Info

กรุสำหรับ มีนาคม, 2010

ออกจากความหฤหรรษ์

ภาพปกอัลบัม

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน คงไม่มีใครไม่รู้จัก ปฐมพร ปฐมพร หรือ “พราย” นักร้องท่าทางเหงา ๆ เซอร์ ๆ ใบหน้าถูกวาดเส้นคาดบนใบหน้าคล้ายชนเผ่าอินเดียแดง ร้องเพลงด้วยอาการก่นตะโกน กระแทกกระทั้นเหมือนฮาร์ดร็อค ทว่าอีกด้านหนึ่งของพรายก็แฝงไปด้วยรอยปริของความอ่อนไหว โรแมนติก เปราะบาง

และอีกนั่นแหละ คงไม่มีใครไม่รู้จักวงโมเดิร์นด็อค ผู้ซึงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อแวดวงเพลงร็อค โดยเป็นผู้แผ้วถางดนตรีซึ่งไม่ผูกขาดจากค่ายเทป รวมถึงเป็นวงที่กล้าจะฉีกรูปแบบดนตรีตลาด วงโมเดิร์นด็อคยังคงปรากฏผลงานอย่างต่อเนื่องภายใต้แกนนำสามคน อันประกอบไปด้วย ธนชัย อุชชิน, เมธี น้อยจินดา และปวิณ สุวรรณชีพ

Pry&May-T Project Oetic part อัลบัมนี้ถือเป็นการรวมตัวที่เป็นปรากฏการณ์เล็ก ๆ แต่ไม่ธรรมดา เนื่องจาก พรายไม่ได้ออกอัลบัมมานานพอสมควร จนดูเหมือนว่าเขาจะแขวนไมค์อย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว ส่วนเมธีนั้นในนามอัลบัมเดี่ยวหรืองานรับเชิญก็ไม่มากนัก จึงนับว่าเป็นปรากฏการณ์เล็กที่น่าสนใจ อัลบัม Oetic Part เป็นอัลบัมในแบบ EP (Extended Play) ซึ่งรวบรวมเพลงทั้งหมด 7 เพลง ซึ่งแต่งเนื้อร้องโดยพรายและเมธีแต่งทำนองเพลง

เพลงเปิดอัลบัม First Time ซึ่งมีเนื้อร้องภาษาอังกฤษทำได้อย่างดีมาก เรียกว่าฟังครั้งเดียวติดหูด้วยท่วงทำนองเพลงช้า เสียงกีตาร์โปร่งทำให้โครงสร้างดนตรีน่าสนใจ

เพลงที่สอง เพลงพราย พรายกลับมานำเสนอเพลงในแบบที่เขาถนัด บทกวีที่เปลี่ยวเหงา เสียงกีตาร์ของเมธีทำให้เราเห็นว่าแท้แล้วโครงสร้างดนตรีของโมเดิร์นร็อคนั้นออกมาจากเขาอย่างแจ่มแจ้ง

เพลงที่สาม My UFO เมธีเป็นผู้แต่ง เสียงแผดกีตาร์ระโหยเข้ากันกลับเสียงของพรายซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

เพลงที่สี่ ปรายฟ้า เริ่มด้วยเสียงเปียโนซึ่งฟังดูเศร้า เสียงร้องของพรายทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงรักที่เหงาจับใจ เพลงที่ห้า บางเวลา รูปแบบเพลงร็อคในยุค Alternative แต่กระนั้นเลยสำเนียงของดนตรีก็ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะ

เพลงที่หก คิดถึงฉันบ้างไหม และเพลงสุดท้าย ปรายฟ้า (รีมิกซ์) ทั้งเจ็ดเพลงในอัลบัมนี้แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เป็นอัลบัมที่น่าสนใจพอที่จะซื้อหามาฟัง โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เพลงไทยดี ๆ หายากลงไปทุกที อัลบัมนี้ถือเป็นหนึ่งหยดน้ำใสสะอาดหยดหนึ่งในทะเลทรายดนตรีซึ่งแห้งผาก พรายลดความเกรี้ยวกราดของตัวเองลง ทว่าแฝงไปด้วยความนุ่มนวล เพลงรักในแบบที่ไม่ค่อยได้ยินจากนักแต่งเพลงคนอื่น ส่วนเมธีแสดงให้ผู้ฟังได้เห็นแล้วว่า เขาคือกระดูกสันหลังของโมเดิร์นด็อค และเป็นผู้มีความสร้างสรรค์ทางดนตรีคนหนึ่งที่หาตัวจับยาก

Pry&May-T Website

เวลานี้ตลาดโทรทัศน์ในบ้านเราน่าจะมาถึงจุดที่เริ่มจะอิ่มตัวกันแล้ว เพราะถ้ามองไปที่เทคโนโลยีใหม่ คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาอีกต่อไป หรือแม้แต่โทรทัศน์สามมิตินั้นก็เป็นเพียงกระแสแฟชั่นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะถามว่าใครจะดูโทรทัศน์สามมิติตลอดเวลา แล้วรายการธรรมดาจะดูแบบสามมิติไปทำไม หรือถ้ามองไปที่หนังสามมิติ ก็ยังอยู่อีกไกลกว่าจะพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดยอด

กลับมาที่โทรทัศน์ซึ่งคนส่วนใหญ่ตอนนี้นิยมกันโดยเฉพาะโทรทัศน์ Plasma กับ LCD-LED ต่างทำตลาดลุยแข่งกันอย่างหนักทั้งค่ายเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป-อเมิริกา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้เห็นก็คือ การเขียนรายงานการทดสอบที่เที่ยงตรง โดยเฉพาะการทดสอบของหนังสือหรือเวบไซต์ที่ขายของ ต่างก็หาการทำสอบจริง ไม่อ้างอิงบริษัท โฆษณา หรือพวกพ้องไปได้ ดังนั้นการทดสอบจริงจังจึงไม่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านเองก็คงรู้สึกเช่นนั้น การหาข้อเท็จจริงมันยากเย็นเหลือเกิน การหมกเม็ดจุดอ่อนของ พลาสมา แอลซีดี ทำกันเป็นระบบ ทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นกับทุกค่าย

สำหรับการทำสอบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ผมต้องการเปลี่ยนโทรทัศน์เครื่องเดิมที่เป็นจอแก้ว มาเป็นโทรทัศน์พลาสมา ผมตั้งใจซื้อพลาสมามาใช้ ดูภาพยนตร์จากดีวีดี และบลูเรย์ และคิดว่าต้องการรับชมภาพจากดาวเทียมด้วย ในบทความนี้ผมคงไม่อ้างอิงโทรทัศน์พลาสมาหรือแอลซีดีว่าอะไรดีกว่ากันนะครับ จะมุ่งเน้นที่การใช้งาน Panasonic รุ่น TH-P50S10T เป็นหลัก อย่างเที่ยงตรง เพื่อท่านผู้อ่านจะได้นำข้อมูลไปตัดสินใจว่าจะซื้อมันดีหรือไม่

Panasonic รุ่น TH-P50S10T เป็นโทรทัศน์แบบพลาสมา จอภาพขนาด 50 นิ้ว ฟูลไฮเดฟ โทรทัศน์รุ่นนี้ของพานาโซนิคเป็นรุ่นกลางของเขา พาเนลผลิตที่ญี่ปุ่น ส่วนตัวเครื่องประกอบที่สิงคโปร์ ซึ่งถือว่าน่าเชื่อถือกว่าผลิตในจีนนะครับ การออกแบบเรียบง่าย ไม่ดูทันสมัยหรือเชยเกินไป กรอบสีดำไม่ทำให้เกะกะสายตาเมื่อชมในความมืด ขนาดห้าสิบนิ้วทำให้สามารถวางโทรทัศน์ในห้องที่มีขนาดกลางถึงใหญ่ได้ ผมตั้งโทรทัศน์บนชั้นวาง ผมไม่ชอบติดจอขนาดใหญ่บนผนัง เพราะต้องการปรับเปลี่ยนสายได้สะดวก

