Info

Posts from the สถานที่หนึ่งในหัวใจ Category

การออกทริปถ่ายภาพเป็นความสุขอย่างหนึ่งของช่างภาพสมัครเล่นอย่างผม เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ประสบการณ์ที่ไม่คาดฝัน บางครั้งเราไม่ได้ตั้งหัวข้อที่จะถ่าย นั่นหมายความว่าเมื่อเราเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วเราก็ลงมือถ่าย เก็บภาพ มองหามุมโปรด มองหาสิ่งใหม่ๆ ที่คนยังไม่เคยถ่าย

ภาพถ่ายชุดนี้ก็เช่นกัน ผมใช้เลนส์ติดกล้องตัวเดียว ไม่ต้องเปลี่ยน พยายามนำเสนอภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ภาพกิ่งก้านของต้นไม้ สีเขียวสดของใบไม้ รากไม้ อุปสรรคในการถ่ายภาพคือสภาพป่าชายเลนที่ทึบ ทำให้ต้องเปิดหน้ากล้องกว้าง นั่นหมายความว่าถ้าไม่ได้เตรียมขาตั้งกล้องไปก็ต้องเสี่ยงต่อภาพที่เคลื่อนไหวและความไม่คมชัด

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มทำให้ผมยังคงตื่นตัวเสมอ เพราะเมื่อถ่ายภาพแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าภาพจะออกมาอย่างไร วัดแสงถูกต้องไหม องค์ประกอบภาพสมบูรณ์หรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

อุปกรณ์ในการออกทริปครั้งนี้ผมใช้กล้อง Nikon FM2 เลนส์ Voigtlander Ultron 40 mm F2 และฟิล์มสี Fuji iso 200

โดยนิวัต พุทธประสาท

ในอดีตผมเดินทางไปปากน้ำประแส ตำบลเล็กๆ ชายแดนจังหวัดระยองติดจันทบุรีอยู่หลายสิบหน การไปเที่ยวที่ประแสในอดีตเป็นเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน แต่เหนืออื่นใดที่ไม่ในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปก็คือ ปากน้ำประแสเป็น “ชุมชนในอดีต” ที่เป็นชุมชนจริงๆ ผู้คนอยู่อาศัย ใช้ชีวิต โดยที่สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เราจะไม่พบร้านสะดวกซื้อ เราจะไม่พบมินิมาร์ท แต่เราจะได้ซื้อของจากร้านในชุมชน เรากินข้าวในร้านที่ชุมชนขาย นั่นบอกเราว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจในแบบเมืองใหญ่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปที่ประแสอีกครั้ง สิ่งที่ผมพบก็คือ บ้านเมือง ตลาดไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสิบปีที่แล้วเสียเท่าไหร่ บ้านไม้ริมคลองยังคงสวยงาม เมื่อเดินทางไปที่ปากน้ำก็พบว่าชาวบ้านได้ถมทะเลออกไปและทางเทศบาลก้ทำเขื่อนกั้นทะเล เพื่อเป็นทางให้เรือประมงได้เข้าสู่ลำคลองได้สะดวกขึ้น ประภาคารที่ผมเคยไปถ่ายภาพเมื่อในอดีต ท่านผู้อ่านที่มีรวมเรื่องสั้น “ขอบฟ้าเหตุการณ์” ของผมอยู่ลองเปิดูภาพประภาคารแห่งนั้นได้ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปอยู่มากทีเดียว

แต่สำหรับไฮไลต์ที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ การได้ไปทุ่งโปรงทอง ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลน ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านแสมผู้ ในวันที่ผมไปได้คุณนาวิน เจริญพร รองนายกเทศบาลตำบลประแสเป็นผู้นำทางโดยมีน้องอัญ ไกด์ท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในบ้านเกิดของตัวเองเป็นผู้พาผมไป

สิ่งที่เรานักท่องเที่ยวปรารถนากันก็คือความงามตามแบบธรรมชาติ เราต้องการไปเห็นผืนป่าบริสุทธิ์ เราต้องการให้ทรัพยากรทางธรรมชาติของเราอยู่คู่ชุมชน เราเป็นนักท่องเที่ยวที่พยายามจะทำลายให้น้อยที่สุด รักษามันให้คงความงดงามและเปลี่ยนแปลงให้ต่ำเท่าที่จะทำได้

ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลนที่มีลักษณะหลากหลาย ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และยังคงความสวยงามเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เพราะเมื่อเราเดินตามสะพานไม้ ผ่านป่าโกงกางสูง เราก็จะพบกับป่าโกงกางที่มีพันธุ์เตี้ยกว่า ใบออกสีเหลืองทองขึ้นอยู่บริเวณตรงกลางป่า ราวกับเราเดินเข้ามายังมหัศจรรย์ป่าวิเศษ นี่คือความงามที่น่าตื่นตะลึงไม่ใช่น้อย เมื่อเดินจนสุดปลายทางสะพานไม้ก็จะเป็นทะเล มีศาลาให้นั่งหย่อนใจ

นอกจากนั้นถ้ามยังทุ่งโปรงทอง สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งซึ่งทำให้รู้ว่าธรรมชาติยังบริสุทธิ์อยู่ก็คือ หิ่งห้อย ช่วงหัวค่ำเราจะได้เห็นหิ่งห้อยจำนวนมหาศาลบินอยู่ในทุ่ง กินอาณาเขตไปจนถึงวัดตะเคียนงาม สำหรับผมแล้วผมอยากให้สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ เมืองอาจจะไม่โตหรือพัฒนา ทว่าคุณภาพชีวิต และธรรมชาติของคนในท้องถิ่นต่างหากที่จะเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองทางความสุข

ภูเขาหิมะนํ้าแดง อลังการมั่กๆ

ตัดแปะจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 27 พฤศจิกายน 2554

โดย เจ๊แซบ หัวเขียว

อากาศเย็นเริ่มแผ่วผ่านมา ทักทายในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ หนาวนำภาคอื่นไปหลายช่วงตัว เจ๊แซบกลัวจะตกกระแสรีบเปิดตู้งัดเสื้อกันหนาวและอุปกรณ์กันความเย็นอันสวย เก๋ จัดใส่กระเป๋า มุ่งหน้าไปดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย พื้นที่ความเย็นที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบพื้นบ้านไว้ได้ อย่างสวยงาม ท่ามกลางแนวสันเขาที่สลับซ้อนไปมาราวกับภาพวาดของจิตรกรเอก มีความอร่อยซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็น เป็นภัตตาคารสุดคลาสสิกชื่อ “แม่สลองวิลล่า” ก่อตั้งมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกใครไปใครมาต้องแวะทักพักท้อง ถ้ามาแล้วไม่ลองลงจากดอยไม่ถูก (ฮา)

“ผมกับคุณอรสา (ภรรยา) เป็นคนที่นี่เลยครับ เราเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่มาตลอด สูตรอาหารที่เราใช้เป็นของยูนนาน เป็นสูตรที่คุณแม่ของผม และผมช่วยกัน ทำขึ้นมาครับ เราเปิดมาตั้งแต่ปี 2529 แต่เดิมในปี 2525 ผมบริหารแม่สลองรีสอร์ทให้กับสหกรณ์ ในช่วงนั้นทหารเขาไปปราบปรามพวกชนเผ่าที่เชียงแสน เชียงขอม ผามอญ ผาตั้ง หลังจากปราบปรามเสร็จ ในหลวงทรงรับสั่งให้รัฐบาลเข้ามาส่งเสริมอาชีพ รัฐบาลก็เลยสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แบ่งที่พักทหาร มาเปิดเป็นที่พัก ผมก็เลยเข้ามาบริหาร จริงจังหลังจากเปิดร้านอาหารมาได้ประมาณปีนึง ตอนนี้เราก็เลยมีทั้งร้านอาหารและห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวครับ” เฮียจำเริญสละเวลา มาย้อนอดีตถึงที่มาที่ไปของแม่สลองวิลล่าให้เจ๊แซบฟังด้วยความ ใจดี

