะช่วยให้เสียงที่เจิดจ้าลดลงได้บ้าง ผมมีหลอดเบอร์ 12ax7 ยี่ห้อ GE, Sylvania, ซึ่งผลิตในอเมริกา จึงลองเปลี่ยนหลอดจีนแดงออกมา แล้วใส่หลอด GE เข้าไปแทน ต้องบอกว่าการเปลี่ยนหลอดช่วยลดเสียงที่เจิดจ้าลงได้มากครับ เป็นอันว่าหลอดจีนแม้จะมีเสียงที่โดดเด่นก็จริง แต่ในเรื่องความนุ่มนวลแล้วยังสู้หลอดยุโรปอเมริกาไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าแอมป์ของท่านผู้อ่านเสียงออกทุ้ม หลอดจีนอาจจะแมตชิ่งก็ได้นะครับ อันนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักตายตัว

ด้านหลังเครื่อง

แต่เท่านั้นยังไม่พอ ผมยังมีหลอด 5751 ซึ่งเป็นหลอดที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ 12ax7 ทุกประการยกเว้นแรงดันต่ำกว่าหน่อยหนึ่ง แต่สามารถเสียบแทนกันได้ หลอดเบอร์ 5751 ส่วนใหญ่เป็นหลอดเกรดทหาร มีผลิตอยู่สองสามยี่ห้อ ที่ผมมีอยู่ในมือคือ GE กับ Sylvania จากการทดสอบผมชอบเสียงของ Sylvania มากกว่า

เมื่อเปลี่ยนหลอดเป็น 5751 Sylvania ทั้งสามหลอดแล้ว ถึงเวลาทดลองฟังอย่างจริงเสียทีครับ

แผ่นเสียงแผ่นแรกที่ผมนำมาใช้ทดสอบเสียงทุกครั้งเพื่อเช็คว่าเสียงเป็นอย่างไรก็คือ แผ่น Sonny Rollins ชุด Way Out Westซึ่งเป็นแผ่นเพลงแจ๊สในแบบทรีโอ เครื่องดนตรี 3 ชิ้น ประกอบไปด้วยแซกโซโฟน เบส และกลอง ในการทดสอบครั้งนี้ผมฟังเสียงแซกโซโฟนจากอัลบัมนี้ เสียงแซกโซโฟนเล่นโดยซันนี่ โรลลิง จะมีลักษณะหนาและใหญ่ โดยปกติแผ่นชุดนี้จะให้เสียงกลางจนถึงกลางทุ้มที่ยอดเยี่ยม ซึ่งโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้ให้เสียงกลางทุ้มได้ครบถ้วนเสียงที่ได้มีน้ำหนัก เหมือนเสียงแซกฯ ของซันนี่มาเล่นตรงหน้า ขณะเดียวกันเสียงดับเบิ้ลเบส ก็มีน้ำหนักหนาใหญ่แต่ผ่อนคลายกว่า เป็นเสียงดับเบิ้ลเบสจริง ๆ แม้ว่าเสียงเบสจะไม่ลงลึกมากเท่าไหร่แต่ปรีโฟโนตัวนี้ก็ทำออกมาได้ดี อาจเป็นเพราะหัวเข็มที่ผมใช้เป็นแบบ MC Hight ส่วนเสียงกลองและเสียงฉาบนั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านไปได้อย่างสบาย

แผ่นเสียงแผ่นที่อสงที่ผมนำมาใช้ทดสอบ ผมลองแผ่นโฟร์คร็อคอมตะ Neil Young ชุด Harvest ซึ่งเป็นแผ่นที่ผลิตในอเมริกาประมาณปี 1975 ซึ่งเป็นธรรมดาไม่ใช่แผ่น Audiophile แต่ประการใด ในแทรคแรกเพลง Out on the Weekend ไม่ผิดหวังครับ เสียงกลองกระเดื่องในเพลงนี้กระหึ่มลึกจนน่าทึ่ง เสียงของนีล ยังในวัยหนุ่มสะกดให้ต้องฟังอย่างมีเสน่ห์ ตามด้วย Harvest เพลงเด่นในอัลบัมเสียงPedal stell guitar คมชัดสมราคากับการเป็นโฟโนหลอด ส่วนเพลงเด่น Heart of Gold ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เสียงของแผ่นเสียงทำได้ดีกว่าแผ่นซีดีหลายเท่า

