Info

Posts from the สถานที่หนึ่งในหัวใจ Category

นครศรีธรรมราช 360 องศา (ตอนที่ 3)

อาหารเช้าร้านโกปี๊ > แหลมตะลุมพุก

อ่านย้อนหลัง ตอนที่ 1ตอนที่ 2 / ตอนที่ 3 / ตอนที่ 4

โดย นิวัต พุทธประสาท

อาหารเช้าที่นครศรีธรรมราชมีหลายร้านให้เลือก และอาหารเช้าที่นครฯเป็นเรื่องใหญ่นะครับ ผิดกับกรุงเทพฯเราจะหาร้านอาหารเช้าที่ขายอย่างจริงจังได้ยากมาก ถ้าไม่ไปที่ตลาดเราจะไม่เห็นร้านอาหารเช้าอย่างจริงจัง ที่นครฯหรือที่อื่น ๆ ในหลายจังหวัดภาคใต้ที่ผมไปกลับให้ความสำคัญ นับตั้งแต่สงขลา ตรัง และที่นครฯ ผมไปเมืองอื่น ๆ อย่างฮ่องกง สิงคโปร ร้านอาหารเช้านั้นถือเป็นร้านที่มีให้เลือกทุกมุมเมือง

เมื่อหลายปีก่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เชิญผมไปบรรยายเรื่องวรรณกรรม พอลงเครื่องที่สนามบินตอนเช้าเขาก็นำรถตู้พาไปกินอาหารเช้าทันที ผมจึงรู้ว่าถ้ามานครฯทุกครั้งร้านโกปี๊จึงเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่นักเดินทาง นักท่องเที่ยวจะต้องไปชิมเสมอ และการมาครั้งนี้ผมก็ตั้งใจไปชิมที่ร้านนี้อย่างจริงจัง เพราะเมื่อคราที่ผ่านมามันยังมึน ๆ งง ๆ ลงจากเครื่องเหมือนยังไม่ตื่น

ร้านโกปี๊มีหลายสาขา แต่ร้านที่ผมว่าสะดวกที่สุดคือสาขาหลังห้างโรบินสัน เพราะเป็นร้านใหญ่สองห้อง และเปิดหลายชั้นได้ถ้ามีคนเยอะ แถมที่จอดรถก็มีที่ให้จอดมากมายโดยไม่ต้องหา ถือว่าสะดวกมาก

เราไปถึงร้านประมาณแปดโมงเช้าซึ่งเลยช่วงเวลา Prime Time ไปแล้ว แต่เท่าที่เราสังเกตยังมีคนแวะมากินไม่ขาดสาย โต๊ะไม่ถึงกับโล่ง

เคาน์เตอร์ชงกาแฟเอกลักษณ์ของร้าน

แม้เวลาสายคนยังเนืองแน่น

ภายในร้านตกแต่งด้วยภาพโบราณ

สังเกตการเดินสายไฟ ทำได้อย่างเก๋ไก๋ ย้อนยุค

ร้านโกปี๊เป็นร้านอาหารเช้าก็จริงแต่อาหารที่ขายมีหลากหลายให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ของว่างยันของหนัก ไปถึงที่นั่นสิ่งที่ไม่ควรพลาดก็คือปาท่องโก๋ทอดจิ้มนม กาแฟ โกปี๊ มีให้เลือกหลายสไตล์ ขนมจีบ ซาลาเปา ของนึ่งต่าง ๆ ดูได้จากเมนู ต้องบอกว่าซาลาเปาของที่นี่อร่อยมาก อร่อยจนวางแผนซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านเลยครับ

เมนูอาหาร ราคากับคุณภาพไปด้วยกัน

ปาท่องโก๋จิ้มนมข้น

ซาลาเปาไส้หมูแดง และหมูสับ

ซาลาเปาไส้หมูสับและไส้หมูแดงอร่อยทั้งคู่ ส่วนไส้หวานก็อร่อยครับ กินกับกาแฟน้ำชาเข้ากันเป็นอย่างดี

บะกุ๊ดเต๋

แต่สิ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือบะกุ๊ดเต๋ ผมแนะนำว่าสั่งชามใหญ่มาเลยครับอร่อยมาก น้ำซุปหอมกลิ่นเครื่องเทศจีน

ขาหมูเค็ม

ขาหมูเค็มหนังกรอบเป็นหนึ่งสุดยอดครับ ผักดองแนมอย่างดีมาพร้อมกับคะน้าลวก

ข้าวต้มปลา

เมนูนี้สำหรับสาว ๆ ข้าวต้มปลาแบบเช็ง ๆ ใส่ขิงมาด้วยเพื่อกลบกลิ่นคาว

และเมื่อกินอาหารเสร็จแล้วควรตบด้วยกาแฟ ซึ่งมีทั้งกาแฟสด กาแฟสูตรดั้งเดิม ทั้งร้อนทั้งเย็น เป็นอันจบมื้ออาหารเช้าที่อร่อยมาก หากใครไปนครศรีธรรมราชไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด อาหารเช้าทำให้ร่างกายสดชื่นทำงานได้ดี เมื่อกินกันอิ่ม ตอนต่อไปคือตอนที่สี่ โปรดติดตามการท่องเที่ยวนครฯ แหลมตะลุมพุก และ ปากพนัง

อ่านย้อนหลัง ตอนที่ 1ตอนที่ 2ตอนที่ 3 / ตอนที่ 4

นครศรีธรรมราช 360 องศา

ตอนที่ 2 > โรงแรมนครการ์เด้น > ครัวหนุ่ยตะหลิว

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่าน ตอนที่ 1ตอนที่ 2 / ตอนที่ 3

