Info

กรุสำหรับ มกราคม, 2012

กิจกรรมดนตรีแจ๊สที่ดีที่สุดในประเทศไทย ตอนที่ 1

โดย นิวัต พุทธประสาท

ก่อนที่ผมจะบรรยายบรรยากาศงาน TIJC 2012 ต้องขอเอ่ยชมด้วยความรู้สึกตื่นเต้นว่า งานหนนี้ทางผู้จัดจัดได้อย่างลงตัว สวยงาม เรียบง่าย ที่สำคัญก็คือเสียงของคอนเสิร์ตทำได้ดีมาก พูดง่ายๆ คือ เสียงดนตรีที่ออกมาจากสเตจถือว่ายอดเยี่ยม ไม่อยากเชื่อว่าวงทรีโอที่เล่นด้วยเครื่องอคูสติกทั้งหมด จะให้สุ้มเสียงที่แน่น สมจริง ผมเดินฟังทุกจุดของสนาม ก็พบว่าไม่มีจุดใดที่ด้อยเลย เว้นแต่ว่าถ้านั่งบนพื้น ไกลออกจากเวที เสียงอาจจะดร็อปลงไปบ้าง แต่พอนั่งบนเก้าอี้เท่านั้นแหละครับเสียงก็กลับมาดังเดิม ความดีคงต้องยกให้ซาวด์สเตจที่เข้าใจเรื่องดนตรีแจ๊ส

TIJC 2012 เป็นการจัดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยคล้ายประเพณีคือทางมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้จัดขึ้นทุกปลายเดือนมกราคม ผมมางานแจ๊สครั้งนี้เป้นหนที่สาม ปีหน้าถ้าจัดอีกก็จะมาอีกอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครที่พลาดงานในปีนี้ เตรียมเฝ้ารอโปรแกรมในปีหน้าได้เลยครับ ผมถือว่างาน TIJC เป็นงานแจ๊สที่ดีที่สุดในประเทศไทย และไม่ได้ทำเพื่อการค้าเหมือนงานอื่นๆ ดังนั้นทุกวินาทีที่งานเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ล้วนแสดงความต้องการที่จะพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นทุกปี

งาน TIJC ไม่ได้มีเพียงงานแสดงคอนเสิร์ตเท่านั้นทว่า ภาคกลางวันจะมีการเวิร์คช็อปจากนักดนตรีแจ๊สทั้งไทยและเทศ ส่วนภาคค่ำจึงเป็นงานแสดงดนตรี ในภาคกลางวันมีประโยชน์ทั้งนักศึกษาดนตรีและบุคคลทั่วไปที่สนใจดนตรี เพราะนักดนตรีที่มาบรรยายและเวิร์คช็อปต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับดนตรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้พบปะนักดนตรีเหล่านั้น

ส่วนภาคค่ำคงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีโปรแกรมดนตรีตั้งแต่หกโมงครึ่งจนถึงห้าทุ่ม เป็นที่ทราบดีว่าภายในตัวงาน โดยเฉพาะเมนสเตจนั้นเป็นสนามหญ้ารายล้อมด้วยพันธุ์ไม้ที่สามารถนำมาทำเครื่องดนตรี และตัวอาคารในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ก็ถูกออกแบบออกมาให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งผมบอกได้ว่าวิสัยทัศน์ของเขามีมากกว่ามหาวิทยาลัยศิลปะบางแห่งเสียอีก

กลับมาที่งานดนตรีอีกครั้งงานวันแรกคือวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555 วันนี้ผมไม่ได้ไปชมเพราะติดธุระจากงานอื่น ผมเริ่มไปงานในวันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2555 โปรแกรมในวันนี้เริ่มที่ วงของมหาวิทยาลัยรังสิตแจ๊สออร์เคสตราเป็นวงเปิด เป็นที่ทราบดีว่าแม้จะเป็นวงของนักศึกษาแต่ฝีมือไม่ธรรมดา วงบิ๊กแบนด์นอกจากความสามารถแล้วยังต้องเล่นกันเป็นวงด้วย