Panasonic รุ่น TH-P50S10T ตัวนี้ให้ช่องเสียบสายสัญญาณขาเข้ามาอย่างเพียงพอ ด้วยชุด HDMI 3 ชุด คอมโพเน้นต์สองชุด คอมโพสิตสามชุด และ S-Video 1 ชุด VGA  1 ชุด และยังมีช่องเสียบ SD-Card ให้อีก 1 ช่อง ซึ่งสะดวกมากต่อการรับชมภาพจากกล้องวีดีโอ หรือกล้องถ่ายภาพ

ผมต่อโทรทัศน์ผ่านเครื่องกรองไฟ Magnet LC-1 จากนั้นต่อสาย S-Video จากจานดาวเทียมยูบีซี  ต่อเครื่องเล่นดีวีดี Oppo DV-980H ด้วยสาย HDMI และต่อ Playstation 3 Slim ด้วยสาย HDMI

ผมเริ่มทดสอบด้วยการดูภาพจากทรูวิชั่น โดยผมต่อสายคอมโพสิตอีกช่องหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบ ผมลองไล่ชมภาพจากช่องต่าง ๆ ก็พอจะยอมรับได้ ผมไล่ปรับสีแล้วค่อย ๆ ดูพบว่า ผมชอบปรับให้ภาพมีความเข้มพอสมควร ลดแสงลง และเพิ่มสีเล็กน้อย จากนั้นปรับให้ขจัดน้อยส์เต็มพิกัด ภาพจากเคเบิลหากเทียบกับจอแก้วหรือ CRT ขนาด 29 นิ้วเครื่องเก่าของผมแล้ว การดูรายการทางเคเบิลจอแก้วยังคงกินขาดทุกขบวน ภาพของ Panasonic รุ่น TH-P50S10T นั้นออกนุ่มนวลไม่คมจัดจนบาดตา ดูสบายตา อาจจะดูไม่น่าตื่นเต้น แต่ก็ให้สีที่นุ่มนวลกว่า

จากนั้นผมทดสอบภาพด้วยเครื่องเล่นดีวีดี Oppo DV-980H โดยเลือกเล่นแผ่น The Lord of the rings: Return of The King ฉบับ Extended โซน 1 เครื่องเล่นออปโปรุ่นนี้สามารถอัพสเกลได้ถึง 1080P แต่หลังจากลองอยู่หลายเรื่องผมพบว่าอัพสเกลภาพที่ 720P ดูดีที่สุดสำหรับการชมกับ Panasonic รุ่น TH-P50S10T ต้องบอกว่าพลาสมาตัวนี้ดูหนังจากดีวีดีได้ภาพที่สุดสวยนุ่มสบายมากกว่าดูจากเคเบิลดาวเทียมชนิดห่างไกลกันหลายช่วงตัว โดยเฉพาะฉากเริ่มเรื่องของ The lord of the rings ในภาคสามนั้นสดใสสวยงามเจริญตายิ่งนัก ฉากมืด ๆ ก็ยังคงเสดงรายละเอียดได้อย่างสวยงาม

สุดท้ายทดสอบเล่นเกม PS3 Panasonic รุ่น TH-P50S10T นำเสนอภาพได้คมชัดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉากมืด ๆ นั้นมืดได้ใจบวกรายละเอียดที่เหลือกิน ผมดูหนังด้วยแผ่นบลูเรย์ดิสต์จาก PS3 ก็พบว่าให้ภาพที่สวยกว่าดูจากดีวีดีหลายเท่า จะบอกว่าพอใจภาพ Panasonic รุ่น TH-P50S10T จากแผ่นบลูเรย์มากที่สุดก็ว่าได้ นี่ขนาดดูผ่านเครื่องเล่นเกมยังได้ภาพที่ดีเพียงนี้

