โดย นิวัต พุทธประสาท
This slideshow requires JavaScript.
ตั้งแต่คอมแพคดิสต์ถือกำเนิดขึ้นมาและวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1980 เป็นเหมือนการปฏิวัติรูปแบบการบันทึกข้อมูลที่สำคัญที่สุดของโลกเหตุการณ์หนึ่ง แผ่นซีดีทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อตลาดดนตรี-เพลงซึ่งก่อนหน้านี้จัดจำหน่ายด้วยฟอร์แมตอื่น ๆ เช่น เทปคาสเซ็ต-ซึ่งมีคุณภาพต่ำทั้งทางด้านเสียงและการเก็บรักษา ส่วนแผ่นเสียงมีต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นเรื่อย และไม่สะดวกสบายในการพกพาไปฟังนอกสถานที่ การย่างเท้าเข้ามาของซีดีจึงเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะอย่างยิ่ง เพราะโลกกำลังมองหาฟอร์แมตดิจิตอล เพื่อก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่อยู่พอดี
อีกแปดปีต่อมาคือปี 1988 เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อซีดีเร็คคอร์ดเอเบิลวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก ซึ่งครั้งนี้สร้างผลสะเทือนมากกว่าเมื่อปี 80 หลายเท่า เพราะในอดีตนั้นการจัดเก็บข้อมูลดิจิตอลในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) แทบจะไม่มีทางเลือกมากนัก ประการแรกฟอร์แมตฟลอบปี้ดิสต์ขนาด 3.5 นิ้ว ไร้ความเสถียรภาพ พูดให้เข้าใจคือมันเก็บข้อมูลได้ง่ายดายก็จริง แต่โอกาสที่จะสูญเสียข้อมูลเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันแม้จะเก็บรักษาในสภาพที่ดีแล้วก็ตาม ประการที่สองมันเก็บข้อมูลได้น้อยมาก-หนึ่งแผ่นเก็บได้เพียง 1.44 เมกกะไบต์ ขณะที่ไฟล์ดิจิตอลมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ต้องการพื้นที่จัดเก็บมากกว่านั้นหลายเท่า แม้ว่าฟลอบปี้ดิสต์ของโซนี่รุ่นสูงสุด หรือ ZIP Disk จะเก็บข้อมูลได้ถึง 200 เมกกะไบต์ แต่ก็ต้องซื้อฮาร์ดแวร์-อุปกรณ์มาเสริมและตัวดิสต์ที่มีราคาแพงมาก ตามจำนวนเมกกะไบต์ที่สูงขึ้น การถือกำเนิดของซีดีอาร์จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างตรงจุดนี้ได้อย่างลงตัว และทำให้การบันทึกข้อมูลที่เป็นไฟล์ดิจิตอลกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ซีดีอาร์จึงใช้เวลาไม่นานนักครองตลอดฮาร์ดแวร์แทนที่ฟลอบปี้ดิสต์อย่างเด็ดขาด และมีราคาถูกลงจนน่าใจหาย…
แม้นในปัจจุบันจะมี ดีวีดีอาร์มาเป็นแผ่นบันทึกข้อมูลที่มีความจุมากขึ้นออกมาใช้งานแล้วก็ตาม แต่ซีดีอาร์ก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย อาจจะเป็นเพราะว่าราคาที่ถูกกว่าดีวีดีอาร์อยู่มาก และคุณภาพของดิสต์ก็สูงขึ้น ทุกวันนี้เราสามารถหาซื้อซีดีอาร์ได้อย่างง่ายดายในราคาไม่ถึงสิบบาทต่อหนึ่งแผ่น พูดได้อย่างเต็มปากว่าราคานี้ถูกกว่าฟลอบปี้ดิสต์ในสมัยก่อนหลายเท่า
