Info

Posts from the Loudspeaker Category

ผมเคยต่อตัวตู้ลำโพงFostex 103 แล้วนำดอกลำโพง Fostex 126e ไปสวม ทดสอบคราวนั้นผมเคยเขียนเอาไว้ในเวบ htg2.net ผมลองเสิร์ทข้อมูลในเวบ จากนั้นเอามาต่อหันกลายเป็นรีวิวในข้อความในบทความนี้ ส่วนท่านที่จะเข้าไปชมความเห็นอื่น ๆ ในหน้าเวบนี้ก็ลองคลิกที่นี่นะครับ คลิกที่นี่

ตอนนี้ 126E ที่ผมสั่งมาจาก Madisound เดินทางมาถึงผมแล้วครับ เหลือแต่ตัวตู้น่าจะได้ประมาณอาทิตย์หน้า

สายไวริ่งผมมองที่ Cardas แต่ราคาสูงไปหน่อยหรือเปล่า อีกตัวคือ Canare ครับ

ผมลองเสียงไปจี๊ดนึงแบบเปลือย ๆ เข้าท่าเหมือนกันครับ

Fostex 126E

Fostex 126E

ลำโพงญี่ปุ่น ผลิตในจีน

ลำโพงญี่ปุ่น ผลิตในจีน

ด้านหลังลำโพง

ด้านหลังลำโพง

ไปรับตัวตู้มาแล้วครับ สีสวยกว่าที่คิดเอาไว้มาก ทำจากไม่ MDF ไม่ปะผิวไม้จริง ทาสีออกเหลืองส้มสวยไปอีกแบบ

ตัวตู้เปล่า

ตัวตู้เปล่า

แม้จะออกเรียบ ๆ แต่งานไม้เรียบร้อยสวยงามครับ ผมชอบให้มันเรียบ ๆ ครับ ตกแต่งไม่ต้องมากแต่ดูดี

แม้จะออกเรียบ ๆ แต่งานไม้เรียบร้อยสวยงามครับ ผมชอบให้มันเรียบ ๆ ครับ ตกแต่งไม่ต้องมากแต่ดูดี

ประกอบเสร็จแล้วครับ แทบตายเหมือนกัน ตอนแรกก็ระวังกลัวตัวตู้ถลอก แต่พอทำไปทำมามันเบาไม่ได้ครับ ทั้งจับตั้ง จับตะแคงซ้าย ตะแคงขวา ไม่งั้นมันไม่ถนัดครับ นับเวลาที่ทำแล้วประมาณหกชั่วโมงครับ  รูดซิป ไม่สงสัยแล้วว่าลำโพงไฮเอ็นด์ทำไมมันแพงจัง ค่าแรงนี่เอง

ตัวตู้เมื่อประกอบเสร็จแล้ว

ตัวตู้เมื่อประกอบเสร็จแล้ว

สายไวริ่งเป็นคาดาสครับ ไบดิ้งโพสต์ก็เป็นคาดาส สายแข็งพอสมควร แล้วก็ใหญ่ด้วย พอตัดสั้นมันก็เลยงอไม่ค่อยได้ ตอนยัดเข้าไปเนี่ยต้องหาจังหวะดี ๆ ไม่งั้นยัดไม่เข้า

ด้านในผมใช้ใยสีขาวบุเอาไว้ ลองดูว่าเสียงมันจะเป็นอย่างไร ถ้าเบิร์นแล้วมันไม่ดีอาจจะต้องแกะเอาออกมา แต่ตอนนี้ขอฟังก่อนว่าเป็นไง

มองจากด้านข้าง

มองจากด้านข้าง

หนึ่งแบกขึ้นไปฟังที่ห้องนอน ตอนนั้นก็เริ่มง่วงแล้วครับ แต่ยังไงขอฟังแนวเสียงของมันก่อน

ผมใช้พาวเวอร์ 211 ของทีเอส ก็เป็นชุดที่ใช้ขับเจ้า Mozart นี่แหละครับ ห้องฟังปัจจุบันเป็นห้องนอนด้วย มันค่อนข้างใหญ่ ผมเกรงว่าเมื่อเอา 126 ไปฟังอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ การตั้งลำโพงก็ยังไม่ได้จูนหาตำแหน่งของมัน คือเอาไปตั้งข้าง ๆ เจ้าโมสาร์ทแล้วก็เอียงทำมุมโทอินเข้ามา ตั้งเสร็จก็เสียบสายลำโพงเปิดเพลงที่ผมคุ้นเคยฟังก่อนเลยครับ

โอ…เสียงแซกโซโฟนใช้ได้เลยครับ เสียฉาบก็เยี่ยม ติดตรงเสียงดับเบิลเบสหายเลยครับ แม้เพิ่งจะเปิดยังเบิร์นไม่ได้ที่ แต่มีแนวโน้มในทางที่ดีครับ

ผมเปลี่ยนไปฟังเพลงร้อง นอราห์ โจนส์ ชุดที่สอง ซึ่งแผ่นนี้เสียงอัดแผ่นจะออกขุ่น ๆ มัว ๆ แต่เสียงนอราห์ดีมากครับ เสียงเบสในชุดนี้มีให้ได้ยินมากกว่าเสียงดับเบิลเบส

เมื่อเช้าเปิดฟังอีกรอบ เปิดดังขึ้น ผมว่าพอเร่งดัง ๆ อาการขุ่น ๆ ของเสียงแสดงออกมาให้ได้ยิน

ปกติชุดนี้ถ้าใช้โมสาร์ทผมจะเปิดความดังประมาณที่ 11 นาฬิกา (ถ้าฟังแบบมัน ๆ นะครับ)

แต่ 126 ผมเปิดแค่แปดถึงเก้านาฬิกาก็ดังมากแล้ว

ชุดที่ใช้ทดสอบเสียง

ชุดที่ใช้ทดสอบเสียง

ไบดิ้งโพสต์อยู่ด้านข้าง

ไบดิ้งโพสต์อยู่ด้านข้าง

เทียบกับลำโพงโมเสาร์ท

เทียบกับลำโพงโมเสาร์ท

เทียบกับเจ้าโมสาร์ท รูปร่างเตี้ยกว่า แต่ขนาดความกว้างสูสี

สรุปแล้วเปิดฟังแค่ 2 ชั่วโมง พอใจกับเสียงที่ได้มากครับ หวังว่าเบิร์นสัก 100 ชั่วโมงความใส ความกรุ๋งกริ๋งของมันน่าจะเปิดเผยกว่านี้

เสียงฉาบใช้ได้เลยครับ แต่ยังออกอาการขุ่น ๆ นิด ๆ

แต่เสียงกลางที่ผมหวังเอาไว้รู้สึกดีอย่างที่หวังครับ โดยเฉพาะเสียงแซกฯ เครื่องดนตรีที่ผมชอบ มันได้บรรยากาศแตกต่างจากที่เคยได้ยินตามลำพงทั่วไปครับ

ตอนอยู่ในช่วงเบิร์น เสียงแหลมยังไม่ค่อยเปิดเท่าไหร่ ช่วงวันสองวันนี้ผมเปิดเฉลี่ยวันละไม่กี่ชั่วโมงเอง เพราะมีเวลาแค่ตอนช่วงหัวค่ำ แถมเป็นแผ่นเสียงด้วย ปล่อยให้มันเปิดเองแบบซีดีไม่ได้ เดี๋ยววันอาทิตย์อาจจะยกลงมาเบิร์นกับรีเซิร์ฟเวอร์

ผมชอบช่วงการเบิร์นมากครับ เพราะจะได้ยินพัฒนาการของเสียง เหมือนค่อย ๆ มองเด็กที่ค่อย ๆ โตขึ้น (ผมจึงไม่ค่อยชอบเครื่องประเภทช่วยเบิร์นสาย)

อีกประเด็นคือการเบิร์นตัวตู้นั้นผมมีความเห็นเหมือนคุณกล้าครับ อย่างแรกคือตัวตู้เพิ่งทาสีมา การคายตัวของสี และไม้อาจจะยังไม่เข้าที่ ซึ่งต้องกินเวลาพอสมควร (เมื่อไหร่ก็ไม่รู้)

สิ่งที่ผมหวังเอาไว้หลังเบิร์นคือ เสียงแหลมเปิดเผยมากกว่านี้ (แต่การใช้สาย Cardas อาจจะทำให้เสียงแหลมไม่ถึงกับเป็นประกายมากนัก)

====================

ลำโพง Fostex 126E เป็นลำโพงที่น่าใช้ ราคาประหยัด ให้ซุ่มเสียงกลางที่ฟังเป็นธรรมชาติ หากผู้เล่นไม่คิดเน้นเรื่องเสียงเบสที่โหมใหญ่ และต้องการมองหาลำโพงที่จะเล่นกับแอมป์วัตต์ต่ำ ๆ 126E เป็นตัวเลือกที่ดีอีกตัวหนึ่ง

ลำโพง : จุดเริ่มต้นของนักเล่นเครื่องเสียง

ลำโพงจาก Totem

ลำโพงจาก Totem

ทุกวันนี้มีเครื่องเสียงมากมายหลายยี่ห้อผลิตออกมาให้นักเล่นได้เสียเงินซื้อ และรองรับกับตลาดหลายระดับ ตั้งแต่โลว์เอนด์ มิดเอนด์ จนถึงไฮเอนด์ นักเล่นเครื่องเสียงมือเก่าคงไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะเลือกซื้อ หรืออัพเกรดชุดเครื่องเสียง ว่าจะซื้อหรือจะเปลี่ยนลำโพงอะไร แอมป์อะไร เครื่องเล่นซีดีแบบไหน แม้กระทั่งสายสัญญาณหรือสายลำโพงตัวใดจะเข้าชุดกับเครื่องที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมือใหม่การเลือกซื้อเครื่องเสียง เหมือนกับเดินเข้าไปในเขาวงกต ยิ่งอ่านหนังสือเครื่องเสียง ยิ่งสับสนว่าจะเลือกซื้อยี่ห้ออะไรแบบไหน เพราะมีตัวเลือกยิ่งมาก ก็มีหายข้อให้เลือก

ทุกวันนี้มีเครื่องเสียงมากมายหลายยี่ห้อผลิตออกมาให้นักเล่นได้เสียเงินซื้อ และรองรับกับตลาดหลายระดับ ตั้งแต่โลว์เอนด์ มิดเอนด์ จนถึงไฮเอนด์ นักเล่นเครื่องเสียงมือเก่าคงไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะเลือกซื้อ หรืออัพเกรดชุดเครื่องเสียง ว่าจะซื้อหรือจะเปลี่ยนลำโพงอะไร แอมป์อะไร เครื่องเล่นซีดีแบบไหน แม้กระทั่งสายสัญญาณหรือสายลำโพงตัวใดจะเข้าชุดกับเครื่องที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมือใหม่การเลือกซื้อเครื่องเสียง เหมือนกับเดินเข้าไปในเขาวงกต ยิ่งอ่านหนังสือเครื่องเสียง ยิ่งสับสนว่าจะเลือกซื้อยี่ห้ออะไรแบบไหน เพราะมีตัวเลือกยิ่งมาก ก็มีหายข้อให้เลือก


ดังนั้นก่อนที่จะเลือกซื้อเครื่องเสียงสักชุด นอกจากจะศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของสินค้าแล้ว สิ่งที่นักเล่นต้องรู้กับด้วยว่าตัวเราเองนั้นชอบอะไรแบบไหน สำหรับบทความนี้มือเก่าในเรื่องเครื่องเสียงอาจจะผ่านไปเลยก็ได้นะครับ เพราะผมตั้งใจที่จะปูพื้นให้ผู้อ่านที่เป็นมือใหม่ มีความเข้าใจตรงกันก่อน เหมือนการปรับฐานด้านความคิดให้มีเท่ากัน เมื่ออ่านในบทความต่อ ๆ ไปก็จะสามารถทำความเข้าใจได้ตรงกัน และง่ายที่จะทำความเข้าใจเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจเล่นเครื่องเสียงอย่างถูกวิธีมีระบบ จะได้ไม่มีปัญหาที่พบบ่อย ๆ คือ “ทำไมฟังที่ร้านแล้วเสียงดี แต่พอยกกลับมาฟังที่บ้าน เสียงที่ได้ไม่เหมือนกับฟังที่ร้าน”

บทความนี้ผมจะเริ่มจาก Sound System ก่อนว่า ในชุดเครื่องเสียงของเรา เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งไหนเป็นลำดับแรก แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจว่าชุดเครื่องเสียงประกอบด้วยอะไรก่อน

1.ลำโพง 2.แหล่งขยายสัญญาณ เช่นอินทิเกรตแอมป์ หรือ พาวเวอร์แอมป์+ปรีแอมป์ 3.แหล่งกำเนิดโปรแกรม เช่นเครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นเทป เครื่องรับคลื่นวิทยุ 4.สายเชื่อมสัญญาณและสายลำโพง

Sound System ส่วนใหญ่ก็จะมีอุปกรณ์หลัก ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็ไม่สามารถจะฟังเพลงหรือดนตรีใด ๆ ได้ ถ้าถามผมว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากน้อยกว่ากัน ผมให้ความสำคัญทั้งสี่หัวข้อเท่าเทียมกัน ผมมีความเชื่อว่าอุปกรณ์หลักนั้นถ้ามีส่วนใดด้อยคุณภาพไปตัวใดตัวหนึ่ง ก็จะทำให้ชุดเครื่องเสียงของเรามีแสดงศักยภาพได้ไม่เต็มที่ หมายความว่า ต่อให้นักเล่นลงทุนกับลำโพงที่ดีที่สุด แต่ถ้าใช้แอมป์ที่พอขับเสียงได้ คุณก็ไม่สามารถได้ยินเสียงที่ดีที่สุดของแหล่งดนตรีนั้น ๆ จากลำโพงที่คุณลงทุนไป หรือถ้าลงทุนกับลำโพงกับแอมป์ที่มีคุณภาพ แต่แหล่งกำเนิดโปรแกรมของคุณเป็นเครื่องเล่นจากจีนแดงราคาถูก ก็คงไม่สามารถถ่ายทอดเสียงที่ดีออกมาได้เช่นกัน

ลำโพงเวียนนาอคูสติก ที่นักเล่นเครื่องเสียงหลอดโหยหา

ลำโพงเวียนนาอคูสติก ที่นักเล่นเครื่องเสียงหลอดโหยหา

แต่ว่าในชุดเครื่องเสียง “ลำโพง” เป็นตัวเดียวที่จะแสดงบุคลิกของเสียงได้ชัดเจนที่สุด มีนักเล่นเจนจัดท่านหนึ่งบอกว่า การเปลี่ยนลำโพง เท่ากับการเปลี่ยนบุคลิกของเสียงที่เราจะได้จากชุดเครื่องเสียงเดิม ๆ ของเรา ดังนั้นถ้าจะอัพเกรด การอัพเกรดลำโพงจึงได้เสียงที่เปลี่ยนไป แต่ผมมีความเห็นที่แตกต่างกันคือการอัพเกรดลำโพงกับชุดที่มีอยู่แล้วนี้ ไม่ใช่การอัพเกรดเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น แต่เป้นการเปลี่ยนแปลงแนวทางของเสียงจากชุดเดิมต่างหาก

ลำโพงมีความสำคัญมากสำหรับการเลือกซื้อชุดเครื่องเสียงของมือใหม่ เพราะการเลือกลำโพงที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้เล่น ก็จะทำให้เราไม่มีความสุขกับเสียงที่ได้ยิน เพราะบุคลิกของลำโพงมีผลมหาศาลในเรื่องรสนิยมต่อการฟัง เช่นถ้าคุณชอบฟังเพลงร็อค แต่คุณกลับไปซื้อลำโพงที่ไม่ค่อยมีเสียงเบส เครื่องเสียงของคุณก็อาจจะตอบสนองความต้องการนี้ไม่ได้ หรือถ้าคุณชอบฟังเพลงป๊อปหวาน ๆ คุณเลือกลำโพงที่ขับเสียงเบสเยอะ ๆ ต่อให้ใช้ลำโพงราคาแพง เสียงที่คุณต้องการก็ไม่เกิด

ส่วนใหญ่ผู้ผลิตลำโพงจะมีเทคนิคในการทำลำโพงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ วงจรตัดความถี่ การสร้างตู้ การบุภายใน ล้วนแล้วแต่ให้บุคลิกที่แตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละเทคนิคก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ออกแบบ ว่าเน้นรับใช้คนกลุ่มไหนบ้าง

สำหรับผม ผมจะแนะนำให้มือใหม่ในการเล่นเครื่องเสียง เลือกซื้อลำโพงเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะซื้อแอมป์หรือเครื่องเล่นที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียง เพราะลำโพงจะแสดงบุคลิกที่ชัดเจนและแน่นอนที่สุดออกมา โดยเฉพาะแนวเสียงที่เป็นรสนิยมที่คุณชอบ เมื่อเราเลือกลำโพงได้แล้ว ค่อยหาแอมป์มาจับคู่กับลำโพง ซึ่งจะง่ายกว่าซื้อแอมป์ก่อนแล้วค่อยซื้อลำโพง เพราะบางครั้งลำโพงที่มีค่าความไวต่ำ เรายังพอหาแอมป์ที่มีกำลังขับสูง ๆ มาขับได้ แต่ถ้าเราซื้อแอมป์มาก่อน แอมป์ตัวนั้นมีกำลังขับ 50 วัตต์ ลำโพงที่เราต้องการจะจำกัดตัวเลือกลงไปมาก เท่ากับว่าเราจะเลือกได้เฉพาะลำโพงที่มีค่าความไวที่ค่อนไปทางสูง ซึ่งเราอาจจะหาลำโพงเสียงที่เราถูกใจไม่ได้เลย

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพงที่มือใหม่ต้องทำความเข้าใจว่าก่อนที่จะซื้อทุกครั้ง

1.FREQUENCY RESPONSE: ค่าความกว้างในการตอบสนองความถี่เสียง ลำโพงในปัจจุบันมักเน้นค่านี้กันมาก โดยให้มีความกว้างของการตอบสนองคามถี่ทุกย่านเสียง

2.Recommended Amplifier Power: คำแนะนำกำลังขับของแอมป์ที่ให้ผลดีที่สุดกับลำโพง เช่นบางเจ้าจะแนะนำว่าควรจะใช้แอมป์ที่มีกำลังขับระหว่าง 20-80 วัตต์เป็นต้น ผู้ซื้อจะสามารถหาแอมป์ที่มีกำลังขับตามเสปคนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแอมป์จะขับลำโพงนั้น ๆ ไม่ออกได้

3.SENSITIVITY: ผู้ผลิตบางรายอาจจะไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องกำลังขับต่ำสุดหรือสูงสุดมา แต่ค่าความไวของลำโพงจะทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าลำโพงตัวนี้บริโภควัตต์แค่ไหน เช่น ลำโพง A มีค่าความไวที่ 87 db ต่อเมตร หมายความว่าลำโพง A อาจจะต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับไม่ต่ำกว่า 50-100 วัตต์นั่นเอง ส่วนลำโพง B มีค่าความไวที่ 90 db ต่อเมตร แสดงว่ามีค่าความไวค่อนข้างสูง ผู้เล่นสามารถใช้แอมป์หลอดกำลังขับสัก 10-20 วัตต์มาเล่นก็ขับลำโพงชนิดนี้ได้

4.IMPEDANCE: ค่าความต้านทานของลำโพง ลำโพงส่วนใหญ่จะมีค่าความทานที่ 4 ohms , 6 ohms และ 8 ohms

ลำโพงแบบนี้ได้แนวเสียงคล้ายเวทีคอนเสิร์ต

ลำโพงแบบนี้ได้แนวเสียงคล้ายเวทีคอนเสิร์ต

ค่าสำคัญที่ต้องทราบก็มีคร่าว ๆ ก็มีประมาณนี้ครับ ส่วนค่าอื่น ๆ เช่นลำโพงมีขนาดเท่าไหร่ ลำโพงรุ่นนี้เป็นแบบสองทางหรือสามทาง เป็นแบบไบไวร์ หรือซิงเกิลไวร์ ทวีตเตอร์ทำจากวัสดุอะไรคงต้องศึกษากันเองนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ที่ผู้เล่นต้องศึกษาก็คือสี่ตัวที่ว่านี้ เมื่อได้ค่าของลำโพงนี้แล้ว เราจึงสามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องเล่นแอมป์แบบไหนอย่างไร ซึ่งเราจะเลือกซื้อแอมป์ได้อย่างลงตัว

สำหรับคนที่หลงใหลแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ ๆ อาจจะเป็นกลุ่มคนที่หาลำโพงคอมเมอร์เชียลเล่นยากที่สุด เพราะในปัจจุบันผู้ผลิตหันไปผลิตลำโพงประเภทดูหนังกันมากขึ้น ซึ่งบางครั้งทำให้คนชอบเสียงจากแอมป์หลอดต้องขวนขวายหาลำโพงที่มีค่าความไวสูงมาใช้ได้ยาก บางครั้งหาได้ แต่เสียงก็ไม่ถูกใจก็มีเยอะ ครั้นจะหาซื้อลำโพงที่มีความไวระดับ 95-100 db อาจจะต้องเจอราคาลำโพงมหาโหดก็เป็นได้ ซึ่งจุดนี้มีสองทางเลือกครับ ทางเลือกแรกคือหาแอมป์หลอดที่เป็นแบบพุชพูล ซึ่งให้กำลังขับได้มากตั้งแต่ 30-60 วัตต์ (กำลังแอมป์หลอดมากกว่าแอมป์โซลิตสเตจ) เท่านี้ก็มีความสุขกับลำโพงเสียงถูกใจกับแอมป์หลอดได้แล้ว ทว่าบางคนไม่ชอบแอมป์แบบพุชพูล ชอบแอมป์ซิงเกิลเอนด์ ที่มีกำลังขับน้อย ๆ ถึงจุดนี้นักเล่นอาจจะต้องเลือกที่สร้างลำโพงความไวสูงขึ้นมาฟังเองเสียแล้ว ดังนั้นทางเลือกที่สองนี้อาจจะดูหนักหนา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงหลอดที่ชอบความนุ่มของเสียงแล้ว แอมป์กำลังขับน้อย ๆ คือสวรรค์ดี ๆ นี่เอง ฉบับหน้าผมจะพาท่านไปทำลำโพงสำหรับใช้กับแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ ๆ นะครับ และท่านจะได้สัมผัสแอมป์ที่มีกำลังขับเพียงสองสามวัตต์ ว่ามีเสียงเป็นอย่างไร กับลำโพงความไวสูงที่ลงทุนได้ในราคาไม่แพง

ลำโพงคือจุดเริ่มต้นของการเล่นเครื่องเสียง

ลำโพงคือจุดเริ่มต้นของการเล่นเครื่องเสียง

Fostex 103

Fostex 103

Fostex 126E

Fostex 126E

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่พิสมัยแอมป์หลอด โดยเฉพาะแอมป์หลอด Single Ended ซึ่งมีกำลังขับตั้งแต่ไม่ถึงวัตต์ จนถึง 4 วัตต์ มักจะมองหาลำโพงที่มีความไวอย่างน้อย 89 dB/Watt/เมตร มาเล่น เพื่อที่แอมป์หลอดจะได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ลำโพงที่มีความไวมาก ก็มักจะตามมาด้วยราคาที่แพงมากเป็นเงาตามตัว แต่นักเล่นแอมป์หลอดวัตต์ต่ำก็ยังพอมีทางเลือก โดยเฉพาะลำโพง Fostex รุ่น 103 กับ 126 ซึ่งมีราคาย่อมเยาว์ ต้นทุนในการทำมาประกอบเล่นรวมไดร์ฟเวอร์ของลำโพงและตัวตู้แล้วน่าจะมีราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อเทียบคุณภาพเสียงกับเงินที่จ่ายไปแล้วย่อมคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ ยิ่งถ้าใครมีฝีมือในเชิงช่างไม้ ก็จะยิ่งสะดวกสบายขึ้นไปอีก

ผมได้เอาแบบตัวตูลำโพงฟอสเท็ค 103 และ 126 มาฝาก เผื่ท่านจะนำไปต่อเล่นให้สบายอุรา

แบบตัวตู้ Foatex 103

แบบตัวตู้ Foatex 103

แบบตัวตู้ลำโพง Fostex 126

แบบตัวตู้ลำโพง Fostex 126

เมื่อวาน พี่วัฒนชัย (Dekwat) มาเยี่ยมที่บ้านครับ พร้อมกับติดไม้ติดมือสายไฟ 4 เส้น สายลำโพงที่ถักเองกับมือหนึ่งคู่ แล้วยังยกปรีโฟโนมาสองตัว ตัวแรกเป็นของคุณมด ที่เหมือนของผม ต่างกันที่หลอด อีกตัวเป็นโฟโนออปแอมป์ ของ Poem ตัวมหึมามาก ใหญ่กว่าชั้นวางของผมครับ

ฝีมือการถักของพี่วัฒนชัยสุดยอดมากครับ ละเอียดยิบ คุณภาพเสียงดีมากทีเดียว เปิดโปร่ง เสียงกลางแหลมดีมาก

มาถึงโฟโน Poem บ้าง เป็นโฟโนออปแอมป์ ผมเพิ่งเคยฟังครับ เสียงต่างจากโฟโนหลอดค่อนข้างเด่นชัด ฟังเพลงร็อคสนุกมาก แต่เปิดเบา ๆ ในเวลาก่อนรุ่งสางกลับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ต้องเปิดดังนิดหนึ่งเสียงจึงออกจะแจ้งแล้วก็ครบ


วันที่ไปฟังพาวเวอร์โมโนบลอคของผม ได้ 2A3 RCA จากคุณดาวเหนือมาหยิบยืมฟัง ทำให้เสียงมันอัพขึ้นไปพอสมควรครับ เทียบกับหลอด Electro Harmonic แล้ว RCA ดีกว่าครับ แต่ต้องฟังนาน ๆ จะได้ยินเสียงความนุ่มเนียนที่ต่างกัน แต่ถ้าเทียบ AB TEST อาจจะแตกต่างไม่มากเรียกได้ว่า 2A3 RCA เป็นเครื่องดีเซลครับ

หลังจากเสียบเข้าโฟโนของ TS ผมก็เริ่มเปิดแผ่นฟัง เสียงเข้าท่าครับ ไม่เลวทีเดียว ผมว่าเสียงออกมาทางเรียบร้อย ไม่จัดไม่จ้าน มีสไตล์แบบสายทองแดง วัสดุที่ใช้ก็แบบเดียวกับที่ทำสายลำโพง แต่ผมว่ามาทำ สาย RCA เข้าท่ากว่านะครับ ปกติโฟโน TS จะมีฮัมหน่อย ๆ แต่เจอสายและ RCA Locking แบบนี้ มันทำให้สงัดขึ้นครับ แม้จะแนบหูที่ลำโพงจะมีเสียงจี่นิด ๆ แต่ถ้านั่งจุดนั่งฟังไม่ได้ยินเลย ฟังเพลงบรรเลงเดี่ยวเปียโนแนวแจ๊ส บรรยากาศเสียงนิ่งเงียบดีมาก ผมชอบเสียงที่เป็นบรรยากาศของสายตัวนี้มาก

แม้จะเป็นสาย RCA ที่ไม่ดีที่สุด แต่มันทำงานได้คุ้มค่าและเต็มที่ที่สุดครับ ผมชักรกสายถักแบบนี้เข้าแล้วสิ

Setting Speaker: จัดวางลำโพง หนึ่งหนวิธีทำให้เครื่องเสียงเสียงดีโดยไม่ต้องเสียสตางค์

โดย นิวัต พุทธประสาท

ต้องขออภัยที่หายไปหลายฉบับนะครับ ต่อแต่นี้ไปจะมาประจำไม่มีขาดอย่างแน่นอน

ฉบับนี้ผมขอคุยเรื่องที่ดูเหมือนง่าย ๆ แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจ หรืออาจจะมองข้ามไปเพราะขาดประสบการณ์ในการจัดวางเครื่องเสียง สำหรับในตอนนี้ผมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้ทฤษฎีซึ่งจะทำให้ปวดหัวกันไปก่อนที่จะได้จัดตั้งลำโพงให้เสียงออกมาดี แต่ก่อนที่ผมจะเข้าเรื่อง ผมขอย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเมื่อครั้งที่ผมเริ่มเล่นเครื่องเสียงใหม่ ๆ ตอนนั้นผมเองก็ขาดประสบการณ์ทำนองนี้เหมือนกัน และพาลเลิกเล่นเครื่องเสียงไปพักใหญ่ ๆ พกหนึ่ง จนกระทั่งวันนี้กลับมาเล่นอย่างมีความสุขอีกครั้ง

สมัยที่ผมเริ่มเล่นใหม่ ๆ ตอนนั้นอยู่ชั้นมัธยมสี่ ผมได้ชุดมิดเอ็นด์มาชุดหนึ่งประกอบด้วยลำโพง Cirvin Vega ส่วนแอมป์เป็นแอมป์โซลิตสเตจกำลังขับดีอย่าง Harman-Kardon แม้จะลงทุนไปหลายหมื่นบาทแต่พบว่าเสียงที่ได้ยังไม่ค่อยถูกใจเราเสียเท่าไหร่ ตอนแรกก็คิดว่าคงเป็นเพราะเราใช้สายสัญญาณที่เขาแถมมา ส่วนสายลำโพงก็เมตรไม่กี่บาท

แต่ว่าตอนกลับมาเล่นครั้งที่สองนี่สิครับ เครื่องเสียงชุดใหม่ของผมคุณภาพดีกว่าชุดเริ่มต้นมาก แต่คุณภาพเสียงก็ยังไม่ดีเท่าที่เราเคยไปฟังตามงานเครื่องเสียงหรือโชว์รูมของเขา ผมเองคิดในใจว่าเครื่องที่ขายกับเครื่องที่โชว์มันตัวเดียวกันหรือเปล่า หรือมีการโมดิฟายให้เสียงดีขึ้นหรือเปล่า แต่เมื่อศึกษาและจับประเด็นให้เล็กลงเรื่อย ๆ สิ่งที่ผมพบกลับกลายเป็นเส้นผมบังภูเขาครับ

เวลานี้ผมจึงฟันธงได้ว่าเครื่องเสียงเสียงจะดีหรือแย่อันดับแรกคือ 1.Matching กันหรือเปล่าระหว่างแอมป์กับลำโพง แต่ถ้าผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว 2.Matching ระหว่าง System กับห้องฟัง

ข้อสองนี่แหละครับที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับคนเล่นเครื่องเสียงที่อัฐน้อยแต่รสนิยมสูงแบบผม ครั้นจะทำห้องฟังเป็นสัดส่วนแบบบ้านมีอันจะกินก็ใช่ที่เพราะค่าทำห้องฟังก็ไม่ใช่ถูก ๆ ทางเลือกเดียวคือดัดแปลงห้องรับแขกหรือห้องนอนมาทำห้องฟังเพลง ซึ่งแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มขึ้นเลยครับ นอกจากต้องขยันฟังและขยับลำโพงกันทีละนิดจนกว่าจะได้จุดที่ดีที่สุด

แม้การขยับลำโพงเข้าออกทีละนิดจะเป็นการงมเข็มในมหาสมุทรก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เซ็ตติ้งลำโพงได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ท่านที่ทำแรก ๆ อาจจะท้อแท้ แต่บอกได้ว่ามันคุ้มค่ากับความเหนื่อยมากนัก ดีกว่าเราไปเสียเงินซื้อสายสัญญาณแพง ๆ หรือสายลำโพงแพง ๆ เสียอีก

หลักการแรก ก่อนที่จะทำการเซ็ตติ้งลำโพง ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองไปค้นคู่มือที่ติดมากับลำโพงกลับมาอ่านเสียก่อน ส่วนใหญ่แล้วถ้าซื้อลำโพงจากค่ายยุโรปหรืออเมริกา มักจะมีคู่มือติดมาให้ด้วยว่าลำโพงรุ่นนั้น ๆ ชอบให้วางห่างผนังด้านหลัง หรือว่าชอบวางมาทางด้านหน้าเป็นต้น คู่มือของยี่ห้อนั้น ๆ จะทำให้เราจับหลักได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเริ่มโดยไม่รู้ทิศทาง

หลักการที่สองขนาดลำโพงต้องสัมพันธ์กับห้อง เช่นลำโพงวางหิ้ง (ลำโพงเล็ก) ควรจะใช้ห้องไม่ใหญ่นัก ขนาดห้องอยู่ระหว่าง 12-20 ตารางเมตร ถ้าให้ดีควรจะเป็นห้องที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนลำโพงตั้งพื้น หรือลำโพงใหญ่ ควรจะต้องใช้เนื้อที่สัก 20 ตารางเมตรขึ้นไป ขณะเดียวการความสูงของห้องก็มีผลกับย่านเสียงเช่นกัน วึ่งมขอไม่พูดถึงนะครับ ถามว่าทำไมลำโพงเล็กฟังห้องใหญ่ไม่ได้ ที่จริงฟังได้นะครับ แต่มันไม่ Match กันนั่นเอง เช่นเดียวกับลำโพงใหญ่ไปฟังห้องเล็ก ๆ ความใหญ่ของลำโพงจะทำให้ย่านเสียงทุ้มที่มีปริมาณมากกลบทับเสียงกลางและเสียงแหลมจนฟังไม่ไพเราะ หรือถ้าใครชอบแบบนั้นก็ไม่มีปัญหานะครับ แต่สำหรับผมแล้วการฟังเพลงจะต้องได้ทั้งเสียงทุ้มกลางแหลมในปริมาณที่สมดุลกัน

หลักการที่สาม ขอให้สังเกตว่าลำโพงของเรานั้นมีท่อระบายลมทางด้านหน้าหรือด้านหลัง ส่วนใหญ่แล้วลำโพงที่มีท่อระบายอากาศด้านหน้า เราสามารถวางตัวลำโพงให้ชิดกับผนังด้านหลังได้มากกว่าลำโพงที่มีท่อระบายลมจากด้านหลัง นั่นหมายความว่าถ้าเราวางลำโพงไว้ชิดผนังด้านหลังมากเท่าไหร่ เสียงเบสก็จะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

หลักการที่สี่ผนังในห้องทั้งสี่ด้านรวมถึงพื้นห้องมีความสำคัญกับการกระจายเสียงมาก โดยเฉพาะผนังด้านหลังและผนังข้าง ผนังด้านข้างจะเป็น First Reflect ที่คลื่นเสียงจะกระทบก่อนจะถึงหูของผู้ฟัง การสะท้อนของคลื่นเสียงจากผนังด้านหนึ่งไปด้านหนึ่ง ก่อนจะมาถึงหูคนฟังนั้นคลื่นบางความถี่จะตีกันจนฟังแล้วเสียงไม่เคลียร์ มีความสับสน ระยะห่างระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง กับระยะห่างจากผนังด้านหลัง จนไปถึงจุดนั่งฟังจึงมีความสัมพันธ์กัน

หลักการที่ห้า การวัดความกว้างยาวนั้นจะต้องเริ่มวัดจากจุดกึ่งกลางของทวีตเตอร์เสมอไม่ว่าจะวัดความห่างจากผนังด้านหลังหรือด้านข้าง หรือวัดระยะห่างจากทวีตเตอร์ลำโพงสู่จุดนั่งฟัง

หลักการที่หก ควรจะ “โทอิน” กี่องศาดี การ “โทอิน” คือการหันหน้าลำโพงทำมุมเอียงเข้าหาจุดนั่งฟัง การจะโทอินกี่องศานั้นควรยึดคู่มือลำโพงเป็นหลัก หรือค่อยๆ โทอินลำโพงทีละน้อย การโทอินจะทำให้โฟกัสดนตรีมีความชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ผู้นั่งฟังจะต้องอยู่ในจุดที่เสียงไปรวมกันพอดี เราจะเรียกจุดนั่งฟังนี้ว่า Sweet Spot ลำโพงคอมเมอร์เชียลส่วนใหญ่จะชอบให้ผู้ฟังโทอินไม่มากก็น้อย แต่สำหรับลำโพง Full Range ที่ใช้อกลำโพงเดียวมักไม่ชอบการโทอิน ดังนั้นก่อนโทอินจึงต้องศึกษาคู่มือหรือทดลองฟังทีละน้อยก่อน

หลักการที่เจ็ด จะเริ่มต้นจัดตั้งลำโพงอย่างไร นี่เป็นข้อที่ยากที่สุดนะครับ แต่ก็น่าดีใจที่มีคนคิดสูตรการจัดตั้งลำโพงออกมาเป็นทฤษฎีให้เราได้ใช้กัน และทำให้ผู้เริ่มต้น เริ่มต้นอย่างถูกวิธีด้วยความสะดวกสบาย ผมขออิงทฤษฎีของ จอร์จ คาร์ดาส (George Cardas) ผู้ก่อตั้งสายสัญญาณ สายลำโพงสายสัญญาณยี่ห้อดังอย่าง Cardas

จอร์จ คาร์ดาสได้ทำสูตรการคำนวณตำแหน่งการจัดวางลำโพงออกมา ซึ่งทำให้เรานำไปใช้ในการจูนเสียงได้ง่ายขึ้น เมื่อใช้สูตรนี้คำนวณแล้วเราจะจูนเสียงโดยการฟังอีกรอบหนึ่ง เราก็จะได้ระยะลำโพงที่แมตท์กับห้องฟังของเรา แม้จะไม่สมบูรณ์ที่สุดแต่ก็เป็นตัวเลือกที่จะทำให้เสียงของชุดเครื่องเสียงของท่านเสียงดีขึ้นโดยไม่ต้องเสียแม้แต่สตางค์เดียวในการอัพเกรด

สูตรที่จอร์จ คาร์ดาสให้มามีดังนี้ครับ วิธีการคำนวณก็คือวัดความยาวผนังห้อง จะเป็นเซ็นติเมตร นิ้ว ฟุต หรือเมตร ให้นำสูตรที่ให้มาคูณเข้าไป ข้อสำคัญคือต้องให้หน่วยวัดนั้น ๆ เหมือนกันทุกด้าน คือถ้าใช้เซ็นติเมตร ก็ต้องเป็นเซนติเมตรทุกด้าน ตัวเลขที่คูณออกมาได้คือระยะที่เราจะตั้งลำโพงนั่นเองครับ (ดูภาพ Diagram A เป็นตัวอย่าง)


-ระยะลำโพงกับผนังด้านข้าง: ความยาวผนังด้านข้าง x .276

-ระยะลำโพงกับผนังด้านหลัง: ความยาวผนังด้านหลัง x .447


ตัวอย่างเช่นผนังด้านข้างยาว 6 เมตร เรานำ 6 มาคูณกับ .276 จะได้ตัวเลข 1.65 หมายความว่าระยะลำโพงด้านข้างวัดจากทวีตเตอร์จะห่างกำแพงด้านข้างประมาณ 1.65 เมตร

ส่วนผนังด้านหลังยาว 4.5 เมตร เรานำตัวเลข 4.5 มาคูณ .447 จะได้ตัวเลข 2.01 หมายความว่าระยะลำโพงด้านหลังวดจากทวีตเตอร์จะห่างกำแพงด้านหลังประมาณ 2.01 เมตร นั่นเอง

สังเกตได้ว่าระยะห่างกำแพงด้านหลังนั้นลำโพงตั้งห่างถึงสองเมตรเศษ ๆ การตั้งห่างกำแพงหลงจะทำให้เกิดมิติเสียงและเวทีเสียงที่เราสามารถจับต้องได้ ขณะที่ความห่างระหว่างลำโพงกับผนังข้างจะก่อให้เกิดขนาดของเวทีเสียง ทั้งนี้ผู้ฟังจะต้องจูนเสียงด้วยการฟังในขั้นสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง แม้จะมีสูตรให้เราจดวางแล้วก้ตาม แต่หูของคนฟังก็ยังจำเป็นในการตั้งลำโพง

ส่วนระยะการนั่งฟังนั้น จะเป็นการกำหนดเป็นการนั่งฟังแบบ “ใกล้ลำโพง” (Near Field) ดูภาพ Diagram B เราจะวัดระยะทวีตเตอร์จากลำโพงซ้ายมาที่ลำโพงขวา เมื่อได้ระยะห่างลำโพงทั้งสองข้างแล้ว เราจึงนำระยะห่างลำโพงทั้งสองข้าง มาวัดระยะไปยังจุดนั่งฟัง ก็จะได้ระยะในแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการจูนเสียงจากการฟังอีกรอบเช่นเดียวกัน

ท่านผู้อ่านอาจจะลองกลับไปลองทำดูนะครับ ผมเชื่อว่าการจัดลำโพงนั้นได้ผลมากกว่าการเปลี่ยนสายลำโพงหรือสายสัญญาณมาก ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าคุณภาพสายลำพงหรือสายสัญญาณไม่มีผลต่อเสียง มีผลเช่นกันครับ แต่การ Set Up ลำโพงนั้นเป็นจุดเริ่มต้นอย่างแท้จริงในการทำให้เราเค้นคุณภาพของเครื่องเสียงที่เรามีให้ถึงที่สุด และที่ผมเน้นบ่อยครั้งก็คือเราจะต้องฟังเสียงและจูนเสียงด้วยหูเราเองอีกรอบหนึ่ง เพราะสูตรเป็นแค่แนวทางให้เราไม่ต้องงมเข็มในมหาสมุทร แม้เครื่องมือเป็นสิ่งทำให้เราสะดวกสบายมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นสูตรสำเร็จ เมื่อทำแล้วจะได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ หากความสำเร็จของผลที่เราทำนั้นมาจากการหมั่นเพียร ความพยายาม การจดจำและเรียนรู้อย่างไม่รู้จบโดยเปิดใจกว้างรับสิ่งใหม่ ๆ อย่างมีเหตุผลนั่นเอง