เรากลับจากวัดมหาพระธาตุ แวะคาร์ฟูซื้อน้ำเปล่า และเข้าไปพักผ่อนที่โรงแรม หลังจากเดินทางโดยรถไฟด้วยความเหนื่อยอ่อนมาตลอดทั้งคืน โรงแรมนครการ์เด้นแม้จะไม่ใช่โรงแรมใหม่อะไรนัก ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ เหมาะสมกับคุณภาพ ผมคิดว่าถ้าท่านจะเดินทางไปนครศรีธรรมราชโรงแรมนี้ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โรงแรมเล็ก ๆ แต่สงบ เหมาะแก่การพักผ่อน

ที่อยู่ของโรงแรม : เลขที่1/4 ถ.ปากนคร ตำบลท่าวัง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000
เบอร์โทรศัพท์ : 0 -7531- 3333-5

ด้านหน้าโรงแรมนครการ์เด้น

บริเวณห้องโถงของโรงแรม

ห้องโถงของโรงแรมถ่ายเวลากลางคืน (ดูดีหน่อย 555) ทุกเวลามีรีเซฟชั่นประจำตลอดเวลา

ภายในห้องพัก

ภายในห้องพักมีให้เลือกทั้งเตียงคู่เตียงเดียวในราคา 450 บาททุกห้อง

ห้องพักมีโทรทัศน์บวกจานดาวเทียม สำหรับดูแก้เบื่อตอนรออาบน้ำจากเพื่อนร่วมห้อง และยังมีโต๊ะรับแขกแบบโบราณสวยงาม ตู้เย็นขนาดเล็ก มินิบาร์ กำแพงอิฐแดงแบบที่นครฯเผาเองผลิตเอง ห้องน้ำสะอาดใช้ได้ แม้เก่าไปบ้าง (เก่าตามกาลเวลา) และมาพร้อมสบู่ ยาสระผม และคัตตอนบัต ผมแปลกใจคือเราอยู่สองคืน เขาไม่ได้เข้ามาทำความสะอาดระหว่างวัน ไม่รู้ว่าต้องเรียกให้ทำหรือว่าเป็นนโยบาย แต่เราอยู่ก็ไม่ได้รกอะไรครับ ไม่น่าจะเป็นข้อตำหนิไปได้

สวนภายในโรงแรม

สวนภายในโรงแรมมีสองแห่ง คือด้านหน้าโรงแรม และภายในตัวโรงแรม โรงแรมแบ่งออกเป็นสองอาคาร สวนนี้อยู่ตรงกลางระหว่างสองอาคาร

บางอารมณ์ของสวน ทำให้ผมนึกถึงสวนโมกข์

ใช่ครับ บางอารมณ์ผมคิดแบบนั้น พื้นทรายสีขาว ต้นไม้โบราณ ขอนไม้ ใบไม้ สวนเซ็นในศาสนาพุทธ ตอนเช้าเหมาะแก่การออกไปเดินเล่น สูดอากาศ มันไม่ใหญ่มากหรอกนะครับ แต่ก็เดินได้ดีที่เดียว

ภาพถ่ายสวนด้วยฟิล์มอินฟาเรด

ผมลองถ่ายด้วยภาพอินฟาเรด ได้อารมณ์ความรู้สึกย้อนยุคกลับไปในอดีต

เอนหลังเอนกายอย่างเต็มอิ่มดูเวลาอีกที หกโมงกว่าจะทุ่มหนึ่งอยู่แล้ว ถึงเวลาอาหารมื้อเย็น ซึ่งถ้าเราหาข้อมูลกันดี ๆ เราจะรู้ว่าในตัวเมืองนครฯ มีร้านอาหารหลากหลายมากมายให้เลือกชิม โดยเฉพาะตรงโรงแรมที่เราอยู่นั้นก็รายล้อมด้วยร้านอาหารน่าทาน เดินไปที่ตลาดเทศบาลก็มีของให้เลือกอีกเพียบ

การเดินทางมาคราวนี้ผมคิดว่าจะลองไล่เรียงร้านดังของนครฯสักหน เพราะดูแล้วมีร้านเด็ด ๆ เยอะมาก ถ้าไม่ได้ชิมด้วยตัวองคงคาใจไม่น้อย เริ่มจากมื้อเย็นนี้ ผมคิดว่าเราไม่อยากเดินทางไปไหนไกล ก็คงต้องเลือกร้านที่อยู่ในตัวเมือง ร้านนี้ขึ้นชื่อไม่เบาครับ ชื่อร้านน่าสนใจ

“ครัวหนุ่ย ตะหลิว”

ครัวหนุ่ย ตะหลิว ในโซนใหม่เอียมอ่องเอาใจลูกค้าวัยรุ่น

ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามศาลากลางของจังหวัด หาง่าย จอดรถริมถนน หรือในซอย ด้านในมีที่นั่งกว้างขวาง ดูเมนูแล้วเป็นร้านกึ่งร้านข้าวต้มพุ้ย บวกกับร้านสวนอาหาร นั่นหมายความว่าเราจะได้ร้านที่มีเมนูหลากหลาย จะสั่งอะไร ทานอะไรก็ย่อมได้ครับ เจ้าของร้านเป็นพ่อครัวเอง และยังทำอยู่ในครัว

เริ่มจากเราหาที่นั่งสบาย ๆ มีพัดลมเป่า เพราะคืนนั้นอากาศค่อนข้างร้อน

เรารับเมนูมาดูครับ เป็นอย่างที่ว่าคือเมนูอาหารเยอะมาก เลือกไม่ถูกว่าจะกินอะไร

ไข่เจียวหมูสับ อาหารมาตรฐานทดสอบฝีมือพ่อครัว

ไข่เจียวหมูสับเป็นอาหารที่เรามักจะสั่งกันทุกร้าน เพื่อทดสอบว่าพ่อครัวลืมสูตรอาหารมาตรฐานไปหรือไม่