สิ่งที่ผมทดสอบต่อมาคือชมภาพถ่ายจาก SD-Card ซึ่งถ่ายภาพจากกล้อง Ricoh GX200 ภาพถ่ายขนาด 2 เมกกาไบต์ ก็ได้ภาพที่คมชัดสวยงาม (แต่ยังสู้ภาพที่ได้จากบลูเรย์ไม่ได้)

ผลสรุปจากการทดสอบ อย่างที่เราทราบกันดีว่าโทรทัศน์พลาสมา และแอลซีดี โดยเฉพาะ Panasonic รุ่น TH-P50S10T ยังคงเหมาะที่จะชมภาพ HD จากแหล่งข้อมูลที่สามารถส่งภาพรายละเอียดสูง มากกว่าชมภาพจากเคเบิลทีวี หรือดาวเทียมมาก ดังนั้นถ้าท่านต้องการซื้อโทรทัศน์เหล่านี้มาชมรายการทีวีโดยทั่วไป ก็จะไม่คุ้มค่าราคา แต่ถ้าท่านชอบดูหนังผ่านแผ่นดีวีดี หรือบลูเรย์ Panasonic รุ่น TH-P50S10T จึงคุ้มค่าราคาอย่างไม่ต้องสงสัย

Specifications

TV Tuner
Tuner Integrated yes
Tuning System PLL synthesizer 100-position auto-search tuner
CATV Compatibility Hyper-band
Broadcast Stereo Reception
NICAM -B yes
NICAM -G yes
NICAM – I yes
NICAM -German (A2) yes
Teletext Reception 2000P Level 2.5, FASTEXT/LIST
Receiving System
World 17-System yes
Display
Screen Size 50″ (127 cm) diagonal
Screen Aspect 16 : 9 Wide
Panel G12 Progressive Full-HD Plasma Display Panel
AR Filter yes
Progressive Scan yes
Number of Pixels 2,073,600 (1,920 x 1,080) pixels
Applicable PC signals VGA, WVGA, SVGA, XGA, WXGA, SXGA 60Hz
Applicable Scanning Format
525 (480)/60i yes
525 (480)/60p yes
625 (576)/50i yes
625 (576)/50p yes
750 (720)/50p yes
750 (720)/60p yes
1125 (1080)/50i yes
1125 (1080)/60i yes
1125 (1080)/24p (HDMI only) yes
1125 (1080)/50p (HDMI only) yes
1125 (1080)/60p (HDMI only) yes
Contrast Ratio (in dark surroundings) Dynamic: 2,000,000:1; Native: 30,000:1
Moving Picture Resolution 1080 lines
600 Hz Sub-Field Drive 550 Hz Sub-Field Drive
24p Smooth Film No
24p Playback yes
Digital Cinema Colour No
Shades of Gradation 5,120 equivalent steps of gradation
Deep Colour (10/12-bit) No
x.v. Colour yes
THX Mode No
3D Colour Management yes
Sub Pixel Control yes
Motion Pattern Noise Reduction yes
C.A.T.S. (Contrast Automatic Tracking System) yes
Video Noise Reduction yes
3D Comb Filter yes
Picture Mode Dynamic/Normal/Cinema/Game
Sound
Speaker System Bottom speaker
Speakers Full-Range (16 x 4 cm) x 2 (L,R)
Audio Output 20 W (10 W x 2), 10% THD
Sound Mode Music/Speech
Surround V-Audio Surround
Dolby Digital Out yes
Input/Output
VIERA Image Viewer Y (AVCHD/MPEG2/JPEG playback)
HDMI Input 3 (1 side, 2 rear) [ver. 1.3 with x.v.Colour]
Composite Video Input AV1/2/3/4: RCA phono type (3 rear, 1 side)
S-Video Input AV3: Mini DIN 4-pin (rear)
Audio Input (for Video) AV1/2/3/4: RCA phono type connectors [L, R] (3 sets rear, 1 side)
Component Video Input AV2: RCA phono type [Y , PB/CB, PR/CR] (1 set rear)
PC Input Mini D-sub 15-pin x 1 (side)
Audio Input (for HDMI,PC,Component) RCA phono type connectors (L, R) x 2 sets (rear x 1 set, side x 1 set)
Monitor Out RCA phono type (1 rear)
Audio Output RCA phono type connectors (L, R) (1 set rear: co-use with monitor out), Headphone jack (1 side)
Digital Audio Output (optical) yes
Features
VIERA Tools yes
VIERA Link Y (HDAVI Control 4)
Screen Saver Wobbling/Side Panel Adjustment
Multi Window
PAT yes
Game Mode yes
Aspect Controls
Auto no
16:9 yes
14:9 yes
Just yes
4:3 yes
4:3 Full yes
Zoom1 yes
Zoom2 yes
Zoom3 yes
On-Screen Display Languages English/French/Arabic/Persian/Thai/Chinese/Bahasa/Vietnam
Off Timer yes
Child Lock yes
General Data
Power Save Mode yes
Power Supply AC 220 – 240 V, 50/60Hz
Power Consumption (W)
Normal Use 430 W
Standby 0.4 W
Dimensions W/O stand (mm)
Width 1,218
Height 769
Depth 105
Dimensions with stand (mm)
Width 1,218
Height 814
Depth 401
Weight W/O stand (kg) 32.0 kg
Weight with stand (kg) 34.0 kg
Swivel Angle (dig.) -
Operating Temperature 0°C – 40°C

