Info

Posts from the High Fidelity Category

โดย June Soh/Thaksina Khaikaew | Washington/Washington / voa thai
จากมติชนออนไลน์

สำหรับคุณผู้ฟังหลายๆคน การเล่นแผ่นเสียงไวนิลพาความทรงจำของคุณย้อนยุคไปสมัยยังเป็นวัยรุ่นยุคซิกตี้ เซเว่นตี้ ตอนนั้นเพลงแนวร็อคแอนด์โรลกำลังดังเป็นพลุ

สมัยโน้น แฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ราชาเพลงร็อคเอลวิส เพรสลี่ หรือวงสี่เต่าทองของอังกฤษที่โด่งดังคับฟ้าต้องมีเครื่องเล่นจานเสียงที่เรียกกันว่า turntable เอาไว้เปิดฟัง

แผ่นเสียงไวนิลกับเครื่องเล่นจานเสียงกลายเป็นอดีตไปนานหลายปีแล้วตั้งแต่เทคโนโลยีด้านนี้เข้าสู่โลกดิจิตอล ปัจจุบันเรามีแผ่นซีดีและเครื่องเล่นออดิโอแบบเอ็มพีทรีเข้ามาแทนที่ แผ่นเสียงไวนิลกลายเป็นของหายาก บริษัทก็เลิกผลิตทั้งแผ่นและเครื่องเล่นไปนานแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้ แผ่นเสียงไวนิลเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันที่ชอบของเก่าเก็บอย่างเเจ็ค โลเว่นสไตน์ หนุมน้อยวัยสิบสี่ปี เขาเป็นลูกค้าร้าน Crooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซีเพราะชอบแผ่นเสียงไวนิลเป็นชีวิตและชอบซื้อแผ่นเสียงไวนิลมากกว่าแผ่นเสียงซีดี

ไม่เฉพาะหนุ่มน้อยคนนี้ที่หลงไหลในแผ่นเสียงไวนิล ซาร่า กริฟฟิธ อายุสิบเก้าปีก็คลั่งไคล้แผ่นเสียงเก่าจนจะกลายเป็นนักสะสมไปแล้ว เธอบอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเดี๋ยวนี้เธอเริ่มซื้อแผ่นเสียงไวนิลที่เป็นเพลงแนวพังค์มากขึ้นเพราะชอบ

สำหรับนักสะสมแผ่นเสียงรุ่นใหม่อย่าง”โจนาทัน โอลดมิกซัน “อายุสามสิบต้นๆ แผ่นเสียงไวนิลไม่ใช่แค่เท่ห์เท่านั้นแต่น่าสะสม เขาบอกว่าปกติเขาไม่ค่อยคลั่งไคล้อะไรแต่ยอมรับว่าพอเจอแผ่นเสียงไวนิลแล้ววางไม่ค่อยลงเพราะมันมีเสน่ห์แรงดึงดูดใจเหลือหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของตัวแผ่นเสียงหรือรูปภาพบนซองแผ่นเสียงก็สวยแล้วคุณภาพของเพลงก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

ในอเมริกาขณะนี้ธุรกิจขายแผ่นเสียงไวนิลกำลังมาแรงแม้ว่ายอดขายในอเมริกายังต่ำเมื่อเทียบกับยอดขายของซีดีเพลงหรือเอ็มพีทรี ปีที่แล้วมีคนซื้อแผ่นเสียงไวนิลถึงสามล้านแผ่นในอเมริกา โตขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับยอดขายช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนโน้น

บิล ดัลลี่ เจ้าของร้านCrooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซี บอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเมื่อห้าปีที่แล้วร้านเริ่มนำแผ่นเสียงไวนิลเพลงใหม่ๆออกมาวางขายพร้อมกับแถมแผ่นการ์ดดาวโหลด เอ็มพีทรีให้ลูกค้าด้วย ตั้งแต่นั้นมายอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขณะนี้ยอดขายอยู่ที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นของยอดขายทั้งหมดของร้าน นอกจากนี้ยอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลทางออนไลน์ของร้านก็เพิ่มขึ้นด้วย

บิล ดัลลี่ บอกว่า เขาส่งแผ่นเสียงไวนิลให้ลูกค้าทั่วโลกเกือบทุกวัน เขาคิดว่าน่าจะมีลูกค้าไปทั่วโลกแล้วเพราะไม่ใช่ทุกมุมโลกจะมีร้านขายแผ่นเสียง

ตอนนี้เราไปที่รัฐเวอร์จิเนีย ใกล้ๆกับกรุงวอชิงตันดีซี บริษัทFurnace MFG เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี ตอนนี้เปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นแผ่นเสียงไวนิลเป็นหลัก   อีริก เอสเตอร์ ผู้นำบริษัทบอกว่าการเร่งผลิตแผ่นเสียงไวนิลให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเป็นงานที่ท้าทายมาก

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าไม่มีใครผลิตเครื่องอัดแผ่นเสียงไวนิลมาเกือบหลายสิบปีแล้ว พวกเขาต้องไปเสาะหาว่ายังมีเครื่องมือการผลิตอะไรหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งหายากเต็มทน เขาจึงหันไปจ้างโรงงานผลิตในเยอรมันกับฮอลแลนด์ทำการอัดเสียงลงแผ่นไวนิลให้ แล้วส่งกลับมาเเพ็คที่บริษัทFurnace ในรัฐเวอร์จีเนียก่อนส่งไปขายให้ลูกค้าต่อไป ตอนนี้บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพลงไวนิลได้มากกว่าสองล้านแผ่นต่อปี

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าแผ่นเสียงที่ได้รับการอัดเสียงอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบจะมีคุณภาพเสียงดีมีมากกว่าเสียงที่อัดแบบดิจอตอล เพราะว่าเสียงบนแผ่นไวนิลไม่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมือนกับเทคนิคที่ให้ในการอัดเสียงลงแผ่นซีดีหรือการอัดเสียงรูปแบบดิจิตอล

ผู้ผลิตเพลงแผ่นเสียงไวนิลชาวอเมริกันคนนี้บอกว่าเขารับประกันว่าคนจะหันกลับมาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลกันมากขึ้นเพราะเวลาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลแล้วไม่อยากกลับไปฟังซีดีเลย

โดย นิวัต พุทธประสาท

HRT Music Streamer ll คืออะไร HRT เป็นชื่อบริษัทผลิตสินค้า โดยย่อมาจาก High Resolution Technologies (HRT) มิวสิคสตรีมเมอร์ก็คือ DAC (Digital to Analog Converter) หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือตัวแปลสัญญาณดิจิตอลไปเป็นอนาล็อค กล่าวคือไฟล์เพลงไม่ว่าเป้นนามสกุลอะไรตั้งแต่ WAV, AIFF, MP3, Apple Lossless Encoder, Flac ฯลฯ ล้วนเป็นไฟล์แบบดิจิตอล ถ้าจะฟังเพลงจากไฟลืดิจิตอลจะต้องแปลให้เป็นอนาล็อค ถึงจะฟังรู้เรื่อง ซึ่งต่างจากแผ่นเสียง เมื่อคุณวางหัวเข็มลงบนแผ่นเสียงแล้วหมุนจานเสียง คุณก็จะได้ยินเสียงนั้นเป็นถ้อยคำ แต่ถ้าฟังเสียงดิจิตอลที่ไม่แปลเป็นอนาล็อค คุณลองนึกถึงเสียงแฟกซ์ หรือเสียงโมเด็มสมัยก่อนดูนะครับ มันคือแบบนั้นเลย

ถามว่าในคอมพิวเตอร์มีซาวด์การ์ดทุกตัวมี DAC มาให้ นั่นหมายความว่าดูหนังฟังเพลงผ่านซาวด์การ์ดได้เลย แต่ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้นต้องหาซาวด์การ์ดขั้นเทพมาเพื่อทำให้คอมพิวเตอร์ของเราเป็น Hi-End

สำหรับคนชอบฟังเพลง และทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลัก การหา DAC มาแปลงสัญญาณเพลง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการอัพเกรดเครื่อง ต้องบอกว่าสมัยนี้มี DAC มากมายออกมาวางจำหน่าย โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจากจีนแดงด้วยแล้วละก็ มีราคาเครื่องตั้งแต่หลักไม่ถึงพันยันเป็นแสน มีทั้งเอาท์พุตเป็นหลอดก็มี รวมถึงค่ายจากยุโรปอเมริกาก็มีราคาที่แตกต่างกัน

สำหรับเจ้า HRT Music Streamer ll นั้นเป็นบริษัทจากอเมริกา ตัวเครื่องไม่ได้บอกว่าผลิตที่ไหน กิตติสรรพของ DAC ตัวนี้เริ่มขจรกระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตัวที่ผมได้มานั้นคือ HRT Music Streamer ll เป็นตัวมาร์คทูเข้าไปแล้ว โดยมีการเปลี่ยนรูปโฉมจากเดิมให้สวยขึ้นและปรับปรุงในหลายจุดเลยทีเดียว รุ่นที่ผมทดสอบเป็นรุ่นยอดนิยมเพราะว่าราคาย่อมเยาว์ มันมีราคาค่าตัวเพียง 149 $US เท่านั้นหรือประมาณ 4,600-5,000 บาทเมื่อเทียบกับ DAC ในตลาดตัวอื่นแล้วมันมีรคาคาเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก

ที่จริงแล้ว DAC ตัวนี้มีตัวแทนในเมืองไทย แต่ตัวแทนค่อนข้างแย่มาก เพราะมันหาซื้อไม่ได้โดยทั่วไป ผมจึงต้องฝากเพื่อนของเพื่อนซื้อมาจากอเมริกา

รูปลักษณ์ HRT Music Streamer ll

รูปลักษณ์ของมันกระทัดรัด ตัวเครื่องสีแดงสดสวย มีความแข็งแรง หนาแน่น เอาท์พุต RCA เคลือบด้วยทอง ส่วน USB ก็มีลักษณะแน่นหนา มีไฟ LED บอกสถานะการทำงานและ Data Rate HRT เป็นเพราะว่ามันสามารถซัพพอร์ตกับซีสเต็มของระบบปฏิบัติการของ Mac OSX

การใช้งาน

การทำงานของ HRT Music Streamer ll ทำได้ง่ายมาก โดยการต่อสาย USB เครื่องก็จะบอกสถานะโดยมีไฟติดอยู่ ผมใช้เครื่อง iMac จะต้องเข้าไปปรับที่ Syatem Pference ให้เลือก Sound จากนั้นก็คลิก Output เลือก Music Streamer USB จากนั้นก็เปิดเพลงจาก iTune ฟังได้แล้วครับ


ผลทดสอบเบื้องต้น

เครื่องเสียงที่ผมใช้ต่อจาก HRT Music Streamer ll ก็คือ Bose Companion 3 ซึ่งมีสุ้มเสียงที่ใช้ได้ดีมากกับการฟังเพลงคอมพิวเตอร์

ทดสอบเสียงจากโปรแกรม iTune โดยผ่านไฟล์ MP3 และ Apple Lossless ต้องบอกว่ามันสร้างความแตกต่างตั้งแต่แรกฟังเลยทีเดียว ไฟล์ MP3 ธรรมดาที่มี Bit Rate อยู่ที่ 320 kbps นั้นฟังดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เสียงเบสที่หนาขึ้น เสียงกลางมีลักษณะชัดเจน รวมถึงเสียงแหลมที่ให้รายละเอียดมากขึ้น

เมื่อทดสอบกับไฟล์ Apple Lossless ยอมรับว่ามันให้ความแตกต่างไปอีกขั้น โดยเฉพาะบรรยากาศของเพลงที่โอบล้อมอยู่รายรอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับการต่อสายมินิออดิโอจากท้ายเครื่องไปยัง Bose มีข้อแตกต่างที่น่าสนใจไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่ผมยังติดใจก็คือเสียงเบสยังไม่นิ่งเท่าไหร่ ผมอาจจะต้องเบิร์นสาย มินิ to RCA กับเข้า HRT Music Streamer ll สัก 100 ชั่วโมง เพื่อหาข้อยุติว่าเสียงมันจะดีขึ้นกว่าแรกเปิดใหม่ ๆ หรือไม่ วึ่งผมจะมารายงานแบบละเอียดยิบในผลการทกสอบอย่างละเอียด ในบทความตจ่อไปนะครับ

บทสรุปจากการทดสอบเบื้องต้น

มันเป็นการอัพเกรดคุณภาพเสียงในราคาที่ประหยัดมากที่สุดวิธีการหนึ่ง คุณจะนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์โดยเหมือนฟังเครื่องเสียงชั้นยอด แต่ข้อเสียคือคุณจะต้องหา HUB USB เพิ่มขึ้นเพื่อให้อุปกรณ์ Device ทั้งหลายเชื่อมต่อถึงกัน

Features and Spec 
Full Scale output 2.25 Volts RMS
Frequency Response (20 Hz/20 kHz) 0 dB/ – .5 dB
Noise Floor (DC to 30 kHz) 26 uV RMS
S/N Ratio (DC to 30 kHz) 98 dB
THD+N (1 kHz FS 44.1 kS/s) 0.010%
USB to Audio output isolation > 20M Ohm

Interface
Data Rate up to 96 kS/s
Bit Depth up to 24 bit
Transfer Protocol asynchronous
USB type 1.1 or above
Power Requirements (USB buss) 200 mA
Dimensions (L x W x H in inches) 4.1 x 2.1 x 1.2

หัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง (Phono Cartridges)
โดย นิวัต พุทธประสาท

ท่านผู้อ่านเคยแปลกใจไหมครับว่าแผ่นเสียงกับหัวเข็มทำงานเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรถึงได้กำเนิดเสียงขึ้นมาได้ มันยิ่งน่าสนใจเมื่อท่านลองเงี่ยหูลงไปฟังเสียงขณะที่หัวเข็มวิ่งบนร่องแผ่นเสียง ท่านจะได้ยินเสียงดนตรีดังแว่ว ๆ มาจากร่องแผ่นเสียง นี่แหละครับคือความมหัศจรรย์ของแผ่นเสียง-เครื่องเล่นแผ่นเสียง-ต้นกำเนิดเสียงในแบบอนาล็อค หูของมนุษย์ไม่สามารถแปรไฟล์เพลงดิจิตอลออกมาเป็นเสียงเพลงได้ เพราะไฟล์เพลงดิจิตอลเก็บข้อมูลด้วยฐานข้อมูลในแบบ 0-1-0-1 (ลองนึกถึงเสียงในการส่งแฟกซ์ทางโทรศัพท์) ถ้าจะฟังเพลงจากระบบดิติจอล ยังไงก็ต้องมีตัวแปลงรหัสข้อมูลเพื่อทำให้เป็นสัญญาณอนาล็อค ดังนั้นเสียงที่ได้ยินจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่มีวันที่จะเหมือนกับเสียงจากเครื่องเล่นซีดีอย่างแน่นอน แม้ทุกวันนี้ระบบดิจิตอลพัฒนาไปไกลมาก และสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงธรรมชาติ ทว่าก็ทำได้เพียงใกล้เคียงเท่านั้น

แผ่นเสียงมีเสียงได้อย่างไร

ในการบันทึกเสียงในแบบ Direct Record วงดนตรีเล่นเพลงในห้องบันทึกเสียง ไมโครโฟนมีหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงของวงดนตรีเป็นคลื่นไฟฟ้า จากนั้นคลื่นไฟฟ้าถูกนำไปขยายกลายเป็นความถี่ ความถี่นี้จะทำให้ปลายเข็มของเครื่องตัดแผ่นเสียงสั่นตามความถี่ ปลายเข็มนี้ก็จะเซาะแม่พิมพ์ให้กลายเป็นร่อง จากนั้นนำแม่พิมพ์ที่ได้ไปปั๊มเป็นแผ่นเสียง การกัดร่องแม่พิมพ์แผ่นเสียงอาจจะไม่ต้องใช้วิธี Direct Record ก็ได้ แต่สามารถใช้เทปรีลที่บันทึกเสียงไปทำต้นฉบับ หรือในปัจจุบันนำไฟล์ดิจิตอลไปทำแม่พิมพ์แผ่นเสียงได้เช่นกัน

หลักการทำงานหัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง

1.หัวเข็มแบบ MM (Moving Magnet)

หัวเข็มแบบ MM หัวเข็มจะมีแท่งแม่เหล็กขนาดเล็กติดอยู่ที่ก้านปลายเข็ม (Contilever) ซึ่งจะเคลื่อนที่อยู่ระหว่างขดลวดสองชุด เมื่อปลายเข็มวิ่งไปบนร่องแผ่นเสียงจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า หัวเข็มแบบ MMเป็นหัวเข็มที่นิยมเล่นกันมาก เพราะมีอยู่ในหลายระดับราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทจนถึงระดับหลายพันบาท เหตุที่หัวเข็มแบบ MM เป็นที่นิยมก็เพราะว่าหัวเข็มแบบนี้สามารถสร้างสัญญาณเสียงขาออก (Output) ซึ่งแรงพอเพียงที่จะขยายสัญญาณผ่านโฟโนปรีแอมป์ (Phono Preamp) ส่วนใหญ่ระดับ Output ของหัวเข็ม MM จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 mV และจากโฟโนปรีแอมป์เข้าไปยังแอมป์ก็จะได้สัญญาณที่มีความใกล้เคียงกับแหล่งสัญญาณฟร้อนต์เอ็นด์ (Front End) อื่น ๆ จึงไม่ก่อปัญหาในภาคขยายหัวเข็มเมื่อนำมาเล่นกับแอมป์ทั่วไป

ผู้ผลิตบางรายได้พัฒนาหัวเข็มโดยใช้ของเหลวประเภท Permalloy ที่มีความลื่นไหลสูงเคลื่อนที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก วิธีนี้ทำให้แก้ปัญหาในเรื่องการลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี

แสดงกายภาพหัวเข็มยี่ห้อ Audio-Technica ในแบบ Dual Magnet ซึ่งเป็นหัวเข็มแบบ MM


2.
หัวเข็มแบบ MC (Moving Coil)

หัวเข็มแบบ MC หลักการออกแบบ ตรงกันข้ามกับหัวเข็มแบบMM หัวเข็มแบบ MC จะใช้ขดลวด (Coil) ติดกับก้านปลายเข็ม (Cantilever) ก้านปลายเข็มนี้จะทำงานอยู่ระหว่างแท่งแม่เหล็ก กระแสไฟฟ้าจะเกิดขึ้นเมื่อปลายเข็มวิ่งไปบนร่องแผ่นเสียง การออกแบบจะต้องไม่ทำให้ขดลวดมีมวลมากเกินไปจนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การพันขดลวดจึงจำกัดจำนวนรอบ เมื่อจำกัดจำนวนรอบก็ทำให้แรง Output ที่ได้ค่อนข้างต่ำ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวเข็มแบบ MC กำเนิดกระแสได้น้อยมากเมื่อเทียบกับหัวเข็มแบบ MM ขณะเดียวกันหัวเข็มแบบ MC มีค่าความต้านทาน (Resistance) ที่ต่ำเพียง 40 โอห์ม หรือต่ำกว่านั้น แต่ข้อดีของหัวเข็ม MCในด้านเสียงดีกว่ากว่าหัวเข็ม MM เกือบทุกทาง ตั้งแต่รายละเอียดของดนตรี ซึ่งมีความไหลลื่นต่อเนื่องมากกว่า แจกแจงรายละเอียดของแผ่นเสียงได้ดีกว่า

มีนักเล่นแผ่นเสียงเคยตั้งคำถามว่าทำไมคนออกแบบหัวเข็มไม่ออกแบบให้หัวเข็มแบบ MC มีเอาท์พุตที่สูงขึ้น (แต่กระนั้นหัวเข็มแบบ MC Low Output นิยมในหมู่นักเล่นประเภทไฮเอ็นด์อยู่ดี) เป็นเพราะว่า ผู้ออกแบบหัวเข็มมีความเชื่อกันว่า ไม่ควรจะให้มีการขยายสัญญาณในระดับแรกสุด (First Stage) มากเกินไป เพราะถ้าออกแบบหัวเข็มออกมาไม่ดีพอ จะทำให้เกิดการเพี้ยนของสัญญาณ ความเพี้ยนที่เกิดจากสัญญาณที่มีระดับการขยายสัญญาณมาก ๆ เมื่อสัญญาณจากหัวเข็มถูกส่งผ่านไปยังภาคขยายหัวเข็ม หรือโฟโนสเตต จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเพี้ยนที่เกิดขึ้นได้เลย เป็นเพราะว่าความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนกาารขยายหัวเข็มก็เป็นเหมือนดีเอ็นเอที่ติดไปกับสัญญาณอย่างถาวร

โดยปกติหัวเข็มแบบ MC จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าหัวเข็ม MM หากจะเล่นหัวเข็มแบบ MC โทนอาร์ม ควรจะเป็นโทนอาร์มแบบ Medium Mass หรือ High Mass (โทนอาร์มที่มีมวลหนัก) เพราะจะช่วยให้หัวเข็มเกาะร่องแผ่นเสียงได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงค่าต้านทานขาเข้า จะต้อง Match กับ โฟโนปรีแอมป์ (ค่าต้านทานขาเข้าควรจะมากกว่าค่าความต้านทานของหัวเข็มอย่างน้อยสองเท่าครึ่ง)

ปัจจุบันมีผู้ผลิตหัวเข็ม MC High Output และได้รับความนิยมกันมากในหมู่นักเล่น แม้ว่าสัญญาณขาออกจะไม่สูงเท่าหัวเข็ม MM แต่ก็พอเพียงที่จะขยายสัญญาณผ่านโฟโนปรีแอมป์ได้

แสดงวิธีการทำงานของหัวเข็มแบบ MC

 

3.หัวเข็มแบบ MI (Moving Iron)

หัวเข็มแบบ MI ปัจจุบันมีใช้อยู่ไม่กี่ยี่ห้ออันได้แก่ Grado, B&O เป็นต้น หัวเข็มแบบ MI ออกแบบมาให้แม่เหล็กและขดลวดอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว แต่แท่งเหล็กที่มีความบริสุทธิ์สูงซึ่งเสียบอยู่กับปลายเข็มเป็นตัวเคลื่อนที่แทน ข้อดีของหัวเข็มแบบMI ก็คือทำให้กลไกภายในมีการเคลื่อนไหวที่น้อยมาก กระนั้นหัวเข็มแบบ MIยังสามารถให้กระแสสัญญาณขาออกสูงกว่าหัวเข็มแบบอื่น เพราะสามารถออกแบบแม่เหล็กและขดลวดที่มีขนาดใหญ่ได้ ที่สำคัญปลายเข็มมีความยืดหยุ่นสูง เกาะร่องแผ่นเสียงได้ดี ขณะเดียวกันหัวเข็มต้องการน้ำหนักกดน้อย

เมื่อเราทราบว่าหัวเข็มทั้งสามชนิดมีวิธีการสร้างความถี่และไฟฟ้าอย่างไรแล้ว เรามากลไกของหัวเข็มกันว่ามันทำงานกันอย่างไร ปลายเข็ม (Stylus) จะทำหน้าที่คล้ายกับไมโครโฟน ซึ่งเคลื่อนผ่านไปตามร่องแผ่นเสียงที่มีความตื้นลึกอันแตกต่างกัน ร่องเหล่านั้นทำให้ก่อเกิดคลื่นความถี่ที่ปลายเข็ม จนได้สัญญาณที่เบาบางมาก หัวเข็มทำหน้าที่แปรคลื่นความถี่เบาบางให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยขดลวดทองแดงที่ติดอยู่บนก้านเข็มเคลื่อนที่ไปมาตัดกับสนามแม่เหล็กที่แผ่ออกมา ตรงนี้เองที่หัวเข็มจะได้สัญญาณไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งผ่านสายไปยังโฟโนปรีแอมป์

หากต้องการให้หัวเข็มสามารถสร้างสัญญาณที่แรง ๆ ก็ต้องเพิ่มขดลวดให้มีรอบมากขึ้น ใหญ่ขึ้น แต่กระนั้นการสร้างให้หัวเข็มที่ใหญ่ขึ้นก็ต้องตามมาด้วยน้ำหนักตัวเพิ่มเป็นเงาตามตัว หากหัวเข็มมีน้ำหนักมาก ตัวถ่วงหัวเข็มก็ต้องใหญ่ขึ้น ไม่เช่นนั้นน้ำหนักหัวที่กดลงบนร่องแผ่นเสียงอาจจะทำให้เกิดอาการเพี้ยนของสัญญาณสูงตามขึ้นไปด้วย ซึ่งปัญหานี้ก็จะลามไปถึงตัวแท่นก็จะมีอาการสั่นมากขึ้นอีกเช่นกัน ดังนั้นผู้ออกแบบจึงไม่นิยมสร้างหัวเข็มให้มีสัญญาณแรงขึ้นด้วยการทำให้มีน้ำหนักที่มากเกินไป เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา ทว่ากลับเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้น

กายภาพหัวเข็มแบบ MI ของยี่ห้อ Grado

แล้วหัวเข็มที่มีเอาท์พุตต่ำจะทำอย่างไร

ภาคขยายหัวเข็ม (Phono Stage หรือ Phono Preamp) จะต้องออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ขยายสัญญาณเสียงจากหัวเข็มได้ผิดเพี้ยนน้อยที่สุด อย่างที่ทราบก็คือในท้องตลาดมีผู้ผลิตภาพขยายหัวเข็ม MC Low Output ออกมาจำนวนมาก ขณะเดียวกันระดับราคาของภาคขยายหัวเข็มแบบ MC ก็มีราคาที่ผู้เล่นต้องตัดสินใจแล้วตัดสินใจอีกว่าจะเล่นกับมันดีหรือไม่ หรือใช้หัวเข็ม MM หรือ MC High Output ไปก่อน

ปลายเข็มในแบบต่าง ๆ

 

ความแตกต่างของปลายเข็ม

ปลายเข็ม (Stylus) คือส่วนสำคัญอีกชิ้นส่วนหนึ่งของหัวเข้มเล่นแผ่นเสียง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอันดับต้น ๆ ก็ว่าได้ เพราะตัวปลายเข็มเป็นตัวที่จะเซาะไปตามร่องแผ่นเสียงเพื่อสร้างความถี่ ท่านผู้อ่านคงเคยทราบมาแล้วว่าปลายเข็มนี้บางเจ้าใช้เพชรเป็นวัศดุในการทำปลายเข็ม สำหรับปลายเข็มนั้นก็มีรูปแบบของมันถึงสี่รูปแบบ อันได้แก่ MicroLine, Linear Contact, Elliptical, Conical (ดูรูปที่ 4)

ปลายเข็มทั้งสี่แบบมีหน้าที่ต่างกันอย่าง MicroLine เอาไว้ทำสำเนาแผ่นต้นฉบับแผ่นเสียง Linear Contact หัวเข็มจะมีลักษณะตั้งฉากตรง หัวเข็มแบบนี้มีความละเอียดอ่อนสูงต่อเสียง

Elliptical (รูปทรงไข่) จะเป็นปลายเข็มแบบที่นิยมกันมาก ปลายเข็มทั้งสองข้างจะมีขนาดไม่เท่ากัน โดยด้านหนึ่งจะมีขนาดที่กว้างกว่า ด้านที่กว้างกว่าจะช่วยในการทำให้เข็มบังคับอยู่กลางร่องแผ่นเสียง ส่วนด้านที่เล็กกว่าช่วยในการเกาะไปตามร่องได้ดี และปลายเข็มแบบ Elliptical มีหลายขนาดเช่นกัน ขนาดที่นิยมกันมีอยู่สามขนาดคือ 0.2X0.7 mil, 0.3X0.7 mil และ 0.4X0.7 mil ทั้งนี้ขนาดแรกจะให้เสียงและการเพาะร่องแผ่นเสียงได้ดีกว่า

Conical (รูปทรงกรวย) ปลายเข็มชนิดนี้เป็นที่นิยมในอดีต หรือหัวเข็มรุ่นเก่า ๆ หัวเข็มชนิดนี้มีรูปทรงกรวยมันจึงเกาะร่องเสียงได้ไม่ดี ทำให้ถ่ายทอดเสียงย่านเสียงสูงได้ไม่ดีนัก แต่กระนั้นก็มีราคาที่ถูกกว่าปลายเข็มชนิดอื่น

ลักษณะปลายเข็มแบบ Elliptical (ภาพบน) ขณะเซาะไปตามร่องแผ่นเสียง ส่วนภาพด้านล่าว แสดงลักษณะการเกาะร่องแผ่นเสียงของหัวเข็มแบบ MicroLine

 

เรื่องราวของหัวเข็มสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง เป็นแค่จุดเริ่มต้นสำหรับคนรักการเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นสิ่งมหัศจรรย์กว่าฟร้อนต์เอนด์อื่น ๆ ตรงที่ผู้เล่นสามารถ Tweak เครื่องได้เองด้วยการปรับแต่งส่วนต่าง ๆ ความสนุกของการเล่นแผ่นเสียง จึงมากกว่าการฟังเพลงธรรมดาจากเครื่องเล่นซีดี เพราะถ้าเราจะปรับแต่งเครื่องเล่นซีดี เราต้องมีความรู้ทางไฟฟ้าพอสมควรจึงจะเล่นกับมันได้อย่างสนุก

บทความนี้คงช่วยกระตุ้นต่อมของท่านผ้อ่าน เพื่อเปิดทางเข้าไปสู่โลกเสียงอนาล็อคได้บ้าง

Wolfgang Amadeus Mozart
Klavierkonzert: Piano Concertos Nos.6,17&21

ก่อนเข้าสู่บทเพลงอันสุนทรีย์ของเพลงคลาสสิก ผมขอใช้หน้ากระดาษกล่าวถึงธุรกิจดนตรี-เพลงในเมืองไทยสักเล็กน้อย ในฐานะผู้บริโภคซึ่งเสียเงินเสียทองกับการสะสมอัลบัมเพลงในรูปแบบต่าง ๆ จนไม่กล้าคำนวนตัวเลขที่จ่ายไป เริ่มตั้งแต่การสะสมเทปคลาสเซ็ตมาเมื่อครั้งยังนุ่งขาสั้น จนมาถึงยุคที่แผ่นซีดีรุ่งโรจน์เจิดจรัส และหันกลับมาสะสมแผ่นเสียงตามความฝันหลังจากทำงานทำการในวัยหนุ่ม ทว่าในปัจจุบันกลับเป็นยุคที่ผมไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ครั้นหมดยุคแผ่นเสียงเมื่อปี 80 มีแผ่นซีดีเข้ามาทดแทน แต่หลังปี 2010 แนวโน้มของร้านขายซีดีกำลังจะล้มหายตายจาก ลมหายใจของอัลบัมเพลงที่เป็นซีดีรวยรินลงเหลือเกิน คาดว่าปีหน้าน่าจะพอนับร้านที่ขายแผ่นซีดีเพลงเป็นหลักได้อย่างง่ายดาย โดยเปลี่ยนหน้าร้านมาสู่การดาวน์โหลดเพลงทางมือถือและอินเตอร์เน็ตจากไฟล์ MP3 ชาร์ตเพลงฮิตต่อไปคงเปลี่ยนจากแผ่นที่ขายได้ มาเป็นยอดดาวน์โหลด สมรภูมิหลักของธุรกิจในวันนี้คือ “ง่ายแต่แพง” เพราะถ้าพิจารณาถึงราคาเพลงที่ดาวน์โหลดนั้น เพลงหนึ่งมีราคาที่สูงมาก แน่นอนว่าซื้อเพลงเดียวอาจจะไม่รู้สึกว่าจ่ายเงินในราคาแพง แต่ถ้าซื้อทั้งอัลบัมเราจะพบว่ามันมีราคาที่แพงเท่ากับการซื้อซีดีหนึ่งแผ่น โดยไม่มีซีดี ไม่มี Booklet ไม่มีของแถมเล็กน้อยจากทางวง รวมถึงเอาไปฟังที่ไหนไม่ได้นอกจากเครื่องที่เราใช้ดาวน์โหลดมา รวมถึงผู้ที่ดาวน์โหลดไฟล์เพลงจะไม่เคยมีของสะสมเป็นชิ้นเป็นอัน เว้นแต่ไฟล์ดิจิตอลใน Library

อย่างที่ผมกล่าว ช่างอ้างว้างเดียวดายเหลือเกินในโลกหลังปี 2010 นักฟังเพลงอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ชอบสะสมซีดี คงต้องหาหนทางซื้อซอร์ฟแวร์จากทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้นไปกว่าเดิม

กลับมาที่เพลงของเรากันอีกครั้งนะครับ หลายท่านอาจจะส่ายหน้ากับผม แล้วตะโกนดัง ๆ ว่า “โมสาร์ทอีกแล้วหรือ” ผมก็ต้องพยักหย้าหงึกหงั่กและตอบว่า “ใช่แล้วครับท่าน โสาร์ทอีกแล้ว” 555

แต่ใคจะปฏิเสธผลงานของท่านโมสาร์ทได้ (หยิบเอามาฟังทีไรก็ยังไพเราะ) ความอัจฉริยะของโมสาร์ทนั้นหาใครเทียบเคียงได้ยาก ทั้งในยุคของท่านโมสาร์ท ไล่มาถึงยุคคลาสสิก และมาสู่ยุคปัจจุบัน เหมือนทุกสรรพสิ่งเริ่มต้นด้วยโมสาร์ท ไม่ต่างจากนักหัดวาดภาพ อย่างไรเสียก็ต้องเรียนการสเก็ตภาพเหมือนของมนุษย์ก่อนจะก้าวไปทำงานที่แตกต่าง เช่นเดียวกับการไขปัญหาจักรวาล ก็ต้องเริ่มต้นที่ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน มาถึงทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ก่อนก้าวเข้าสู่ทฤษฎีควอนตัม ไม่มีเครื่องลัดเวลา ไม่มีการไปถึงจุดยอดของภูเขาด้วยการนั่งกระเช้า (แม้ทุกวันนี้ภูเขาบางลูกจะมีกระเช้าให้ขึ้นก็ตาม)

ซีดีอัลบัมนี้ผมยอมรับว่าผมซื้อเพราะหน้าปก หน้าปกสาวน้อยใบหน้างดงามคนนี้คือ Pia Degermark นักแสดงชาวสวีดิส ที่แสดงเป็น Elvira Madigan (ตามชื่อหนัง) นักไต่ลวดสาวที่จบชีวิตในแบบดรามาก่อนวัยอันควร ผมไม่ได้ชมหนังเรื่องนี้ แต่สัญญาในใจว่าจะหาหนังเรื่องนี้มาชมให้ได้ ส่วนซีดีแผ่นนี้เกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่อง Elvira Madigan ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เพราะเพลงจากอัลบัมนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงประกอบภาพยนตร์นั่นเอง

โมสาร์ทแต่งเปียโนคอนแชร์โต้เอาไว้อย่างมากมายรวมแล้วจำนวนถึง 27 หมายเลข ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากมายเอาเรื่อง ตั้งแต่หมายเลขแรกจนสุดท้ายนั้นก็แต่งต่างกรรมต่างวาระกัน สี่หมายเลขแรกซึ่งเป็นช่วงยุคแรกแต่งขึ้นระหว่างปี 1763-64 ช่วงที่อยู่ในกรุงปารีส ส่วนเปียโนคอนแชร์โต้เพลงท้ายก็แต่งในช่วงปี 1788 อันเป็นช่วงมรสุมชีวิต และมรสุมทางการเงินเล่นงานโมสาร์ทอย่างหนัก ซึ่งใครจะเชื่อว่านักประพันธ์เพลงผู้เอกอุท่านนี้ โด่งดังมาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้นแล้วบั้นปลายชีวิตก็ยังคงตกอับในแบบศิลปิน ราวกับใครเขียนบทเอาไว้ก็ไม่ปาน นึกแล้วช้ำใจยิ่งนัก ราวกับปิศาจ ซาตาน หรือพระเจ้ากันแน่ที่ลิขิตให้เป็นแบบนั้น คนมากพรสวรรค์ทว่าชีวิตกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคชีวิต

แผ่นซีดีแผ่นนี้บรรจุเปียโนคอนแชร์โตเอาไว้สามเพลงสามหมายเลข ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือเปียโนสามหมายเลขที่ดีที่สุดของโมสาร์ท รวมถึงของโลกด้วย และผมก็เชื่อว่าสามเพลงนี้ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันอย่างคุ้นเคยคุ้นหูมาก่อน เพราะเพลงเหล่านี้ถูกนำไปเล่นซ้ำบ่อย ๆ ปรากฎในซีดีรวมเพลงคลาสสิกฮิต ๆ บ้าง เพลงในหนังบ้าง เพลงเปิดตามห้าง เพลงรอรับสาย แต่ท่านอาจจะไม่เคยสัมผัสเวอร์ชั่นที่เล่นได้น่าประทับใจ ซึ่งผมคิดว่าแผ่นซีดีชุดนี้น่าฟังมากชุดหนึ่ง แม้ผมจะฟังเปียโนคอนแชร์โตโมสาร์ทมาหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นนี้แหละครับที่ผมคิดว่าติดหูติดใจของผมมาก

เปียโนคอนแชร์โตในชุดนี้บรรเลงโดยวง Camerata Academicades Salzburger Mozarteums บรรรเลงเปียโนโดย Géza Anda บันทึกเสียงระหว่างปี 1961-62 ดังนั้นแผ่นซีดีชุดนี้จึงเป็นแผ่นที่บันทึกเสียงต้นฉบับในแบบ Analog แล้วค่อยมาแปลงเป็นไฟล์ดิจิตอลในภายหลัง ซึ่งเท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดก็คือแผ่นของดอยท์แกรมโมโฟน ที่แปลงมาจากเทป Analog มักจะทำได้ดีกว่าแผ่นที่ต้นฉบับบันทึกเป็นดิจิตอล ความลื่นไหลของเสียงดนตรี ความหนาของเสียง และบรรยากาศโดยรอบกลับน่าชื่นชมกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับเพลงเปียโนคอนแชร์โต้ของโมสาร์ทนั้น วงออร์เครสตร้าที่บรรเลงจะเป็นวงในลักษณะวงแชมเบอร์ ซึ่งมีผู้เล่นน้อยกว่าวงใหญ่ ดังนั้นวงแชมเบอร์จึงไม่จำเป็นต้องมีวาทยากร ผู้เล่นเดี่ยวเปียโนจึงทำหน้าที่คล้ายวาทยากรขณะบรรเลงไปด้วย (ในกรณีที่ไม่มีเครื่องดนตรีเดี่ยว หัวหน้าวงซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มไวโอลินก็จะทำหน้าที่นำวงไปพร้อมการเล่น) ข้อดีของวงแชมเบอร์ก็คือการประสานงานของวงจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการประสานงานที่ดีกว่าวงใหญ่ (ซึ่งมีนักดนตรีจำนวนมาก) การสื่อสารของนักดนตรีกับกลุ่มดนตรีจึงทำได้ไหลลื่นเป็นเอกภาพ

ผู้เล่นเปียโน Géza Anda เป็นนักเปียโนเชื้อสายฮังกาเรียน กีซา เอนดาเกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน 1921 ที่บูดาเปสต์ ในวัยเด็กศึกษาดนตรีกับครูในละแวกบ้านเกิด จนกระทั่งเข้ามาเรียนที่สถาบันดนตรี Franz Liszt Academy ในบูดาเปสต์ ที่นั่นเขาได้ศึกษากับ Ernstvon Dohnányi และยอดคีตกวีชาวฮังกาเรียนอย่าง Zoltán Coldály ในปี 1940 เขาชนะเลิศรางวัล Liszt Prize ซึ่งการชนะเลิศครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของเอนดา โด่งดังจนได้รับเชิญไปเล่นคอนเสิร์ตกับวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิค ช่วงกลางชีวิตของแอนดานอกจากเล่นคอนเสิร์ตแล้วเขายังศึกษางานของโมสาร์ท และอุทิศตนเป็นอาจารย์ทางดนตรีในสถาบันดนตรีแห่งมิวนิค

เพลงแรกของอัลบัมเปิดด้วยเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 17 KV 453 ในบันไดเสียง G major (ตัวย่อ KV นั้น ย่อมาจาก Köchel-Verzeichnis ซึ่งหมายถึงนาย Ludwig von Köchel ผู้ซึ่งจัดทำ Köchel catalogue จัดลำดับผลงานของโมสาร์ทที่ตีพิมพ์ก่อนและหลังเป็นตัวเลข บางสำนักก็ย่อเพียง K ตัวเดียว) หมายเลข 17 เขียนเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 12 เมษายน 1784 เพลงเปิดด้วยวงแชมเบอร์ด้วยท่วงทำนองหลักของเพลง ซึ่งดำเนินในจังหวะเร็ว วงดนตรีเล่นด้วยความลื่นไหลอ่อนช้อย กลางเพลงเมื่อเข้าสู่ท่อน Kadenz (หรือ Cadenza ซึ่งหมายถึงการเล่นเดี่ยว ภาษาเพลงร็อคก็คือท่อน Solo นั่นเอง ในเพลงคลาสสิกท่อน Kadenz นั้นผู้เล่นอาจจะเลือกตัวโน๊ตจากผู้ประพันธ์เพลงมาเล่น หรือจะใช้ปฏิพานทางดนตรี หรือท่อนที่ตนเองแต่งสอดใส่เข้าไปก็ได้ กระนั้นขึ้นอยู่กับความกล้าของผู้เล่นว่าจะเล่นอย่างพิศดารหรือเล่นตามขนบ ซึ่งเราทราบดีว่าดนตรีคลาสสิกนั้นไม่นิยมความพิศดารมากนัก ผู้เล่นต้องเล่นอย่างมีรสนิยมอันดี ซึ่งในเพลงนี้เอนดาเลือก Kadenz ที่โมสาร์ทเป็นผู้ประพันธ์ทั้งหมดมาเล่น) เสียงเปียโนที่เอนดาเล่นทำได้อย่างมีระเบียบ ล้อไปกับท่วงทำนองหลักอย่างเบิกบาน ท่อนที่สองเริ่มด้วยเครื่องสาย รับต่อด้วยกลุ่มเครื่องเป่า ท่วงนี้ทำนองช้าราวใคร่ครวญค้นหาความหมายและเปียโนเล่นรับบรรยายความรู้สึกที่ต้องการบอก และมูฟเม้นต์สุดท้ายท่วงทำนองร่าเริงสดใส เปียโนเล่นล้อไปกับวงตลอดเพลง

เพลงที่สองอันเป็นไฮไลต์ของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 21 KV 467 ในบันไดเสียง C major เพลงนี้มีชื่อเล่นว่า Elvira Madigan ตามที่ผมได้เกริ่นไปตั้งแต่ต้น ชื่อเล่นนี้มาเรียกกันในภายหลังนะครับ แต่ก็เรียกจนติดปากกันมาถึงทุกวันนี้ เพลงเปียโนคอนแชร์โตเพลงนี้ของโมสาร์ทเขียนเสร็จใจปี 1785 เป็นเพลงที่โด่งดังเพลงหนึ่งของคีตกวีเอกท่านนี้ก็ว่าได้ เพราะท่วงทำนองทั้งสามมูฟเม้นต์เป็นเหมือนแบบที่โมสาร์ทวางรากฐานเอาไว้อย่างแน่นหนาก็คือท่วงทำนองแรกเริ่มขึ้นด้วยลีลาเร็ว โดยเริ่มขึ้นด้วยความเงียบ เสียงจากกลุ่มเครื่องสายด้วยอารมณ์รื่นเริง ขณะเดียวกันก็เป็นระเบียบ เครื่องสายค่อย ๆ เล่นดังขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ารับช่วงต่อโดยการเล่นท่วงทำนองเดิมและเปียโนวกเข้ามาเล่น Kadenz ช่วงสั้น ๆ สลับกับวงแชมเบอร์ตลอดทั้งเพลง ท่อนที่สองมีลีลาที่เชื่องช้า เสียงเครื่องเป่าลมไม้เป็นตัวแทนของความเศร้าทุกข์ตรม แต่กระนั้นท่อนนี้เป็นท่อนที่มีความงดงามของเมโลดี้เป็นอย่างมาก ท่อนจบเป็นไปอย่างสุกสว่างและสงบเยือกเย็น ท่อนสุดท้ายของเพลงเริ่มด้วยความสุขสนุกสนาน วงแชมเบอร์เริ่มขึ้นพร้อมเพรียง เปียโน Kadenz ในช่วงสั้น ๆ ด้วยการตอบโต้กับวงดนตรี ขณะเดียวกันการโซโลก็แตกคอร์ดออกไปจากธีมหลัก ก่อนจะจบลงด้วยความภาคภูมิ

เพลงสุดท้ายของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 6 KV238 ในบันไดเสียง B flat major เพลงนี้แต่งขึ้นในปี 1776 ช่วงดังกล่าวโมสาร์ทยังอาสัยอยู่ในออสเตรียเมืองเซาส์บูร์ก ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อลูกโมสาร์ทประวบความสำเร็จในระดับหนึ่งของการแสดงดนตรี ก่อนที่จะเดินทางไปยังปารีสในปี 1777 เพลงนี้ยังคงรักษาแบบแผนของโมสาร์ทไม่เสื่อมคลายคือเริ่มด้วยท่วงทำนองสดใสร่าเริงในมูฟเม้นต์แรก โศกเศร้าอาดูรในมูฟเม้นต์สอง และคลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย

กีซา เอนดา เป็นนักเปียโนที่มีฝีมือประณีต มีระเบียบแบบแผนที่งดงาม ขณะที่วงแชมเบอร์เล่นกันได้อย่างมีเอกภาพสมกับเป็นวงบ้านเกิดของโมสาร์ท การตีความดนตรีด้วยความเข้าใจบทเพลง ย่อมก่อให้เกิดรสนิยมอันดีต่อเพลงคลาสสิก สิ่งเหล่านี้ทำให้เพลงของโมสาร์ทยังคงมีลมหายใจ ลอยล่องอยู่ในอากาศเพื่อฝ่าห้วงกาลเวลาไปยังอนาคต เปียโนคอนแชร์โตทั้งสามเพลง เป็นเหมือนตัวแทนบทเพลงที่ดีที่สุดจำนวนหนึ่งท่ามกลางบทเพลงมากมายของโมสาร์ทได้อย่างงดงาม

Music: 9
Sound: 8.5

ผมขอเริ่มที่ง่าย ๆ ก่อนนะครับ ผมเริ่มฟังเพลงจริงจังตอนเรียนมัธยมต้น-ปลาย จากนั้นก็ฟังมาตลอด ตอนเป็นเด็กนักเรียน เพลงส่วนใหญ่ที่มีปัญญาซื้อก็จะเป็นเทปพีค็อก เป็นส่วนใหญ่ จะมีบางยี่ห้อบ้างเช่นโฟร์แทรคบางชุด ช่วงมัธยมปลายเทปยี่ห้อ 501 ออกมาอย่างต่อเนื่องเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงโพเกรสซีฟที่หาฟังยาก รวมถึงบูตเล็ก ช่วงนี้ผมเริ่มอยากสะสมแผ่นเสียงครับ ซื้อเครื่องเล่นของ SABA มาใช้ฟัง ส่วนแผ่นก็ซื้อหาจากคลองถมในราคาไม่กี่บาท แต่พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ยากจนมากครับ แทบไม่เหลือเงินไปซื้อเทปหรือแผ่นใดเลย แล้วตอนนี้แผ่นซีดีก็เริ่มทยอยผลิตกันออกมาแล้ว

ผมมาเริ่มฟังเพลงอย่างจริงจังอีกครั้งตอนทำงาน พอเริ่มมีเงินจากการทำงาน ช่วงนี้ผมทยอยซื้อแผ่นซีดีอาทิตย์หนึ่งก็หลายตังค์เหมือนกัน จวบกระทั่งวิกฤติเศรษฐกิจปี 41-42 กลับมาจนเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วงก่อนหน้านั้นผมชอบฟังเพลงแนว Alternative Rock วงโปรดของผมก็คือวง Manic Street Preachers ซึ่งเป็นวงร็อคแบบ โพสต์พังค์ จากเกาะอังกฤษ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1986 มีสมาชิกเริ่มต้นมีด้วยกันสี่คนคือ James Dean Bradfield (vocals, guitars), Nicky Wire (bass, occasional vocals) and Sean Moore (drums, backing vocals, occasional trumpet) และ Richey Edwards (กีตาร์และแต่งเพลง) ซึ่งต่อมาปี 1995 เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างว่าเขาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำ ไม่มีใครพบศพของเขา เมื่อไม่มีการพบศพเขาจึงเป็นผู้สูญหาย

ผมสะสมแผ่นซีดีของ MSP ทุกชุด รวมถึงแผ่นซิงเกิลเท่าที่จะหาได้ หลังจากเริ่มกลับมาเล่นเครื่องเสียงอีกครั้ง หลังวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป ผมเริ่มเล่นแอมป์หลอด และสะสมแผ่นเสียงในเวลานั้น วงที่ผมยังติดตามคือ MSP โดยผมเริ่มเก็บงานของวงนี้เป็นแผ่นเสียง และออกตามหาแผ่นซิงเกิลที่เป็นแผ่นเสียงด้วย

เมื่อวานผมหยิบแผ่นซิงเกิลขนาด 10 นิ้วแผ่นนี้ออกมาฟังอีกครั้ง

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นซิงเกิลในชุด THe Holy Bible ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ริชชี่ยังอยู่กับวง สิ่งที่พิเศษสุด ๆ สำหรับแผ่นซิงเกิลแผ่นนี้ก็คือ มีเพลงจากอัลบัมหนึ่งเพลงคือเพลง Revol และมีเพลง Too Cold Here ซึ่งว่ากันว่าทางวงแต่งขึ้นขณะมาทัวร์เอเชีย รวมถึงเมืองไทยของเราด้วย และเพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบัมปกติ

Too Cold Here เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก เนื้อหากินใจ เล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ฟังแล้วเหงาอย่างจับจิต เป็นเพลงที่อยู่ในลิสต์ 100 เพลงที่ผมชอบตลอดกาลเลยทีเดียว

Too Cold Here Lyrics:
Manic Street Preachers

Born in burial gowns, recessing slowly
You soon wish you couldn’t see at all
Tortured in the mind, six voices alone
Futile gestures, emotionless groans
Everyone asks what’s wrong, but what’s right?
And a cute lie makes everything uptight
To kill your dream before it’s considered
To live in silence, airless closet, no vision

It’s easier to make love to a stranger
than to ask a friend to call
Suspicion knows nothing and
is known for not much at all,
much at all

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls to lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade to cover your eyes

Self pity yourself is so shallow
I am so sick in mind and body, heart cold as stone
Whisky my coral, my piece of mind
Hello Mr. Samsung you can’t clean my soul
Wake up sighing, mass for the bleeding
Never share sadness mine no man prays painless
Coalescing mine are hidden rooms,
Cannot give anything and never could

Prison it’s only four walls but sometimes
The mind is the smallest prison of all,
Offering there upon offering
As a ball with a touch feels
Through its fall, through its fall.

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls
To lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade
To cover your eyes

ในหน้า B ของซิงเกิล มีเพลง You Love Us จากอัลบัมแรก

และที่น่าสนใจคือเพลงสุดท้าย life becoming a landslide จากอัลบัมชุดที่สองแต่เป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงคอนเสิร์ต ที่ MBK Hall ตอนที่วงมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ผมก็ไปชมด้วย

แนวทางแรกของการสะสมแผ่นเสียงของผมก็คือ

เริ่มจากวงที่เรารัก และเก็บมันจนเป็น Collection ครับ

ปล.ทางวงกำลังมีผลงานชุดใหม่คือ Postcard from a youngman ซึ่งเป็นอีกชุดที่เพราะมาก ๆ