Info

Posts from the Vacuum Tubes Category

ผมขอเริ่มที่ง่าย ๆ ก่อนนะครับ ผมเริ่มฟังเพลงจริงจังตอนเรียนมัธยมต้น-ปลาย จากนั้นก็ฟังมาตลอด ตอนเป็นเด็กนักเรียน เพลงส่วนใหญ่ที่มีปัญญาซื้อก็จะเป็นเทปพีค็อก เป็นส่วนใหญ่ จะมีบางยี่ห้อบ้างเช่นโฟร์แทรคบางชุด ช่วงมัธยมปลายเทปยี่ห้อ 501 ออกมาอย่างต่อเนื่องเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงโพเกรสซีฟที่หาฟังยาก รวมถึงบูตเล็ก ช่วงนี้ผมเริ่มอยากสะสมแผ่นเสียงครับ ซื้อเครื่องเล่นของ SABA มาใช้ฟัง ส่วนแผ่นก็ซื้อหาจากคลองถมในราคาไม่กี่บาท แต่พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ยากจนมากครับ แทบไม่เหลือเงินไปซื้อเทปหรือแผ่นใดเลย แล้วตอนนี้แผ่นซีดีก็เริ่มทยอยผลิตกันออกมาแล้ว

ผมมาเริ่มฟังเพลงอย่างจริงจังอีกครั้งตอนทำงาน พอเริ่มมีเงินจากการทำงาน ช่วงนี้ผมทยอยซื้อแผ่นซีดีอาทิตย์หนึ่งก็หลายตังค์เหมือนกัน จวบกระทั่งวิกฤติเศรษฐกิจปี 41-42 กลับมาจนเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วงก่อนหน้านั้นผมชอบฟังเพลงแนว Alternative Rock วงโปรดของผมก็คือวง Manic Street Preachers ซึ่งเป็นวงร็อคแบบ โพสต์พังค์ จากเกาะอังกฤษ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1986 มีสมาชิกเริ่มต้นมีด้วยกันสี่คนคือ James Dean Bradfield (vocals, guitars), Nicky Wire (bass, occasional vocals) and Sean Moore (drums, backing vocals, occasional trumpet) และ Richey Edwards (กีตาร์และแต่งเพลง) ซึ่งต่อมาปี 1995 เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างว่าเขาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำ ไม่มีใครพบศพของเขา เมื่อไม่มีการพบศพเขาจึงเป็นผู้สูญหาย

ผมสะสมแผ่นซีดีของ MSP ทุกชุด รวมถึงแผ่นซิงเกิลเท่าที่จะหาได้ หลังจากเริ่มกลับมาเล่นเครื่องเสียงอีกครั้ง หลังวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป ผมเริ่มเล่นแอมป์หลอด และสะสมแผ่นเสียงในเวลานั้น วงที่ผมยังติดตามคือ MSP โดยผมเริ่มเก็บงานของวงนี้เป็นแผ่นเสียง และออกตามหาแผ่นซิงเกิลที่เป็นแผ่นเสียงด้วย

เมื่อวานผมหยิบแผ่นซิงเกิลขนาด 10 นิ้วแผ่นนี้ออกมาฟังอีกครั้ง

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นซิงเกิลในชุด THe Holy Bible ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ริชชี่ยังอยู่กับวง สิ่งที่พิเศษสุด ๆ สำหรับแผ่นซิงเกิลแผ่นนี้ก็คือ มีเพลงจากอัลบัมหนึ่งเพลงคือเพลง Revol และมีเพลง Too Cold Here ซึ่งว่ากันว่าทางวงแต่งขึ้นขณะมาทัวร์เอเชีย รวมถึงเมืองไทยของเราด้วย และเพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบัมปกติ

Too Cold Here เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก เนื้อหากินใจ เล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ฟังแล้วเหงาอย่างจับจิต เป็นเพลงที่อยู่ในลิสต์ 100 เพลงที่ผมชอบตลอดกาลเลยทีเดียว

Too Cold Here Lyrics:
Manic Street Preachers

Born in burial gowns, recessing slowly
You soon wish you couldn’t see at all
Tortured in the mind, six voices alone
Futile gestures, emotionless groans
Everyone asks what’s wrong, but what’s right?
And a cute lie makes everything uptight
To kill your dream before it’s considered
To live in silence, airless closet, no vision

It’s easier to make love to a stranger
than to ask a friend to call
Suspicion knows nothing and
is known for not much at all,
much at all

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls to lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade to cover your eyes

Self pity yourself is so shallow
I am so sick in mind and body, heart cold as stone
Whisky my coral, my piece of mind
Hello Mr. Samsung you can’t clean my soul
Wake up sighing, mass for the bleeding
Never share sadness mine no man prays painless
Coalescing mine are hidden rooms,
Cannot give anything and never could

Prison it’s only four walls but sometimes
The mind is the smallest prison of all,
Offering there upon offering
As a ball with a touch feels
Through its fall, through its fall.

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls
To lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade
To cover your eyes

ในหน้า B ของซิงเกิล มีเพลง You Love Us จากอัลบัมแรก

และที่น่าสนใจคือเพลงสุดท้าย life becoming a landslide จากอัลบัมชุดที่สองแต่เป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงคอนเสิร์ต ที่ MBK Hall ตอนที่วงมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ผมก็ไปชมด้วย

แนวทางแรกของการสะสมแผ่นเสียงของผมก็คือ

เริ่มจากวงที่เรารัก และเก็บมันจนเป็น Collection ครับ

ปล.ทางวงกำลังมีผลงานชุดใหม่คือ Postcard from a youngman ซึ่งเป็นอีกชุดที่เพราะมาก ๆ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมมีโอกาสแวะไปแถวเสนาจึงมีโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนเฮียโกวิท เจ้าของผลิตภัณฑ์แอมป์หลอดของไทย ที่ยังคงผลิตแอมป์หลอดคุณภาพดีในราคาย่อมเยาว์ ใครที่เคยฟังเสียงแอมป์หลอดของ TS Audio จะทราบดีว่าแอมป์ของเขาไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็นเพราะหม้อแปลงไฟ และ OPT ทาง TS Audio เป็นผู้พันเอง จึงทำให้ควบคุมคุณภาพสินค้าและเอกลักษณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี

แม้ตอนนี้ทาง TS audio จะไม่ได้เปิดโชว์รูมอยู่ที่ฟอร์จูนทาวเวอร์แล้วก็ตาม แต่มิตรรักนักฟังเพลงยังสามารถไปฟังเสียงได้ที่โชว์รูมแห่งนี้

ตอนที่ผมไปเฮียโกวิทเพิ่งจะต่อแอมป์โมโนบล็อคตัวเขื่องซึ่งใช้หลอดตะเกียงเป็นภาคพาวเวอร์ ฟังเสียงแล้วต้องบอกว่านุ่มนวลชวนฟังกว่าที่คิดเอาไว้มาก

หมายเหตุ

ที่อยู่ TS Audio อยู่ใน-ซอยพหลโยธิน 37 เข้าซอยแล้วเลี้ยวซ้าย ตรงไปจนกระทั่งสุดซอยบังคับเลี้ยวขวา และเลี้ยวขวาอีกครั้ง โชว์รูมจะอยู่ทางด้านขวามือ ซอย พหลโยธิน 37 เป็นซอยตันที่วนถึงกันไม่ต้องกลัวหลงครับ หากจะไปฟังเครื่องเสียงควรจะโทร.นัดล่วงหน้า

โดย นิวัต พุทธประสาท

This slideshow requires JavaScript.