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

Antonín Dvořák: From The New World

Antonín Dvořák: From The New World

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่านามธรรมอันตีค่ามิได้ ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวางกันอย่างไร แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปราค (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณรัฐเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปราค ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับน้องสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของโยฮันเนส บราห์ม  (Brahms) เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สามถึงหก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

Antonín Dvořák

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

หน้าร้านปันปัน ซอยสุขุมวิท 33

แนะนำร้านอาหาร โดย ผกาชวนชิม

ร้านปันปัน เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ผกาไปกินเสมอมา นับรวมแล้วไปกินตั้งแต่ลูกยังเล็ก เมื่อสองสามปีก่อนผกาไปกินที่สาขาหลังสวนเป็นประจำเพราะใกล้กว่าที่สาขาสุขุมวิท 33 แต่หลังจากที่สาขาหลังสวนปิด ผกาจึงไม่มีทางเลือกอื่นคือต้องดั้นด้นจากสามพรานไปทานที่นี่ ความไกลไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือว่าเมื่อใดที่โหยหาอาหารอิตาเลี่ยนผกามักนึกถึงที่นี่เป็นลำดับแรก

แน่นอนครับปันปันเป็นร้านอิตาเลียนที่ถูกปากคนไทย แต่ทุกครั้งผกาก็เห็นฝรั่งหลายชาติไปทานกันเยอะ ผกาจึงแน่ใจว่ามันคงไม่ใช่ถูกปากคนไทยเพียงอย่างเดียวแล้วละ

เมื่อมาถึงร้านปันปันสิ่งที่ผกาชื่นชอบมากคือบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง เหมือนนั่งกินอาหารที่ร้านเพื่อน พนักงานบริการอย่างดี แต่ไม่เข้ามาทำลายบรรยากาศของผู้มาทานอาหาร ซึ่งผกาคิดว่านี่คือส่วนสำคัญของงานบริการ ที่บางร้านไม่รู้ ปันปันจึงเป็นสถานที่ที่ผกาจะพาครอบครัวมากินอาหารได้อย่างอร่อย พร้อมกับพูดคุยสนทนากันบนโต๊ะอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรำคาญพนักงานที่บริการเราจนเกินเลยกว่าความต้องการ

