Info

Posts from the Front End Category

บลูเรย์ดิสก์ พร้อมหรือยังที่จะลุย!

โดยนิวัต พุทธประสาท


ผมคิดว่าในช่วงปีใหม่ท่านผู้อ่านคงกำลังจด ๆ จ้อง ๆ เพื่อจ่ายเงินซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใหม่ตอนเงินโบนัสออกต้นปีเป็นแน่ แล้วสิ่งที่จดจ้องอยู่นานสองนาน เวียนไปชมไปดูหาข้อมูลจนเหงือกแทบจะแห้ง แต่ยังไม่สามารถตัดสินใจซื้อเสียทีนั่นก็คือเจ้าเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ดิสก์ หรือแสงสีน้ำเงินมหัศจรรย์นั่นเอง ที่ได้แต่จดจ้องแล้วยังไม่ซื้ออาจเป็นเพราะว่าฟอร์แมตใหม่นี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน ทำให้ผู้เล่นยังไม่มั่นใจว่ามันจะดีจริงหรือเปล่า แล้วมันจะอยู่นานแค่ไหน ขนาดแผ่นดีวีดีที่เราสะสมมาเกือบสิบปีจะกลายเป็นฟอร์แมตที่ตายแล้วแบบเทป VHS หรือไม่ ไม่อาจทำนายอนาคต รวมถึงราคาของมันทั้งตัวเครื่องเล่นทั้งตัวแผ่นยังมีราคาสูงมาก เมื่อเทียบกับราคาเครื่องเล่นดีวีดี-แผ่นดีวีดี ซึ่งเป็นที่นิยมยังไม่เสื่อมคลาย

แม้บลูเรย์ดิสก์เพิ่งผ่านสงครามฟอร์แมตวีดีโอความคมชัดสูงอย่าง High Definition (HD) ระหว่าง HD-DVD กับ BLU-RAY DISC แล้วผลก็ออกมาว่า HD-DVD ที่มีโตชิบาเป็นหัวหอกยอมยกธงขาวโดยปราศจากข้อแม้ แพ้ตั้งแต่ยังไม่ชักดาบรบกันอย่างรุนแรง เพราะทั้งสองค่ายคงรู้ว่าถ้ารบกันหนัก อาจจะพ่ายแพ้ทั้งคู่ และอาจจะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลจากการแข่งขันที่ไม่รู้อนาคต ขณะที่เจ้าแสงสีน้ำเงินแม้ได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทว่าในสนามการค้าของบลูเรย์ ก็ใช่ว่าจะปูด้วยกลีบดอกกุหลาบอย่างที่ใครอยากให้เป็น เพราะผ่านมาสองสามปีจำนวนแผ่นบลูเรย์ดิสก์ก็ยังผลิตออกมาไม่มากนัก ที่แย่ไปกว่านั้นจำนวนผู้ใช้ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดดแบบเครื่องรับโทรทัศน์พลาสมา หรือแอลซีดี

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ เรามาดูกันว่าสมควรที่จะก้าวกระโดดลงไปเล่นกับมันหรือไม่ หรือจะรอเวลาออกไปจนกว่าราคาของมันจะลดลงเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ของผลิตภัณฑ์อิเลคโทรนิค

อนาโตมีของบลูเรย์ดิสก์

บลูเรย์ดิสก์เป็นฟอร์แมตที่มีบริษัทคอมพิวเตอร์และสื่อบันเทิงชั้นนำของโลกร่วมกันพัฒนาขึ้นมาอาทิเช่น แอบเปิ้ล ฮิตาชิ เจวีซี เดลล์ แอลจี ฟิลิปส์ ซัมซุง มิตซูบิชิ โซนี่ ทอป์สัน ชาร์ป ทีดีเค เฮชพี วอลท์ดิสนีย์ วอร์เนอร์บราเทอร์ ไพโอเนีย เป็นต้น

ดีวีดีโดยทั่วไปอ่านและบันทึกข้อมูลด้วยลำแสงเลเซอร์สีแดง แต่สำหรับบลูเรย์ดิสก์อ่านและบันทึกข้อมูลด้วยเลเซอร์สีน้ำเงิน กระนั้นแม้จะใช้ลำแสงสีน้ำเงินม่วงก็ตาม ทว่าบลูเรย์สามารถใช้ลำแสงร่วมกับซีดีและดีวีดีได้อย่างง่ายดาย เพราะมีหน่วยจับสัญญาณที่ตรงกัน ทว่าบลูเรย์ดิสก์ได้เปรียบตรงที่ว่ามีความยาวคลื่นที่สั้นกว่าเลเซอร์แดง 405 nm ต่อ 650 nm ทำให้เกิดความแม่นยำในการโฟกัสสูงกว่า และทำให้การบีบอัดข้อมูลได้แน่นขึ้นโดยใช้เนื้อที่ที่น้อยกว่า ซึ่งทำให้บรรจุข้อมูลได้มากกว่าแม้จะมีขนาดเท่ากับซีดีหรือดีวีดี พร้อมกับเปลี่ยนจำนวนช่องรับแสงเป็น 0.85

บลูเรย์หรือที่เรียกกันว่าบลูเรย์ดิสก์เป็นชื่อเรียกของฟอร์แมตรุ่นใหม่ของออปติกดิสก์ ฟอร์แมตดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบันทึกแสดงผลไฟล์วีดีโอในระบบ HD หรือไฮเดฟ มีความจุข้อมูลอยู่ที่ 25 GB ในแบบแผ่นซิงเกิลเลเยอร์ หรือมากกว่าดีวีดีถึงห้าเท่า ขณะที่แผ่นดูอัลเลเยอร์มีความจุอยู่ที่ 50 GB ซึ่งความจุดังกล่าวทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างจุใจ ควมจุระดับ 50 GB นั้นสามารถบันทึกไฟล์วีดีโอระดับไฮเดฟได้นานกว่าเก้าชั่วโมง หรือถ้าเป็นไฟล์ดีวีดีทั่วไปบรรจุถึง 23 ชั่วโมง ส่วนความเร็วในการอ่านข้อมมูล และในการบันทึกข้อมูลของแผ่นบลูเรย์ หากใช้ความเร็วที่ 1X จะมีความเร็วอยู่ที่ 36 MB ต่อวินาที ขณะที่มาตรฐานการอ่านภาพยนตร์ในฟอร์แมตนี้ข้อมูลขั้นต่ำอยู่ที่ 54MB ต่อวินาที จึงเป็นไปได้ว่าความเร็วของบลูเรบ์ดิสก์ที่ใช้อยู่ ใช้ความเร็วอยู่ที่ 2X ซึ่งเป็นความเร็ว72MB ต่อวินาที ทั้งนี้ศักยภาพของแผ่นบลูเรย์นั้นมีมากกว่านี้ ซึ่งความเร็วสูงสุดทำได้ได้ถึง 12X 432MB ต่อวินาที

ส่วนไฟล์วีดีโอที่รองรับสำหรับแผ่นบลูเรย์ดิสก์คือ MPEG-2, MPEG-4 AVC, SMPTE CC-1 (เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของไมโครซอร์ฟมีเดีย วิดีโอ WMV) และไฟล์เสียงสามารถรองรับ Linear PCM (LPCM), Dildy Dugutal 5.1 Channel, Dolby Digital Plus 7.1 Chanel , Dolby TrueHD (Lossless Encoding) , DTS Digital Surround, DTS-HD High, DTS-HD Master Audio

ไฟล์ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งภาพและเสียงทำให้สตูดิโอ หรือค่ายหนังที่ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ตัดสินใจที่จะนำหนังเรื่องนั้น ๆ ของตนผลิตออกมาเป็นแผ่นบลูเรย์เพื่อขายออกสู่ตลาด ซึ่งถ้าแผ่นไม่รองรับความจต้องการของค่ายหนัง ต่อให้มีคุณภาพดีเลิศเพียงใดก็ไม่มีผู้ผลิตแผ่นออกมา แม้ในเวลานี้ค่ายหนังบางแห่งก็ยังไม่เดินหน้าผลิตหนังบลูเรย์ดิสก์อย่างเต็มตัว

บลูเรย์ลุยดีไหม

ทุกวันนี้เทคโนโลยีแล่นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์หรือไฟล์ดิจิตอล มีเรื่องพูดกันเล่น ๆ ว่า คอมพิวเตอร์ซื้อในวันนี้ตื่นนอนวันรุ่งขึ้นก็ตกรุ่นเสียแล้ว คำพูดนี้เป็นความจริงอย่างไม่น่าเชื่อ และมันได้ลามมาถึงผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทันสมัยอาทิเช่นโทรทัศน์จอพลาสมา โทรทัศน์แอลซีดี เครื่องเล่นดีวีดี จนมาถึงยุคไฮเดฟที่นำเรือธงด้วยเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ น่าใจหายว่าทั้งเทคโนโลยีและราคาต่างเดินสวนทางกันอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อสองปีที่แล้วราคาโทรทัศน์จอพลาสมาขนาดสี่สิบนิ้วความคมชัดระดับกลาง ๆ ต้องกำเงินสด ๆ ราคาเหยียบแสนไปซื้อ ทว่าทุกวันนี้มีเงินไม่ถึงสามหมื่นก็สามารถเป็นเจ้าของได้ แถมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ออฟชั่นมากขึ้น สเปคที่ดีขึ้น รวมถึงครอบคลุมการใช้งานได้หลากหลาย

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนซื้อต้องพะวักพะวงว่าเมื่อจ่ายเงินจำนวนนี้แล้วยังแพงอยู่หรือไม่ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องชาชินกับมันไปแล้ว แต่สำหรับคนชอบดูหนังฟังเพลงย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องพบกับเหตุการณ์ที่มีฮาร์ดแวร์ใหม่มาให้เล่น ถือเป็นการซื้อความบันเทิงที่ต่อเติมเข้ามาในชีวิต เป็นการตอบสนองความอ่อนล้าหลังการทำงานอันหนักเหนื่อย ไม่ต้องถ่อรถถ่อเรือไปต่อแถวซื้อตั๋วหนังในราคาแพง แถมได้รับบริการที่แสนจะน้อยนิด ไม่นับว่าต้องไปนั่งดูโฆษณาก่อนหนังฉายเกือบครึ่งชั่วโมง (ตกลงซื้อตั๋วไปดูโฆษณาหรือไง) ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือโรงหนังบางโรงคุณภาพไม่มีมาตรฐาน ภาพเบลอร์ เสียงห่วย แล้วถ้าถูกหวยไปเจอหนังขาดกลางเรื่อง ต้องนั่งรอเกือบห้าถึงสิบนาที เสียทั้งอารฒณ์เสียทั้งเวลา จะเดินออกจากโรงก็ขี้เกียจไปทะเลาะขอเงินคืนกับคนขายตั๋ว แล้วต้นทุนในการดูหนัง

ทางเดียวคือดูหนังที่บ้าน ค่อย ๆ สร้างโฮมเธียเตอร์น้อย ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้นก่อนจะเข้าสู่โฮมเธียเตอร์ดิจิตอลความละเอียดสูง ลองสำรวจดูว่าเราพร้อมแค่ไหนต่อการเข้าสู่โลกไฮเดฟ

ประการแรกจอโทรทัศน์ของเราไม่ว่าจะเป็นพลาสมาหรือแอลซีดี รองรับระบบภาพ Full-HD หรือ Ready-HD หรือไม่ ถ้าโทรทัศน์ของท่านเป็น Full-HD ก็พร้อมที่จะเล่นกับแผ่นบลูเรย์ดิสก์ได้เลย แต่ถ้ายังเป็น Ready-HD ลองสอบถามไปยังตัวแทนจำหน่ายเพื่ออัพเกรดเครื่อง (แต่ถ้าไม่อัพเกรดก็เล่นได้ครับ ทว่ามันก็ยังไปไม่สุดอย่างที่เราต้องการ) กระนั้นโทรทัศน์จอสลิมรุ่นใหม่ ๆ นั้นรองรับ Full-HD จนเกือบหมดแล้ว จะมีเฉพาะโทนทัศน์ค้างสต๊อคเท่านั้นที่ยังเป็น Ready-HD (ดังนั้นก่อนซื้อโทรทัศน์ลดราคา-โปรโมชั่น หากราคาถูกเกินไปควรขอดูสเปคก่อนซื้อเพื่อจะได้ไม่ซื้อของตกรุ่นที่ไม่อาจจะยอมรับได้)

ประการที่สองโทรทัศน์ของท่านผู้อ่านมีความละเอียดในการแสดงผลภาพขนาด 1,920X1,080 Pixels และควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีช่องต่อ HDMI อย่างน้อยหนึ่งชุด เพราะถ้ารายละเอียดภาพไม่รองรับภาพรายละเอียดสูง การเข้ามาเล่นแผ่นบลูเรย์ก็ไม่มีความจำเป็นมากนัก ดีวีดีอัพสเกลยังเป็นทางเลือกที่ดีเสมอสำหรับผู้เขียน

ประการสาม กำลังทรัพย์ในการจ่ายค่าซอร์ฟแวร์บลูเรย์ดิสก์มีมากแค่ไหน เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ราคาแผ่นบลูเรย์ดิสก์ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง และค่ายหนังยังไม่ปูพรมผลิตหนังออกมาเป็นบลูเรย์ดิสก์มากเท่าไหร่ทั้งหนังเก่าและใหม่ แต่ในอนาคตมีแนวโน้มว่าแผ่นบลูเรย์ดิสก์น่าจะก้าวเข้ามาแทนที่แผ่นดีวีดีแน่นอน

ถ้าท่านผู้อ่านมีทั้งสามประการครบถ้วนแล้ว และกำลังคันไม้คันมือ ก็ลุยกับเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ได้เลย เพราะในปัจจุบันราคาเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์นั้นมีแนวโน้มต่ำลงเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวเครื่องก็ดีขึ้น เรื่องเทคโนโลยีล้ำยุค หรือตามเทคโนโลยีเป็นเรื่องเล็กครับ เพราะสุดท้ายก้ต้องเก่าลงอยู่ดี

ที่สำคัญก็คือโทรทัศน์พลาสมาและแอลซีดีที่เราซื้อไปใช้จะได้ใช้ได้อย่างคุ้มค่าเสียที เพราะดูหนังจากเคเบิล ดาวเทียม หรือสัญญาณภาพฟรีทีวีบ้านเรายังไม่ปล่อยสัญญาณคุณสูงมาให้ชม เท่ากับเราซื้อรถเฟอร์ราลีมาวิ่งบนถนนฝุ่นก็ไม่ผิด ดังนั้นการเล่นแผ่นบลูเรย์ดิสก์จึงเท่ากับเราได้ใช้เครื่องรับโทรทัศน์แสนแพงของเราได้อย่างคุ้มค่า หรือถ้าหากใครคิดว่ายังไม่พร้อมที่จะลุย การรอให้เทคโนโลยีสูงขึ้นทว่าราคาต่ำลงนั้นก็ยังไม่เสียหาย แต่ถ้าจะถามว่าก้นเหวของเทคโนโลยีสูงสุดอยู่ที่ไหน ผมตอบได้ทันทีว่าไม่มี และการซื้อเครื่องเผื่ออนาคตนั้นก็ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด การซื้อเทคโนโลยีรุ่นใหม่ไม่อาจะมองที่ตัวนวตกรรมเพียงอย่างเดียว ต้องรวมปัจจัยอื่น ๆ เข้าไปด้วยโดยเฉพาะกำลังทรัพย์ ที่ไม่ทำให้เดือดร้อนต่อการดำรงชีพ มิเช่นนั้นอาจจะเป็นราชาเงินผ่อน ที่วิ่งไล่ตามเทคโนโลยีไม่รู้จบ

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง DVD และ Blu-Ray

Specifications Blu-Ray DVD
ความจุ 25 GB (Single Layer)

50 GB (Dual Layer)

4.7 GB (Single Layer)

8.5 GB (Dual Layer)

ความยาวคลื่น 405 nm (Blue Laser) 650 nm (Red Laser)
ช่องรับแสง 0.85 0.6
เส้นผ่าศูนย์กลางของแผ่น 120 mm 120 mm
ความหนาของแผ่น 1.2 mm 1.2 mm
เลเยอร์เคลือบ 0.1 mm 0.6 mm
เคลือบแข็ง เคลือบ ไม่เคลือบ
ระดับการยก 0.32 µm 0.74 µm
อัตราการโอนถ่ายข้อมูล (Data) 3.6 Mbps (1x) 11.08 Mbps (1x)
อัตราการโอนถ่ายข้อมูล (Video/audio) 54.0 Mbps (1x) 10.08 Mbps (1x)
รายละเอียดภาพสูงสุด 1920×1080 (1080p) 720×4580/720×576
Bit Rate ภาพสูงสุด 40.0 Mbps (480i/576i) 9.8 Mbps
รองรับไฟล์วีดีโอ MPEG-2

MPEG-4

SMPTE VC-1

MPEG-2
รองรับไฟล์เสียง Linear PCM

Dolby Digital

Dolby Digital Plus

Dolby Digital True HD

DTS Digital Surround

DTS-HD

Linear PCM

Dolby Digital Digital

DTS Digital Surround

Interactive BD-J DVD-Video

ทดสอบ Phono Preamp 12ax7

โดยนิวัต พุทธประสาท

หนังสือ Electronics Handbook ฉบับที่ 148 เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ได้ลงบทความการสร้าง Phono Preamp หลอดเอาไว้ ซึ่งในบทความดังกล่าวของกองบรรณาธิการ EH ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วละครับ แต่วาระนี้ผมขอนำกลับมาฉายซ้ำ แต่ไม่ได้ฉายซ้ำในรูปแบบเดิม แต่เป็นการทดสอบการเล่นจากการใช้งานจริง การปรับแต่ง รวมถึงการทดสอบแนวเสียงที่ Phono Preamp ตัวนี้แสดงออกมาด้วย ในฐานะที่เป็นคนชอบฟัง ชอบจับโน่นจับนี่มาเล่น ภาษาคนมือซนอยู่ไม่สุข แม้ว่าบทความจะลงมาร่วมปีแล้วก็ตาม แต่ Phono Preamp เป็นหนึ่งในชุดเครื่องเสียงที่ไม่มีวันเชย หรือตายไปได้เลย โดยเฉพาะคนรักแผ่นเสียง ผู้คล่งไคล้เสียงในแบบอนาล็อคแท้ ๆ

Phono Preamp 12ax7

โฟโนปรีแอมป์ตัวนี้เป็นโฟโนปรีแอมป์หลอด โดยใช้หลอดเบอร์ 12ax7 จำนวนสามหลอด โดยแบ่งการทำงานของวงจรออกเป็น 3 สเตจ โดยสองสเตจแรกทำหน้าที่เป็นวงจรปรีแอมป์ขยายสัญญาณจากหัวเข็ม ส่วนสเตจที่สามเป็นวงจรบัฟเฟอร์ การออกแบบนี้ถือเป็นความชาญฉลาดเป็นอย่างมาก เพราะจะได้สัญญาณเอาท์พุตที่มีความแรงพอเพียงต่อการนำสัญญาณไปขยายในภาคอินทิเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ผ่านพาวเวอร์แอมป์ โดยยังรักษาความมีเสถียรภาพในการทำงานเอาไว้โดยไม่มีผลต่อการต่อสายสัญญาณที่ยาวเกินไป ที่สำคัญสัญญาณที่มาจากหัวเข็มนั้นจะมีระดับเบา ดังนั้นการออกแบบโฟโนปรีแอมป์จะต้องเข้าใจการทำงานของหัวเข็มเป็นอย่างดี โฟโนปรีแอมป์ 12ax7 ตัวนี้ใช้ได้กับหัวเข็มในแบบ Moving Magnet หรือหัวเข็มแบบ Moving Coil Hight Output หัวเข็ม MC Hight หัวเข็มแบบนี้มีสัญญาณแรงประมาณ 1.6-2.5 mV ซึ่งเพียงพอต่อการขยายผ่านโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้

ตอนที่เครื่องส่งมาให้ทดสอบ ยังอยู่ในห่อพลาสติกซีลอย่างดี แสดงว่ามันไม่เคยผ่านการใช้งาน ผมแกะพลาสติกออกสำรวจภายนอกแล้วการประกอบเครื่องภายนอกนั้นแข็งแรงดีมาก มีเพียงจุดเดียวคือตรงหัว RCA หรือหัวสายสัญญาณมีคราบออกไซด์จับอยู่ แสดงว่าเก็บไว้นานจนออกซิเจนทำปฏิกิริยากับทองแดง ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงครับเพียงแต่ใช้น้ำยาเช็ดคราบออกไซด์ออกก็กลับมาเงางามเหมือนเดิม

หลังจากสำรวจภายนอกเรียบร้อยแล้ว ผมจึงเปิดฝาเครื่องออก เพื่อดูว่าด้านในลงอุปกรณ์เอาไว้อย่างไรบ้าง เมื่อเปิดฝาเครื่องพบว่าอุปกรณ์ได้รับการเรียงมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รีซีสเตอร์น่าจะเป็นรีซีสเตอร์รอยัลค่าผิดพลาด 1% ซึ่งใช้ทั่วไปในเครื่องเสียง ส่วนภาคจ่ายไฟคาปาซิเตอร์ก็อยู่ในมาตรฐาน และในส่วนคาปาซิเตอร์คลัปปิ้งใช้ WIMA แบบ MPK ซึ่งเครื่องไฮเอนด์ทั้งหลายของไทยเทศก็นิยมใช้ สายสัญญาณขาเข้าออกเดินสายอย่างเรียบร้อย หม้อแปลงเป็นแบบเทอร์รอยด์ลูกใหญ่พอสมควร IEC หรือปลั๊กไฟเข้าใช้แบบที่มีตัวกรองไฟ ซึ่งจุดนี้มีข้อดีคือช่วยกรองไฟให้เดินราบเรียบ แต่ข้อเสียก็คือถ้าบ้านไม่มีระบบกราวด์ที่ถูกต้องอาจจะมีอาการจี่เกิดขึ้นที่ตัวกรองไฟได้ แล้วถ้าใช้เครื่องไปนาน ๆ เจ้าเครื่องกรองไฟตัวนี้อาจจะเสื่อมคุณภาพลงได้ (แต่ส่วนใหญ่อาจจะเบื่อเสียงก่อนคุณภาพเสื่อมอีกนั่นแหละครับ) มีเพียงจุดเดียวที่ผมไม่ค่อยชอบก็คือเจ้า RCA หรือปลั๊กเสียบสายสัญญาณตัวล่างมันชิดกับหม้อแปลงเทอร์รอย ถ้าสามารถขยับหม้อแปลงออกมาได้หน่อยหนึ่งจะสวยงามมาก แต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งานครับ เป็นเพียงจุดเล็กที่แก้ไขได้

ภายในเครื่องจัดวางอุปกรณ์เรียบร้อย

ส่วนหลอดที่ให้มากับเครื่องเป็นหลอด 12ax7b ของจีนแดง อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยพร้อมใช้งาน ว่ากันว่าหลอดจีนแดงเสียงก็ไม่เลวร้ายอะไร เพียงแต่อายุการใช้งานอาจจะสั้นกว่าหลอดยุโรป แต่สำหรับหลอด 12ax7 นั้นต่อให้เปิดใช้งานตลอดวันตลอดคืนกว่าหลอดจะเสื่อสภาพก็ใช้เวลานานหลายปี อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นคือเราอาจจะเบื่อเสียงของมันก่อนที่มันจะพัง

เริ่มต้นใช้งาน-เบิร์นอิน

เริ่มต้นใช้งานโดยการต่อสายสัญญาณมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง สำหรับโทนอาร์มของเรก้าจะไม่มีสายดิน เพราะตัวสายดินเชื่อมต่อลงไปในสายกราวด์ของการาวด์สายสัญญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องต่อสายกราวด์ไปยังตัวโฟโนปรีแอมป์อีก (เพราะถ้าต่อลงไปจะทำให้กราวด์ลูปได้ ผลคือเสียงจี่ดังนั่นเอง) แต่สำหรับโทนอาร์มอื่น ๆ จะมีตัวสายกราวด์ก็ให้ต่อสายกราวด์ลงที่กราวด์ของโฟโนปรีแอมป์ จากนั้นก็เสียบสายสัญญาณขาออกไปยังอินทิเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ กรณีซิสเต็มของผมใช้สายสัญญาณต่อไปยังปรีแอมป์ แล้วจากปรีแอมป์ไปยังพาวเวอร์แอมป์

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าเครื่องเสียงโดยเฉพาะแอมป์หลอด การเบิร์นอินในระยะเวลาที่เหมาะสมจึงจะทำให้การทำงานของเครื่องพร้อมใช้งาน ซึ่งโดยมากอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเบิร์นอินประมาณ 50-100 ชั่วโมง บางท่านอาจจะรู้สึกว่าทำไมการฟังเพลงมันยุ่งยากอย่างนั้น แต่ผมคิดว่านี่คือหนึ่งในความสนุกของการเล่นเครื่องเสียงเลยละครับ เพราะในช่วงระยะเวลายี่สิบชั่วโมงแรกของการฟังนั้นเราจะเห็นพัฒนาการของเครื่องเดินไปสู่จุดที่นิ่งที่สุดของศักยภาพเครื่องเสียงที่เราใช้

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาดหมาย เมื่อผมเสียบปลั๊กไฟเข้าไป เปิดสวิสซ์ไฟ ดวงไฟ LED สีฟ้าส่องสว่างที่ด้านหน้าตัวเครื่อง หลอดทั้งสามหลอดค่อย ๆ สุกสว่างอย่างช้า ๆ จากนั้นรอให้ไฟเดินทั่ววงจรประมาณสองสามนาทีจึงค่อย ๆ วางหัวเข็มลงบนแผ่นเสียง ก่อนวางหัวเข็มลงบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง ผมใช้หูทาบที่ลำโพงทั้งสองข้างปรากฏว่าไม่มีเสียงจี่เสียงรบกวนแต่อย่างใด ถือว่าเงียบสงัดเป็นอย่างมาก ถ้าเปรียบเทียบโฟโนปรีแอมป์หลอดอื่น ๆ ที่ผมเคยสัมผัสและใช้งานมา ตัวนี้มีความเงียบสงัดสูงที่สุด ในเริ่มแรกเมื่อฟังเพลงจากแผ่นที่คุ้นเคยผมพบว่าโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้ดีกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก (อาจเป็นเพราะไม่ได้คาดหวัง จึงพบว่ามีของดีอยู่ตรงหน้านี่เอง) แต่เมื่อตั้งใจฟังอย่างจริงพบว่าเสียงของมันออกจะเจิดจ้าเป็นอย่างมาก เสียงกลางพุ่งไปข้างหน้า เมื่อเร่งโวลุ่มดังขึ้นก็พบว่าฟังไปนาน ๆ มีสิทธิ์หูล้า อาการแบบนี้เป็นเพราะเครื่องเพิ่งจะเปิดการใช้งาน สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือเบิร์นมันไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา ไม่สามารถเร่งให้มันเข้าที่เข้าทางด้วยวิธีอื่น

หลังเบิร์นอิน-ปรับแต่งโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการรื้อเครื่อง-ทดสอบอย่างจริงจัง

ผมใช้เวลาเบิร์นอินโฟโนปรีแอมป์ประมาณ 50 ชั่วโมง ก็พบว่าเสียงเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะเสียงกลางที่แผดจ้านั้นเริ่มจะอยู่ในร่องในรอย แต่ยังมีอยู่บ้างสำหรับบางแผ่นที่บันทึกมาไม่ค่อยดี กระนั้นการเปิดฟังนานชั่วโมงมากขึ้นก็ทำให้พบว่ายังต้องเบิร์นต่อเพื่อให้ได้เสียงที่นิ่งที่สุดจนกว่าจะครบหนึ่งร้อยชั่วโมง (ทำไมต้อง 100 ชั่วโมง ผมคิดว่าเวลานั้นมาถึง เราก็จะลืมไปแล้วว่าเราใช้ไปนานขนาดไหน)

แอมป์หลอดเป็นเครื่องเสียงที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งก็คือ มันสามารถปรับแต่งได้โดยไม่ต้องรื้อเครื่อง ด้วยการเปลี่ยนหลอดยี่ห้อต่าง ๆ ใส่เข้าไป หลังจากฟังหลอดจีนที่ติดมากับเครื่องแล้ว พบคิดว่าถ้าเปลี่ยนหลอดเป็นอเมริกันบ้างก็น่าจะช่วยให้เสียงที่เจิดจ้าลดลงได้บ้าง ผมมีหลอดเบอร์ 12ax7 ยี่ห้อ GE, Sylvania, ซึ่งผลิตในอเมริกา จึงลองเปลี่ยนหลอดจีนแดงออกมา แล้วใส่หลอด GE เข้าไปแทน ต้องบอกว่าการเปลี่ยนหลอดช่วยลดเสียงที่เจิดจ้าลงได้มากครับ เป็นอันว่าหลอดจีนแม้จะมีเสียงที่โดดเด่นก็จริง แต่ในเรื่องความนุ่มนวลแล้วยังสู้หลอดยุโรปอเมริกาไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าแอมป์ของท่านผู้อ่านเสียงออกทุ้ม หลอดจีนอาจจะแมตชิ่งก็ได้นะครับ อันนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักตายตัว

ด้านหลังเครื่อง

แต่เท่านั้นยังไม่พอ ผมยังมีหลอด 5751 ซึ่งเป็นหลอดที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ 12ax7 ทุกประการยกเว้นแรงดันต่ำกว่าหน่อยหนึ่ง แต่สามารถเสียบแทนกันได้ หลอดเบอร์ 5751 ส่วนใหญ่เป็นหลอดเกรดทหาร มีผลิตอยู่สองสามยี่ห้อ ที่ผมมีอยู่ในมือคือ GE กับ Sylvania จากการทดสอบผมชอบเสียงของ Sylvania มากกว่า

เมื่อเปลี่ยนหลอดเป็น 5751 Sylvania ทั้งสามหลอดแล้ว ถึงเวลาทดลองฟังอย่างจริงเสียทีครับ

แผ่นเสียงแผ่นแรกที่ผมนำมาใช้ทดสอบเสียงทุกครั้งเพื่อเช็คว่าเสียงเป็นอย่างไรก็คือ แผ่น Sonny Rollins ชุด Way Out Westซึ่งเป็นแผ่นเพลงแจ๊สในแบบทรีโอ เครื่องดนตรี 3 ชิ้น ประกอบไปด้วยแซกโซโฟน เบส และกลอง ในการทดสอบครั้งนี้ผมฟังเสียงแซกโซโฟนจากอัลบัมนี้ เสียงแซกโซโฟนเล่นโดยซันนี่ โรลลิง จะมีลักษณะหนาและใหญ่ โดยปกติแผ่นชุดนี้จะให้เสียงกลางจนถึงกลางทุ้มที่ยอดเยี่ยม ซึ่งโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้ให้เสียงกลางทุ้มได้ครบถ้วนเสียงที่ได้มีน้ำหนัก เหมือนเสียงแซกฯ ของซันนี่มาเล่นตรงหน้า ขณะเดียวกันเสียงดับเบิ้ลเบส ก็มีน้ำหนักหนาใหญ่แต่ผ่อนคลายกว่า เป็นเสียงดับเบิ้ลเบสจริง ๆ แม้ว่าเสียงเบสจะไม่ลงลึกมากเท่าไหร่แต่ปรีโฟโนตัวนี้ก็ทำออกมาได้ดี อาจเป็นเพราะหัวเข็มที่ผมใช้เป็นแบบ MC Hight ส่วนเสียงกลองและเสียงฉาบนั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านไปได้อย่างสบาย

แผ่นเสียงแผ่นที่อสงที่ผมนำมาใช้ทดสอบ ผมลองแผ่นโฟร์คร็อคอมตะ Neil Young ชุด Harvest ซึ่งเป็นแผ่นที่ผลิตในอเมริกาประมาณปี 1975 ซึ่งเป็นธรรมดาไม่ใช่แผ่น Audiophile แต่ประการใด ในแทรคแรกเพลง Out on the Weekend ไม่ผิดหวังครับ เสียงกลองกระเดื่องในเพลงนี้กระหึ่มลึกจนน่าทึ่ง เสียงของนีล ยังในวัยหนุ่มสะกดให้ต้องฟังอย่างมีเสน่ห์ ตามด้วย Harvest เพลงเด่นในอัลบัมเสียงPedal stell guitar คมชัดสมราคากับการเป็นโฟโนหลอด ส่วนเพลงเด่น Heart of Gold ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เสียงของแผ่นเสียงทำได้ดีกว่าแผ่นซีดีหลายเท่า

ส่วนแผ่นสุดท้าย ผมลองกับแผ่นเพลงคลาสสิกหลาย ๆ แผ่นปรากฏว่าเสียงที่ได้มีลักษณะวงที่ใหญ่ ให้รายละเอียดของเสียงเพลงได้ดี

เกินคาดหมายมากครับสำหรับโฟโนปรีแอมป์ตัวเล็ก ๆ ตัวนี้ หรือเป็นเพราะว่าผมไม่ได้คาดหมายกับมันมากเท่าที่ควร จึงไม่มีแรงกดดันในการฟัง สิ่งที่ผมคิดเอาไว้ก็คือโฟโนตัวนี้ยังสามารถรีดเร้นคุณภาพของมันออกมาได้อีกสักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อย่างแรกก็คือมันยังสามารถหาอุปกรณ์ภายนอกมาเสริม อย่างเช่นวางเครื่องบนทิปโท สายสัญญาณที่นำมาเสียบมีผลต่อเสียงทั้งขาเข้าขาออก ฟิวส์ สายไฟ ประการที่สองปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในบางตัวอย่างเช่น ซีคัปปลิ้งค่าต่าง ๆ (0.01 µF, 0.1 µF และ 0.47 µF) ซึ่งผมคิดว่าถ้าได้ซีคัปปลิ้งคุณภาพเยี่ยม น้ำเสียงของมันจะเปลี่ยนไปในทางที่อบอุ่นขึ้น อย่างที่สองเปลี่ยนสายเดินสัยญาณภายในใหม่ และสุดท้ายเปลี่ยนขั้วสัญญาณ

สรุปผลการทดสอบ จุดเด่นของโฟโนตัวนี้ก็คือเสียงที่มีรายละเอียดที่ดีในระดับที่คุ้มค่าราคา แม้จะไม่ได้เสียงหยุมหยิมของเสียงแหลม ทว่าเสียงกลางของมันโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าเทียบกับโฟโนตัวอื่น ในราคาระดับนี้ต้องบอกว่ามันคือโฟโนในระดับเริ่มต้นที่มีคุณภาพเต็มแก้ว ซึ่งคุณจะถพอใจใช้มันไปได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ หรือหาเครื่องที่แพงกว่านี้มาใช้

จุดด้อย นั้นไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ผมขอติตรงที่ไฟ LED สีฟ้ามันสว่างไปหน่อย ยิ่งเวลาดับไฟฟังเพลงยิ่งแยงตา (ผมต้องเอากระดาษไปบังไม่ให้แสงจ้าเกินไป อีกข้อก็คือเสียงที่คมบาดหูก่อนเบิร์นอาจจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีความเป็นหลอดเสียเท่าไหร่ แต่หลังจากเบิร์นแล้วเสียงคมบาดนั้นดีขึ้นเป็นลำดับ และการปรับแต่งเล็กน้อยด้วยหลอดที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงจุดสำคัญต่าง ๆ ก็จะช่วยให้มันนุ่มนวลชวนฟังจนคุณไม่สามารถลืมมันได้


ชุดอ้างอิงในการทดสอบ

Source

รุ่น

ปรีแอมป์หลอด

TS Audio: TS68 (Tubes 6922)

พาวเวอร์แอมป์หลอด

TS Audio: KB211 (Tubes 211, 2a3, 6sl7)

ลำโพง

Vienna Acoustic รุ่น Mozart

เครื่องเล่นแผ่นเสียง

Origin Live: Aurora MK2

โทนอาร์ม

OL1 (OEM by Rega: Rega RB201)

หัวเข็ม

Benz Micro: MC20E2: Output 2 mV

Phono Stage

PASS DIY Pearl Phono

เครื่องเล่นซีดี

NAD 525BEE

สายสัญญาณ

Cardas: Crosslink

Merrex Kable: Silver 1

Merrex Kable: Copper 1

สายลำโพง

Cardas: Twinlink

สายไฟ AC

AV Bestbuy: Twister

ชั้นวางเครื่องเสียงและขาตั้งลำโพง: เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม
โดย นิวัต พุทธประสาท

1.ชั้นวางเครื่องเสียง
หลายท่านอาจจะคิดในใจว่า (แต่เสียงดัง) ว่าทำไมเล่นเครื่องเสียงกันทีถึงได้มีเรื่องยุ่งยากจุกจิกมากมายอย่างนี้ ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือจุกจิกหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าคนที่เล่นกันอย่างจริงจัง หวังว่าการไม่มองข้ามเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้จะทำให้รีดเค้นประสิทธิภาพของเครื่องเสียงที่ตัวเองมี ไม่เว้นแม้แต่ Low End, Mid End หรือ Hi End ก็สามารถรีดเค้นประสิทธิภาพสูงสุดของเครื่องออกมาได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

อีกประเด็นคือ ถ้าเรารักชอบเสียงเพลงและชอบเล่นเครื่องเสียงแล้วละก็ การใส่ใจทุกรายละเอียดนั้น ทำให้การเล่นเป็นไปอย่างสนุก และมีความสุขเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งบางทีเรื่องบางเรื่องที่เล็กน้อย อาจจะทำให้เครื่องเสียงของเรายกระดับขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง

สำหรับบทนี้ผมขอเขียนถึงชั้นวางเครื่องเสียงและขาตั้งลำโพงสำหรับลำโพงวางหิ้ง
ผมมีความเชื่อว่าท่านที่เล่นเครื่องเสียงมือใหม่ อาจจะไม่ได้นึกถึงชั้นสำหรับวางเครื่องเสียงเสียเท่าไหร่ เพราะมีความเชื่อว่า เครื่องเสียงวางเอาไว้บนอะไรก็ได้ที่ไม่เปียกชื้นก็เป็นพอ แต่ความจริงแล้วอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไปนะครับ

ชั้นวางเครื่องเสียง

ชั้นวางเครื่องเสียง

ตามจริงแล้วเครื่องเสียงจะต้องวางในที่มั่นคง อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อการระบายความร้อนที่ดี โดยเฉพาะแอมป์คลาสเอ หรือแอมป์หลอด บางท่านชอบวางเครื่องเสียงซ้อน ๆ กันเป็นชั้นนั้น อาจจะทำให้เครื่องเสียหายได้โดยไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะแอมป์ หรือเครื่องเล่นซีดี ที่มีความไวต่อการกลไกในการทำงาน แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจะแยกให้แอมป์ตั้งอยู่เดี่ยว ๆ ส่วนเครื่องเล่นเทปหรือเครื่องเล่นซีดี นั้นควรจะให้เครื่องเล่นเทปวางอยู่ชั้นล่าง ส่วนเครื่องเล่นซีดีวางในส่วนที่อยู่บนสุด

บางท่านอาจจะซื้อตู้ หรือเฟอร์นิเจอร์มาวางเครื่องเสียง ผมมีความเห็นว่า ควรจะหาตู้แบบที่ไม่ต้องมีกระจก หรือถ้าแบบมีกระจกก็ควรจะให้ด้านหลังเปิดโปร่ง นอกจากช่วยระบายอากาศแล้ว เวลาที่จะต่อเชื่อมสายสัญญาณ ปลั๊กไฟ หรือเช็คสายจะทำได้ง่ายกว่าตู้ที่ปิดทึบ

ส่วนนักเล่นบางคนมีความเห็นว่า ชั้นวางเครื่องเสียงมีผลกับเสียงมากขนาดนั้นเลยหรือ ซึ่งความจริงแล้วมันมีผลครับ แต่จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับว่า System ของเรามีความละเอียดมากแค่ไหน มีครั้งหนึ่งผมได้เอาแอมป์หลอดไปฟังที่บ้านพ่อตาซึ่งอยู่เมืองกาญจนบุรี ที่บ้านไม่มีอะไรมาวางเครื่องเสียงเลย จึงวางเอาไว้กับพื้นกระเบื้อง เปิดเพลงฟังได้ไพเราะไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ฟังอัลบัมที่คุ้นเคยแล้วรู้สึกเสียงมันออกไปในทางอั้น ๆ และเปิดไปนาน ๆ มีเสียงรบกวนพอสมควร ตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นที่ระบบไฟบ้านต่างจังหวัดก็เป็นได้ หรือมีสาเหตุมาจากระบบกราวด์ไฟฟ้าที่ไม่ถูกต้อง จากนั้นผมก็ลองหากระดานไม้มาแผ่นหนึ่ง เอามาเป็นที่วางเครื่องแอมป์หลอด ปรากฏว่าเสียงเปิดโปร่งขึ้นกว่าเก่า และเสียงรบกวนก็หายเป็นปลิดทิ้ง ในคราวนั้นทำให้ผมเห็นอย่างชัดเจนว่าเครื่องเสียงวางอย่างตามมีตามเกิดมิได้ แต่ต้องใส่ใจกับรายละเอียดทุกอย่าง

รูปแบบการใช้งานของชั้นวาง ทำให้เครื่องเสียงจัดวางอย่างเป็นระเบียบ

รูปแบบการใช้งานของชั้นวาง ทำให้เครื่องเสียงจัดวางอย่างเป็นระเบียบ

ประเด็นต่อมา เครื่องเสียงหลอดส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักมาก และมีความร้อนสูง โดยเฉพาะแอมป์ซิงเกิ้ลเอนด์ด้วยแล้ว จะมีความร้อนมากกว่าแอมป์ทั่วไป รวมทั้งน้ำหนักตัวที่หนักอึ้งของเอาท์พุตเป็นปัญหาสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเล่นแอมป์ใหม่ ๆ อย่างแน่นอน แต่ความกังวลเหล่านี้จะหายไปหากเราทำความเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องเสียงให้ละเอียด และมองหาชั้นวางเครื่องเสียงมาใช้ โดยเฉพาะชั้นวางที่ผลิตขึ้นเพื่อเครื่องเสียงโดยตรง จะมีผลต่อคุณภาพเสียงและช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องในระยะยาวเป็นของแถม

เท่าที่ผมเคยลองวัสดุที่มาเป็นพื้นรองสำหรับวางเครื่องเสียง พบว่าวัสดุที่เหมาะสำหรับวางแอมป์ทั้งแอมป์หลอดและโซลิตสเตจคือ อะคิลิคแผ่นหนา ความหนาน่าจะประมาณสองเซ็นติเมตร เหตุที่อาคิลิคทำได้ดีที่สุดเพราะว่าความทนทาน การทนความร้อน ทำได้ดีไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่อะคิลิคทำได้เหนือกว่าวัสดุอื่นก็คือการสลาย “ความสั่นสะเทือนของคลื่น” (Resonant) นอกจากนั้นความสวยงามของอะคิลิคเองก็ทำให้การออกแบบชั้นวางทำให้เครื่องเสียงดูดีด้วย


วัสดุที่สองคือไม้เนื้อแข็ง วัสดุที่สามคือกระจก ส่วนสุดท้ายคือแผ่นหินอ่อนหรือแผ่นหินขัด

นอกจากวัสดุที่ทำเป็นฐานรองจะเป็นพระเอกแล้ว ขาวางชั้นเครื่องเสียงถือว่าไม่ใช่พระรองแต่เป้นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งทีเดียว ชั้นวางเครื่องเสียงชั้นดีมักจะต้องออกแบบมาให้ถ่ายเทน้ำหนักของเครื่องให้บาลานซ์กันทั้งชั้น ไม่ใช่กดทับน้ำหนักลงไปที่จุดใดจุดหนึ่ง บางเจ้าออกแบบขาเป็นสามขา บางเจ้าสี่ขา แต่ตัวรับน้ำหนักมีสามขา เหตุที่เป็นสามขา เพราะว่าเมื่อชั้นวางรับน้ำหนักเครื่องเสียง มันจะไม่ถ่ายเทน้ำหนักไปที่ขาใดขาหนึ่ง แต่จะแบ่งน้ำหนักไปทั้งสามขานั่นเอง ส่วท่านใดออกแบบเก่ง ๆ รองเอาไปทำดูนะครับ ชั้นวางเครื่องเสียงสวย ๆ ดี ๆ ในเมืองไทยยังมีคนผลิตน้อย และก่อนทำอย่าลืมติดสไปร์ซสำหรับปรับระดับได้ที่ขาด้วยนะครับ เพราะจะช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและปรับความเอียงได้ด้วย

2.ขาตั้งลำโพง
ผมคิดว่าหลายท่านที่มีห้องฟังเพลงเล็ก ๆ ก็มักจะซื้อลำพงวางหิ้งแบบสองทางไปใช้ บางท่านอาจจะไม่ไว้ใจพวกเซลล์ตามร้านเครื่องเสียง เพราะชอบขายของพ่วงมาเสมอ ขาตั้งลำโพงที่เขาเชียร์ให้ซื้อก็หลายสตางค์ บางรุ่นราคาเกือบเท่าลำโพง (ทำใจลำบาก) ก็เลยซื้อแต่ลำโพงมาก่อน จากนั้นก็เอามาวางกับชั้นวางตู้โชว์บ้าง วางบนโต๊ะเก้าอี้บ้าง หรือเอาไปวางใกล้ ๆ โทรทัศน์ บนชั้นวางทีวี (ระวังนะครับเพราะลำโพงบางรุ่นไม่ได้ชีลแม่เหล็กมา จะทำให้โทรทัศน์มีภาพวูบวาบได้)

ลำโพงวางหิ้งนั้นเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่นักเล่นระดับ Mid-End เพราะตัวเล็กหาที่วางง่าย แต่ความจริงแล้วเรื่องราวของมันไม่ได้ง่ายนักถ้าเราซื้อมาแต่ลำโพงโดยไม่มีขาตั้ง อย่างที่ผมกล่าวเอาไว้ข้างต้นคือราคาตัวลำโพงนั้นดูเหมือนไม่แพง แต่ถ้าบวกขาตั้งคุณภาพเข้าไปแล้ว มันมีราคาค่าตัวอยู่พอสมควร แต่ถ้าเราคิดว่าขาตั้งลำโพงไม่มีผลต่อเสียง ถือเป็นความคิดที่ผิดมหรรพ ผิดตั้งแต่เราเลือกซื้อลำโพงวางหิ้งมาใช้แล้ว เพราะคุณสมบัติของลำโพงเล็กคือรายละเอียดเสียงกลางและแหลมจะดีมาก แต่คุณภาพเหล่านั้นจะถูกรีดออกมาได้มาก ก็ต่อเมื่อมันอยู่ในสภาพและสภาวะที่ดีเยี่ยมเท่านั้น ดังนั้นลำโพงวางหิ้งถือเป็นงานที่หินกว่าลำโพงตั้งพื้นมาก ๆ แต่ทั้งนี้ไม่มีอะไรดีไปเสียหมด และยากไปเสียหมดครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราว่าจะใส่ใจกับรายละเอียดมากแค่ไหน

ขาตั้งลำโพงแบบวางหิ้ง

ขาตั้งลำโพงแบบวางหิ้ง

ขาตั้งลำโพงมีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ของยี่ห้อที่ผลิตลำโพง จนถึงขาตั้งที่ผู้ผลิตอิสระคิดค้นขึ้นมา ในที่นี้ผมขอนำเสนอขาตั้งที่ผู้ผลิตอิสระผลิตขึ้นมานะครับ เพราะมีราคาถูกกว่าและหาซื้อได้ง่ายตามบ้านหม้อก็มีอยู่หลายร้าน รวมถึงร้านขายเครื่องเสียงก็มีให้เลือกมากมาย ท่านที่มีฝีมือการช่างก็ยิ่งง่ายสะดวก แค่วัด ตัด เชื่อมและต่อก็ผลิตได้แล้ว

ตามมาตรฐานขาวางลำโพงส่วนใหญ่จะสูงประมาณ 24 นิ้ว เมื่อรวมสไปร์ซแล้ว เมื่อวางลำโพงลงไปแล้ว ทวีตเตอร์หรือลำโพงเสียงแหลมที่อยู่ด้านบนจะอยู่ในระดับเดียวกับหูของผู้ฟัง เมื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้นี่เอง
ส่วนขาตั้งลำโพงวัสดุส่วนใหญ่ที่นิยมคือแท่งเหล็กโปร่ง หรือไม้ บางเจ้าออกแบบเสาเดียว สองเสา สามเสา หรือหกเสา ขึ้นอยู่กับการออกแบบ ว่ากันว่าแต่ละแบบก็ให้ซุ่มเสียงที่ต่างกันไป สำหรับผมชอบแบบหกเสาเพราะดูมั่นคงที่สุด ส่วนพื้นรองลำโพงไม่ว่าจะเป็นไม้หรือเหล็กก็ได้ครับและน้ำเสียงก็ต่างกันแล้แต่ความชอบของแต่ละคน (ไม้ให้เสียงนุ่มนวล ส่วนเหล็กให้เสียงคมชัดรายละเอียดดี) บางเจ้าทำให้ขาลำโพงสามารถกรอกทรายลงไปได้ด้วย ทรายจะช่วยในการสลายคลื่นความสั่นสะเทือนนั่นเอง

บางคนเมื่อเลือกขาตั้งลำโพงได้แล้วมีการจูนเพิ่มเติมเช่นวางลำโพงบนทิปโทอีกที บางคนก็จูนด้วยดินน้ำมัน เอาไว้รองลำโพงกันตกกระแทก ก็แล้แต่ครับถ้าได้เสียงที่ดีขึ้นก็ไม่ว่ากันทำไปเลยครับ
สำหรับท่านที่มีลำโพงวางหิ้ง แต่ยังไม่มีขาตั้งลำโพง ลองดุนะครับ แล้วจดตั้งลำโพงตามแบบที่ผมนำเสนอไปในบทความที่แล้ว ผมเชื่อว่าท่านจะได้รับคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในซิสเต็ม (System) เดิมได้อย่างแน่นอน

ลำโพง : จุดเริ่มต้นของนักเล่นเครื่องเสียง

ลำโพงจาก Totem

ลำโพงจาก Totem

ทุกวันนี้มีเครื่องเสียงมากมายหลายยี่ห้อผลิตออกมาให้นักเล่นได้เสียเงินซื้อ และรองรับกับตลาดหลายระดับ ตั้งแต่โลว์เอนด์ มิดเอนด์ จนถึงไฮเอนด์ นักเล่นเครื่องเสียงมือเก่าคงไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะเลือกซื้อ หรืออัพเกรดชุดเครื่องเสียง ว่าจะซื้อหรือจะเปลี่ยนลำโพงอะไร แอมป์อะไร เครื่องเล่นซีดีแบบไหน แม้กระทั่งสายสัญญาณหรือสายลำโพงตัวใดจะเข้าชุดกับเครื่องที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมือใหม่การเลือกซื้อเครื่องเสียง เหมือนกับเดินเข้าไปในเขาวงกต ยิ่งอ่านหนังสือเครื่องเสียง ยิ่งสับสนว่าจะเลือกซื้อยี่ห้ออะไรแบบไหน เพราะมีตัวเลือกยิ่งมาก ก็มีหายข้อให้เลือก

ทุกวันนี้มีเครื่องเสียงมากมายหลายยี่ห้อผลิตออกมาให้นักเล่นได้เสียเงินซื้อ และรองรับกับตลาดหลายระดับ ตั้งแต่โลว์เอนด์ มิดเอนด์ จนถึงไฮเอนด์ นักเล่นเครื่องเสียงมือเก่าคงไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะเลือกซื้อ หรืออัพเกรดชุดเครื่องเสียง ว่าจะซื้อหรือจะเปลี่ยนลำโพงอะไร แอมป์อะไร เครื่องเล่นซีดีแบบไหน แม้กระทั่งสายสัญญาณหรือสายลำโพงตัวใดจะเข้าชุดกับเครื่องที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมือใหม่การเลือกซื้อเครื่องเสียง เหมือนกับเดินเข้าไปในเขาวงกต ยิ่งอ่านหนังสือเครื่องเสียง ยิ่งสับสนว่าจะเลือกซื้อยี่ห้ออะไรแบบไหน เพราะมีตัวเลือกยิ่งมาก ก็มีหายข้อให้เลือก


ดังนั้นก่อนที่จะเลือกซื้อเครื่องเสียงสักชุด นอกจากจะศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของสินค้าแล้ว สิ่งที่นักเล่นต้องรู้กับด้วยว่าตัวเราเองนั้นชอบอะไรแบบไหน สำหรับบทความนี้มือเก่าในเรื่องเครื่องเสียงอาจจะผ่านไปเลยก็ได้นะครับ เพราะผมตั้งใจที่จะปูพื้นให้ผู้อ่านที่เป็นมือใหม่ มีความเข้าใจตรงกันก่อน เหมือนการปรับฐานด้านความคิดให้มีเท่ากัน เมื่ออ่านในบทความต่อ ๆ ไปก็จะสามารถทำความเข้าใจได้ตรงกัน และง่ายที่จะทำความเข้าใจเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจเล่นเครื่องเสียงอย่างถูกวิธีมีระบบ จะได้ไม่มีปัญหาที่พบบ่อย ๆ คือ “ทำไมฟังที่ร้านแล้วเสียงดี แต่พอยกกลับมาฟังที่บ้าน เสียงที่ได้ไม่เหมือนกับฟังที่ร้าน”

บทความนี้ผมจะเริ่มจาก Sound System ก่อนว่า ในชุดเครื่องเสียงของเรา เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งไหนเป็นลำดับแรก แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจว่าชุดเครื่องเสียงประกอบด้วยอะไรก่อน

1.ลำโพง 2.แหล่งขยายสัญญาณ เช่นอินทิเกรตแอมป์ หรือ พาวเวอร์แอมป์+ปรีแอมป์ 3.แหล่งกำเนิดโปรแกรม เช่นเครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นเทป เครื่องรับคลื่นวิทยุ 4.สายเชื่อมสัญญาณและสายลำโพง

Sound System ส่วนใหญ่ก็จะมีอุปกรณ์หลัก ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็ไม่สามารถจะฟังเพลงหรือดนตรีใด ๆ ได้ ถ้าถามผมว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากน้อยกว่ากัน ผมให้ความสำคัญทั้งสี่หัวข้อเท่าเทียมกัน ผมมีความเชื่อว่าอุปกรณ์หลักนั้นถ้ามีส่วนใดด้อยคุณภาพไปตัวใดตัวหนึ่ง ก็จะทำให้ชุดเครื่องเสียงของเรามีแสดงศักยภาพได้ไม่เต็มที่ หมายความว่า ต่อให้นักเล่นลงทุนกับลำโพงที่ดีที่สุด แต่ถ้าใช้แอมป์ที่พอขับเสียงได้ คุณก็ไม่สามารถได้ยินเสียงที่ดีที่สุดของแหล่งดนตรีนั้น ๆ จากลำโพงที่คุณลงทุนไป หรือถ้าลงทุนกับลำโพงกับแอมป์ที่มีคุณภาพ แต่แหล่งกำเนิดโปรแกรมของคุณเป็นเครื่องเล่นจากจีนแดงราคาถูก ก็คงไม่สามารถถ่ายทอดเสียงที่ดีออกมาได้เช่นกัน

ลำโพงเวียนนาอคูสติก ที่นักเล่นเครื่องเสียงหลอดโหยหา

ลำโพงเวียนนาอคูสติก ที่นักเล่นเครื่องเสียงหลอดโหยหา

แต่ว่าในชุดเครื่องเสียง “ลำโพง” เป็นตัวเดียวที่จะแสดงบุคลิกของเสียงได้ชัดเจนที่สุด มีนักเล่นเจนจัดท่านหนึ่งบอกว่า การเปลี่ยนลำโพง เท่ากับการเปลี่ยนบุคลิกของเสียงที่เราจะได้จากชุดเครื่องเสียงเดิม ๆ ของเรา ดังนั้นถ้าจะอัพเกรด การอัพเกรดลำโพงจึงได้เสียงที่เปลี่ยนไป แต่ผมมีความเห็นที่แตกต่างกันคือการอัพเกรดลำโพงกับชุดที่มีอยู่แล้วนี้ ไม่ใช่การอัพเกรดเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น แต่เป้นการเปลี่ยนแปลงแนวทางของเสียงจากชุดเดิมต่างหาก

ลำโพงมีความสำคัญมากสำหรับการเลือกซื้อชุดเครื่องเสียงของมือใหม่ เพราะการเลือกลำโพงที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้เล่น ก็จะทำให้เราไม่มีความสุขกับเสียงที่ได้ยิน เพราะบุคลิกของลำโพงมีผลมหาศาลในเรื่องรสนิยมต่อการฟัง เช่นถ้าคุณชอบฟังเพลงร็อค แต่คุณกลับไปซื้อลำโพงที่ไม่ค่อยมีเสียงเบส เครื่องเสียงของคุณก็อาจจะตอบสนองความต้องการนี้ไม่ได้ หรือถ้าคุณชอบฟังเพลงป๊อปหวาน ๆ คุณเลือกลำโพงที่ขับเสียงเบสเยอะ ๆ ต่อให้ใช้ลำโพงราคาแพง เสียงที่คุณต้องการก็ไม่เกิด

ส่วนใหญ่ผู้ผลิตลำโพงจะมีเทคนิคในการทำลำโพงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ วงจรตัดความถี่ การสร้างตู้ การบุภายใน ล้วนแล้วแต่ให้บุคลิกที่แตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละเทคนิคก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ออกแบบ ว่าเน้นรับใช้คนกลุ่มไหนบ้าง

สำหรับผม ผมจะแนะนำให้มือใหม่ในการเล่นเครื่องเสียง เลือกซื้อลำโพงเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะซื้อแอมป์หรือเครื่องเล่นที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียง เพราะลำโพงจะแสดงบุคลิกที่ชัดเจนและแน่นอนที่สุดออกมา โดยเฉพาะแนวเสียงที่เป็นรสนิยมที่คุณชอบ เมื่อเราเลือกลำโพงได้แล้ว ค่อยหาแอมป์มาจับคู่กับลำโพง ซึ่งจะง่ายกว่าซื้อแอมป์ก่อนแล้วค่อยซื้อลำโพง เพราะบางครั้งลำโพงที่มีค่าความไวต่ำ เรายังพอหาแอมป์ที่มีกำลังขับสูง ๆ มาขับได้ แต่ถ้าเราซื้อแอมป์มาก่อน แอมป์ตัวนั้นมีกำลังขับ 50 วัตต์ ลำโพงที่เราต้องการจะจำกัดตัวเลือกลงไปมาก เท่ากับว่าเราจะเลือกได้เฉพาะลำโพงที่มีค่าความไวที่ค่อนไปทางสูง ซึ่งเราอาจจะหาลำโพงเสียงที่เราถูกใจไม่ได้เลย

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพงที่มือใหม่ต้องทำความเข้าใจว่าก่อนที่จะซื้อทุกครั้ง

1.FREQUENCY RESPONSE: ค่าความกว้างในการตอบสนองความถี่เสียง ลำโพงในปัจจุบันมักเน้นค่านี้กันมาก โดยให้มีความกว้างของการตอบสนองคามถี่ทุกย่านเสียง

2.Recommended Amplifier Power: คำแนะนำกำลังขับของแอมป์ที่ให้ผลดีที่สุดกับลำโพง เช่นบางเจ้าจะแนะนำว่าควรจะใช้แอมป์ที่มีกำลังขับระหว่าง 20-80 วัตต์เป็นต้น ผู้ซื้อจะสามารถหาแอมป์ที่มีกำลังขับตามเสปคนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแอมป์จะขับลำโพงนั้น ๆ ไม่ออกได้

3.SENSITIVITY: ผู้ผลิตบางรายอาจจะไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องกำลังขับต่ำสุดหรือสูงสุดมา แต่ค่าความไวของลำโพงจะทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าลำโพงตัวนี้บริโภควัตต์แค่ไหน เช่น ลำโพง A มีค่าความไวที่ 87 db ต่อเมตร หมายความว่าลำโพง A อาจจะต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับไม่ต่ำกว่า 50-100 วัตต์นั่นเอง ส่วนลำโพง B มีค่าความไวที่ 90 db ต่อเมตร แสดงว่ามีค่าความไวค่อนข้างสูง ผู้เล่นสามารถใช้แอมป์หลอดกำลังขับสัก 10-20 วัตต์มาเล่นก็ขับลำโพงชนิดนี้ได้

4.IMPEDANCE: ค่าความต้านทานของลำโพง ลำโพงส่วนใหญ่จะมีค่าความทานที่ 4 ohms , 6 ohms และ 8 ohms

ลำโพงแบบนี้ได้แนวเสียงคล้ายเวทีคอนเสิร์ต

ลำโพงแบบนี้ได้แนวเสียงคล้ายเวทีคอนเสิร์ต

ค่าสำคัญที่ต้องทราบก็มีคร่าว ๆ ก็มีประมาณนี้ครับ ส่วนค่าอื่น ๆ เช่นลำโพงมีขนาดเท่าไหร่ ลำโพงรุ่นนี้เป็นแบบสองทางหรือสามทาง เป็นแบบไบไวร์ หรือซิงเกิลไวร์ ทวีตเตอร์ทำจากวัสดุอะไรคงต้องศึกษากันเองนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ที่ผู้เล่นต้องศึกษาก็คือสี่ตัวที่ว่านี้ เมื่อได้ค่าของลำโพงนี้แล้ว เราจึงสามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องเล่นแอมป์แบบไหนอย่างไร ซึ่งเราจะเลือกซื้อแอมป์ได้อย่างลงตัว

สำหรับคนที่หลงใหลแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ ๆ อาจจะเป็นกลุ่มคนที่หาลำโพงคอมเมอร์เชียลเล่นยากที่สุด เพราะในปัจจุบันผู้ผลิตหันไปผลิตลำโพงประเภทดูหนังกันมากขึ้น ซึ่งบางครั้งทำให้คนชอบเสียงจากแอมป์หลอดต้องขวนขวายหาลำโพงที่มีค่าความไวสูงมาใช้ได้ยาก บางครั้งหาได้ แต่เสียงก็ไม่ถูกใจก็มีเยอะ ครั้นจะหาซื้อลำโพงที่มีความไวระดับ 95-100 db อาจจะต้องเจอราคาลำโพงมหาโหดก็เป็นได้ ซึ่งจุดนี้มีสองทางเลือกครับ ทางเลือกแรกคือหาแอมป์หลอดที่เป็นแบบพุชพูล ซึ่งให้กำลังขับได้มากตั้งแต่ 30-60 วัตต์ (กำลังแอมป์หลอดมากกว่าแอมป์โซลิตสเตจ) เท่านี้ก็มีความสุขกับลำโพงเสียงถูกใจกับแอมป์หลอดได้แล้ว ทว่าบางคนไม่ชอบแอมป์แบบพุชพูล ชอบแอมป์ซิงเกิลเอนด์ ที่มีกำลังขับน้อย ๆ ถึงจุดนี้นักเล่นอาจจะต้องเลือกที่สร้างลำโพงความไวสูงขึ้นมาฟังเองเสียแล้ว ดังนั้นทางเลือกที่สองนี้อาจจะดูหนักหนา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงหลอดที่ชอบความนุ่มของเสียงแล้ว แอมป์กำลังขับน้อย ๆ คือสวรรค์ดี ๆ นี่เอง ฉบับหน้าผมจะพาท่านไปทำลำโพงสำหรับใช้กับแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ ๆ นะครับ และท่านจะได้สัมผัสแอมป์ที่มีกำลังขับเพียงสองสามวัตต์ ว่ามีเสียงเป็นอย่างไร กับลำโพงความไวสูงที่ลงทุนได้ในราคาไม่แพง

ลำโพงคือจุดเริ่มต้นของการเล่นเครื่องเสียง

ลำโพงคือจุดเริ่มต้นของการเล่นเครื่องเสียง

CD Rom Controller: DIY เครื่องเล่นซีดี

สำหรับคนบ้าแผ่นเสียงอย่างผมไม่ค่อยได้คิดถึงเครื่องเล่นซีดีเสียเท่าไหร่ จนกระทั่งวันหนึ่งเครื่องเล่นซีดีที่ใช้อยู่เริ่มเรรวนคืออ่านแผ่นไม่ได้ ทำยังไงก็ไม่ยอมอ่านแผ่นทั้งแผ่นแท้ลิขสิทธิ์หรือแผ่นผีหลอกหลอน เดาเอาว่าหัวเล่นมันคงพัง หรือไม่ก็มอร์เตอร์ลิ้นชักน่าจะกลับบ้านเก่า ครั้นจะหาเครื่องเล่นดีวีดีราคาถูกในท้องตลาดมาเล่นแทนก็ไม่ใช่เรื่องยาก ด้วยราคาค่างวดหนึ่งพันบาทยังมีเงินทอน แต่เครื่องเล่นดีวีดีเหล่านั้นเราทราบดีว่าไม่น่าท้าทายเลยแม้แต่น้อย แถมกิตติศัพท์ในเรื่องความคงทนถาวรของมันมีน้อยมาก โดยเฉพาะเครื่องเล่นดีวีดีจากจีนแดง เหมือนผลิตมาระบายอะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐานมากกว่าจะสร้างมาใช้งานจริง บางคนซื้อมาไม่ถึงเดือนก็พังคามือไม่เป็นท่า เมื่อพิจารณาเช่นนี้แล้วดูเหมือนทางเลือกในการหาเครื่องเล่นซีดีมาเล่นนั้นดูน้อยนิด ถ้ามีเงินหน่อยก็ซื้อเครื่องเล่นซีดีแพง ๆ มาเล่นก็ไม่ใช่แนวทางของนักดีไอวาย สุดท้ายจะทำอย่างไร เพราะถ้าจะทำเครื่องเล่นซีดีเล่นเอง สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือตัวควบคุมนั่นเอง

ในตลาดบ้านเราเครื่องเล่นซีดีรอมหรือดีวีดีรอมมีวางขายทั่วไปในร้านขายคอมพิวเตอร์ ราคาค่างวดตัวนึงไม่กี่บาท ซีดีรอมถ้านำไปติดตั้งในคอมพิวเตอร์แค่ต่อสายคอนโทรลลงเมนบอร์ด ต่อไฟเข้าก็เล่นเพลงเล่นภาพได้ผ่านคอมพิวเตอร์ แต่ถ้าเราจะนำมาใช้งาน โดยไม่นำมาใส่คอมพิวเตอร์เราต้องสร้างตัวควบคุมขึ้นมา เพราะไม่เช่นนั้นมันจะทำงานไม่ได้ ปัญหาก็คือตัวควบคุมซีดีรอมนั้นไม่ใช่ของหมู ๆ เลย ประการแรกเราต้องออกแบบวงจรเพื่อให้มันสามารถอ่านแผ่นซีดีให้ได้ ประการที่สองเราต้องสั่งงานให้มันเล่นเพลง หยุดเพลง และควบคุมการทำงานของมันเช่นเล่นเพลงถัดไป เล่นเพลงย้อนหลัง เปิดปิดถาด เปิดปิดเครื่อง ประการที่สามเมื่อออกแบบวงจรแล้วมันต้องสามารถใช้งานกับซีดีรอมได้อย่างหลากหลาย ดังนั้นอุปสรรคนี้เป็นเรื่องใหญ่พอสมควร การพัฒนาวงจรต้องควบคู่ไปกับอุปกรณ์ที่จะหาได้ในบ้านเราด้วย แม้ในตลาดดีไอวายออดิโอของฮ่องกงจะมีขายตัวคอนโทรลเลอร์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งไม่สะดวกเพราะถ้าซื้อมาแล้วเกิดมีปัญหาจะให้ใครช่วยแก้ไขคงยาก และเท่าที่ทราบยังมีปัญหาเรื่องบั๊คพอสมควร

สองสามเดือนนี้ถ้าใครเข้าไปเล่นในเวบไซต์ htg2.net ในห้อง Thai DIY Audio ก็คงจะเห็นความคึกคักของซีดีรอมคอนโทรลเลอร์ ซึ่งคุณเจนศิลป์ได้พัฒนาต่อยอดมาจากเวบไซต์ต่างประเทศ และนำมาเผยแพร่ให้เหล่าดีไอวายได้เล่นกันอย่างกว้างขวาง ยอมรับว่าตอนแรกผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนต้น แต่พอเครื่องเล่นซีดีของผมเสีย ก็เลยคิดว่าน่าจะทำซีดีรอมเล่นเองแบบสนุก ๆ จึงสั่งชุดคิตมาทดลองดูว่ามันสามารถทำงานได้อย่างที่เราต้องหรือไม่

สำหรับชุดคิตนี้ประกอบไปด้วยแผ่น PCB ซึ่งลงอุปกรณ์มาอย่างเรียบร้อย (ถ้าใครอยากลงอุปกรณ์เองก็สามารถสั่งได้ครับ) จอแอลซีดี (LCD MODULE 2 LINE 20 CHARACTERS) รีโมต สายแพสำหรับเชื่อมต่อจากจาก PCB Controller และซีดีคู่มือการใช้งาน โดยมีออปชั่นภาคจ่ายไฟที่ต้องซื้อเพิ่ม ซึ่งผมถือว่าครบครันและสะดวกมากถ้าซื้อทั้งเซ็ต

มาเริ่มกันที่ภาคจ่ายไฟเสียก่อนนะครับ ภาคจ่ายไฟจะมีแต่แผ่น PCB เปล่า ๆ มาให้ เราต้องไปเดินซื้ออุปกรณ์มาลงเอง อุปกรณ์ส่วนใหญ่สามารถหาซื้อได้ที่บ้านหม้อทั้งหมดครับ อุปกรณ์ไม่มากนัก จะเลือกซื้ออุปกรณ์เกรดอะไรก็แล้วแต่ความสามารถของกระเป๋าเงิน ภาคจ่ายไฟมีภาค input สองชุดคือ 12-15 Vac กับ 6-9 Vac โดยมีภาค output ที่ 12 Vdc @ 1.5 A (มีสองเทอร์มินอลสำหรับจ่ายเข้าบอร์ดภาคซีดีรอมคอลโทรเลอร์และเข้าเครื่องเล่นซีดีรอม) และ 5 Vdc @1.5A ข้อควรระวังในการลงอุปกรณ์มีเพียง Heatsink ของ LM317 กับ TIP3005 อย่าให้สัมผัสกัน หรือแตะกับกราวด์เพราะจะทำให้ลัดวงจรได้ ตัว Heatsink อาจจะร้อนบ้างตามแรงดันของหม้อแปลง แต่ก็ไม่เป็นไรครับทดลองใช้งานติดต่อกันหลาย ๆ ชั่วโมงก็ไม่มีปัญหา

เมื่อลงอุปกรณ์แล้วลองจ่ายไฟเข้าวงจร และลองวัดไฟที่ภาคเอาท์พุต ถ้าอุปกรณ์ไม่มีปัญหาค่อยจ่ายไฟเข้าแผ่น PCBภาคคอนโทรลเลอร์และซีดีีรอม

คุณเจนศิลป์พัฒนาตัวคอนโทรลเลอร์จากซีดีรอมยี่ห้อ Asus เป็นหลัก แต่เท่าที่ลองดูสามารถใช้ได้กับซีดีรอมเกือบทุกยี่ห้อ จะมีฟังค์ชั่นบางฟังค์ชั่นที่อาจจะไม่ครอบคลุม ทว่าการใช้งานหลัก ๆ ยังใช้การได้โดยไม่มีอะไรติดขัด ในปัจจุบันตัวซีดีรอมอาจจะเริ่มหาซื้อได้ยากขึ้น เพราะผู้ผลิตซีดีรอมเน้นผลิตดีวีดีรอมซึ่งสามารถใช้งานได้กว้างขวางกว่า ตัวคอลโทรเลอร์ตัวนี้ก็สามารถใช้กับดีวีดีรอมได้เช่นกัน ดังนั้นผู้อ่านจะซื้อซีดีรอมหรือดีวีดีรอมมาใช้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการหาซื้อ และราคาทั้งสองผลิตภัณฑ์ก็ไม่ต่างกันมาก

ภาคจ่ายไฟพร้อม ซีดีรอมพร้อม ก็เริ่มต่อไฟ 12-15 Vdc (หรือ ac สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาคจ่ายไฟ) เข้าที่ตัวบอร์ดคอนโทรลเลอร์ โดยไม่ต้องคำนึงถึงขั้วบวกลบเพราะมีบริดไดโอดคอยจัดเรียงกระแสเอาไว้แล้ว ตัวบอร์ดคอนโทรลเลอร์ต้องการกระแส 70 mA ขณะที่ใช้งาน และ 30mA ขณะสแตนด์บาย ดังนั้นก่อนใช้งานควรตรวจสอบแหล่งจ่ายแสก่อนนำมาใช้

การต่อสายเคเบิล 16-Conductors Cable จากตัวคอนโทรลเลอร์ ไปยังจอแอลซีจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะจอแอลซีดีจะเสียทันทีถ้าต่อสายไฟเลี้ยงผิดขั้ว ขั้วต่อสายเคเบิลที่อยู่บนตัวแอลซีดีโมดูลเป็นแบบ Pin 2 Row ไม่ใช่ Box Header การต่อจึงต้องสังเกตให้ดี ข้อสังเกตที่ชัดเจนที่สุดก็คือสายเคเบิลด้านที่มีคาดสีแดงจะเป็นขาหนึ่ง ซึ่งจะต้องตรงกับขาหนึ่งในแอลซีดีโมดูลเสมอ จุดนี้ไม่ต้องกลัวนะครับ เพราะในคู่มือที่ให้มาจะมีรูปภาพในการต่อสายที่ถูกวิธีอย่างชัดเจน

เมื่อต่อสายเคเบิลที่แอลซีดีโมดูลเสร็จ ต่อไปก็มาเซ็ตอัพที่ตัวซีดีรอม ท่านผู้อ่านสามารถต่อสายสัญญาณเข้าแอมป์ได้เลย โดยต่อสายออกจากช่อง Analog ไปที่ขั้ว RCA หรือถ้าจะใช้ DAC (Digital To Analog) ก็สามารถต่อสายจากช่องสัญญาณ Digital ไปที่ DAC และ DAC ไปที่แอมป์ได้เลย และการเซ็ตจัมป์เปอร์ต้องอยู่ในช่อง Master ซึ่งโดยปกติเมื่อซื้อซีดีรอมมาแล้วจะเซ็ตจัมป์เปอร์ที่มาสเตอร์อยู่แล้ว ซีดีรอมยี่ห้ออื่น ๆ อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างแต่ก็เซ็ตให้เรียบร้อยตามขั้นตอนก่อน จากนั้นก็ต่อสายเคเบิลจากคอลโทรลเลอร์มายังด้านหลังซีดีรอม เป็นอันเสร็จสมบูรณ์เสียบปลั๊กเปิดไฟก็สามารถใช้งานได้

ขั้นตอนต่อไปเป็นการทดสอบการทำงานของตัวคอนโทรเลอร์กับรีโมตคอนโทรล ผมจ่ายไฟเข้าหม้อแปลง โดยทำสวิส์ทเปิดปิดอยู่ด้านหลัง เมื่อเปิดสวิส์ทไฟจะจ่ายเข้าไปสู่ตัวคอนโทรลเลอร์ ตัวคอนโทรลเลอร์จะเปิดขึ้นอยู่ในโหมดสแตนด์บาย ไฟสีแดงบนตัวคอนโทรลเลอร์จะติด ถ้าต้องการใช้ก็ต้องกดที่ปุ่ม on/off ที่รีโมต หรือกดที่ปุ่มเปิดปิดบนตัวคอนโทรลเลอร์ จากนั้นสั่งเปิดถาดซีดีรอม โดยกดที่ปุ่ม CD บนรีโมต เมื่อใส่แผ่นซีดีเพลงลงไป และปิดถาด ตัวคอนโทรลเลอร์จะใช้เวลาสักสองสามวินาทีในการอ่านแผ่น เมื่ออ่านแผ่นได้ตัวแอลซีดีโมดูลจะอ่านจำนวนแทรค และเวลาทั้งหมดของซีดีเพลง

ปุ่มสำคัญบนรีโมตสามารถใช้งานได้ทั้งหมดตั้งแต่ปุ่ม Play/Pause/Stop/Next Track/Previous Track และกดปุ่มเลือกเพลง เมื่อเพลงจบแผ่นคอนโทรลเลอร์ถูกตั้งให้ย้อนกลับไปเล่นเพลงแรกใหม่ นอกจากนั้นยังสามารถปรับลดเพิ่มความสว่างของหน้าจอแอลซีดีด้วยการปรับที่ตัว VR บนบอร์ดคอนโทรลเลอร์ ตัวรีโมตนี้อาจจะใช้งานแตกต่างหรือสลับกันบ้างถ้าเล่นกับเครื่องเล่นซีดีรอมยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ Asus แต่เท่าที่ลองคอนโทรลตัวหลัก ๆ ใช้งานได้โดยไม่มีอะไรผิดพลาด

จากการทดลองเล่นอย่างต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง ก็พบว่าไม่เกิดปัญหาแม้จะเป็นอาการความร้อน (ที่ร้อนเกินไป) หรือมีอาการแฮงค์แต่อย่างใด แต่ทางผู้ผลิตแนะนำว่าถ้าเกิดอาการผิดปกติในส่วนใดให้ลองตรวจสอบว่าสายเคเบิ้ลมีการต่อที่ผิดพลาดหรือไม่ หรือถ้าแอลซีดีมีอาการอ่านแผ่นแปลก ๆ แล้วเครื่องเล่นซีดีรอมยังอ่านแผ่นอยู่ก็ลงปิดไฟแล้วเปิดใหม่

ตอนที่ผมทดลองฟัง รู้สึกว่าการต่อสายอนาล็อคตรงไปยังแอมป์ เอาท์พุตจากซีดีรอมค่อนข้างต่ำ ยิ่งผมใช้แอมป์หลอดด้วยแล้วยิ่งรู้สึกว่าต้องบิดโวลุ่มค่อนข้างมากทีเดียวกว่าจะถึงความดังในระดับที่ฟังปกติ ผมจึงใช้ปรีแอมป์โดยตัดโวลุ่มปรีแอมป์ออก ต่อสัญญาณอินพุตเข้าไปขยายโดยตรงไม่ต้องผ่านโวลุ่ม นำสัญญาณอนาล็อคจากซีดีรอมต่อไปยังปรีแอมป์ จากนั้นค่อยต่อสายสัญญาณจากปรีแอมป์ไปยังอินทิเกรดแอมป์พบว่าได้สัญญาณเสียงที่ดังขึ้น ถ้าต่อลักษณะนี้ความโปร่งของเสียงแหลมสูญหายไปพอสมควร แต่แลกกับอาการอั้น ๆ ของเสียงที่ได้ในตอนต่อตรง ผมคิดว่าคุ้มกว่ากันมาก บางทีอาจจะต้องหาปรีแอมป์ที่มีคุณลักษณะเสียงใสกว่านี้มาขยายสัญญาณอนาล็อคจากซีดีรอม ก็น่าจะทำให้ได้เสียงที่น่าฟังขึ้น

จากนั้นผมลองเอาแผ่นดีวีดีไปใส่ในดีวีดีีรอม ก็พบว่าตัวคอนโทรลเลอร์นั้นสามารถอ่านจำนวนแทรคและเวลาทั้งหมดของแผ่นได้ แต่ไม่สามารถแปลงข้อมูลออกมาทางช่องอนาล็อค ยังไม่พอผมลองเอาแผ่นซีดีเอ็มพีสามไปใส่ในซีดีรอม คอนโทรลเลอร์ก็ยังคงอ่านจำนวนแทรคและเวลาได้ แต่แปลงข้อมูลไม่ได้ เป็นเพราะว่าถ้าต้องการอ่านดีวีดี หรือเอ็มพีสาม จะต้องปรับปรุงตัวบอร์ดใหม่ โดยบบรรจุโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลดีวีดีหรือเอ็มพีสามเข้าไปซึ่งถ้าทำแบบนี้ก็คงต้องอาศัยการพัฒนาที่เป็นระบบ และงานใหญ่พอสมควรซึ่งผมคิดว่าในอนาคตถ้าเครื่องไม่เครื่องมือและอุปกรณ์พัฒนามากขึ้น เราคงได้ทำดีวีดีแฃะเครื่องเล่นเอ็มพีสามเล่นกันเองได้อย่างแน่นอน แล้วก้ขึ้นอยู่กับว่าถ้ามีคนมาต่อยอดการวิจัยเหล่านี้ความรู้ก็จะเพิ่มพูนมากขึ้น

ซีดีรอมคอนโทรลเลอร์ตัวนี้ทำให้การเล่นซีดีกลับมามีรสชาติอีกครั้ง แม้จะเทียบกับการซื้อเครื่องเล่นซีดีมียี่ห้อ หรือเครื่องเล่นดีวีดีอาจจะให้เสียงได้ไม่เทียบเท่า แต่ผมคิดว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดี ผมยังไม่ได้ลองต่อเข้ากับ DAC ว่าจะได้เสียงที่เหนือขึ้นไปกว่าต่อจากช่องอนาล็อคเพียงใด แต่เสียงที่ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง แถมเรายังดัดแปลง (Tweak) การใช้งานได้หลากหลายด้วย สำหรับงบประมาณตัวคอนโทรลเลอร์ทั้งชุดและภาคจ่ายไฟ โดยไม่รวมหม้อแปลงและซีดีรอมไม่น่าจะเกิน 2,000 บาท

ท่านที่สนใจซีดีคอนโทรลเลอร์ลองติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่คุณเจนศิลป์ อัคศิริพิพัฒน์กุล ที่อีเมล์ geforce4ti4600@hotmail.com หรือเข้าไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ซีดีรอมคอนโทรเลอร์