Info

Posts from the ผกาชวนชิม Category

หน้าร้านปันปัน ซอยสุขุมวิท 33

แนะนำร้านอาหาร โดย ผกาชวนชิม

ร้านปันปัน เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ผกาไปกินเสมอมา นับรวมแล้วไปกินตั้งแต่ลูกยังเล็ก เมื่อสองสามปีก่อนผกาไปกินที่สาขาหลังสวนเป็นประจำเพราะใกล้กว่าที่สาขาสุขุมวิท 33 แต่หลังจากที่สาขาหลังสวนปิด ผกาจึงไม่มีทางเลือกอื่นคือต้องดั้นด้นจากสามพรานไปทานที่นี่ ความไกลไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือว่าเมื่อใดที่โหยหาอาหารอิตาเลี่ยนผกามักนึกถึงที่นี่เป็นลำดับแรก

แน่นอนครับปันปันเป็นร้านอิตาเลียนที่ถูกปากคนไทย แต่ทุกครั้งผกาก็เห็นฝรั่งหลายชาติไปทานกันเยอะ ผกาจึงแน่ใจว่ามันคงไม่ใช่ถูกปากคนไทยเพียงอย่างเดียวแล้วละ

เมื่อมาถึงร้านปันปันสิ่งที่ผกาชื่นชอบมากคือบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง เหมือนนั่งกินอาหารที่ร้านเพื่อน พนักงานบริการอย่างดี แต่ไม่เข้ามาทำลายบรรยากาศของผู้มาทานอาหาร ซึ่งผกาคิดว่านี่คือส่วนสำคัญของงานบริการ ที่บางร้านไม่รู้ ปันปันจึงเป็นสถานที่ที่ผกาจะพาครอบครัวมากินอาหารได้อย่างอร่อย พร้อมกับพูดคุยสนทนากันบนโต๊ะอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรำคาญพนักงานที่บริการเราจนเกินเลยกว่าความต้องการ

ที่ปันปันผกามีอาหารประจำตัวที่ต้องสั่งทุกครั้ง อย่างแรกคืออาหารเรียกน้ำย่อยไส้กรอกอิตาเลียน ซึ่งน่าจะทำจากหมูและเนื้อบดมักด้วยเครื่องเทศ จากนั้นนำมาทอดและอบบนกะทะร้อน เสิร์ฟพร้อมกับแป้งพิซซ่า จานนี้ขอบอกว่าอร่อยครับ รสเค็มกำลังดีของไส้กรอก เข้ากับแป้งพิซซ่าบาง ๆ ทานแกล้มไวน์ ขาว-แดง ได้อร่อย หรือบางคนจะสั่ง หอยแมงภู่อบมะเขือเทศเป็นอีกเมนูที่ขึ้นชื่อของปันปัน ทุกโต๊ะต้องสั่งจานนี้มาทานเล่นก่อน น้ำซอสของจานนี้รสชาติกล่อมกล่อมจนผกาไม่อยากเหลือทิ้ง กินคู่แป้งพิซซ่าก็อร่อย แล้วยังเข้าคู่กับไวน์ขาวอย่างกับเกิดมาคู่กัน

มักกะโรนีซอสครีมเห็ดและกุ้ง

จานที่สองมักกะโรนีเห็ดและกุ้งราดด้วยซอสครีม เป็นอาหารจานที่เด็ก ๆ ชอบใจมากที่สุด หากวันไหนพาหลาน ๆ ไปกินกันต้องสั่งมาสองจาน ไม่อย่างนั้นไม่พอ รสชาติของซอสครีมหอมมันอร่อยจนคิดถึงตลอดเวลา รสชาติความมันของครีมนั้นกำลังดี ทานคู่ไวน์ขาวช่วยลดความเลี่ยนของซอสได้ หรือถ้าใครอยากจะหามักกะโรนีกุ้งซอสมะเขือเทศ จานนี้ก็เด็ดดวง ผกาชอบที่ทางร้านใส่ผักฝรั่งใบหยัก (พาร์สลีย์) สับละเอียดช่อยลดความมันลงได้เยอะ แถมยังหอมอร่อยมีรสสัมผัสที่ไม่รู้ลืม ความชุ่มฉ่ำของน้ำซอสที่ไม่เหมือนที่ไหนนี่เองครับที่ผมติดใจรสชาติ

สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศกุ้ง

จานหลักอีกจานที่ผมไม่อยากพลาดคือรีซอสโตเห็ดและทะเล (ข้าวผัดอิตาเลียน) เป็นจานที่ยอดเยี่ยมมาก ความหอมอร่อยของรสชาติทะเล ซึ่งซึมอยู่ในเนื้อข้าว แม้จะหุงด้วยเนยครีม แต่มันจะสดชื่นกว่า กินแล้วหยุดไม่ได้จริง ๆ แล้วจานนี้ต้องมีไวน์ขาวซึ่งดรายเล็กน้อยกินคู่กันจะเป็นอาหารที่ไม่อยากจะลืมเลือน

รีซอสโต้เห็ดและทะเล

มาถึงจานสุดท้ายสตูน่องวัว เสิร์ฟคู่กับมันบด ต้องขอบอกว่ารสชาติจานนี้มันสุดยอด ผมจะไม่มีวันพลาดอาหารจานนี้อย่างแน่นอน เนื้อน่องวัวที่เปื่อยจนแทบจะละลายในปาก บางส่วนติดเอ็ดนิด ๆ ยิ่งอร่อย กินคู่กับมันบดซึ่งหอมเนย หากไม่เกรงใจผกาอยากจะสั่งเส้นสปาเก็ตตี้ลวก หรือข้าวเปล่ามากินรับรองว่ามันต้องยอดมาก ที่สำคัญควรสั่งไวน์แดงมาสักแก้วเพื่อกินคู่กับอาหารจานนี้

สตูน่องวัว เสิร์ฟคู่กับมันบด

เมื่อกินอาหารจานหลักกันอิ่มหนำแล้วอย่าลืมเผื่อช่องว่างในกระเพาะอาหารเอาไว้สำหรับขนมหวานด้วยนะครับ เพราะที่ปันปัน มีทั้งเค้กและไอศครีมบริการอย่างจุใจ รสชาติขนมหวานก็ยอดเยี่ยมไม่เบาครับ แล้วที่สำคัญสุด ๆ ปิดท้ายด้วยเอ็กเพรสโซสักถ้วย มื้อนี้จบลงอย่างสมบริบูรณ์

ร้านปันปันตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 33 สามารถจอดรถได้ที่อาคาร UBC II ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ริมถนนสุขุมวิท จากนั้นเดินออกมาจากข้างอาคารแล้วตรงไปที่ร้านใช้เวลาไม่ถึงห้านาที โดยนำบัตรจอดรถไปสแตมป์ไม่ต้องเสียค่าจอด ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 น. จนถึง 23.00 น. หากต้องการสำรองโต๊ะโทร.ที่เบอร์ 02-258-9304

นี่คือหนึ่งร้านในดวงใจของผกา ยกสองนิ้ว เยียมมาก

ผกาชวนชิม: ห่านพะโล้เลิศรส

ถ้าจะเอ่ยถึงร้านห่านพะโล้แล้ว ในเมืองไทยมีอยู่หลายร้าน แล้วแต่ละร้านก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ร้านที่ผกาอยากจะแนะนำ เป็นร้านที่ผกากินมาตั้งแต่เด็ก ตำนานร้านนี้ยาวนานกว่าสามสิบปี ทำห่านพะโล้มาโดยตลอดไม่เคยเปลี่ยน ตอนนี้เข้าสู่รุ่นที่สองของร้านเป็นที่เรียบร้อย ทางร้านไม่มีสาขา มีแห่งเดียวที่เจริญนคร

เมื่อก่อนที่ร้านสุน เขาจะหุงข้าวผสมเผือก ตอนเด็ก ผกาก็สงสัยว่าทำไมต้องผสมเผือก พ่อของผกาบอกว่าเมื่อก่อนข้าวยากหมากแพง การผสมเผือกลงไปในข้าวเพื่อเพิ่มปริมาณข้าวให้มากขึ้น เพราะสมัยก่อนเผือกสามารถขุดหาง่าย ไม่มีราคาค่างวดเท่าข้าวจึงมาผสมเพื่อเพิ่มปริมาณให้เยอะ ๆ เมื่อก่อนแม้ผกาไม่ชอบกินเผือก แต่ก็ยอมรับว่าข้าวผสมเผือก กินกับห่านพะโล้นั้นอร่อยไม่เบา ปัจจุบันทางร้านเลิกใส่เผือกลงไปในข้าวแล้ว มีแต่ข้าวสวยเพียงอย่างเดียว คิดถึงอดีตแล้วโหยหา

