Info

Posts from the บทความน่าสนใจ Category

ภูเขาหิมะนํ้าแดง อลังการมั่กๆ

ตัดแปะจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน 2554

โดย เจ๊แซบ หัวเขียว

อากาศเย็นเริ่มแผ่วผ่านมา ทักทายในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ หนาวนำภาคอื่นไปหลายช่วงตัว เจ๊แซบกลัวจะตกกระแสรีบเปิดตู้งัดเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์กันความเย็นอันสวย เก๋ จัดใส่กระเป๋า มุ่งหน้าไปดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย พื้นที่ความเย็นที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านไว้ได้ อย่างสวยงาม ท่ามกลางแนวสันเขาที่สลับซ้อนไปมาราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก มีความอร่อยซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็น เป็นภัตตาคารสุดคลาสสิกชื่อ “แม่สลองวิลล่า” ก่อตั้งมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกใครไปใครมาต้องแวะทักพักท้อง ถ้ามาแล้วไม่ลองลงจากดอยไม่ถูก (ฮา)

“ผมกับคุณอรสา (ภรรยา) เป็นคนที่นี่เลยครับ เราเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่มาตลอด สูตรอาหารที่เราใช้เป็นของยูนนาน เป็นสูตรที่คุณแม่ของผม และผมช่วยกัน ทำขึ้นมาครับ เราเปิดมาตั้งแต่ปี 2529 แต่เดิมในปี 2525 ผมบริหารแม่สลองรีสอร์ทให้กับสหกรณ์ ในช่วงนั้นทหารเขาไปปราบปรามพวกชนเผ่าที่เชียงแสน เชียงขอม ผามอญ ผาตั้ง หลังจากปราบปรามเสร็จ ในหลวงทรงรับสั่งให้รัฐบาลเข้ามาส่งเสริมอาชีพ รัฐบาลก็เลยสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แบ่งที่พักทหาร มาเปิดเป็นที่พัก ผมก็เลยเข้ามาบริหาร จริงจังหลังจากเปิดร้านอาหารมาได้ประมาณปีนึง ตอนนี้เราก็เลยมีทั้งร้านอาหารและห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวครับ” เฮียจำเริญสละเวลา มาย้อนอดีตถึงที่มาที่ไปของแม่สลองวิลล่าให้เจ๊แซบฟังด้วยความ ใจดี

ดอย แม่สลองมี ชื่อภาษาจีนว่า “เหม่ย ซือ เล่อ” เหม่ย แปลว่า สวยงาม ซือ แปลว่า เรียบร้อย เล่อ แปลว่า ความสงบสุข ดอยแม่สลอง จึงแปลว่า ดินแดนที่เต็มไปด้วยความสงบสุข เรียบร้อย และสวยงาม หลังจากที่เคยเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการสู้รบของชนเผ่าต่างๆ เป็นแหล่งผลิตและซื้อขายยาเสพติด ปัจจุบันได้กลายเป็นพื้นที่ทางการเกษตร โดยเฉพาะเป็นแหล่งผลิตใบชาที่สำคัญตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว พลิกผืนดินที่เคยแห้งแล้งจากการทำไร่เลื่อนลอย ให้กลายเป็นไร่ชาเขียวชอุ่มสวยงามตระการตามีมูลค่ามหาศาล

เฮียจำเริญและซ้ออรสามาต้อนรับด้วยตัวเอง

เฮียจำเริญนอกจากจะดูแลงานในร้านอาหาร “แม่สลองวิลล่า” และมีที่พักให้บริการแล้วยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตใบชาคุณภาพส่งออกติดอันดับ ต้นๆในประเทศไทย แต่ไม่ว่างานจะยุ่งวุ่นวายขนาดไหน เฮียและอาซ้ออรสาไม่เคยปล่อยปละ ละเลยเรื่องคุณภาพอาหาร อีกทั้งยังคิดสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆออกมาเป็นอย่างต่อเนื่อง

“แม่สลองวิลล่า” มีเมนูอาหารที่หลาก หลายมากมาย ผสมผสานทั้งอาหารชนเผ่าพื้นเมือง อาหารจีน และอาหารไทยหม่ำได้หม่ำดีไม่มีเบื่อ

เมนูแรกที่กระแทกตาเจ๊แซบตั้งแต่แวบแรกที่เห็นชื่อ คือ “ไข่ม้วนยูนนาน” เฮียจำเริญใช้ไข่ไก่ตีให้เข้ากัน เทลงกระทะ แล้วแกว่งกระทะให้ไข่แผ่เป็นแผ่นบางๆ ใส่หอมแดง หมูสับปรุงรส และเกลือ ลงบนผืนไข่รอจนไข่สุกได้ที่ค่อยม้วนเข้าหากัน นำไปนึ่งให้ได้ที่ เสิร์ฟร้อนๆหม่ำกลางอากาศเย็นๆ กลางดอยแสนอร่อยล้ำ!

ต่อด้วยเมนูเก๋ ที่มีชื่อสุดเท่เข้ากับบรรยากาศ “ภูเขาหิมะน้ำแดง” เป็นไข่ขาวตีจนขึ้นฟูนำไปทอดด้วยจนไข่พองเหลืองอร่ามลักษณะคล้ายภูเขาขนาด ย่อม เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำราดในสไตล์น้ำแดงไม่เหนียวมากแต่รสชาติเข้มข้น ใส่ไก่ แฮมยูนนาน ไส้กรอก ปรุงรสกลมกล่อม เวลาหม่ำต้องผ่าภูเขาไข่ขาวออกเป็นสองส่วนแล้วราดน้ำแดงลงไปตรงกลาง รีบโซ้ยตอนร้อนๆอร่อย ละมุนละไม ความหอมของไข่ขาวเข้ากันได้อย่างดีกับน้ำแดงสไตล์ยูนนาน จานนี้ไม่มีใครเหมือนเพราะแม่เฮียจำเริญคิดค้นด้นสูตรขึ้นมาเอง ใครอยากลองต้องใจเย็น เพราะแต่ละจานใช้เวลาทำประมาณ 30 นาที ไม่มีทำค้าง ต้องทำแล้วโซ้ยทันทีถึงจะอร่อยที่สุด เจ๊แซบแนะนำให้อย่ามาตอนหิวจัดอาจจะเผลองับศีรษะคนข้างๆด้วยความหิว (หุหุ)