ที่ปันปันผกามีอาหารประจำตัวที่ต้องสั่งทุกครั้ง อย่างแรกคืออาหารเรียกน้ำย่อยไส้กรอกอิตาเลียน ซึ่งน่าจะทำจากหมูและเนื้อบดมักด้วยเครื่องเทศ จากนั้นนำมาทอดและอบบนกะทะร้อน เสิร์ฟพร้อมกับแป้งพิซซ่า จานนี้ขอบอกว่าอร่อยครับ รสเค็มกำลังดีของไส้กรอก เข้ากับแป้งพิซซ่าบาง ๆ ทานแกล้มไวน์ ขาว-แดง ได้อร่อย หรือบางคนจะสั่ง หอยแมงภู่อบมะเขือเทศเป็นอีกเมนูที่ขึ้นชื่อของปันปัน ทุกโต๊ะต้องสั่งจานนี้มาทานเล่นก่อน น้ำซอสของจานนี้รสชาติกล่อมกล่อมจนผกาไม่อยากเหลือทิ้ง กินคู่แป้งพิซซ่าก็อร่อย แล้วยังเข้าคู่กับไวน์ขาวอย่างกับเกิดมาคู่กัน

มักกะโรนีซอสครีมเห็ดและกุ้ง

จานที่สองมักกะโรนีเห็ดและกุ้งราดด้วยซอสครีม เป็นอาหารจานที่เด็ก ๆ ชอบใจมากที่สุด หากวันไหนพาหลาน ๆ ไปกินกันต้องสั่งมาสองจาน ไม่อย่างนั้นไม่พอ รสชาติของซอสครีมหอมมันอร่อยจนคิดถึงตลอดเวลา รสชาติความมันของครีมนั้นกำลังดี ทานคู่ไวน์ขาวช่วยลดความเลี่ยนของซอสได้ หรือถ้าใครอยากจะหามักกะโรนีกุ้งซอสมะเขือเทศ จานนี้ก็เด็ดดวง ผกาชอบที่ทางร้านใส่ผักฝรั่งใบหยัก (พาร์สลีย์) สับละเอียดช่อยลดความมันลงได้เยอะ แถมยังหอมอร่อยมีรสสัมผัสที่ไม่รู้ลืม ความชุ่มฉ่ำของน้ำซอสที่ไม่เหมือนที่ไหนนี่เองครับที่ผมติดใจรสชาติ

สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศกุ้ง

จานหลักอีกจานที่ผมไม่อยากพลาดคือรีซอสโตเห็ดและทะเล (ข้าวผัดอิตาเลียน) เป็นจานที่ยอดเยี่ยมมาก ความหอมอร่อยของรสชาติทะเล ซึ่งซึมอยู่ในเนื้อข้าว แม้จะหุงด้วยเนยครีม แต่มันจะสดชื่นกว่า กินแล้วหยุดไม่ได้จริง ๆ แล้วจานนี้ต้องมีไวน์ขาวซึ่งดรายเล็กน้อยกินคู่กันจะเป็นอาหารที่ไม่อยากจะลืมเลือน

รีซอสโต้เห็ดและทะเล

มาถึงจานสุดท้ายสตูน่องวัว เสิร์ฟคู่กับมันบด ต้องขอบอกว่ารสชาติจานนี้มันสุดยอด ผมจะไม่มีวันพลาดอาหารจานนี้อย่างแน่นอน เนื้อน่องวัวที่เปื่อยจนแทบจะละลายในปาก บางส่วนติดเอ็ดนิด ๆ ยิ่งอร่อย กินคู่กับมันบดซึ่งหอมเนย หากไม่เกรงใจผกาอยากจะสั่งเส้นสปาเก็ตตี้ลวก หรือข้าวเปล่ามากินรับรองว่ามันต้องยอดมาก ที่สำคัญควรสั่งไวน์แดงมาสักแก้วเพื่อกินคู่กับอาหารจานนี้

สตูน่องวัว เสิร์ฟคู่กับมันบด

เมื่อกินอาหารจานหลักกันอิ่มหนำแล้วอย่าลืมเผื่อช่องว่างในกระเพาะอาหารเอาไว้สำหรับขนมหวานด้วยนะครับ เพราะที่ปันปัน มีทั้งเค้กและไอศครีมบริการอย่างจุใจ รสชาติขนมหวานก็ยอดเยี่ยมไม่เบาครับ แล้วที่สำคัญสุด ๆ ปิดท้ายด้วยเอ็กเพรสโซสักถ้วย มื้อนี้จบลงอย่างสมบริบูรณ์