หอยแครงเผา

หอยแครงเผาตัวใหญ่สด น้ำจิ้มเด็ดมาก ที่จริงเขามีปลาเผาด้วยแต่เราไม่ได้สั่ง

ข้อไก่ทอด

จานนี้เด็ดครับ ข้อไก่ทอด กรอบกำลังดี โรยด้วยงาทำให้มีรสสัมผัสบวกกับความหอมของงาจะจรุงกลิ่นตอนที่เราเคี้ยว

พล่ากุ้ง

พล่ากุ้ง จานนี้เด็ดมาก อร่อยมากครับ กุ้งที่ใช้ไม่แน่ใจว่าแชบ๊วยหรือเปล่า แต่ลวกได้พอดีไม่สุกไม่ดิบจนเกินไป ทำให้เนื้อกุ้งไม่แข็ง และที่สำคัญน้ำยำช่วยดึงรสชาติความหวานของเนื้อกุ้งออกมา จานนี้ยังไงต้องลองนะครับ เป็นจานคุณภาพ

กระดูกหมูทอดตะไคร้

กระดูกหมูทอดตะไคร้ เนื้อหมูปรุงรสชาติพอดีไม่เค็มไม่หวาน กลิ่นตะไคร้ช่วยทำให้เพิ่มความหอมและอร่อย

มื่อนี้จบลงด้วยความอิ่มอร่อย คือถ้าใครไปนครฯ ร้านนี้ต้องไปทานกันให้ได้นะครับ ส่วนราคาก็ยุติธรรม ความสดของอาหารถือว่าเยี่ยม

นครศรีธรรมราช 360 องศา

ตอนที่ 1> สถานีรถไฟนครปฐม > ขนมจีนเมืองคอน >  วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่าน ตอนที่ 1 / ตอนที่ 2 / ตอนที่ 3

ยอมรับครับว่าหลังจากแอร์เอเชียประกาศว่าปี 2553 จะทำการตลาดราคาตั๋วเครื่องบินไม่รุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้ผมเบนเข็มเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น (ฮา) ไม่ใช่ครับ เป็นแค่ข้ออ้าง เมื่อไม่มีตั๋วศูนย์บาทก็ไม่เป็นไรครับ เที่ยวเมืองไทยก็ได้สบายแฮ 5555

ช่วงสองสามปีนี้ผมเดินทางไปทำธุระที่นครศรีธรรมราชค่อนข้างบ่อย ไปในแต่ละทีมีเวลาได้เที่ยวบ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่โอกาส การเที่ยวในเมืองไทยนั้นสะดวกสบาย ข้อมูลการเดินทางหาได้ไม่ยาก (แต่รายละเอียดลึก ๆ นั้นยากกว่า) ในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลมากมาย ทว่าหลายที่แทบจะหาข้อมูลเชิงลึกไม่ได้เลย ไม่เหมือนหนังสือไกด์ของฝรั่งที่เขียนถึงเมืองไทยที่มีความละเอียดถี่ยิบ บอกทุกอย่าง จนบางครั้งมีข้อล้อกันว่า นักท่องเที่ยวฝรั่งรู้จักเกาะสมุยมากกว่านักท่องเที่ยวไทยเสียอีก อาจเป็นเพราะว่าคนไทยเราใกล้เกลือกินด่าง จึงไม่ทำไกด์บุ๊คที่มีรายละเอียด ถ้าใครเคยชมสารคดีท่องเที่ยวทางทรูวิชั่น น่าจะเคยดูรายการยูโรแมกซ์ ซึ่งพาเที่ยวหลายเมืองในยุโรปทั้งเมืองใหญ่เล็ก เทศบาลบางเมืองเขาจัดทำไกด์บุ๊คออกมาซึ่งทำได้ดีมาก (เพราะให้นักออกแบบหนังสือ คนทำหนังสือมีฝีมือเข้าไปช่วย) ไกด์บุ๊คของเขานั้นไม่ใช่หนังสือรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวฮิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการไปชมอาคารบ้านเรือนสถาปัตยกรรมร่วมสมัยสำคัญ แล้วหนังสือก็ออกแบบมาอย่างสวยงาม ไม่มีรูปแบบ “ข้าราชการ” ที่เชยระเบิดให้เห็น เอาเป็นว่าถ้ามีหน่วยราชการแห่งไหนสนใจทำหนังสือแนะนำจังหวัดสวย ๆ ทันสมัย น่าอ่าน ทรงคุณค่า และมีแนวคิดก้าวหน้า แล้วที่สำคัญหนังสือต้องอัพเดตข้อมูลทุก ๆ สองสามปี ผมอยากทำหนังสือแบบนั้นครับ ช่วยติดต่อมาด้วยนะครับถ้ามีใครสนใจ 555

สถานีรถไฟนครปฐม

การไปท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราชครั้งนี้ของผมผสมผสานด้วยการเดินทางแบบหลากหลาย เริ่มจากไอเดียบรรเจิดคือขาไปเดินทางด้วยรถไฟ เป็นการย้อนรำลึกถึงอดีตการเดินทางที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย (รวมถึงตัวตู้อันโบราณใช้งานยาวนานหลายสิบปี) เมื่อถึงที่นครฯก็เช่ารถขับ และขากลับกลับเครื่องบิน คอนเซ็ปต์เป็นแบบนี้ครับ เรียกว่าไปคราวนี้เราได้เที่ยวกันอย่างจุใจ มีทั้งโปรแกรมธรรมชาติ ทะเล น้ำตก โปรแกรมท่องเมือง ไหว้พระ และสุดท้ายหาแหล่งของกินอร่อยสุดยอดของนครศรีธรรมราช

ผมจองตั๋วรถไฟจากนครปฐม-นครศรีธรรมราช เที่ยวขาไปนั้นมีรถไปถึงนครฯเพียงสองเที่ยวคือ รถด่วน (85) กับ รถเร็ว (173) รถสองขบวนนี้แตกต่างกันอย่างไรครับ รถเร็ว ขบวนรถ173 นั้นขึ้นรถเร็วกว่า (ฮา) คือขึ้นจากหัวลำโพง 17.35 . ถึงนครฯ 9.35 . ราคาตู้นอนชั้นสองติดแอร์ถูกกว่ารถด่วนร้อยกว่าบาท ตรวจสอบราคาที่นี่

ส่วนรถด่วนขบวน 85 ขึ้นรถที่หัวลำโพงประมาณ 19.30 . ถึงนครศรีธรรมราช 10.30 . ตรวจสอบราคาได้ที่นี่

ในวันเดินทางผมไปถึงสถานีนครปฐมก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง ตามธรรมเนียมที่ดีของนักเดินทางคือไปรอรถก่อนเวลาดีกว่าตกรถ คณะของเราจองตั๋วรถด่วน รถด่วนจะมาถึงนครปฐมเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ระหว่างที่เราขนกระเป๋าไปนั่งริมชานชลาซึ่งส่งกลิ่นใช้ได้เลยนั้น เราพบว่ามีผู้โดยสารอยู่พอสมควร เรารอรถเที่ยวขาไปที่วิ่งลงใต้ขบวนแล้วขบวนเล่าจนกระทั่งใกล้เวลาสองทุ่ม ทางสถานีก็ประกาศว่ารถด่วน ขบวน 85 ของเราดีเลย์ สามทุ่มสี่สิบห้ารถจึงจะมา บรรลัยแล้วสิครับ นั่งรอมาชั่วโมง ยังต้องนั่งรอต่ออีกชั่วโมง เวลานั้นก็ดึกแล้ว ร้านรวงในนครปฐมก็ทยอยกันปิด เราแก้เบื่อโดยออกเดินเล่นรอบสถานี ขณะนั่งเล่นเราก็เห็นกลุ่มฝรั่งกลุ่มใหญ่ลงรถทัวร์สีฟ้า แล้วมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ ผมมองก็รู้ว่าฝรั่งคงมาจากอีกจังหวัดหนึ่งใกล้ ๆ เป็นฝรุ่งแบกเป้ เดาว่าคงลงไปที่สุราษฎร์ธานี สุดการเดินทางที่เกาะสมุยนั่นแหละครับ คือเวลาที่เรานั่งรอนั้นเป็นเวลาที่รถไฟสายนครฯล่วงเลยไปแล้ว คือถ้าฝรั่งจะไปสุราษฏร์ฯจริง ต้องตกรถไฟครับ แล้วขบวนรถนครฯ และขาล่องลงใต้นั้นเป็นรถเที่ยวสุดท้ายแล้ว ไม่มีรถไปทางใต้เหลืออยู่อีก ผมงงว่า “ทำไมฝรั่งแบเป้ถึงรู้ว่ารถไฟจะดีเลย์ มันมากันตอนสามทุ่มกว่า”

จนกระทั่งสามทุ่มยันจะสี่ทุ่มสถานีเริ่มทยอยปิดไฟ ร้านค้าปิดร้าน ห้องน้ำก็ปิด รถไฟจึงมาถึงสถานี ฝรั่งกลุ่มนั้นขึ้นรถไปพร้อมกับเรา พอขึ้นรถไปแล้วเราจึงถามนายตรวจว่าทำไมรถไฟถึงล่าช้านานนัก เราได้คำตอบที่อึ้งกิมกี่คือ

รถด่วน 85 นั้นดีเลย์เพราะว่าหัวลากที่เอามาจากสามเสนเมื่อมาถึงหัวลำโพง นายช่างตรวจแล้วไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จึงไม่สามารถนำออกมาวิ่งได้ ทางพนักงานที่รับผิดชอบ จึงต้องวิ่งควานหาหัวจักรดีเซลที่สามารถใช้งานได้ ผ่านมาตรฐานคันใหม่ออกมาทำให้เสียเวลา” คำตอบนั้นมาถึงบ้างอ้อ ตรงที่ว่าทำไมฝรั่งมันรู้เวลาขึ้น เพราะรถขบวนนี้เป็นแบบนี้ทุกครั้ง ไม่ใช่ดีเลย์แบบอุบัติเหตุ เอวังไหมครับท่านผู้อ่าน เอวังด้วยประการทั้งปวง มันเล่นกันอย่างนี้ทั้งองค์กรหรือไงผมไม่ทราบ แต่คนรับกรรมคือคนใช้บริการ คนนั่งรถไฟสายใต้ประจำจะรู้ว่ารถไฟไปนครฯนั้นกินเวลานานหลายชั่วโมง ปกติต้องถึงสุราษฏร์หกโมงเช้า และถึงนครฯตอนสิบโมงครึ่ง ความจำเริญเช่นนี้จึงเกิดก่อที่ประเทศไทยของเรา มีแต่พวกไม่เอาไหนบริหารองค์กรที่มีความสำคัญต่อระบบการขนส่งของไทยแบบนี้ ไม่ต้องนึกเลยว่ารถไฟไทยจะก้าวทันเวียตนามได้อย่างไร ผมขอบอกว่าถ้าใครไปเวียตนามลองนั่งรถไฟของเขาดูเถิดครับ ดีกว่ารถไฟไทยจนทิ้งขาด