ดอย แม่สลองมี ชื่อภาษาจีนว่า “เหม่ย ซือ เล่อ” เหม่ย แปลว่า สวยงาม ซือ แปลว่า เรียบร้อย เล่อ แปลว่า ความสงบสุข ดอยแม่สลอง จึงแปลว่า ดินแดนที่เต็มไปด้วยความสงบสุข เรียบร้อย และสวยงาม หลังจากที่เคยเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีการสู้รบของชนเผ่าต่างๆ เป็นแหล่งผลิตและซื้อขายยาเสพติด ปัจจุบันได้กลายเป็นพื้นที่ทางการเกษตร โดยเฉพาะเป็นแหล่งผลิตใบชาที่สำคัญตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว พลิกผืนดินที่เคยแห้งแล้งจากการทำไร่เลื่อนลอย ให้กลายเป็นไร่ชาเขียวชอุ่มสวยงามตระการตามีมูลค่ามหาศาล

เฮียจำเริญและซ้ออรสามาต้อนรับด้วยตัวเอง

เฮียจำเริญนอกจากจะดูแลงานในร้านอาหาร “แม่สลองวิลล่า” และมีที่พักให้บริการแล้วยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตใบชาคุณภาพส่งออกติดอันดับ ต้นๆในประเทศไทย แต่ไม่ว่างานจะยุ่งวุ่นวายขนาดไหน เฮียและอาซ้ออรสาไม่เคยปล่อยปละ ละเลยเรื่องคุณภาพอาหาร อีกทั้งยังคิดสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆออกมาเป็นอย่างต่อเนื่อง

“แม่สลองวิลล่า” มีเมนูอาหารที่หลาก หลายมากมาย ผสมผสานทั้งอาหารชนเผ่าพื้นเมือง อาหารจีน และอาหารไทยหม่ำได้หม่ำดีไม่มีเบื่อ

เมนูแรกที่กระแทกตาเจ๊แซบตั้งแต่แวบแรกที่เห็นชื่อ คือ “ไข่ม้วนยูนนาน” เฮียจำเริญใช้ไข่ไก่ตีให้เข้ากัน เทลงกระทะ แล้วแกว่งกระทะให้ไข่แผ่เป็นแผ่นบางๆ ใส่หอมแดง หมูสับปรุงรส และเกลือ ลงบนผืนไข่รอจนไข่สุกได้ที่ค่อยม้วนเข้าหากัน นำไปนึ่งให้ได้ที่ เสิร์ฟร้อนๆหม่ำกลางอากาศเย็นๆ กลางดอยแสนอร่อยล้ำ!

ต่อด้วยเมนูเก๋ ที่มีชื่อสุดเท่เข้ากับบรรยากาศ “ภูเขาหิมะน้ำแดง” เป็นไข่ขาวตีจนขึ้นฟูนำไปทอดด้วยจนไข่พองเหลืองอร่ามลักษณะคล้ายภูเขาขนาด ย่อม เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำราดในสไตล์น้ำแดงไม่เหนียวมากแต่รสชาติเข้มข้น ใส่ไก่ แฮมยูนนาน ไส้กรอก ปรุงรสกลมกล่อม เวลาหม่ำต้องผ่าภูเขาไข่ขาวออกเป็นสองส่วนแล้วราดน้ำแดงลงไปตรงกลาง รีบโซ้ยตอนร้อนๆอร่อย ละมุนละไม ความหอมของไข่ขาวเข้ากันได้อย่างดีกับน้ำแดงสไตล์ยูนนาน จานนี้ไม่มีใครเหมือนเพราะแม่เฮียจำเริญคิดค้นด้นสูตรขึ้นมาเอง ใครอยากลองต้องใจเย็น เพราะแต่ละจานใช้เวลาทำประมาณ 30 นาที ไม่มีทำค้าง ต้องทำแล้วโซ้ยทันทีถึงจะอร่อยที่สุด เจ๊แซบแนะนำให้อย่ามาตอนหิวจัดอาจจะเผลองับศีรษะคนข้างๆด้วยความหิว (หุหุ)