ตั้งแต่คอมแพคดิสต์ถือกำเนิดขึ้นมาและวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1980 เป็นเหมือนการปฏิวัติรูปแบบการบันทึกข้อมูลที่สำคัญที่สุดของโลกเหตุการณ์หนึ่ง แผ่นซีดีทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ต่อตลาดดนตรี-เพลงซึ่งก่อนหน้านี้จัดจำหน่ายด้วยฟอร์แมตอื่น ๆ เช่น เทปคาสเซ็ต-ซึ่งมีคุณภาพต่ำทั้งทางด้านเสียงและการเก็บรักษา ส่วนแผ่นเสียงมีต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้นเรื่อย และไม่สะดวกสบายในการพกพาไปฟังนอกสถานที่ การย่างเท้าเข้ามาของซีดีจึงเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะอย่างยิ่ง เพราะโลกกำลังมองหาฟอร์แมตดิจิตอล เพื่อก้าวเข้าสู่โลกยุคใหม่อยู่พอดี

อีกแปดปีต่อมาคือปี 1988 เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อซีดีเร็คคอร์ดเอเบิลวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก ซึ่งครั้งนี้สร้างผลสะเทือนมากกว่าเมื่อปี 80 หลายเท่า เพราะในอดีตนั้นการจัดเก็บข้อมูลดิจิตอลในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) แทบจะไม่มีทางเลือกมากนัก ประการแรกฟอร์แมตฟลอบปี้ดิสต์ขนาด 3.5 นิ้ว ไร้ความเสถียรภาพ พูดให้เข้าใจคือมันเก็บข้อมูลได้ง่ายดายก็จริง แต่โอกาสที่จะสูญเสียข้อมูลเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝันแม้จะเก็บรักษาในสภาพที่ดีแล้วก็ตาม ประการที่สองมันเก็บข้อมูลได้น้อยมาก-หนึ่งแผ่นเก็บได้เพียง 1.44 เมกกะไบต์ ขณะที่ไฟล์ดิจิตอลมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ต้องการพื้นที่จัดเก็บมากกว่านั้นหลายเท่า แม้ว่าฟลอบปี้ดิสต์ของโซนี่รุ่นสูงสุด หรือ ZIP Disk จะเก็บข้อมูลได้ถึง 200 เมกกะไบต์ แต่ก็ต้องซื้อฮาร์ดแวร์-อุปกรณ์มาเสริมและตัวดิสต์ที่มีราคาแพงมาก ตามจำนวนเมกกะไบต์ที่สูงขึ้น การถือกำเนิดของซีดีอาร์จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างตรงจุดนี้ได้อย่างลงตัว และทำให้การบันทึกข้อมูลที่เป็นไฟล์ดิจิตอลกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ซีดีอาร์จึงใช้เวลาไม่นานนักครองตลอดฮาร์ดแวร์แทนที่ฟลอบปี้ดิสต์อย่างเด็ดขาด และมีราคาถูกลงจนน่าใจหาย…

แม้นในปัจจุบันจะมี ดีวีดีอาร์มาเป็นแผ่นบันทึกข้อมูลที่มีความจุมากขึ้นออกมาใช้งานแล้วก็ตาม แต่ซีดีอาร์ก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย อาจจะเป็นเพราะว่าราคาที่ถูกกว่าดีวีดีอาร์อยู่มาก และคุณภาพของดิสต์ก็สูงขึ้น ทุกวันนี้เราสามารถหาซื้อซีดีอาร์ได้อย่างง่ายดายในราคาไม่ถึงสิบบาทต่อหนึ่งแผ่น พูดได้อย่างเต็มปากว่าราคานี้ถูกกว่าฟลอบปี้ดิสต์ในสมัยก่อนหลายเท่า

ซีดีอาร์มีความจุประมาณ 650-800 เมกกะไบต์ หรือถ้าคิดเป็นเวลาก็จะจุได้ประมาณ 75-80 นาที ถ้านำมาบันทึกเป็นไฟล์เพลง WAV เพลงหนึ่งยาวเฉลี่ยห้านาที จะบันทึกเพลงได้ถึง 16 เพลง เท่านี้ก็จุใจแล้วครับไม่มากไม่น้อยเกินไป มีเรื่องเล่าอยู่ว่าตอนที่ฝ่ายเทคนิคของโซนี่ประชุมเรื่องความจุของแผ่นซีดีนั้น ฝ่ายเทคนิคต้องการให้มีความจุของแผ่นซีดีอยู่ที่ 60 นาที แต่ประธานโซนี่บอกว่า 60 นาทีนั้นน้อยเกินไปที่จะบันทึกเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ของบีโธเฟ่น ซึ่งมีความยาวประมาณ 75 นาที ในที่สุดแผ่นซีดีก็มีขนาดความจุ-ความยาว 75 นาทีทำให้สามารถบันทึกเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 ด้วยดิสต์เพียงแผ่นเดียว ไม่ต้องลุกไปเปลี่ยนแผ่นเสียงถึงสี่ครั้ง นี่แหละครับถ้าคิดรอบด้าน…ทุกอย่างก็ลงตัว (แต่สุดท้ายต้องมีเสียงเพลงอยู่ในหัวใจ)

เมื่อครั้งที่ซีดีออกมาใหม่โฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายก็ตามออกมาเป็นแพคเก็ต อย่างแรกคือเสียงดีเสียงใสกว่าแผ่นเสียง เก็บรักษาง่ายใช้ได้ตลอดกาล ได้เพลงที่เยอะขึ้น ประหยัดกว่า แต่ทั้งหมดนั้นแทบจะหาไม่ได้เลยในช่วงที่มันออกมาในช่วงต้น ๆ เพราะแผ่นซีดีก็มีราคาแพง แถมต้องซื้อเครื่องเล่นซีดีขึ้นมาใหม่ เอาเครื่องเล่นอื่นมาเล่นแทนก็ไม่ได้ การบันทึกเสียงก็แย่ไม่ได้ใสหรือเสียงดีกว่าแผ่นเสียง แต่ซีดีก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนในยุค 90 การพัฒนาของซีดีก็มาถึงสุดยอด แม้ช่วงปี 2000 จะมีฟอร์แมตใหม่ ๆ ต้องการมาท้าทายซีดี เช่น SACD และ Audio-DVD แต่ทั้งสองตัวก็พับกระเป๋ากลับบ้านไปเรียบร้อย สองสามปีนี้สิ่งที่ทำให้ซีดีไหวเอนได้มากที่สุดกลับเป็นการดาวน์โหลดไฟล์เพลงดิจิตอลมาเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสต์ และถ้าจะนำไปฟังผ่านตัวเล่นไม่ว่าจะเป็นไอพอด ไอโฟน เครื่องเล่นเอ็มพีสามก็ใช้วิธีถ่ายโอนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ แต่กระนั้นมองจากมุมมองนี้ แผ่นซีดีก็ยังมีบทบาทอยู่ต่อไปอย่างน้อยในสิบปีนี้มันก็ยังไม่สูญพันธุ์ตามรุ่นพี่ของมันอย่างฟลอบปี้ดิสต์ไปแน่