ส่วนแผ่นสุดท้าย ผมลองกับแผ่นเพลงคลาสสิกหลาย ๆ แผ่นปรากฏว่าเสียงที่ได้มีลักษณะวงที่ใหญ่ ให้รายละเอียดของเสียงเพลงได้ดี

เกินคาดหมายมากครับสำหรับโฟโนปรีแอมป์ตัวเล็ก ๆ ตัวนี้ หรือเป็นเพราะว่าผมไม่ได้คาดหมายกับมันมากเท่าที่ควร จึงไม่มีแรงกดดันในการฟัง สิ่งที่ผมคิดเอาไว้ก็คือโฟโนตัวนี้ยังสามารถรีดเร้นคุณภาพของมันออกมาได้อีกสักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อย่างแรกก็คือมันยังสามารถหาอุปกรณ์ภายนอกมาเสริม อย่างเช่นวางเครื่องบนทิปโท สายสัญญาณที่นำมาเสียบมีผลต่อเสียงทั้งขาเข้าขาออก ฟิวส์ สายไฟ ประการที่สองปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในบางตัวอย่างเช่น ซีคัปปลิ้งค่าต่าง ๆ (0.01 µF, 0.1 µF และ 0.47 µF) ซึ่งผมคิดว่าถ้าได้ซีคัปปลิ้งคุณภาพเยี่ยม น้ำเสียงของมันจะเปลี่ยนไปในทางที่อบอุ่นขึ้น อย่างที่สองเปลี่ยนสายเดินสัยญาณภายในใหม่ และสุดท้ายเปลี่ยนขั้วสัญญาณ

สรุปผลการทดสอบ จุดเด่นของโฟโนตัวนี้ก็คือเสียงที่มีรายละเอียดที่ดีในระดับที่คุ้มค่าราคา แม้จะไม่ได้เสียงหยุมหยิมของเสียงแหลม ทว่าเสียงกลางของมันโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าเทียบกับโฟโนตัวอื่น ในราคาระดับนี้ต้องบอกว่ามันคือโฟโนในระดับเริ่มต้นที่มีคุณภาพเต็มแก้ว ซึ่งคุณจะถพอใจใช้มันไปได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ หรือหาเครื่องที่แพงกว่านี้มาใช้

จุดด้อย นั้นไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ผมขอติตรงที่ไฟ LED สีฟ้ามันสว่างไปหน่อย ยิ่งเวลาดับไฟฟังเพลงยิ่งแยงตา (ผมต้องเอากระดาษไปบังไม่ให้แสงจ้าเกินไป อีกข้อก็คือเสียงที่คมบาดหูก่อนเบิร์นอาจจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีความเป็นหลอดเสียเท่าไหร่ แต่หลังจากเบิร์นแล้วเสียงคมบาดนั้นดีขึ้นเป็นลำดับ และการปรับแต่งเล็กน้อยด้วยหลอดที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงจุดสำคัญต่าง ๆ ก็จะช่วยให้มันนุ่มนวลชวนฟังจนคุณไม่สามารถลืมมันได้


ชุดอ้างอิงในการทดสอบ

Source

รุ่น

ปรีแอมป์หลอด

TS Audio: TS68 (Tubes 6922)

พาวเวอร์แอมป์หลอด

TS Audio: KB211 (Tubes 211, 2a3, 6sl7)

ลำโพง

Vienna Acoustic รุ่น Mozart

เครื่องเล่นแผ่นเสียง

Origin Live: Aurora MK2

โทนอาร์ม

OL1 (OEM by Rega: Rega RB201)