อีกหนึ่งเมนูจัดหนักที่แทรกเข้ามาในใจอย่างเงียบๆและติดอยู่อย่างยั่งยืน คือ “ขาหมูน้ำแดง” เนื้อนุ้มๆ ซอสรสเข้ม หม่ำกับ“หมั่นโถว” เนื้อแน่นๆเสิร์ฟร้อนๆ อร่อยจนไม่อยากลงจากดอย (ฮา) เฮียจำเริญใช้หมูที่ชาวบ้านเลี้ยงเองตามธรรมชาติเป็นหมูดอยแท้ๆ คัดขนาดกำลังพอเหมาะ นำมาตุ๋นกับเครื่องยาจีนสูตรเฉพาะ ตุ๋นจนเนื้อเปื่อยกำลังดี เคี้ยวง่ายสบายเหงือก ถูกเลือกให้เป็นเมนูอันดับหนึ่งในใจขาหม่ำทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ หม่ำได้ทั้งครอบครัว

“เห็ดหอมอบซีอิ๊ว” เป็นอีกหนึ่งขวัญใจขาประจำ ใครทำก็อร่อยไม่เหมือน เห็ดหอมขนาดเล็กถึงกลางใช้ของโครงการหลวง นำมาทอดให้กรอบๆ คลุกเคล้ากับซีอิ๊ว พริกไทยเล็กน้อย อร่อยไม่อยากหยุด

ปิดท้ายด้วย เมนูซดรสเลิศ “ไก่ดำตุ๋นยาจีน” เฮียจำเริญใช้ไก่ดำที่ชาวบ้านเลี้ยงเองปล่อยให้หากินตามธรรมชาติ นำมาตุ๋นจนน้ำและเนื้อเปื่อยนุ่ม น้ำว้าน หวาน

ขับรถขึ้นมาเหนื่อยซดซักหม้อสดชื่นรื่นกระเพาะ (หุหุ) ขาโซ้ยที่ชื่นชอบการดื่มชา และอาหารรสเลิศ 28 ธันวาคม ปีนี้–2 มกราคม ปีหน้า ห้ามพลาดเทศกาล “ชิมชา ซากุระบาน ตำนานชนเผ่า ดอยแม่สลอง” เป็นเทศกาลประจำปีที่ไม่เหมือนใคร สำหรับคนที่อดใจไม่ไหวอยากขึ้นไปสัมผัสความหนาวและความแซบในแบบ “แม่สลองวิลล่า” ขึ้นมาได้ตั้งแต่ณ บัดนาว เฮียจำเริญเปิดเตาพร้อมบริการความอร่อยแบบดั้งเดิมตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม ทุกวันไม่มีวันหยุด ถ้าเดินทางมาจากเชียงราย ตรงไปอำเภอแม่จัน ขึ้นดอยแม่สลอง ระหว่างทางจะเห็นร้านอยู่ซ้ายมือ ในร้านมีระเบียงกว้าง มองออกไปเห็นวิวสวยงาม ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการเดินทางและจองที่พักได้ที่เบอร์ 0–5376–5114–5 และ 08–9894–2367… ความอร่อยเด็ด และความหนาวรออยู่ที่ปลายนิ้ว!!

14 ธันวาคม 2553

โดย: ผกานิณี

ฤดูหนาวของเมืองไทยในปีนี้นอกจากอากาศจะไม่หนาวแล้ว แถมยังฝนตกในเดือนธันวาคม ต้องถือว่าอากาศแปรปรวนสุด ๆ คนกรุงเทพฯที่เบื่อการเดินทางในช่วงเทศกาลมักจะหลบตัวอยู่ในบ้าน บ้างทำกับข้าวกินกันเอง นอนดูดีวีดี หรือรายการโปรด หากหยุดหลายวันก็มักจะออกไปหาอะไรกินกันนอกบ้าน ซึ่งก็น่าเบื่อแสนน่าเบื่อ เพราะต้องไปผจญผู้คนที่ไม่ได้ไปเที่ยวกันในห้างสรรพสินค้า ไปต่อคิวกินอาหารซ้ำซากจากร้านดัง ๆ ซึ่งผกาขอบอกว่ารสชาติแบบนั้นไม่ต้องรอต่อคิวให้เสียอารมณ์หรอกคร้า เพราะมันจะทำให้วันหยุดอันน่าอภิรมณ์ของคุณ ๆ ต้องสูญเสียไปเปล่า ๆ ผกาคิดว่าท่านผู้อ่านลองไปหาร้านอาหารใหม่ ๆ ทานกันบ้างก็น่าจะดีต่อสุขภาพของร่างกาย การกินอาหารซ้ำซากร้านเดิม ๆ มีผลต่อสุขภาพ เพราะขาดความหลากหลาย อย่าให้ผกาเซดเลยนะคะ ขี้เกียจเอื้อน