ซีดีอาร์มีความจุประมาณ 650-800 เมกกะไบต์ หรือถ้าคิดเป็นเวลาก็จะจุได้ประมาณ 75-80 นาที ถ้านำมาบันทึกเป็นไฟล์เพลง WAV เพลงหนึ่งยาวเฉลี่ยห้านาที จะบันทึกเพลงได้ถึง 16 เพลง เท่านี้ก็จุใจแล้วครับไม่มากไม่น้อยเกินไป มีเรื่องเล่าอยู่ว่าตอนที่ฝ่ายเทคนิคของโซนี่ประชุมเรื่องความจุของแผ่นซีดีนั้น ฝ่ายเทคนิคต้องการให้มีความจุของแผ่นซีดีอยู่ที่ 60 นาที แต่ประธานโซนี่บอกว่า 60 นาทีนั้นน้อยเกินไปที่จะบันทึกเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟ่น ซึ่งมีความยาวประมาณ 75 นาที ในที่สุดแผ่นซีดีก็มีขนาดความจุ-ความยาว 75 นาทีทำให้สามารถบันทึกเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ด้วยดิสต์เพียงแผ่นเดียว ไม่ต้องลุกไปเปลี่ยนแผ่นเสียงถึงสี่ครั้ง นี่แหละครับถ้าคิดรอบด้าน…ทุกอย่างก็ลงตัว (แต่สุดท้ายต้องมีเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ)
เมื่อครั้งที่ซีดีออกมาใหม่โฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายก็ตามออกมาเป็นแพคเก็ต อย่างแรกคือเสียงดีเสียงใสกว่าแผ่นเสียง เก็บรักษาง่ายใช้ได้ตลอดกาล ได้เพลงที่เยอะขึ้น ประหยัดกว่า แต่ทั้งหมดนั้นแทบจะหาไม่ได้เลยในช่วงที่มันออกมาในช่วงต้น ๆ เพราะแผ่นซีดีก็มีราคาแพง แถมต้องซื้อเครื่องเล่นซีดีขึ้นมาใหม่ เอาเครื่องเล่นอื่นมาเล่นแทนก็ไม่ได้ การบันทึกเสียงก็แย่ไม่ได้ใสหรือเสียงดีกว่าแผ่นเสียง แต่ซีดีก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนในยุค 90 การพัฒนาของซีดีก็มาถึงสุดยอด แม้ช่วงปี 2000 จะมีฟอร์แมตใหม่ ๆ ต้องการมาท้าทายซีดี เช่น SACD และ Audio-DVD แต่ทั้งสองตัวก็พับกระเป๋ากลับบ้านไปเรียบร้อย สองสามปีนี้สิ่งที่ทำให้ซีดีไหวเอนได้มากที่สุดกลับเป็นการดาวน์โหลดไฟล์เพลงดิจิตอลมาเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสต์ และถ้าจะนำไปฟังผ่านตัวเล่นไม่ว่าจะเป็นไอพอด ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพีสามก็ใช้วิธีถ่ายโอนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ แต่กระนั้นมองจากมุมมองนี้ แผ่นซีดีก็ยังมีบทบาทอยู่ต่อไปอย่างน้อยในสิบปีนี้มันก็ยังไม่สูญพันธุ์ตามรุ่นพี่ของมันอย่างฟลอบปี้ดิสต์ไปแน่
ที่ผมเกริ่นเสียเยิ่นยาวก็เพื่อจะบอกว่า ผมคิดจะทำการทดสอบแผ่นซีดีอาร์มาอยู่พักหนึ่งแล้ว ช่วงนี้มีเวลาพอสมควรก็เลยทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับผู้อ่าน ยิ่งไปเดินตามห้างคอมพิวเตอร์เราจะเห็นแผ่นซีดีอาร์วางขายกันหลายสิบยี่ห้อ ทั้งโนเนมไม่มีที่มาของแหล่งผลิต จนถึงยี่ห้อดังที่มีแพคเก็ตสวยสะดุดตา ราคามีตั้งแต่ 7 บาท จนถึง 30-40 บาทก็มีให้เลือกอย่างจุใจ
แรงบันดาลใจในการทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมเห็นแผ่นซีดีอาร์ของ TDK และ Mitsubishi ผลิตรุ่นพิเศษออกมาคือรุ่น Audio ออกมาวางขาย นัยยะว่าทำขึ้นมาเพื่อให้ชาวเราที่รักชอบในการอัดเพลง บันทึกเพลงลงแผ่นซีดีโดยเฉพาะ เมื่อมีรุ่นพิเศษและเน้นย้ำว่าสำหรับ Audio โดยเฉพาะก็ยิ่งอยากจะเปรียบเทียบว่ามันจะต่างจากแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลทั่วไปอย่างไร ดังนั้นการทอสอบครั้งนี้จึงมีแผ่นซีดีอีกหลากหลายยี่ห้อเข้ามาสู่การทดสอบด้วย
ผมเริ่มการทดสอบด้วยการเลือกเพลงซึ่งผมฟังบ่อย ๆ จนคุ้นหู แนวเพลงที่ผมเลือก ผมเลือกแนวเพลงแจ๊สที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีอคูสติกเป็นหลัก เมื่อคัดเลือกเพลงได้แล้ว ผมนำไฟล์เพลงต้นฉบับจากแผ่นซีดีถ่ายข้อมูลเข้าไปเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสต์คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ผมใช้คือ iMac OSX โปรแกรมที่ใช้ถ่ายโอนข้อมูลคือ iTune โดยเก็บเป็นไฟล์ WAV
ในการถ่ายโอนข้อมูลผมเลือกใช้สายไฟเบลเดนแทนสายไฟคอมพิวเตอร์ที่แถมมา ช่วงเวลาที่ถ่ายโอนข้อมูลก็เป็นช่วงเวลาที่คิดว่าน่าจะมีการใช้ไฟในออฟฟิศน้อยที่สุด เมื่อถ่ายโอนข้อมูลลงในฮาร์ดดิสต์แล้ว ผมก็เลือกใช้โปรแกรม Toast Titanium เวอร์ชัน 8 ที่ติดมากับเครื่อง เป็นโปรแกรมที่เรียบง่ายวิธีการใช้งานไม่ซับซ้อน เมื่อเลือกเพลงลงในลิสต์เรียบร้อย โดยไม่ใช้ CD Text เพราะต้องการให้ข้อมูลสูญเสียน้อยที่สุด ความเร็วในการบันทึกแผ่นผมเลือกที่ x1 ผมบันทึกแผ่นที่ต้องการทดสอบโดยจัดทำให้คราวเดียวกัน เพื่อที่จะได้ไม่มีแผ่นไหนได้เปรียบเสียเปรียบกัน
แผ่นที่ผมใช้ในการทดสอบคราวนี้มีด้วยกัน 6 แบบ 5 ยี่ห้อ แผ่นแรก TDK CD-R Audio แผ่นที่สอง Mitsubishi Phono-R แผ่นที่สาม Princo แผ่นที่สี่ BenQ แผ่นที่ห้า TDK รุ่นสีทอง และแผ่นสุดท้าย Sony สองแผ่นแรกเป็นแผ่นสำหรับ Audio โดยเฉพาะ ราคาของมันแพงกว่าแผ่นซีดีทั่วไป ราคาตกอยู่ที่แผ่นละ 30-40 บาท เปรียบเทียบจากสภาพของแผ่นซีดีด้วยสายตาแล้ว แผ่นมิตซูบิชิโฟโนอาร์นั้นดูโดดเด่นที่สุดเพราะสกรีนลายด้านบนเป็นรูปแผ่นเสียงแถมลายนูนร่องแผ่นเสียงด้วย ดูจากเนื้อพลาสติกโพลีคาร์โบเนตทุกแผ่นเรียบร้อยดี ยกเว้นของเบนคิวที่ขอบด้านนอกดูจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ การเลือกซื้อแผ่นซีดีอาร์ผมขอแนะนำว่าควรที่จะเลือกซื้อแผ่นที่มียี่ห้อหรือมีราคาเสียหน่อย โดยเฉพาะถ้าท่านต้องการเก็บข้อมูลสำคัญ เพราะแผ่นโนเนมราคาถูกตัวสกีนด้านบนเมื่อเก็บไว้นาน ๆ อาจจะลอกได้โดยไม่มีสาเหตุ ดังนั้นอย่าเสียดายเงินไม่กี่อัฐ แลกกับการสูญเสียข้อมูลสำคัญไม่ได้เลย
