Info

Posts from the High Fidelity Category

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสแวะไปแถวเสนาจึงมีโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนเฮียโกวิท เจ้าของผลิตภัณฑ์แอมป์หลอดของไทย ที่ยังคงผลิตแอมป์หลอดคุณภาพดีในราคาย่อมเยาว์ ใครที่เคยฟังเสียงแอมป์หลอดของ TS Audio จะทราบดีว่าแอมป์ของเขาไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็นเพราะหม้อแปลงไฟ และ OPT ทาง TS Audio เป็นผู้พันเอง จึงทำให้ควบคุมคุณภาพสินค้าและเอกลักษณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี

แม้ตอนนี้ทาง TS audio จะไม่ได้เปิดโชว์รูมอยู่ที่ฟอร์จูนทาวเวอร์แล้วก็ตาม แต่มิตรรักนักฟังเพลงยังสามารถไปฟังเสียงได้ที่โชว์รูมแห่งนี้

ตอนที่ผมไปเฮียโกวิทเพิ่งจะต่อแอมป์โมโนบล็อคตัวเขื่องซึ่งใช้หลอดตะเกียงเป็นภาคพาวเวอร์ ฟังเสียงแล้วต้องบอกว่านุ่มนวลชวนฟังกว่าที่คิดเอาไว้มาก

หมายเหตุ

ที่อยู่ TS Audio อยู่ใน-ซอยพหลโยธิน 37 เข้าซอยแล้วเลี้ยวซ้าย ตรงไปจนกระทั่งสุดซอยบังคับเลี้ยวขวา และเลี้ยวขวาอีกครั้ง โชว์รูมจะอยู่ทางด้านขวามือ ซอย พหลโยธิน 37 เป็นซอยตันที่วนถึงกันไม่ต้องกลัวหลงครับ หากจะไปฟังเครื่องเสียงควรจะโทร.นัดล่วงหน้า

โดย นิวัต พุทธประสาท

This slideshow requires JavaScript.


ตั้งแต่คอมแพคดิสต์ถือกำเนิดขึ้นมาและวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1980 เป็นเหมือนการปฏิวัติรูปแบบการบันทึกข้อมูลที่สำคัญที่สุดของโลกเหตุการณ์หนึ่ง แผ่นซีดีทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อตลาดดนตรี-เพลงซึ่งก่อนหน้านี้จัดจำหน่ายด้วยฟอร์แมตอื่น ๆ เช่น เทปคาสเซ็ต-ซึ่งมีคุณภาพต่ำทั้งทางด้านเสียงและการเก็บรักษา ส่วนแผ่นเสียงมีต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นเรื่อย และไม่สะดวกสบายในการพกพาไปฟังนอกสถานที่ การย่างเท้าเข้ามาของซีดีจึงเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะอย่างยิ่ง เพราะโลกกำลังมองหาฟอร์แมตดิจิตอล เพื่อก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่อยู่พอดี

อีกแปดปีต่อมาคือปี 1988 เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อซีดีเร็คคอร์ดเอเบิลวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก ซึ่งครั้งนี้สร้างผลสะเทือนมากกว่าเมื่อปี 80 หลายเท่า เพราะในอดีตนั้นการจัดเก็บข้อมูลดิจิตอลในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) แทบจะไม่มีทางเลือกมากนัก ประการแรกฟอร์แมตฟลอบปี้ดิสต์ขนาด 3.5 นิ้ว ไร้ความเสถียรภาพ พูดให้เข้าใจคือมันเก็บข้อมูลได้ง่ายดายก็จริง แต่โอกาสที่จะสูญเสียข้อมูลเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันแม้จะเก็บรักษาในสภาพที่ดีแล้วก็ตาม ประการที่สองมันเก็บข้อมูลได้น้อยมาก-หนึ่งแผ่นเก็บได้เพียง 1.44 เมกกะไบต์ ขณะที่ไฟล์ดิจิตอลมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ต้องการพื้นที่จัดเก็บมากกว่านั้นหลายเท่า แม้ว่าฟลอบปี้ดิสต์ของโซนี่รุ่นสูงสุด หรือ ZIP Disk จะเก็บข้อมูลได้ถึง 200 เมกกะไบต์ แต่ก็ต้องซื้อฮาร์ดแวร์-อุปกรณ์มาเสริมและตัวดิสต์ที่มีราคาแพงมาก ตามจำนวนเมกกะไบต์ที่สูงขึ้น การถือกำเนิดของซีดีอาร์จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างตรงจุดนี้ได้อย่างลงตัว และทำให้การบันทึกข้อมูลที่เป็นไฟล์ดิจิตอลกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ซีดีอาร์จึงใช้เวลาไม่นานนักครองตลอดฮาร์ดแวร์แทนที่ฟลอบปี้ดิสต์อย่างเด็ดขาด และมีราคาถูกลงจนน่าใจหาย…

แม้นในปัจจุบันจะมี ดีวีดีอาร์มาเป็นแผ่นบันทึกข้อมูลที่มีความจุมากขึ้นออกมาใช้งานแล้วก็ตาม แต่ซีดีอาร์ก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย อาจจะเป็นเพราะว่าราคาที่ถูกกว่าดีวีดีอาร์อยู่มาก และคุณภาพของดิสต์ก็สูงขึ้น ทุกวันนี้เราสามารถหาซื้อซีดีอาร์ได้อย่างง่ายดายในราคาไม่ถึงสิบบาทต่อหนึ่งแผ่น พูดได้อย่างเต็มปากว่าราคานี้ถูกกว่าฟลอบปี้ดิสต์ในสมัยก่อนหลายเท่า

ซีดีอาร์มีความจุประมาณ 650-800 เมกกะไบต์ หรือถ้าคิดเป็นเวลาก็จะจุได้ประมาณ 75-80 นาที ถ้านำมาบันทึกเป็นไฟล์เพลง WAV เพลงหนึ่งยาวเฉลี่ยห้านาที จะบันทึกเพลงได้ถึง 16 เพลง เท่านี้ก็จุใจแล้วครับไม่มากไม่น้อยเกินไป มีเรื่องเล่าอยู่ว่าตอนที่ฝ่ายเทคนิคของโซนี่ประชุมเรื่องความจุของแผ่นซีดีนั้น ฝ่ายเทคนิคต้องการให้มีความจุของแผ่นซีดีอยู่ที่ 60 นาที แต่ประธานโซนี่บอกว่า 60 นาทีนั้นน้อยเกินไปที่จะบันทึกเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟ่น ซึ่งมีความยาวประมาณ 75 นาที ในที่สุดแผ่นซีดีก็มีขนาดความจุ-ความยาว 75 นาทีทำให้สามารถบันทึกเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ด้วยดิสต์เพียงแผ่นเดียว ไม่ต้องลุกไปเปลี่ยนแผ่นเสียงถึงสี่ครั้ง นี่แหละครับถ้าคิดรอบด้าน…ทุกอย่างก็ลงตัว (แต่สุดท้ายต้องมีเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ)

เมื่อครั้งที่ซีดีออกมาใหม่โฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายก็ตามออกมาเป็นแพคเก็ต อย่างแรกคือเสียงดีเสียงใสกว่าแผ่นเสียง เก็บรักษาง่ายใช้ได้ตลอดกาล ได้เพลงที่เยอะขึ้น ประหยัดกว่า แต่ทั้งหมดนั้นแทบจะหาไม่ได้เลยในช่วงที่มันออกมาในช่วงต้น ๆ เพราะแผ่นซีดีก็มีราคาแพง แถมต้องซื้อเครื่องเล่นซีดีขึ้นมาใหม่ เอาเครื่องเล่นอื่นมาเล่นแทนก็ไม่ได้ การบันทึกเสียงก็แย่ไม่ได้ใสหรือเสียงดีกว่าแผ่นเสียง แต่ซีดีก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนในยุค 90 การพัฒนาของซีดีก็มาถึงสุดยอด แม้ช่วงปี 2000 จะมีฟอร์แมตใหม่ ๆ ต้องการมาท้าทายซีดี เช่น SACD และ Audio-DVD แต่ทั้งสองตัวก็พับกระเป๋ากลับบ้านไปเรียบร้อย สองสามปีนี้สิ่งที่ทำให้ซีดีไหวเอนได้มากที่สุดกลับเป็นการดาวน์โหลดไฟล์เพลงดิจิตอลมาเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสต์ และถ้าจะนำไปฟังผ่านตัวเล่นไม่ว่าจะเป็นไอพอด ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพีสามก็ใช้วิธีถ่ายโอนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ แต่กระนั้นมองจากมุมมองนี้ แผ่นซีดีก็ยังมีบทบาทอยู่ต่อไปอย่างน้อยในสิบปีนี้มันก็ยังไม่สูญพันธุ์ตามรุ่นพี่ของมันอย่างฟลอบปี้ดิสต์ไปแน่

ที่ผมเกริ่นเสียเยิ่นยาวก็เพื่อจะบอกว่า ผมคิดจะทำการทดสอบแผ่นซีดีอาร์มาอยู่พักหนึ่งแล้ว ช่วงนี้มีเวลาพอสมควรก็เลยทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับผู้อ่าน ยิ่งไปเดินตามห้างคอมพิวเตอร์เราจะเห็นแผ่นซีดีอาร์วางขายกันหลายสิบยี่ห้อ ทั้งโนเนมไม่มีที่มาของแหล่งผลิต จนถึงยี่ห้อดังที่มีแพคเก็ตสวยสะดุดตา ราคามีตั้งแต่ 7 บาท จนถึง 30-40 บาทก็มีให้เลือกอย่างจุใจ

แรงบันดาลใจในการทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมเห็นแผ่นซีดีอาร์ของ TDK และ Mitsubishi ผลิตรุ่นพิเศษออกมาคือรุ่น Audio ออกมาวางขาย นัยยะว่าทำขึ้นมาเพื่อให้ชาวเราที่รักชอบในการอัดเพลง บันทึกเพลงลงแผ่นซีดีโดยเฉพาะ เมื่อมีรุ่นพิเศษและเน้นย้ำว่าสำหรับ Audio โดยเฉพาะก็ยิ่งอยากจะเปรียบเทียบว่ามันจะต่างจากแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลทั่วไปอย่างไร ดังนั้นการทอสอบครั้งนี้จึงมีแผ่นซีดีอีกหลากหลายยี่ห้อเข้ามาสู่การทดสอบด้วย

ผมเริ่มการทดสอบด้วยการเลือกเพลงซึ่งผมฟังบ่อย ๆ จนคุ้นหู แนวเพลงที่ผมเลือก ผมเลือกแนวเพลงแจ๊สที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีอคูสติกเป็นหลัก เมื่อคัดเลือกเพลงได้แล้ว ผมนำไฟล์เพลงต้นฉบับจากแผ่นซีดีถ่ายข้อมูลเข้าไปเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสต์คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ผมใช้คือ iMac OSX โปรแกรมที่ใช้ถ่ายโอนข้อมูลคือ iTune โดยเก็บเป็นไฟล์ WAV

ในการถ่ายโอนข้อมูลผมเลือกใช้สายไฟเบลเดนแทนสายไฟคอมพิวเตอร์ที่แถมมา ช่วงเวลาที่ถ่ายโอนข้อมูลก็เป็นช่วงเวลาที่คิดว่าน่าจะมีการใช้ไฟในออฟฟิศน้อยที่สุด เมื่อถ่ายโอนข้อมูลลงในฮาร์ดดิสต์แล้ว ผมก็เลือกใช้โปรแกรม Toast Titanium เวอร์ชัน 8 ที่ติดมากับเครื่อง เป็นโปรแกรมที่เรียบง่ายวิธีการใช้งานไม่ซับซ้อน เมื่อเลือกเพลงลงในลิสต์เรียบร้อย โดยไม่ใช้ CD Text เพราะต้องการให้ข้อมูลสูญเสียน้อยที่สุด ความเร็วในการบันทึกแผ่นผมเลือกที่ x1 ผมบันทึกแผ่นที่ต้องการทดสอบโดยจัดทำให้คราวเดียวกัน เพื่อที่จะได้ไม่มีแผ่นไหนได้เปรียบเสียเปรียบกัน

แผ่นที่ผมใช้ในการทดสอบคราวนี้มีด้วยกัน 6 แบบ 5 ยี่ห้อ แผ่นแรก TDK CD-R Audio แผ่นที่สอง Mitsubishi Phono-R แผ่นที่สาม Princo แผ่นที่สี่ BenQ แผ่นที่ห้า TDK รุ่นสีทอง และแผ่นสุดท้าย Sony สองแผ่นแรกเป็นแผ่นสำหรับ Audio โดยเฉพาะ ราคาของมันแพงกว่าแผ่นซีดีทั่วไป ราคาตกอยู่ที่แผ่นละ 30-40 บาท เปรียบเทียบจากสภาพของแผ่นซีดีด้วยสายตาแล้ว แผ่นมิตซูบิชิโฟโนอาร์นั้นดูโดดเด่นที่สุดเพราะสกรีนลายด้านบนเป็นรูปแผ่นเสียงแถมลายนูนร่องแผ่นเสียงด้วย ดูจากเนื้อพลาสติกโพลีคาร์โบเนตทุกแผ่นเรียบร้อยดี ยกเว้นของเบนคิวที่ขอบด้านนอกดูจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ การเลือกซื้อแผ่นซีดีอาร์ผมขอแนะนำว่าควรที่จะเลือกซื้อแผ่นที่มียี่ห้อหรือมีราคาเสียหน่อย โดยเฉพาะถ้าท่านต้องการเก็บข้อมูลสำคัญ เพราะแผ่นโนเนมราคาถูกตัวสกีนด้านบนเมื่อเก็บไว้นาน ๆ อาจจะลอกได้โดยไม่มีสาเหตุ ดังนั้นอย่าเสียดายเงินไม่กี่อัฐ แลกกับการสูญเสียข้อมูลสำคัญไม่ได้เลย

ขั้นตอนการก๊อบปี้ข้อมูล ผมพยายามจำกัดให้สูญเสียข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างการก๊อบปี้จึงทำการปิดหน้าต่างโปรแกรมทุกบาน และงดใช้โปรแกรมอื่น ๆ ในระหว่างก๊อบปี้ สิ่งที่เรารู้ก็คือในระหว่างการก๊อบปี้แผ่นซีดีอาร์ หรือขั้นตอนการโอนถ่ายข้อมูล ไฟล์ดิจิตอลบางส่วนจะสูญเสียไประหว่างทาง แน่นอนว่าไฟล์ที่สูญเสียไปไม่ได้ทำลายข้อมูลทั้งหมด เพราะมันยังประมวลผลได้ แต่กระนั้นไฟล์ที่สูญเสียไปก็ทำให้คุณภาพบางอย่างลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ

หนึ่งแผ่นใช้เวลาก๊อบปี้ประมาณ 9 นาทีกว่า ๆ แม้ผมจะเลือกใช้ความเร็วที่ x1 แต่เวลาที่บันทึกแผ่นจริง ๆ นั้นตัวเลขอยู่ที่ x2 หรือ x3 บ้างแล้วแต่แผ่นซีดี ส่วนแผ่นซีดีอาร์ของโซนี่ เป็นแผ่นเดียวที่ผมเลือกก๊ออบปี้ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟในออฟฟิศมากกว่าแผ่นอื่น

ขั้นตอนการทดสอบเสียง

เมื่อได้แผ่นซีดีที่อัดเพลงลิสต์เดียวกันมาแล้วหกแผ่น ก็ถึงขั้นตอนการทดสอบเสียง ขั้นตอนการทดสอบเสียงผมแบ่งออกเป็นสองแบบคือ 1.ฟังเทียบกับแผ่นตัวจริง 2.ฟังเทียบระหว่างแผ่นที่ก๊อบปี้มาด้วยกัน นอกจากนั้นผมยังใช้ซิสเต็มเครื่องเสียงที่หลากหลายในการทดสอบ ชุดแรกฟังจากหูฟังโซนี่ DR-7 โดยเสียบต่อโดยตรงจากคอมพิวเตอร์และฟังผ่านแอมป์หลอดหูฟัง ชุดที่สองแอมป์หลอดเบอร์ 45 กับลำโพง Fostex 206 เล่นด้วยเครื่องเล่นซีดี NAD 525 BEE ชุดที่สาม แอมป์หลอดเบอร์ EL34 กับลำโพงเวียนนาอคูสติกรุ่นโมสาร์ท และเครื่องเล่นดีวีดีโซนี่

การทดสอบเสียงแผ่นซีดีทั้งหกแผ่นนั้นเป็นเรื่องยากเอาการอยู่เหมือนกัน เสียงดนตรีเป็นนามธรรม การฟังแต่ละครั้งต้องอาศัยการจับเสียงเล็กเสียงน้อยของแต่ละเพลง แม้ผมจะบันทึกเพลงถึงสิบสองเพลง แต่ผมเลือกเพลงเพียงสองเพลงในการทดสอบ และจะเปิดเทียบกันแผ่นต่อแผ่น โดยเร่งโวลุ่มเท่ากันทุกครั้ง

ผลการทดสอบผมค่อนข้างพอใจกับขั้นตอนในการบันทึกแผ่น ที่เปลี่ยนสายไฟธรรมดาเป็นสายไฟแบบออดิโอ และการเลือกช่วงเวลาในการบันทึกแผ่นในช่วงมีการใช้ไฟน้อยนั้นได้ทำให้เห็นผลอย่างชัดเจนว่าเสียงแหลมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเพลงนั้น ๆ ทำได้ดีกว่าเสียงใสกว่า เบสเป็นตัวตนกว่า โดยไม่ต้องเพ่งสมาธิก็สามารถฟังได้ยินความแตกต่าง ดังนั้นแผ่นโซนี่ที่บันทึกในช่วงที่ออฟฟิศของผมใช้ไฟมากจึงเป็นแผ่นที่ด้อยที่สุดในการทดสอบครั้งนี้

แล้วใครเป็นที่หนึ่ง?

ในการทดสอบครั้งนี้ผมไม่ได้ตั้งใจแข่งเพื่อช่วงชิงชนะเลิศ แล้วก็เป็นเช่นนั้นเพราะว่าถ้าคุณผู้อ่านมีเพียงแผ่นซีดีเพียงแผ่นเดียว ท่านผู้อ่านจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าแผ่นไหนดีกว่ากัน เมื่อผมฟังเปรียบเทียบกับแผ่นที่เป็นต้นฉบับ กับแผ่นที่ก๊ออบปี้มาก็พบว่าแผ่นที่เป็นต้นฉบับจะมีความราบเรียบกว่า แต่แผ่นที่ก๊อบปี้นั้นเหมือนกับว่ามีการเพิ่มเอาท์พุชขึ้นมาเล็กน้อยทำให้เสียงดังกว่ากว่าต้นฉบับ แม้เอาท์พุชจะมากกว่าก็ใช่ว่าเป็นจุดดีนะครับ เพราะนั่นเท่ากับว่ามันจะเกิดอาการเพี้ยนได้

หลังจากฟังทดสอบระหว่างแผ่นที่ก๊อบปี้ทั้งหมดกันในแบบแผ่นต่อแผ่น เพลงต่อเพลง ผมแบ่งกลุ่มซีดีออกมาได้สองพวก พวกแรกเสียงที่นุ่มนวล พวกที่สองเสียงที่ชัดจัดจ้าน

กลุ่มแผ่นที่นุ่มนวลก็คือแผ่นที่ทำมาเพื่อ Audio เสียงทั้งสองแผ่นจะไม่แสดงอาการล้ำหน้าของเสียงกลาง เบสแม้จะไม่ออกมาเป็นลูกชัด แต่แผ่คลุมมีความลึก เสียงแหลมเป็นส่วนที่ดีที่สุดของแผ่นออดิโอ โดยเฉพาะ ทีดีเคออดิโอ นั้นสร้างบรรยากาศของเสียงแหลมได้ดีกว่า ปลายแหลมเป็นประกายระยิบระยับ แต่เสียงกลางของแผ่น มิตซูบิชิ โฟโนอาร์ นั้นหวานนุ่มนวล เสียงร้องของนักร้องสาวดูมีมิติมากกว่า ฟังจากชุดลำโพงโมสาร์ทอิมเมจเสียงนักร้องเหมือนยืนอยู่ตรงกลางเวทีอย่างไรอย่างนั้น สมกับที่โคลนรูปแบบเหมือนแผ่นเสียง เพราะบุคลิกของโฟโนอาร์คือเสียงที่ไม่หยาบกระด้าง นุ่มลึกน่าฟัง ไม่กัดหู สองแผ่นในกลุ่มนี้กินกันไม่ลงจริง ๆ

กลุ่มแผ่นที่เสียงชัดจัดจ้าน ก็คือแผ่นซีดีอาร์ธรรมดา แต่ก็มองข้ามไม่ได้เพราะเสียงเบสของทั้งสามแผ่นถ้าใครชอบเบสหนัก ๆ เบสเป็นลูกกลม ๆ น่าจะชอบ เสียงกลางอาจจะพุ่งล้ำไปนิด แต่ก็ชัดเจนไม่เบลอร์ ไม่มีหมอกควัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นอนิจสงค์ของขั้นตอนการบันทึกแผ่นนั่นเอง ในกลุ่มนี้พรินโค กับเบนคิวกินกันไม่ลง ส่วนทีดีเคแผ่นทองนั้นตามหลังมาติด ๆ แต่ต้องเร่งเหนื่อยหน่อย

การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นแนวทางสนุก ๆ นะครับ ความคิดเห็นทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม การทดสอบในสิ่งที่เป็นนามธรรมโดยเฉพาะทดสอบเสียงนั้น ยากอย่างยิ่งที่จะมีความคิดเห็นที่ตรงกันได้ เพราะพื้นฐานของแต่ละคนต่างกัน และขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวด้วย ท่านผู้อ่านอาจจะลองเอาแนวทางนี้ไปทดสอบเล่น ๆ ก็ได้นะครับ เพราะถือเป็นการฝึกฟังเสียงไปในตัวด้วย เมื่อฟังมาก ๆ ฟังอย่างจริงจัง เราจะรู้ว่าเรากำลังฟังอะไรอยู่…เราจะรู้ว่าเราฟัง ‘เสียง’ หรือเราฟัง ‘เพลง’…แต่ถ้าฟังทั้งสองอย่างอย่างเข้าใจ ชีวิตย่อมเป็นสุขฉันท์นั้น…

เวลานี้ตลาดโทรทัศน์ในบ้านเราน่าจะมาถึงจุดที่เริ่มจะอิ่มตัวกันแล้ว เพราะถ้ามองไปที่เทคโนโลยีใหม่ คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาอีกต่อไป หรือแม้แต่โทรทัศน์สามมิตินั้นก็เป็นเพียงกระแสแฟชั่นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะถามว่าใครจะดูโทรทัศน์สามมิติตลอดเวลา แล้วรายการธรรมดาจะดูแบบสามมิติไปทำไม หรือถ้ามองไปที่หนังสามมิติ ก็ยังอยู่อีกไกลกว่าจะพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดยอด

กลับมาที่โทรทัศน์ซึ่งคนส่วนใหญ่ตอนนี้นิยมกันโดยเฉพาะโทรทัศน์ Plasma กับ LCD-LED ต่างทำตลาดลุยแข่งกันอย่างหนักทั้งค่ายเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป-อเมิริกา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้เห็นก็คือ การเขียนรายงานการทดสอบที่เที่ยงตรง โดยเฉพาะการทดสอบของหนังสือหรือเวบไซต์ที่ขายของ ต่างก็หาการทำสอบจริง ไม่อ้างอิงบริษัท โฆษณา หรือพวกพ้องไปได้ ดังนั้นการทดสอบจริงจังจึงไม่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านเองก็คงรู้สึกเช่นนั้น การหาข้อเท็จจริงมันยากเย็นเหลือเกิน การหมกเม็ดจุดอ่อนของ พลาสมา แอลซีดี ทำกันเป็นระบบ ทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นกับทุกค่าย

สำหรับการทำสอบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ผมต้องการเปลี่ยนโทรทัศน์เครื่องเดิมที่เป็นจอแก้ว มาเป็นโทรทัศน์พลาสมา ผมตั้งใจซื้อพลาสมามาใช้ ดูภาพยนตร์จากดีวีดี และบลูเรย์ และคิดว่าต้องการรับชมภาพจากดาวเทียมด้วย ในบทความนี้ผมคงไม่อ้างอิงโทรทัศน์พลาสมาหรือแอลซีดีว่าอะไรดีกว่ากันนะครับ จะมุ่งเน้นที่การใช้งาน Panasonic รุ่น TH-P50S10T เป็นหลัก อย่างเที่ยงตรง เพื่อท่านผู้อ่านจะได้นำข้อมูลไปตัดสินใจว่าจะซื้อมันดีหรือไม่

Panasonic รุ่น TH-P50S10T เป็นโทรทัศน์แบบพลาสมา จอภาพขนาด 50 นิ้ว ฟูลไฮเดฟ โทรทัศน์รุ่นนี้ของพานาโซนิคเป็นรุ่นกลางของเขา พาเนลผลิตที่ญี่ปุ่น ส่วนตัวเครื่องประกอบที่สิงคโปร์ ซึ่งถือว่าน่าเชื่อถือกว่าผลิตในจีนนะครับ การออกแบบเรียบง่าย ไม่ดูทันสมัยหรือเชยเกินไป กรอบสีดำไม่ทำให้เกะกะสายตาเมื่อชมในความมืด ขนาดห้าสิบนิ้วทำให้สามารถวางโทรทัศน์ในห้องที่มีขนาดกลางถึงใหญ่ได้ ผมตั้งโทรทัศน์บนชั้นวาง ผมไม่ชอบติดจอขนาดใหญ่บนผนัง เพราะต้องการปรับเปลี่ยนสายได้สะดวก

Panasonic รุ่น TH-P50S10T ตัวนี้ให้ช่องเสียบสายสัญญาณขาเข้ามาอย่างเพียงพอ ด้วยชุด HDMI 3 ชุด คอมโพเน้นต์สองชุด คอมโพสิตสามชุด และ S-Video 1 ชุด VGA  1 ชุด และยังมีช่องเสียบ SD-Card ให้อีก 1 ช่อง ซึ่งสะดวกมากต่อการรับชมภาพจากกล้องวีดีโอ หรือกล้องถ่ายภาพ

ผมต่อโทรทัศน์ผ่านเครื่องกรองไฟ Magnet LC-1 จากนั้นต่อสาย S-Video จากจานดาวเทียมยูบีซี  ต่อเครื่องเล่นดีวีดี Oppo DV-980H ด้วยสาย HDMI และต่อ Playstation 3 Slim ด้วยสาย HDMI

ผมเริ่มทดสอบด้วยการดูภาพจากทรูวิชั่น โดยผมต่อสายคอมโพสิตอีกช่องหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบ ผมลองไล่ชมภาพจากช่องต่าง ๆ ก็พอจะยอมรับได้ ผมไล่ปรับสีแล้วค่อย ๆ ดูพบว่า ผมชอบปรับให้ภาพมีความเข้มพอสมควร ลดแสงลง และเพิ่มสีเล็กน้อย จากนั้นปรับให้ขจัดน้อยส์เต็มพิกัด ภาพจากเคเบิลหากเทียบกับจอแก้วหรือ CRT ขนาด 29 นิ้วเครื่องเก่าของผมแล้ว การดูรายการทางเคเบิลจอแก้วยังคงกินขาดทุกขบวน ภาพของ Panasonic รุ่น TH-P50S10T นั้นออกนุ่มนวลไม่คมจัดจนบาดตา ดูสบายตา อาจจะดูไม่น่าตื่นเต้น แต่ก็ให้สีที่นุ่มนวลกว่า

จากนั้นผมทดสอบภาพด้วยเครื่องเล่นดีวีดี Oppo DV-980H โดยเลือกเล่นแผ่น The Lord of the rings: Return of The King ฉบับ Extended โซน 1 เครื่องเล่นออปโปรุ่นนี้สามารถอัพสเกลได้ถึง 1080P แต่หลังจากลองอยู่หลายเรื่องผมพบว่าอัพสเกลภาพที่ 720P ดูดีที่สุดสำหรับการชมกับ Panasonic รุ่น TH-P50S10T ต้องบอกว่าพลาสมาตัวนี้ดูหนังจากดีวีดีได้ภาพที่สุดสวยนุ่มสบายมากกว่าดูจากเคเบิลดาวเทียมชนิดห่างไกลกันหลายช่วงตัว โดยเฉพาะฉากเริ่มเรื่องของ The lord of the rings ในภาคสามนั้นสดใสสวยงามเจริญตายิ่งนัก ฉากมืด ๆ ก็ยังคงเสดงรายละเอียดได้อย่างสวยงาม

สุดท้ายทดสอบเล่นเกม PS3 Panasonic รุ่น TH-P50S10T นำเสนอภาพได้คมชัดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉากมืด ๆ นั้นมืดได้ใจบวกรายละเอียดที่เหลือกิน ผมดูหนังด้วยแผ่นบลูเรย์ดิสต์จาก PS3 ก็พบว่าให้ภาพที่สวยกว่าดูจากดีวีดีหลายเท่า จะบอกว่าพอใจภาพ Panasonic รุ่น TH-P50S10T จากแผ่นบลูเรย์มากที่สุดก็ว่าได้ นี่ขนาดดูผ่านเครื่องเล่นเกมยังได้ภาพที่ดีเพียงนี้

สิ่งที่ผมทดสอบต่อมาคือชมภาพถ่ายจาก SD-Card ซึ่งถ่ายภาพจากกล้อง Ricoh GX200 ภาพถ่ายขนาด 2 เมกกาไบต์ ก็ได้ภาพที่คมชัดสวยงาม (แต่ยังสู้ภาพที่ได้จากบลูเรย์ไม่ได้)

ผลสรุปจากการทดสอบ อย่างที่เราทราบกันดีว่าโทรทัศน์พลาสมา และแอลซีดี โดยเฉพาะ Panasonic รุ่น TH-P50S10T ยังคงเหมาะที่จะชมภาพ HD จากแหล่งข้อมูลที่สามารถส่งภาพรายละเอียดสูง มากกว่าชมภาพจากเคเบิลทีวี หรือดาวเทียมมาก ดังนั้นถ้าท่านต้องการซื้อโทรทัศน์เหล่านี้มาชมรายการทีวีโดยทั่วไป ก็จะไม่คุ้มค่าราคา แต่ถ้าท่านชอบดูหนังผ่านแผ่นดีวีดี หรือบลูเรย์ Panasonic รุ่น TH-P50S10T จึงคุ้มค่าราคาอย่างไม่ต้องสงสัย

Specifications

TV Tuner
Tuner Integrated yes
Tuning System PLL synthesizer 100-position auto-search tuner
CATV Compatibility Hyper-band
Broadcast Stereo Reception
NICAM -B yes
NICAM -G yes
NICAM – I yes
NICAM -German (A2) yes
Teletext Reception 2000P Level 2.5, FASTEXT/LIST
Receiving System
World 17-System yes
Display
Screen Size 50″ (127 cm) diagonal
Screen Aspect 16 : 9 Wide
Panel G12 Progressive Full-HD Plasma Display Panel
AR Filter yes
Progressive Scan yes
Number of Pixels 2,073,600 (1,920 x 1,080) pixels
Applicable PC signals VGA, WVGA, SVGA, XGA, WXGA, SXGA 60Hz
Applicable Scanning Format
525 (480)/60i yes
525 (480)/60p yes
625 (576)/50i yes
625 (576)/50p yes
750 (720)/50p yes
750 (720)/60p yes
1125 (1080)/50i yes
1125 (1080)/60i yes
1125 (1080)/24p (HDMI only) yes
1125 (1080)/50p (HDMI only) yes
1125 (1080)/60p (HDMI only) yes
Contrast Ratio (in dark surroundings) Dynamic: 2,000,000:1; Native: 30,000:1
Moving Picture Resolution 1080 lines
600 Hz Sub-Field Drive 550 Hz Sub-Field Drive
24p Smooth Film No
24p Playback yes
Digital Cinema Colour No
Shades of Gradation 5,120 equivalent steps of gradation
Deep Colour (10/12-bit) No
x.v. Colour yes
THX Mode No
3D Colour Management yes
Sub Pixel Control yes
Motion Pattern Noise Reduction yes
C.A.T.S. (Contrast Automatic Tracking System) yes
Video Noise Reduction yes
3D Comb Filter yes
Picture Mode Dynamic/Normal/Cinema/Game
Sound
Speaker System Bottom speaker
Speakers Full-Range (16 x 4 cm) x 2 (L,R)
Audio Output 20 W (10 W x 2), 10% THD
Sound Mode Music/Speech
Surround V-Audio Surround
Dolby Digital Out yes
Input/Output
VIERA Image Viewer Y (AVCHD/MPEG2/JPEG playback)
HDMI Input 3 (1 side, 2 rear) [ver. 1.3 with x.v.Colour]
Composite Video Input AV1/2/3/4: RCA phono type (3 rear, 1 side)
S-Video Input AV3: Mini DIN 4-pin (rear)
Audio Input (for Video) AV1/2/3/4: RCA phono type connectors [L, R] (3 sets rear, 1 side)
Component Video Input AV2: RCA phono type [Y , PB/CB, PR/CR] (1 set rear)
PC Input Mini D-sub 15-pin x 1 (side)
Audio Input (for HDMI,PC,Component) RCA phono type connectors (L, R) x 2 sets (rear x 1 set, side x 1 set)
Monitor Out RCA phono type (1 rear)
Audio Output RCA phono type connectors (L, R) (1 set rear: co-use with monitor out), Headphone jack (1 side)
Digital Audio Output (optical) yes
Features
VIERA Tools yes
VIERA Link Y (HDAVI Control 4)
Screen Saver Wobbling/Side Panel Adjustment
Multi Window
PAT yes
Game Mode yes
Aspect Controls
Auto no
16:9 yes
14:9 yes
Just yes
4:3 yes
4:3 Full yes
Zoom1 yes
Zoom2 yes
Zoom3 yes
On-Screen Display Languages English/French/Arabic/Persian/Thai/Chinese/Bahasa/Vietnam
Off Timer yes
Child Lock yes
General Data
Power Save Mode yes
Power Supply AC 220 – 240 V, 50/60Hz
Power Consumption (W)
Normal Use 430 W
Standby 0.4 W
Dimensions W/O stand (mm)
Width 1,218
Height 769
Depth 105
Dimensions with stand (mm)
Width 1,218
Height 814
Depth 401
Weight W/O stand (kg) 32.0 kg
Weight with stand (kg) 34.0 kg
Swivel Angle (dig.) -
Operating Temperature 0°C – 40°C

บลูเรย์ดิสก์ พร้อมหรือยังที่จะลุย!

โดยนิวัต พุทธประสาท


ผมคิดว่าในช่วงปีใหม่ท่านผู้อ่านคงกำลังจด ๆ จ้อง ๆ เพื่อจ่ายเงินซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใหม่ตอนเงินโบนัสออกต้นปีเป็นแน่ แล้วสิ่งที่จดจ้องอยู่นานสองนาน เวียนไปชมไปดูหาข้อมูลจนเหงือกแทบจะแห้ง แต่ยังไม่สามารถตัดสินใจซื้อเสียทีนั่นก็คือเจ้าเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ดิสก์ หรือแสงสีน้ำเงินมหัศจรรย์นั่นเอง ที่ได้แต่จดจ้องแล้วยังไม่ซื้ออาจเป็นเพราะว่าฟอร์แมตใหม่นี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน ทำให้ผู้เล่นยังไม่มั่นใจว่ามันจะดีจริงหรือเปล่า แล้วมันจะอยู่นานแค่ไหน ขนาดแผ่นดีวีดีที่เราสะสมมาเกือบสิบปีจะกลายเป็นฟอร์แมตที่ตายแล้วแบบเทป VHS หรือไม่ ไม่อาจทำนายอนาคต รวมถึงราคาของมันทั้งตัวเครื่องเล่นทั้งตัวแผ่นยังมีราคาสูงมาก เมื่อเทียบกับราคาเครื่องเล่นดีวีดี-แผ่นดีวีดี ซึ่งเป็นที่นิยมยังไม่เสื่อมคลาย

แม้บลูเรย์ดิสก์เพิ่งผ่านสงครามฟอร์แมตวีดีโอความคมชัดสูงอย่าง High Definition (HD) ระหว่าง HD-DVD กับ BLU-RAY DISC แล้วผลก็ออกมาว่า HD-DVD ที่มีโตชิบาเป็นหัวหอกยอมยกธงขาวโดยปราศจากข้อแม้ แพ้ตั้งแต่ยังไม่ชักดาบรบกันอย่างรุนแรง เพราะทั้งสองค่ายคงรู้ว่าถ้ารบกันหนัก อาจจะพ่ายแพ้ทั้งคู่ และอาจจะสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลจากการแข่งขันที่ไม่รู้อนาคต ขณะที่เจ้าแสงสีน้ำเงินแม้ได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทว่าในสนามการค้าของบลูเรย์ ก็ใช่ว่าจะปูด้วยกลีบดอกกุหลาบอย่างที่ใครอยากให้เป็น เพราะผ่านมาสองสามปีจำนวนแผ่นบลูเรย์ดิสก์ก็ยังผลิตออกมาไม่มากนัก ที่แย่ไปกว่านั้นจำนวนผู้ใช้ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก้าวกระโดดแบบเครื่องรับโทรทัศน์พลาสมา หรือแอลซีดี

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ เรามาดูกันว่าสมควรที่จะก้าวกระโดดลงไปเล่นกับมันหรือไม่ หรือจะรอเวลาออกไปจนกว่าราคาของมันจะลดลงเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติที่เป็นอยู่ของผลิตภัณฑ์อิเลคโทรนิค

อนาโตมีของบลูเรย์ดิสก์

บลูเรย์ดิสก์เป็นฟอร์แมตที่มีบริษัทคอมพิวเตอร์และสื่อบันเทิงชั้นนำของโลกร่วมกันพัฒนาขึ้นมาอาทิเช่น แอบเปิ้ล ฮิตาชิ เจวีซี เดลล์ แอลจี ฟิลิปส์ ซัมซุง มิตซูบิชิ โซนี่ ทอป์สัน ชาร์ป ทีดีเค เฮชพี วอลท์ดิสนีย์ วอร์เนอร์บราเทอร์ ไพโอเนีย เป็นต้น

ดีวีดีโดยทั่วไปอ่านและบันทึกข้อมูลด้วยลำแสงเลเซอร์สีแดง แต่สำหรับบลูเรย์ดิสก์อ่านและบันทึกข้อมูลด้วยเลเซอร์สีน้ำเงิน กระนั้นแม้จะใช้ลำแสงสีน้ำเงินม่วงก็ตาม ทว่าบลูเรย์สามารถใช้ลำแสงร่วมกับซีดีและดีวีดีได้อย่างง่ายดาย เพราะมีหน่วยจับสัญญาณที่ตรงกัน ทว่าบลูเรย์ดิสก์ได้เปรียบตรงที่ว่ามีความยาวคลื่นที่สั้นกว่าเลเซอร์แดง 405 nm ต่อ 650 nm ทำให้เกิดความแม่นยำในการโฟกัสสูงกว่า และทำให้การบีบอัดข้อมูลได้แน่นขึ้นโดยใช้เนื้อที่ที่น้อยกว่า ซึ่งทำให้บรรจุข้อมูลได้มากกว่าแม้จะมีขนาดเท่ากับซีดีหรือดีวีดี พร้อมกับเปลี่ยนจำนวนช่องรับแสงเป็น 0.85

บลูเรย์หรือที่เรียกกันว่าบลูเรย์ดิสก์เป็นชื่อเรียกของฟอร์แมตรุ่นใหม่ของออปติกดิสก์ ฟอร์แมตดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการบันทึกแสดงผลไฟล์วีดีโอในระบบ HD หรือไฮเดฟ มีความจุข้อมูลอยู่ที่ 25 GB ในแบบแผ่นซิงเกิลเลเยอร์ หรือมากกว่าดีวีดีถึงห้าเท่า ขณะที่แผ่นดูอัลเลเยอร์มีความจุอยู่ที่ 50 GB ซึ่งความจุดังกล่าวทำให้สามารถบันทึกข้อมูลได้อย่างจุใจ ควมจุระดับ 50 GB นั้นสามารถบันทึกไฟล์วีดีโอระดับไฮเดฟได้นานกว่าเก้าชั่วโมง หรือถ้าเป็นไฟล์ดีวีดีทั่วไปบรรจุถึง 23 ชั่วโมง ส่วนความเร็วในการอ่านข้อมมูล และในการบันทึกข้อมูลของแผ่นบลูเรย์ หากใช้ความเร็วที่ 1X จะมีความเร็วอยู่ที่ 36 MB ต่อวินาที ขณะที่มาตรฐานการอ่านภาพยนตร์ในฟอร์แมตนี้ข้อมูลขั้นต่ำอยู่ที่ 54MB ต่อวินาที จึงเป็นไปได้ว่าความเร็วของบลูเรบ์ดิสก์ที่ใช้อยู่ ใช้ความเร็วอยู่ที่ 2X ซึ่งเป็นความเร็ว72MB ต่อวินาที ทั้งนี้ศักยภาพของแผ่นบลูเรย์นั้นมีมากกว่านี้ ซึ่งความเร็วสูงสุดทำได้ได้ถึง 12X 432MB ต่อวินาที

ส่วนไฟล์วีดีโอที่รองรับสำหรับแผ่นบลูเรย์ดิสก์คือ MPEG-2, MPEG-4 AVC, SMPTE CC-1 (เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของไมโครซอร์ฟมีเดีย วิดีโอ WMV) และไฟล์เสียงสามารถรองรับ Linear PCM (LPCM), Dildy Dugutal 5.1 Channel, Dolby Digital Plus 7.1 Chanel , Dolby TrueHD (Lossless Encoding) , DTS Digital Surround, DTS-HD High, DTS-HD Master Audio

ไฟล์ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งภาพและเสียงทำให้สตูดิโอ หรือค่ายหนังที่ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ตัดสินใจที่จะนำหนังเรื่องนั้น ๆ ของตนผลิตออกมาเป็นแผ่นบลูเรย์เพื่อขายออกสู่ตลาด ซึ่งถ้าแผ่นไม่รองรับความจต้องการของค่ายหนัง ต่อให้มีคุณภาพดีเลิศเพียงใดก็ไม่มีผู้ผลิตแผ่นออกมา แม้ในเวลานี้ค่ายหนังบางแห่งก็ยังไม่เดินหน้าผลิตหนังบลูเรย์ดิสก์อย่างเต็มตัว

บลูเรย์ลุยดีไหม

ทุกวันนี้เทคโนโลยีแล่นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอะไรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์หรือไฟล์ดิจิตอล มีเรื่องพูดกันเล่น ๆ ว่า คอมพิวเตอร์ซื้อในวันนี้ตื่นนอนวันรุ่งขึ้นก็ตกรุ่นเสียแล้ว คำพูดนี้เป็นความจริงอย่างไม่น่าเชื่อ และมันได้ลามมาถึงผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทันสมัยอาทิเช่นโทรทัศน์จอพลาสมา โทรทัศน์แอลซีดี เครื่องเล่นดีวีดี จนมาถึงยุคไฮเดฟที่นำเรือธงด้วยเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ น่าใจหายว่าทั้งเทคโนโลยีและราคาต่างเดินสวนทางกันอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อสองปีที่แล้วราคาโทรทัศน์จอพลาสมาขนาดสี่สิบนิ้วความคมชัดระดับกลาง ๆ ต้องกำเงินสด ๆ ราคาเหยียบแสนไปซื้อ ทว่าทุกวันนี้มีเงินไม่ถึงสามหมื่นก็สามารถเป็นเจ้าของได้ แถมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น ออฟชั่นมากขึ้น สเปคที่ดีขึ้น รวมถึงครอบคลุมการใช้งานได้หลากหลาย

สิ่งเหล่านี้ทำให้คนซื้อต้องพะวักพะวงว่าเมื่อจ่ายเงินจำนวนนี้แล้วยังแพงอยู่หรือไม่ ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องชาชินกับมันไปแล้ว แต่สำหรับคนชอบดูหนังฟังเพลงย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องพบกับเหตุการณ์ที่มีฮาร์ดแวร์ใหม่มาให้เล่น ถือเป็นการซื้อความบันเทิงที่ต่อเติมเข้ามาในชีวิต เป็นการตอบสนองความอ่อนล้าหลังการทำงานอันหนักเหนื่อย ไม่ต้องถ่อรถถ่อเรือไปต่อแถวซื้อตั๋วหนังในราคาแพง แถมได้รับบริการที่แสนจะน้อยนิด ไม่นับว่าต้องไปนั่งดูโฆษณาก่อนหนังฉายเกือบครึ่งชั่วโมง (ตกลงซื้อตั๋วไปดูโฆษณาหรือไง) ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือโรงหนังบางโรงคุณภาพไม่มีมาตรฐาน ภาพเบลอร์ เสียงห่วย แล้วถ้าถูกหวยไปเจอหนังขาดกลางเรื่อง ต้องนั่งรอเกือบห้าถึงสิบนาที เสียทั้งอารฒณ์เสียทั้งเวลา จะเดินออกจากโรงก็ขี้เกียจไปทะเลาะขอเงินคืนกับคนขายตั๋ว แล้วต้นทุนในการดูหนัง

ทางเดียวคือดูหนังที่บ้าน ค่อย ๆ สร้างโฮมเธียเตอร์น้อย ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้นก่อนจะเข้าสู่โฮมเธียเตอร์ดิจิตอลความละเอียดสูง ลองสำรวจดูว่าเราพร้อมแค่ไหนต่อการเข้าสู่โลกไฮเดฟ

ประการแรกจอโทรทัศน์ของเราไม่ว่าจะเป็นพลาสมาหรือแอลซีดี รองรับระบบภาพ Full-HD หรือ Ready-HD หรือไม่ ถ้าโทรทัศน์ของท่านเป็น Full-HD ก็พร้อมที่จะเล่นกับแผ่นบลูเรย์ดิสก์ได้เลย แต่ถ้ายังเป็น Ready-HD ลองสอบถามไปยังตัวแทนจำหน่ายเพื่ออัพเกรดเครื่อง (แต่ถ้าไม่อัพเกรดก็เล่นได้ครับ ทว่ามันก็ยังไปไม่สุดอย่างที่เราต้องการ) กระนั้นโทรทัศน์จอสลิมรุ่นใหม่ ๆ นั้นรองรับ Full-HD จนเกือบหมดแล้ว จะมีเฉพาะโทนทัศน์ค้างสต๊อคเท่านั้นที่ยังเป็น Ready-HD (ดังนั้นก่อนซื้อโทรทัศน์ลดราคา-โปรโมชั่น หากราคาถูกเกินไปควรขอดูสเปคก่อนซื้อเพื่อจะได้ไม่ซื้อของตกรุ่นที่ไม่อาจจะยอมรับได้)

ประการที่สองโทรทัศน์ของท่านผู้อ่านมีความละเอียดในการแสดงผลภาพขนาด 1,920X1,080 Pixels และควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีช่องต่อ HDMI อย่างน้อยหนึ่งชุด เพราะถ้ารายละเอียดภาพไม่รองรับภาพรายละเอียดสูง การเข้ามาเล่นแผ่นบลูเรย์ก็ไม่มีความจำเป็นมากนัก ดีวีดีอัพสเกลยังเป็นทางเลือกที่ดีเสมอสำหรับผู้เขียน

ประการสาม กำลังทรัพย์ในการจ่ายค่าซอร์ฟแวร์บลูเรย์ดิสก์มีมากแค่ไหน เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ราคาแผ่นบลูเรย์ดิสก์ยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง และค่ายหนังยังไม่ปูพรมผลิตหนังออกมาเป็นบลูเรย์ดิสก์มากเท่าไหร่ทั้งหนังเก่าและใหม่ แต่ในอนาคตมีแนวโน้มว่าแผ่นบลูเรย์ดิสก์น่าจะก้าวเข้ามาแทนที่แผ่นดีวีดีแน่นอน

ถ้าท่านผู้อ่านมีทั้งสามประการครบถ้วนแล้ว และกำลังคันไม้คันมือ ก็ลุยกับเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์ได้เลย เพราะในปัจจุบันราคาเครื่องเล่นบลูเรย์ดิสก์นั้นมีแนวโน้มต่ำลงเรื่อย ๆ ขณะที่ตัวเครื่องก็ดีขึ้น เรื่องเทคโนโลยีล้ำยุค หรือตามเทคโนโลยีเป็นเรื่องเล็กครับ เพราะสุดท้ายก้ต้องเก่าลงอยู่ดี

ที่สำคัญก็คือโทรทัศน์พลาสมาและแอลซีดีที่เราซื้อไปใช้จะได้ใช้ได้อย่างคุ้มค่าเสียที เพราะดูหนังจากเคเบิล ดาวเทียม หรือสัญญาณภาพฟรีทีวีบ้านเรายังไม่ปล่อยสัญญาณคุณสูงมาให้ชม เท่ากับเราซื้อรถเฟอร์ราลีมาวิ่งบนถนนฝุ่นก็ไม่ผิด ดังนั้นการเล่นแผ่นบลูเรย์ดิสก์จึงเท่ากับเราได้ใช้เครื่องรับโทรทัศน์แสนแพงของเราได้อย่างคุ้มค่า หรือถ้าหากใครคิดว่ายังไม่พร้อมที่จะลุย การรอให้เทคโนโลยีสูงขึ้นทว่าราคาต่ำลงนั้นก็ยังไม่เสียหาย แต่ถ้าจะถามว่าก้นเหวของเทคโนโลยีสูงสุดอยู่ที่ไหน ผมตอบได้ทันทีว่าไม่มี และการซื้อเครื่องเผื่ออนาคตนั้นก็ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด การซื้อเทคโนโลยีรุ่นใหม่ไม่อาจะมองที่ตัวนวตกรรมเพียงอย่างเดียว ต้องรวมปัจจัยอื่น ๆ เข้าไปด้วยโดยเฉพาะกำลังทรัพย์ ที่ไม่ทำให้เดือดร้อนต่อการดำรงชีพ มิเช่นนั้นอาจจะเป็นราชาเงินผ่อน ที่วิ่งไล่ตามเทคโนโลยีไม่รู้จบ

ตารางเปรียบเทียบระหว่าง DVD และ Blu-Ray

Specifications Blu-Ray DVD
ความจุ 25 GB (Single Layer)

50 GB (Dual Layer)

4.7 GB (Single Layer)

8.5 GB (Dual Layer)

ความยาวคลื่น 405 nm (Blue Laser) 650 nm (Red Laser)
ช่องรับแสง 0.85 0.6
เส้นผ่าศูนย์กลางของแผ่น 120 mm 120 mm
ความหนาของแผ่น 1.2 mm 1.2 mm
เลเยอร์เคลือบ 0.1 mm 0.6 mm
เคลือบแข็ง เคลือบ ไม่เคลือบ
ระดับการยก 0.32 µm 0.74 µm
อัตราการโอนถ่ายข้อมูล (Data) 3.6 Mbps (1x) 11.08 Mbps (1x)
อัตราการโอนถ่ายข้อมูล (Video/audio) 54.0 Mbps (1x) 10.08 Mbps (1x)
รายละเอียดภาพสูงสุด 1920×1080 (1080p) 720×4580/720×576
Bit Rate ภาพสูงสุด 40.0 Mbps (480i/576i) 9.8 Mbps
รองรับไฟล์วีดีโอ MPEG-2

MPEG-4

SMPTE VC-1

MPEG-2
รองรับไฟล์เสียง Linear PCM

Dolby Digital

Dolby Digital Plus

Dolby Digital True HD

DTS Digital Surround

DTS-HD

Linear PCM

Dolby Digital Digital

DTS Digital Surround

Interactive BD-J DVD-Video

ทดสอบ Phono Preamp 12ax7

โดยนิวัต พุทธประสาท

หนังสือ Electronics Handbook ฉบับที่ 148 เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ได้ลงบทความการสร้าง Phono Preamp หลอดเอาไว้ ซึ่งในบทความดังกล่าวของกองบรรณาธิการ EH ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วละครับ แต่วาระนี้ผมขอนำกลับมาฉายซ้ำ แต่ไม่ได้ฉายซ้ำในรูปแบบเดิม แต่เป็นการทดสอบการเล่นจากการใช้งานจริง การปรับแต่ง รวมถึงการทดสอบแนวเสียงที่ Phono Preamp ตัวนี้แสดงออกมาด้วย ในฐานะที่เป็นคนชอบฟัง ชอบจับโน่นจับนี่มาเล่น ภาษาคนมือซนอยู่ไม่สุข แม้ว่าบทความจะลงมาร่วมปีแล้วก็ตาม แต่ Phono Preamp เป็นหนึ่งในชุดเครื่องเสียงที่ไม่มีวันเชย หรือตายไปได้เลย โดยเฉพาะคนรักแผ่นเสียง ผู้คล่งไคล้เสียงในแบบอนาล็อคแท้ ๆ

Phono Preamp 12ax7

โฟโนปรีแอมป์ตัวนี้เป็นโฟโนปรีแอมป์หลอด โดยใช้หลอดเบอร์ 12ax7 จำนวนสามหลอด โดยแบ่งการทำงานของวงจรออกเป็น 3 สเตจ โดยสองสเตจแรกทำหน้าที่เป็นวงจรปรีแอมป์ขยายสัญญาณจากหัวเข็ม ส่วนสเตจที่สามเป็นวงจรบัฟเฟอร์ การออกแบบนี้ถือเป็นความชาญฉลาดเป็นอย่างมาก เพราะจะได้สัญญาณเอาท์พุตที่มีความแรงพอเพียงต่อการนำสัญญาณไปขยายในภาคอินทิเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ผ่านพาวเวอร์แอมป์ โดยยังรักษาความมีเสถียรภาพในการทำงานเอาไว้โดยไม่มีผลต่อการต่อสายสัญญาณที่ยาวเกินไป ที่สำคัญสัญญาณที่มาจากหัวเข็มนั้นจะมีระดับเบา ดังนั้นการออกแบบโฟโนปรีแอมป์จะต้องเข้าใจการทำงานของหัวเข็มเป็นอย่างดี โฟโนปรีแอมป์ 12ax7 ตัวนี้ใช้ได้กับหัวเข็มในแบบ Moving Magnet หรือหัวเข็มแบบ Moving Coil Hight Output หัวเข็ม MC Hight หัวเข็มแบบนี้มีสัญญาณแรงประมาณ 1.6-2.5 mV ซึ่งเพียงพอต่อการขยายผ่านโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้

ตอนที่เครื่องส่งมาให้ทดสอบ ยังอยู่ในห่อพลาสติกซีลอย่างดี แสดงว่ามันไม่เคยผ่านการใช้งาน ผมแกะพลาสติกออกสำรวจภายนอกแล้วการประกอบเครื่องภายนอกนั้นแข็งแรงดีมาก มีเพียงจุดเดียวคือตรงหัว RCA หรือหัวสายสัญญาณมีคราบออกไซด์จับอยู่ แสดงว่าเก็บไว้นานจนออกซิเจนทำปฏิกิริยากับทองแดง ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงครับเพียงแต่ใช้น้ำยาเช็ดคราบออกไซด์ออกก็กลับมาเงางามเหมือนเดิม

หลังจากสำรวจภายนอกเรียบร้อยแล้ว ผมจึงเปิดฝาเครื่องออก เพื่อดูว่าด้านในลงอุปกรณ์เอาไว้อย่างไรบ้าง เมื่อเปิดฝาเครื่องพบว่าอุปกรณ์ได้รับการเรียงมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รีซีสเตอร์น่าจะเป็นรีซีสเตอร์รอยัลค่าผิดพลาด 1% ซึ่งใช้ทั่วไปในเครื่องเสียง ส่วนภาคจ่ายไฟคาปาซิเตอร์ก็อยู่ในมาตรฐาน และในส่วนคาปาซิเตอร์คลัปปิ้งใช้ WIMA แบบ MPK ซึ่งเครื่องไฮเอนด์ทั้งหลายของไทยเทศก็นิยมใช้ สายสัญญาณขาเข้าออกเดินสายอย่างเรียบร้อย หม้อแปลงเป็นแบบเทอร์รอยด์ลูกใหญ่พอสมควร IEC หรือปลั๊กไฟเข้าใช้แบบที่มีตัวกรองไฟ ซึ่งจุดนี้มีข้อดีคือช่วยกรองไฟให้เดินราบเรียบ แต่ข้อเสียก็คือถ้าบ้านไม่มีระบบกราวด์ที่ถูกต้องอาจจะมีอาการจี่เกิดขึ้นที่ตัวกรองไฟได้ แล้วถ้าใช้เครื่องไปนาน ๆ เจ้าเครื่องกรองไฟตัวนี้อาจจะเสื่อมคุณภาพลงได้ (แต่ส่วนใหญ่อาจจะเบื่อเสียงก่อนคุณภาพเสื่อมอีกนั่นแหละครับ) มีเพียงจุดเดียวที่ผมไม่ค่อยชอบก็คือเจ้า RCA หรือปลั๊กเสียบสายสัญญาณตัวล่างมันชิดกับหม้อแปลงเทอร์รอย ถ้าสามารถขยับหม้อแปลงออกมาได้หน่อยหนึ่งจะสวยงามมาก แต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งานครับ เป็นเพียงจุดเล็กที่แก้ไขได้

ภายในเครื่องจัดวางอุปกรณ์เรียบร้อย

ส่วนหลอดที่ให้มากับเครื่องเป็นหลอด 12ax7b ของจีนแดง อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยพร้อมใช้งาน ว่ากันว่าหลอดจีนแดงเสียงก็ไม่เลวร้ายอะไร เพียงแต่อายุการใช้งานอาจจะสั้นกว่าหลอดยุโรป แต่สำหรับหลอด 12ax7 นั้นต่อให้เปิดใช้งานตลอดวันตลอดคืนกว่าหลอดจะเสื่อสภาพก็ใช้เวลานานหลายปี อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นคือเราอาจจะเบื่อเสียงของมันก่อนที่มันจะพัง

เริ่มต้นใช้งาน-เบิร์นอิน

เริ่มต้นใช้งานโดยการต่อสายสัญญาณมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง สำหรับโทนอาร์มของเรก้าจะไม่มีสายดิน เพราะตัวสายดินเชื่อมต่อลงไปในสายกราวด์ของการาวด์สายสัญญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องต่อสายกราวด์ไปยังตัวโฟโนปรีแอมป์อีก (เพราะถ้าต่อลงไปจะทำให้กราวด์ลูปได้ ผลคือเสียงจี่ดังนั่นเอง) แต่สำหรับโทนอาร์มอื่น ๆ จะมีตัวสายกราวด์ก็ให้ต่อสายกราวด์ลงที่กราวด์ของโฟโนปรีแอมป์ จากนั้นก็เสียบสายสัญญาณขาออกไปยังอินทิเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ กรณีซิสเต็มของผมใช้สายสัญญาณต่อไปยังปรีแอมป์ แล้วจากปรีแอมป์ไปยังพาวเวอร์แอมป์

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าเครื่องเสียงโดยเฉพาะแอมป์หลอด การเบิร์นอินในระยะเวลาที่เหมาะสมจึงจะทำให้การทำงานของเครื่องพร้อมใช้งาน ซึ่งโดยมากอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเบิร์นอินประมาณ 50-100 ชั่วโมง บางท่านอาจจะรู้สึกว่าทำไมการฟังเพลงมันยุ่งยากอย่างนั้น แต่ผมคิดว่านี่คือหนึ่งในความสนุกของการเล่นเครื่องเสียงเลยละครับ เพราะในช่วงระยะเวลายี่สิบชั่วโมงแรกของการฟังนั้นเราจะเห็นพัฒนาการของเครื่องเดินไปสู่จุดที่นิ่งที่สุดของศักยภาพเครื่องเสียงที่เราใช้

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาดหมาย เมื่อผมเสียบปลั๊กไฟเข้าไป เปิดสวิสซ์ไฟ ดวงไฟ LED สีฟ้าส่องสว่างที่ด้านหน้าตัวเครื่อง หลอดทั้งสามหลอดค่อย ๆ สุกสว่างอย่างช้า ๆ จากนั้นรอให้ไฟเดินทั่ววงจรประมาณสองสามนาทีจึงค่อย ๆ วางหัวเข็มลงบนแผ่นเสียง ก่อนวางหัวเข็มลงบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง ผมใช้หูทาบที่ลำโพงทั้งสองข้างปรากฏว่าไม่มีเสียงจี่เสียงรบกวนแต่อย่างใด ถือว่าเงียบสงัดเป็นอย่างมาก ถ้าเปรียบเทียบโฟโนปรีแอมป์หลอดอื่น ๆ ที่ผมเคยสัมผัสและใช้งานมา ตัวนี้มีความเงียบสงัดสูงที่สุด ในเริ่มแรกเมื่อฟังเพลงจากแผ่นที่คุ้นเคยผมพบว่าโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้ดีกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก (อาจเป็นเพราะไม่ได้คาดหวัง จึงพบว่ามีของดีอยู่ตรงหน้านี่เอง) แต่เมื่อตั้งใจฟังอย่างจริงพบว่าเสียงของมันออกจะเจิดจ้าเป็นอย่างมาก เสียงกลางพุ่งไปข้างหน้า เมื่อเร่งโวลุ่มดังขึ้นก็พบว่าฟังไปนาน ๆ มีสิทธิ์หูล้า อาการแบบนี้เป็นเพราะเครื่องเพิ่งจะเปิดการใช้งาน สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือเบิร์นมันไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา ไม่สามารถเร่งให้มันเข้าที่เข้าทางด้วยวิธีอื่น

หลังเบิร์นอิน-ปรับแต่งโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการรื้อเครื่อง-ทดสอบอย่างจริงจัง

ผมใช้เวลาเบิร์นอินโฟโนปรีแอมป์ประมาณ 50 ชั่วโมง ก็พบว่าเสียงเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะเสียงกลางที่แผดจ้านั้นเริ่มจะอยู่ในร่องในรอย แต่ยังมีอยู่บ้างสำหรับบางแผ่นที่บันทึกมาไม่ค่อยดี กระนั้นการเปิดฟังนานชั่วโมงมากขึ้นก็ทำให้พบว่ายังต้องเบิร์นต่อเพื่อให้ได้เสียงที่นิ่งที่สุดจนกว่าจะครบหนึ่งร้อยชั่วโมง (ทำไมต้อง 100 ชั่วโมง ผมคิดว่าเวลานั้นมาถึง เราก็จะลืมไปแล้วว่าเราใช้ไปนานขนาดไหน)

แอมป์หลอดเป็นเครื่องเสียงที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งก็คือ มันสามารถปรับแต่งได้โดยไม่ต้องรื้อเครื่อง ด้วยการเปลี่ยนหลอดยี่ห้อต่าง ๆ ใส่เข้าไป หลังจากฟังหลอดจีนที่ติดมากับเครื่องแล้ว พบคิดว่าถ้าเปลี่ยนหลอดเป็นอเมริกันบ้างก็น่าจะช่วยให้เสียงที่เจิดจ้าลดลงได้บ้าง ผมมีหลอดเบอร์ 12ax7 ยี่ห้อ GE, Sylvania, ซึ่งผลิตในอเมริกา จึงลองเปลี่ยนหลอดจีนแดงออกมา แล้วใส่หลอด GE เข้าไปแทน ต้องบอกว่าการเปลี่ยนหลอดช่วยลดเสียงที่เจิดจ้าลงได้มากครับ เป็นอันว่าหลอดจีนแม้จะมีเสียงที่โดดเด่นก็จริง แต่ในเรื่องความนุ่มนวลแล้วยังสู้หลอดยุโรปอเมริกาไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าแอมป์ของท่านผู้อ่านเสียงออกทุ้ม หลอดจีนอาจจะแมตชิ่งก็ได้นะครับ อันนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักตายตัว

ด้านหลังเครื่อง

แต่เท่านั้นยังไม่พอ ผมยังมีหลอด 5751 ซึ่งเป็นหลอดที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ 12ax7 ทุกประการยกเว้นแรงดันต่ำกว่าหน่อยหนึ่ง แต่สามารถเสียบแทนกันได้ หลอดเบอร์ 5751 ส่วนใหญ่เป็นหลอดเกรดทหาร มีผลิตอยู่สองสามยี่ห้อ ที่ผมมีอยู่ในมือคือ GE กับ Sylvania จากการทดสอบผมชอบเสียงของ Sylvania มากกว่า

เมื่อเปลี่ยนหลอดเป็น 5751 Sylvania ทั้งสามหลอดแล้ว ถึงเวลาทดลองฟังอย่างจริงเสียทีครับ

แผ่นเสียงแผ่นแรกที่ผมนำมาใช้ทดสอบเสียงทุกครั้งเพื่อเช็คว่าเสียงเป็นอย่างไรก็คือ แผ่น Sonny Rollins ชุด Way Out Westซึ่งเป็นแผ่นเพลงแจ๊สในแบบทรีโอ เครื่องดนตรี 3 ชิ้น ประกอบไปด้วยแซกโซโฟน เบส และกลอง ในการทดสอบครั้งนี้ผมฟังเสียงแซกโซโฟนจากอัลบัมนี้ เสียงแซกโซโฟนเล่นโดยซันนี่ โรลลิง จะมีลักษณะหนาและใหญ่ โดยปกติแผ่นชุดนี้จะให้เสียงกลางจนถึงกลางทุ้มที่ยอดเยี่ยม ซึ่งโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้ให้เสียงกลางทุ้มได้ครบถ้วนเสียงที่ได้มีน้ำหนัก เหมือนเสียงแซกฯ ของซันนี่มาเล่นตรงหน้า ขณะเดียวกันเสียงดับเบิ้ลเบส ก็มีน้ำหนักหนาใหญ่แต่ผ่อนคลายกว่า เป็นเสียงดับเบิ้ลเบสจริง ๆ แม้ว่าเสียงเบสจะไม่ลงลึกมากเท่าไหร่แต่ปรีโฟโนตัวนี้ก็ทำออกมาได้ดี อาจเป็นเพราะหัวเข็มที่ผมใช้เป็นแบบ MC Hight ส่วนเสียงกลองและเสียงฉาบนั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านไปได้อย่างสบาย

แผ่นเสียงแผ่นที่อสงที่ผมนำมาใช้ทดสอบ ผมลองแผ่นโฟร์คร็อคอมตะ Neil Young ชุด Harvest ซึ่งเป็นแผ่นที่ผลิตในอเมริกาประมาณปี 1975 ซึ่งเป็นธรรมดาไม่ใช่แผ่น Audiophile แต่ประการใด ในแทรคแรกเพลง Out on the Weekend ไม่ผิดหวังครับ เสียงกลองกระเดื่องในเพลงนี้กระหึ่มลึกจนน่าทึ่ง เสียงของนีล ยังในวัยหนุ่มสะกดให้ต้องฟังอย่างมีเสน่ห์ ตามด้วย Harvest เพลงเด่นในอัลบัมเสียงPedal stell guitar คมชัดสมราคากับการเป็นโฟโนหลอด ส่วนเพลงเด่น Heart of Gold ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เสียงของแผ่นเสียงทำได้ดีกว่าแผ่นซีดีหลายเท่า

ส่วนแผ่นสุดท้าย ผมลองกับแผ่นเพลงคลาสสิกหลาย ๆ แผ่นปรากฏว่าเสียงที่ได้มีลักษณะวงที่ใหญ่ ให้รายละเอียดของเสียงเพลงได้ดี

เกินคาดหมายมากครับสำหรับโฟโนปรีแอมป์ตัวเล็ก ๆ ตัวนี้ หรือเป็นเพราะว่าผมไม่ได้คาดหมายกับมันมากเท่าที่ควร จึงไม่มีแรงกดดันในการฟัง สิ่งที่ผมคิดเอาไว้ก็คือโฟโนตัวนี้ยังสามารถรีดเร้นคุณภาพของมันออกมาได้อีกสักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อย่างแรกก็คือมันยังสามารถหาอุปกรณ์ภายนอกมาเสริม อย่างเช่นวางเครื่องบนทิปโท สายสัญญาณที่นำมาเสียบมีผลต่อเสียงทั้งขาเข้าขาออก ฟิวส์ สายไฟ ประการที่สองปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในบางตัวอย่างเช่น ซีคัปปลิ้งค่าต่าง ๆ (0.01 µF, 0.1 µF และ 0.47 µF) ซึ่งผมคิดว่าถ้าได้ซีคัปปลิ้งคุณภาพเยี่ยม น้ำเสียงของมันจะเปลี่ยนไปในทางที่อบอุ่นขึ้น อย่างที่สองเปลี่ยนสายเดินสัยญาณภายในใหม่ และสุดท้ายเปลี่ยนขั้วสัญญาณ

สรุปผลการทดสอบ จุดเด่นของโฟโนตัวนี้ก็คือเสียงที่มีรายละเอียดที่ดีในระดับที่คุ้มค่าราคา แม้จะไม่ได้เสียงหยุมหยิมของเสียงแหลม ทว่าเสียงกลางของมันโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าเทียบกับโฟโนตัวอื่น ในราคาระดับนี้ต้องบอกว่ามันคือโฟโนในระดับเริ่มต้นที่มีคุณภาพเต็มแก้ว ซึ่งคุณจะถพอใจใช้มันไปได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ หรือหาเครื่องที่แพงกว่านี้มาใช้

จุดด้อย นั้นไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ผมขอติตรงที่ไฟ LED สีฟ้ามันสว่างไปหน่อย ยิ่งเวลาดับไฟฟังเพลงยิ่งแยงตา (ผมต้องเอากระดาษไปบังไม่ให้แสงจ้าเกินไป อีกข้อก็คือเสียงที่คมบาดหูก่อนเบิร์นอาจจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีความเป็นหลอดเสียเท่าไหร่ แต่หลังจากเบิร์นแล้วเสียงคมบาดนั้นดีขึ้นเป็นลำดับ และการปรับแต่งเล็กน้อยด้วยหลอดที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงจุดสำคัญต่าง ๆ ก็จะช่วยให้มันนุ่มนวลชวนฟังจนคุณไม่สามารถลืมมันได้


ชุดอ้างอิงในการทดสอบ

Source

รุ่น

ปรีแอมป์หลอด

TS Audio: TS68 (Tubes 6922)

พาวเวอร์แอมป์หลอด

TS Audio: KB211 (Tubes 211, 2a3, 6sl7)

ลำโพง

Vienna Acoustic รุ่น Mozart

เครื่องเล่นแผ่นเสียง

Origin Live: Aurora MK2

โทนอาร์ม

OL1 (OEM by Rega: Rega RB201)

หัวเข็ม

Benz Micro: MC20E2: Output 2 mV

Phono Stage

PASS DIY Pearl Phono

เครื่องเล่นซีดี

NAD 525BEE

สายสัญญาณ

Cardas: Crosslink

Merrex Kable: Silver 1

Merrex Kable: Copper 1

สายลำโพง

Cardas: Twinlink

สายไฟ AC

AV Bestbuy: Twister