อีกหนึ่งเมนูจัดหนักที่แทรกเข้ามาในใจอย่างเงียบๆและติดอยู่อย่างยั่งยืน คือ “ขาหมูน้ำแดง” เนื้อนุ้มๆ ซอสรสเข้ม หม่ำกับ“หมั่นโถว” เนื้อแน่นๆเสิร์ฟร้อนๆ อร่อยจนไม่อยากลงจากดอย (ฮา) เฮียจำเริญใช้หมูที่ชาวบ้านเลี้ยงเองตามธรรมชาติเป็นหมูดอยแท้ๆ คัดขนาดกำลังพอเหมาะ นำมาตุ๋นกับเครื่องยาจีนสูตรเฉพาะ ตุ๋นจนเนื้อเปื่อยกำลังดี เคี้ยวง่ายสบายเหงือก ถูกเลือกให้เป็นเมนูอันดับหนึ่งในใจขาหม่ำทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ หม่ำได้ทั้งครอบครัว

“เห็ดหอมอบซีอิ๊ว” เป็นอีกหนึ่งขวัญใจขาประจำ ใครทำก็อร่อยไม่เหมือน เห็ดหอมขนาดเล็กถึงกลางใช้ของโครงการหลวง นำมาทอดให้กรอบๆ คลุกเคล้ากับซีอิ๊ว พริกไทยเล็กน้อย อร่อยไม่อยากหยุด

ปิดท้ายด้วย เมนูซดรสเลิศ “ไก่ดำตุ๋นยาจีน” เฮียจำเริญใช้ไก่ดำที่ชาวบ้านเลี้ยงเองปล่อยให้หากินตามธรรมชาติ นำมาตุ๋นจนน้ำและเนื้อเปื่อยนุ่ม น้ำว้าน หวาน

ขับรถขึ้นมาเหนื่อยซดซักหม้อสดชื่นรื่นกระเพาะ (หุหุ) ขาโซ้ยที่ชื่นชอบการดื่มชา และอาหารรสเลิศ 28 ธันวาคม ปีนี้–2 มกราคม ปีหน้า ห้ามพลาดเทศกาล “ชิมชา ซากุระบาน ตำนานชนเผ่า ดอยแม่สลอง” เป็นเทศกาลประจำปีที่ไม่เหมือนใคร สำหรับคนที่อดใจไม่ไหวอยากขึ้นไปสัมผัสความหนาวและความแซบในแบบ “แม่สลองวิลล่า” ขึ้นมาได้ตั้งแต่ณ บัดนาว เฮียจำเริญเปิดเตาพร้อมบริการความอร่อยแบบดั้งเดิมตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ทุกวันไม่มีวันหยุด ถ้าเดินทางมาจากเชียงราย ตรงไปอำเภอแม่จัน ขึ้นดอยแม่สลอง ระหว่างทางจะเห็นร้านอยู่ซ้ายมือ ในร้านมีระเบียงกว้าง มองออกไปเห็นวิวสวยงาม ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการเดินทางและจองที่พักได้ที่เบอร์ 0–5376–5114–5 และ 08–9894–2367… ความอร่อยเด็ด และความหนาวรออยู่ที่ปลายนิ้ว!!

 

 

นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี  (สิงห์สนามหลวง) อดีตบรรณาธิการนิตยสารวรรณกรรมช่อการะเกด  เปิดเผยว่าขณะนี้ตนและครอบครัวได้มาพักอาศัยที่บริษัททีวีบูรพา เพราะบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่เก็บหนังสือเก่านับแสนเล่ม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทำนบหลัก 6 รังสิต ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยเป็นเรือนบ้าน 4 หลังมี 3 หลังเป็นบ้านชั้นเดียวเก็บหนังสือเก่าที่สะสมมาในรอบ 50 ปี ตั้งแต่เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2505 และอีก 1 หลังเป็นบ้าน 2 ชั้น ซึ่งบนชั้น 2 เก็บคอมพิวเตอร์และภาพเขียนจำนวนมาก โดยหวังว่า หากเป็นไปได้ ก็อยากจะกลับไปเก็บภาพเขียนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ยังเหลืออยู่

นายสุชาติเปิดเผยว่า บ้านทั้ง 4 หลังใช้เป็นที่เก็บสะสมหนังสือเล่ม หนังสือพิมพ์ และนิตยสารรุ่นเก่า ที่ถูกตีพิมพ์ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 บางเล่มตีพิมพ์เมื่อปี 2468 ปี 2470 ปี 2475  มีหนังสือเก่าอาทิ “ประชามิตร” “เสียงใหม่” “อธิปัตย์” “ประชาธิปไตย” “หนังสือพิมพ์ประชาชาติ” นอกจากนั้น ยังมีหนังสือที่ตีพิมพ์สมัย 14 ตุลา 2516 นวนิยายรุ่นเก่า หนังสืออภินันทนาการและงานปัจจุบันที่เก็บไว้ทั้งผลงานตัวเองและผลงานของ “ศรีดาวเรือง” ภรรยา และมีหนังสือกลุ่มที่เคยเป็นหนังสือต้องห้ามซึ่งเกี่ยวกับความคิดทางสังคมการเมือง นิตยสารบางเล่ม เคยเก็บใส่ถังฝังดินไว้เป็นสิบๆ ถังด้วยเหตุผลเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองในอดีต โดยมีบางส่วนจมไปและบางส่วนก็ยังเหลืออยู่จนกระทั่งผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519  หากนับจำนวนเล่มทั้งหมดก็น่าจะเป็นแสนเล่ม และมีภาพวาดอีกเป็นหมื่นภาพ


“ผมตั้งใจจะเก็บไว้ให้คนรุ่นต่อไป โดยจะมอบให้ห้องสมุดหรือสถาบันการศึกษา จัดไว้เป็นหมวดหมู่ มีหนังสือการเมือง สังคมศาสตร์ปริทัศน์ โลกหนังสือ นิตยสารทั้งหลาย สารคดี ศิลปวัฒนธรรม ผมสะสมมาตั้งแต่ปี 05 ปี06 สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์” นักเขียน-บรรณาธิการผู้นี้กล่าว


สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมสูงจนจมมิดบ้านทั้ง 3 หลัง อีกทั้งยังมีทรัพย์สินและสุนัขอีก 2-4 ตัว ที่ยังอยู่บนชั้น 2 ของบ้านอีกหลังหนึ่งนั้น นายสุชาติเปิดเผยว่า ตนและครอบครัวยกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขึ้นไปบนชั้น 2 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 21 ตุลาคม โดยยกของขึ้นที่สูงทั้งคืน แต่ก็ประเมินผิด ไม่คิดว่าน้ำจะท่วมสูงและท่วมอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดต้องใช้แกลลอนเปล่าในการพยุงตัวออกจากบ้านหลังจากเก็บของขึ้นที่สูงแล้ว แต่มีคนเอาแผ่นเหล็กไปปิดกั้นสะพานดำ ไม่ให้ไหลเข้ามาเมืองเอก และคลองเปรมประชากร จากเดิมที่สะพานดำมีด้านล่างไว้สำหรับให้น้ำลอดระบายออกไป แต่เมื่อทางน้ำถูกปิดกั้น น้ำก็ไหลทะลักเข้าฝั่งตะวันออกของทางรถไฟซึ่งเป็นฝั่งที่ตั้งบ้านของตนเองและทราบว่าขณะนี้น้ำสูงจนข้ามทางรถไฟไปได้


ส่วนเหตุการณ์ช่วงเย็นวันที่ 21 ต.ค. น้ำขึ้นสูงประมาณเมตรกว่า ตนกับภรรยาซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นต้องใช้แกลลอนผูกพยุงตัวลอยน้ำพร้อมกับลูกชายต้องเกาะต้นกล้วยออกมาด้วยกัน พร้อมสุนัขตัวเล็กที่ว่ายน้ำตามมาด้วยอีก 1 ตัว กระทั่งถึงฝั่งตรงทางรถไฟ จากนั้นจึงติดต่อเพื่อนที่ทีวีบูรพาและพักค้างคืนที่ทีวีบูรพาจนถึงขณะนี้ อย่างไรก็ตาม นับแต่วันที่ออกจากบ้านในช่วงค่ำวันที่ 21 ต.ค. ตนได้กลับไปดูบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น 22 ต.ค. พร้อมกับทีมงานรายการ “คนค้นคน” พบว่าน้ำขึ้นท่วมบ้านในระดับที่สูงขึ้นไปอีก และระหว่างนั่งเรือกลับออกจากบ้านพร้อมทีม “คนค้นคน” มีสุนัขอีก 4 ตัว จากที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด 7 ตัว  ว่ายน้ำตามมาส่งด้วย โดย 2 ตัว ว่ายหันหลังกลับไป ซึ่งไม่แน่ใจว่าทั้งคู่ว่ายน้ำกลับถึงบ้านหรือไม่ ส่วนอีก 2 ตัว ว่ายน้ำมาถึงทางรถไฟ โดยขณะนี้ไม่ทราบชะตากรรมเป็นอย่างไรเมื่อน้ำสูงข้ามทางรถไฟแล้ว ส่วนอีก 2 ตัวอยู่ชั้น 2 ของที่บ้าน ตอนนี้ หากเป็นไปได้ ก็อยากจะมีเรือที่สามารถเข้าไปถึงบ้านได้ เพื่อเก็บภาพวาดที่เหลือพร้อมอุปกรณ์เท่าที่เป็นไปได้และนำสุนัขออกมาในที่ปลอดภัย    


“ผมอาจจะประมาท แต่ผมก็ไม่ทราบความเป็นจริง ว่าน้ำจะสูงขึ้นและรวดเร็วขนาดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจัดการของคน แทนที่จะระบายน้ำให้เฉลี่ยกันไป 50:50 แต่มีการมากักไว้บางบริเวณ และไม่ได้รับการแจ้งเตือนความเสี่ยง หนังสือที่จมไปแล้วตอนนี้ก็ช่างมัน จมไปหมดแล้ว ผมพยายามช่วยมัน แต่เราไม่รู้ความเป็นจริง ตอนนี้ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปดูบ้านซึ่งยังมีสุนัขอยู่บนชั้น2 ผมอยากไปเก็บภาพเขียนและอุปกรณ์ หากจะมีอะไรพอเหลืออยู่ ดีกว่าไปได้กลับไปเก็บอะไรกลับมาเลย แต่หากเป็นไปไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้” นายสุชาติกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายมกุฏ อรฤดี บก.บห.สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ได้ขึ้นข้อความว่า “ใครมีเรี่ยวแรง และออกนอกพื้นที่ได้ โปรดติดต่อเพื่อกู้ ′บ้านคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี′ ซึ่งขณะนี้อยู่ในน้ำแล้ว การกู้บ้านหลังนี้ ก็เท่ากับกู้ ′สมบัติด้านวรรณกรรมของชาติไทย′”  ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สามัญชน 02 530 5198 หรือ082 993 9033 ติดต่อสอบถามเส้นทางได้ที่ 084 022 1787


คอลัมน์ สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม

โดย ผู้สื่อข่าวพิเศษ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ปัจจุบันอยู่ทางเหนือของอ่าวไทย 

(บน) กระดูกหัวปลาวาฬที่ศาลศีรษะปลาวาฬในบริเวณพระราชวังเดิม กองทัพเรือ เป็นกระดูกที่พบอยู่ใต้ถุนศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน (ล่าง) ขวานหินและเศษภาชนะราว 2,500 ปีมาแล้ว งมได้จากแม่น้ำน้อย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา (ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์หอโสภณศิลป์ วัดเชิงท่า เมืองลพบุรี) แสดงว่าตลอดลำน้ำเก่าก่อนมีแม่น้ำเจ้าพระยาเคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยชั่วคราว หรือแสวงหาอาหารผ่านไปมาของคนยุคนั้น

 

แต่ในยุคดึกดำบรรพ์ ราว 12,000 ปีมาแล้ว พื้นที่ของกรุงเทพฯ จมอยู่ใต้ท้องทะเลอ่าวไทย เพราะอ่าวไทยในอดีตมีขอบเขตลึกเข้าไปในแผ่นดินที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยมีลายพระหัตถ์เล่าว่า ”ขุดได้ซากปลาวาฬที่บางเขน ไม่ห่างสะพานพระราม 6 เท่าใดนัก”