ร้านปันปันตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 33 สามารถจอดรถได้ที่อาคาร UBC II ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ริมถนนสุขุมวิท จากนั้นเดินออกมาจากข้างอาคารแล้วตรงไปที่ร้านใช้เวลาไม่ถึงห้านาที โดยนำบัตรจอดรถไปสแตมป์ไม่ต้องเสียค่าจอด ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 น. จนถึง 23.00 น. หากต้องการสำรองโต๊ะโทร.ที่เบอร์ 02-258-9304

นี่คือหนึ่งร้านในดวงใจของผกา ยกสองนิ้ว เยียมมาก

หวานแปร่งแห่งเสียงแจ๊สปารีส

ยูโรเปี้ยนแจ๊สกลายเป็นอีกสายธารหนึ่งของดนตรีแจ๊สในปัจจุบัน แม้ยูโรเปี้ยนแจ๊สจะเป็นการเหมารวมดนตรีแนวแจ๊ส ฝั่งยุโรปเข้าด้วยกัน ทว่าในบรรดาประเทศยุโรปต่างก็มีแนวทางที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะแจ๊สฟากฝั่งปารีสแจ๊สดูจะคึกคัก จะกล่าวว่าเป็นเมืองหลวงของแจ๊สก็ไม่ผิด

สารภาพสัจจริงผมไม่รู้จัก Henri Texier มาก่อน ไม่เคยฟังอัลบัมเขามาแต่หนใด แต่เมื่อแรกฟังก็หลงใหลในพลัน ด้วยเสียงดนตรีแจ๊สที่น่าหลงใหล มันจะอนุรักษ์ในแบบแจ๊สก็ไม่ใช่ ซาวด์จะแหวกแปลกก็ไม่เชิง ทว่ามันเป็นการรวมซาวด์ทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งตรงจุดนี้สำคัญมากนักครับ เพราะดนตรีแจ๊สพยายามมองหาซุ่มเสียงใหม่ ๆ มานำเสนอต่อคนฟังในทุกยุค แม้ผมเองจะมีใจโอนเอนไปกับ Contemporary Jazz แต่ถ้าเจอซาวด์ใหม่ที่หวีดเกินระดับก็ต้องใช้เวลาในการฟังเช่นกัน

รักแรกพบระหว่างผมกับ Henri Texier จึงไม่อยู่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะชุด Love Songs Reflexions ซึ่งรวบรวมเพลงที่เรารู้จักกันดีมานำเสนอใหม่แล้ว ซาวด์ในอัลบัมก็ช่างแตกต่างกันจนดูเหมือนว่ามันไปกันคนละทางเลย แต่ผมกลับคิดว่านี่แหละครับเพลงหวาน ที่ผสมผสานเพลงแก้เลี่ยนนั้นควรจะอยู่ในอัลบัมเดียวกัน

อองรี เต็กเซียร์ เป็นชาวปารีส เขาเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1945 เขาเป็นมือเบสที่เคยร่วมงานกับดอน เชอร์รี่, โจ ลาวาโน, สตีฟ สวาโลว์, จอห์นี่ กริฟฟิน เป็นต้น เขาออกผลงานในฐานะผู้นำวงพอสมควร และอัลบัม Love Songs Reflexions โดยอัลบัมนี้มีด้วยกัน 12 เพลง จากหลากหลายนักประพันธ์ รวมถึงเพลงที่อองรีแต่ง

เพลงแรก Beautiful Love (V.Young) เริ่มต้นเพลงด้วยการเดินท่วงทำนองหลักโดยเบส โดยมีเสียงฉาบตีคลอเป็นจังหวะ จากนั้นเบสก็เดินลีลาอิมโพรไวส์ กีตาร์เข้ามาร่วมแจมท่วงทำนองโดยการเล่นเสียงประสาน ก่อนที่แซกโซโฟนจะบรรเลงท่วงทำนองเพลงอีกครั้ง Beautiful Love จึงเป็นเพลงเปิดอัลบัมที่งดงามตามแบบเพลงแจ๊สที่น่าหลงใหล ทั้งเสียงประสานของดนตรีก็ทำออกมาได้ไพเราะจับใจ