สำหรับในช่วงวันหยุดยาวใกล้คริสต์มาสเช่นนี้ ผกาขอแนะนำร้านอาหารอิตลีร้านหนึ่งซึ่งอยู่ในย่านประชาชื่น นั่นคือร้าน Fabio’s Italian Steak House ร้านนี้เป็นร้านอิตเลียนที่ปรับรชาติอิตลีมาเป็นไทยพอสมควร ซึ่งผการับรองว่าคนกินคนไทยจะไม่รู้สึกว่ากำลังกินอาหารฝรั่ง แต่อีกด้านหนึ่งความเป็นอิตเลียนของร้านฟาบิโอก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลายนะคะ

ร้านฟาบิโอตกแต่งร้านในแบบบ้าน ๆ ไม่ได้หรูหรา เหมือนเราไปกินอาหารที่เป็นบ้านมากกว่าร้าน ซึ่งในความคิดเห็นของผากแล้ว ผกาชอบร้านแบบนี้มากกว่า เพราะไม่ต้องสวมชุดหรูไปนั่งกินกัน บรรยากาศเป็นกันเอง ในช่วงกลางวันก็เงียบสงบ ที่จอดรถสามารถหาจอดได้ตามบริเวณแถวหน้าร้าน ที่สำคัญสำหรับคนที่ชื่นชอบสต็กร้านฟลาบิโอขึ้นชื่อเป็นพิเศษ

วันที่ผกาไปชิมเป็นบ่ายวันอาทิตย์ที่บรรยากาศดีมาก ๆ ถนนโล่งเต็มไปด้วยความสงบ ปราศจากรถราวิ่ง ทำให้ไปถึงจุดหมายด้วยความสบายใจ

เมื่อไปถึงผกาก็เริ่มดูเมนู ต้องบอกว่าอาหารมากมายในเมนูน่าทานทุกอย่าง ถ้าสั่งตามที่อยากกินคงกินไม่หมดเป็นแน่

อาหารมื้อนี้ผกาขอแนะนำสลัดผักรวมเป็นการเรียกน้ำย่อย ผักสลัดสดกรอบ น้ำสลัดกลมกล่อมเปรี้ยวกำลังดี

สลัดผักรวม

ส่วนอาหารเรียกน้ำย่อยที่ควรจะต้องสั่งมาลองก็คือตับเป็ดบด พร้อมแป้งพิซซ่า ควรที่จะสั่งแป้งมาสองถาดเลยนะคะเพราะว่าตับเป็ดบดมีรสชาติเข้มข้นเนียนดีเหลือเกิน ถ้าใครทานแล้วเลี่ยนลองทาน้ำมันพริกที่เสิร์ฟเคียงกันดูจะได้รสเผ็ดร้อนแบบลึก ๆ

แป้งพิซซ่า

ตับเป็ดบด

อาหารเรียกน้ำย่อยจานที่สองคือไส้กรอกย่าง ที่ร้านมีไส้กรอกให้เลือกถึงสี่ชนิดคือไส้กรอกปลา ไส้กรอกหมู (มีสองสไตล์) และ ไส้กรอกเนื้อลูกวัว จานนี้ผการับรองว่ารสชาติอร่อยมาก ไส้กรอกย่าง แล้วราดด้วยเกรวี่ข้น ๆ อร่อยโดยไม่ต้องจิ้มอะไรทั้งสิ้น ดื่มคู่ได้ทั้งไวน์ขาวและไวน์แดง