เหตุที่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาเป็นทะเล เมื่อประมาณ 12,000 ปีมาแล้ว เพราะน้ำทะเลมีระดับสูงขึ้นมากจากน้ำแข็งละลาย ทำให้ท้องทะเลแถบอ่าวไทย มีขอบเขตกว้างขวางสูงขึ้นไปถึงลพบุรีหรือเหนือขึ้นไปอีก

ยุคดึกดำบรรพ์ที่บริเวณกรุงเทพฯ ยังจมเป็นพื้นท้องทะเลอ่าวไทย เขตป่าเขาลำเนาไพรโดยรอบอ่าวไทยมี “มนุษย์อุษาคเนย์” ร่อนเร่เป็นกลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจายแสวงหาอาหารตามธรรมชาติด้วยเครื่องมือทำด้วยหินและไม้ บางทีก็เอาเรือไม้แล่นหาอาหารตามทะเลโคลนตม

มีเรื่องราวละเอียดอยู่ในหนังสือกรุงเทพฯ มาจากไหน? (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548) จะสรุปสั้นๆ มาดังต่อไปนี้

“ทะเลโคลน” ก่อนมีกรุงเทพฯ

ทะเลอ่าวไทยยุคดึกดำบรรพ์ราว 12,000 ปีมาแล้ว มีขอบเขตกว้างขวางกว่าปัจจุบัน ดังนี้

ทิศเหนือ ทะเลสูงขึ้นไปถึงบริเวณ จ.ลพบุรี หรือเหนือขึ้นไปอีก

ทิศตะวันตก ทะเลเว้าเข้าไปถึงบริเวณ อ.เมือง และ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ต่ำลงมาที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ต่ำลงมาที่ อ.เมือง จ.ราชบุรี และต่ำลงมาที่ อ.เมือง จ.เพชรบุรี

ทิศตะวันออก ทะเลเว้าเข้าไปถึงบริเวณ จ.สระบุรี จ.นครนายก จ.ปราจีนบุรี และเว้าไปถึง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

เมื่อขอบเขตอ่าวไทยยุคดึกดำบรรพ์ล้ำเข้าไปมากกว่าปัจจุบัน แม่น้ำสายสำคัญๆ ที่ไหลลงทะเลจึงสั้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คือ

ปากน้ำเจ้าพระยา อยู่บริเวณ จ.นครสวรรค์-ชัยนาท

ปากน้ำแม่กลอง อยู่ทาง จ.นครปฐม (แม่น้ำท่าจีนยังไม่มี)

ปากน้ำบางปะกง อยู่ทาง จ.นครนายก-ปราจีนบุรี

ปากน้ำป่าสัก อยู่ทาง จ.ลพบุรี เป็นต้น

ทะเลอ่าวไทยยุคดึกดำบรรพ์ที่กว้างขวางดังกล่าวมิได้อยู่คงที่ เพราะแผ่นดินโดยรอบงอกออกไปเรื่อยๆ ตามปรากฏการณ์ธรรมชาติ อันเป็นผลจากการทับถมของตะกอนหรือโคลนตมที่ล้นทะลักไหลมากับน้ำในแม่น้ำสายต่างๆ ที่มีอยู่รอบอ่าวไทย ยุคโน้น

ครั้นนานเข้าก็กลายเป็นทะเลโคลนตม ขยายพื้นที่กว้างออกไปเรื่อยๆ ช้าๆ ตามธรรมชาติ

ในที่สุดโคลนตมที่ถมทับกลับกลายเป็นดินดอน แผ่กว้างเป็น “แผ่นดินบก” สืบเนื่องจนปัจจุบัน

นอกจากจะถมทะเลให้เป็นแผ่นดินบกแล้ว โคลนตมจำนวนมหาศาลยังเป็นปุ๋ย ธรรมชาติดีที่สุด ที่ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวในสมัยหลังๆ

เมื่อตะกอนจากแม่น้ำทะลักออกมาทับถมนานนับพันปี ในที่สุดอ่าวไทยก็ค่อยๆ หดลง บริเวณที่โคลนตมตกตะกอนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่

คนดึกดำบรรพ์ร่อนเร่ “ทะเลโคลน”

3,000 ปีมาแล้ว มนุษย์รู้จักถลุงเหล็กทั่วไปทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ มีชุมชน บ้านเมืองขนาดเล็กๆ เกิดขึ้นทั่วไป มีคนจากที่ต่างๆ เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งในดินแดนประเทศไทยมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

แต่บริเวณกรุงเทพฯ ยังเป็นทะเลโคลนตม จึงไม่มีคนตั้งหลักแหล่งถาวรได้ จะมีก็เพียงคนบางกลุ่มเคลื่อนไหวแสวงหาอาหารผ่านไปมา

ยุคสุวรรณภูมิ-ทวารวดี ยังไม่มีกรุงเทพฯ

สมัยแรกที่พุทธศาสนาจากชมพูทวีปแผ่มาถึง “สุวรรณภูมิ” หรือภูมิภาคอุษาคเนย์โบราณ เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว หรือราว พ.ศ.500 กรุงเทพฯ ยังเป็นทะเลโคลนตมกว้างใหญ่ไพศาล

ต่อมาราวหลัง พ.ศ.1000 เริ่มเกิดรัฐยุคแรกๆ ที่รู้จักทั่วไปในชื่อรวมๆ กว้างๆ ว่า “ทวารวดี” บริเวณกรุงเทพฯ ก็ยังคงเป็นทะเลโคลนตมอย่างเดิม

แต่โคลนตมบางแห่งแข็งตัวเป็นผืนแผ่นดินมากขึ้น มีป่าชายเลน ไม้โกงกาง ฯลฯ แล้วมีแม่น้ำลำคลองน้อยใหญ่หลายสาขา เป็นเส้นทางคมนาคมออกสู่ทะเลอ่าวไทย ขยายขึ้นเรื่อยๆ บางแห่งเป็นที่ดอนสูง มีผู้คนตั้งหลักแหล่งประปรายเป็นหย่อมๆ ห่างไกลกัน

พบเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยหินและโลหะตกค้างฝังดินและจมโคลนตมอยู่บ้างไม่มากนัก แสดงว่ามีผู้คนยุคดึกดำบรรพ์ผ่านไปมาบ้าง