พอเราขึ้นรถได้แล้ว เตียงนอนได้ถูกกางออกเรียบร้อย หลายชีวิตเริ่มซุกตัวเข้าไปในเตียงนอนส่วนตัว ผมและคณะจัดแจงตัวเอง-เปลี่ยนกางเกงกับเสื้อให้สบายขึ้น นั่งคุยกันสักพักก็แยกย้ายไปนอนกัน ผมแนะนำว่าเวลาจองตั๋วรถตู้นอนขอให้จองเตียงล่างเอาไว้เป็นดี เพราะเตียงล่างใหญ่กว่าเตียงบน เตียงบนมันค่อนข้างแกว่ง เวลารถวิ่งมันโยกโยนเราจนแทบจะทำให้นอนไม่ได้ เวลาเข้าห้องน้ำก็ลำบากเพราะต้องปีนบันไดลงมา-ปีนขึ้นไป ครั้นนอนไม่หลับจะนั่งอ่านหนังสือก็ทำไม่ได้เพราะเพดานก็ติดหัวแล้ว ถ้าจองเตียงล่างได้หมดจองไปเลยครับนอนสบายกว่ากันเยอะ ที่สำคัญหายาแก้หวัดที่กินแล้วง่วงมากินสักหน่อยจะทำให้นอนสบายขึ้น

ผมตาค้างตลอดคืนจนกระทั่งเช้า กว่าจะถึงสุราษฏร์ก็ล่วงเลยแปดโมงเช้าไปแล้ว แดดตอนสายเริ่มร้อน ผมลงไปซื้อกาแฟปาท่องโก๋มาประทังความหิว รถจากสุราษฏร์ไปนครฯ จะต้องวิ่งอีกนานครับ เด็กรถบอกว่าเที่ยงครึ่งถึงจะถึงจุดหมาย โอว์ นั่งรอ นอนรอไปเลยอย่าให้เขาเก็บเตียงเด็ดขาด ยังไงเสียนั่ง ๆ นอน ๆ ยังดีกว่านั่งหลังขดหลังแข็งอย่างเดียว ไม่ต้องกลัวว่าคนจะไม่มีที่นั่งเพราะฝรั่งจะลงรถไฟที่สุราษฏร์จนหมด ถึงตอนนี้รถจะโล่งไปพอสมควร ถ้าหิวข้าวก็ซื้อพวกไก่ทอดข้าวเหนียวที่เดินขายตามตู้มากินได้ครับ แก้เซ็งได้โข

รถไฟมาถึงนครฯจนได้ เที่ยงกว่า สายจากเวลาในตารางสองชั่วโมงกว่า ถ้ามีนัด มีประชุม ต้องถือว่าพลาดโอกาสทางธุรกิจ และคงหาใครรับผิชอบไม่ได้ นอกจากตีอกชกตัวเองว่าดันทะลึ่งเดินทางด้วยรถไฟเองสาสม 555

มาถึงนครฯเราก็โทร.เรียกรถเช่า ซึ่งติดต่อ-สอบถามข้อมูลมาตั้งแต่กรุงเทพฯ ถ้าเรามาเครื่องบิน ทางรถเช่าก็จะนำรถไปให้ถึงสนามบิน แต่ถ้ามารถไฟเขาก็จะนำรถไปให้ที่โรงแรม

โรงแรมที่ผมเลือกคราวนี้เป็นโรงแรมกลางเมืองนครฯชื่อว่า โรงแรมนครการ์เด้น ซึ่งร่มรื่นด้วยสวนป่าแม้จะอยู่ในเมือง ตอนมานครฯครั้งที่แล้วผมเดินผ่านที่นี่แล้วนึกในใจว่าน่านอนชะมัด มาคราวนี้จึงถือโอกาสจองห้องพักที่นี่ โรงแรมนครการ์เด้นอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟ เราจึงแบกกระเป๋าเดินเท้ามายังโรงแรม ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับตลาดเทศบาล กับห้างคาร์ฟู โรงแรมค่อนข้างสงบเงียบ บรรยากาศดีเหมาะแก่การพักผ่อน เคาน์เตอร์และห้องโถงแม้ไม่ติดแอร์แต่ก็กว้างขวางปลอดโปร่ง ส่วนห้องพักมีจำนวนห้าสิบห้อง ราคาคืนละ 450 บาท มี Wi-Fi ให้ใช้ฟรี ห้องพักแม้จะไม่ใหม่ แต่ก็อยู่ในสภาพที่ดีสมราคา ซึ่งผมคิดว่ายอมรับได้ครับ ขอให้แอร์เย็น ห้องน้ำสะอาด ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอต่อนักเดินทางท่องเที่ยว เพราะอย่างไรเราก็ทำกิจกรรมนอกโรงแรมอยู่แล้ว ไม่ได้มานอนเล่น ส่วนตอนเช้า ๆ ใครอยากจะตื่นมาเดินเล่นในสวนผมก็คิดว่าดีไม่น้อยเพราะอากาศสดชื่น พอเช็คอินเรียบร้อย รถเช่ามาส่ง (ในส่วนของรถเช่าขอให้เตรียมเอกสารมาจากกรุงเทพฯคือ สำเนาใบขับขี่ สำเนาทะเบียนบ้าน แค่นี้เป็นอันเสร็จสิ้น เขาจะกรอกเอกสารการเช่า จ่ายเงินรับกุญแจ ขับเที่ยวได้เลย)

ร้านขนมจีนเมืองคอน

เรานำกระเป๋าไปเก็บในห้องจากนั้นก็ชำระล้างร่างกาย อาบน้ำแปรงฟัน นอนพักสักครู่ก็ออกไปหาอาหารมือเที่ยงทานกัน สำหรับอาหรมือแรกที่เราไปกินกันนั้น ต้องถือว่าเป็ยการเปิดมื้ออาหารพื้นถิ่นแบบชาวนครฯ ด้วยร้านดังที่ใครไปใครมาก็ต้องไปชิมกันอย่างอิ่มหมีพีมัน นั่นก็คือร้านขนมจีนเมืองคอน ถนนพานยม ซึ่งถ้าไปตามเส้นทางหลักถนนราชดำเนินเลยศาลากลางจังหวัดไปหน่อย ร้านอยู่เยื้องกับวัดมหาพระธาตุหาไม่ยากครับ ร้านนี้เป็นที่นิยมทั้งชาวนครฯและนักท่องเที่ยว อาหารของที่นี่มีหลากหลายครับรสชาติแกงเป็นแบบปักษ์ใต้โดยแท้ซึ่งมีรสเผ็ดจัดจ้าน ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นและรสสมุนไพรหอมหวนในตัวแกง ส่วนอาหารที่ผู้มาเยือนทุกคนต้องทานก็คือชุดขนมจีน ซึ่งสามารถเลือกน้ำยาได้หลากหลายในชุดเดียว

ผักแนมสิ่งที่ขาดไม่ได้ในอาหารใต้

ในวันนั้นเราสั่งขนมจีนหนึ่งชุดประกอบด้วยน้ำยากะทิ น้ำพริก และน้ำแกงไตปลา ส่วนแกงก็มีแกงเนื้อ แกงส้มเนื้อปลา ไข่พะโล้ ขนมจีนของที่นี่ก็อร่อยครับเส้นบางเบาเข้ากันกับน้ำยา ทานคู่กับผักแนมแล้วอร่อยมาก ส่วนน้ำพริกที่มีรสชาติหวานไม่เผ็ดที่เด็ดคือเขาใส่ผลไม้ที่มีหน้าตาและรสคล้ายระกำลงไปด้วยผมจำไม่ได้ว่าเขาเรียกว่าลูกอะไร ข้อควรระวังก็คือเวลากินครั้งแรกเหมือนจะไม่ค่อยเผ็ด แต่พอกินคำที่สามคำที่สี่ความเผ็ดจะเริ่มแผ่ซ่านทั่วปาก-ลิ้น ริมฝีปาก นอกจากแกงแล้วทางร้านยังมีอาหารอื่น ๆ เช่นหมูสเต๊ะ และของหวานด้วยครับ แต่เรากินกันไม่ไหวแล้วละครับ อาหารรสจัดเลยกินข้าวไปเต็มแม็กซ์ เล่นซะอิ่มแบบขยับไม่ได้

น้ำยาหลากหลายเท่าที่คุณพอใจ

กินอิ่มก็ต้องเดินกันต่อ เราขับรถออกจากร้านขนมจีนเมืองคอนข้ามฟังไปยังวัดมหาพระธาตุ หรือชื่อจริง ๆ เต็ม ๆ ก็คือ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร วัดมหาพระธาตุสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พศ. 854 ในสมัยพระเจ้าทนทกุมาร พระนางเหมชาลา และนักบวชชาวศรีลังกา ต่อมาก็มีพระองค์เเจ้าต่าง ๆ บูรณะวัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองนครฯมาตั้งแต่อดีตกาล การไปนมัสการพระธาตุถือว่าเป็นการจาริกแสวงบุญ พวกเราไหว้เสร็จก็กลับโรงแรมกันครับ เพราะอาการเหนื่อยอ่อนจากการนั่งรถไฟเริ่มทิ่มแทงเราแล้ว

กรุณาอ่านต่อตอนต่อไป

หน้าร้านปันปัน ซอยสุขุมวิท 33

แนะนำร้านอาหาร โดย ผกาชวนชิม

ร้านปันปัน เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ผกาไปกินเสมอมา นับรวมแล้วไปกินตั้งแต่ลูกยังเล็ก เมื่อสองสามปีก่อนผกาไปกินที่สาขาหลังสวนเป็นประจำเพราะใกล้กว่าที่สาขาสุขุมวิท 33 แต่หลังจากที่สาขาหลังสวนปิด ผกาจึงไม่มีทางเลือกอื่นคือต้องดั้นด้นจากสามพรานไปทานที่นี่ ความไกลไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือว่าเมื่อใดที่โหยหาอาหารอิตาเลี่ยนผกามักนึกถึงที่นี่เป็นลำดับแรก

แน่นอนครับปันปันเป็นร้านอิตาเลียนที่ถูกปากคนไทย แต่ทุกครั้งผกาก็เห็นฝรั่งหลายชาติไปทานกันเยอะ ผกาจึงแน่ใจว่ามันคงไม่ใช่ถูกปากคนไทยเพียงอย่างเดียวแล้วละ

เมื่อมาถึงร้านปันปันสิ่งที่ผกาชื่นชอบมากคือบรรยากาศสบาย ๆ เป็นกันเอง เหมือนนั่งกินอาหารที่ร้านเพื่อน พนักงานบริการอย่างดี แต่ไม่เข้ามาทำลายบรรยากาศของผู้มาทานอาหาร ซึ่งผกาคิดว่านี่คือส่วนสำคัญของงานบริการ ที่บางร้านไม่รู้ ปันปันจึงเป็นสถานที่ที่ผกาจะพาครอบครัวมากินอาหารได้อย่างอร่อย พร้อมกับพูดคุยสนทนากันบนโต๊ะอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องรำคาญพนักงานที่บริการเราจนเกินเลยกว่าความต้องการ

ที่ปันปันผกามีอาหารประจำตัวที่ต้องสั่งทุกครั้ง อย่างแรกคืออาหารเรียกน้ำย่อยไส้กรอกอิตาเลียน ซึ่งน่าจะทำจากหมูและเนื้อบดมักด้วยเครื่องเทศ จากนั้นนำมาทอดและอบบนกะทะร้อน เสิร์ฟพร้อมกับแป้งพิซซ่า จานนี้ขอบอกว่าอร่อยครับ รสเค็มกำลังดีของไส้กรอก เข้ากับแป้งพิซซ่าบาง ๆ ทานแกล้มไวน์ ขาว-แดง ได้อร่อย หรือบางคนจะสั่ง หอยแมงภู่อบมะเขือเทศเป็นอีกเมนูที่ขึ้นชื่อของปันปัน ทุกโต๊ะต้องสั่งจานนี้มาทานเล่นก่อน น้ำซอสของจานนี้รสชาติกล่อมกล่อมจนผกาไม่อยากเหลือทิ้ง กินคู่แป้งพิซซ่าก็อร่อย แล้วยังเข้าคู่กับไวน์ขาวอย่างกับเกิดมาคู่กัน