ไส้กรอกย่าง

จานที่สามคนข้าง ๆ ผกากล่าวว่ามันเป็นเหมือนไข่เจียวบ้านเรา คือแต่ละร้านจะทำกันคนละสไตล์ไม่เหมือนกัน มากินร้านอิตาเลียนหากไม่สั่งสปาเก็ตตี้ก็เหมือนไม่ถึงอาหารอิตลีฉันใดก็ฉันนั้น สปาเก็ตตี้พื้น ๆ คือสปาเก็ตตี้ซอสเนื้อที่ทุกร้านอาหารฝรั่งต้องมีไม่ขาด ร้านฟาบิโอก็มีสไตล์ของตัวเอง เส้นสปาเก็ตตี้ต้มจนเหนียวนุ่ม ส่วนซ้อสเนื้อออกมาในแนวทางชุ่มฉ่ำ ซอสมะเขือเทศทำจากมะเขือเทศสดทำให้ความชุ่มนั้นยิ่งอร่อย รสชาติไม่จัดเหมือนร้านอื่น หรือแม้แต่ผกาทำซอสเนื้อกก็มักจะเข้มข้นเกินไป ที่ร้านฟาบิโอจึงได้ความอร่อยที่ไม่เหมือนร้านใด มันออกไปแนวบ้าน ๆ ฝีมือคุณแม่ที่ไม่มีวันลืมเลือน

สปาเก็ตตี้ซอสเนื้อ

จานหลักของเราวันนี้มีแต่หนัก ๆ สี่จานด้วยกัน

จานแรกคืออกเป็ดราดซอสส้ม ใครที่ชอบทานเป็ดผกาแนะนำว่าต้องชิมค่ะ ซอสส้มของเขาก็ไม่เหมือนซอสส้มทั่วไป กลิ่นส้มไม่ถึงกับนำมาจนรู้สึกว่าเป็นของหวาน ความกลมกล่อมของซ้อสสำคัญกับเป็ดมากเพราะถ้าไม่สมดุลย์จะกินคู่กันไม่อร่อย ส่วนเนื้อเป็ดด้านนอกจะกรอบหอมกลิ่นย่าง ส่วนเนื้อด้านในจะนุ่มอร่อย ทานกับไวน์แดงเข้าคู่กัน โดยเฉพาะองุ่นพันธุ์คาบาเน่ต์เฌอวิญอง

อกเป็ดอบซ้อสส้ม

จานที่สองถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานคือ ตับห่านย่าง (Foie Gras)  เสิร์ฟพร้อมกับใบร็อคเก็ตเข้ากันได้อย่างดี เมื่อทานตับห่านแล้วตามด้วยใบร็อคเก็ตจะเข้ากันอย่างยอดเยี่ยม หรือจะราดซ้อสซึ่งผสมเม็ดพริกไทยทำก็จะไม่ฉุนเท่าใบร็อคเก็ต แล้วแต่คนชอบ เมื่อทานหมดแล้วล้างปากด้วยลูกพีชแช่อิ่มซึ่งเสิร์ฟเคียงกัน จานนี้คนข้างผกาแนะว่าควรดื่มคู่ไวน์ขาว แต่สำหรับผกาคิดว่าทานคู่กับไวน์แดงก็ได้โดยเฉพาะไวน์แดงที่ไม่เข้มข้นนักจากพันธุ์องุ่นชีราส์

ตับห่านย่าง (Foie Gras)

จานที่สามเป็นจานสำหรับพวกหนุ่ม ๆ นักกินโดยเฉพาะ (เพราะเป็นจานที่ให้พลังงานสูง) สตูแข้งวัว รสชาตินุ่มนวล เนื้อเปื่ยยุ่ย ขอบอกว่ามันฝรั่งจานนี้อร่อยมาก เข้ากับเนื้อเข้าน้ำ กลิ่นสตูหอมกรุ่นอร่อย จานนี้คู่กับไวน์แดงเท่านั้นนะคะ

สตูแข้งวัว-เนื้อวัว

จานสุดท้ายเป็นเสต็กเนื้อผกาสั่งมาแบบมีเดียม สุกปานกลาง จานนี้เรียบง่ายมาก เนื้อย่างออกมาสีสวยน่าทาน เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด ผักโขมผัดกับเนย  เป็นจานที่ยอดมากเพราะปรุงแต่งน้อย อร่อยที่เนื้อโดยแท้ เป็นจานหลักที่พลาดไม่ได้เด็ดขาดนะคะ