ส่วนศิลปินวงต่อมาคือ Unit Asia และโก้ มิสเตอร์ แซ็กแมน วงยูนิตเอเชียก่อตั้งโดย อิซาโอะ มิโยชิ นักกีตาร์ฝีมือดี เขาเล่นกีตาร์ตั้งแต่เรียนมัธยม และสนใจดนตรีแจ๊สตอนเรียนมหาวิทยาลัย เข้าร่วมกับนักดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นทั้งบันทึกเสียง และแสดงดนตรีทั่วโลก ส่วนลูกวงอันประกอบไปด้วยฮิโรกิ โนริทาเกะ (มือกลอง) ชิเกคิ อิปปอน (มือเบส) และ เท เชอ เชียง (เปียโน-คีย์บอร์ด) ชาวมาเลเชีย โดยมีโก้ เป็นแซกโซโฟน

การแสดงของวงยูนิตเอเชียและโก้ถือได้ว่าสมบูรณ์แบบมาก นักดนตรีอาชีพที่มีประสบการณ์การแสดงทั่วโลกมักจะมีทีเด็ดทำให้ผู้ชมตรึงตรา แม้เพลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแต่งใหม่ของทางวงเอง ทว่าพวกเขาก็แสดงฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม โก้ยังคงลีลาในแบบที่เขาถนัด

วงต่อมาเป็นวง Denny and Friends ประกอบด้วย อาจารย์เด่น อยู่ประเสริฐ (เปียโน นักประพันธ์เพลง และวาทยากร) ดร.เด่นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการแสดงเปียโนแจ๊สจาก วิทยาลัยศิลปะคอร์นิช ปริญญาโทสาขาดนตรีแจ๊สศึกษาจาก ม.นอร์ทเท็กัส และปริญญาเอก สาขาการประพันธ์เพลงและการสอนดนตรีแจ๊สจาก ม.นอร์ทเทิร์นโคโลราโด ในระดับนานาชาติเขาได้รางวัลอาทิ รางวัลหลุยส์ อาร์มสตรอง จากเทศกาลแจ๊สไลโอนิล แฮมตัน รางวัลยอดเยี่ยมจากเทศกาลแจ๊สเมืองวิชิทา เป็นต้น

นอกจากนั้นยังเคยร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สทั่วโลกและเป็นผู้บุกเบิกการเรียนการสอนดนตรีแจ๊สในระดับปริญญาตรีและโทที่เมืองไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต

นักดนตรีท่านอื่นคือธีรัตน์ เลาหพาณิชย์ (อัลโตแซกโซโฟน) ช้างต้น (กีตาร์) ธีรวัฒน์ (เบส) และ ณภัสต์ (กลอง) การแสดงในวันนี้ของวง Denny and Friends ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองและดูเหมือนว่านับวันทีมเวิร์คของวงจะยิ่งสูงขึ้น ความ จึงทำให้การแสดงเต็มไปด้วยความสมบูรณ์

และมาถึงวงสุดท้ายของค่ำคืนวันที่ 28 มกราคม 2555 Marcus Strickland Quartet ประกอบไปด้วย David Bryant (เปียโน) Ben Williams (เบส) และ  EJ. Strickland (กลอง)

มาร์คัส สตริคแลนด์เริ่มเล่นอัลโตแซกโซโฟนตอนอายุ 11 ขวบ เขาสนใจดนตรีแจ๊สเป็นพิเศษ ครูสอนแซ็กให้เขาแกะเพลงของชาร์ลี ปาร์คเกอร์เล่นตั้งแต่อายุ 12 ส่วนน้องชายฝาแฝดของเขา EJ. ก็สนใจเล่นดนตรีแจ๊ส สำหรับในค่ำคืนนั้นสตริคแลนด์และวงสะกดผู้ชมได้เป็นอย่างดี ทีมเวิร์ค การเลือกท่อนโซโล และการแสดงปฏิพานทางดนตรีทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ การเลือกวงของทางผู้จัดทำได้ดีมาก ซึ่งผมเชื่อว่าในปีต่อไปๆ ทางผู้จักจะเชิญนักดนตรีอาชีพแบบนี้มาให้ผู้ชมได้ชมอีก

อ่านตอนที่ 2

 

This slideshow requires JavaScript.

Mozart Concerto For Two Pianos / Concerto For Three Pianos / Piano Quartet

New York Philharmonic

โดย นิวัต พุทธประสาท

Bernstien Century

ชื่อเสียงของโมสาร์ทเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักฟังเพลงคลาสสิกเท่านั้น ทว่าชื่อของคีตกวีท่านนี้เป็นที่รู้จักขอนคนทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าเขาและเธอจะเคยฟัง หรือไม่เคยฟังมาก่อน ไม่ว่าจะรู้จักชีวิตคีตกวีนามนี้มากน้อยเพียงไรหรือไม่…ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความมีชื่อเสียงของโมสาร์ทคือตัวแทนของความ “อมตะ” ไม่มีวันสูญหาย ไม่มีวันถูกฉีกทำลาย มีบุคคลไม่มากนักที่จะอยู่ในฐานะแบบนี้ และโมสาร์ทเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมคนอมตะของโลกโดยมิต้องสงสัย

เมื่อใดก็ตามที่ผมหยิบงานของโมสาร์ทกลับมาฟัง ผมมักจะมีคำถามขึ้นในใจเสมอ ความสำเร็จของวิวัลดี บาค แฮนเดิล แผ้วถางทางเอาไว้ประหนึ่งเสาหลักแห่งการเริ่มต้นดนตรีคลาสสิก ขณะที่โมสาร์ทได้ทำให้ยุคคลาสิกเคิลมิวสิก มีรากฐานที่มั่นคงถาวร เป็นตัวแทนต่อแบบอย่างประเพณี ในขณะเดียวกันก็พัฒนารูปแบบของวงออร์เครสตร้า แชมเบอร์ คอนแชร์โต้ โซนาต้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อฟังงานของโมสาร์ทสิ่งหนึ่งที่ต้องรำพึงออกมาเสมอก็คือ เขาเป็นคีตกวีที่ฉลาด มีความเป็นอัจฉริยะ มีความสามารถทางดนตรีเปี่ยมล้น มีความคิดสร้างสรรค์อันเอกอุ และที่สำคัญ มีแนวทางของเสียงดนตรีที่แจ่มแจ้ง แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเสียงเพลงของโมสาร์ท เรามักจะตอบได้ทันทีว่านี่คือเพลงของท่าน

สำหรับแผ่นซีดีเพลงที่ผมจะแนะนำในแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ทำขึ้น หรือรวบรวมผลงานของ Leonard Bernstien ที่รีมาสเตอร์มาจากเทปอนาล็อค เพลงแรก Concerto For Two Pianos K.0365 บันทึกเสียงในปี 1970 เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos K.242 บันทึกเสียงในปี 1968 และเพลงสุดท้ายซึ่งถือเป็นเพลงแถม (ที่ไม่ธรรมดา) Piano Quartet K.478 บันทึกเสียงในปี 1965 ต่างกรรมต่างวาระกันพอสมควร แต่ทั้งหมด Bernstien มีส่วนหลักในทั้งสามเพลง สำหรับตัวอักษร K ซึ่งต่อท้ายด้วยตัวเลข มาจากอักษรย่อของ Lugwig Von Kochel (ค.ศ.1800-1877) ซึ่งเป็นคนวิจัยและรวมรวมงานที่ไม่มี Opus Number ของโมสาร์ท โดยจัดลำดับหมายเลขเอาไว้จำนวนหนึ่ง โดยเรียกว่า Kochel Numeration

โมสาร์ทมีแววทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขาเป็นนักไวโอลินประจำวง ส่วนพี่สาวก็เล่นไวโอลิน เขาแสดงความสามารถทางไวโอลินจนพ่อยอมรับ และคิดจะปั้นให้เขาเป็นยอดนักไวโอลินของยุคให้ได้ ทั้งสามชีวิตเดินทางไปแสดงดนตรีทั่วยุโรป ชื่อเสียงของโมสาร์ทจึงดังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ชีวิตนักดนตรีของเขากลับลุ่ม ๆ ดอน ๆ เสมอ รวมถึงเรื่องความรักก็ไม่ค่อยได้สมดังใจทั้งที่เป็นคนรูปหล่อ แถมปัญญาดี การเป็นนักดนตรีและต้องพึ่งพาดยุคหรือคนชั้นสูงเป็นผู้สนับสนุน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่นเจ้านายได้ตายลง มีเจ้านายใหม่เข้ามาแทน ทำให้โมสาร์ทไม่สามารถนำพาหรือฝากชีวิตเอาไว้ที่ใดที่หนึ่ง ในชีวิตบั้นปลายของโมสาร์ท เขาต้องตายด้วยไข้รากสากอย่างโดดเดี่ยว แม้แต่หลุมฝังศพก็มิได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ ทว่าชื่อของเขา เพลงของเขากลับเป็นอมตะจนถึงถึงวันนี้

เพลงแรกของแผ่นซีดีเพลงนี้ Concerto For Two Pianos บรรเลงเปียโนโดย Arthur Gold และRobert Fizdale มูฟเม้นต์แรกวงออร์เครสตร้าโหมขึ้นพร้อมกัน เครื่องสายเล่นท่วงทำนองหลัก ด้วยความเร็วปานกลาง ก่อนที่จะเข้าสู่การประชันเปียโนสองหลัง ดนตรีในช่วงแรกมีลักษณะสดใส สุขสว่าง เต็มไปด้วยความร่าเริงมีชีวิตชีวา การแยกแยะเสียงเปียโนสองหลังทำได้อย่างดีเยี่ยม มูฟเม้นต์ที่สองท่วงทำนองช้า แต่มีเมโลดี้ที่งดงาม เปียโนเล่นแนวดนตรีหลักบรรยายเรื่องราว เหมือนคนสองคนสนทนาต่อกัน ผลัดกันเล่าเรื่องที่แสนยากลำบาก หม่นเศร้า มูฟเม้นต์ที่สามเริ่มต้นด้วยความสดใสสุกสว่างอีกครั้ง เหมือนปัญหาได้คลี่คลายลง หมอกบาง ๆ จางหาย ชีวิตกลับมาสู่เส้นทางต่อไป

เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos เปียโนสองหลังแรกยังคงบรรเลงโดย Arthur Gold กับ Robert Fizdale เปียโนหลังที่สามที่เพิ่มเข้ามาบรรเลงโดย Leonard Bernstien มูฟเม้นต์แรกขึ้นต้นด้วยลักษณะดนตรีซึ่งแสดงความความโอ่อ่า สง่างาม ราวกับเดินอยู่บนทางเดินซึ่งปูด้วยพรมสีแดง สองข้างทางประดับด้วยโคมไฟสวยงาม เปียโนสอดแทรกบรรยายบรรยากาศเริงรื่น เปียโนสามหลังผลัดกันเล่าอันสอดรับกัน ขัดแย้งกันเป๋นการเล่นที่มีทีมเวิร์กที่ดี เปียโนสามหลังสอดรับท่วงทำนองอย่างกลมกลืน โดยตำแหน่งเปียโนทั้งสามหลังไล่จากลำโพงซ้าย ตรงกลาง มาสู่ลำโพงขวา มูฟเม้นต์ที่สองเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของโมสาร์ทนั่นคือจะมีท่วงทำนองช้า บรรยายความเศร้าหม่น-ปัญหานานาพรรณได้รับการพรรณาออกมาอย่างต่อเนื่อง มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มด้วยเปียโน วงออร์เครสตร้าเล่นท่วงทำนองสนับสนุน เปิดโอกาสให้เปียโนผลัดกันทำหน้าเสมือนตัวแทนการเล่าเรื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงที่คลี่คลายของบทเพลงในตอนจบ

ส่วนเพลงสุดท้าย Piano Quartet เป็นการผสมวงด้วยเครื่องดนตรีสี่ชิ้นอันได้แก่เปียโน บรรเลงโดย Bernstien ไวโอลินโดย Robert Mann วิโอลาโดย Raphael Hillyer และเชลโลโดย Claus Adam นักดนตรีเครื่องสายในเพลงนี้เป็นสมาชิกของ Juillard String Quartet เพลงนี้จะถือเป็นเพลงแถมถือจะไม่ได้ เพราะเป็นบทเพลงสำคัชิ้นหนึ่งของท่านโมสาร์ท โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์แรกตอนขึ้นต้นนั้นเมโลดี้สำคัญที่ท่านผู้ฟังติดหู เพราะได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นธีมหนังในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงหนังที่เกี่ยวกับโมสาร์ทด้วย

ว่าไปแล้ว Piano Quartet ของโมสาร์ทเพลงนี้มีเนื้อหาความเข้มข้นในระดับที่น่าสนใจยิ่ง การเล่นของวงเครื่องสาย Juilard เล่นได้อย่างดุดันในมูฟเม้นต์แรก อ่อนช้อยงดงามในมูฟเม้นต์ที่สอง และสดใสรื่นเริง-คลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย เพลงนี้ฉายภาพให้เห็นถึงแนวดนตรีของโมสาร์ทมิได้มุ่งเน้นแต่งเพลงหวานไพเราะเอาใจราชสำนักเท่านั้น ทว่ายังคงเนื้อหาที่ค้นหาความหมายของชีวิต การดำรงอยู่ในแบบสามัญชนของเขาซึ่งมีทั้งรุ่งโรจน์สุกสว่าง จนถึงคราวตกอับขาดเงิน แม้จะไม่มากเท่าคีตกวีท่านอื่น แต่ชีวิตสามัญชนก็ยังคงดำรงอยู่ในตัวโมสาร์ท

อัลบัมนี้ถือเป็นอัลบัมที่คุ้มค่าสำหรับคนที่เริ่มต้นฟังเพลงของโมสาร์ท โดยเฉพาะท่านที่ชื่นชอบเปียโนคอนแชร์โต้ หลัง ๆ ผมเอาแผ่นโซนี่รีมาสเตอร์จากเทปอนาล็อคมาเป็นดิจิตอลกลับมาฟัง กลับรู้สึกว่าชอบมากกว่าแผ่นใหม่ ๆ ที่บันทึกเสียงในแบบดิจิตอลโดยตรง โดยเฉพาะเสียงบรรยากาศสภาพแวดล้อมในการอัดเสียง เสียงเครื่องสาย เสียงเปียโนไม่แหลมแสบแก้วหู หรือฟังแล้วรู้สึกรำคาญเลย คงต้องยกประโยชน์ให้กับทีมเทคนิคที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ชุบชีวิตงานเก่า ๆ ให้กลับมามีชีวิตชีวา (แต่จะเป็นทุกอัลบัมหรือเปล่าคงบอกไม่ได้)

Music: 8

Sound: 9

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2011 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

The concert hall at the Syndey Opera House holds 2,700 people. This blog was viewed about 41,000 times in 2011. If it were a concert at Sydney Opera House, it would take about 15 sold-out performances for that many people to see it.

Click here to see the complete report.