Info

กรุสำหรับ มกราคม, 2010

เทศกาลเพลงแจ๊สมหิดล 2010

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่านตอนที่สอง

นี่เป็นเทศกาลเพลงแจ๊สที่ผมรอคอย หลังจากปีที่แล้วพลาดมาแล้ว ก่อนที่จะไปชมเทศกาลนี้ผมบอกตัวเองอยู่สองสามประการคือ ประการแรกผมไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องดีเลิศกว่าเทศกาลอื่น ประการที่สองผมไม่เอาไปเปรียบเทียบกับเทศกาลของต่างประเทศหรือไทยที่เคยจัดขึ้นรวมถึงคอนเสิร์ตแจ๊สอื่น ๆ ประการสุดท้ายผมไม่อยากสรุปผลลัพธ์ที่เราจะได้ แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดของเทศกาลนี้คือ การจัดอย่างต่อเนื่องจากปีนี้สู่ปีหน้า และจากปีหน้าดำเนินต่อไปให้ได้ เพราะถ้าต้องการงานที่สมบูรณ์แบบผมมองว่าเราต้องจัดอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป แต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แบบนี้จะเพิ่มคุณภาพไปได้เอง

วันแรกผมไปถึงบริเวณงานซึ่งใช้พื้นที่ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา กล่าวว่าที่นี่มีความพร้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่หอแสดงดนตรี (Auditorium) ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีขนาดกลางจุผู้ชมได้ประมาณห้าร้อยคน เวทีแสดงกลางแจ้งขนาดเล็ก (Oval Stage) และเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ (Main Stage) ซึ่งตั้งเวทีเอาไว้ที่สนามหญ้าซึ่งรายล้อมด้วยหลากหลายพันธุ์ไม้ซึ่งนำมาทำเครื่องดนตรีได้

Main Stage

งานในครั้งนี้มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่ช่วงเช้า เริ่มต้นที่เวิร์คช็อป แสดงดนตรี ประกวดดนตรีรอบสุดท้าย (วันที่ 30 และ 31) ตลอดวันถ้าใครมาร่วมงานก็จะทราบว่างานที่หลากหลายแบบนี้มันน่าสนุกไม่น้อย

ผมไปถึงงานวันแรกตอนสี่โมงเย็น ไปทันช่วงเวลาที่คุณริช เพอร์รี (Rich Perry) เวิร์คช็อปในเรื่องการฝึกซ้อมแซกโซโฟน โดยมี ดร.เด่น อยู่ประเสิร์ฐ เป็นผู้แปลความ ผมเข้าไปชมในแบบไม่ใช่นักดนตรีที่เล่นแซกฯไม่เป็นก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย หลังจากจบเวิร์คช็อปผมก็ออกไปหากาแฟดื่มค่าเวลาก่อนการแสดงในช่วงเย็นจะเริ่มขึ้น ระหว่างดื่มกาแฟอ่านหนังสือคุณอนันต์ ลือประดิษฐ์เข้ามาทักทาย ได้คุยกันเล็กน้อยเพราะคุณอนันต์ต้องไปเขียนต้นฉบับต่อ ผมนั่งสักพักไฟก็ดับครับ (ก่อนหน้านั้นฝนตกลงมาพอสมควร) แต่ผมดูนาฬิกาแล้วก็เริ่มได้เวลาแสดงดนตรีในช่วงเย็น จึงเดินไปยังเวทีกลางแจ้ง ผมคงไม่ต้องบรรยายภาพของสถานที่แห่งนี้นะครับ เพราะผมเขียนถึงหลายคราวแล้วว่าบรรยากาศดีมาก

ริช เพอร์รี กำลังสาธิตการซ้อมแซกโซโฟน

เมื่อถึงเวทีกลางแจ้ง ซึ่งเวทีมีขนาดไม่ใหญ่มากซึ่งผมคิดว่าดีมากครับ สนามหญ้าสีเขียว โดนฝนถล่มเฉอะแฉะนิดหน่อย เวลาการแสดงเลตไปครึ่งชั่วโมง เพราะไฟยังดับอยู่ ดีที่มีการเตรียมเครื่องปั่นไฟเอาไว้ วงแรกที่จะประเดิมเทศกาลในช่วงค่ำก็คือ Mahidol University Jazz Orchestra (MUJO) เมื่อ MUJO ขึ้นเวที ทำให้เวทีการแสดงเล็กลงไปในทันที การแสดงของ MUJO คั่นรายการด้วยพิธีกร ซึ่งเป็นทั้งส่วนดีส่วนไม่ดีครับ เป็นว่า ผมเห็นว่าระหว่างแสดง ควรจะให้พิธีกรของวงแนะนำเพลงมากกว่าให้พิธีกรเชื่อมรายการ เพราะมันทำให้การเล่นไม่ต่อเนื่อง อารมณ์มันไม่บิวท์เท่าที่ควร MUJO เล่นได้ตามมาตรฐานของตนครับ สองเพลงแรกเล่นใกล้เคียงแนวสวิง ใส่กันสนุกทุกเซคชั่น ที่ผมรู้สึกเสียดายคือน่าจะมีเพลงร้องเข้ามาด้วย จะทำให้บรรยากาศคึกคักมากกว่านี้ ตอนกลางแสดงความมืดค่อย ๆ โรยตัวลง ประกอบกับไฟฟ้ายังไม่มาทำให้รอบบริเวณมืดมิด น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก ตอนแรกผมกลัวว่ายุงจะเยอะ ยุงก็เยอะนะครับในช่วงหัวค่ำ แต่จำนวนผู้มาชมช่วยกันแบ่งปันการโดนกัดไปตาม ๆ กัน จึงทำให้ไม่รำคาญเรื่องยุงมากนัก