เมื่อเข้าสู่เพลงที่สอง Intuition (ไม่ได้ระบุชื่อผู้แต่ง) เสียงฉาบอันไพเราะยังคงเริ่มขึ้น ตามด้วยการเดินเบส และเสียงแซกฯ เดินทำนองนำท่วงทำนองหลัก จากนั้นกีตาร์จึงสอดประสาน จากเพลงแรกถึงเพลงที่สองนี้มีแนวดนตรีที่ต่างกัน ซาวด์ดนตรีไม่หวานเหมือนเพลงแรก โดยวงเริ่มนำเสนอเสียงที่ออกล้ำหน้าเล็กน้อย

เพลงที่สาม I Love You (C.Porter) กีตาร์แผดขึ้นด้วยเสียงกร้าวแหบแหลม แซกโซโฟนบรรเลงรับลูกตอบดต้กันไปมา การอิมโพรไวส์อันเป็นอิสระ ทำให้เพลงหวานของโคล พอร์เตอร์กลายเป้นอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันเร่งเร้าอย่างสุดประมาณ ก่อนจะหักมุมในเพลงที่สี่คือ In A Sentimental Mood (Ellington,Mills, Kutz) อันหวานหยดจนตัดรสจัดของเพลงที่สามอย่างชนิดที่ว่าแทบดึงอารมณ์กลับมาไม่ทัน สำหรับเพลงนี้แม้เราจะฟังมากี่ครั้งกี่หนกี่เวอร์ชั่นมันก็ยังคงทำให้เราจับจิตจับใจกับมันไม่เสื่อมคลาย การตีความในช่วงอิมโพไวส์นั้นทั้งโหยหวน ตัดพ้อ รำพึงรำพัน เสียงแซกโซโฟนฝีมือน้องชายของอองรี คือ Sébastien Texier นั้นทำได้อารมณ์ยิ่งนัก ขณะที่กีตาร์ Manu Codjai  ก็ยังคงเน้นเสียงประสานที่สอดรับอย่างงดงาม

เพลงที่ห้ามือกลอง Christophe Marguet ก็มีโอกาสวาดลวดลายอย่างเอกอุในเพลง Dark Song

สำหรับเพลงที่เหลือนั้นก็ยังควเน้นที่ความสัมพันธ์ของวง ซึ่งเป็นเอกภาพ แต่ละเซ้คชั่นทำได้อย่างลงตัว แม้จะไม่ใช่อัลบัมที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟัง แต่ในแง่ที่ว่ามันสร้างซาวด์ดนตรีที่น่าสนใจนั้น โดยเฉพาะเพลงรักหวานที่ทุกคนคุ้นเคย ได้มีแง่มุมใหม่ และเป็นมุมมองที่ไม่หวาน ไม่นำสมัยจนเกินไป

Musicians

Henri Texier: bass
Sébastien Texier: saxophone alto, clarinette, clarinette alto
Manu Codjia: guitare
Christophe Marguet: drums

Song Lists
01.Beautiful Love (V.Young)
02. Intuition (4:36)
03. I Love You (C. Porter) (2:17)
04. In A Sentimental Mood (Ellington / Mills / Kutz) (6:29)
05. Dark Song (2:42) 06. Easy To Love (C. Porter) (3:42)
07. Mistreated (4:08)
08. God Bless The Child (B. Holiday / A. Herzog) (6:42)
09. A Vif (3:26)
10. Nostalgique (4:06)
11. Emouvantes Blues (H. Texier) (4:11)
12. My One And Only Love (R. Mullin / G. Wood) (8:11)

ดาวน์โหลดตัวอย่างเพลง