คนพื้นเมืองรุ่นแรก

ครั้นหลัง พ.ศ.1600 มีบ้านเมืองและรัฐรุ่นใหม่เติบโตขึ้นโดยรอบอ่าวไทย โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น รัฐอโยธยาศรีรามเทพ (ที่ต่อมาเป็นกรุงศรีอยุธยา) ซึ่งตั้งอยู่ตอนบนของอ่าวไทยเหนือกรุงเทพฯ ขึ้นไป

ทางน้ำกว้างใหญ่ผ่านบริเวณกรุงเทพฯ (ที่ต่อไปอีกนานมากจะได้ชื่อว่าเจ้าพระยา) ไหลคดเคี้ยวเป็นรูปโค้งเกือกม้า (Oxbow Lake) นับเป็นแม่น้ำเก่าแก่ดั้งเดิมของกรุงเทพฯ

มีคนพื้นเมืองตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนอยู่ที่ดอนชายเลนบ้างแล้ว เช่น พวกพูดภาษาตระกูลมาเลย์-จาม กับชวา-มลายู จนถึงตระกูลมอญ-เขมร กับลาว-ไทย

กรุงเทพฯ อยู่ใต้ทะเลอ่าวไทย มีในแผนที่แสดงแนวชายฝั่งทะเลของอ่าวไทยสมัยโบราณ เมื่อระหว่าง 6,000-3,000 ปีมาแล้ว (ดัดแปลงจาก Somboon Jarupongsakul, 1990, Geomorphology of the Chao Phraya Delta. Thailand, p. 63)

หน้า 20,มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2554 

โดย June Soh/Thaksina Khaikaew | Washington/Washington / voa thai
จากมติชนออนไลน์

สำหรับคุณผู้ฟังหลายๆคน การเล่นแผ่นเสียงไวนิลพาความทรงจำของคุณย้อนยุคไปสมัยยังเป็นวัยรุ่นยุคซิกตี้ เซเว่นตี้ ตอนนั้นเพลงแนวร็อคแอนด์โรลกำลังดังเป็นพลุ

สมัยโน้น แฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ราชาเพลงร็อคเอลวิส เพรสลี่ หรือวงสี่เต่าทองของอังกฤษที่โด่งดังคับฟ้าต้องมีเครื่องเล่นจานเสียงที่เรียกกันว่า turntable เอาไว้เปิดฟัง

แผ่นเสียงไวนิลกับเครื่องเล่นจานเสียงกลายเป็นอดีตไปนานหลายปีแล้วตั้งแต่เทคโนโลยีด้านนี้เข้าสู่โลกดิจิตอล ปัจจุบันเรามีแผ่นซีดีและเครื่องเล่นออดิโอแบบเอ็มพีทรีเข้ามาแทนที่ แผ่นเสียงไวนิลกลายเป็นของหายาก บริษัทก็เลิกผลิตทั้งแผ่นและเครื่องเล่นไปนานแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้ แผ่นเสียงไวนิลเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันที่ชอบของเก่าเก็บอย่างเเจ็ค โลเว่นสไตน์ หนุมน้อยวัยสิบสี่ปี เขาเป็นลูกค้าร้าน Crooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซีเพราะชอบแผ่นเสียงไวนิลเป็นชีวิตและชอบซื้อแผ่นเสียงไวนิลมากกว่าแผ่นเสียงซีดี

ไม่เฉพาะหนุ่มน้อยคนนี้ที่หลงไหลในแผ่นเสียงไวนิล ซาร่า กริฟฟิธ อายุสิบเก้าปีก็คลั่งไคล้แผ่นเสียงเก่าจนจะกลายเป็นนักสะสมไปแล้ว เธอบอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเดี๋ยวนี้เธอเริ่มซื้อแผ่นเสียงไวนิลที่เป็นเพลงแนวพังค์มากขึ้นเพราะชอบ

สำหรับนักสะสมแผ่นเสียงรุ่นใหม่อย่าง”โจนาทัน โอลดมิกซัน “อายุสามสิบต้นๆ แผ่นเสียงไวนิลไม่ใช่แค่เท่ห์เท่านั้นแต่น่าสะสม เขาบอกว่าปกติเขาไม่ค่อยคลั่งไคล้อะไรแต่ยอมรับว่าพอเจอแผ่นเสียงไวนิลแล้ววางไม่ค่อยลงเพราะมันมีเสน่ห์แรงดึงดูดใจเหลือหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของตัวแผ่นเสียงหรือรูปภาพบนซองแผ่นเสียงก็สวยแล้วคุณภาพของเพลงก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

ในอเมริกาขณะนี้ธุรกิจขายแผ่นเสียงไวนิลกำลังมาแรงแม้ว่ายอดขายในอเมริกายังต่ำเมื่อเทียบกับยอดขายของซีดีเพลงหรือเอ็มพีทรี ปีที่แล้วมีคนซื้อแผ่นเสียงไวนิลถึงสามล้านแผ่นในอเมริกา โตขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับยอดขายช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนโน้น

บิล ดัลลี่ เจ้าของร้านCrooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซี บอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเมื่อห้าปีที่แล้วร้านเริ่มนำแผ่นเสียงไวนิลเพลงใหม่ๆออกมาวางขายพร้อมกับแถมแผ่นการ์ดดาวโหลด เอ็มพีทรีให้ลูกค้าด้วย ตั้งแต่นั้นมายอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขณะนี้ยอดขายอยู่ที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นของยอดขายทั้งหมดของร้าน นอกจากนี้ยอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลทางออนไลน์ของร้านก็เพิ่มขึ้นด้วย

บิล ดัลลี่ บอกว่า เขาส่งแผ่นเสียงไวนิลให้ลูกค้าทั่วโลกเกือบทุกวัน เขาคิดว่าน่าจะมีลูกค้าไปทั่วโลกแล้วเพราะไม่ใช่ทุกมุมโลกจะมีร้านขายแผ่นเสียง

ตอนนี้เราไปที่รัฐเวอร์จิเนีย ใกล้ๆกับกรุงวอชิงตันดีซี บริษัทFurnace MFG เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี ตอนนี้เปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นแผ่นเสียงไวนิลเป็นหลัก   อีริก เอสเตอร์ ผู้นำบริษัทบอกว่าการเร่งผลิตแผ่นเสียงไวนิลให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเป็นงานที่ท้าทายมาก