วงที่สอง โปรด ธนภัทร แจ๊ส กรุ๊ป (PTJG) ตอนนี้ไฟมาแล้วครับ ทำให้รอบบริเวณเริ่มมีแสงเรื่อเรืองของหลอดไฟ อาจารย์โปรดเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกันครับทีมเวิร์คของวงไม่ต้องพูดถึง มีบ้างที่เสียงสะดุดซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร แต่เป็นช่วงสั้น ๆ วงของอาจารย์โปรดเล่นอิมโพไวส์ได้ดีมากโดยเฉพาะคุณอีกอร์ซึ่งเล่นเปียโน แกเหมือนไม่ได้โชว์อะไรมากแต่แน่นเหลือเกิน อาจารย์โปรดนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกเม็ดไม่มีพลาดเลย มีช่วงเพลงที่สอง ซึ่งแกยังกังวนใจกับแอมป์กีตาร์พอสมควรแต่เสียงก็เนียนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งจบการแสดงอย่างสมบูรณ์

โปรด ธนภัทร

วงที่สามของค่ำคืน Danny&Friend ที่มีอาจารย์เด่นเป็นหัวหน้าวง โดยผู้ร่วมเล่นเป็นคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งโดดเด่นเรื่องดนตรีแจ๊สเช่นกัน วงนี้ประสมวงมีกีตาร์สองตัว แต่ชมแล้วก็ไม่ขัด ผมกลับชอบเสียอีก เพราะกีตาร์สองตัวประสานงานกันได้ดี และเล่นโซโลต่างแนวทางค่อนข้างมาก วงของอาจารย์เด่นแต่ละคนเชี่ยว ๆ ทั้งนั้น แม้จะดูว่าร่วมซ้อมกันไม่มาก อาศัยจังหวะฝีมือกันอย่างชนิดที่ว่ามองหน้ากันบนเวทีก็รู้ใจ ที่ผมชอบก็คือวงเล่นดนตรีที่ประพันธ์กันเอง อย่างเพลงก่อนสุดท้ายคล้าย ๆ เพลงของญาณ การ์เบค ซึ่งผมชอบมาก ๆ ถ้าพัฒนาขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง ผมอยากเห็นแนวแจ๊สแบบ ECM เกิดขึ้นในเมืองไทย ต่อยอดให้เป็นอีกแนวทางที่ชัดเจน

Danny&Friend

วงสุดท้ายของงานคือ Baptiste Herbin Quartet วงจากประเทศฝรั่งเศส ต้องกล่าวว่าแจ๊สจายุโรปนั้นก้าวหน้าพัฒนามาไกลมาก ๆ จนบางครั้งมีรากฐานสแตนดาร์ดแจ๊สแน่นกว่าต้นกำเนิดเสียอีก แถมยังพัฒนาต่อยอดรากฐานแจ๊สได้อย่างถึงพริกถึงขิง จนบางครั้งผมฟังแจ๊สจากยุโรปแล้วได้อะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น ทีมเวิร์คของ BHQ เป็นจุดเด่นที่ชัดเจน แต่ละตำแหน่งเล่นกันได้อย่างลงตัว

Baptiste Herbin Quartet

พอถึงห้าทุ่มกว่า ๆ ผมก็อ่อนแรงแล้วครับ ยอมรับว่าทั้งสนุก สุข และเหนื่อย เพราะอากาศร้อนอบอ้าวได้ใจจริง ๆ ที่น่ายกย่องคือคนดูนั้นปักหลักชมกันไม่ลดละเลยทีเดียว ปรบมือให้ดัง ๆ ครับ

สิ่งที่ต้องเขียนถึงอีกประเด็นหนึ่งก็คือเวทีกลางแจ้งเป็นอะไรที่ควบคุมยากมาก แม้เป็นเวทีขนาดกลางก็ตาม แต่ที่สุดแล้วทาง TIJC ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรถ้าคะแนนในวันนี้เจ็มสิบผมให้คะแนน 7 โดยเฉพาะระบบเสียงนั้นไม่ค่อยไม่ดังจนเกินไป เสียงเครื่องดนตรีอยู่ในเกนที่ฟังรายละเอียดได้ ผมยังไม่ได้เดินไปฟังในแต่ละจุดว่าเป็นอย่างไร ผมนั่งอยู่ตรงด้านหน้าที่เดียว เพราะสนามหญ่าแฉะด้วยน้ำจึงไม่อยากเดินร่อนไปร่อนมา เอาไว้วันที่สองค่อยพูดถึงเรื่องเสียงนะครับ

อ่านตอนที่สอง

District 9: การกลายเปลี่ยน

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันจะออกมาฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็คือ Avatar กับ District 9 หนังทั้งสองเรื่องแม้จะแตกต่างกันทว่าหนังกลับพูดถึงเรื่องสองเรื่องที่ดำเนินไปตามระนาบเดียวกัน กล่าวคือหนังทั้งสองพูดถึงมนุษย์ต่างดาว ต่างกันตรงที่ว่า Avatar มนุษย์บุกดาวแพนโดราเพื่อต้องการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีชนเผ่าโบราณของแพนโดราต่อต้าน ส่วน District 9 ยานมนุษย์ต่างดาวเกิดมาจอดเสียอยู่ใจกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ต่อมามนุษย์ต่างดาวจำนวน 2.5 ล้านตัวบนดาวกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่สร้างปัญหาให้โลก