มักกะโรนีซอสครีมเห็ดและกุ้ง

จานที่สองมักกะโรนีเห็ดและกุ้งราดด้วยซอสครีม เป็นอาหารจานที่เด็ก ๆ ชอบใจมากที่สุด หากวันไหนพาหลาน ๆ ไปกินกันต้องสั่งมาสองจาน ไม่อย่างนั้นไม่พอ รสชาติของซอสครีมหอมมันอร่อยจนคิดถึงตลอดเวลา รสชาติความมันของครีมนั้นกำลังดี ทานคู่ไวน์ขาวช่วยลดความเลี่ยนของซอสได้ หรือถ้าใครอยากจะหามักกะโรนีกุ้งซอสมะเขือเทศ จานนี้ก็เด็ดดวง ผกาชอบที่ทางร้านใส่ผักฝรั่งใบหยัก (พาร์สลีย์) สับละเอียดช่อยลดความมันลงได้เยอะ แถมยังหอมอร่อยมีรสสัมผัสที่ไม่รู้ลืม ความชุ่มฉ่ำของน้ำซอสที่ไม่เหมือนที่ไหนนี่เองครับที่ผมติดใจรสชาติ

สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศกุ้ง

จานหลักอีกจานที่ผมไม่อยากพลาดคือรีซอสโตเห็ดและทะเล (ข้าวผัดอิตาเลียน) เป็นจานที่ยอดเยี่ยมมาก ความหอมอร่อยของรสชาติทะเล ซึ่งซึมอยู่ในเนื้อข้าว แม้จะหุงด้วยเนยครีม แต่มันจะสดชื่นกว่า กินแล้วหยุดไม่ได้จริง ๆ แล้วจานนี้ต้องมีไวน์ขาวซึ่งดรายเล็กน้อยกินคู่กันจะเป็นอาหารที่ไม่อยากจะลืมเลือน

รีซอสโต้เห็ดและทะเล

มาถึงจานสุดท้ายสตูน่องวัว เสิร์ฟคู่กับมันบด ต้องขอบอกว่ารสชาติจานนี้มันสุดยอด ผมจะไม่มีวันพลาดอาหารจานนี้อย่างแน่นอน เนื้อน่องวัวที่เปื่อยจนแทบจะละลายในปาก บางส่วนติดเอ็ดนิด ๆ ยิ่งอร่อย กินคู่กับมันบดซึ่งหอมเนย หากไม่เกรงใจผกาอยากจะสั่งเส้นสปาเก็ตตี้ลวก หรือข้าวเปล่ามากินรับรองว่ามันต้องยอดมาก ที่สำคัญควรสั่งไวน์แดงมาสักแก้วเพื่อกินคู่กับอาหารจานนี้

สตูน่องวัว เสิร์ฟคู่กับมันบด

เมื่อกินอาหารจานหลักกันอิ่มหนำแล้วอย่าลืมเผื่อช่องว่างในกระเพาะอาหารเอาไว้สำหรับขนมหวานด้วยนะครับ เพราะที่ปันปัน มีทั้งเค้กและไอศครีมบริการอย่างจุใจ รสชาติขนมหวานก็ยอดเยี่ยมไม่เบาครับ แล้วที่สำคัญสุด ๆ ปิดท้ายด้วยเอ็กเพรสโซสักถ้วย มื้อนี้จบลงอย่างสมบริบูรณ์

ร้านปันปันตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 33 สามารถจอดรถได้ที่อาคาร UBC II ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ริมถนนสุขุมวิท จากนั้นเดินออกมาจากข้างอาคารแล้วตรงไปที่ร้านใช้เวลาไม่ถึงห้านาที โดยนำบัตรจอดรถไปสแตมป์ไม่ต้องเสียค่าจอด ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00 น. จนถึง 23.00 น. หากต้องการสำรองโต๊ะโทร.ที่เบอร์ 02-258-9304

นี่คือหนึ่งร้านในดวงใจของผกา ยกสองนิ้ว เยียมมาก

มาเก๊าวันฝนฉ่ำ

ผมตื่นนอนประมาณเจ็ดโมงเช้าด้วยอาการสะลึมสะลือเต็มพิกัด มองไปยังหน้าต่างที่ปิดด้วยม่านสองชั้น มีเพียงแสงสีขาวรอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ขยับพลิกตัวอีกครั้งหนึ่ง หลับตาพยายามจะนอนหลับแต่ก็ไม่หลับจึงตัดสินใจลุกจากที่นอน เดินมาที่ม่าน แง้มม่านดูบรรยากาศข้างนอก ฝนเทลงมาอย่างหนักต่อเนื่อง เมฆเทาปกคลุมท้องฟ้า น้ำฝนเกาะพราวที่กระจก วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเดินทาง เรามีเวลาเดินเที่ยวที่มาเก๊าอีกเกือบจะหนึ่งวัน

ไม่รู้มีอะไรดลใจให้เรากลับไปที่ Saint Paul Ruin ทั้งที่เมื่อเย็นวานเราก็ไปที่นั่นมาแล้วหนหนึ่ง และใช้เวลาถ่ายรูปนั่งชมวิวกันหลายชั่วโมง กินข้าวเช้าจากโรงแรมเรียบร้อยเราก็ขึ้นมาพักที่ห้อง อาบน้ำแต่งตัว รอให้ฝนหยุดตก ผมอาศัยช่วงนี้งีบหลับอีกหนหนึ่ง ราว ๆ เที่ยงเราจึงออกจากโรงแรมไปที่ซากโบสถ์ Saint Paul ท่ามกลางความฉ่ำของบรรยากาศ

ไปถึงที่เซ็นต์ปอล ผมมุ่งตรงไปยังป้อมปราการโบราญที่อยู่ทางด้านขวามือ ที่นั่นถูกดัดแปลงให้เป็นสวนสาธารณะสวยงาม ทั้งต้นไม้ใหญ่และต้นไม้ประดับ เมื่อไปถึงยอดสุดของป้อมพบว่ามันเป็นป้อมที่ใหญ่มาก พวกโปตุเกสไปที่แห่งไหนชอบที่จะสร้างป้อมเสมอ ต่างจากพวกฮอลแลนด์และอังกฤษ บนป้อมสามารถมองเห็นเมืองมาเก๊าได้ 360 องศา ผมถ่ายรูปมาเยอะพอสมควร ถ่ายรูปเสร็จจึงเดินกลับลงมาสมทบกับครอบครัวที่พากันไปช๊อปปิ้งที่ร้านขายของเล่น

เมื่อครบองค์คณะแล้ว หมูขอตัวไปห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ข้างเซ็นต์ปอล ระหว่างที่รอ ผมมองไปยังถนนซึ่งมีตัวตึกสีเหลืองอ่อนตั้งอยู่ทางขวามือ ถนนเส้นนี้เป็นถนนเล็ก ๆ ที่ตัดกับถนนสู่เซ็นต์ปอล งเมื่อวานเราก็มองดูมันอยู่ แต่ไม่ได้เดินเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นร้านอาหาร แต่วันนี้หมูชวนให้เดินดูจะได้ไปถ่ายรูป

เดินเข้าไปถึงตัวอาคารก็ยังรู้สึกงงเพราะมันไม่ใช่ร้านอาหารแต่เป็น Gallery แสดงภาพ โดยห้องแรกเป็นงานร่วมสมัยของศิลปินมาเก๊า ผมเดินเข้าไปดูงานซึ่งมีไม่มากชิ้นนัก แนวของงานเป็นภาพแอบสแต๊ค ดูแล้วไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ อาจะเป็นเพราะผมไม่ค่อยพิศมัยกับงานแอบสแต๊คนัก ไม่ใช่ว่าดูแล้วไม่เข้าใจนะครับ แต่ผมคิดว่าเทคนิคภาพของแอบสแตคมันไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของศิลปินได้ครบถ้วน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชมเป็นหลักด้วย งานแอบสแตคจะสมบุรณ์ได้ ศิลปินจะต้องเป็นที่รู้จัก และเราศึกษางานของเขามาแล้วระยะหนึ่ง

ออกมาจากห้องแสดงภาพแรกก็เดินมาเรื่อย ๆ จนถึงปลายสุดของถนน ผมไปสะดุดใจอยู่ที่หน้าต่าง ซึ่งมีตัวอักษรสีเขียเอาไว้บนกระจก of Tears Melody ทำให้ผมมองเข้าไปด้านในห้องเล็ก ๆ สี่เหลี่ยมนั้น จึงได้รู้ว่าแท้แล้วมีงานแสดงภาพอีกชุดหนึ่งอยู่ที่นี่

ทางเข้าตัวอาคารเป็นประตูเล็ก ๆ กำแพงด้านซ้ายศิลปินแขวนภาพผลงานต่าง ๆ เอาไว้โดยไม่ใช่กรอบ บ้างอยู่ในถุงแฟ้มพลาสสติก ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นภาพเขียนของฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) ศิลปินสาวชาวอาเจนตินาที่มีผลงานโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์

เมื่อเดินเข้าไปยังห้องแสดงงาน เสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเล็กดังแว่วเป็นบรรยากาศจากมุมห้อง ภาพวาดหลายสิบภาพแขวนอยู่บนผนัง ภาพแต่ละภาพแม้จะได้รับอิทธิพลจากศิลปินหลากหลาย ทว่าก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เป็นการนำภาพเก่ามาเล่าด้วยมุมมองใหม่ จนผู้ชมได้รับสารซึ่งแตกต่างจากเดิม จะบอกว่าภาพของเธออาจะไม่เนี๊ยบเท่าศิลปินใหญ่ แต่อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมาจากภาพกลับมีความแจ่มชัด มีความซื่อตรง มีความงดงามโดยไม่เสแสร้ง ซึ่งตรงนี้เองที่ผมคิดว่าศิลปินไทยยังไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะบอกว่างานของศิลปินไทยหลายคนมักเทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อก็อาจจะถูกส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งคิดว่าภาพงานศิลปะจะต้องสอดแทรกเรื่องราวในการวิจารณ์สังคมอย่างเข้มข้น ซึ่งผมว่ามันไม่จำเป็นสำหรับงานทุกชิ้น ทว่างานที่ต้องการแสดงอารมณ์นั้น อารมณ์ของภาพจะต้องเข้มข้น ดังที่ Bomroya สามารถสำแดงภาพของเธอเต็มที่ผ่านศักยภาพของเธอ

ดูภาพแล้วจึงได้รู้ว่าศิลปินที่มาแสดงงานเป็นสาวชาวเกาหลีนามว่า Bomroya เมื่ออ่านสูจิบัตรเพิ่งรู้ว่าเมือวานเธอมาเปิดงานด้วยการแสดงดนตรี และไม่ต้องสงสัยเพลงที่เปิดเป็นบรรยากาศของงานแสดงภาพก็คือเพลงที่เธอร้องและแต่งร่วมกับเพื่อนนักดนตรี ไม่อยากเชื่อว่าความบังเอิญจะทำให้ได้รู้จักศิลปินคนนี้ พร้อมกันนั้นผมก็ได้ซื้อแผ่นซีดีเพลงที่เธอร้องติดมือมาฟังที่กรุงเทพฯด้วย

ผมยังนึกในใจว่าถ้ามีโอกาสอยากชักชวนให้เธอมาร่วมงานกับสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมสักหน่อย