สเต็กเนื้อ

ตบท้ายมื้อนี้ด้วยของหวานอย่างกล้วยหอมทอด ผกาขอบอกว่าร้านนี้ใช้กล้วยสุกสุด ๆ ทำให้กล้วยหวานหอม ทอดกับแป้งกรอบหนามีรสชาติและกลิ่นเป็นของเฉพาะตัว ทำให้จบมื้อนี้อย่างอิ่มเอมที่สุด

กล้วยหอมทอด

สำหรับคนที่ทานไวน์แล้วไม่ได้นำไวน์ไปทางร้านมีไวน์ดีหลายขวดให้บริการในราคาไม่แพง และมีไวน์จากอิสราเอลมาให้ลองกันด้วย

ที่ตั้งร้าน Fabio’s Italian Steak House

ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดประชานิเวศน์
ซอยเทศบาลรังสรรใต้ โทรศัพท์ 0-2954-4194

โดย นิวัต พุทธประสาท

จับพลัดจับผลูเดินทางไปลอนดอนแบบไม่มีเวลาตั้งตัวมากนัก แต่เมื่อมีโอกาสผมก็ไม่ปล่อยให้พลาดโอกาส ผมค้นหาข้อมูลแจ๊สสถานในลอนดอนทันที แล้วก็ไม่ผิดหวังคือมีข้อมูลแจ๊สสถานอยู่จำนวนมาก มากจนเลือกไม่ถูกว่าจะไปดูที่ไหนบ้าง ในโลกปัจจุบันการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นความสะดวกอย่างยิ่ง เพราะผมมีโอกาสได้ศึกษาข้อมูลสถานที่ต่าง ๆ ก่อนเดินทาง แจ๊สสถานที่ผมไปมีด้วยกันสองแห่ง

แห่งแรกคือ 606 Club ตั้งอยู่บนถนน Lots ใกล้กับสนามสแตมฟอร์ดบริดส์ของของทีมเชลซี ผมนั่งรถไฟใต้ดินขึ้นที่สถานี Earl’s Court แล้วเดินมาที่ถนน Lots ที่จริงจากสถานีรถไฟใต้ดินสามารถขึ้นรถเมล์สาย C3 มาได้เลย จะลงป้ายรถเมล์ใกล้กับถนนล็อตส์มากขึ้น ไม่ต้องเดินจนเหนื่อย แต่ความที่ไม่เคยมาจึงเดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน ผ่านสนามสแตมฟอร์ดปริดส์ กว่าจะหาทางได้เดินจนเมื่อยเหมือนกันครับ

606 Club เป็นสถานแจ๊สเก่าแก่แห่งหนึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1976 สถานที่ตั้งก็โดดเด่น เพราะคลับตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคาร เวลาจะลงไปยังคลับจะต้องกดกริ่งตรงหน้าประตู จากนั้นเจ้าของร้านจะเปิดล็อคให้เรา แล้วต้องเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง เมื่อลงไปแล้วจะพบห้องโถงเล็ก ๆ เป็นพื้นที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือน แขวนเสื้อโค้ด เก็บร่ม จากนั้นจะต้องเดินผ่านออฟฟิศที่เป็นทั้งแคชเชียร์เก็บเงิน ที่ตั้งเครื่องมิกซ์เสียง แล้วจึงค่อยผ่านเข้าไปยังคลับ

ผมชอบทางเข้าหน้าคลับมาก เพราะเป็นประตูทรงโค้งซึ่งก่อด้วยอิฐ เหนือประตูทรงโค้งมีชื่อคลับเขียนว่า 606 ทำจากทองเหลืองติดอยู่เหนือประตู ทำให้ดูทรงคุณค่าน่าสนใจ ป้ายไม่ต้องใหญ่โตหรือหรูเลิศทว่ามีความขลัง เหมาะเจาะและลงตัว

606 แบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเวทีแสดงดนตรี ซึ่งมีเปียโนตั้งอยู่ทางซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าเวที) เวทีมิได้ยกพื้นให้สูงแต่เวทีเสมอกับพื้นที่ตั้งโต๊ะ ส่วนโต๊ะนั่งจัดรายล้อมอยู่รอบเวที ด้านในสุดเป็นครัวและห้องน้ำ ส่วนที่สองมีผนังอิฐเจาะเป็นช่องประตู และหน้าต่างกั้นระหว่างพื้นที่แสดงดนตรีให้ออกจากกัน ส่วนนี้เป็นบาร์เหล้า โดยมีบริเวณที่นั่งดื่มซึ่งดูสงบกว่าส่วนแสดงดนตรี