หัวเข็ม

Benz Micro: MC20E2: Output 2 mV

Phono Stage

PASS DIY Pearl Phono

เครื่องเล่นซีดี

NAD 525BEE

สายสัญญาณ

Cardas: Crosslink

Merrex Kable: Silver 1

Merrex Kable: Copper 1

สายลำโพง

Cardas: Twinlink

สายไฟ AC

AV Bestbuy: Twister

จากท้องทะเลถึงหัวค่ำ ศิลปะเฉียบพลันสำแดง

Debussy-La Mer-Nocturnes
The Cleveland Orchestra
Pierre Boulez

ภาพปกซีดี

ลมหนาวเดือนมกราคมยังคงพัดลงมาอย่างต่อเนื่องจากประเทศจีน เช้าในฤดูหนาวแสงอาทิตย์จะค่อย ๆ ส่องแสงผ่านชั้นบรรยากาศอันจางเบา เต็มไปด้วยหมอกมัว ในเวลาเย็นแสงของวันหลุบต่ำลงเร็วกว่าปกติ ภาพจาง ๆ ของบรรยากาศบ้านล้อมสวนที่สามพรานจึงแลเห็นดวงอาทิตย์ซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง เคลื่อนตัวลงอย่างเชื่องช้าตรงเส้นขอบฟ้า ชั่วกะพริบตาดวงอาทิตย์ก็หายไปจากจักษุ แสงของวันยังไม่หมดเสียทีเดียว ทว่าก็อ่อนแรงลง…ความมืดค่อย ๆ คืบคลาน ครอบคลุมทั่วบริเวณ

ที่เกริ่นมาทั้งหมดเพื่อที่จะนำเข้าสู่บทเพลงในช่วงยุคโรแมนติกสุดท้าย ของคีตกวีชาวฝรั่งเศส ผู้ซึ่งดำรงค์แนวทางดนตรีในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึม (Impressionism) ศิลปะอิมเพรชชั่นนิสซึมเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสในราวปี ค.ศ. 1860 ศิลปะอิมเพรชชั่นนิสซึมคือศิลปะที่แสดงออกถึงความรู้สึกประทับใจ ซาบซึ้งใจ ศิลปินในยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดก็คือ โคลด โมเน่, เอ็ดการ์ เดกาส์, คามิลล์ พิซาโร เป็นต้น ศิลปะแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ ศิลปินใช้วิธีแต้มสีเป็นจุด หากผู้ชมยืนมองในระยะที่ใกล้เกินไปก็อาจจะไม่เห็นความงาม แต่เมื่อถอยหลังออกมาชมภาพจะแลเห็นภาพมีรายละเอียดที่สวยงาม แสงสีที่เห็นในภาพเต็มไปด้วยความนุ่มนวลชวนฝัน ศิลปะยุคนี้กลุ่มศิลปินภาพวาดนั้นมีความโดดเด่นชัดเจน ส่วนกลุ่มนักดนตรีที่เป็นหัวหอกของแนวอิมเพรสชั่นนิสซึมก็คือ โคลด เดอบุชชี และ เมอร์ริค ราเวล นั่นเอง

ดนตรีในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมนั้น แม้จะอยู่ในช่วงยุคโรแมนติก ทว่าก็เป็นโรแมนติกยุคสุดท้ายที่เฝ้าตั้งคำถาม และเปลี่ยนถ่ายรูปแบบดนตรีสู่ยุคสมัยใหม่ กล่าวคือความงามของดนตรีอาจจะมีรูปแบบที่เต็มไปด้วยวลีความงามที่สั้น ๆ เรียงต่อกันเป็นเพลง โดยในแตะละวลีเพลงจะมีเสียงประสานที่ไพเราะงดงาม รูปแบบดนตรีในแนวนี้เลียนแบบรูปแบบความงามของภาพเขียน กระนั้นการฟังกับการดูมีความแตกต่างกันพอสมควร ผู้ฟังดนตรีในแนวอิมเพรสชั่นนิสซึมอาจจะต้องใช้ทักษะในการฟังมากกว่าการชมภาพ เพราะความงามในแบบนามธรรมของเสียงนั้น มีจินตนาการที่ยิ่งใหญ่กว่า