ขั้นตอนการก๊อบปี้ข้อมูล ผมพยายามจำกัดให้สูญเสียข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างการก๊อบปี้จึงทำการปิดหน้าต่างโปรแกรมทุกบาน และงดใช้โปรแกรมอื่น ๆ ในระหว่างก๊อบปี้ สิ่งที่เรารู้ก็คือในระหว่างการก๊อบปี้แผ่นซีดีอาร์ หรือขั้นตอนการโอนถ่ายข้อมูล ไฟล์ดิจิตอลบางส่วนจะสูญเสียไประหว่างทาง แน่นอนว่าไฟล์ที่สูญเสียไปไม่ได้ทำลายข้อมูลทั้งหมด เพราะมันยังประมวลผลได้ แต่กระนั้นไฟล์ที่สูญเสียไปก็ทำให้คุณภาพบางอย่างลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ
หนึ่งแผ่นใช้เวลาก๊อบปี้ประมาณ 9 นาทีกว่า ๆ แม้ผมจะเลือกใช้ความเร็วที่ x1 แต่เวลาที่บันทึกแผ่นจริง ๆ นั้นตัวเลขอยู่ที่ x2 หรือ x3 บ้างแล้วแต่แผ่นซีดี ส่วนแผ่นซีดีอาร์ของโซนี่ เป็นแผ่นเดียวที่ผมเลือกก๊ออบปี้ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟในออฟฟิศมากกว่าแผ่นอื่น
ขั้นตอนการทดสอบเสียง
เมื่อได้แผ่นซีดีที่อัดเพลงลิสต์เดียวกันมาแล้วหกแผ่น ก็ถึงขั้นตอนการทดสอบเสียง ขั้นตอนการทดสอบเสียงผมแบ่งออกเป็นสองแบบคือ 1.ฟังเทียบกับแผ่นตัวจริง 2.ฟังเทียบระหว่างแผ่นที่ก๊อบปี้มาด้วยกัน นอกจากนั้นผมยังใช้ซิสเต็มเครื่องเสียงที่หลากหลายในการทดสอบ ชุดแรกฟังจากหูฟังโซนี่ DR-7 โดยเสียบต่อโดยตรงจากคอมพิวเตอร์และฟังผ่านแอมป์หลอดหูฟัง ชุดที่สองแอมป์หลอดเบอร์ 45 กับลำโพง Fostex 206 เล่นด้วยเครื่องเล่นซีดี NAD 525 BEE ชุดที่สาม แอมป์หลอดเบอร์ EL34 กับลำโพงเวียนนาอคูสติกรุ่นโมสาร์ท และเครื่องเล่นดีวีดีโซนี่
การทดสอบเสียงแผ่นซีดีทั้งหกแผ่นนั้นเป็นเรื่องยากเอาการอยู่เหมือนกัน เสียงดนตรีเป็นนามธรรม การฟังแต่ละครั้งต้องอาศัยการจับเสียงเล็กเสียงน้อยของแต่ละเพลง แม้ผมจะบันทึกเพลงถึงสิบสองเพลง แต่ผมเลือกเพลงเพียงสองเพลงในการทดสอบ และจะเปิดเทียบกันแผ่นต่อแผ่น โดยเร่งโวลุ่มเท่ากันทุกครั้ง
ผลการทดสอบผมค่อนข้างพอใจกับขั้นตอนในการบันทึกแผ่น ที่เปลี่ยนสายไฟธรรมดาเป็นสายไฟแบบออดิโอ และการเลือกช่วงเวลาในการบันทึกแผ่นในช่วงมีการใช้ไฟน้อยนั้นได้ทำให้เห็นผลอย่างชัดเจนว่าเสียงแหลมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเพลงนั้น ๆ ทำได้ดีกว่าเสียงใสกว่า เบสเป็นตัวตนกว่า โดยไม่ต้องเพ่งสมาธิก็สามารถฟังได้ยินความแตกต่าง ดังนั้นแผ่นโซนี่ที่บันทึกในช่วงที่ออฟฟิศของผมใช้ไฟมากจึงเป็นแผ่นที่ด้อยที่สุดในการทดสอบครั้งนี้
แล้วใครเป็นที่หนึ่ง?
ในการทดสอบครั้งนี้ผมไม่ได้ตั้งใจแข่งเพื่อช่วงชิงชนะเลิศ แล้วก็เป็นเช่นนั้นเพราะว่าถ้าคุณผู้อ่านมีเพียงแผ่นซีดีเพียงแผ่นเดียว ท่านผู้อ่านจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าแผ่นไหนดีกว่ากัน เมื่อผมฟังเปรียบเทียบกับแผ่นที่เป็นต้นฉบับ กับแผ่นที่ก๊ออบปี้มาก็พบว่าแผ่นที่เป็นต้นฉบับจะมีความราบเรียบกว่า แต่แผ่นที่ก๊อบปี้นั้นเหมือนกับว่ามีการเพิ่มเอาท์พุชขึ้นมาเล็กน้อยทำให้เสียงดังกว่ากว่าต้นฉบับ แม้เอาท์พุชจะมากกว่าก็ใช่ว่าเป็นจุดดีนะครับ เพราะนั่นเท่ากับว่ามันจะเกิดอาการเพี้ยนได้
หลังจากฟังทดสอบระหว่างแผ่นที่ก๊อบปี้ทั้งหมดกันในแบบแผ่นต่อแผ่น เพลงต่อเพลง ผมแบ่งกลุ่มซีดีออกมาได้สองพวก พวกแรกเสียงที่นุ่มนวล พวกที่สองเสียงที่ชัดจัดจ้าน
กลุ่มแผ่นที่นุ่มนวลก็คือแผ่นที่ทำมาเพื่อ Audio เสียงทั้งสองแผ่นจะไม่แสดงอาการล้ำหน้าของเสียงกลาง เบสแม้จะไม่ออกมาเป็นลูกชัด แต่แผ่คลุมมีความลึก เสียงแหลมเป็นส่วนที่ดีที่สุดของแผ่นออดิโอ โดยเฉพาะ ทีดีเคออดิโอ นั้นสร้างบรรยากาศของเสียงแหลมได้ดีกว่า ปลายแหลมเป็นประกายระยิบระยับ แต่เสียงกลางของแผ่น มิตซูบิชิ โฟโนอาร์ นั้นหวานนุ่มนวล เสียงร้องของนักร้องสาวดูมีมิติมากกว่า ฟังจากชุดลำโพงโมสาร์ทอิมเมจเสียงนักร้องเหมือนยืนอยู่ตรงกลางเวทีอย่างไรอย่างนั้น สมกับที่โคลนรูปแบบเหมือนแผ่นเสียง เพราะบุคลิกของโฟโนอาร์คือเสียงที่ไม่หยาบกระด้าง นุ่มลึกน่าฟัง ไม่กัดหู สองแผ่นในกลุ่มนี้กินกันไม่ลงจริง ๆ
กลุ่มแผ่นที่เสียงชัดจัดจ้าน ก็คือแผ่นซีดีอาร์ธรรมดา แต่ก็มองข้ามไม่ได้เพราะเสียงเบสของทั้งสามแผ่นถ้าใครชอบเบสหนัก ๆ เบสเป็นลูกกลม ๆ น่าจะชอบ เสียงกลางอาจจะพุ่งล้ำไปนิด แต่ก็ชัดเจนไม่เบลอร์ ไม่มีหมอกควัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นอนิจสงค์ของขั้นตอนการบันทึกแผ่นนั่นเอง ในกลุ่มนี้พรินโค กับเบนคิวกินกันไม่ลง ส่วนทีดีเคแผ่นทองนั้นตามหลังมาติด ๆ แต่ต้องเร่งเหนื่อยหน่อย
การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นแนวทางสนุก ๆ นะครับ ความคิดเห็นทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม การทดสอบในสิ่งที่เป็นนามธรรมโดยเฉพาะทดสอบเสียงนั้น ยากอย่างยิ่งที่จะมีความคิดเห็นที่ตรงกันได้ เพราะพื้นฐานของแต่ละคนต่างกัน และขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวด้วย ท่านผู้อ่านอาจจะลองเอาแนวทางนี้ไปทดสอบเล่น ๆ ก็ได้นะครับ เพราะถือเป็นการฝึกฟังเสียงไปในตัวด้วย เมื่อฟังมาก ๆ ฟังอย่างจริงจัง เราจะรู้ว่าเรากำลังฟังอะไรอยู่…เราจะรู้ว่าเราฟัง ‘เสียง’ หรือเราฟัง ‘เพลง’…แต่ถ้าฟังทั้งสองอย่างอย่างเข้าใจ ชีวิตย่อมเป็นสุขฉันท์นั้น…
13.713778
100.210606