ผมมาถึงช้าไปหน่อย แต่ก็ยังทันการแสดง ซึ่งในวันที่ผมเลือกไปชม เป็นการแสดงของ Barb Jungr นักร้องสาวใหญ่ชาวอังกฤษที่มีผลงานเพลงบันทึกเสียงกับสังกัด Linn Records และ Niam CD อยู่หลายอัลบัม สองสังกัดเพลงของอังกฤษเป็นสังกัดดนตรีที่เน้นการบันทึกเสียงที่ดี แล้วก็เลือกนักดนตรีที่มีคุณภาพ

วันที่แสดงเธอเล่นกับนักเปียโนเพียงชิ้นเดียว เมื่อไปถึงเธอกำลังขับกล่อมดนตรี ผมหาที่นั่งตรงด้านหน้าประตู การมาชมการแสดงที่ 606 ควรจะอีเมล์มาจองที่นั่งล่วงหน้า และวันแสดงช่วงบ่ายโทรศัพท์มาคอนเฟิร์มกับเจ้าของร้าน เวลาการแสดงวันธรรมดาเริ่มที่ทุ่มครึ่ง การแสดงจะจบลงในเวลาสี่ทุ่ม ค่าเข้าชมเป็นเงิน 10 ปอนด์ โดยต้องสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มด้วย เมื่อไปถึงผมสั่งเป็ดรมควันอบ เสิร์ฟพร้อมสลัด และไวน์ขาวอีกหนึ่งขวด ดื่มไปทานไปฟังเพลงได้อรรถรสไม่น้อย และตัวบาร์ปเองเธอเป็นนักเอนเตอร์เทนคนดูชั้นยอด ก่อนเข้าเพลงเธอจะหาเรื่องมาเล่าให้ผูฟังฟังก่อน พลังเสียงของเธออยู่ในขั้นสุดยอด เธอสะกดคนฟังได้อย่างอยู่หมัด

เมื่อจบการแสดง เธอเดินทักทายผู้ฟัง น้องสาวของผมที่ไปด้วยแนะนำว่าเรามาจากกรุงเทพฯ เธอดีใจ และเข้าสวมกอดอย่างเป็นกันเอง

บรรยากาศที่ 606 คลับ ถือว่าสุดยอดมาก เป็นคลับที่ไม่ได้หรูเลิศ ออกจะโทรมนิดหนึ่ง แต่มันมีเสน่ห์มาก เสน่ห์แบบนี้หาไม่ได้จากที่ไหน การเป็นคลับใต้ดินทำให้อคูสติกของเสียงมีความนิ่งสงัด เสียงร้อง เสียงดนตรีชัดเจน บรรยากาศของคลับแบบนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เจ้าของมีความตั้งใจทำอย่างยิ่งยวด เพราะมีความรักในดนตรีแจ๊ส 606 เป็นคลับที่มีนักดนตรีแจ๊สทั่วอังกฤษผลัดเวียนมาแสดงกันอย่างต่อเนื่องทุกคืน โปรแกรมการแสดงทั้งปีสามารถดูได้ที่เวบไซต์ของ 606 Club

หลังการแสดงเราต้องรีบกลับเพราะกลัวว่ารถไฟใต้ดินจะหยุดวิ่ง แล้วพรุ่งนี้เช้ายังมีภารกิจต้องทำต่อ เราจึงออกจากร้านประมาณสี่ทุ่มครึ่ง เดินไปบนถนนอันปราศจากผู้คน อากาศเย็น แต่ไม่ถึงกับหน้า ป้ายรถเมล์มีคนรออยู่ก่อนหน้านี้ เราขึ้นสาย C3 ไปยังสถานีเอิร์นคอร์ต ค่ำคืนแห่ง 606 คลับ แจ๊สสถานที่ผมคิดว่าถ้าไปเยือนลอนดอนอีก คงต้องกลับไปชมดนตรีที่นี่อีกครั้ง

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่ My FaceBook Niwat.Puttaprasart