ร้านสุนเจริญนคร (ติ่ง) อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดคือเนื้อห่านพะโล้ ที่นี่เขาจะแล่เนื้อห่านปราศจากกระดูก หรือถ้าใครชอบแทะกระดูกแบบการสับแบบฮ่องกง ก็สั่งทางร้านได้ไม่ว่ากัน ถ้าท่านไปกันสองคนผกาแนะนำว่าสั่งห่านพะโล้จานใหญ่ไปเลยคุ้มที่สุด ไม่ต้องมาคอยสั่งเพิ่ม ส่วนอาหารแนมอื่น ๆ ก็มีเช่นปลาตะเพียนต้มเค็ม แกงจืดดอกไม้จีน แกงจืดมะระ ผมคิดว่าอาหารแนมนั้นรสชาติธรรมดาครับ แต่ถ้าคนชอบสั่งแกงจืดมาซดแก้เลี่ยนก็ได้ไม่ว่ากัน แต่มาร้านห่านแล้วห่านพะโล้อร่อยที่สุดค่ะ

ห่านพะโล้แล่เนื้อปราศจากกระดูก

นอกจากห่านพะโล้แล้วทางร้านยังมีก๋วยเตี๋ยวเป็ดด้วย ก๋วยเตี๋ยวเป็ดก็ไม่บันเบา น้ำแกงเป็ดรสกลมกล่อมอย่าบอกใคร เวลาผกาไปทาน ผกามักจะสั่งห่านจานใหญ่จานนึงและเกาเหลาเป็ดมาซดน้ำแกง เท่านี้ก็อิ่มอร่อยอย่าบอกใครครับ สำหรับคอเครื่องใน ตับกึ๋น มีให้ครบสั่งเป็นจานเล็ก ๆ มาเสริม หรือถ้าชอบขา ปีก คอ ก็สั่งมาต่างหากได้เช่นกัน

ร้านสุนเจริญนครความอร่อยของห่านอยู่ที่น้ำพะโล้ที่กลมกล่อม ผกาไม่อยากบอกเลยว่าร้านนี้ทำพะโล้ได้ถูกปากผกามากที่สุด น้ำพะโล้หอมกลิ่นเครื่องเทศหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือเหล้าจีนนั้นใส่ไม่อั้น ใครรับประทานห่านร้านสุนแล้วไม่เกิดเอฟเฟคไชนิสฟู้ดซินโดรมแล้วละก็ ถือว่าธาตุแข็งใช้ได้

ร้านสุนเจริญนครตั้งอยู่บริเวณ ถนนเจริญนครซอย 10 ตรงข้ามโรงแรมเดอะเพนินซูเอลา คลองสาน หากมาจากสาทร ลงสะพานพระเจ้าตากสิน เลี้ยวซ้ายเชิงสะพานเข้าสู่ถนนเจริญนคร พอถึงสามแยกแล้วเลี้ยวซ้าย ผ่านสองไฟแดงซึ่งรอดใต้สะพานตากสิน ร้านเป็นห้องแถว จอดรถริมถนน หรือถ้าให้ดีเลยไปจอดที่บริเวณวัดสุวรรณ ใช้เวลาเดินย้อนกลับมาไม่ถึงห้านาที ร้านเปิดตั้งแต่สิบโมงเช้าจนไปถึงบ่าย ๆ

เกาเหลาเป็ด นำ้ซุปพะโล้สุดยอด

ดนตรีไร้พรมแดน: บ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย

ผมห่างหายการชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกมานานพอสมควร จำแทบไม่ได้ว่าครั้งหลังสุดตอนไหน ปัจจัยแรกคือ บ้านผมอยู่ฝั่งธนบุรี ช่วงหลังผมย้ายห่างจากธนบุรีไกลมาถึงบางบอน-เอกชัย พูดง่าย ๆ เป็นเขตชายแดนติดสมุทรสาคร-มหาชัย อีกด้านติดจังหวัดนครปฐม-สามพราน เมื่อปีที่แล้วออฟฟิศย้ายมาปักหลักที่สามพรานอย่างถาวร ทำให้ผมกลายเปลี่ยนเป็นคนชนบทไปโดยปริยาย แน่นอนครับจากสามพรานเข้ากรุงเทพไม่ไกลนัก แต่คิดถึงจราจรบนถนนเพชรเกษมแล้วขอบอกว่าสาหัสครับ ถ้านั่งรถสาธารณะเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือสยามสแคว์ผมต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองชั่วโมง สาหัสที่สุด เรื่องไปชมดนตรีอันเพริดแพร้วนั้นลืมได้เลย ต้องฝ่าจราจรคับคั่งไปถึงก็หมดอารมณ์สุนทรีย์เสียแล้ว ยิ่งถ้าต้องเดินทางไปยังศูนย์วัฒนธรรมประเทศไทย ยิ่งอยู่ไกลห่างจินตนาการ