โคลด เดอบุชชี เกิดในปี 1862ที่เมืองแซงเยเมน-เอน-ลีย์ ซึ่งห่างจากปารีสประมาณสิบเก้ากิโลเมตร บิดาเป็นเจ้าของร้านชำแบบชาวจีน เขาเรียนเปียโนตอนอายุเจ็ดขวบ เดอบุชชีฉายแววอัจฉริยะทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เส้นทางชีวิตจึงมุ่งเรียนทางด้านดนตรีอย่างจริงจัง ช่วงปี 1880-82 เขาไปอยู่ที่รัสเซียเป็นครูสอนดนตรีที่สถาบันดนตรี ผลงานการประพันธ์ดนตรีในช่วงแรก ๆ เป็นเพียงผลงานชิ้นเล็ก ๆ เขาได้รางวัลปรีซ์เดอโรมจากบทประพันธ์ L’Enfant prodigue ทว่าบทประพันธ์ที่ทำให้เดอบุชชีมีชื่อเสียงเป็นงานในช่วงกลางชีวิตของเขา ซึ่งเราจะมาฟังกันในแผ่นซีดีชุดนี้ได้รวบรวมเเพลงเด็ดเอาไว้

เริ่มที่เพลง Nocturnes สามมูฟเม้นต์ อันประกอบด้วย I. Nuages (Clouds) II. Fetes (Festival) III. Sirenes (Sirent) เพลงน็อคเทิร์นเป็นเพลงที่นิยมบรรเลงในช่วงยามเย็นหรือยามค่ำ ถ้าท่านผู้ฟังฟังเพลงน๊อคเทิร์นของศิลปินยุคคลาสสิกมาบ้าง จะพบว่าความไพเราะของเพลงน๊อคเทิร์นนั้นไม่แพ้ดนตรีรูปแบบอื่นของดนตรีคลาสสิก

Debussy

มูฟเม้นต์แรก Nuages เริ่มด้วยท่วงทำนองช้า เสียงเครื่องลมไม้เป่าพร้อมเพรียงเล่นโน้ตขนานกัน ก่อนที่กลุ่มเครื่องสายจะรับท่วงทำนองไปเล่นต่อ และสลับกันเล่นพร้อมสอดผสานเป็นหนึ่ง ขณะที่เครื่องเป่าบรรเลงเดี่ยวช่วงสั้น ๆ

มูฟเม้นต์ที่สอง Festes ท่วงทำนองสนุกสนาน รวดเร็ว กลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองมีบทบาทอย่างเด่นชัด ขณะที่เครื่องสายล้อเลียน-หยอกล้อเสียงประสาน

มูฟเม้นต์ที่สาม Sirenes ดนตรีเล่นด้วยเสียงที่เบาบาง โดยมีกลุ่มนักร้องเสียงประสานคลอไปกับเสียงดนตรี ทำให้มูฟเม้นต์นี้เต็มไปด้วยความลึกลับ ฉงน เย็นเยียบ เสียงคลอรัสราวกับสายลมแห่งฤดูที่แฝงมาด้วยห้วงคำนึง

เพียงเพลงแรกที่ได้ฟังงานของเดอบุชชีท่านคงพอมีไอเดียของเพลงในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึมนะครับ ท่านผู้ฟังอาจจะไม่เคยคุ้นกับท่วงทำนองเหมือนแบ่งออกเป็นห้วงสั้น ๆ เรียงต่อกันเป็นเพลง ขณะที่ท่วงทำนองหลักลื่นไหลไม่คงที่ แต่ก็มีความงามเมื่อฟังทั้งเพลงจบลง ความซาบซึ้งใจของดนตรีจึงจะค่อยเผยรูปโฉมสวยงามออกมา

เพลงถัดมาคือ Prmiere Rhapsodie For Clarinette ดนตรียังคงรูปแบบที่เชื่องช้า เสียงคริเน็ตเสนอภาความสวยงามของชนบท แสงสีที่อ่อนนุ่มของฤดูใบไม้ผลิ ความงามที่แฝงไปด้วยความรู้สึกเอ่อท้นความสุข มิใช่ความสุขที่ประกายฉาดฉาน แต่เป็นความสุขที่ค่อย ๆ คลายออกมาทีละน้อย

แทรคที่ 5 Jeux (Games) แรกเริ่มเพลงนี้ร่างเอาไว้เป็น Dance Poem ทว่าเป้าหมายหลักคือเป็นเพลงเล่นประกอบกับการเต้นบัลเล่ต์ ท่วงทำนองของดนตรีจึงมีจังหวะที่ขึ้นลง ช้า-เร็ว สลับกันตลอดทั้งเพลง รวมถึงเสียงประสานระหว่างเครื่องสายและเครื่องเป่าก็เป็นไปในแบบคู่ขนาน

และมาถึงเพลงเอกของอัลบัม อันเป็นเพลงที่สร้างชื่อให้กับเดอบุชชีมากที่สุดคือ La Mer (The Sea: Three Symphonic Sketches For Orchestra) La Mer เริ่มประพันธ์ขึ้นในปี 1903 โดยเสร็จสมบูรณ์และเปิดแสดงครั้งแรกที่ปารีสในเดือนตุลาคม1905 ทว่าการแปิดการแสดงครั้งแรกไม่ประสบผลสำเร็จเสียเท่าไหร่บางที่บอกว่าเป็นเพราะการฝึกซ้อมของวงไม่ดีนัก บางส่วนก็บอกว่าบทประพันธ์ไม่เอาไหน และบางส่วนก็บอกว่าชาวปารีสรับไม่ได้กับพฤติกรรมของเดอบุชชีที่กระทำรุนแรงกับภรรยาคนแรกซึ่งเป็นศิลปินนักร้อง แต่อย่างไรก็ดีต่อมาภายหลัง La Mer ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมาสเตอร์พีชทางดนตรีของศตวรรษที่ 20 นี่แหละครับของดีต้องรอบ่มสักหน่อยกว่าคนฟังจะมองเห็นคุณค่า

เพลงนี้แบ่งเป็นสามมูฟเม้นต์ มูฟเม้นต์แรก (ผมขอแปลเป็นภาษาไทยตามแบบของผมนะครับ) “จากอรุโณทัยสู่ระติกาลของทะเล” มูฟเม้นต์นี้เล่นด้วยความช้ามาก ๆ บรรยายภาพทะเลทุกเวลาจากราบเรียบ คลื่นลมแรง จนเกิดพายุ

มูฟเม้นต์ที่สอง “พรายฟองคลื่น” จังหวะสั้นและเร็ว บรรยายภาพคลื่นในอารมณ์ต่าง ๆ

มูฟเม้นต์ที่สาม “บทสนทนาระหว่างสายลมกับทะเล” ท่อนนี้เต็มไปด้วยจินตภาพเคลื่อนไหว โกลาหล อึกทึก

เพลงของเดอบุชชี อาจจะฟังยากสักนิด ถ้าเทียบกับดนตรียุคคลาสสิก-โรแมนติกในตอนต้น แต่ต้องเข้าใจว่าช่วงเวลานี้โลกกำลังเดินทางสู่ยุคโมเดิร์นอย่างเชื่องช้า ดังนั้นคีตกวีจึงมองหาท่วงทำนอง ความงาม รวมถึงเทคนิคใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำซากจากดนตรีในรูปแบบเดิม พวกเขาไม่ต้องการย่ำรอยเท้าไฮเดิล บาค โมสาร์ท บีโธเฟ่น ดังนั้นสไตล์ดนตรีจึงมุ่งมั่นไปสุ่การเปิดโลกใหม่

ผมอยากแนะนำว่าการฟังเพลงในอัลบัมนี้อาจจะต้องใช้สมาธิมากพอสมควร และอาจจะต้องใช้เวลาฟังบ่อยครั้ง จากนั้นก็ฟังในแบบยืนออกห่าง ลบภาพท่วงทำนองไพเราะติดหู แต่มองไปถึงแก่นของเสียงดนตรี

นี่แหละครับความงามในแบบอิมเพรสชั่นนิสซึม

Music: 8
Sound: 7

ขอเชิญร่วมงาน Thailand International Jazz Conference 2010

ระหว่างวันที่ 29-31 มกราคม 2553

สถานที่ในการจัดงาน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลาย

ในงานมีทั้งการแสดงดนตรี เวิร์คช็อป และการประกวดการเล่นเพลงแจ๊ส ทั้งนี้มีทั้งศิลปินจากทั่วโลก รวมถึงกลุ่มศิลปินของไทยรวมงานกันอย่างคับคั่ง ในหลายรูปแบบดนตรีของแจ๊สมิวสิค

ท่าสนสามารถอ่านรายละเอียดของงานได้ที่ Thailand International Jazz Conference 2010