แต่สิ่งที่หนังสองเรื่องนี้นำเสนอเช่นเดียวกันคือ “การกลายเปลี่ยน” ในอวตาร เจค พลทหารผู้สูยเสียขาสวมวิญญาณชนเผ่าด้วยเครื่องจักรกลทันสมัย เขากลายเป็นเหมือนกองทัพเข้าไปในชนเผ่า แต่สุดท้ายเขาได้กลายเปลี่ยนทั้งดวงวิญญาณและจิตใจเพื่อปกป้องแพนโดราจากมนุษย์

ขณะที่ District 9 วิคัสนายตำรวจที่ทำหน้าที่อพยพมนุษย์ต่างดาว เพื่อขจัดปัญหาอันหมักหมมของมนุษย์ต่างดาวยาวนาน 20 ปี การอพยพไปสู่ถิ่นที่อยู่ใหม่กลางทะเลทราย อาจจะทำให้ชาวโยฮันเนสเบิร์กได้มีชีวิตที่ดีขึ้น และการอพยพนั้นต้องทำด้วยสิทธิมนุษยชนในแบบฉบับชาวโลกคือต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลอ่อนโยน ทว่าในทางปฏิบัติมิใช่อย่างที่เราทราบกันดี

ขณะที่วิคัสปฏิบัติการเขาได้รับเชื้อจากพลังงานเหลว ทำให้เาติดเชื้อจนร่างกายเริ่มกลายเปลี่ยนเป็นแมลงต่างดาว

สิ่งที่หนังนำเสนอนี้ประเด็นการกลายเปลี่ยนของตัวละครน่าสนใจไม่น้อย จากศัตรูที่ต้องจัดการคู่ตรงข้าม กลายมาเป็นผู้ที่ถูกฝ่ายเดียวกันตามล่า จนในที่สุดตัวละครก็กลายเป็นเนื้อเดียวกับศัตรู เรื่องราวการกลายเปลี่ยนนี้เป็นขบวนการที่น่าสนใจในหนัง เนื่องจากมันทำให้บริบทของหนังมีพื้นที่พัฒนาบุคลิกภาพของตัวละคร

หากมองในโลกจริงนอกเรื่องแต่ง การกลายเปลี่ยนนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในอุมการณ์ของนักการเมือง ทว่ามันตรงข้ามกันก็คือการกลายเปลี่ยนของนักการเมือง มักจะกลายเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายเสมอ และโดยส่วนใหญ่การกลายเปลี่ยนจากคนดีเป็นคนร้ายจะมากกว่า

District 9 เป็นหนังที่น่าสนใจ ดูสนุก กลวิธีการเล่าเรื่องน่าสนใจ น่าติดตามจนคนดูไม่สามารถละเว้นได้แม้แต่ฉากเดียว ความเข้มข้นของตัวเรื่องหนักแน่นและสนุกกว่า Avatar หลายก้าว ส่วนเทคนิคพิเศษนั้นอยู่ในขั้นที่ว่าน่าสนใจ แม้ไม่อลังการเท่าอวตารทว่า District 9 ล่วงรู้ถึงข้อจำกัดนี้ เขาจึงใช้เทคนิคพิเศษได้อย่างอเหมาะพอใจ โดยมุ่งเน้นเทคนิคในแบบสมจริง ไม่พึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคในฉากใหญ่อลังการ จึงทำให้เทคนิคพิเศษสนับสนุนให้หนังโดดเด่น โดยที่คนดูไม่ต้องสนใจเทคนิคเลยแม้แต่น้อย นี่แหละครับที่เขาบอกว่า “บทดี” มีชัยไปกว่าครึ่ง

ศิลปะแห่งวงแจ๊สทริโอ

โดย นิวัต พุทธประสาท

ปกอัลบัม Anything Goes

แบรด เมห์ลดาวกับวงทรีโอของเขาผ่านร้อนหนาวการเล่นมายาวนาน สิ่งที่ผมสามารถสัมผัสในงานของเมห์ดาวได้อย่างจริงใจก็คือ เขาพยายามรักษาแนวทางหรือวิถีทางการเล่นของตนให้เป็นมาตรฐาน สิ่งที่เมห์ดาวต่างจากเฮอร์บี้ แฮนค็อกซ์ก็คือ แฮนค็อกซ์เหมือนนักทดลองที่เล่นเพลงแจ๊สแล้วคนหาความแปลกใหม่ วิถีแจ๊สแบบไหม่ ท่วงทำนองใหม่ ดังนั้นแฮนค็อกจะไม่ย่ำซ้ำรอยเดิมของตน ขณะเดียวกันเมห์ดาวกลับยึดรูปแบบของตนเช่นเดียวกับ Bill Evans โดยเฉพาะในช่วงเวลา Trio Classic ของเขา ทำให้เห็นรูปแบบทางดนตรีซึ่งหนักแน่น พริ้วแผ่ว เต็มไปด้วยท่วงทำนองที่แสนอ่อนหวาน และการอิมโพไวซ์ที่ข้นเข้มด้วยสารัตถะ

แต่ปรัชญาของเมห์ดาวไม่ใช่การย่ำอยู่กับที่ แต่มันเป็นการแสวงหาสิ่งสุดยอดล้ำ บนความคิดแบบกระทำซ้ำ ขณะเดียวกันยิ่งกระทำซ้ำมากเท่าไหร่ ผลงานกลับยิ่งหลอมรวมเป็นกลุ่มก้อนจนกลายออกมาเป็นสไตล์ที่ชัดเจน และสังเกตว่าแม้เมห์ดาวจะมีอิทธิพลในแบบอีแวนส์ ทว่าวิธีการเล่นก็ต่างจากอีแวนส์มาก

เช่นเดียวกับผลงานในชุด Anything Goes ของเขา ยังคงตอกย้ำความสมบูรณ์แบบ Art of Trio ได้อย่างฉกาจจนหาตัวมือเปียโนแจ๊สยุคนี้จะเปรียบได้ สิ่งที่พิเศษสุดของเมห์ดาวในอัลบัมนี้ก็คือการผสมผสาน-เลือกเพลงในแบบ Standard Jazz ในยุคคลาสสิก มาผสมผสานเพลง Pop-Rock-Folk ในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงได้ยินการตีความเพลง Anything Goes จากปลายปากกาของโคล พอร์เตอร์ เพลง Skippy ของเธโลเนียส มังค์ ขณะเดียวกันก็มีเพลงอย่าง Still Crazy After All These Place ของพอล ไซมอน และที่พิเศษก็คือเพลงร็อคอัลเธอเนทีพอย่างเรดิโอเฮดในเพลง Everything In Its Right Place ได้รับการขัดเกลาดนตรีจนถึงตีความเพลงใหม่ราวกับมันคือเพลงใหม่สด ความงดงามแบบนี้เป็นการต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์ใหม่ที่เปี่ยมล้นพลัง

เพลงเปิดอัลบัมเริ่มที่ Get Happy เป็นการเริ่มโหมโรงด้วยเพลงซึ่งขยับแข้งขา เร่าร้อน ชวนให้ผู้ฟังกระชุ่มกระชวย

Brad Mehldau Trio

Anything Goes จึงเป็นเหมือนการเชื่อมร้อยโลกดนตรีแจ๊สให้มีอาณาจักรที่กว้างไกลขึ้น มันถูกหลอมให้ออกมาเป็นสแตนดาร์ดแจ๊สที่มีรสนิยมละมุน เต็มไปด้วยการตีความที่กระจ่างด้วยความหลากหลาย อย่างเพลง Tres Palabras ก็มีแนวทางในแบบบอสซาโนวาที่ฟังดูรื่นรมย์ชีลเอาท์ที่

เพลงอย่าง Smile เมห์ลดาวมาเล่นเปียโนริทึม โดยให้มือเบส Larry Grenadier ได้วาดลวดลายการโซโลท่วงทำนองหลักได้อย่างไพเราะจนเกินห้ามใจ ขณะที่เพลง Nearness of You อันเป็นสแตนดาร์ดแจ๊สที่ได้รับการเล่นมานักต่อนัก เมห์ดาวได้เรียกคืนวันเวลาอันหอมหวลกลับมาสู่ดนตรีแจ๊สอีกครั้ง มันช่างเนียนนุ่มดุจใยไหม ทีมเวิร์คของเขาตอกย้ำปฏิสัมพันธ์ทางดนตรีได้อย่างยอดเยี่ยม เพลงง่าย ๆ แบบนี้หากต้องเล่นให้แปลกใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทว่าทรีโอของเขากลับแสดงออกได้อย่างง่ายดายงดงาม ยิ่งง่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งยากเท่านั้น

เพลงปิดท้ายอัลบัม I’ve Grown Accustomed To Her Face เป็นการปิดฉากอัลบัม ด้วยการบรรเลงเพลงลาที่แสนเศร้า เสียงแส้ที่ถูบนหนังกลองช่างเร้าอารมณ์ให้แลเห็นความงามที่เคลื่อนคล้อย

Brad Mehldau Trio: Anything Goes เป็นดังจุดหมายทางดนตรีที่ตอกย้ำการดำรงอยู่ของ Art of Trio ที่ไม่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันพวกเขายังคงเชื่อมั่นว่าดนตรีไม่มีอะไรใหม่กว่านี้แล้ว สิ่งที่ใหม่อยู่เสมอก็คือความคิดสร้างสรรค์ซึ่งดำรงอยู่ในตัวและไม่เสื่อมคลายไปจากสิ่งที่พวกเขาเป็น

นักดนตรี Brad Mehldau: Piano; Larry Grenadier: Bass; Jorge Rossy: Drums.

Chopin’s 200 th Anniversary: ระลึกถึงโชแปง

โดย นิวัต พุทธประสาท

Thailand Philharmonic Orchestra

ในการแสดงคอนเสิร์ตของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทยคำ่คืนวันที่ 15 มกราคม 2553 ที่หอแสดงดนตรีของวิทยาลัยเริ่มต้นด้วยบทเพลงไทยเดิม “ขอมทรงเครื่อง” เรียบเรียงเสียงประสานโดยร้อยเอกประทีป สุพรรณโจน์

ร้อยเอกประทีปเป็นวาทยากรประจำวง TPO เขาเข้ารับการศึกษาดนตรีที่โรงเรียนทหาร ในหลักสูตร Band Master Course จากนั้นก็ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลับคิงส์ตันประเทศอังกฤษ นอกจากนั้นเขายังประสบความสำเร็จได้รับรางวัลต่าง ๆ ในฐานะคอนดัคเตอร์ โดยเฉพาะการกำกับเพลงมาร์ช

มิต้องสงสัยเมื่อเขานำวง TPO บรรเลงเพลง “ขอมทรงเครื่อง” การสอดแทรกดนตรีมาร์ชเข้าไปในท่วงทำนอง ทำให้การบรรเลงมีความฮึกเหิม ผสมแนวดนตรีพื้นบ้านที่ไพเราะ และนักดนตรีมีความคุ้นเคยกับท่วงทำนองเพลงไทย จึงทำให้เสียงของวงมีความหนักแน่น รายละเอียดของดนตรีเต็มเปี่ยมด้วยการพรรณาทางอารมณ์ และจบเพลงด้วยการกลับสู่ท่วงทำนองเริ่มต้น ทำให้เพลง “ขอมทรงเครื่อง” กลายเป็นเพลงโอเวอร์เจอร์ที่สมบูรณ์แบบก่อนก้าวสู่โปรแกรมการแสดงเอกของค่ำคืน

โปรแกรมเอกของค่ำคืนนี้คงอยู่ที่การบรรเลงเพลง Piano Concerto No.2 in F minor, op.20 ของโชแปง

Chopin

Frédéric François Chopin เกิดในวันที่ 1 มีนาคม 1810 ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ นอกกรุงวอร์ซอประเทศโปแลนด์ ครอบครัวของเขาเป็นชนชั้นกลางที่มักคุ้นกับสังคมชนชั้นสูง ตระกูลขุนนาง ซึ่งคนกลุ่มนี้ทำให้โชแปงเริ่มต้นชีวิตการทำงานดนตรีได้เป็นอย่างดี โชแปงฉายแววอัจฉริยภาพตั้งแต่เยาว์วัย เขาได้รับการต้อนรับอย่างดีที่กรุงปารีส ในวัยเพียงยี่สิบเขาก็แต่งเปียโนคอนแชร์โต้สำเร็จ เขาผสมผสานอารมณ์แนวคีตกวีเข้ากับฝีมือการเล่นเปียโนได้อย่างลงตัว จึงทำให้บทเพลงชองโชแปงสร้างสรรค์เสน่ห์ที่ยากจะมีใครเหมือน

คอนเสิร์ตครั้งนี้ผู้เล่นเดี่ยวเปียโนคือ Jerzy Stercznski เกิดในปี 1957 ที่ Beilsko-Biała ประเทศโปแลนด์ เขาเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุหกขวบ ที่สถาบันดนตรี Katowice และศึกษาต่อที่ลอนดอน กับ John Bingham ช่วงปี 1989 Jerzy Stercznski เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย Frédéric Chopin

การบรรเลง Piano Concerto No.2 ร่วมกับวง TPO ในคืนนี้จึงเป็นโอกาสพิเศษเป็นอย่างยิ่ง เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองสองร้อยปีโชแปง หากเดินสำรวจผู้ชมดนตรีครั้งนี้ก่อนเข้างาน เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่สนใจดนตรี และผู้ที่ชื่นชอบดนตรีคลาสสิกต่างมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง ทำให้ผู้จัดต้องเพิ่มเก้าอี้เสริมและเยาวชนบางคนไม่มีที่นั่งจำต้องใช้บันไดเป็นที่นั่งฟัง บรรยากาศเหล่านี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในการแสดงคอนเสิร์ตคลาสสิก จะบอกว่าหอแสดงของวิทยาลัยนั้นมีขนาดเล็กก็อาจจะถูก แต่หาไม่ที่จะกลบเกลื่อนความกระตือรือร้นของผู้ชมไปมิได้ น่าเสียดายที่มีเก้าอี้ของสปอนเซอร์ว่างเว้นไว้หลายที่ อันทำให้ผู้ที่พลาดโอกาสไม่สามารถเข้าไปนั่งชมได้

ที่น่าติติงอีกประการคือ หากทางผู้จัดคะเนจำนวนผู้มาร่วมงานแล้วว่าค่ำคืนไหนผู้คนมากล้นเป็นพิเศษ ควรจะเรียกให้ผู้ชมเข้าหอการแสดงก่อนเวลาเรียกปกติสัก 5-10 นาที เพราะทางวง TPO เล่นคอนเสิร์ตค่อนข้างตรงเวลา และไม่มีพิธีรีตรองมากมายจนล่าช้า สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ชมที่มาทีหลังรบกวนสมาธิผู้ชมที่เข้ามานั่งก่อนหน้านี้และรบกวนสมาธิผู้แสดงดนตรีพอสมควร (และเกิดเสียงดังหลายครั้งในช่วงแสดง)  แม้จะเป็นความผิดพลาดที่ไม่คาดคิด แต่ผมเชื่อว่าทางผู้จัดจะพัฒนาโดยจัดการให้ดีขึ้นในอนาคต

Jerzy Stercznski

มาถึงการแสดงอันน่าตื่นเต้นในค่ำคืนนี้ เปียโน Stienway ได้รับการเข็นออกมาตั้งบนกลางเวที คุณเจอร์ซีประจำตำแหน่ง วงดนตรีเริ่มบรรเลงโน้ตแรกของลีลาแรกอย่างพร้อมเพรียง ลีลาการแสดงของคุณเจอร์ซีถือได้ว่ายอดเยี่ยม เรียบร้อย การแสดงออกเต็มเปี่ยมด้วยความนิ่มนวล ตัวโน๊ตหลั่งไหลราวสายน้ำ ผมค่อนชื่นชอบอารมณ์การเล่นของคุณเจอร์ซีแม้ในอดีตผมเชื่อว่าเขาคงบรรเลงบทเพลงนี้ของโชแปงมานับไม่ถ้วน แต่กระนั้นการสอดแทรกอารมณ์ความรู้สึกของเขาก็ยังคงสด กระจ่าง กระฉับกระเฉง การสนองตอบต่อการบรรเลงของวงก็ทำได้อย่างดี เป็นทีมเวิร์คที่ยอดเยี่ยม สไตล์การเล่นของคุณเจอร์ซีไม่เน้นตัวโน๊ตที่ชัดถ้อยคำ แต่โน๊ตของเขามีลักษณะที่อ่อนไหว ไหลเอื่อยเหมือนสายน้ำในฤดูแล้ง ความนุ่มนวลยิ่งสะท้อนให้เห็นแง่มถมการตีความลึกซึ้ง ท่อนเบาช้าเสียงของเปียโนนั้นน่าฟังสุดพรรณา ลีลาสองที่เป็นท่วงทำนองช้ายิ่งแสดงให้เห็นคุณภาพของดนตรี และในลีลาสุดท้ายการประสานทีมเวิร์คของ TPO กับผู้แสดงเดี่ยวผสานเป็นหนึ่งเดียว วงดนตรีเล่นได้เป็นระเบียบเรียบร้อย โอบอุ้มเสียงเปียโนที่หลั่งไหลอย่างนิ่มนวล เมื่อจบเพลงผู้คนปรบมืออย่างยาวนานต่อเนื่อง จนคุณเจอร์ซีต้องบรรเลงอังกอร์ถึงสองรอบ

tchaikovsky

กล่าวได้ว่าวง TPO แสดงเปียโนคอนแชร์โตบทนี้ของโชแปงได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ผมเชื่อว่าคุณเจอร์ซีนั้นมีความสามารถหลับตาเล่นเพลงนี้ได้อย่างถูกต้อง ทว่าการปฏิสัมพันธ์กับวงก็ทำให้เขานำเสนอผลงานได้ละเมียดละไม ไม่โชว์การเล่นที่เป็นการแสดงกายกรรมในแบบที่นักดนตรีอื่น ๆ ชอบกระทำ ซึ่งถือเป็นรสนิยมอันดีของนักดนตรี

หลังการพักแสดง TPO กลับมาบรรเลงเพลง Swan Lake Ballet Suite, op.20 ของ Tchaikovsky

ต้องบอกว่าการฟังเพลงนี้ของ TPO ผมไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่สิ่งที่ผมคิดผิดคาดไปมาก ถึงมากที่สุด ต้องบอกว่าร้อยเอกประทีปนั้นชุบชีวิตของ TPO ให้ออกมาเล่นเพลงที่หลากหลายแนวทาง เพลงจาก Swan Lake นั้นมีลีลาหลายรูปแบบ และเพลงก็เน้นจังหวะเพื่อให้เต้นรำแบบบัลเล่ต์ โดยเฉพาะจังหวะเพลงวอลซ์ เพลงมาร์ช ร้อยเอกประทีปทำให้วงเล่นได้อย่างฮึกเหิม ดุดัน เต็มไปด้วยความพร้อมเพรียง ทุกครั้งที่เครื่องดนตรีโหมกระหน่ำ รายละเอียดของดนตรีทำได้อย่างดียิ่ง เสียงเครื่องเคาะสร้างความโดดเด่นให้กับบทเพลง ไม่แพ้กลุ่มเครื่องดนตรีอื่น

การแสดงในคืนนี้จบลงด้วยความอิ่มเอมของผู้ฟัง ทั้งโชแปงและไชยคอฟสกี้ แล้วทำให้ผมนึกไปไกลว่า TPO น่าจะก้าวขึ้นไปไกลได้กว่านี้อีกหลายเท่า หรือให้ดีที่สุดรักษามาตรฐานนี้ให้ดำรงอยู่นานเท่านาน

ดนตรีไร้พรมแดน: บ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย

ผมห่างหายการชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกมานานพอสมควร จำแทบไม่ได้ว่าครั้งหลังสุดตอนไหน ปัจจัยแรกคือ บ้านผมอยู่ฝั่งธนบุรี ช่วงหลังผมย้ายห่างจากธนบุรีไกลมาถึงบางบอน-เอกชัย พูดง่าย ๆ เป็นเขตชายแดนติดสมุทรสาคร-มหาชัย อีกด้านติดจังหวัดนครปฐม-สามพราน เมื่อปีที่แล้วออฟฟิศย้ายมาปักหลักที่สามพรานอย่างถาวร ทำให้ผมกลายเปลี่ยนเป็นคนชนบทไปโดยปริยาย แน่นอนครับจากสามพรานเข้ากรุงเทพไม่ไกลนัก แต่คิดถึงจราจรบนถนนเพชรเกษมแล้วขอบอกว่าสาหัสครับ ถ้านั่งรถสาธารณะเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือสยามสแคว์ผมต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง สาหัสที่สุด เรื่องไปชมดนตรีอันเพริดแพร้วนั้นลืมได้เลย ต้องฝ่าจราจรคับคั่งไปถึงก็หมดอารมณ์สุนทรีย์เสียแล้ว ยิ่งถ้าต้องเดินทางไปยังศูนย์วัฒนธรรมประเทศไทย ยิ่งอยู่ไกลห่างจินตนาการ

หน้าทางเข้าหอการแสดงดนตรี

เมื่อหลายปีก่อนการก่อตั้งสาขาภาคดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้เกิด “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” และในเวลาต่อมามีการจัดตั้ง Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) โดยมีอาจารย์สุกรี เจริญสุขก็เข้ามาเป็นผู้อำนวยการดนตรี และปลุกปล้ำให้เกิดวงดนตรีคลาสสิกอาชีพขึ้น โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเงินครึ่งหนึ่งและทางวิทยาลัยออกครึ่งหนึ่ง TPO นั้นค่อย ๆ เติบโตอย่างเป็นระบบ ช่วงปีแรก ๆ ชื่อเสียงของวงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ผมไม่มีเวลาไปชมคอนเสิร์ตตของเขาเสียทีจนย้ายออฟฟิศมาอยู่สามพราน และจัดการชีวิตได้ลงตัวขึ้น ประกอบกับโปรแกรมดนตรีของ TPO ในปีนี้ (Season 5th) ออกมาแบบทั้งซีซัน ทำให้ผู้ชมอย่างผมไม่ต้องคอยเดาว่าเมื่อไหร่วงจะมีการแสดง และจะแสดงวันไหน เวลาใด โปรแกรมมีให้ดูได้ที่เวบไซต์ของเขา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของช่องทางสื่อสารกับผู้ชมเลยทีเดียว

ในคอนเสิร์ตแรกที่ผมได้ไปชม TPO ก็คือคอนเสิร์ต Celebrate Beethoven & Brahms ในวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ซึ่งในวันนั้นโปรแกรมแรกเริ่มด้วย Overture “Cosi fan tutte” ของ Mozart ตามด้วย Violin Concerto in D major ของ Beethoven หลังพักการแสดง เริ่มด้วยเพลงไทยเดิมซึ่งนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ในเพลง Yuan Khlao และปิดท้ายด้วย Symphony หมายเลข 2 ของบราห์ม

ด้านนอกหอแสดงดนตรี

สำหรับวาทยากรรับเชิญในคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ Claude Villart ส่วนผู้เล่นเดี่ยวไวโอลินคือ Gernot Winischhofer

เพลงไวโอลินคอนแชร์โตของบีโธเฟ่นเป็นเพลงที่ผู้ฟังทราบกันดีว่าเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ไพเราะ และเชื่อว่าท่านผู้ฟังเพลงคลาสสิกคงได้เคยฟังเพลงนี้ของบีโธเฟ่นมาจากที่ใดที่หนึ่งอย่างมิต้องสงสัย การนำเพลงที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาบรรเลงนั้นมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือผู้ชมได้สัมผัสเพลงที่คุ้นเคยทำให้มีความสุขต่อการฟัง ข้อเสียคือมันทำให้การเล่นนั้นยากขึ้นเพราะต้องเล่นให้ได้ดีเพราะมีการเปรียบเทียบกับวงอื่น ๆ แต่กระนั้นวง TPO กลับเล่นได้เป็นอย่างดี แต่ที่ดีไปกว่านั้นคือเพลง Yuan Khlao เหมือนกับนักดนตรีมั่นใจเล่น (เพราะทำนองเพลงไทยเดิมที่คุ้นเคย) ทำให้เสียงของวงก้องกังวานขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนเพลงซิมโฟนีหมายเลขสองของบราห์มก็ไพเราะจับใจผู้ฟัง ผมชอบการควบคุมวงของ Claude Villart เป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนแกชี้ไปที่จุดใดเสียงของกลุ่มนั้นก็จะตอบสนองแกได้เป็นอย่างดี

หลังจบคอนเสิร์ตผมอิ่มเอมเป็นอย่างมากครับ และตั้งตารอโปรแกรมถัดมาในเดือนมกราคม

หลังปีใหม่เพียงไม่กี่วัน TPO ก็มีคอนเสิร์ตต้อนรับปีใหม่ ในชื่อชุดว่า Classical Magic

ทางเดินอันร่มรื่นในบริเวณวิทยาลัย

ในวันที่ผมไปชมผมมีโอกาสไปถึงก่อนเวลาแสดงชั่วโมงครึ่ง ผมจึงมีเวลาเดินชมรอบ ๆ หอการแสดงดนตรี ซึ่งรอบบริเวณเป็นอาคารเรียน แต่อย่าคิดจินตนาการว่ามันเป็นอาคารเรียนในแบบที่เราคุ้นเคยนะครับ ผมทึ่งในการจัดการของมหิดลอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ามีลูก แล้วลูกผมได้เข้าเรียนที่นี่ผมก็จะสนับสนุนอย่างดี เพราะรอบบริเวณนั้นจัดการได้อย่างงามตา แม้อาคารจะเป็นสถาปัตยกรรมในแบบโพสต์โมเดิล ไม่เน้นรายละเอียดหรือความอลังการยิ่งใหญ่ พื้นที่ถูจัดสรรค์เป็นสัดส่วน มีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ให้นักศึกษา มีต้นไม้ ร่มเงาไม้ ทางเดินริมคลองซึ่งใช้ไม้ตีเป็นทางเดิน มีร้านอาหารของคณะซึ่งจัดสร้างได้สวยงาม เรียบง่าย ผมไปเดินเล่นที่ริมน้ำ ห้อยขาอ่านสูจิบัตรซึ่งจัดทำได้ดีมาก จากนั้นก็ไปที่ร้านอาหาร เพื่อลองชิมอาหารของเขา ผมดูเมนูแล้วมีทั้งอาหารไทยและอาหารยุโรป สนนราคาไม่แพงเลยครับ ราคามาตรฐานทั่วไป บรรยากาศของร้านถือว่าดีมากเช่นกัน เหมาะสำหรับพาครอบครัวหรือคนรักมานั่งทานอาหารแบบเงียบ ๆ ในบรรยากาศร่มรื่น กินอาหาร ดื่มกาแฟเสร็จผมก็เดินกลับไปที่หอแสดงดนตรี

อาคารเรียน

ที่ต้องเตือนหน่อยหนึ่งนะครับคือว่า ทางผู้จัดงานค่อนข้างจะตรงเวลาพอสมควร ท่านที่ไปชมคอนเสิร์ตควรจะไปล่วงหน้าสักหนึ่งชั่วโมง หรืออย่างช้าสุดครึ่งชั่วโมง หากกลัวว่าไปก่อนแล้วจะไม่มีอะไรทำ ไม่เป็นเช่นนั้นครับ ออกไปเดินเล่นในบริเวณนั้นสูดบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วละครับ

ทางเดินริมคลอง

รายการ Classical Magic เริ่มบรรเลงด้วยดนตรีไทย และตามด้วย Overture “The Magic Flute” ของท่านโมสาร์ท จากนั้นก็เข้าสู่การบรรเลง Concerto for Viola and Orchestra ของ Béla Bartók

แสดงเดี่ยววิโอลาโดย Peter Langgartner ต้องบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงปราบเวียนเหลือเกิน เป็นเพลงยากที่หาฟังได้ไม่ง่ายนัก ดนตรีมีทั้งเล่นเบา เบามาก และช่วงที่เอื่อยไหลของดนตรีก็เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ผมคิดว่าการสลับเล่นเพลงคลาสสิกยุคใหม่ ๆ แบบนี้ ทำให้วงดนตรีสามารถพัฒนาขึ้นและเป็นการลดความซ้ำซากของการเล่น ข้อนี้ดีทั้งผู้เล่นผู้ฟังซึ่งจะเติบโตไปสู่การฟังที่สร้างสรรค์ไม่ย่ำอยู่กับที่

โถงด้านในหอแสดงดนตรี

ส่วนเพลงที่สอง Symphony หมายเลข 4 ของบราห์ม ซึ่งเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบราห์มอีกเพลงหนึ่ง ซิมโฟนีหมายเลขสี่เป็นเพลงที่เข้าสู่ความสูงสุดของบราห์มเลยที่เดียว

ผู้ควบคุมวงในคอนเสิร์ตนี้คือ Dariusz Mikulski วาทยากรหนุ่มท่านนี้แม้จะยังขาดซึ่งความเก๋าแต่มีลักษณะของอาร์ติส สิ่งที่ผมแปลกใจคือเสียงของวงเดียวกัน แต่เปลี่ยนวาทยากรก็ทำให้เสียงเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรโดยเฉพาะเสียงเครื่องเป่าที่มีคุณมิคูสกี้อำนวยการเพลง เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองมีสีสันเจิดจ้าขึ้นมาอย่างเด่นชัด ส่วนลีลาการควบคุมวงของเขาก็หลากหลาย ทั้งใช้ไม้บาตองและไม่ใช้ ที่สำคัญในเพลงที่เขาคุ้นเคย เขาไม่ต้องใช้โน๊ตเพื่อเป็นแนวทาง เสียงของ TPO ในคอนเสิร์ตนี้จึงน่าทึ่งที่มันมีสีสันแปลกต่าง หากเทียบกับคุณ​ Claude Villart อำนวยการเพลงจะออกมาในลักษณะเป็นระเบียบมากกว่า ซึ่งใครชอบแบบไหนมากกว่ากันคงต้องฟังกันเอาเอง ส่วนตัวผมรับได้ทั้งสองแบบ แต่ผมเชื่อว่าความหลากหลายของผู้ควบคุมวงน่าจะทำให้วง TPO พัฒนาได้มากกว่า แม้วงจะต้องค้นหาสไตล์ของตัวเอง ช่วงเวลาแบบนี้แหละครับที่เหมาะที่สุด

ภายในหอแสดงดนตรี

รายละเอียดของคอนเสิร์ต

Thailand Philharmonic Orchestra จัดโปรแกรมคอนเสิร์ตในแบบ Season ซึ่งฤดูกาลนี้ 2552-53 จะแสดงไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่เวบไซต์ของวง เวบไซต์ของ TPO

ในแต่ละโปรแกรมจะจัดคอนเสิร์ตสองรอบ รอบแรกคือวันศุกร์ ดนตรีจะบรรเลงในเวลา 19.00 น. รอบที่สองแสดงวันเสาร์เริ่มแสดงเวลา 16.00 น. ควรจะไปก่อนการแสดงอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

ราคาค่าตั๋วมีสองราคาคือ 300 บาท และ 500 บาท นักเรียนนักศึกษา 100 บาท

ร้าน Music Square ร้านอาหารในวิทยาลัย เปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ และปิดบริการเวลา 20.00 น.

ร้าน Music Square

ด้านนอกร้านอาหาร

การตกแต่งร้านทำได้อย่างเรียบง่าย

รีซอสโต้กุ้ง