ที่ผมเกริ่นเสียเยิ่นยาวก็เพื่อจะบอกว่า ผมคิดจะทำการทดสอบแผ่นซีดีอาร์มาอยู่พักหนึ่งแล้ว ช่วงนี้มีเวลาพอสมควรก็เลยทำโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับผู้อ่าน ยิ่งไปเดินตามห้างคอมพิวเตอร์เราจะเห็นแผ่นซีดีอาร์วางขายกันหลายสิบยี่ห้อ ทั้งโนเนมไม่มีที่มาของแหล่งผลิต จนถึงยี่ห้อดังที่มีแพคเก็ตสวยสะดุดตา ราคามีตั้งแต่ 7 บาท จนถึง 30-40 บาทก็มีให้เลือกอย่างจุใจ

แรงบันดาลใจในการทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมเห็นแผ่นซีดีอาร์ของ TDK และ Mitsubishi ผลิตรุ่นพิเศษออกมาคือรุ่น Audio ออกมาวางขาย นัยยะว่าทำขึ้นมาเพื่อให้ชาวเราที่รักชอบในการอัดเพลง บันทึกเพลงลงแผ่นซีดีโดยเฉพาะ เมื่อมีรุ่นพิเศษและเน้นย้ำว่าสำหรับ Audio โดยเฉพาะก็ยิ่งอยากจะเปรียบเทียบว่ามันจะต่างจากแผ่นซีดีบันทึกข้อมูลทั่วไปอย่างไร ดังนั้นการทอสอบครั้งนี้จึงมีแผ่นซีดีอีกหลากหลายยี่ห้อเข้ามาสู่การทดสอบด้วย

ผมเริ่มการทดสอบด้วยการเลือกเพลงซึ่งผมฟังบ่อย ๆ จนคุ้นหู แนวเพลงที่ผมเลือก ผมเลือกแนวเพลงแจ๊สที่เล่นด้วยเครื่องดนตรีอคูสติกเป็นหลัก เมื่อคัดเลือกเพลงได้แล้ว ผมนำไฟล์เพลงต้นฉบับจากแผ่นซีดีถ่ายข้อมูลเข้าไปเก็บเอาไว้ในฮาร์ดดิสต์คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ผมใช้คือ iMac OSX โปรแกรมที่ใช้ถ่ายโอนข้อมูลคือ iTune โดยเก็บเป็นไฟล์ WAV

ในการถ่ายโอนข้อมูลผมเลือกใช้สายไฟเบลเดนแทนสายไฟคอมพิวเตอร์ที่แถมมา ช่วงเวลาที่ถ่ายโอนข้อมูลก็เป็นช่วงเวลาที่คิดว่าน่าจะมีการใช้ไฟในออฟฟิศน้อยที่สุด เมื่อถ่ายโอนข้อมูลลงในฮาร์ดดิสต์แล้ว ผมก็เลือกใช้โปรแกรม Toast Titanium เวอร์ชัน 8 ที่ติดมากับเครื่อง เป็นโปรแกรมที่เรียบง่ายวิธีการใช้งานไม่ซับซ้อน เมื่อเลือกเพลงลงในลิสต์เรียบร้อย โดยไม่ใช้ CD Text เพราะต้องการให้ข้อมูลสูญเสียน้อยที่สุด ความเร็วในการบันทึกแผ่นผมเลือกที่ x1 ผมบันทึกแผ่นที่ต้องการทดสอบโดยจัดทำให้คราวเดียวกัน เพื่อที่จะได้ไม่มีแผ่นไหนได้เปรียบเสียเปรียบกัน

แผ่นที่ผมใช้ในการทดสอบคราวนี้มีด้วยกัน 6 แบบ 5 ยี่ห้อ แผ่นแรก TDK CD-R Audio แผ่นที่สอง Mitsubishi Phono-R แผ่นที่สาม Princo แผ่นที่สี่ BenQ แผ่นที่ห้า TDK รุ่นสีทอง และแผ่นสุดท้าย Sony สองแผ่นแรกเป็นแผ่นสำหรับ Audio โดยเฉพาะ ราคาของมันแพงกว่าแผ่นซีดีทั่วไป ราคาตกอยู่ที่แผ่นละ 30-40 บาท เปรียบเทียบจากสภาพของแผ่นซีดีด้วยสายตาแล้ว แผ่นมิตซูบิชิโฟโนอาร์นั้นดูโดดเด่นที่สุดเพราะสกรีนลายด้านบนเป็นรูปแผ่นเสียงแถมลายนูนร่องแผ่นเสียงด้วย ดูจากเนื้อพลาสติกโพลีคาร์โบเนตทุกแผ่นเรียบร้อยดี ยกเว้นของเบนคิวที่ขอบด้านนอกดูจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ การเลือกซื้อแผ่นซีดีอาร์ผมขอแนะนำว่าควรที่จะเลือกซื้อแผ่นที่มียี่ห้อหรือมีราคาเสียหน่อย โดยเฉพาะถ้าท่านต้องการเก็บข้อมูลสำคัญ เพราะแผ่นโนเนมราคาถูกตัวสกีนด้านบนเมื่อเก็บไว้นาน ๆ อาจจะลอกได้โดยไม่มีสาเหตุ ดังนั้นอย่าเสียดายเงินไม่กี่อัฐ แลกกับการสูญเสียข้อมูลสำคัญไม่ได้เลย

ขั้นตอนการก๊อบปี้ข้อมูล ผมพยายามจำกัดให้สูญเสียข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างการก๊อบปี้จึงทำการปิดหน้าต่างโปรแกรมทุกบาน และงดใช้โปรแกรมอื่น ๆ ในระหว่างก๊อบปี้ สิ่งที่เรารู้ก็คือในระหว่างการก๊อบปี้แผ่นซีดีอาร์ หรือขั้นตอนการโอนถ่ายข้อมูล ไฟล์ดิจิตอลบางส่วนจะสูญเสียไประหว่างทาง แน่นอนว่าไฟล์ที่สูญเสียไปไม่ได้ทำลายข้อมูลทั้งหมด เพราะมันยังประมวลผลได้ แต่กระนั้นไฟล์ที่สูญเสียไปก็ทำให้คุณภาพบางอย่างลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ

หนึ่งแผ่นใช้เวลาก๊อบปี้ประมาณ 9 นาทีกว่า ๆ แม้ผมจะเลือกใช้ความเร็วที่ x1 แต่เวลาที่บันทึกแผ่นจริง ๆ นั้นตัวเลขอยู่ที่ x2 หรือ x3 บ้างแล้วแต่แผ่นซีดี ส่วนแผ่นซีดีอาร์ของโซนี่ เป็นแผ่นเดียวที่ผมเลือกก๊ออบปี้ในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟในออฟฟิศมากกว่าแผ่นอื่น

ขั้นตอนการทดสอบเสียง

เมื่อได้แผ่นซีดีที่อัดเพลงลิสต์เดียวกันมาแล้วหกแผ่น ก็ถึงขั้นตอนการทดสอบเสียง ขั้นตอนการทดสอบเสียงผมแบ่งออกเป็นสองแบบคือ 1.ฟังเทียบกับแผ่นตัวจริง 2.ฟังเทียบระหว่างแผ่นที่ก๊อบปี้มาด้วยกัน นอกจากนั้นผมยังใช้ซิสเต็มเครื่องเสียงที่หลากหลายในการทดสอบ ชุดแรกฟังจากหูฟังโซนี่ DR-7 โดยเสียบต่อโดยตรงจากคอมพิวเตอร์และฟังผ่านแอมป์หลอดหูฟัง ชุดที่สองแอมป์หลอดเบอร์ 45 กับลำโพง Fostex 206 เล่นด้วยเครื่องเล่นซีดี NAD 525 BEE ชุดที่สาม แอมป์หลอดเบอร์ EL34 กับลำโพงเวียนนาอคูสติกรุ่นโมสาร์ท และเครื่องเล่นดีวีดีโซนี่

การทดสอบเสียงแผ่นซีดีทั้งหกแผ่นนั้นเป็นเรื่องยากเอาการอยู่เหมือนกัน เสียงดนตรีเป็นนามธรรม การฟังแต่ละครั้งต้องอาศัยการจับเสียงเล็กเสียงน้อยของแต่ละเพลง แม้ผมจะบันทึกเพลงถึงสิบสองเพลง แต่ผมเลือกเพลงเพียงสองเพลงในการทดสอบ และจะเปิดเทียบกันแผ่นต่อแผ่น โดยเร่งโวลุ่มเท่ากันทุกครั้ง

ผลการทดสอบผมค่อนข้างพอใจกับขั้นตอนในการบันทึกแผ่น ที่เปลี่ยนสายไฟธรรมดาเป็นสายไฟแบบออดิโอ และการเลือกช่วงเวลาในการบันทึกแผ่นในช่วงมีการใช้ไฟน้อยนั้นได้ทำให้เห็นผลอย่างชัดเจนว่าเสียงแหลมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเพลงนั้น ๆ ทำได้ดีกว่าเสียงใสกว่า เบสเป็นตัวตนกว่า โดยไม่ต้องเพ่งสมาธิก็สามารถฟังได้ยินความแตกต่าง ดังนั้นแผ่นโซนี่ที่บันทึกในช่วงที่ออฟฟิศของผมใช้ไฟมากจึงเป็นแผ่นที่ด้อยที่สุดในการทดสอบครั้งนี้

แล้วใครเป็นที่หนึ่ง?

ในการทดสอบครั้งนี้ผมไม่ได้ตั้งใจแข่งเพื่อช่วงชิงชนะเลิศ แล้วก็เป็นเช่นนั้นเพราะว่าถ้าคุณผู้อ่านมีเพียงแผ่นซีดีเพียงแผ่นเดียว ท่านผู้อ่านจะไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าแผ่นไหนดีกว่ากัน เมื่อผมฟังเปรียบเทียบกับแผ่นที่เป็นต้นฉบับ กับแผ่นที่ก๊ออบปี้มาก็พบว่าแผ่นที่เป็นต้นฉบับจะมีความราบเรียบกว่า แต่แผ่นที่ก๊อบปี้นั้นเหมือนกับว่ามีการเพิ่มเอาท์พุชขึ้นมาเล็กน้อยทำให้เสียงดังกว่ากว่าต้นฉบับ แม้เอาท์พุชจะมากกว่าก็ใช่ว่าเป็นจุดดีนะครับ เพราะนั่นเท่ากับว่ามันจะเกิดอาการเพี้ยนได้

หลังจากฟังทดสอบระหว่างแผ่นที่ก๊อบปี้ทั้งหมดกันในแบบแผ่นต่อแผ่น เพลงต่อเพลง ผมแบ่งกลุ่มซีดีออกมาได้สองพวก พวกแรกเสียงที่นุ่มนวล พวกที่สองเสียงที่ชัดจัดจ้าน

กลุ่มแผ่นที่นุ่มนวลก็คือแผ่นที่ทำมาเพื่อ Audio เสียงทั้งสองแผ่นจะไม่แสดงอาการล้ำหน้าของเสียงกลาง เบสแม้จะไม่ออกมาเป็นลูกชัด แต่แผ่คลุมมีความลึก เสียงแหลมเป็นส่วนที่ดีที่สุดของแผ่นออดิโอ โดยเฉพาะ ทีดีเคออดิโอ นั้นสร้างบรรยากาศของเสียงแหลมได้ดีกว่า ปลายแหลมเป็นประกายระยิบระยับ แต่เสียงกลางของแผ่น มิตซูบิชิ โฟโนอาร์ นั้นหวานนุ่มนวล เสียงร้องของนักร้องสาวดูมีมิติมากกว่า ฟังจากชุดลำโพงโมสาร์ทอิมเมจเสียงนักร้องเหมือนยืนอยู่ตรงกลางเวทีอย่างไรอย่างนั้น สมกับที่โคลนรูปแบบเหมือนแผ่นเสียง เพราะบุคลิกของโฟโนอาร์คือเสียงที่ไม่หยาบกระด้าง นุ่มลึกน่าฟัง ไม่กัดหู สองแผ่นในกลุ่มนี้กินกันไม่ลงจริง ๆ

กลุ่มแผ่นที่เสียงชัดจัดจ้าน ก็คือแผ่นซีดีอาร์ธรรมดา แต่ก็มองข้ามไม่ได้เพราะเสียงเบสของทั้งสามแผ่นถ้าใครชอบเบสหนัก ๆ เบสเป็นลูกกลม ๆ น่าจะชอบ เสียงกลางอาจจะพุ่งล้ำไปนิด แต่ก็ชัดเจนไม่เบลอร์ ไม่มีหมอกควัน ซึ่งผมคิดว่าเป็นอนิจสงค์ของขั้นตอนการบันทึกแผ่นนั่นเอง ในกลุ่มนี้พรินโค กับเบนคิวกินกันไม่ลง ส่วนทีดีเคแผ่นทองนั้นตามหลังมาติด ๆ แต่ต้องเร่งเหนื่อยหน่อย

การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นแนวทางสนุก ๆ นะครับ ความคิดเห็นทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม การทดสอบในสิ่งที่เป็นนามธรรมโดยเฉพาะทดสอบเสียงนั้น ยากอย่างยิ่งที่จะมีความคิดเห็นที่ตรงกันได้ เพราะพื้นฐานของแต่ละคนต่างกัน และขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวด้วย ท่านผู้อ่านอาจจะลองเอาแนวทางนี้ไปทดสอบเล่น ๆ ก็ได้นะครับ เพราะถือเป็นการฝึกฟังเสียงไปในตัวด้วย เมื่อฟังมาก ๆ ฟังอย่างจริงจัง เราจะรู้ว่าเรากำลังฟังอะไรอยู่…เราจะรู้ว่าเราฟัง ‘เสียง’ หรือเราฟัง ‘เพลง’…แต่ถ้าฟังทั้งสองอย่างอย่างเข้าใจ ชีวิตย่อมเป็นสุขฉันท์นั้น…

ปฐมบทแอมป์หลอด

แอมป์หลอดในฝัน หลอด 211-300B-6sn7

คำถามที่ผมพบบ่อยในเวบบอร์ดทั้งไทยและต่างประเทศคือ จะเริ่มต้นเล่นแอมป์หลอดอย่างไร คำตอบนี้ไม่ยากแต่ก็กว้างมาก คำตอบมีทั้งในแนวทางแบบวิชาการจ๋าไปจนถึงแบบบ้าน ๆ เริ่มต้นด้วยการฟังจริง ๆ ประเด็นของแอมป์หลอดนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการไม่เคยฟังแอมป์หลอดมาก่อนนั่นเอง แต่อย่างที่ผมบอกการเริ่มต้นครั้งแรก ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา แต่เชื่อว่าความต้องการของมนุษย์จะมลายหายไปได้ ด้วยการตามหาความจริงด้วยการทดลองด้วยตนเอง

สำหรับคนเริ่มต้นเล่นแอมป์หลอด ผมจะแบ่งหลอดออกเป็นสามพวก พวกแรกเป็นหลอดที่ใช้ในภาคปรีแอมป์ พวกที่สองคือหลอดที่ใช้เป็นเอาท์พุต พวกที่สามคือหลอดเร็กติฟาย

ไม่ว่าคนเล่นเครื่องเสียงจะเล่นแอมป์หลอดแบบแยกชิ้นคือ เล่นปรีแอมป์+พาวเวอร์แอมป์ หรืออินทิเกรตแอมป์ซึ่งผนวกรวมภาคปรีและภาคเอาต์พุตในตัวเดียวกันก็ตาม หลอดที่ใช้ในปรีแอมป์ส่วนใหญ่ก็จะไม่พ้นไปจากหลอดเบอร์ 12AX7, 12AU77, 12AT7, 6DJ8, 6SN7, 6SL7 เป็นต้น คำถามที่ผมพบบ่อย ๆ ก็คือหลอดแต่ละเบอร์ให้เสียงแตกต่างกันอย่างไร เมื่อเจอคำถามนี้ แม้การตอบจะไม่ยาก หากคนที่เคยฟังเสียงจากหลอดเบอร์ต่าง ๆ มาแล้วยิ่งไม่ต้องอธิบายด้วยภาษา การอธิบายคุณลักษณะของเสียงซึ่งเป็น “นามธรรม” เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าการอธิบายลักษณะของรูปทรงสถาปัตยกรรมเป็นไหน ๆ แต่อย่างไร หลอดแต่ละเบอร์ก็มีเสียงที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัด รวมถึงคุณสมบัติของแต่ละเบอร์ก็มีความต่างกัน

แอมป์หลอดจาก VTL

แอมป์หลอดจาก VTL

หลอด 12AX7 เป็นหลอดแบบ Dual Triode บางสำนักเรียก Double Triode, Twin Triode ก็แล้วแต่ครับ จะเรียกอะไรก็ไม่ว่ากัน เสียงของหลอดเบอร์นี้จะให้เสียงกลางแหลมทุ้มสมดุล รุ่มรวยด้วยรายละเอียดของเสียง เมื่อนำมาทำภาคปรีจะให้เสียงคมชัด แยกแยะชิ้นดนตรีได้อย่างดี เป็นหลอดยอดนิยมที่มีราคาแพง ยี่ห้อดัง ๆ ของยุโรปอเมริกามีราคาค่าตัวไม่ต่างจากไวน์กรองครูคลาสเซ่ ปัจจุบันหลอดเบอร์นี้ยังนิยมนำมาทำปรีแอมป์ และภาคปรีอย่างไม่ขาดสาย

หลอด 12AU7 เป็นหลอดแบบ Dual Triode เช่นกัน แนวเสียงจะตรงข้ามกับหลอดเบอร์ 12ax7 คือ จะมีความนุ่มนวลชวนฟังมากกว่า เสียงทุ้มจะออกแนวอบอุ่น ฟังสบายหู บางคนให้หลอดเบอร์นี้เป็นตัวแทนเสียงในแบบ Vintage Sound

ซิสเต็มเครื่องหลอด

ซิสเต็มเครื่องหลอด

หลอด 6DJ8 หรือ 6922 เป็นหลอด Dual Triode แนวเสียงสดใส เสียงแหลมและกลางโดดเด่น มักจะเห็นในภาคปรีโฟโนสำหรับขยายเสียงหัวเข็มสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง และนิยมในภาคปรีแอมป์ อาจจะเป็นเพราะความเงียบสงัดของหลอดเบอน์นี้มีมาก ประกอบกับเสียงที่ได้ให้รายละเอียดได้ดี

หลอด 6SN7 เป็นหลอด Medium-Mu Twin Triode หลอดเบอร์นี้เป็นหลอดยอดนิยมอีกเบอร์ แม้จะไม่นิยมนำมาทำเป็นปรีแอมป์แบบเดี่ยว ๆ แต่ 6SN7 มักจะปรากฏกายในภาคปรีของแอมป์เสมอ บางคนบอกว่าหลอดเบอร์นี้เกิดมาคู่กับหลอด 2A3 ซึ่งเข้าคู่กันแล้วได้ทั้งความหวานจะกำลังที่พอเหมาะ แนวเสียง 6SN7 ออกมาในโทนอบอุ่น หนานุ่ม แจกแจงรายละเอียดได้ดี

หลอด 6SL7 เป็นหลอด High-Mu Twin Triode คุณลักษณะใกล้เคียงกับหลอด 6SN7 ต่างกันที่กระแสทางไฟฟ้าเท่านั้น เสียงที่ได้จากหลอดเบอร์นี้คือเสียงกลางจะสุกสว่างกว่าเล็กน้อย

การต่อเครื่องหลอดแบบฮาร์ดไวร์

การต่อเครื่องหลอดแบบฮาร์ดไวร์

สำหรับหลอดในภาคปรีแอมป์ยังมีอีกเยอะแยะมากมายก่ายกอง โดยเฉพาะหลอดรัสเซียที่มีโครงสร้างคล้าย 12AX7, 6DJ8 ออกมา ด้วยเช่นกันเช่น 12AX7=6N2P 6DJ8=6N1P เป็นต้น ถ้าดูจากดาต้า จะมีความแตกต่างเรื่องกระแสไฟ แต่เท่าที่เคยลองเสียงหลอดทั้งสองแทนกันโดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรก็สามารถทำแทนกันได้เลย เพียงแต่จะชอบเสียงของมันหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
จากหลอดในภาคปรี มาถึงหลอดในภาคเอาท์พุต ซึ่งผู้อ่านคงทราบดีว่าหลอดเอาต์พุตนั้น มีความสำคัญต่อแนวเสียงเป็นอันดับต้น ๆ รวมถึงการเลือกหลอดเอาต์พุตให้เหมาะกับลำโพง คือการจัดหาคู่ไม่ต่างจากการหาคู่แต่งงานไม่ผิดเพี้ยน เลือกคู่ดีก็จะอยู่กินกันได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องมีปัญหา-หย่าร้าง การเลือกหลอดเอาท์พุตนั้นสำคัญอยู่ระหว่างแนวเสียงที่จะได้ผนวกกับกำลังขับที่จะได้รับ สองสมการนี้แหละครับที่เป็นสูตรที่ยากยิ่ง ถ้าจะดูที่กำลังขับกันเพียว ๆ โดยไม่เน้นเรื่องเสียงสำเนียงหลอด ก็คงจะเลือกกันไม่ยากนัก แต่เครื่องเสียงนั้นมีส่วนผสมที่ต่างจากสมการทางวิทยาศาสตร์ เพราะส่วนผสมทางไฟฟ้าก็ไม่ต่างจากส่วนผสมทางสารเคมี แม้จะเป็นวิทยาศาสตร์แต่คนสร้างคนคิดวงจรก็ต้องมีความเป็นอาร์ติส (Artist) อยู่ด้วย แน่นอนครับ สิ่งเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งประสบการณ์จากการฟัง และข้อมูลของหลอดควบคู่กันไป

มาว่ากันที่หลอดเอาต์พุตยอดนิยมกันต่อ มือใหม่คงหนักใจหน่อยนะครับ ถ้าจะเลือกแอมป์และหลอดที่จะใช้อย่างไร ทางแรกง่ายเข้าไว้คือดูที่กำลังขับเป็นอันดับแรก

หลอดที่ให้แรงขับประเภท “วัตต์มด” อาทิเช่น หลอด 6BM8, EL84 หลอดสองเบอร์นี้ยังมีผลิตใหม่และเป็นที่นิยมกันอยู่ เสียงของหลอดสองเบอร์นี้จะได้กำลังขับประมาณ 2-4 วัตต์ สำหรับแอมป์ที่เป็น ซิงเกิลเอ็นด์ แอมป์คอมเมอร์เชียลนิยมทำเป็นแบบพุชพูล ซึ่งจะได้กำลังขับเพิ่มเป็นสองเท่า แต่สำหรับนักฟังทั่วไปแอมป์ซิงเกิลเอนด์จะได้รสชาติความเป็นหลอดมากกว่าพุชพูล

หลอดที่มีกำลังขับปานกลางเช่น EL34, 6L6, 6550 และ KT88 หลอดสี่เบอร์นี้ถือเป็นจตุรเทพของหลอดในยุคใหม่ (และเก่า) EL34 และ 6L6 นั้น ถ้านำมาทำแอมป์ซิงเกิลเอนต์จะได้วัตต์ประมาณ 8 วัตต์ หากนำไปทำพุชพูลจะได้วัตต์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเช่นกัน ในแอมป์คอมเมอร์เชียลส่วนใหญ่จะนำไปทำเป็นแบบพุชพูล ซึ่งได้กำลังขับพอลำโพงที่มีความไว 87db ขึ้นไป แนวเสียงของ EL34 กับ 6L6 ต่างกันพอสมควร EL34 เป็นหลอดแบบ Power Pentode จะได้เสียงกลางแหลมเบสที่สดใส มีพลัง ออกไปในโทนสว่าง ถ้าออกแบบวงจรไม่ดีเสียงอาจจะจัดจ้านได้ง่าย ขณะที่ 6L6 เป็นหลอด Beam Power Pentode จะมีความนุ่มนวลกว่า เสียงออกในโทน Dark บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะเสียงแหลมเป็นประกายน้อยกว่า EL34

หลอดเบอร์ EL34 Mullard Russia ผลิตใหม่

หลอดเบอร์ EL34 Mullard Russia ผลิตใหม่

หลอด 6550 (Power Pentode) และ KT88 (Beam Pentode) นิยมนำมาทำแอมป์แบบพุชพูลมากกว่าซิงเกิลเอ็นด์ ให้กำลังขับมหาศาล ตั้งแต่ 20-40 วัตต์ กำลังขับที่ได้แบบนี้สามารถขับลำโพงที่ว่าขับได้ยากไม่เลือก แต่บางคนกลับไม่ชอบเพราะบางครั้งเสียงที่ได้กลับไม่แตกต่างแอมป์โซลิตสเตท แต่กระนั้นความหวานก็ยังคงอยู่

จากหลอดที่ให้กำลังมากในแบบพุชพูลแล้ว หลอดที่ให้กำลังขับมาก ๆ โดยวงจรเป็นแบบซิงเกิลเอ็นด์ก็มีครับ นั่นคือหลอด 211 หรือ VT-4-C และ 845 หลอดทั้งสองเบอร์เป็นหลอดแบบ Power Triode ถ้านำมาทำแอมป์ซิงเกิลเอ็นด์จะได้กำลังขับ 10-15 วัตต์ ซึ่งพอเพียงกับการขับลำโพงทั่วไป แนวเสียงหลอด 211 คือไดนามิกจะได้เยอะ เสียงกลางเบสมีความอิ่มแน่น ส่วนหลอด 845 จะมีความนุ่มนวลกว่า ข้อเสียของหลอด 211 และ 845 คือจะต้องใช้ไฟสูงในการขับหลอด ดังนั้นถ้าออกแบบวงจรไม่ดีก็เป็นอันตรายมาก ๆ แต่กระนั้นหลอดทั้งสองเบอร์นี้ก็ยังเป็นที่นิยมทั้งในแอมป์คอมเมอร์เชียล และหลอดในดวงใจของนัก DIY แอมป์

แอมป์พรีมัล ลูนา แบบพุชพูล

เรื่องหลอดยังไม่หมดเท่านี้ครับ ยังมีอะไรให้เขียนถึงไม่รู้จบ ฉบับหน้าผมยังติดท่านผู้อ่านสำหรับหลอด “วัตต์หวาน” และ หลอดเร็กติฟาย หากมีเนื้อที่พอจะร่ายถึงหลอดที่นัก DIY นิยมนำมาเล่นกัน แต่หลอดใหม่ไม่ผลิตออกมาแล้ว จะว่าเป็นหลอดที่โลกลืมก็ไม่ใช่ เพราะในตลาดหลอดที่ใหญ่ที่สุดอย่างอีเบย์ก็ยังประมูลกันในราคาหนักหน่วง แต่ด้วยสาเหตุทางการตลาดของระบบทุนนิยม ทำให้หลอดคุณสมบัติดี ๆ หลายเบอร์ต้องหยุดการผลิตลง หลอดที่เหลือค้างสต๊อคซึ่งมีวันหมดลง อาจจะกระเด็นตกมาให้เราเล่นกันบ้าง แต่ก็ร่อยหรอลงทุกวัน

สำหรับท่านที่ต้องการศึกษาเรื่องหลอดเพิ่มเติม หนังสือเครื่องขยายเสียงหลอดสุญญากาศ มาอ่านเพิ่มเติมนะครับ รับรองว่าจะเล่นแอมป์หลอดได้สนุกสนานขึ้นอีกเท่าตัวหนึ่งเลยละครับ

ลำโพง : จุดเริ่มต้นของนักเล่นเครื่องเสียง

ลำโพงจาก Totem

ลำโพงจาก Totem

ทุกวันนี้มีเครื่องเสียงมากมายหลายยี่ห้อผลิตออกมาให้นักเล่นได้เสียเงินซื้อ และรองรับกับตลาดหลายระดับ ตั้งแต่โลว์เอนด์ มิดเอนด์ จนถึงไฮเอนด์ นักเล่นเครื่องเสียงมือเก่าคงไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะเลือกซื้อ หรืออัพเกรดชุดเครื่องเสียง ว่าจะซื้อหรือจะเปลี่ยนลำโพงอะไร แอมป์อะไร เครื่องเล่นซีดีแบบไหน แม้กระทั่งสายสัญญาณหรือสายลำโพงตัวใดจะเข้าชุดกับเครื่องที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมือใหม่การเลือกซื้อเครื่องเสียง เหมือนกับเดินเข้าไปในเขาวงกต ยิ่งอ่านหนังสือเครื่องเสียง ยิ่งสับสนว่าจะเลือกซื้อยี่ห้ออะไรแบบไหน เพราะมีตัวเลือกยิ่งมาก ก็มีหายข้อให้เลือก

ทุกวันนี้มีเครื่องเสียงมากมายหลายยี่ห้อผลิตออกมาให้นักเล่นได้เสียเงินซื้อ และรองรับกับตลาดหลายระดับ ตั้งแต่โลว์เอนด์ มิดเอนด์ จนถึงไฮเอนด์ นักเล่นเครื่องเสียงมือเก่าคงไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะเลือกซื้อ หรืออัพเกรดชุดเครื่องเสียง ว่าจะซื้อหรือจะเปลี่ยนลำโพงอะไร แอมป์อะไร เครื่องเล่นซีดีแบบไหน แม้กระทั่งสายสัญญาณหรือสายลำโพงตัวใดจะเข้าชุดกับเครื่องที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมือใหม่การเลือกซื้อเครื่องเสียง เหมือนกับเดินเข้าไปในเขาวงกต ยิ่งอ่านหนังสือเครื่องเสียง ยิ่งสับสนว่าจะเลือกซื้อยี่ห้ออะไรแบบไหน เพราะมีตัวเลือกยิ่งมาก ก็มีหายข้อให้เลือก


ดังนั้นก่อนที่จะเลือกซื้อเครื่องเสียงสักชุด นอกจากจะศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของสินค้าแล้ว สิ่งที่นักเล่นต้องรู้กับด้วยว่าตัวเราเองนั้นชอบอะไรแบบไหน สำหรับบทความนี้มือเก่าในเรื่องเครื่องเสียงอาจจะผ่านไปเลยก็ได้นะครับ เพราะผมตั้งใจที่จะปูพื้นให้ผู้อ่านที่เป็นมือใหม่ มีความเข้าใจตรงกันก่อน เหมือนการปรับฐานด้านความคิดให้มีเท่ากัน เมื่ออ่านในบทความต่อ ๆ ไปก็จะสามารถทำความเข้าใจได้ตรงกัน และง่ายที่จะทำความเข้าใจเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจเล่นเครื่องเสียงอย่างถูกวิธีมีระบบ จะได้ไม่มีปัญหาที่พบบ่อย ๆ คือ “ทำไมฟังที่ร้านแล้วเสียงดี แต่พอยกกลับมาฟังที่บ้าน เสียงที่ได้ไม่เหมือนกับฟังที่ร้าน”

บทความนี้ผมจะเริ่มจาก Sound System ก่อนว่า ในชุดเครื่องเสียงของเรา เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งไหนเป็นลำดับแรก แต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจว่าชุดเครื่องเสียงประกอบด้วยอะไรก่อน

1.ลำโพง 2.แหล่งขยายสัญญาณ เช่นอินทิเกรตแอมป์ หรือ พาวเวอร์แอมป์+ปรีแอมป์ 3.แหล่งกำเนิดโปรแกรม เช่นเครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นเทป เครื่องรับคลื่นวิทยุ 4.สายเชื่อมสัญญาณและสายลำโพง

Sound System ส่วนใหญ่ก็จะมีอุปกรณ์หลัก ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็ไม่สามารถจะฟังเพลงหรือดนตรีใด ๆ ได้ ถ้าถามผมว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากน้อยกว่ากัน ผมให้ความสำคัญทั้งสี่หัวข้อเท่าเทียมกัน ผมมีความเชื่อว่าอุปกรณ์หลักนั้นถ้ามีส่วนใดด้อยคุณภาพไปตัวใดตัวหนึ่ง ก็จะทำให้ชุดเครื่องเสียงของเรามีแสดงศักยภาพได้ไม่เต็มที่ หมายความว่า ต่อให้นักเล่นลงทุนกับลำโพงที่ดีที่สุด แต่ถ้าใช้แอมป์ที่พอขับเสียงได้ คุณก็ไม่สามารถได้ยินเสียงที่ดีที่สุดของแหล่งดนตรีนั้น ๆ จากลำโพงที่คุณลงทุนไป หรือถ้าลงทุนกับลำโพงกับแอมป์ที่มีคุณภาพ แต่แหล่งกำเนิดโปรแกรมของคุณเป็นเครื่องเล่นจากจีนแดงราคาถูก ก็คงไม่สามารถถ่ายทอดเสียงที่ดีออกมาได้เช่นกัน

ลำโพงเวียนนาอคูสติก ที่นักเล่นเครื่องเสียงหลอดโหยหา

ลำโพงเวียนนาอคูสติก ที่นักเล่นเครื่องเสียงหลอดโหยหา

แต่ว่าในชุดเครื่องเสียง “ลำโพง” เป็นตัวเดียวที่จะแสดงบุคลิกของเสียงได้ชัดเจนที่สุด มีนักเล่นเจนจัดท่านหนึ่งบอกว่า การเปลี่ยนลำโพง เท่ากับการเปลี่ยนบุคลิกของเสียงที่เราจะได้จากชุดเครื่องเสียงเดิม ๆ ของเรา ดังนั้นถ้าจะอัพเกรด การอัพเกรดลำโพงจึงได้เสียงที่เปลี่ยนไป แต่ผมมีความเห็นที่แตกต่างกันคือการอัพเกรดลำโพงกับชุดที่มีอยู่แล้วนี้ ไม่ใช่การอัพเกรดเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น แต่เป้นการเปลี่ยนแปลงแนวทางของเสียงจากชุดเดิมต่างหาก

ลำโพงมีความสำคัญมากสำหรับการเลือกซื้อชุดเครื่องเสียงของมือใหม่ เพราะการเลือกลำโพงที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้เล่น ก็จะทำให้เราไม่มีความสุขกับเสียงที่ได้ยิน เพราะบุคลิกของลำโพงมีผลมหาศาลในเรื่องรสนิยมต่อการฟัง เช่นถ้าคุณชอบฟังเพลงร็อค แต่คุณกลับไปซื้อลำโพงที่ไม่ค่อยมีเสียงเบส เครื่องเสียงของคุณก็อาจจะตอบสนองความต้องการนี้ไม่ได้ หรือถ้าคุณชอบฟังเพลงป๊อปหวาน ๆ คุณเลือกลำโพงที่ขับเสียงเบสเยอะ ๆ ต่อให้ใช้ลำโพงราคาแพง เสียงที่คุณต้องการก็ไม่เกิด

ส่วนใหญ่ผู้ผลิตลำโพงจะมีเทคนิคในการทำลำโพงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ วงจรตัดความถี่ การสร้างตู้ การบุภายใน ล้วนแล้วแต่ให้บุคลิกที่แตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละเทคนิคก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ออกแบบ ว่าเน้นรับใช้คนกลุ่มไหนบ้าง

สำหรับผม ผมจะแนะนำให้มือใหม่ในการเล่นเครื่องเสียง เลือกซื้อลำโพงเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะซื้อแอมป์หรือเครื่องเล่นที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียง เพราะลำโพงจะแสดงบุคลิกที่ชัดเจนและแน่นอนที่สุดออกมา โดยเฉพาะแนวเสียงที่เป็นรสนิยมที่คุณชอบ เมื่อเราเลือกลำโพงได้แล้ว ค่อยหาแอมป์มาจับคู่กับลำโพง ซึ่งจะง่ายกว่าซื้อแอมป์ก่อนแล้วค่อยซื้อลำโพง เพราะบางครั้งลำโพงที่มีค่าความไวต่ำ เรายังพอหาแอมป์ที่มีกำลังขับสูง ๆ มาขับได้ แต่ถ้าเราซื้อแอมป์มาก่อน แอมป์ตัวนั้นมีกำลังขับ 50 วัตต์ ลำโพงที่เราต้องการจะจำกัดตัวเลือกลงไปมาก เท่ากับว่าเราจะเลือกได้เฉพาะลำโพงที่มีค่าความไวที่ค่อนไปทางสูง ซึ่งเราอาจจะหาลำโพงเสียงที่เราถูกใจไม่ได้เลย

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพงที่มือใหม่ต้องทำความเข้าใจว่าก่อนที่จะซื้อทุกครั้ง

1.FREQUENCY RESPONSE: ค่าความกว้างในการตอบสนองความถี่เสียง ลำโพงในปัจจุบันมักเน้นค่านี้กันมาก โดยให้มีความกว้างของการตอบสนองคามถี่ทุกย่านเสียง

2.Recommended Amplifier Power: คำแนะนำกำลังขับของแอมป์ที่ให้ผลดีที่สุดกับลำโพง เช่นบางเจ้าจะแนะนำว่าควรจะใช้แอมป์ที่มีกำลังขับระหว่าง 20-80 วัตต์เป็นต้น ผู้ซื้อจะสามารถหาแอมป์ที่มีกำลังขับตามเสปคนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแอมป์จะขับลำโพงนั้น ๆ ไม่ออกได้

3.SENSITIVITY: ผู้ผลิตบางรายอาจจะไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องกำลังขับต่ำสุดหรือสูงสุดมา แต่ค่าความไวของลำโพงจะทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าลำโพงตัวนี้บริโภควัตต์แค่ไหน เช่น ลำโพง A มีค่าความไวที่ 87 db ต่อเมตร หมายความว่าลำโพง A อาจจะต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับไม่ต่ำกว่า 50-100 วัตต์นั่นเอง ส่วนลำโพง B มีค่าความไวที่ 90 db ต่อเมตร แสดงว่ามีค่าความไวค่อนข้างสูง ผู้เล่นสามารถใช้แอมป์หลอดกำลังขับสัก 10-20 วัตต์มาเล่นก็ขับลำโพงชนิดนี้ได้

4.IMPEDANCE: ค่าความต้านทานของลำโพง ลำโพงส่วนใหญ่จะมีค่าความทานที่ 4 ohms , 6 ohms และ 8 ohms

ลำโพงแบบนี้ได้แนวเสียงคล้ายเวทีคอนเสิร์ต

ลำโพงแบบนี้ได้แนวเสียงคล้ายเวทีคอนเสิร์ต

ค่าสำคัญที่ต้องทราบก็มีคร่าว ๆ ก็มีประมาณนี้ครับ ส่วนค่าอื่น ๆ เช่นลำโพงมีขนาดเท่าไหร่ ลำโพงรุ่นนี้เป็นแบบสองทางหรือสามทาง เป็นแบบไบไวร์ หรือซิงเกิลไวร์ ทวีตเตอร์ทำจากวัสดุอะไรคงต้องศึกษากันเองนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ที่ผู้เล่นต้องศึกษาก็คือสี่ตัวที่ว่านี้ เมื่อได้ค่าของลำโพงนี้แล้ว เราจึงสามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องเล่นแอมป์แบบไหนอย่างไร ซึ่งเราจะเลือกซื้อแอมป์ได้อย่างลงตัว

สำหรับคนที่หลงใหลแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ ๆ อาจจะเป็นกลุ่มคนที่หาลำโพงคอมเมอร์เชียลเล่นยากที่สุด เพราะในปัจจุบันผู้ผลิตหันไปผลิตลำโพงประเภทดูหนังกันมากขึ้น ซึ่งบางครั้งทำให้คนชอบเสียงจากแอมป์หลอดต้องขวนขวายหาลำโพงที่มีค่าความไวสูงมาใช้ได้ยาก บางครั้งหาได้ แต่เสียงก็ไม่ถูกใจก็มีเยอะ ครั้นจะหาซื้อลำโพงที่มีความไวระดับ 95-100 db อาจจะต้องเจอราคาลำโพงมหาโหดก็เป็นได้ ซึ่งจุดนี้มีสองทางเลือกครับ ทางเลือกแรกคือหาแอมป์หลอดที่เป็นแบบพุชพูล ซึ่งให้กำลังขับได้มากตั้งแต่ 30-60 วัตต์ (กำลังแอมป์หลอดมากกว่าแอมป์โซลิตสเตจ) เท่านี้ก็มีความสุขกับลำโพงเสียงถูกใจกับแอมป์หลอดได้แล้ว ทว่าบางคนไม่ชอบแอมป์แบบพุชพูล ชอบแอมป์ซิงเกิลเอนด์ ที่มีกำลังขับน้อย ๆ ถึงจุดนี้นักเล่นอาจจะต้องเลือกที่สร้างลำโพงความไวสูงขึ้นมาฟังเองเสียแล้ว ดังนั้นทางเลือกที่สองนี้อาจจะดูหนักหนา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงหลอดที่ชอบความนุ่มของเสียงแล้ว แอมป์กำลังขับน้อย ๆ คือสวรรค์ดี ๆ นี่เอง ฉบับหน้าผมจะพาท่านไปทำลำโพงสำหรับใช้กับแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ ๆ นะครับ และท่านจะได้สัมผัสแอมป์ที่มีกำลังขับเพียงสองสามวัตต์ ว่ามีเสียงเป็นอย่างไร กับลำโพงความไวสูงที่ลงทุนได้ในราคาไม่แพง

ลำโพงคือจุดเริ่มต้นของการเล่นเครื่องเสียง

ลำโพงคือจุดเริ่มต้นของการเล่นเครื่องเสียง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers