Info

กรุสำหรับ กุมภาพันธ์, 2010

มาเก๊าวันฝนฉ่ำ

ผมตื่นนอนประมาณเจ็ดโมงเช้าด้วยอาการสะลึมสะลือเต็มพิกัด มองไปยังหน้าต่างที่ปิดด้วยม่านสองชั้น มีเพียงแสงสีขาวรอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ขยับพลิกตัวอีกครั้งหนึ่ง หลับตาพยายามจะนอนหลับแต่ก็ไม่หลับจึงตัดสินใจลุกจากที่นอน เดินมาที่ม่าน แง้มม่านดูบรรยากาศข้างนอก ฝนเทลงมาอย่างหนักต่อเนื่อง เมฆเทาปกคลุมท้องฟ้า น้ำฝนเกาะพราวที่กระจก วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง เรามีเวลาเดินเที่ยวที่มาเก๊าอีกเกือบจะหนึ่งวัน

ไม่รู้มีอะไรดลใจให้เรากลับไปที่ Saint Paul Ruin ทั้งที่เมื่อเย็นวานเราก็ไปที่นั่นมาแล้วหนหนึ่ง และใช้เวลาถ่ายรูปนั่งชมวิวกันหลายชั่วโมง กินข้าวเช้าจากโรงแรมเรียบร้อยเราก็ขึ้นมาพักที่ห้อง อาบน้ำแต่งตัว รอให้ฝนหยุดตก ผมอาศัยช่วงนี้งีบหลับอีกหนหนึ่ง ราว ๆ เที่ยงเราจึงออกจากโรงแรมไปที่ซากโบสถ์ Saint Paul ท่ามกลางความฉ่ำของบรรยากาศ

ไปถึงที่เซ็นต์ปอล ผมมุ่งตรงไปยังป้อมปราการโบราญที่อยู่ทางด้านขวามือ ที่นั่นถูกดัดแปลงให้เป็นสวนสาธารณะสวยงาม ทั้งต้นไม้ใหญ่และต้นไม้ประดับ เมื่อไปถึงยอดสุดของป้อมพบว่ามันเป็นป้อมที่ใหญ่มาก พวกโปตุเกสไปที่แห่งไหนชอบที่จะสร้างป้อมเสมอ ต่างจากพวกฮอลแลนด์และอังกฤษ บนป้อมสามารถมองเห็นเมืองมาเก๊าได้ 360 องศา ผมถ่ายรูปมาเยอะพอสมควร ถ่ายรูปเสร็จจึงเดินกลับลงมาสมทบกับครอบครัวที่พากันไปช๊อปปิ้งที่ร้านขายของเล่น

เมื่อครบองค์คณะแล้ว หมูขอตัวไปห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ข้างเซ็นต์ปอล ระหว่างที่รอ ผมมองไปยังถนนซึ่งมีตัวตึกสีเหลืองอ่อนตั้งอยู่ทางขวามือ ถนนเส้นนี้เป็นถนนเล็ก ๆ ที่ตัดกับถนนสู่เซ็นต์ปอล งเมื่อวานเราก็มองดูมันอยู่ แต่ไม่ได้เดินเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นร้านอาหาร แต่วันนี้หมูชวนให้เดินดูจะได้ไปถ่ายรูป

เดินเข้าไปถึงตัวอาคารก็ยังรู้สึกงงเพราะมันไม่ใช่ร้านอาหารแต่เป็น Gallery แสดงภาพ โดยห้องแรกเป็นงานร่วมสมัยของศิลปินมาเก๊า ผมเดินเข้าไปดูงานซึ่งมีไม่มากชิ้นนัก แนวของงานเป็นภาพแอบสแต๊ค ดูแล้วไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ อาจะเป็นเพราะผมไม่ค่อยพิศมัยกับงานแอบสแต๊คนัก ไม่ใช่ว่าดูแล้วไม่เข้าใจนะครับ แต่ผมคิดว่าเทคนิคภาพของแอบสแตคมันไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของศิลปินได้ครบถ้วน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมเป็นหลักด้วย งานแอบสแตคจะสมบุรณ์ได้ ศิลปินจะต้องเป็นที่รู้จัก และเราศึกษางานของเขามาแล้วระยะหนึ่ง

ออกมาจากห้องแสดงภาพแรกก็เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงปลายสุดของถนน ผมไปสะดุดใจอยู่ที่หน้าต่าง ซึ่งมีตัวอักษรสีเขียเอาไว้บนกระจก of Tears Melody ทำให้ผมมองเข้าไปด้านในห้องเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมนั้น จึงได้รู้ว่าแท้แล้วมีงานแสดงภาพอีกชุดหนึ่งอยู่ที่นี่

ทางเข้าตัวอาคารเป็นประตูเล็ก ๆ กำแพงด้านซ้ายศิลปินแขวนภาพผลงานต่าง ๆ เอาไว้โดยไม่ใช่กรอบ บ้างอยู่ในถุงแฟ้มพลาสสติก ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นภาพเขียนของฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินสาวชาวอาเจนตินาที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

เมื่อเดินเข้าไปยังห้องแสดงงาน เสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเล็กดังแว่วเป็นบรรยากาศจากมุมห้อง ภาพวาดหลายสิบภาพแขวนอยู่บนผนัง ภาพแต่ละภาพแม้จะได้รับอิทธิพลจากศิลปินหลากหลาย ทว่าก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เป็นการนำภาพเก่ามาเล่าด้วยมุมมองใหม่ จนผู้ชมได้รับสารซึ่งแตกต่างจากเดิม จะบอกว่าภาพของเธออาจะไม่เนี๊ยบเท่าศิลปินใหญ่ แต่อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมาจากภาพกลับมีความแจ่มชัด มีความซื่อตรง มีความงดงามโดยไม่เสแสร้ง ซึ่งตรงนี้เองที่ผมคิดว่าศิลปินไทยยังไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะบอกว่างานของศิลปินไทยหลายคนมักเทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อก็อาจจะถูกส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าภาพงานศิลปะจะต้องสอดแทรกเรื่องราวในการวิจารณ์สังคมอย่างเข้มข้น ซึ่งผมว่ามันไม่จำเป็นสำหรับงานทุกชิ้น ทว่างานที่ต้องการแสดงอารมณ์นั้น อารมณ์ของภาพจะต้องเข้มข้น ดังที่ Bomroya สามารถสำแดงภาพของเธอเต็มที่ผ่านศักยภาพของเธอ

ดูภาพแล้วจึงได้รู้ว่าศิลปินที่มาแสดงงานเป็นสาวชาวเกาหลีนามว่า Bomroya เมื่ออ่านสูจิบัตรเพิ่งรู้ว่าเมือวานเธอมาเปิดงานด้วยการแสดงดนตรี และไม่ต้องสงสัยเพลงที่เปิดเป็นบรรยากาศของงานแสดงภาพก็คือเพลงที่เธอร้องและแต่งร่วมกับเพื่อนนักดนตรี ไม่อยากเชื่อว่าความบังเอิญจะทำให้ได้รู้จักศิลปินคนนี้ พร้อมกันนั้นผมก็ได้ซื้อแผ่นซีดีเพลงที่เธอร้องติดมือมาฟังที่กรุงเทพฯด้วย

ผมยังนึกในใจว่าถ้ามีโอกาสอยากชักชวนให้เธอมาร่วมงานกับสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมสักหน่อย


บลูเรย์ดิสก์ พร้อมหรือยังที่จะลุย!

โดยนิวัต พุทธประสาท


ผมคิดว่าในช่วงปีใหม่ท่านผู้อ่านคงกำลังจด ๆ จ้อง ๆ เพื่อจ่ายเงินซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใหม่ตอนเงินโบนัสออกต้นปีเป็นแน่ แล้วสิ่งที่จดจ้องอยู่นานสองนาน เวียนไปชมไปดูหาข้อมูลจนเหงือกแทบจะแห้ง แต่ยังไม่สามารถตัดสินใจซื้อเสียทีนั่นก็คือเจ้าเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ดิสก์ หรือแสงสีน้ำเงินมหัศจรรย์นั่นเอง ที่ได้แต่จดจ้องแล้วยังไม่ซื้ออาจเป็นเพราะว่าฟอร์แมตใหม่นี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน ทำให้ผู้เล่นยังไม่มั่นใจว่ามันจะดีจริงหรือเปล่า แล้วมันจะอยู่นานแค่ไหน ขนาดแผ่นดีวีดีที่เราสะสมมาเกือบสิบปีจะกลายเป็นฟอร์แมตที่ตายแล้วแบบเทป VHS หรือไม่ ไม่อาจทำนายอนาคต รวมถึงราคาของมันทั้งตัวเครื่องเล่นทั้งตัวแผ่นยังมีราคาสูงมาก เมื่อเทียบกับราคาเครื่องเล่นดีวีดี-แผ่นดีวีดี ซึ่งเป็นที่นิยมยังไม่เสื่อมคลาย

แม้บลูเรย์ดิสก์เพิ่งผ่านสงครามฟอร์แมตวีดีโอความคมชัดสูงอย่าง High Definition (HD) ระหว่าง HD-DVD กับ BLU-RAY DISC แล้วผลก็ออกมาว่า HD-DVD ที่มีโตชิบาเป็นหัวหอกยอมยกธงขาวโดยปราศจากข้อแม้ แพ้ตั้งแต่ยังไม่ชักดาบรบกันอย่างรุนแรง เพราะทั้งสองค่ายคงรู้ว่าถ้ารบกันหนัก อาจจะพ่ายแพ้ทั้งคู่ และอาจจะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลจากการแข่งขันที่ไม่รู้อนาคต ขณะที่เจ้าแสงสีน้ำเงินแม้ได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทว่าในสนามการค้าของบลูเรย์ ก็ใช่ว่าจะปูด้วยกลีบดอกกุหลาบอย่างที่ใครอยากให้เป็น เพราะผ่านมาสองสามปีจำนวนแผ่นบลูเรย์ดิสก์ก็ยังผลิตออกมาไม่มากนัก ที่แย่ไปกว่านั้นจำนวนผู้ใช้ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดดแบบเครื่องรับโทรทัศน์พลาสมา หรือแอลซีดี

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ เรามาดูกันว่าสมควรที่จะก้าวกระโดดลงไปเล่นกับมันหรือไม่ หรือจะรอเวลาออกไปจนกว่าราคาของมันจะลดลงเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ของผลิตภัณฑ์อิเลคโทรนิค

อนาโตมีของบลูเรย์ดิสก์

บลูเรย์ดิสก์เป็นฟอร์แมตที่มีบริษัทคอมพิวเตอร์และสื่อบันเทิงชั้นนำของโลกร่วมกันพัฒนาขึ้นมาอาทิเช่น แอบเปิ้ล ฮิตาชิ เจวีซี เดลล์ แอลจี ฟิลิปส์ ซัมซุง มิตซูบิชิ โซนี่ ทอป์สัน ชาร์ป ทีดีเค เฮชพี วอลท์ดิสนีย์ วอร์เนอร์บราเทอร์ ไพโอเนีย เป็นต้น

ดีวีดีโดยทั่วไปอ่านและบันทึกข้อมูลด้วยลำแสงเลเซอร์สีแดง แต่สำหรับบลูเรย์ดิสก์อ่านและบันทึกข้อมูลด้วยเลเซอร์สีน้ำเงิน กระนั้นแม้จะใช้ลำแสงสีน้ำเงินม่วงก็ตาม ทว่าบลูเรย์สามารถใช้ลำแสงร่วมกับซีดีและดีวีดีได้อย่างง่ายดาย เพราะมีหน่วยจับสัญญาณที่ตรงกัน ทว่าบลูเรย์ดิสก์ได้เปรียบตรงที่ว่ามีความยาวคลื่นที่สั้นกว่าเลเซอร์แดง 405 nm ต่อ 650 nm ทำให้เกิดความแม่นยำในการโฟกัสสูงกว่า และทำให้การบีบอัดข้อมูลได้แน่นขึ้นโดยใช้เนื้อที่ที่น้อยกว่า ซึ่งทำให้บรรจุข้อมูลได้มากกว่าแม้จะมีขนาดเท่ากับซีดีหรือดีวีดี พร้อมกับเปลี่ยนจำนวนช่องรับแสงเป็น 0.85

บลูเรย์หรือที่เรียกกันว่าบลูเรย์ดิสก์เป็นชื่อเรียกของฟอร์แมตรุ่นใหม่ของออปติกดิสก์ ฟอร์แมตดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบันทึกแสดงผลไฟล์วีดีโอในระบบ HD หรือไฮเดฟ มีความจุข้อมูลอยู่ที่ 25 GB ในแบบแผ่นซิงเกิลเลเยอร์ หรือมากกว่าดีวีดีถึงห้าเท่า ขณะที่แผ่นดูอัลเลเยอร์มีความจุอยู่ที่ 50 GB ซึ่งความจุดังกล่าวทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างจุใจ ควมจุระดับ 50 GB นั้นสามารถบันทึกไฟล์วีดีโอระดับไฮเดฟได้นานกว่าเก้าชั่วโมง หรือถ้าเป็นไฟล์ดีวีดีทั่วไปบรรจุถึง 23 ชั่วโมง ส่วนความเร็วในการอ่านข้อมมูล และในการบันทึกข้อมูลของแผ่นบลูเรย์ หากใช้ความเร็วที่ 1X จะมีความเร็วอยู่ที่ 36 MB ต่อวินาที ขณะที่มาตรฐานการอ่านภาพยนตร์ในฟอร์แมตนี้ข้อมูลขั้นต่ำอยู่ที่ 54MB ต่อวินาที จึงเป็นไปได้ว่าความเร็วของบลูเรบ์ดิสก์ที่ใช้อยู่ ใช้ความเร็วอยู่ที่ 2X ซึ่งเป็นความเร็ว72MB ต่อวินาที ทั้งนี้ศักยภาพของแผ่นบลูเรย์นั้นมีมากกว่านี้ ซึ่งความเร็วสูงสุดทำได้ได้ถึง 12X 432MB ต่อวินาที

ส่วนไฟล์วีดีโอที่รองรับสำหรับแผ่นบลูเรย์ดิสก์คือ MPEG-2, MPEG-4 AVC, SMPTE CC-1 (เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของไมโครซอร์ฟมีเดีย วิดีโอ WMV) และไฟล์เสียงสามารถรองรับ Linear PCM (LPCM), Dildy Dugutal 5.1 Channel, Dolby Digital Plus 7.1 Chanel , Dolby TrueHD (Lossless Encoding) , DTS Digital Surround, DTS-HD High, DTS-HD Master Audio

ไฟล์ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งภาพและเสียงทำให้สตูดิโอ หรือค่ายหนังที่ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ตัดสินใจที่จะนำหนังเรื่องนั้น ๆ ของตนผลิตออกมาเป็นแผ่นบลูเรย์เพื่อขายออกสู่ตลาด ซึ่งถ้าแผ่นไม่รองรับความจต้องการของค่ายหนัง ต่อให้มีคุณภาพดีเลิศเพียงใดก็ไม่มีผู้ผลิตแผ่นออกมา แม้ในเวลานี้ค่ายหนังบางแห่งก็ยังไม่เดินหน้าผลิตหนังบลูเรย์ดิสก์อย่างเต็มตัว

บลูเรย์ลุยดีไหม

ทุกวันนี้เทคโนโลยีแล่นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์หรือไฟล์ดิจิตอล มีเรื่องพูดกันเล่น ๆ ว่า คอมพิวเตอร์ซื้อในวันนี้ตื่นนอนวันรุ่งขึ้นก็ตกรุ่นเสียแล้ว คำพูดนี้เป็นความจริงอย่างไม่น่าเชื่อ และมันได้ลามมาถึงผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทันสมัยอาทิเช่นโทรทัศน์จอพลาสมา โทรทัศน์แอลซีดี เครื่องเล่นดีวีดี จนมาถึงยุคไฮเดฟที่นำเรือธงด้วยเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ น่าใจหายว่าทั้งเทคโนโลยีและราคาต่างเดินสวนทางกันอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อสองปีที่แล้วราคาโทรทัศน์จอพลาสมาขนาดสี่สิบนิ้วความคมชัดระดับกลาง ๆ ต้องกำเงินสด ๆ ราคาเหยียบแสนไปซื้อ ทว่าทุกวันนี้มีเงินไม่ถึงสามหมื่นก็สามารถเป็นเจ้าของได้ แถมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ออฟชั่นมากขึ้น สเปคที่ดีขึ้น รวมถึงครอบคลุมการใช้งานได้หลากหลาย

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนซื้อต้องพะวักพะวงว่าเมื่อจ่ายเงินจำนวนนี้แล้วยังแพงอยู่หรือไม่ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องชาชินกับมันไปแล้ว แต่สำหรับคนชอบดูหนังฟังเพลงย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องพบกับเหตุการณ์ที่มีฮาร์ดแวร์ใหม่มาให้เล่น ถือเป็นการซื้อความบันเทิงที่ต่อเติมเข้ามาในชีวิต เป็นการตอบสนองความอ่อนล้าหลังการทำงานอันหนักเหนื่อย ไม่ต้องถ่อรถถ่อเรือไปต่อแถวซื้อตั๋วหนังในราคาแพง แถมได้รับบริการที่แสนจะน้อยนิด ไม่นับว่าต้องไปนั่งดูโฆษณาก่อนหนังฉายเกือบครึ่งชั่วโมง (ตกลงซื้อตั๋วไปดูโฆษณาหรือไง) ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือโรงหนังบางโรงคุณภาพไม่มีมาตรฐาน ภาพเบลอร์ เสียงห่วย แล้วถ้าถูกหวยไปเจอหนังขาดกลางเรื่อง ต้องนั่งรอเกือบห้าถึงสิบนาที เสียทั้งอารฒณ์เสียทั้งเวลา จะเดินออกจากโรงก็ขี้เกียจไปทะเลาะขอเงินคืนกับคนขายตั๋ว แล้วต้นทุนในการดูหนัง

ทางเดียวคือดูหนังที่บ้าน ค่อย ๆ สร้างโฮมเธียเตอร์น้อย ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้นก่อนจะเข้าสู่โฮมเธียเตอร์ดิจิตอลความละเอียดสูง ลองสำรวจดูว่าเราพร้อมแค่ไหนต่อการเข้าสู่โลกไฮเดฟ

ประการแรกจอโทรทัศน์ของเราไม่ว่าจะเป็นพลาสมาหรือแอลซีดี รองรับระบบภาพ Full-HD หรือ Ready-HD หรือไม่ ถ้าโทรทัศน์ของท่านเป็น Full-HD ก็พร้อมที่จะเล่นกับแผ่นบลูเรย์ดิสก์ได้เลย แต่ถ้ายังเป็น Ready-HD ลองสอบถามไปยังตัวแทนจำหน่ายเพื่ออัพเกรดเครื่อง (แต่ถ้าไม่อัพเกรดก็เล่นได้ครับ ทว่ามันก็ยังไปไม่สุดอย่างที่เราต้องการ) กระนั้นโทรทัศน์จอสลิมรุ่นใหม่ ๆ นั้นรองรับ Full-HD จนเกือบหมดแล้ว จะมีเฉพาะโทนทัศน์ค้างสต๊อคเท่านั้นที่ยังเป็น Ready-HD (ดังนั้นก่อนซื้อโทรทัศน์ลดราคา-โปรโมชั่น หากราคาถูกเกินไปควรขอดูสเปคก่อนซื้อเพื่อจะได้ไม่ซื้อของตกรุ่นที่ไม่อาจจะยอมรับได้)

ประการที่สองโทรทัศน์ของท่านผู้อ่านมีความละเอียดในการแสดงผลภาพขนาด 1,920X1,080 Pixels และควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีช่องต่อ HDMI อย่างน้อยหนึ่งชุด เพราะถ้ารายละเอียดภาพไม่รองรับภาพรายละเอียดสูง การเข้ามาเล่นแผ่นบลูเรย์ก็ไม่มีความจำเป็นมากนัก ดีวีดีอัพสเกลยังเป็นทางเลือกที่ดีเสมอสำหรับผู้เขียน

ประการสาม กำลังทรัพย์ในการจ่ายค่าซอร์ฟแวร์บลูเรย์ดิสก์มีมากแค่ไหน เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ราคาแผ่นบลูเรย์ดิสก์ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง และค่ายหนังยังไม่ปูพรมผลิตหนังออกมาเป็นบลูเรย์ดิสก์มากเท่าไหร่ทั้งหนังเก่าและใหม่ แต่ในอนาคตมีแนวโน้มว่าแผ่นบลูเรย์ดิสก์น่าจะก้าวเข้ามาแทนที่แผ่นดีวีดีแน่นอน

ถ้าท่านผู้อ่านมีทั้งสามประการครบถ้วนแล้ว และกำลังคันไม้คันมือ ก็ลุยกับเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ได้เลย เพราะในปัจจุบันราคาเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์นั้นมีแนวโน้มต่ำลงเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวเครื่องก็ดีขึ้น เรื่องเทคโนโลยีล้ำยุค หรือตามเทคโนโลยีเป็นเรื่องเล็กครับ เพราะสุดท้ายก้ต้องเก่าลงอยู่ดี

ที่สำคัญก็คือโทรทัศน์พลาสมาและแอลซีดีที่เราซื้อไปใช้จะได้ใช้ได้อย่างคุ้มค่าเสียที เพราะดูหนังจากเคเบิล ดาวเทียม หรือสัญญาณภาพฟรีทีวีบ้านเรายังไม่ปล่อยสัญญาณคุณสูงมาให้ชม เท่ากับเราซื้อรถเฟอร์ราลีมาวิ่งบนถนนฝุ่นก็ไม่ผิด ดังนั้นการเล่นแผ่นบลูเรย์ดิสก์จึงเท่ากับเราได้ใช้เครื่องรับโทรทัศน์แสนแพงของเราได้อย่างคุ้มค่า หรือถ้าหากใครคิดว่ายังไม่พร้อมที่จะลุย การรอให้เทคโนโลยีสูงขึ้นทว่าราคาต่ำลงนั้นก็ยังไม่เสียหาย แต่ถ้าจะถามว่าก้นเหวของเทคโนโลยีสูงสุดอยู่ที่ไหน ผมตอบได้ทันทีว่าไม่มี และการซื้อเครื่องเผื่ออนาคตนั้นก็ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด การซื้อเทคโนโลยีรุ่นใหม่ไม่อาจะมองที่ตัวนวตกรรมเพียงอย่างเดียว ต้องรวมปัจจัยอื่น ๆ เข้าไปด้วยโดยเฉพาะกำลังทรัพย์ ที่ไม่ทำให้เดือดร้อนต่อการดำรงชีพ มิเช่นนั้นอาจจะเป็นราชาเงินผ่อน ที่วิ่งไล่ตามเทคโนโลยีไม่รู้จบ

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง DVD และ Blu-Ray

Specifications Blu-Ray DVD
ความจุ 25 GB (Single Layer)

50 GB (Dual Layer)

4.7 GB (Single Layer)

8.5 GB (Dual Layer)

ความยาวคลื่น 405 nm (Blue Laser) 650 nm (Red Laser)
ช่องรับแสง 0.85 0.6
เส้นผ่าศูนย์กลางของแผ่น 120 mm 120 mm
ความหนาของแผ่น 1.2 mm 1.2 mm
เลเยอร์เคลือบ 0.1 mm 0.6 mm
เคลือบแข็ง เคลือบ ไม่เคลือบ
ระดับการยก 0.32 µm 0.74 µm
อัตราการโอนถ่ายข้อมูล (Data) 3.6 Mbps (1x) 11.08 Mbps (1x)
อัตราการโอนถ่ายข้อมูล (Video/audio) 54.0 Mbps (1x) 10.08 Mbps (1x)
รายละเอียดภาพสูงสุด 1920×1080 (1080p) 720×4580/720×576
Bit Rate ภาพสูงสุด 40.0 Mbps (480i/576i) 9.8 Mbps
รองรับไฟล์วีดีโอ MPEG-2

MPEG-4

SMPTE VC-1

MPEG-2
รองรับไฟล์เสียง Linear PCM

Dolby Digital

Dolby Digital Plus

Dolby Digital True HD

DTS Digital Surround

DTS-HD

Linear PCM

Dolby Digital Digital

DTS Digital Surround

Interactive BD-J DVD-Video

ห้าซิมโฟนี่ไม่ดังที่ควรฟังก่อนตาย

เผลอไม่หายใจเพียงวินาที หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวสายลมพัดผ่าน ฉบับนี้ผมขอนำเสนอซิมโฟนี่ไม่ดังห้าหมายเลขที่ต้องฟังก่อนตาย นี่คือไฟต์บังคับที่คนฟังเพลงคลาสสิกทั้งขาเก่าขาใหม่ไม่ควรพลาด ทั้งนี้ผมขอละเว้นซิมโฟนี่ของท่านบีโธเฟ่นนะครับ ผมขอละท่านบีโธเฟ่นที่ผมรักเอาไว้บนชั้นชั่วคราว ในฐานะที่เพลงของท่านไม่ว่าแง่ไหนมีคนรู้จักอย่างดียิ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นซิมโฟนี่หมายเลข 5 หมายเลข 7 และหมายเลข 9 สามหมายเลขนี้เป็นอมตะนิรันดร์อยู่เหนือกาลเวลาไปแล้ว อีกหลายร้อยปีข้างหน้าทั้งสามซิมโฟนี่ของบีโธเฟ่นก็ยังคงได้รับการเล่นการพูดถึงและการฟังอย่างไม่มีข้อสงสัย และเราคงได้ยินได้ฟังทั้งสามหมายเลขนี้จากสื่ออื่น ๆ ไม่เฉพาะในฐานะดนตรีคลาสสิก เพื่อไม่เสียเวลาผมขอแนะนำเลยนะครับ



The Planets: Gustav Holst

ซิมโฟนี่บทนี้แปลกต่างจากซิมโฟนี่บทอื่น ๆ ที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะรูปแบบการนำเสนอ อาจจะเรียกซิมโฟนี่แบบนี้ว่า Symphony Fantastic ก็ได้ ถ้ากล่าวว่าบีโธเฟ่นเป็นนักปฏิวัติดนตรีคลาสสิก กุสตาฟ โฮสล์ต ก็เป็นหนึ่งที่ได้รับมรดกของแนวคิดนี้ ซิมโฟนี่ เดอะ แพลนเน็ต เป็นการนำเสนอซิมโฟนี่ผ่านคอนเซ็ปต์ว่าด้วยเรื่องราวดาวนพเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาล ซิมโฟนี่เพลงนี้มีด้วยกัน 7 มูฟเม้นต์ แต่ละมูฟเม้นต์ตั้งชื่อตามชื่อดาวนพเคราะห์ เริ่มจากมูฟเม้นต์แรก Mars เทพเจ้าแห่งสงคราม Venus เทพเจ้าแห่งสันติสุข Mercury ผู้ส่งสาร Jupiter เจ้าแห่งความสุข Saturn เทพแห่งยุคโบราณ Uranus ความมหัศจรรย์ และ Neptune ความลึกลับ

กุสตาฟ โฮสล์ต เป็นชาวอังกฤษมีเชื้อสายสวีเดน ช่วงวัยหนุ่มของเขาเติบโตมากับวรรณกรรมอย่างออสการ์ ไวลด์, อาร์เธอ โคนัน ดอยท์, เบอร์นาร์ด ชอร์, โมเนต์ และไชคอฟสกี้ จึงไม่แปลกที่โฮสล์ตจึงมีแนวทางดนตรีในรูปแบบสมัยใหม่ (Modern Age) ต่างจากคีตกวีของอังกฤษทั่วไป

เดอะ แพลนเน็ตแต่งขึ้นในช่วง 1914-1916 ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าวเป็นห้วงเวลาสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ดำเนินมาถึงช่วงกลางของสงคราม ชะตากรรมของยุโรปยังมองไม่เห็น การเรียกร้องต่อสันติภาพเริ่มคุกรุ่น และสงครามยิ่งทำให้เศรษฐกิจของยุโรปตกต่ำ จึงไม่เแปลกที่ซิมโฟนี่บทนี้จึงนำเสนอภาพของสงคราม สันติภาพออกมาได้อย่างลึกซึ้งงดงาม การใช้ดาวเคราะห์เป็นตัวแทนของเนื้องเรื่อง ทำให้โฮสล์ตนำเสนอบทเพลงของเขาได้อย่างตรงไปตรงมา รูปแบบของซิมโฟนี่ที่ผสมผสานระหว่างแนวคิดสมัยใหม่ และเพลงในยุคคลาสสิกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ท่อนที่ผู้ฟังคุ้นหูที่สุดท่อนหนึ่งคือ Jupiter สำหรับแผ่นที่น่าฟังของเพลงนี้บรรเลงโดย New York Philharmonic กำกับวงโดย เลียวนาร์ด เบิร์นสไตน์ หรือแผ่นที่เล่นโดย Royal Philharmonic – London Philharmonicกำกับวงโดยอังเดร เพรวิน


Symphony No.7: Antonin Dvorak
คนส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยเพลงที่ฮิตที่สุดของดโวชาร์คคือ ซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ ซึ่งเป็นเพลงที่ไพเราะจับใจแสดงตัวตนของดโวชาร์คได้เป็นอย่างดี ทว่านักฟังเพลงบางคนอาจจะไม่ปลื้มกับผลงานดโวชาร์คเท่าไหร่นัก เพราะความโฉ่งฉ่างอลังการของดโวชาร์คนั้นเป็นสไตล์ที่ทำให้งานของเขากลายเป็นเอกลักษณ์ที่ติดตัว เล่นและฟังเมื่อไหร่ก็จะทราบว่าเป็นของคีตกวีชาวเชกได้ไม่ยาก แต่ท่ามกลางความอึกทึกงานของดโวชาร์คมักจะสอดแทรกท่วงทำนองพื้นบ้านลงไปจึงทำให้บทเพลงของเขาผสมผสานความงดงามไพเราะจับใจ

สำหรับซิมโฟนี่หมายเลข 7 เป็นซิมโฟนี่ที่โดดเด่นของคีตกวีท่านนี้ ท่วงทำนองหลักของเพลงติดหูผู้ฟัง บรรยากาศของเพลงเต็มไปด้วยความไพเราะ ครุ่นคิด โหมกระหน่ำ ตั้งคำถาม
ซิมโฟนี่หมายเลขเจ็ดแต่งขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 1884 ดโวชาร์คชื่นชมซิมโฟนี่หมายเลขสามของบราห์มเป็นอย่างมาก จึงได้รับแรงบันดาลใจจากบราห์มอยู่ไม่น้อย ดโวชาร์คใช้เวลาเขียนเพลงนี้หนึ่งปี เปิดแสดงครั้งแรกที่ลอนดอนในวันที่ 22 เมษายน 1885

แผ่นที่น่าสนใจมีหลายเวอร์ชั่นอันได้แก่ Scottish Nation Orchestra กำกับวงโดย Neeme Jarvi สังกัด Chandos, Berliner Philharmonic กำกับวงโดยแฮร์เบิร์ต ฟอน คารายัน และคลีฟแลนด์ ออร์เครสตร้า กำกับวงโดย Christoph von Dohnányi


Symphony: No.7 (8) “Unfinished”: Franz Schubert
ถ้าหากพูดถึงซิมโฟนี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว โดยไม่พูดถึงผลงานของชูเบิร์ต ก็คงจะทำให้การฟังเพลงคลาสสิกหมดซึ่งรสชาติหอมหวาน จะกล่าวว่าชูเบิร์ตเป็นเหมือนเงาของท่านบีโธเฟ่นก็อาจจะพูดได้ บางคนอาจจะนึกถึงชื่อของชูเบิร์ตได้แต่ระลึกไม่ได้ว่าท่านแต่งซิมโฟนี่เอาไว้กี่เพลง และในจำนวนนั้นมีท่อนไหนบ้างที่ทำให้เรานึกถึงความยิ่งใหญ่แสนสาหัสของท่าน

การจัดอันดับหมายเลขซิมโฟนี่ของชูเบิร์ตค่อนข้างจะมีรายละเอียดพอสมควร เพราะมีการค้นพบซิมโฟนี่อื่น ๆ ของคีตกวีท่านนี้ในภายหลัง ซิมโฟนี่หมายเลข 7 หรือบางสำนักก็เรียกว่าหมายเลข 8 แต่ชื่อที่คนทั่วไปรู้จักกันดีก็คือ “Unfinished” ซึ่งมีสองมูฟเม้นต์ที่แต่งเป็นออร์เครสตร้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนท่อน Scherzo นั้นใกล้จะสมบูรณ์สำหรับเปียโนสกอร์ และแต่งเป็นออร์เครสตร้าสำเร็จไปเพียงสองหน้าเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าท่านชูเบิร์ตน่าจะแต่งท่อน Finale ด้วย แต่ทั้งนี้ก็มีเพียงสองท่อนเท่านั้นที่สมบูรณ์ เวลาวงออร์เครสตร้านำมาบรรเลงก็จะนำมาบรรเลงเพียงสองท่อนที่แต่งเสร็จสมบูรณ์เท่านั้น

Unfinished เพลงนี้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของชูเบิร์ต ลักษณะเพลงที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่า ดนตรีบรรเลงอย่างนุ่มนวล จังหวะช้าเร็วไม่กระแทกกระทั้น การสอดประสานของเสียงประสานที่อ่อนช้อย แม้เพลงยังแต่งไม่เสร็จ แต่สาระของดนตรีชูเบิร์ตก็ยังไม่เจือจางลงไป การทิ้งให้ฟังเพลงสองท่อนก็มีเสน่ห์น่าติดตามไปอีกแบบ สำหรับแผ่นที่น่าสนใจคือ Columbia Symphony Orchestra กำกับวงโดย Bruno Walter หรือจะเป็นแผ่นที่เล่นโดยวง Vienna Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Carlos Kleiber


Symphony No.1: Gustav Mahler

กุสตาฟ มาเฮอร์เป็นชาวโบฮีเมียร์ เยอรมันเชื้อสายยิว เป็นทั้งคีตกวี เป็นทั้งคอนดักเตอร์ ท่านเกิดมาในช่วงรุ่งโรจน์แห่งยุคโมเดิร์น วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า อุตสาหกรรมเฟื่องฟู และมนุษย์ค้นพบความลับของธรรมชาติมากมายมหาศาล ถึงขั้นเข้าใกล้เข้าใจความเป็นไปของสวรรค์แม้น้อยนิดก็ตาม ดนตรีของมาเฮอร์จึงนำเสนอดนตรีสมัยใหม่ แต่แนวคิดทางด้านดนตรีของท่านก้ยังผูกติดอยู่กับความโรแมนติก แม้จะมองสรรพสิ่งของยุคซึ่งเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกยุคใหม่ แต่ศิลปินก็ยังต้องทำงานศิลปะภายใต้อารมณ์และความอ่อนไหว

ซิมโฟนี่หมายเลข 1 ของกุสตาฟ มาเฮอร์ เขียนขึ้นและแสดงครั้งแรกในปี 1888 และแสดงในรอบปฐมทัศน์ในปี 1889 ที่บูดาเปรส ในตอนนั้นนำเสนอในฐานะ Symphonic Poem ซึ่งแบ่งออกเป็นสองภาค จากนั้นจึงมาเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น Titan กระนั้นก็ยังเรียกซิมโฟนี่บทนี้ว่า Symphony in D Major จนกระทั่งปี 1899 จึงได้ชื่อว่า ซิมโฟนี่หมายเลข 1 แค่ชื่อเพลงก็มีความเป็นมายืดยาว เป็นธรรมดาการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชื่อผลงาน หรือชื่อเพลงนั้นเกิดขึ้นเสมอ ไม่เฉพาะคีตกวีท่านนี้เท่านั้น

ท่านมาเฮอร์เป็นคีตกวียุคใหม่ไฟแรง ผลงานของท่านอาจจะฟังยากกว่าดนตรีในยุคบาโร้ค การผสมวงออร์เครสตร้าของมาเฮอร์นั้นยิ่งใหญ่อลังการ ซิมโฟนี่ของท่านหลายเพลงยาวเหยียดเกินชั่วโมง คนฟังจึงต้องตั้งสมาธิกันยาวนานหน่อย แต่รับรองว่าความยิ่งใหญ่ของดนตรีไม่เป็นรองใคร แผ่นที่น่าสนใจก็ได้แก่ Saint Louis Symphony Orchestra กำกับวงโดย Leonard Slatkin สังกัด Terlarc


Symphony No.4: Johannes Brahms
บราห์มเป็นคีตกวีที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ผู้คนรู้จักเปียโนคอนแชร์โต้ของคีตกวีท่านนี้อย่างประจักษ์แจ้งว่าไพเราะเสนาะโสตเพียงไร บราห์มแต่งซิมโฟนี่เอาไว้ด้วยกันเพียงสี่ซิมโฟนี่ บางคนอาจจะว่าน้อยเกินไป แต่สำหรับแฟนของบราห์มแล้วคิดว่าเพียงสี่ซิมโฟนี่เท่านั้นก็บรรลุถึงขั้นโสดาบรรณทางดนตรี ไม่มีอะไรพิสูจน์คำอ้างได้เท่าทดลองฟังเอง

อิทธิพลของบราห์มมิใช่แค่ในยุคของเขา แต่ส่งถึงดนตรีคลาสสิกในยุคหลังด้วย โจอาคิม (นักไวโอลินชื่อก้องในสมัยนั้น) ได้มอบจดหมายแนะนำตัวบราห์มในวัยหนุ่มนำไปให้กับชูมานน์ ชูมานน์นั้นก็ทึ่งกับเด็กหนุ่มอัจฉริยะคนนี้จนถึงกับเขียนบทความถึงบราห์ม บราห์มหลงรักคาร่าภรรยาของชูมานน์ แม้เขาจะผ่านพบหญิงสาวหลายคนทว่าเขาเก็บเธอไว้ในดวงใจ ไม่เคยแต่งงานกับหญิงอื่นอยู่เป็นโสดจนสิ้นลม

ซิมโฟนี่หมายเลขสี่ เป็นผลงานชิ้นใหญ่ของบราห์มชิ้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยความไพเราะ ครุ่นคำนึง เป็นซิมโฟนี่ที่หนักแน่นของคีตกวีผู้นี้ แผ่นที่น่าสนใจ เล่นโดยวง Vienna Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Carlos Kleiber หรือ เลียวนาร์ด เบิร์นสไตน์ สองแผ่นนี้สังกัดดอยท์แกรมมาโฟน

ห้าซิมโฟนี่ที่ผมแนะนำนี้ แม้จะไม่ใช่ห้าซิมโฟนี่ฮิต แต่เป็นห้าซิมโฟนี่ที่ได้รับการยอมรับจากคนฟังมาอย่างยาวนานต่อเนื่อง ทั้งห้าบทเพลงมีสารัตถะของมันแฝงเร้นอยู่ แน่นอนอาจจะฟังยากบ้างง่ายบ้าง แต่ผมเชื่อว่าดนตรีคลาสสิกเป็นงานเพลงที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะซิมโฟนี่ซึ่งต้องบรรเลงด้วยวงขนาดใหญ่ เสียงดนตรีที่เกิดจากวงออร์เครสตร้ามิได้เกิดจากเสียงใดเสียงหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากเครื่องดนตรีทุกชิ้นที่พร้อมเพรียงกันบรรเลงตัวโน้ต

ผกาชวนชิม: ห่านพะโล้เลิศรส

ถ้าจะเอ่ยถึงร้านห่านพะโล้แล้ว ในเมืองไทยมีอยู่หลายร้าน แล้วแต่ละร้านก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ร้านที่ผกาอยากจะแนะนำ เป็นร้านที่ผกากินมาตั้งแต่เด็ก ตำนานร้านนี้ยาวนานกว่าสามสิบปี ทำห่านพะโล้มาโดยตลอดไม่เคยเปลี่ยน ตอนนี้เข้าสู่รุ่นที่สองของร้านเป็นที่เรียบร้อย ทางร้านไม่มีสาขา มีแห่งเดียวที่เจริญนคร

เมื่อก่อนที่ร้านสุน เขาจะหุงข้าวผสมเผือก ตอนเด็ก ผกาก็สงสัยว่าทำไมต้องผสมเผือก พ่อของผกาบอกว่าเมื่อก่อนข้าวยากหมากแพง การผสมเผือกลงไปในข้าวเพื่อเพิ่มปริมาณข้าวให้มากขึ้น เพราะสมัยก่อนเผือกสามารถขุดหาง่าย ไม่มีราคาค่างวดเท่าข้าวจึงมาผสมเพื่อเพิ่มปริมาณให้เยอะ ๆ เมื่อก่อนแม้ผกาไม่ชอบกินเผือก แต่ก็ยอมรับว่าข้าวผสมเผือก กินกับห่านพะโล้นั้นอร่อยไม่เบา ปัจจุบันทางร้านเลิกใส่เผือกลงไปในข้าวแล้ว มีแต่ข้าวสวยเพียงอย่างเดียว คิดถึงอดีตแล้วโหยหา

ร้านสุนเจริญนคร (ติ่ง) อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดคือเนื้อห่านพะโล้ ที่นี่เขาจะแล่เนื้อห่านปราศจากกระดูก หรือถ้าใครชอบแทะกระดูกแบบการสับแบบฮ่องกง ก็สั่งทางร้านได้ไม่ว่ากัน ถ้าท่านไปกันสองคนผกาแนะนำว่าสั่งห่านพะโล้จานใหญ่ไปเลยคุ้มที่สุด ไม่ต้องมาคอยสั่งเพิ่ม ส่วนอาหารแนมอื่น ๆ ก็มีเช่นปลาตะเพียนต้มเค็ม แกงจืดดอกไม้จีน แกงจืดมะระ ผมคิดว่าอาหารแนมนั้นรสชาติธรรมดาครับ แต่ถ้าคนชอบสั่งแกงจืดมาซดแก้เลี่ยนก็ได้ไม่ว่ากัน แต่มาร้านห่านแล้วห่านพะโล้อร่อยที่สุดค่ะ

ห่านพะโล้แล่เนื้อปราศจากกระดูก

นอกจากห่านพะโล้แล้วทางร้านยังมีก๋วยเตี๋ยวเป็ดด้วย ก๋วยเตี๋ยวเป็ดก็ไม่บันเบา น้ำแกงเป็ดรสกลมกล่อมอย่าบอกใคร เวลาผกาไปทาน ผกามักจะสั่งห่านจานใหญ่จานนึงและเกาเหลาเป็ดมาซดน้ำแกง เท่านี้ก็อิ่มอร่อยอย่าบอกใครครับ สำหรับคอเครื่องใน ตับกึ๋น มีให้ครบสั่งเป็นจานเล็ก ๆ มาเสริม หรือถ้าชอบขา ปีก คอ ก็สั่งมาต่างหากได้เช่นกัน

ร้านสุนเจริญนครความอร่อยของห่านอยู่ที่น้ำพะโล้ที่กลมกล่อม ผกาไม่อยากบอกเลยว่าร้านนี้ทำพะโล้ได้ถูกปากผกามากที่สุด น้ำพะโล้หอมกลิ่นเครื่องเทศหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือเหล้าจีนนั้นใส่ไม่อั้น ใครรับประทานห่านร้านสุนแล้วไม่เกิดเอฟเฟคไชนิสฟู้ดซินโดรมแล้วละก็ ถือว่าธาตุแข็งใช้ได้

ร้านสุนเจริญนครตั้งอยู่บริเวณ ถนนเจริญนครซอย 10 ตรงข้ามโรงแรมเดอะเพนินซูเอลา คลองสาน หากมาจากสาทร ลงสะพานพระเจ้าตากสิน เลี้ยวซ้ายเชิงสะพานเข้าสู่ถนนเจริญนคร พอถึงสามแยกแล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านสองไฟแดงซึ่งรอดใต้สะพานตากสิน ร้านเป็นห้องแถว จอดรถริมถนน หรือถ้าให้ดีเลยไปจอดที่บริเวณวัดสุวรรณ ใช้เวลาเดินย้อนกลับมาไม่ถึงห้านาที ร้านเปิดตั้งแต่สิบโมงเช้าจนไปถึงบ่าย ๆ

เกาเหลาเป็ด นำ้ซุปพะโล้สุดยอด

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่านตอนแรก


บรรยากาศการแสดงเทศกาลแจ๊สมหิดล

หลังจากชมวันแรกจบลงแล้ว ผมกลับถึงบ้านแบบลากสังขารครับ ขากลับแวะกินโจ๊กบางกอกริมถนนเพชรเกษม เกือบเที่ยงคืนจึงถึงบ้าน อาบน้ำเสร็จก็สลบเลยครับ ตอนเช้าต้องตื่นเช้าทำภารกิจอีกต่างหาก ตอนแรกผมกะจะไปร่วมกิจกรรมในงานตอนกลางวัน แต่พอช่วงบ่ายหมดแรงเสียก่อนตามประสาคนเริ่มมีอายุ จึงงีบหลับช่วงเย็นแล้วกว่าจะออกมาชมคอนเสิร์ตได้ก็ทุ่มครึ่ง ยังดีที่ออฟฟิศของผมอยู่ที่สามพรานจึงเดินทางไปยังมหิดลศาลายาไม่ยากเย็นนัก

ผมไปถึงคอนเสิร์ตตอนที่โก้แซกแมนเล่นจะจบอยู่แล้ว แม้ว่าจะไปดูในช่วงท้าย แต่สิ่งที่ผมรับรู้คือโก้นั้นมีการแสดงที่ยอดเยี่ยมมากครับ นี่เป็นข้อดีที่เชิญนักดนตรีอาชีพมาเล่นในงาน เพราะการแสดงในเวทีกลางแจ้งแบบนี้ การเอนเตอร์เทนคนดูมีส่วนสำคัญมาก การเอาคนดูให้อยู่ไม่ใช่เฉพาะฝีมือ แต่มันต้องผสมการแสดงลงไปด้วย แล้วนักดนตรีอาชีพที่ผ่านเวทีการเล่นมาโชกโชนเท่านั้นที่จะทำได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศวันนี้ยังคงคึกคัก แฟนเพลงของโก้มาชมอุ่นหนาฝาคั่ง อาจจะเป็นเพราะรายการแรก ซึ่งต่อมาจากช่วงกลางวัน คอนเสิร์ตจบก็ยังไม่ดึกมากนัก

โก้ มิสเตอร์แซกแมน

วันนี้สนามหญ้าที่เป็นจุดนั่งฟังแห้งสนิททำให้การเดินสำรวจรอบบริเวณทำได้อย่างดี พอโก้แสดงเสร็จผมก็เดินสำรวจ วันนี้ผู้ชมเตรียมตัวมาชมพอสมควร ด้วยการเตรียมเครื่องดื่มมาดื่มไปดูไป ซึ่งผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมากครับ การดูคอนเสิร์ตแจ๊สกลางแจ้งมันต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์บ้างครับ เพราะมันเข้ากันอย่างดีกับบรรยากาศ การดื่มแอลกอฮอร์ไม่ใช่อาชญากรรมเหมือนพวกมือถือสากปากถือศีลพูดกล่อมกันเช้าเย็น การดื่มอย่างพอเหมาะนั้นเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ดังที่ผู้มีรสนิยมดีปฏิบัติกัน แม้เทศกาลแจ๊สจะจัดกันในรั้วมหาวิทยาลัย แต่กระนั้นโอกาสแบบนี้ผมก็คิดว่าไม่น่าเกลียดหรอกครับ คนที่คิดน่ะอกุศลต่างหาก กฎทั้งหลายมนุษย์ล้วนตั้งขึ้น และคนที่จะเอามันลงมาพักบ้างก็คือมนุษย์นั่นเอง (ใครจะเถียงเรื่องนี้กับผมได้เลยนะครับ)

วงแม้นศรี

วงที่สองของค่ำคืนนี้คือวงแม้นศรี วงแม้นศรีเป็นวงที่ก่อตั้งขึ้นจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นวงที่ตั้งวงกันมานานพอสมควร เคยบันทึกเสียงหลายครั้ง วงแม้นศรีเล่นดนตรีค่อนข้างละเมียด ไม่เน้นจังหวะรวดเร็ว เล่นกันละเอียดละออ

ส่วนวงสุดท้ายของค่ำคืน Rich Perry Quartet เป็นวงปิดท้าย ระหว่างรอการตั้งเครื่องวันนี้ผมก็เดินสำรวจตามเคยครับ ขี้เกียจนั่งอยู่กับที่ เทศกาลแจ๊สคราวนี้นอกจากมีดนตรีบรรเลงแล้วยังมีร้านมาออกร้านขายของด้วย แต่ละร้านชวนให้เสียเงินจริง ๆ ตั้งแต่ค่ายเพลงแจ๊สอย่างฮิตแมน มีหลายอัลบัมน่าสนใจครับ (ส่วนใหญ่ผมมีแล้ว) ผมไม่แน่ใจว่าเวบไซต์ของฮิตแมนแจ๊สมันจะเจ๊งอีกนานหรือเปล่าเพราะเข้าไม่ได้มาเป็นเดือน ๆ แล้ว นอกจากนั้นยังมีร้านของวิทยาลัยดนตรี ขายอัลบัมน่าสนใจคือ The Pomelo Town และเสื้อยืดของเทศกาล ที่น่าสนใจอีกร้านคือร้านใบชาซอง ที่คุณบรรณ และภรรยามาออกร้านขายกันเอง นอกจากอัลบัมที่ทางคุณบรรณผลิตเองแล้ว ยังมีอัลบัมเพลงอื่น ๆ อีก ส่วนร้านของคุณสมนึกมีอัลบัมน่าสนใจเยอะ แต่ไม่ค่อยกล้าแตะเท่าไหร่ ก่อนซื้อควรถามราคาก่อนเพราะมันขึ้นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากร้านต่าง ๆ แล้วยังมีร้านมาขายอาหาร ซึ่งก็มีพอสมควรช่วยรองท้องผู้ชมได้อย่างดี ร้านที่ฮิตที่สุดและกลิ่นอบอวนชวนท้องร้องก็คือข้าวไข่เจียว

Rich Perry Quartet

ระหว่างที่ผมเดินเล่นรอบสนามช่วงรอตั้งเครื่องก็บังเอิญพบกับคอลัมนิสต์ดนตรีผู้คว่ำหวอดในวงการมานานอย่าง ปรารถนา รัตนะ ซึ่งปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ประจำในหนังสือมติชนสุุดสัปดาห์ ก็เลยคุยกันอย่างสนุกสนาน เธอตั้งใจมาชมคุณริช เพอร์รี่แสดงโดยเฉพาะ

การแสดงของวงริชเพอร์รี่ควอตเต็ต เป็นไปดังที่คาดครับ เล่นได้ดีสมมาตรฐาน แม้คุณริชแกจะออกตัวว่าไม่ได้ซ้อมมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว (ตอนที่เวิร์คช็อป) แต่ผมดูแล้ววงฝรั่งอาชีพมันเขี้ยวลากดินดีแท้ เล่นกันอย่างไหลลื่นทุกเม็ด เรื่องทีมเวิร์คไม่ต้องสงสัย รวมกันเป้นหนึ่ง เล่นเข้าขากันอย่างไม่ต้องมองด้วยสายตา ทว่าสัมผัสด้วยเสียงดนตรี ผมชอบรสนิยมการบรรเลงแซกโซโฟนของคุณริชเป็นอย่างมาก ยิ่งเขาแสดงความคิดเห็นในเรื่องสไตล์ของเขาในวันเวิร์คช็อป แล้วเขาก็แสดงสิ่งที่เขาคิดให้เราชมในคอนเสิร์ต มันตอกย้ำว่าเขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิด การเล่นจึงสมบูรณ์แบบแม้ว่าสถานที่การแสดงนั้นจะอยู่ที่ไหน เล่นที่ใด มีใครเป็นผู้ชม หรือผู้ชมมีจำนวนเท่าไร

เสียงแซกฯของคุณริชทำให้ผมคิดถึงเสียงแซกฯของเด็กซ์เตอร์ กอร์ดอนไม่น้อย เป็นเพียงการระลึกถึงเท่านั้นนะครับ เพราะแนวทางมันคล้าย ๆ กัน

การแสดงจบลงราว ๆ ห้าทุ่มครึ่ง เป็นอีกคืนที่อิ่มสุข แต่ก็เพลียเอาเรื่องเหมือนกัน

ส่วนการแสดงในวันที่สาม ผมพลาดตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนครับ น่าเสียดายครับ แต่ก็พลาดไปแล้ว

มีข้อน่าติติงนิดหนึ่งขอติเพื่อก่อนะครับ ผมคิดว่างานคอนเสิร์ตครั้งนี้โปรแกรมที่จัดเหมาะสำหรับคนที่จะมาเพียงวันเดียว คือโปรแกรมเช้ากับเย็น ไม่ใช่มาสามวันในช่วงใดช่วงหนึ่ง (ใจจริงผมอยากมาร่วมทั้งสามวันสามคืน ถ้ามีสถานที่พักให้งีบหลับได้สักแป๊ปหนึ่งในช่วงบ่ายแก่ ๆ) เทศกาลนี้ผมมีเวลาเฉพาะช่วงไนท์ไทม์เท่านั้น จึงพลาดกิจกรรมตอนกลางวันทั้งหมด ทั้งที่โปรแกรมกลางวันบางอันน่าสนใจมาก อีกประการหนึ่งก็คือ การบรรเลงเพลงแจ๊สในเวทีกลางแจ้ง เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะดึงอารมณ์ร่วมของคนดูให้เป็นหนึ่ง ดังนั้นเวที Main Stage ในคราวนี้มีวงที่เพอร์ฟรอมเม้นต์เก่ง ๆ ไม่กี่วงที่เหมาะแก่การแสดงกลางแจ้ง ผมคิดว่าวงที่เล่นด้วยฝีมือควรจัดให้เล่นในหอการแสดงมากกว่า เพราะจะสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า อย่างเช่นวงแม้นศรีเล่นเพลงที่ละเอียดมาก คนดูต้องตั้งใจฟัง การเล่นกลางแจ้งเป็นการทำลายการแสดงโดยไม่ต้ังใจ รวมถึงวงอย่างริชเพอร์รี่ควอตเต็ตก็ควรค่าแก่การแสดงในหอการแสดงมากกว่ากลางแจ้งที่ต้องเสี่ยงต่อสภาพอากาศและคนดูที่ไม่มีสมาธิ

กระนั้นในปีหน้าผมก็ยังคงมาชมอยู่ดี (และยังสมัครใจเป็นแฟนวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทยอย่างไม่ครามครัน)

ขอบคุณการแสดงดี รายการดี ๆ ที่ผู้จัดที่ทุ่มเทแรงกายและใจจัดขึ้น ขอปรบมือดัง ๆ และคารวะงาม ๆ

อ่านตอนแรก