หน้าทางเข้าหอการแสดงดนตรี

เมื่อหลายปีก่อนการก่อตั้งสาขาภาคดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้เกิด “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” และในเวลาต่อมามีการจัดตั้ง Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) โดยมีอาจารย์สุกรี เจริญสุขก็เข้ามาเป็นผู้อำนวยการดนตรี และปลุกปล้ำให้เกิดวงดนตรีคลาสสิกอาชีพขึ้น โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเงินครึ่งหนึ่งและทางวิทยาลัยออกครึ่งหนึ่ง TPO นั้นค่อย ๆ เติบโตอย่างเป็นระบบ ช่วงปีแรก ๆ ชื่อเสียงของวงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ผมไม่มีเวลาไปชมคอนเสิร์ตตของเขาเสียทีจนย้ายออฟฟิศมาอยู่สามพราน และจัดการชีวิตได้ลงตัวขึ้น ประกอบกับโปรแกรมดนตรีของ TPO ในปีนี้ (Season 5th) ออกมาแบบทั้งซีซัน ทำให้ผู้ชมอย่างผมไม่ต้องคอยเดาว่าเมื่อไหร่วงจะมีการแสดง และจะแสดงวันไหน เวลาใด โปรแกรมมีให้ดูได้ที่เวบไซต์ของเขา ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของช่องทางสื่อสารกับผู้ชมเลยทีเดียว

ในคอนเสิร์ตแรกที่ผมได้ไปชม TPO ก็คือคอนเสิร์ต Celebrate Beethoven & Brahms ในวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ซึ่งในวันนั้นโปรแกรมแรกเริ่มด้วย Overture “Cosi fan tutte” ของ Mozart ตามด้วย Violin Concerto in D major ของ Beethoven หลังพักการแสดง เริ่มด้วยเพลงไทยเดิมซึ่งนำมาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ในเพลง Yuan Khlao และปิดท้ายด้วย Symphony หมายเลข 2 ของบราห์ม

ด้านนอกหอแสดงดนตรี

สำหรับวาทยากรรับเชิญในคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ Claude Villart ส่วนผู้เล่นเดี่ยวไวโอลินคือ Gernot Winischhofer

เพลงไวโอลินคอนแชร์โตของบีโธเฟ่นเป็นเพลงที่ผู้ฟังทราบกันดีว่าเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ไพเราะ และเชื่อว่าท่านผู้ฟังเพลงคลาสสิกคงได้เคยฟังเพลงนี้ของบีโธเฟ่นมาจากที่ใดที่หนึ่งอย่างมิต้องสงสัย การนำเพลงที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาบรรเลงนั้นมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือผู้ชมได้สัมผัสเพลงที่คุ้นเคยทำให้มีความสุขต่อการฟัง ข้อเสียคือมันทำให้การเล่นนั้นยากขึ้นเพราะต้องเล่นให้ได้ดีเพราะมีการเปรียบเทียบกับวงอื่น ๆ แต่กระนั้นวง TPO กลับเล่นได้เป็นอย่างดี แต่ที่ดีไปกว่านั้นคือเพลง Yuan Khlao เหมือนกับนักดนตรีมั่นใจเล่น (เพราะทำนองเพลงไทยเดิมที่คุ้นเคย) ทำให้เสียงของวงก้องกังวานขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนเพลงซิมโฟนีหมายเลขสองของบราห์มก็ไพเราะจับใจผู้ฟัง ผมชอบการควบคุมวงของ Claude Villart เป็นอย่างมาก เพราะดูเหมือนแกชี้ไปที่จุดใดเสียงของกลุ่มนั้นก็จะตอบสนองแกได้เป็นอย่างดี

หลังจบคอนเสิร์ตผมอิ่มเอมเป็นอย่างมากครับ และตั้งตารอโปรแกรมถัดมาในเดือนมกราคม

หลังปีใหม่เพียงไม่กี่วัน TPO ก็มีคอนเสิร์ตต้อนรับปีใหม่ ในชื่อชุดว่า Classical Magic

ทางเดินอันร่มรื่นในบริเวณวิทยาลัย

ในวันที่ผมไปชมผมมีโอกาสไปถึงก่อนเวลาแสดงชั่วโมงครึ่ง ผมจึงมีเวลาเดินชมรอบ ๆ หอการแสดงดนตรี ซึ่งรอบบริเวณเป็นอาคารเรียน แต่อย่าคิดจินตนาการว่ามันเป็นอาคารเรียนในแบบที่เราคุ้นเคยนะครับ ผมทึ่งในการจัดการของมหิดลอย่างไม่น่าเชื่อ ถ้ามีลูก แล้วลูกผมได้เข้าเรียนที่นี่ผมก็จะสนับสนุนอย่างดี เพราะรอบบริเวณนั้นจัดการได้อย่างงามตา แม้อาคารจะเป็นสถาปัตยกรรมในแบบโพสต์โมเดิล ไม่เน้นรายละเอียดหรือความอลังการยิ่งใหญ่ พื้นที่ถูจัดสรรค์เป็นสัดส่วน มีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ให้นักศึกษา มีต้นไม้ ร่มเงาไม้ ทางเดินริมคลองซึ่งใช้ไม้ตีเป็นทางเดิน มีร้านอาหารของคณะซึ่งจัดสร้างได้สวยงาม เรียบง่าย ผมไปเดินเล่นที่ริมน้ำ ห้อยขาอ่านสูจิบัตรซึ่งจัดทำได้ดีมาก จากนั้นก็ไปที่ร้านอาหาร เพื่อลองชิมอาหารของเขา ผมดูเมนูแล้วมีทั้งอาหารไทยและอาหารยุโรป สนนราคาไม่แพงเลยครับ ราคามาตรฐานทั่วไป บรรยากาศของร้านถือว่าดีมากเช่นกัน เหมาะสำหรับพาครอบครัวหรือคนรักมานั่งทานอาหารแบบเงียบ ๆ ในบรรยากาศร่มรื่น กินอาหาร ดื่มกาแฟเสร็จผมก็เดินกลับไปที่หอแสดงดนตรี

อาคารเรียน

ที่ต้องเตือนหน่อยหนึ่งนะครับคือว่า ทางผู้จัดงานค่อนข้างจะตรงเวลาพอสมควร ท่านที่ไปชมคอนเสิร์ตควรจะไปล่วงหน้าสักหนึ่งชั่วโมง หรืออย่างช้าสุดครึ่งชั่วโมง หากกลัวว่าไปก่อนแล้วจะไม่มีอะไรทำ ไม่เป็นเช่นนั้นครับ ออกไปเดินเล่นในบริเวณนั้นสูดบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วละครับ

ทางเดินริมคลอง

รายการ Classical Magic เริ่มบรรเลงด้วยดนตรีไทย และตามด้วย Overture “The Magic Flute” ของท่านโมสาร์ท จากนั้นก็เข้าสู่การบรรเลง Concerto for Viola and Orchestra ของ Béla Bartók

แสดงเดี่ยววิโอลาโดย Peter Langgartner ต้องบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงปราบเวียนเหลือเกิน เป็นเพลงยากที่หาฟังได้ไม่ง่ายนัก ดนตรีมีทั้งเล่นเบา เบามาก และช่วงที่เอื่อยไหลของดนตรีก็เล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ผมคิดว่าการสลับเล่นเพลงคลาสสิกยุคใหม่ ๆ แบบนี้ ทำให้วงดนตรีสามารถพัฒนาขึ้นและเป็นการลดความซ้ำซากของการเล่น ข้อนี้ดีทั้งผู้เล่นผู้ฟังซึ่งจะเติบโตไปสู่การฟังที่สร้างสรรค์ไม่ย่ำอยู่กับที่

โถงด้านในหอแสดงดนตรี

ส่วนเพลงที่สอง Symphony หมายเลข 4 ของบราห์ม ซึ่งเป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบราห์มอีกเพลงหนึ่ง ซิมโฟนีหมายเลขสี่เป็นเพลงที่เข้าสู่ความสูงสุดของบราห์มเลยที่เดียว

ผู้ควบคุมวงในคอนเสิร์ตนี้คือ Dariusz Mikulski วาทยากรหนุ่มท่านนี้แม้จะยังขาดซึ่งความเก๋าแต่มีลักษณะของอาร์ติส สิ่งที่ผมแปลกใจคือเสียงของวงเดียวกัน แต่เปลี่ยนวาทยากรก็ทำให้เสียงเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรโดยเฉพาะเสียงเครื่องเป่าที่มีคุณมิคูสกี้อำนวยการเพลง เสียงเครื่องเป่าทองเหลืองมีสีสันเจิดจ้าขึ้นมาอย่างเด่นชัด ส่วนลีลาการควบคุมวงของเขาก็หลากหลาย ทั้งใช้ไม้บาตองและไม่ใช้ ที่สำคัญในเพลงที่เขาคุ้นเคย เขาไม่ต้องใช้โน๊ตเพื่อเป็นแนวทาง เสียงของ TPO ในคอนเสิร์ตนี้จึงน่าทึ่งที่มันมีสีสันแปลกต่าง หากเทียบกับคุณ​ Claude Villart อำนวยการเพลงจะออกมาในลักษณะเป็นระเบียบมากกว่า ซึ่งใครชอบแบบไหนมากกว่ากันคงต้องฟังกันเอาเอง ส่วนตัวผมรับได้ทั้งสองแบบ แต่ผมเชื่อว่าความหลากหลายของผู้ควบคุมวงน่าจะทำให้วง TPO พัฒนาได้มากกว่า แม้วงจะต้องค้นหาสไตล์ของตัวเอง ช่วงเวลาแบบนี้แหละครับที่เหมาะที่สุด

ภายในหอแสดงดนตรี

รายละเอียดของคอนเสิร์ต

Thailand Philharmonic Orchestra จัดโปรแกรมคอนเสิร์ตในแบบ Season ซึ่งฤดูกาลนี้ 2552-53 จะแสดงไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ท่านสามารถดูรายละเอียดได้ที่เวบไซต์ของวง เวบไซต์ของ TPO

ในแต่ละโปรแกรมจะจัดคอนเสิร์ตสองรอบ รอบแรกคือวันศุกร์ ดนตรีจะบรรเลงในเวลา 19.00 น. รอบที่สองแสดงวันเสาร์เริ่มแสดงเวลา 16.00 น. ควรจะไปก่อนการแสดงอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง

ราคาค่าตั๋วมีสองราคาคือ 300 บาท และ 500 บาท นักเรียนนักศึกษา 100 บาท

ร้าน Music Square ร้านอาหารในวิทยาลัย เปิดตั้งแต่วันจันทร์ถึงเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ และปิดบริการเวลา 20.00 น.

ร้าน Music Square

ด้านนอกร้านอาหาร

การตกแต่งร้านทำได้อย่างเรียบง่าย

รีซอสโต้กุ้ง

ผกาชวนชชิม: ร้านอาหารเรือนข้าหลวง

เขื่อนกระเสียวในวันฟ้าปลอดโปร่ง

ใครจะคิดว่าจังหวัดสุพรรณบุรีเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไร จะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม ผกาชอบนั่งรถไปสุพรรณฯช่วงฤดูปลูกข้าว ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกปีละสองหน ความเขียวชะอุ่มของนาก็ทำให้คนเมืองอย่างผการู้สึกสบายตา  สบายใจ เมืองสุพรรณฯนอกจากจะไปไหว้พระที่วัดป่าเลไลย์ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง หรือจะขับไปเที่ยวบึงฉวากก็สุดแล้วแต่

เขื่อนกระเสียวมองจากระเบียงร้าน

เมืองสุพรรณบุรีเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ สมบูรณ์ทั้งข้าวปลาอาหาร ดังนั้นร้านอาหารในจังหวัดสุพรรณมีอยู่หลายร้าน ทว่าทุกครั้งที่ผกาไปสุพรรณก็ต้องขับรถไปเที่ยวที่เขื่อนกระเสียวทุกครั้งไป

ทางขึ้นเรือน

เขื่อนกระเสียวเป็นเขื่อนดิน กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการชลประทาน และผลิตน้ำประปาให้กับจังหวัดสุพรรณฯและใกล้เคียง ทุกครั้งที่ไปผกาชอบเข้าไปในกรมชลประทาน เพื่อนั่งกินข้าวชมวิวที่ร้านเรือนข้าหลวง ซึ่งเป็นร้านสวัสดิการของเขา บรรยากาศจากร้านมองไปเห็นเขื่อนกระเสียวได้กว้างไกลสุดสายตา ร้านนี้อาหารอร่อยใช้ได้ อาหารไม่เยอะแต่คุ้มค่า พูดตามตรงว่าแค่บรรยากาศร้านก็กินขาดแล้ว อาหารอร่อยน้อยกว่านี้ก็ยังทนได้ ผกาแนะนำว่าถ้าจะไปทานร้านนี้ไม่ควรเลือกช่วงที่เป็นเทศกาล เพราะความพร้อมในการบริการอาจจะสู้ร้านใหญ่ ๆ ไม่ได้ หากแวะไปควรเป็นวันธรรมดาหรือวันเสาร์อาทิตย์ก็ได้ครับ เขาบริการตั้งแต่อาหารกลางวัน และกลางคืน พิเศษคือช่วงกลางคืนมีดนตรีโฟล์คซองบรรเลงให้ฟังด้วย

หน้าชานเรือน

อาหารที่ผกาอยากแนะนำคือ หมูทอดตะไคร้ เหมาะสำหรับเป็นกับแกล้มที่อร่อย ทานกับเบียร์เย็น ๆ ไม่ต้องใส่น้ำแข้งให้เสียรส ปลาน้ำจืดชนิด ๆ ต่าง ๆ ทอดกระเทียม  เมนูปลาน้ำจืดขึ้นอยู่กับช่วงเวลาว่าจะมีปลาอะไร แต่ที่นี่ทำอาหารทอดได้อร่อยทุกอย่าง ส่วนเมนูที่หากินไม่ได้ในทุกวันคือกุ้งแม่น้ำเผา แต่ถ้ามีเมื่อไรสั่งกินได้เลย

ตกแต่งร้านได้อย่างน่ารัก

เส้นทางการเดินทาง

ออกจากกรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางบางบัวทอง-สุพรรณบุรี มุ่งสู่อำเภอด่านช้าง เมื่อถึงด่านช้างจะพบหอนาฬิกาให้เลี้ยวเข้าตัวเขื่อน จากนั้นเมื่อถึงทางเข้ากรมชลประทานก็เลี้ยวเข้าไปเลย ขับรถตรงไปตามทางหลักเพื่อขึ้นเขาไปยังร้านเนือนข้าหลวง หากไปไม่ถูกสอบถามยามจากป้อมยามได้

ร้านเจริญไทย: อาหารจีนสำหรับทุกคน

โดย ผกานิณี

หน้าร้านเจริญไทย อาซ้อของร้านคอยบริการลูกค้า

ร้านเจริญไทย หรือที่เรียกันติดปากว่า 106 (106 มาจากชื่อสายรถเมล์ 106 จอดพักรถตรงหน้าร้าน) เป็นร้านอาหารจีนในแบบกวางตุ้ง-ฮ่องกง ที่มีชื่อมายาวนานในย่านฝั่งธนบุรี อาหารขึ้นชื่อของร้านเจริญไทยคือสุกี้ ที่ไม่เหมือนสุกี้ขึ้นห้าง สุกี้ของที่นี่เป็นสูตรต้นตำรับที่หากินที่ไหนไม่ได้ ถ้ามากันหลาย ๆ คนการสั่งสุกี้หม้อหนึ่งนั้นคุ้มสุดคุ้มค่ะ สุกี้เจริญไทยเขาจะจัดมาเป็นชุด เครื่องต่าง ๆหลากหลายอาทิเช่นเนื้อ เนื้อหมู เนื้อไก่ เครื่องในหมู ของทะเล ปลาหมึกแช่ ลูกชิ้น จะรวมมาอยู่ในจานเดียวกันจากนั้นทางร้านจะใส่เครื่องหมักสูตรเฉพาะราดลงไป เครื่องหมักนี้จะเพิ่มรสชาติให้น้ำซุปหอมอร่อย และสุดท้ายจะตอกไข่สองใยลงบนข้างหน้า พอน้ำเดือด คนอาหารสดในจานให้เข้ากับเครื่องปรุงสูตรพิเศษ จากนั้นก้ลงไปลวกในน้ำซุป อาหารเมนูนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด โดยเฉพาะน้ำจิ้มสุกี้ซึ่งผมว่าอร่อยกว่าน้ำจิ้มเอ็มเคเทียบไม่ติด

หมูย่าง ราดด้วยน้ำมันงา โรยงาขาว

แต่วันนี้ผกาไม่อยากกินสุกี้ ทางร้านยังมีบริการบาบีคิว หรือหมูย่าง-เนื้อย่างเอาไว้ เมนี้นี้ก็เป็นที่ขึ้นชื่ออีกเมนูหนึ่งที่อร่อยเหาะไม่แพ้กัน หมู-เนื้อของเจ้านี้ จะหมักมาได้ที่ ไม่เหนียว แต่มีความอ่อนนุ่มอร่อย เนื้อจะเรียงบนจานเปล ราดด้วยน้ำมันงา และโรยด้วยงาขาว น้ำจิ้มของหมู-เนื้อย่างก็อร่อยครับ ปรุงด้วยกระเทียมพริกช่วยเพิ่มความเข้มข้น

นอกจากเมนูหลัก สุกี้-บาบีคิว แล้ว ทางร้านยังมีอาหารจีนอีกหลายสิบเมนู เมนูที่ผกาขอแนะนำเป็นเมนูที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

จานแรกเพื่อเรียกน้ำย่อย “ออส่วนแบบนิ่ม” ออส่วนแบบนิ่มเป็นเมนูที่ทำให้อร่อยยากมาก คนส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยกับออส่วนกระทะร้อน (ที่เจริญไทยก็มีเมนนูนี้) แต่ผมว่าออส่วนกระทะร้อนใคร ๆ ก็ทำได้ แต่เจริญไทยทำออส่วนนิ่มอร่อยสุดยอดค่ะ หอยนางรมตัวใหญ่ ผัดกับไข่และแป้งนิ่ม ๆ แต่เครื่องปรุงลับที่สร้างรสสัมผัสก็คือ ไชโป๊วสับที่ใส่ลงไปนี่แหละค่ะเพิ่มรสชาติอย่างดี กินกับพริกศรีราชาอร่อยมาก แนะนำว่าต้องกินตอนร้อน ๆ เท่านั้น อย่าปล่อยให้เย็นนะคะ เพราะถ้าเย็นแล้วเมนูนี้มีอันจบกัน

ออส่วนแบบนิ่ม กินตอนร้อนเท่านั้น

จานที่สองเรียกน้ำย่อยเช่นกันคือกระเพาะปลาผัดแห้ง กระเพาะปลาที่นิ่มหอม ผัดกับถัวงอก ไข่ นึกแล้วน้ำลายสอ

กระเพาะปลาผัดแห้ง

จานที่สามที่ผมไม่เคยพลาด หมูผัดก้านคะน้าน้ำมันหอย (ถ้าคนกินเนื้อ เนื้อผัดก้านคะน้าน้ำมันหอย ก็อร่อยไม่แพ้กัน) ก้านคะน้าที่กรอบอร่อย ส่วนหมูก็หมักจนได้ที่ น้ำมันหอยที่ผัดมาได้อย่างกลมกลืนลงตัว (ทานกับข้าวสวยต้องยกสองนิ้ว)

หมูผัดก้านคะน้าน่ำมันหอย

จานสุดท้ายเป็นสุดยอดของสุดยอด หรือไฮไลต์ของการกินอาหารร้านเจริญไทย เมนูนี้คือ เนื้อแพตุ๋นน้ำแดง คนที่ไม่ทานเนื้อแพะมาก่อน น่าจะลองได้นะคะ เพราะเนื้อแพะของเจริญไทยไม่มีกลิ่นสาปเลย (ซึ่งเหล่าฮาร์ดคอร์อาจจะไม่ชอบ) แต่เท่าที่ผกากินเนื้อแพะตุ๋นมาหลายเจ้า ของเจริญไทยนั้นอร่อย น้ำแดงกลมกล่อม ที่ผมชอบมากก็คือฟองเต้าหู้ที่ใส่เข้ามานี่แหละค่ะ อร่อยมาก เนื้อแพะเปื่อยนุ่ม เครื่องเทศไม่ฉุนจนเกินไป เมนูนี้เหมาะกับฤดูหนาว ช่วยบำรุงร่างกายให้อุ่นได้อย่างดี

แพะตุ๋นน้ำแดง

สถานที่ตั้ง : ร้านเจริญไทย ตั้งอยู่บนถนนลาดหญ้า หากมาจากวงเวียนใหญ่จะอยู่ฝั่งขวามือ ก่อนถึงสี่แยกคลองสาน และโรงพยาบาลตากสิน หน้าร้านสามารถจอดรถได้ ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 11.00 น. จนถึง 22.00 น. ร้านเจริญไทยเสิร์ฟอาหารได้เร็ว ดังนั้นไม่ควรสั่งอาหารเยอะ ๆ ตั้งแต่แรก ควรจะค่อย ๆ สั่งไปกินไป (ยกเว้นวันที่ลูกค้าเยอะมากๆ)

ส่วนใครที่ชอบกินอาหารมังสวิรัติ ร้านเจริญไทยก็ทำมังสวิรัติได้อร่อย เพราะเป็นหนึ่งในร้านที่ชาวซิกซ์ (แขกซิกซ์ส่วนใหญ่เป้นมังสวิรัติ) มักจะมากินข้าวนอกบ้านที่นี่