Info

Posts from the Audiophile Category

ผมขอเริ่มที่ง่าย ๆ ก่อนนะครับ ผมเริ่มฟังเพลงจริงจังตอนเรียนมัธยมต้น-ปลาย จากนั้นก็ฟังมาตลอด ตอนเป็นเด็กนักเรียน เพลงส่วนใหญ่ที่มีปัญญาซื้อก็จะเป็นเทปพีค็อก เป็นส่วนใหญ่ จะมีบางยี่ห้อบ้างเช่นโฟร์แทรคบางชุด ช่วงมัธยมปลายเทปยี่ห้อ 501 ออกมาอย่างต่อเนื่องเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงโพเกรสซีฟที่หาฟังยาก รวมถึงบูตเล็ก ช่วงนี้ผมเริ่มอยากสะสมแผ่นเสียงครับ ซื้อเครื่องเล่นของ SABA มาใช้ฟัง ส่วนแผ่นก็ซื้อหาจากคลองถมในราคาไม่กี่บาท แต่พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ยากจนมากครับ แทบไม่เหลือเงินไปซื้อเทปหรือแผ่นใดเลย แล้วตอนนี้แผ่นซีดีก็เริ่มทยอยผลิตกันออกมาแล้ว

ผมมาเริ่มฟังเพลงอย่างจริงจังอีกครั้งตอนทำงาน พอเริ่มมีเงินจากการทำงาน ช่วงนี้ผมทยอยซื้อแผ่นซีดีอาทิตย์หนึ่งก็หลายตังค์เหมือนกัน จวบกระทั่งวิกฤติเศรษฐกิจปี 41-42 กลับมาจนเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วงก่อนหน้านั้นผมชอบฟังเพลงแนว Alternative Rock วงโปรดของผมก็คือวง Manic Street Preachers ซึ่งเป็นวงร็อคแบบ โพสต์พังค์ จากเกาะอังกฤษ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1986 มีสมาชิกเริ่มต้นมีด้วยกันสี่คนคือ James Dean Bradfield (vocals, guitars), Nicky Wire (bass, occasional vocals) and Sean Moore (drums, backing vocals, occasional trumpet) และ Richey Edwards (กีตาร์และแต่งเพลง) ซึ่งต่อมาปี 1995 เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างว่าเขาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำ ไม่มีใครพบศพของเขา เมื่อไม่มีการพบศพเขาจึงเป็นผู้สูญหาย

ผมสะสมแผ่นซีดีของ MSP ทุกชุด รวมถึงแผ่นซิงเกิลเท่าที่จะหาได้ หลังจากเริ่มกลับมาเล่นเครื่องเสียงอีกครั้ง หลังวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป ผมเริ่มเล่นแอมป์หลอด และสะสมแผ่นเสียงในเวลานั้น วงที่ผมยังติดตามคือ MSP โดยผมเริ่มเก็บงานของวงนี้เป็นแผ่นเสียง และออกตามหาแผ่นซิงเกิลที่เป็นแผ่นเสียงด้วย

เมื่อวานผมหยิบแผ่นซิงเกิลขนาด 10 นิ้วแผ่นนี้ออกมาฟังอีกครั้ง

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นซิงเกิลในชุด THe Holy Bible ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ริชชี่ยังอยู่กับวง สิ่งที่พิเศษสุด ๆ สำหรับแผ่นซิงเกิลแผ่นนี้ก็คือ มีเพลงจากอัลบัมหนึ่งเพลงคือเพลง Revol และมีเพลง Too Cold Here ซึ่งว่ากันว่าทางวงแต่งขึ้นขณะมาทัวร์เอเชีย รวมถึงเมืองไทยของเราด้วย และเพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบัมปกติ

Too Cold Here เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก เนื้อหากินใจ เล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ฟังแล้วเหงาอย่างจับจิต เป็นเพลงที่อยู่ในลิสต์ 100 เพลงที่ผมชอบตลอดกาลเลยทีเดียว

Too Cold Here Lyrics:
Manic Street Preachers

Born in burial gowns, recessing slowly
You soon wish you couldn’t see at all
Tortured in the mind, six voices alone
Futile gestures, emotionless groans
Everyone asks what’s wrong, but what’s right?
And a cute lie makes everything uptight
To kill your dream before it’s considered
To live in silence, airless closet, no vision

It’s easier to make love to a stranger
than to ask a friend to call
Suspicion knows nothing and
is known for not much at all,
much at all

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls to lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade to cover your eyes

Self pity yourself is so shallow
I am so sick in mind and body, heart cold as stone
Whisky my coral, my piece of mind
Hello Mr. Samsung you can’t clean my soul
Wake up sighing, mass for the bleeding
Never share sadness mine no man prays painless
Coalescing mine are hidden rooms,
Cannot give anything and never could

Prison it’s only four walls but sometimes
The mind is the smallest prison of all,
Offering there upon offering
As a ball with a touch feels
Through its fall, through its fall.

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls
To lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade
To cover your eyes

ในหน้า B ของซิงเกิล มีเพลง You Love Us จากอัลบัมแรก

และที่น่าสนใจคือเพลงสุดท้าย life becoming a landslide จากอัลบัมชุดที่สองแต่เป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงคอนเสิร์ต ที่ MBK Hall ตอนที่วงมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ผมก็ไปชมด้วย

แนวทางแรกของการสะสมแผ่นเสียงของผมก็คือ

เริ่มจากวงที่เรารัก และเก็บมันจนเป็น Collection ครับ

ปล.ทางวงกำลังมีผลงานชุดใหม่คือ Postcard from a youngman ซึ่งเป็นอีกชุดที่เพราะมาก ๆ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสแวะไปแถวเสนาจึงมีโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนเฮียโกวิท เจ้าของผลิตภัณฑ์แอมป์หลอดของไทย ที่ยังคงผลิตแอมป์หลอดคุณภาพดีในราคาย่อมเยาว์ ใครที่เคยฟังเสียงแอมป์หลอดของ TS Audio จะทราบดีว่าแอมป์ของเขาไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็นเพราะหม้อแปลงไฟ และ OPT ทาง TS Audio เป็นผู้พันเอง จึงทำให้ควบคุมคุณภาพสินค้าและเอกลักษณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี

แม้ตอนนี้ทาง TS audio จะไม่ได้เปิดโชว์รูมอยู่ที่ฟอร์จูนทาวเวอร์แล้วก็ตาม แต่มิตรรักนักฟังเพลงยังสามารถไปฟังเสียงได้ที่โชว์รูมแห่งนี้

ตอนที่ผมไปเฮียโกวิทเพิ่งจะต่อแอมป์โมโนบล็อคตัวเขื่องซึ่งใช้หลอดตะเกียงเป็นภาคพาวเวอร์ ฟังเสียงแล้วต้องบอกว่านุ่มนวลชวนฟังกว่าที่คิดเอาไว้มาก

หมายเหตุ

ที่อยู่ TS Audio อยู่ใน-ซอยพหลโยธิน 37 เข้าซอยแล้วเลี้ยวซ้าย ตรงไปจนกระทั่งสุดซอยบังคับเลี้ยวขวา และเลี้ยวขวาอีกครั้ง โชว์รูมจะอยู่ทางด้านขวามือ ซอย พหลโยธิน 37 เป็นซอยตันที่วนถึงกันไม่ต้องกลัวหลงครับ หากจะไปฟังเครื่องเสียงควรจะโทร.นัดล่วงหน้า

Bomroya indy music

บอมโรยาเป็นศิลปินอินดี้ชาวเกาหลี เธอทำงานศิลปะผ่านสื่อหลายรูปแบบ ภาพวาด จิตกรรม หนังสือ ภาพประกอบนิยาย และเธอยัเขียนเพลงและเล่นดนตรี

อัลับม Cactus Crackers เป็นดนตรีที่เธอทำขึ้น บทเพลงไพเราะทั้งสิบเพลงผมได้ฟังแล้วชื่นชอบต่องานสร้างสรรค์ แม้ผมไม่รู้ภาษาเกาหลี แต่จากน้ำเสียงในบทเพลงก็บอกุึงเรื่องราวของเพลงได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่ดนตรีนั้นมีภาษาเฉพาะ แม้เราฟังเนื้อไม่ออก ทว่าดนตรีและอารมณ์ของเพลงยังคงนำเราไปสู่ความเข้าใจได้โดยง่าย

ผมคงอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มากนักนอกจากท่านผู้อ่านจะได้ฟังกันเอง ผมจึงขออนุญาติแชร์เพลงของเธอเป็นจำนวนสามเพลง เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้สึกทางดนตรี

Bomroya: Cactus Crackers

1.Plump sex janggok

2.Mr.Flamingo

3.Buleunkkot Cats

โดย นิวัต พุทธประสาท

This slideshow requires JavaScript.


ตั้งแต่คอมแพคดิสต์ถือกำเนิดขึ้นมาและวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1980 เป็นเหมือนการปฏิวัติรูปแบบการบันทึกข้อมูลที่สำคัญที่สุดของโลกเหตุการณ์หนึ่ง แผ่นซีดีทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อตลาดดนตรี-เพลงซึ่งก่อนหน้านี้จัดจำหน่ายด้วยฟอร์แมตอื่น ๆ เช่น เทปคาสเซ็ต-ซึ่งมีคุณภาพต่ำทั้งทางด้านเสียงและการเก็บรักษา ส่วนแผ่นเสียงมีต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นเรื่อย และไม่สะดวกสบายในการพกพาไปฟังนอกสถานที่ การย่างเท้าเข้ามาของซีดีจึงเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะอย่างยิ่ง เพราะโลกกำลังมองหาฟอร์แมตดิจิตอล เพื่อก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่อยู่พอดี

อีกแปดปีต่อมาคือปี 1988 เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อซีดีเร็คคอร์ดเอเบิลวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก ซึ่งครั้งนี้สร้างผลสะเทือนมากกว่าเมื่อปี 80 หลายเท่า เพราะในอดีตนั้นการจัดเก็บข้อมูลดิจิตอลในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) แทบจะไม่มีทางเลือกมากนัก ประการแรกฟอร์แมตฟลอบปี้ดิสต์ขนาด 3.5 นิ้ว ไร้ความเสถียรภาพ พูดให้เข้าใจคือมันเก็บข้อมูลได้ง่ายดายก็จริง แต่โอกาสที่จะสูญเสียข้อมูลเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันแม้จะเก็บรักษาในสภาพที่ดีแล้วก็ตาม ประการที่สองมันเก็บข้อมูลได้น้อยมาก-หนึ่งแผ่นเก็บได้เพียง 1.44 เมกกะไบต์ ขณะที่ไฟล์ดิจิตอลมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ต้องการพื้นที่จัดเก็บมากกว่านั้นหลายเท่า แม้ว่าฟลอบปี้ดิสต์ของโซนี่รุ่นสูงสุด หรือ ZIP Disk จะเก็บข้อมูลได้ถึง 200 เมกกะไบต์ แต่ก็ต้องซื้อฮาร์ดแวร์-อุปกรณ์มาเสริมและตัวดิสต์ที่มีราคาแพงมาก ตามจำนวนเมกกะไบต์ที่สูงขึ้น การถือกำเนิดของซีดีอาร์จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างตรงจุดนี้ได้อย่างลงตัว และทำให้การบันทึกข้อมูลที่เป็นไฟล์ดิจิตอลกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ซีดีอาร์จึงใช้เวลาไม่นานนักครองตลอดฮาร์ดแวร์แทนที่ฟลอบปี้ดิสต์อย่างเด็ดขาด และมีราคาถูกลงจนน่าใจหาย…

แม้นในปัจจุบันจะมี ดีวีดีอาร์มาเป็นแผ่นบันทึกข้อมูลที่มีความจุมากขึ้นออกมาใช้งานแล้วก็ตาม แต่ซีดีอาร์ก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย อาจจะเป็นเพราะว่าราคาที่ถูกกว่าดีวีดีอาร์อยู่มาก และคุณภาพของดิสต์ก็สูงขึ้น ทุกวันนี้เราสามารถหาซื้อซีดีอาร์ได้อย่างง่ายดายในราคาไม่ถึงสิบบาทต่อหนึ่งแผ่น พูดได้อย่างเต็มปากว่าราคานี้ถูกกว่าฟลอบปี้ดิสต์ในสมัยก่อนหลายเท่า

ซีดีอาร์มีความจุประมาณ 650-800 เมกกะไบต์ หรือถ้าคิดเป็นเวลาก็จะจุได้ประมาณ 75-80 นาที ถ้านำมาบันทึกเป็นไฟล์เพลง WAV เพลงหนึ่งยาวเฉลี่ยห้านาที จะบันทึกเพลงได้ถึง 16 เพลง เท่านี้ก็จุใจแล้วครับไม่มากไม่น้อยเกินไป มีเรื่องเล่าอยู่ว่าตอนที่ฝ่ายเทคนิคของโซนี่ประชุมเรื่องความจุของแผ่นซีดีนั้น ฝ่ายเทคนิคต้องการให้มีความจุของแผ่นซีดีอยู่ที่ 60 นาที แต่ประธานโซนี่บอกว่า 60 นาทีนั้นน้อยเกินไปที่จะบันทึกเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟ่น ซึ่งมีความยาวประมาณ 75 นาที ในที่สุดแผ่นซีดีก็มีขนาดความจุ-ความยาว 75 นาทีทำให้สามารถบันทึกเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ด้วยดิสต์เพียงแผ่นเดียว ไม่ต้องลุกไปเปลี่ยนแผ่นเสียงถึงสี่ครั้ง นี่แหละครับถ้าคิดรอบด้าน…ทุกอย่างก็ลงตัว (แต่สุดท้ายต้องมีเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ)

เมื่อครั้งที่ซีดีออกมาใหม่โฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายก็ตามออกมาเป็นแพคเก็ต อย่างแรกคือเสียงดีเสียงใสกว่าแผ่นเสียง เก็บรักษาง่ายใช้ได้ตลอดกาล ได้เพลงที่เยอะขึ้น ประหยัดกว่า แต่ทั้งหมดนั้นแทบจะหาไม่ได้เลยในช่วงที่มันออกมาในช่วงต้น ๆ เพราะแผ่นซีดีก็มีราคาแพง แถมต้องซื้อเครื่องเล่นซีดีขึ้นมาใหม่ เอาเครื่องเล่นอื่นมาเล่นแทนก็ไม่ได้ การบันทึกเสียงก็แย่ไม่ได้ใสหรือเสียงดีกว่าแผ่นเสียง แต่ซีดีก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนในยุค 90 การพัฒนาของซีดีก็มาถึงสุดยอด แม้ช่วงปี 2000 จะมีฟอร์แมตใหม่ ๆ ต้องการมาท้าทายซีดี เช่น SACD และ Audio-DVD แต่ทั้งสองตัวก็พับกระเป๋ากลับบ้านไปเรียบร้อย สองสามปีนี้สิ่งที่ทำให้ซีดีไหวเอนได้มากที่สุดกลับเป็นการดาวน์โหลดไฟล์เพลงดิจิตอลมาเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสต์ และถ้าจะนำไปฟังผ่านตัวเล่นไม่ว่าจะเป็นไอพอด ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพีสามก็ใช้วิธีถ่ายโอนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ แต่กระนั้นมองจากมุมมองนี้ แผ่นซีดีก็ยังมีบทบาทอยู่ต่อไปอย่างน้อยในสิบปีนี้มันก็ยังไม่สูญพันธุ์ตามรุ่นพี่ของมันอย่างฟลอบปี้ดิสต์ไปแน่

ที่ผมเกริ่นเสียเยิ่นยาวก็เพื่อจะบอกว่า ผมคิดจะทำการทดสอบแผ่นซีดีอาร์มาอยู่พักหนึ่งแล้ว ช่วงนี้มีเวลาพอสมควรก็เลยทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับผู้อ่าน ยิ่งไปเดินตามห้างคอมพิวเตอร์เราจะเห็นแผ่นซีดีอาร์วางขายกันหลายสิบยี่ห้อ ทั้งโนเนมไม่มีที่มาของแหล่งผลิต จนถึงยี่ห้อดังที่มีแพคเก็ตสวยสะดุดตา ราคามีตั้งแต่ 7 บาท จนถึง 30-40 บาทก็มีให้เลือกอย่างจุใจ

แรงบันดาลใจในการทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมเห็นแผ่นซีดีอาร์ของ TDK และ Mitsubishi ผลิตรุ่นพิเศษออกมาคือรุ่น Audio ออกมาวางขาย นัยยะว่าทำขึ้นมาเพื่อให้ชาวเราที่รักชอบในการอัดเพลง บันทึกเพลงลงแผ่นซีดีโดยเฉพาะ เมื่อมีรุ่นพิเศษและเน้นย้ำว่าสำหรับ Audio โดยเฉพาะก็ยิ่งอยากจะเปรียบเทียบว่ามันจะต่างจากแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลทั่วไปอย่างไร ดังนั้นการทอสอบครั้งนี้จึงมีแผ่นซีดีอีกหลากหลายยี่ห้อเข้ามาสู่การทดสอบด้วย

ผมเริ่มการทดสอบด้วยการเลือกเพลงซึ่งผมฟังบ่อย ๆ จนคุ้นหู แนวเพลงที่ผมเลือก ผมเลือกแนวเพลงแจ๊สที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีอคูสติกเป็นหลัก เมื่อคัดเลือกเพลงได้แล้ว ผมนำไฟล์เพลงต้นฉบับจากแผ่นซีดีถ่ายข้อมูลเข้าไปเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสต์คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ผมใช้คือ iMac OSX โปรแกรมที่ใช้ถ่ายโอนข้อมูลคือ iTune โดยเก็บเป็นไฟล์ WAV

ในการถ่ายโอนข้อมูลผมเลือกใช้สายไฟเบลเดนแทนสายไฟคอมพิวเตอร์ที่แถมมา ช่วงเวลาที่ถ่ายโอนข้อมูลก็เป็นช่วงเวลาที่คิดว่าน่าจะมีการใช้ไฟในออฟฟิศน้อยที่สุด เมื่อถ่ายโอนข้อมูลลงในฮาร์ดดิสต์แล้ว ผมก็เลือกใช้โปรแกรม Toast Titanium เวอร์ชัน 8 ที่ติดมากับเครื่อง เป็นโปรแกรมที่เรียบง่ายวิธีการใช้งานไม่ซับซ้อน เมื่อเลือกเพลงลงในลิสต์เรียบร้อย โดยไม่ใช้ CD Text เพราะต้องการให้ข้อมูลสูญเสียน้อยที่สุด ความเร็วในการบันทึกแผ่นผมเลือกที่ x1 ผมบันทึกแผ่นที่ต้องการทดสอบโดยจัดทำให้คราวเดียวกัน เพื่อที่จะได้ไม่มีแผ่นไหนได้เปรียบเสียเปรียบกัน

แผ่นที่ผมใช้ในการทดสอบคราวนี้มีด้วยกัน 6 แบบ 5 ยี่ห้อ แผ่นแรก TDK CD-R Audio แผ่นที่สอง Mitsubishi Phono-R แผ่นที่สาม Princo แผ่นที่สี่ BenQ แผ่นที่ห้า TDK รุ่นสีทอง และแผ่นสุดท้าย Sony สองแผ่นแรกเป็นแผ่นสำหรับ Audio โดยเฉพาะ ราคาของมันแพงกว่าแผ่นซีดีทั่วไป ราคาตกอยู่ที่แผ่นละ 30-40 บาท เปรียบเทียบจากสภาพของแผ่นซีดีด้วยสายตาแล้ว แผ่นมิตซูบิชิโฟโนอาร์นั้นดูโดดเด่นที่สุดเพราะสกรีนลายด้านบนเป็นรูปแผ่นเสียงแถมลายนูนร่องแผ่นเสียงด้วย ดูจากเนื้อพลาสติกโพลีคาร์โบเนตทุกแผ่นเรียบร้อยดี ยกเว้นของเบนคิวที่ขอบด้านนอกดูจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ การเลือกซื้อแผ่นซีดีอาร์ผมขอแนะนำว่าควรที่จะเลือกซื้อแผ่นที่มียี่ห้อหรือมีราคาเสียหน่อย โดยเฉพาะถ้าท่านต้องการเก็บข้อมูลสำคัญ เพราะแผ่นโนเนมราคาถูกตัวสกีนด้านบนเมื่อเก็บไว้นาน ๆ อาจจะลอกได้โดยไม่มีสาเหตุ ดังนั้นอย่าเสียดายเงินไม่กี่อัฐ แลกกับการสูญเสียข้อมูลสำคัญไม่ได้เลย

ขั้นตอนการก๊อบปี้ข้อมูล ผมพยายามจำกัดให้สูญเสียข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างการก๊อบปี้จึงทำการปิดหน้าต่างโปรแกรมทุกบาน และงดใช้โปรแกรมอื่น ๆ ในระหว่างก๊อบปี้ สิ่งที่เรารู้ก็คือในระหว่างการก๊อบปี้แผ่นซีดีอาร์ หรือขั้นตอนการโอนถ่ายข้อมูล ไฟล์ดิจิตอลบางส่วนจะสูญเสียไประหว่างทาง แน่นอนว่าไฟล์ที่สูญเสียไปไม่ได้ทำลายข้อมูลทั้งหมด เพราะมันยังประมวลผลได้ แต่กระนั้นไฟล์ที่สูญเสียไปก็ทำให้คุณภาพบางอย่างลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ

หนึ่งแผ่นใช้เวลาก๊อบปี้ประมาณ 9 นาทีกว่า ๆ แม้ผมจะเลือกใช้ความเร็วที่ x1 แต่เวลาที่บันทึกแผ่นจริง ๆ นั้นตัวเลขอยู่ที่ x2 หรือ x3 บ้างแล้วแต่แผ่นซีดี ส่วนแผ่นซีดีอาร์ของโซนี่ เป็นแผ่นเดียวที่ผมเลือกก๊ออบปี้ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟในออฟฟิศมากกว่าแผ่นอื่น

ขั้นตอนการทดสอบเสียง

เมื่อได้แผ่นซีดีที่อัดเพลงลิสต์เดียวกันมาแล้วหกแผ่น ก็ถึงขั้นตอนการทดสอบเสียง ขั้นตอนการทดสอบเสียงผมแบ่งออกเป็นสองแบบคือ 1.ฟังเทียบกับแผ่นตัวจริง 2.ฟังเทียบระหว่างแผ่นที่ก๊อบปี้มาด้วยกัน นอกจากนั้นผมยังใช้ซิสเต็มเครื่องเสียงที่หลากหลายในการทดสอบ ชุดแรกฟังจากหูฟังโซนี่ DR-7 โดยเสียบต่อโดยตรงจากคอมพิวเตอร์และฟังผ่านแอมป์หลอดหูฟัง ชุดที่สองแอมป์หลอดเบอร์ 45 กับลำโพง Fostex 206 เล่นด้วยเครื่องเล่นซีดี NAD 525 BEE ชุดที่สาม แอมป์หลอดเบอร์ EL34 กับลำโพงเวียนนาอคูสติกรุ่นโมสาร์ท และเครื่องเล่นดีวีดีโซนี่

การทดสอบเสียงแผ่นซีดีทั้งหกแผ่นนั้นเป็นเรื่องยากเอาการอยู่เหมือนกัน เสียงดนตรีเป็นนามธรรม การฟังแต่ละครั้งต้องอาศัยการจับเสียงเล็กเสียงน้อยของแต่ละเพลง แม้ผมจะบันทึกเพลงถึงสิบสองเพลง แต่ผมเลือกเพลงเพียงสองเพลงในการทดสอบ และจะเปิดเทียบกันแผ่นต่อแผ่น โดยเร่งโวลุ่มเท่ากันทุกครั้ง

ผลการทดสอบผมค่อนข้างพอใจกับขั้นตอนในการบันทึกแผ่น ที่เปลี่ยนสายไฟธรรมดาเป็นสายไฟแบบออดิโอ และการเลือกช่วงเวลาในการบันทึกแผ่นในช่วงมีการใช้ไฟน้อยนั้นได้ทำให้เห็นผลอย่างชัดเจนว่าเสียงแหลมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเพลงนั้น ๆ ทำได้ดีกว่าเสียงใสกว่า เบสเป็นตัวตนกว่า โดยไม่ต้องเพ่งสมาธิก็สามารถฟังได้ยินความแตกต่าง ดังนั้นแผ่นโซนี่ที่บันทึกในช่วงที่ออฟฟิศของผมใช้ไฟมากจึงเป็นแผ่นที่ด้อยที่สุดในการทดสอบครั้งนี้

แล้วใครเป็นที่หนึ่ง?

ในการทดสอบครั้งนี้ผมไม่ได้ตั้งใจแข่งเพื่อช่วงชิงชนะเลิศ แล้วก็เป็นเช่นนั้นเพราะว่าถ้าคุณผู้อ่านมีเพียงแผ่นซีดีเพียงแผ่นเดียว ท่านผู้อ่านจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าแผ่นไหนดีกว่ากัน เมื่อผมฟังเปรียบเทียบกับแผ่นที่เป็นต้นฉบับ กับแผ่นที่ก๊ออบปี้มาก็พบว่าแผ่นที่เป็นต้นฉบับจะมีความราบเรียบกว่า แต่แผ่นที่ก๊อบปี้นั้นเหมือนกับว่ามีการเพิ่มเอาท์พุชขึ้นมาเล็กน้อยทำให้เสียงดังกว่ากว่าต้นฉบับ แม้เอาท์พุชจะมากกว่าก็ใช่ว่าเป็นจุดดีนะครับ เพราะนั่นเท่ากับว่ามันจะเกิดอาการเพี้ยนได้

หลังจากฟังทดสอบระหว่างแผ่นที่ก๊อบปี้ทั้งหมดกันในแบบแผ่นต่อแผ่น เพลงต่อเพลง ผมแบ่งกลุ่มซีดีออกมาได้สองพวก พวกแรกเสียงที่นุ่มนวล พวกที่สองเสียงที่ชัดจัดจ้าน

กลุ่มแผ่นที่นุ่มนวลก็คือแผ่นที่ทำมาเพื่อ Audio เสียงทั้งสองแผ่นจะไม่แสดงอาการล้ำหน้าของเสียงกลาง เบสแม้จะไม่ออกมาเป็นลูกชัด แต่แผ่คลุมมีความลึก เสียงแหลมเป็นส่วนที่ดีที่สุดของแผ่นออดิโอ โดยเฉพาะ ทีดีเคออดิโอ นั้นสร้างบรรยากาศของเสียงแหลมได้ดีกว่า ปลายแหลมเป็นประกายระยิบระยับ แต่เสียงกลางของแผ่น มิตซูบิชิ โฟโนอาร์ นั้นหวานนุ่มนวล เสียงร้องของนักร้องสาวดูมีมิติมากกว่า ฟังจากชุดลำโพงโมสาร์ทอิมเมจเสียงนักร้องเหมือนยืนอยู่ตรงกลางเวทีอย่างไรอย่างนั้น สมกับที่โคลนรูปแบบเหมือนแผ่นเสียง เพราะบุคลิกของโฟโนอาร์คือเสียงที่ไม่หยาบกระด้าง นุ่มลึกน่าฟัง ไม่กัดหู สองแผ่นในกลุ่มนี้กินกันไม่ลงจริง ๆ

กลุ่มแผ่นที่เสียงชัดจัดจ้าน ก็คือแผ่นซีดีอาร์ธรรมดา แต่ก็มองข้ามไม่ได้เพราะเสียงเบสของทั้งสามแผ่นถ้าใครชอบเบสหนัก ๆ เบสเป็นลูกกลม ๆ น่าจะชอบ เสียงกลางอาจจะพุ่งล้ำไปนิด แต่ก็ชัดเจนไม่เบลอร์ ไม่มีหมอกควัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นอนิจสงค์ของขั้นตอนการบันทึกแผ่นนั่นเอง ในกลุ่มนี้พรินโค กับเบนคิวกินกันไม่ลง ส่วนทีดีเคแผ่นทองนั้นตามหลังมาติด ๆ แต่ต้องเร่งเหนื่อยหน่อย

การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นแนวทางสนุก ๆ นะครับ ความคิดเห็นทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม การทดสอบในสิ่งที่เป็นนามธรรมโดยเฉพาะทดสอบเสียงนั้น ยากอย่างยิ่งที่จะมีความคิดเห็นที่ตรงกันได้ เพราะพื้นฐานของแต่ละคนต่างกัน และขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวด้วย ท่านผู้อ่านอาจจะลองเอาแนวทางนี้ไปทดสอบเล่น ๆ ก็ได้นะครับ เพราะถือเป็นการฝึกฟังเสียงไปในตัวด้วย เมื่อฟังมาก ๆ ฟังอย่างจริงจัง เราจะรู้ว่าเรากำลังฟังอะไรอยู่…เราจะรู้ว่าเราฟัง ‘เสียง’ หรือเราฟัง ‘เพลง’…แต่ถ้าฟังทั้งสองอย่างอย่างเข้าใจ ชีวิตย่อมเป็นสุขฉันท์นั้น…

เวลานี้ตลาดโทรทัศน์ในบ้านเราน่าจะมาถึงจุดที่เริ่มจะอิ่มตัวกันแล้ว เพราะถ้ามองไปที่เทคโนโลยีใหม่ คงไม่มีอะไรน่าตื่นตาอีกต่อไป หรือแม้แต่โทรทัศน์สามมิตินั้นก็เป็นเพียงกระแสแฟชั่นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะถามว่าใครจะดูโทรทัศน์สามมิติตลอดเวลา แล้วรายการธรรมดาจะดูแบบสามมิติไปทำไม หรือถ้ามองไปที่หนังสามมิติ ก็ยังอยู่อีกไกลกว่าจะพัฒนาไปจนถึงขั้นสุดยอด

กลับมาที่โทรทัศน์ซึ่งคนส่วนใหญ่ตอนนี้นิยมกันโดยเฉพาะโทรทัศน์ Plasma กับ LCD-LED ต่างทำตลาดลุยแข่งกันอย่างหนักทั้งค่ายเกาหลี ญี่ปุ่น ยุโรป-อเมิริกา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้เห็นก็คือ การเขียนรายงานการทดสอบที่เที่ยงตรง โดยเฉพาะการทดสอบของหนังสือหรือเวบไซต์ที่ขายของ ต่างก็หาการทำสอบจริง ไม่อ้างอิงบริษัท โฆษณา หรือพวกพ้องไปได้ ดังนั้นการทดสอบจริงจังจึงไม่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านเองก็คงรู้สึกเช่นนั้น การหาข้อเท็จจริงมันยากเย็นเหลือเกิน การหมกเม็ดจุดอ่อนของ พลาสมา แอลซีดี ทำกันเป็นระบบ ทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นกับทุกค่าย

สำหรับการทำสอบครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่ผมต้องการเปลี่ยนโทรทัศน์เครื่องเดิมที่เป็นจอแก้ว มาเป็นโทรทัศน์พลาสมา ผมตั้งใจซื้อพลาสมามาใช้ ดูภาพยนตร์จากดีวีดี และบลูเรย์ และคิดว่าต้องการรับชมภาพจากดาวเทียมด้วย ในบทความนี้ผมคงไม่อ้างอิงโทรทัศน์พลาสมาหรือแอลซีดีว่าอะไรดีกว่ากันนะครับ จะมุ่งเน้นที่การใช้งาน Panasonic รุ่น TH-P50S10T เป็นหลัก อย่างเที่ยงตรง เพื่อท่านผู้อ่านจะได้นำข้อมูลไปตัดสินใจว่าจะซื้อมันดีหรือไม่

Panasonic รุ่น TH-P50S10T เป็นโทรทัศน์แบบพลาสมา จอภาพขนาด 50 นิ้ว ฟูลไฮเดฟ โทรทัศน์รุ่นนี้ของพานาโซนิคเป็นรุ่นกลางของเขา พาเนลผลิตที่ญี่ปุ่น ส่วนตัวเครื่องประกอบที่สิงคโปร์ ซึ่งถือว่าน่าเชื่อถือกว่าผลิตในจีนนะครับ การออกแบบเรียบง่าย ไม่ดูทันสมัยหรือเชยเกินไป กรอบสีดำไม่ทำให้เกะกะสายตาเมื่อชมในความมืด ขนาดห้าสิบนิ้วทำให้สามารถวางโทรทัศน์ในห้องที่มีขนาดกลางถึงใหญ่ได้ ผมตั้งโทรทัศน์บนชั้นวาง ผมไม่ชอบติดจอขนาดใหญ่บนผนัง เพราะต้องการปรับเปลี่ยนสายได้สะดวก

Panasonic รุ่น TH-P50S10T ตัวนี้ให้ช่องเสียบสายสัญญาณขาเข้ามาอย่างเพียงพอ ด้วยชุด HDMI 3 ชุด คอมโพเน้นต์สองชุด คอมโพสิตสามชุด และ S-Video 1 ชุด VGA  1 ชุด และยังมีช่องเสียบ SD-Card ให้อีก 1 ช่อง ซึ่งสะดวกมากต่อการรับชมภาพจากกล้องวีดีโอ หรือกล้องถ่ายภาพ

ผมต่อโทรทัศน์ผ่านเครื่องกรองไฟ Magnet LC-1 จากนั้นต่อสาย S-Video จากจานดาวเทียมยูบีซี  ต่อเครื่องเล่นดีวีดี Oppo DV-980H ด้วยสาย HDMI และต่อ Playstation 3 Slim ด้วยสาย HDMI

ผมเริ่มทดสอบด้วยการดูภาพจากทรูวิชั่น โดยผมต่อสายคอมโพสิตอีกช่องหนึ่งเพื่อเปรียบเทียบ ผมลองไล่ชมภาพจากช่องต่าง ๆ ก็พอจะยอมรับได้ ผมไล่ปรับสีแล้วค่อย ๆ ดูพบว่า ผมชอบปรับให้ภาพมีความเข้มพอสมควร ลดแสงลง และเพิ่มสีเล็กน้อย จากนั้นปรับให้ขจัดน้อยส์เต็มพิกัด ภาพจากเคเบิลหากเทียบกับจอแก้วหรือ CRT ขนาด 29 นิ้วเครื่องเก่าของผมแล้ว การดูรายการทางเคเบิลจอแก้วยังคงกินขาดทุกขบวน ภาพของ Panasonic รุ่น TH-P50S10T นั้นออกนุ่มนวลไม่คมจัดจนบาดตา ดูสบายตา อาจจะดูไม่น่าตื่นเต้น แต่ก็ให้สีที่นุ่มนวลกว่า

จากนั้นผมทดสอบภาพด้วยเครื่องเล่นดีวีดี Oppo DV-980H โดยเลือกเล่นแผ่น The Lord of the rings: Return of The King ฉบับ Extended โซน 1 เครื่องเล่นออปโปรุ่นนี้สามารถอัพสเกลได้ถึง 1080P แต่หลังจากลองอยู่หลายเรื่องผมพบว่าอัพสเกลภาพที่ 720P ดูดีที่สุดสำหรับการชมกับ Panasonic รุ่น TH-P50S10T ต้องบอกว่าพลาสมาตัวนี้ดูหนังจากดีวีดีได้ภาพที่สุดสวยนุ่มสบายมากกว่าดูจากเคเบิลดาวเทียมชนิดห่างไกลกันหลายช่วงตัว โดยเฉพาะฉากเริ่มเรื่องของ The lord of the rings ในภาคสามนั้นสดใสสวยงามเจริญตายิ่งนัก ฉากมืด ๆ ก็ยังคงเสดงรายละเอียดได้อย่างสวยงาม

สุดท้ายทดสอบเล่นเกม PS3 Panasonic รุ่น TH-P50S10T นำเสนอภาพได้คมชัดเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉากมืด ๆ นั้นมืดได้ใจบวกรายละเอียดที่เหลือกิน ผมดูหนังด้วยแผ่นบลูเรย์ดิสต์จาก PS3 ก็พบว่าให้ภาพที่สวยกว่าดูจากดีวีดีหลายเท่า จะบอกว่าพอใจภาพ Panasonic รุ่น TH-P50S10T จากแผ่นบลูเรย์มากที่สุดก็ว่าได้ นี่ขนาดดูผ่านเครื่องเล่นเกมยังได้ภาพที่ดีเพียงนี้

สิ่งที่ผมทดสอบต่อมาคือชมภาพถ่ายจาก SD-Card ซึ่งถ่ายภาพจากกล้อง Ricoh GX200 ภาพถ่ายขนาด 2 เมกกาไบต์ ก็ได้ภาพที่คมชัดสวยงาม (แต่ยังสู้ภาพที่ได้จากบลูเรย์ไม่ได้)

ผลสรุปจากการทดสอบ อย่างที่เราทราบกันดีว่าโทรทัศน์พลาสมา และแอลซีดี โดยเฉพาะ Panasonic รุ่น TH-P50S10T ยังคงเหมาะที่จะชมภาพ HD จากแหล่งข้อมูลที่สามารถส่งภาพรายละเอียดสูง มากกว่าชมภาพจากเคเบิลทีวี หรือดาวเทียมมาก ดังนั้นถ้าท่านต้องการซื้อโทรทัศน์เหล่านี้มาชมรายการทีวีโดยทั่วไป ก็จะไม่คุ้มค่าราคา แต่ถ้าท่านชอบดูหนังผ่านแผ่นดีวีดี หรือบลูเรย์ Panasonic รุ่น TH-P50S10T จึงคุ้มค่าราคาอย่างไม่ต้องสงสัย

Specifications

TV Tuner
Tuner Integrated yes
Tuning System PLL synthesizer 100-position auto-search tuner
CATV Compatibility Hyper-band
Broadcast Stereo Reception
NICAM -B yes
NICAM -G yes
NICAM – I yes
NICAM -German (A2) yes
Teletext Reception 2000P Level 2.5, FASTEXT/LIST
Receiving System
World 17-System yes
Display
Screen Size 50″ (127 cm) diagonal
Screen Aspect 16 : 9 Wide
Panel G12 Progressive Full-HD Plasma Display Panel
AR Filter yes
Progressive Scan yes
Number of Pixels 2,073,600 (1,920 x 1,080) pixels
Applicable PC signals VGA, WVGA, SVGA, XGA, WXGA, SXGA 60Hz
Applicable Scanning Format
525 (480)/60i yes
525 (480)/60p yes
625 (576)/50i yes
625 (576)/50p yes
750 (720)/50p yes
750 (720)/60p yes
1125 (1080)/50i yes
1125 (1080)/60i yes
1125 (1080)/24p (HDMI only) yes
1125 (1080)/50p (HDMI only) yes
1125 (1080)/60p (HDMI only) yes
Contrast Ratio (in dark surroundings) Dynamic: 2,000,000:1; Native: 30,000:1
Moving Picture Resolution 1080 lines
600 Hz Sub-Field Drive 550 Hz Sub-Field Drive
24p Smooth Film No
24p Playback yes
Digital Cinema Colour No
Shades of Gradation 5,120 equivalent steps of gradation
Deep Colour (10/12-bit) No
x.v. Colour yes
THX Mode No
3D Colour Management yes
Sub Pixel Control yes
Motion Pattern Noise Reduction yes
C.A.T.S. (Contrast Automatic Tracking System) yes
Video Noise Reduction yes
3D Comb Filter yes
Picture Mode Dynamic/Normal/Cinema/Game
Sound
Speaker System Bottom speaker
Speakers Full-Range (16 x 4 cm) x 2 (L,R)
Audio Output 20 W (10 W x 2), 10% THD
Sound Mode Music/Speech
Surround V-Audio Surround
Dolby Digital Out yes
Input/Output
VIERA Image Viewer Y (AVCHD/MPEG2/JPEG playback)
HDMI Input 3 (1 side, 2 rear) [ver. 1.3 with x.v.Colour]
Composite Video Input AV1/2/3/4: RCA phono type (3 rear, 1 side)
S-Video Input AV3: Mini DIN 4-pin (rear)
Audio Input (for Video) AV1/2/3/4: RCA phono type connectors [L, R] (3 sets rear, 1 side)
Component Video Input AV2: RCA phono type [Y , PB/CB, PR/CR] (1 set rear)
PC Input Mini D-sub 15-pin x 1 (side)
Audio Input (for HDMI,PC,Component) RCA phono type connectors (L, R) x 2 sets (rear x 1 set, side x 1 set)
Monitor Out RCA phono type (1 rear)
Audio Output RCA phono type connectors (L, R) (1 set rear: co-use with monitor out), Headphone jack (1 side)
Digital Audio Output (optical) yes
Features
VIERA Tools yes
VIERA Link Y (HDAVI Control 4)
Screen Saver Wobbling/Side Panel Adjustment
Multi Window
PAT yes
Game Mode yes
Aspect Controls
Auto no
16:9 yes
14:9 yes
Just yes
4:3 yes
4:3 Full yes
Zoom1 yes
Zoom2 yes
Zoom3 yes
On-Screen Display Languages English/French/Arabic/Persian/Thai/Chinese/Bahasa/Vietnam
Off Timer yes
Child Lock yes
General Data
Power Save Mode yes
Power Supply AC 220 – 240 V, 50/60Hz
Power Consumption (W)
Normal Use 430 W
Standby 0.4 W
Dimensions W/O stand (mm)
Width 1,218
Height 769
Depth 105
Dimensions with stand (mm)
Width 1,218
Height 814
Depth 401
Weight W/O stand (kg) 32.0 kg
Weight with stand (kg) 34.0 kg
Swivel Angle (dig.) -
Operating Temperature 0°C – 40°C