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าไม่มีใครผลิตเครื่องอัดแผ่นเสียงไวนิลมาเกือบหลายสิบปีแล้ว พวกเขาต้องไปเสาะหาว่ายังมีเครื่องมือการผลิตอะไรหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งหายากเต็มทน เขาจึงหันไปจ้างโรงงานผลิตในเยอรมันกับฮอลแลนด์ทำการอัดเสียงลงแผ่นไวนิลให้ แล้วส่งกลับมาเเพ็คที่บริษัทFurnace ในรัฐเวอร์จีเนียก่อนส่งไปขายให้ลูกค้าต่อไป ตอนนี้บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพลงไวนิลได้มากกว่าสองล้านแผ่นต่อปี

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าแผ่นเสียงที่ได้รับการอัดเสียงอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบจะมีคุณภาพเสียงดีมีมากกว่าเสียงที่อัดแบบดิจอตอล เพราะว่าเสียงบนแผ่นไวนิลไม่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมือนกับเทคนิคที่ให้ในการอัดเสียงลงแผ่นซีดีหรือการอัดเสียงรูปแบบดิจิตอล

ผู้ผลิตเพลงแผ่นเสียงไวนิลชาวอเมริกันคนนี้บอกว่าเขารับประกันว่าคนจะหันกลับมาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลกันมากขึ้นเพราะเวลาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลแล้วไม่อยากกลับไปฟังซีดีเลย

ปาฐกถาบทนี้ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ น่าสนใจไม่น้อย การถกเถียงกันในเรื่องการอ่าน การเขียน การพิมพ์ ในประเทศไทยยังต้องปลูกสร้างรากฐานอีกยาวไกล และดูแล้วคงไม่ได้สร้างกันเพียงวันสองวัน เดือนสองเดือน ปีสองปี หรือเพียงแค่ยกระดับกรุงเทพฯเมืองแห่งการอ่านก็คงเป็นเพียงแค่ภาวะทิพย์เท่านั้น

นิธิ เอียวศรีวงศ์ปาฐกถาหัวข้อ ‘นิสัยการอ่านของคนไทยในมิติด้านวัฒนธรรม’ ในการประชุมวิชาการประจำปี Thailand Conference on READING 2011 จัดโดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK park และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) วันที่ 25 ส.ค. 2554

โดยอ.นิธิระบุว่า สังคมไทยเดิมนั้นไม่ใช้ตัวอักษร วรรณกรรมของไทยจึงเพิ่งเกิดมาในสมัยหลังๆ มานี้เอง และมีจำนวนเทียบไม่ได้เลยกับวรรณกรรมมุขปาฐะ คนไทยจึง “อ่าน” ผ่านการ “ฟัง” และส่งต่อความรู้โดยอาศัย “ความจำ”

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของการมีหนังสือบันทึกเรื่องราวและความรู้ลงเป็นตัวอักษร ซึ่งต้องอ่านโดยการตีความ แต่คนไทยก็ยัง “อ่าน” ในรูปแบบเดิมคือ อ่านแล้วจำ การศึกษาไทยยังมีส่วนสำคัญต่อการผลิตคนที่อ่านออกเขียนได้แต่ไม่ใช่นักอ่าน เพราะยังคงสอนความจริงเพียงมิติเดียว ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ การส่งเสริมการอ่าน ก็ดูจะไร้ความหมาย
รายละเอียดดังนี้…..

สังคมไทยไม่ใช่สังคมที่ใช้ตัวอักษร หรือตัวหนังสือมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรป จีน อินเดีย หรือญี่ปุ่น ในระบบการปกครองไทยสมัยโบราณแทบจะไม่มีเอกสารราชการสักเท่าไหร่ เราอาจจะอธิบายว่าเอกสารถูกพม่าเผา แต่ถ้าดูตั้งแต่แต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็จะพบว่ามีเอกสารราชการน้อยมาก คือส่วนกลางแทบไม่ส่งหนังสือถึงหัวเมืองเลยในปีหนึ่งๆ บางเมืองส่งเพียงฉบับหรือสองฉบับเท่านั้น

ดังนั้นหนังสือไม่ใช่สื่อกลางในการบริหารราชการแผ่นดิน การค้าเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ตัวอักษรในหลายแห่งทั่วโลก แต่ในเมืองไทย มีใช้ตัวหนังสือในการทำสัญญาน้อยมาก ที่มีมากที่สุดคือหนังสือสัญญาค้าทาสเท่านั้นเอง นอกจากนั้นก็มีเอกสารเกี่ยวกับคดีที่ปรากฏในศาลเรื่องเช่าที่นา โคกระบือเป็นต้น ซึ่งพบว่าไม่มีหนังสือสัญญาการเช่าระหว่างกัน แม้แต่การยืมเงิน

ที่มีการใช้หนังสือมากอีกอย่างหนึ่งก็คือเอกสารด้านศาสนา ซึ่งส่วนหนึ่งลอกมาจากภาษาบาลีทั้งหลาย มีส่วนที่แปลบ้าง และที่ใช่ตัวหนังสือมากจริงๆ คือหนังสือเทศน์ ที่พระเตรียมเทศน์ให้กับอุบาสกอุบาสิกา

แม้ว่าวรรณกรรมไทยที่เหลือตกทอดเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีอยู่พอสมควร แต่วรรณกรรมในส่วนที่ไม่เหลือตกทอดเพราะเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะนั้นหายไปมากกว่าที่เหลืออยู่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ ถึงแม้จะเขียนเป็นตัวหนังสือ แต่วิธีเสพวรรณกรรมของคนโบราณไม่ได้เสพโดยการอ่าน แต่เขาเสพโดยการฟัง เช่นประเพณีของเจ้านายสมัยโบราณ มีคนขับเสภากล่อมพระบรรทม ดังปรากฏในหนังสือกฎหมายตราสามดวง

พูดอีกนัยหนึ่งคือวิธีการอ่านให้ฟังเป็นหัวใจสำคัญของวรรณกรรมไทย เป็นการอ่านทำนองเสนาะ เป็นการขับ หัวใจสำคัญของวรรณกรรมต่างๆ ของไทยไม่ใช่มาจากการอ่าน แต่เป็นการฟังอันเป็นเหตุผลที่พบว่าวรรณกรรมที่เป็นความเรียงมีไม่ค่อยมากนัก เพิ่งเริ่มมีมากขึ้นนิดหน่อยเมื่อตอนต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง เหตุผลง่ายๆ คือความเรียงเป็นหนังสือสำหรับการอ่านมากกว่าการฟัง เพราะความเรียงต้องการการคิดใคร่ครวญบางอย่างไปกับการอ่านด้วย

ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ เราติดต่อกับจีนมาไม่รู้กี่ศตวรรษแล้ว แต่นำเอาเครื่องพิมพ์มาจากฝรั่งมาใช้ในสมัยถึงรัชกาลที่ 4 แต่ก่อนหน้านี้ เราไม่เคยลอกเลียนเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้เลย แต่ถ้าเราเป็นชาตินักอ่านจริง อย่างไรเราก็หนีไม่พ้นเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่รับเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้ก่อนที่จะมีระบบการพิมพ์แบบฝรั่ง

การอ่านในสังคมไทยจึงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เราฟังมากกว่าอ่าน และถึงแม่ว่าจะมีหลักฐานในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ว่ามีมิชชันนารีที่เข้ามาเปิดคลินิกสอนศาสนาและรักษาผู้ป่วยด้วยในกรุงเทพฯ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 และเขาขยันพอที่จะเก็บรวบรวมสถิติว่ามีคนไข้อ่านออกเขียนได้กี่เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าเขาทำสถิติคือคนไทยอ่านออกเขียนได้ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูจากตัวเลขนี้จะพบว่าคนไทยอ่านออกเขียนได้พอสมควร แต่ความจริงเมื่อเขาไม่ได้ใช้การอ่านในชีวิตประจำวันก็น่าสงสัยว่าการอ่านออกเขียนได้นั้นทำหน้าที่ได้จริงหรือไม่ เพราะอาจจะไม่ได้อ่านคล่องอย่างที่เราอ่านกันทุกวันนี้

ในสังคมที่มีการอ่านน้อย และมีการเขียนน้อย คำถามคือเราสามารถส่งทอดความรู้ ความงาม ความจริงกันอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดคือส่งทอดผ่านความจำ ซึ่งก็ไม่ใช่ของประหลาดอะไร เพราะในระบบการศึกษาแบบโบราณเกือบทุกแห่งก็ส่งทอดความจริง ความงามเหล่านี้ผ่านความจำทั้งนั้น

ขณะเดียวกันพุทธศาสนา (รวมถึงศาสนาอื่นๆ ด้วย) ที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในสังคมโบราณ ก็เสนอว่าความจริงมีอย่างเดียว ทำให้ไม่ต้องใช้สมองวิเคราะห์อะไรมากนัก การศึกษาสังคมโบราณทุกแห่งจึงสอนให้จำ เพราะมีความจริงให้จำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ที่ผมพูดมาถึงตรงนี้เพื่อเตือนให้ระลึกว่า เวลาที่เราพูดถึงการอ่านในสังคมปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าเราไม่ได้ให้ความหมายเดียวกับที่ คนโบราณอ่านหนังสือดังๆ ให้ฟัง ดังที่เราจะเห็นว่าคนเก่าคนแก่จำนวนไม่น้อยที่อ่านแล้วต้องทำเสียงในลำคอ หรือทำปากขมุบขมิบ เพราะการรับความหมายต้องผ่านเสียงก่อนที่จะเข้าไปสู่สมอง
ที่เราเรียกว่าอ่านในปัจจุบันหมายถึงอะไร

ประการแรกสุดผมอยากเตือนว่าแม้ภาษาไทยมีตัวสะกด แต่เราไม่ได้สะกด เราทำเหมือนกับที่คนจีนหรือญี่ปุ่นทำกับภาษาของเขา คือเรามองคำทั้งคำเป็นสัญลักษณ์ คำว่าอ่าน คือการซึมเข้ามาโดยที่เราไมได้ไปสะกดมัน เราจำตัวหนังสือเป็นคำๆ หรือเป็นวลีหรือเป็นประโยคด้วยซ้ำเหมือนว่าเป็นสัญลักษณ์

การที่เราสามารถอ่านได้รวดเร็ว อ่านข้ามไปเวลาอ่านเอกสารบางอย่าง ความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้เป็นโอกาสที่จะทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์ความหมายจากตัวสัญลักษณ์เหล่านี้ไปได้พร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างทีเป็นรูปธรรม เช่น เวลาที่เห็นป้ายห้ามเข้า ซึ่งมีวงกลมและขีดตรงกลาง เราคิดต่ออีกหลายอย่าง ว่าเราจะอ้อมไป หรือเข้าทางไหนได้ หรือมีตำรวจแถวนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ฝ่าเข้าไป เป็นต้น

เมื่อเห็นสัญลักษณ์เราจะคิดวิเคราะห์และรับความรู้สึกด้วย เวลาที่เราอ่านหนังสือเราสามารถรับความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว การกระทำทั้งหมดนี้เรียกว่า ‘การอ่าน’ หัวใจของการทำสิ่งเหล่านี้ได้คือ ความเพลิดเพลิน ผมรู้สึกว่าในประเทศไทยเวลาพูดถึงการอ่าน เราเครียดจังเลย เราพูดถึงประโยชน์ของการอ่านว่าจะมีการพัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่พูดว่ามันสนุกดี ซึ่งนี่เป็นหัวใจของการอ่าน และการสนุกดีจากการอ่านได้ ก็จะต้องอ่านแบบที่กล่าวมา แต่ถ้าจะสนุกจากการอ่านสุนทรภู่ ต้องฟัง คือผ่านสิ่งอื่นมากกว่าผ่านตัวเอกสารโดยตรง

ความสามารถในการวิเคราะห์นี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการอ่านในความหมายแบบใหม่ ซึ่งถ้าเอาความสามารถนี้ไปอ่านหนังสือโบราณ คุณจะรู้สึกว่ามีอะไรขัดๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะคนโบราณไม่ได้เขียนด้วยความคิดว่าผู้เสพจะอ่านแบบปัจจุบัน เขาจึงไม่สนใจที่จะรักษาตรรกะ จากเหตุไปหาผลได้เพื่อที่จะทำให้คนอ่านคล้อยตาม หรือมองเห็นเหตุผลต่างๆ นานาได้

ดังนั้นการที่เราอ่านแบบปัจจุบัน ถ้าเรากลับไปอ่านสุนทรภู่ ก็จะพบว่ามีอะไรขาด หรือกระโดดไป จะไม่ได้รสชาดของการอ่านแบบโบราณ

การอ่านของไทยหลังการพิมพ์แบบตะวันตก

ทั้งหมดที่พูดคือ การอ่านก่อนที่จะมีเทคโนโลยีการพิมพ์และการอ่านหลังการพิมพ์

การอ่านในประเทศไทยหลังจากได้รับการพิมพ์แบบตะวันตกคือการศึกษาแผนใหม่ เกิดโรงเรียนแบบใหม่ แต่โรงเรียนแบบใหม่ก็ยังคงรักษาจุดมุ่งหมาย หรือวิธีการศึกษาแบบโบราณ นั่นคือมุ่งที่จะให้ผู้เรียนจดจำอะไรบางอย่างที่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริงเพียงอย่างเดียว เช่นโลกกลม หรือการแบ่งภูมิภาคต่างๆ ของโลก

กล่าวได้ว่า การศึกษาของไทยในสมัยโบราณความจริงเอามาจากบาลี ขณะที่การศึกษาสมัยใหม่เอาความจริงมาจากภาษาอังกฤษ แต่ยังใช้วิธีการเดียวกันคือ ‘จำ’ สิ่งที่เชื่อว่าเป็น ‘ความจริง’ เอาไว้ ดังนั้น ในแบบเรียนภาษาไทยจะค่อนข้างสั้นและสรุปรวมสิ่งที่ถือว่าเป็นความจริงแท้แน่นอนสำหรับเด็กอ่านและจดจำได้

ผมคิดว่าวิชาวิทยาศาสตร์เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด ตำราวิชาวิทยาศาสตร์ของไทยเทียบกับอเมริกันจะเห็นว่าแตกต่างชัดเจน เพราะตำราของอเมริกันหนามาก เพราะเขาจะอธิบายว่าความจริงเป็นแบบนี้ทำไมเป็นแบบนี้ และคนที่ไม่คิดแบบนี้เขาคิดอย่างไร เพราะการเรียนไม่ใช่การเรียนเฉพาะตัวข้อเท็จจริง แต่เป็นการเรียนวิธีคิด วิธีคิดที่ผิดจึงให้การศึกษาและให้ความรู้กับตัวเราสูงมาก สรุปง่ายๆ คือวิชาวิทยาศาสตร์จึงเต็มไปด้วยการอภิปรายเกี่ยวกับการค้นหาความจริง ไม่ใช่ตัวความจริงที่ยัดไว้ในแบบเรียนเป็นหลัก

ถึงวันนี้การศึกษาของไทยก็ยังไม่ต่างจากโบราณ คือสรุปความจริงให้กะทัดรัด ง่ายต่อการจดจำ ในสภาพการเรียนแบบนี้ คำถามที่ชัดคือ อ่านทำไม เพราะไม่รู้จะอ่านสิ่งที่นอกเหนือจากตำราไปทำไมเนื่องจากเป็นความจริงมิติอื่น ที่ไม่ปรากฏในตำรา

ที่เราบอกว่านักเรียนนักศึกษาควรอ่านให้มาก เพราะความจริงมันสลับซับซ้อนมากกว่า ถ้าเราคิดว่าความจริงเป็นของง่ายๆ ตามตำรา ก็ไม่รู้จะอ่านหนังสือไปทำไม และการเขียนแบบนี้จึงทำให้ครูบังคับให้เด็กอ่านแบบเคร่งเครียดมาก ผมไม่แน่ใจว่ารุ่นหลังนี้ให้อ่านแบบที่ผมเคยเจอหรือเปล่า คือถูกบังคับให้อ่านตั้งแต่ปกรอง คำนำของกระทรวงฯ ถ้าคุณสอนให้เด็กอ่านแบบนี้เขาจะไม่อ่านอีกเลยตลอดชีวิต เพราะมันน่าเบื่อ เหนื่อย ไม่ทำให้รู้สึกว่าการอ่านทำให้เกิดความเพลิดเพลิน และอ่านแล้วคิดไม่เหมือนกันได้ เอามาแลกเปลี่ยนกันได้ เหมือนการดูละครทีวี เรานับถือตัวหนังสือเกินไป ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาก่อนการพิมพ์ คือชินกับการฟังข้อเท็จจริงมากกว่าการอ่านข้อเท็จจริง

เหตุดังนั้นสังคมไทยในแง่ความสำเร็จของรัฐไทยก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการให้คนอ่านออกเขียนได้มาก แต่เป็นชาติที่มีคนอ่านหรือซื้อหนังสืออ่านน้อยมาก เคยมีหัวข้อถามในเว็บไซต์แห่งหนึ่งเปรียบเทียบระหว่างคนไทยกับคนพม่า ว่าใครเป็นนักอ่านมากกว่ากัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือพม่ากับไทยไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักในสมัยโบราณ พบว่าผู้แสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่งที่ได้คลุกคลีกับทั้งคนไทยและคนพม่าเป็นเวลานาน ลงคะแนนว่าคนพม่าโดยพื้นฐานแล้วมีความเป็นนักอ่านมากกว่าคนไทย เพียงแต่ระยะหลังไม่มีอะไรให้อ่าน

เราไม่ใช่ชาตินักอ่าน และตราบเท่าที่เราไม่ทำสองอย่างคือทำให้การอ่านเป็นการหาความสุขในชีวิตอย่างหนึ่ง อ่านสิ่งที่เขาอยากจะอ่าน ไม่จำเป็นต้องอ่านสิ่งที่เป็นประโยชน์ และประการที่สองคือ การอ่านผูกพันอยู่กับการศึกษาตราบเท่าที่เราไม่ได้ปฏิรูปการศึกษามากไปกว่าการแจกแท็บเบล็ตหรือโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษา ทำให้เด็กพบว่าความจริงมองได้หลายชั้น สนุกในการคิดวิเคราะห์ที่แตกต่างจากครูและตำรา ไม่ถูกลงโทษถ้าคิดวิเคราะห์แตกต่างไปจากครูและตำรา ถ้าไม่ทำเช่นนี้ สังคมไทยก็จะไม่ใช่สังคมนักอ่านตลอดไป

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers