Info

Posts from the Vinyl Lover Category

โดย June Soh/Thaksina Khaikaew | Washington/Washington / voa thai
จากมติชนออนไลน์

สำหรับคุณผู้ฟังหลายๆคน การเล่นแผ่นเสียงไวนิลพาความทรงจำของคุณย้อนยุคไปสมัยยังเป็นวัยรุ่นยุคซิกตี้ เซเว่นตี้ ตอนนั้นเพลงแนวร็อคแอนด์โรลกำลังดังเป็นพลุ

สมัยโน้น แฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ราชาเพลงร็อคเอลวิส เพรสลี่ หรือวงสี่เต่าทองของอังกฤษที่โด่งดังคับฟ้าต้องมีเครื่องเล่นจานเสียงที่เรียกกันว่า turntable เอาไว้เปิดฟัง

แผ่นเสียงไวนิลกับเครื่องเล่นจานเสียงกลายเป็นอดีตไปนานหลายปีแล้วตั้งแต่เทคโนโลยีด้านนี้เข้าสู่โลกดิจิตอล ปัจจุบันเรามีแผ่นซีดีและเครื่องเล่นออดิโอแบบเอ็มพีทรีเข้ามาแทนที่ แผ่นเสียงไวนิลกลายเป็นของหายาก บริษัทก็เลิกผลิตทั้งแผ่นและเครื่องเล่นไปนานแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้ แผ่นเสียงไวนิลเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันที่ชอบของเก่าเก็บอย่างเเจ็ค โลเว่นสไตน์ หนุมน้อยวัยสิบสี่ปี เขาเป็นลูกค้าร้าน Crooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซีเพราะชอบแผ่นเสียงไวนิลเป็นชีวิตและชอบซื้อแผ่นเสียงไวนิลมากกว่าแผ่นเสียงซีดี

ไม่เฉพาะหนุ่มน้อยคนนี้ที่หลงไหลในแผ่นเสียงไวนิล ซาร่า กริฟฟิธ อายุสิบเก้าปีก็คลั่งไคล้แผ่นเสียงเก่าจนจะกลายเป็นนักสะสมไปแล้ว เธอบอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเดี๋ยวนี้เธอเริ่มซื้อแผ่นเสียงไวนิลที่เป็นเพลงแนวพังค์มากขึ้นเพราะชอบ

สำหรับนักสะสมแผ่นเสียงรุ่นใหม่อย่าง”โจนาทัน โอลดมิกซัน “อายุสามสิบต้นๆ แผ่นเสียงไวนิลไม่ใช่แค่เท่ห์เท่านั้นแต่น่าสะสม เขาบอกว่าปกติเขาไม่ค่อยคลั่งไคล้อะไรแต่ยอมรับว่าพอเจอแผ่นเสียงไวนิลแล้ววางไม่ค่อยลงเพราะมันมีเสน่ห์แรงดึงดูดใจเหลือหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของตัวแผ่นเสียงหรือรูปภาพบนซองแผ่นเสียงก็สวยแล้วคุณภาพของเพลงก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

ในอเมริกาขณะนี้ธุรกิจขายแผ่นเสียงไวนิลกำลังมาแรงแม้ว่ายอดขายในอเมริกายังต่ำเมื่อเทียบกับยอดขายของซีดีเพลงหรือเอ็มพีทรี ปีที่แล้วมีคนซื้อแผ่นเสียงไวนิลถึงสามล้านแผ่นในอเมริกา โตขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับยอดขายช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนโน้น

บิล ดัลลี่ เจ้าของร้านCrooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซี บอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเมื่อห้าปีที่แล้วร้านเริ่มนำแผ่นเสียงไวนิลเพลงใหม่ๆออกมาวางขายพร้อมกับแถมแผ่นการ์ดดาวโหลด เอ็มพีทรีให้ลูกค้าด้วย ตั้งแต่นั้นมายอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขณะนี้ยอดขายอยู่ที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นของยอดขายทั้งหมดของร้าน นอกจากนี้ยอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลทางออนไลน์ของร้านก็เพิ่มขึ้นด้วย

บิล ดัลลี่ บอกว่า เขาส่งแผ่นเสียงไวนิลให้ลูกค้าทั่วโลกเกือบทุกวัน เขาคิดว่าน่าจะมีลูกค้าไปทั่วโลกแล้วเพราะไม่ใช่ทุกมุมโลกจะมีร้านขายแผ่นเสียง

ตอนนี้เราไปที่รัฐเวอร์จิเนีย ใกล้ๆกับกรุงวอชิงตันดีซี บริษัทFurnace MFG เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี ตอนนี้เปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นแผ่นเสียงไวนิลเป็นหลัก   อีริก เอสเตอร์ ผู้นำบริษัทบอกว่าการเร่งผลิตแผ่นเสียงไวนิลให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเป็นงานที่ท้าทายมาก

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าไม่มีใครผลิตเครื่องอัดแผ่นเสียงไวนิลมาเกือบหลายสิบปีแล้ว พวกเขาต้องไปเสาะหาว่ายังมีเครื่องมือการผลิตอะไรหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งหายากเต็มทน เขาจึงหันไปจ้างโรงงานผลิตในเยอรมันกับฮอลแลนด์ทำการอัดเสียงลงแผ่นไวนิลให้ แล้วส่งกลับมาเเพ็คที่บริษัทFurnace ในรัฐเวอร์จีเนียก่อนส่งไปขายให้ลูกค้าต่อไป ตอนนี้บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพลงไวนิลได้มากกว่าสองล้านแผ่นต่อปี

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าแผ่นเสียงที่ได้รับการอัดเสียงอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบจะมีคุณภาพเสียงดีมีมากกว่าเสียงที่อัดแบบดิจอตอล เพราะว่าเสียงบนแผ่นไวนิลไม่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมือนกับเทคนิคที่ให้ในการอัดเสียงลงแผ่นซีดีหรือการอัดเสียงรูปแบบดิจิตอล

ผู้ผลิตเพลงแผ่นเสียงไวนิลชาวอเมริกันคนนี้บอกว่าเขารับประกันว่าคนจะหันกลับมาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลกันมากขึ้นเพราะเวลาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลแล้วไม่อยากกลับไปฟังซีดีเลย

หัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง (Phono Cartridges)
โดย นิวัต พุทธประสาท

ท่านผู้อ่านเคยแปลกใจไหมครับว่าแผ่นเสียงกับหัวเข็มทำงานเกี่ยวเนื่องกันอย่างไรถึงได้กำเนิดเสียงขึ้นมาได้ มันยิ่งน่าสนใจเมื่อท่านลองเงี่ยหูลงไปฟังเสียงขณะที่หัวเข็มวิ่งบนร่องแผ่นเสียง ท่านจะได้ยินเสียงดนตรีดังแว่ว ๆ มาจากร่องแผ่นเสียง นี่แหละครับคือความมหัศจรรย์ของแผ่นเสียง-เครื่องเล่นแผ่นเสียง-ต้นกำเนิดเสียงในแบบอนาล็อค หูของมนุษย์ไม่สามารถแปรไฟล์เพลงดิจิตอลออกมาเป็นเสียงเพลงได้ เพราะไฟล์เพลงดิจิตอลเก็บข้อมูลด้วยฐานข้อมูลในแบบ 0-1-0-1 (ลองนึกถึงเสียงในการส่งแฟกซ์ทางโทรศัพท์) ถ้าจะฟังเพลงจากระบบดิติจอล ยังไงก็ต้องมีตัวแปลงรหัสข้อมูลเพื่อทำให้เป็นสัญญาณอนาล็อค ดังนั้นเสียงที่ได้ยินจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงไม่มีวันที่จะเหมือนกับเสียงจากเครื่องเล่นซีดีอย่างแน่นอน แม้ทุกวันนี้ระบบดิจิตอลพัฒนาไปไกลมาก และสามารถทำให้เสียงใกล้เคียงธรรมชาติ ทว่าก็ทำได้เพียงใกล้เคียงเท่านั้น

แผ่นเสียงมีเสียงได้อย่างไร

ในการบันทึกเสียงในแบบ Direct Record วงดนตรีเล่นเพลงในห้องบันทึกเสียง ไมโครโฟนมีหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงของวงดนตรีเป็นคลื่นไฟฟ้า จากนั้นคลื่นไฟฟ้าถูกนำไปขยายกลายเป็นความถี่ ความถี่นี้จะทำให้ปลายเข็มของเครื่องตัดแผ่นเสียงสั่นตามความถี่ ปลายเข็มนี้ก็จะเซาะแม่พิมพ์ให้กลายเป็นร่อง จากนั้นนำแม่พิมพ์ที่ได้ไปปั๊มเป็นแผ่นเสียง การกัดร่องแม่พิมพ์แผ่นเสียงอาจจะไม่ต้องใช้วิธี Direct Record ก็ได้ แต่สามารถใช้เทปรีลที่บันทึกเสียงไปทำต้นฉบับ หรือในปัจจุบันนำไฟล์ดิจิตอลไปทำแม่พิมพ์แผ่นเสียงได้เช่นกัน

หลักการทำงานหัวเข็มเครื่องเล่นแผ่นเสียง

1.หัวเข็มแบบ MM (Moving Magnet)

หัวเข็มแบบ MM หัวเข็มจะมีแท่งแม่เหล็กขนาดเล็กติดอยู่ที่ก้านปลายเข็ม (Contilever) ซึ่งจะเคลื่อนที่อยู่ระหว่างขดลวดสองชุด เมื่อปลายเข็มวิ่งไปบนร่องแผ่นเสียงจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า หัวเข็มแบบ MMเป็นหัวเข็มที่นิยมเล่นกันมาก เพราะมีอยู่ในหลายระดับราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทจนถึงระดับหลายพันบาท เหตุที่หัวเข็มแบบ MM เป็นที่นิยมก็เพราะว่าหัวเข็มแบบนี้สามารถสร้างสัญญาณเสียงขาออก (Output) ซึ่งแรงพอเพียงที่จะขยายสัญญาณผ่านโฟโนปรีแอมป์ (Phono Preamp) ส่วนใหญ่ระดับ Output ของหัวเข็ม MM จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 mV และจากโฟโนปรีแอมป์เข้าไปยังแอมป์ก็จะได้สัญญาณที่มีความใกล้เคียงกับแหล่งสัญญาณฟร้อนต์เอ็นด์ (Front End) อื่น ๆ จึงไม่ก่อปัญหาในภาคขยายหัวเข็มเมื่อนำมาเล่นกับแอมป์ทั่วไป

ผู้ผลิตบางรายได้พัฒนาหัวเข็มโดยใช้ของเหลวประเภท Permalloy ที่มีความลื่นไหลสูงเคลื่อนที่อยู่ในสนามแม่เหล็ก วิธีนี้ทำให้แก้ปัญหาในเรื่องการลดแรงสั่นสะเทือนได้ดี

แสดงกายภาพหัวเข็มยี่ห้อ Audio-Technica ในแบบ Dual Magnet ซึ่งเป็นหัวเข็มแบบ MM


2.
หัวเข็มแบบ MC (Moving Coil)

หัวเข็มแบบ MC หลักการออกแบบ ตรงกันข้ามกับหัวเข็มแบบMM หัวเข็มแบบ MC จะใช้ขดลวด (Coil) ติดกับก้านปลายเข็ม (Cantilever) ก้านปลายเข็มนี้จะทำงานอยู่ระหว่างแท่งแม่เหล็ก กระแสไฟฟ้าจะเกิดขึ้นเมื่อปลายเข็มวิ่งไปบนร่องแผ่นเสียง การออกแบบจะต้องไม่ทำให้ขดลวดมีมวลมากเกินไปจนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การพันขดลวดจึงจำกัดจำนวนรอบ เมื่อจำกัดจำนวนรอบก็ทำให้แรง Output ที่ได้ค่อนข้างต่ำ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวเข็มแบบ MC กำเนิดกระแสได้น้อยมากเมื่อเทียบกับหัวเข็มแบบ MM ขณะเดียวกันหัวเข็มแบบ MC มีค่าความต้านทาน (Resistance) ที่ต่ำเพียง 40 โอห์ม หรือต่ำกว่านั้น แต่ข้อดีของหัวเข็ม MCในด้านเสียงดีกว่ากว่าหัวเข็ม MM เกือบทุกทาง ตั้งแต่รายละเอียดของดนตรี ซึ่งมีความไหลลื่นต่อเนื่องมากกว่า แจกแจงรายละเอียดของแผ่นเสียงได้ดีกว่า

มีนักเล่นแผ่นเสียงเคยตั้งคำถามว่าทำไมคนออกแบบหัวเข็มไม่ออกแบบให้หัวเข็มแบบ MC มีเอาท์พุตที่สูงขึ้น (แต่กระนั้นหัวเข็มแบบ MC Low Output นิยมในหมู่นักเล่นประเภทไฮเอ็นด์อยู่ดี) เป็นเพราะว่า ผู้ออกแบบหัวเข็มมีความเชื่อกันว่า ไม่ควรจะให้มีการขยายสัญญาณในระดับแรกสุด (First Stage) มากเกินไป เพราะถ้าออกแบบหัวเข็มออกมาไม่ดีพอ จะทำให้เกิดการเพี้ยนของสัญญาณ ความเพี้ยนที่เกิดจากสัญญาณที่มีระดับการขยายสัญญาณมาก ๆ เมื่อสัญญาณจากหัวเข็มถูกส่งผ่านไปยังภาคขยายหัวเข็ม หรือโฟโนสเตต จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเพี้ยนที่เกิดขึ้นได้เลย เป็นเพราะว่าความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นในขั้นตอนกาารขยายหัวเข็มก็เป็นเหมือนดีเอ็นเอที่ติดไปกับสัญญาณอย่างถาวร

โดยปกติหัวเข็มแบบ MC จะมีน้ำหนักตัวมากกว่าหัวเข็ม MM หากจะเล่นหัวเข็มแบบ MC โทนอาร์ม ควรจะเป็นโทนอาร์มแบบ Medium Mass หรือ High Mass (โทนอาร์มที่มีมวลหนัก) เพราะจะช่วยให้หัวเข็มเกาะร่องแผ่นเสียงได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงค่าต้านทานขาเข้า จะต้อง Match กับ โฟโนปรีแอมป์ (ค่าต้านทานขาเข้าควรจะมากกว่าค่าความต้านทานของหัวเข็มอย่างน้อยสองเท่าครึ่ง)

ปัจจุบันมีผู้ผลิตหัวเข็ม MC High Output และได้รับความนิยมกันมากในหมู่นักเล่น แม้ว่าสัญญาณขาออกจะไม่สูงเท่าหัวเข็ม MM แต่ก็พอเพียงที่จะขยายสัญญาณผ่านโฟโนปรีแอมป์ได้

แสดงวิธีการทำงานของหัวเข็มแบบ MC

 

3.หัวเข็มแบบ MI (Moving Iron)

หัวเข็มแบบ MI ปัจจุบันมีใช้อยู่ไม่กี่ยี่ห้ออันได้แก่ Grado, B&O เป็นต้น หัวเข็มแบบ MI ออกแบบมาให้แม่เหล็กและขดลวดอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว แต่แท่งเหล็กที่มีความบริสุทธิ์สูงซึ่งเสียบอยู่กับปลายเข็มเป็นตัวเคลื่อนที่แทน ข้อดีของหัวเข็มแบบMI ก็คือทำให้กลไกภายในมีการเคลื่อนไหวที่น้อยมาก กระนั้นหัวเข็มแบบ MIยังสามารถให้กระแสสัญญาณขาออกสูงกว่าหัวเข็มแบบอื่น เพราะสามารถออกแบบแม่เหล็กและขดลวดที่มีขนาดใหญ่ได้ ที่สำคัญปลายเข็มมีความยืดหยุ่นสูง เกาะร่องแผ่นเสียงได้ดี ขณะเดียวกันหัวเข็มต้องการน้ำหนักกดน้อย

เมื่อเราทราบว่าหัวเข็มทั้งสามชนิดมีวิธีการสร้างความถี่และไฟฟ้าอย่างไรแล้ว เรามากลไกของหัวเข็มกันว่ามันทำงานกันอย่างไร ปลายเข็ม (Stylus) จะทำหน้าที่คล้ายกับไมโครโฟน ซึ่งเคลื่อนผ่านไปตามร่องแผ่นเสียงที่มีความตื้นลึกอันแตกต่างกัน ร่องเหล่านั้นทำให้ก่อเกิดคลื่นความถี่ที่ปลายเข็ม จนได้สัญญาณที่เบาบางมาก หัวเข็มทำหน้าที่แปรคลื่นความถี่เบาบางให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยขดลวดทองแดงที่ติดอยู่บนก้านเข็มเคลื่อนที่ไปมาตัดกับสนามแม่เหล็กที่แผ่ออกมา ตรงนี้เองที่หัวเข็มจะได้สัญญาณไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งผ่านสายไปยังโฟโนปรีแอมป์

หากต้องการให้หัวเข็มสามารถสร้างสัญญาณที่แรง ๆ ก็ต้องเพิ่มขดลวดให้มีรอบมากขึ้น ใหญ่ขึ้น แต่กระนั้นการสร้างให้หัวเข็มที่ใหญ่ขึ้นก็ต้องตามมาด้วยน้ำหนักตัวเพิ่มเป็นเงาตามตัว หากหัวเข็มมีน้ำหนักมาก ตัวถ่วงหัวเข็มก็ต้องใหญ่ขึ้น ไม่เช่นนั้นน้ำหนักหัวที่กดลงบนร่องแผ่นเสียงอาจจะทำให้เกิดอาการเพี้ยนของสัญญาณสูงตามขึ้นไปด้วย ซึ่งปัญหานี้ก็จะลามไปถึงตัวแท่นก็จะมีอาการสั่นมากขึ้นอีกเช่นกัน ดังนั้นผู้ออกแบบจึงไม่นิยมสร้างหัวเข็มให้มีสัญญาณแรงขึ้นด้วยการทำให้มีน้ำหนักที่มากเกินไป เพราะแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา ทว่ากลับเป็นการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้น

กายภาพหัวเข็มแบบ MI ของยี่ห้อ Grado

แล้วหัวเข็มที่มีเอาท์พุตต่ำจะทำอย่างไร

ภาคขยายหัวเข็ม (Phono Stage หรือ Phono Preamp) จะต้องออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ขยายสัญญาณเสียงจากหัวเข็มได้ผิดเพี้ยนน้อยที่สุด อย่างที่ทราบก็คือในท้องตลาดมีผู้ผลิตภาพขยายหัวเข็ม MC Low Output ออกมาจำนวนมาก ขณะเดียวกันระดับราคาของภาคขยายหัวเข็มแบบ MC ก็มีราคาที่ผู้เล่นต้องตัดสินใจแล้วตัดสินใจอีกว่าจะเล่นกับมันดีหรือไม่ หรือใช้หัวเข็ม MM หรือ MC High Output ไปก่อน

ปลายเข็มในแบบต่าง ๆ

 

ความแตกต่างของปลายเข็ม

ปลายเข็ม (Stylus) คือส่วนสำคัญอีกชิ้นส่วนหนึ่งของหัวเข้มเล่นแผ่นเสียง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอันดับต้น ๆ ก็ว่าได้ เพราะตัวปลายเข็มเป็นตัวที่จะเซาะไปตามร่องแผ่นเสียงเพื่อสร้างความถี่ ท่านผู้อ่านคงเคยทราบมาแล้วว่าปลายเข็มนี้บางเจ้าใช้เพชรเป็นวัศดุในการทำปลายเข็ม สำหรับปลายเข็มนั้นก็มีรูปแบบของมันถึงสี่รูปแบบ อันได้แก่ MicroLine, Linear Contact, Elliptical, Conical (ดูรูปที่ 4)

ปลายเข็มทั้งสี่แบบมีหน้าที่ต่างกันอย่าง MicroLine เอาไว้ทำสำเนาแผ่นต้นฉบับแผ่นเสียง Linear Contact หัวเข็มจะมีลักษณะตั้งฉากตรง หัวเข็มแบบนี้มีความละเอียดอ่อนสูงต่อเสียง

Elliptical (รูปทรงไข่) จะเป็นปลายเข็มแบบที่นิยมกันมาก ปลายเข็มทั้งสองข้างจะมีขนาดไม่เท่ากัน โดยด้านหนึ่งจะมีขนาดที่กว้างกว่า ด้านที่กว้างกว่าจะช่วยในการทำให้เข็มบังคับอยู่กลางร่องแผ่นเสียง ส่วนด้านที่เล็กกว่าช่วยในการเกาะไปตามร่องได้ดี และปลายเข็มแบบ Elliptical มีหลายขนาดเช่นกัน ขนาดที่นิยมกันมีอยู่สามขนาดคือ 0.2X0.7 mil, 0.3X0.7 mil และ 0.4X0.7 mil ทั้งนี้ขนาดแรกจะให้เสียงและการเพาะร่องแผ่นเสียงได้ดีกว่า

Conical (รูปทรงกรวย) ปลายเข็มชนิดนี้เป็นที่นิยมในอดีต หรือหัวเข็มรุ่นเก่า ๆ หัวเข็มชนิดนี้มีรูปทรงกรวยมันจึงเกาะร่องเสียงได้ไม่ดี ทำให้ถ่ายทอดเสียงย่านเสียงสูงได้ไม่ดีนัก แต่กระนั้นก็มีราคาที่ถูกกว่าปลายเข็มชนิดอื่น

ลักษณะปลายเข็มแบบ Elliptical (ภาพบน) ขณะเซาะไปตามร่องแผ่นเสียง ส่วนภาพด้านล่าว แสดงลักษณะการเกาะร่องแผ่นเสียงของหัวเข็มแบบ MicroLine

 

เรื่องราวของหัวเข็มสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง เป็นแค่จุดเริ่มต้นสำหรับคนรักการเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นเสียงเป็นสิ่งมหัศจรรย์กว่าฟร้อนต์เอนด์อื่น ๆ ตรงที่ผู้เล่นสามารถ Tweak เครื่องได้เองด้วยการปรับแต่งส่วนต่าง ๆ ความสนุกของการเล่นแผ่นเสียง จึงมากกว่าการฟังเพลงธรรมดาจากเครื่องเล่นซีดี เพราะถ้าเราจะปรับแต่งเครื่องเล่นซีดี เราต้องมีความรู้ทางไฟฟ้าพอสมควรจึงจะเล่นกับมันได้อย่างสนุก

บทความนี้คงช่วยกระตุ้นต่อมของท่านผ้อ่าน เพื่อเปิดทางเข้าไปสู่โลกเสียงอนาล็อคได้บ้าง

ผมขอเริ่มที่ง่าย ๆ ก่อนนะครับ ผมเริ่มฟังเพลงจริงจังตอนเรียนมัธยมต้น-ปลาย จากนั้นก็ฟังมาตลอด ตอนเป็นเด็กนักเรียน เพลงส่วนใหญ่ที่มีปัญญาซื้อก็จะเป็นเทปพีค็อก เป็นส่วนใหญ่ จะมีบางยี่ห้อบ้างเช่นโฟร์แทรคบางชุด ช่วงมัธยมปลายเทปยี่ห้อ 501 ออกมาอย่างต่อเนื่องเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงโพเกรสซีฟที่หาฟังยาก รวมถึงบูตเล็ก ช่วงนี้ผมเริ่มอยากสะสมแผ่นเสียงครับ ซื้อเครื่องเล่นของ SABA มาใช้ฟัง ส่วนแผ่นก็ซื้อหาจากคลองถมในราคาไม่กี่บาท แต่พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ยากจนมากครับ แทบไม่เหลือเงินไปซื้อเทปหรือแผ่นใดเลย แล้วตอนนี้แผ่นซีดีก็เริ่มทยอยผลิตกันออกมาแล้ว

ผมมาเริ่มฟังเพลงอย่างจริงจังอีกครั้งตอนทำงาน พอเริ่มมีเงินจากการทำงาน ช่วงนี้ผมทยอยซื้อแผ่นซีดีอาทิตย์หนึ่งก็หลายตังค์เหมือนกัน จวบกระทั่งวิกฤติเศรษฐกิจปี 41-42 กลับมาจนเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วงก่อนหน้านั้นผมชอบฟังเพลงแนว Alternative Rock วงโปรดของผมก็คือวง Manic Street Preachers ซึ่งเป็นวงร็อคแบบ โพสต์พังค์ จากเกาะอังกฤษ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1986 มีสมาชิกเริ่มต้นมีด้วยกันสี่คนคือ James Dean Bradfield (vocals, guitars), Nicky Wire (bass, occasional vocals) and Sean Moore (drums, backing vocals, occasional trumpet) และ Richey Edwards (กีตาร์และแต่งเพลง) ซึ่งต่อมาปี 1995 เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างว่าเขาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำ ไม่มีใครพบศพของเขา เมื่อไม่มีการพบศพเขาจึงเป็นผู้สูญหาย

ผมสะสมแผ่นซีดีของ MSP ทุกชุด รวมถึงแผ่นซิงเกิลเท่าที่จะหาได้ หลังจากเริ่มกลับมาเล่นเครื่องเสียงอีกครั้ง หลังวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป ผมเริ่มเล่นแอมป์หลอด และสะสมแผ่นเสียงในเวลานั้น วงที่ผมยังติดตามคือ MSP โดยผมเริ่มเก็บงานของวงนี้เป็นแผ่นเสียง และออกตามหาแผ่นซิงเกิลที่เป็นแผ่นเสียงด้วย

เมื่อวานผมหยิบแผ่นซิงเกิลขนาด 10 นิ้วแผ่นนี้ออกมาฟังอีกครั้ง

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นซิงเกิลในชุด THe Holy Bible ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ริชชี่ยังอยู่กับวง สิ่งที่พิเศษสุด ๆ สำหรับแผ่นซิงเกิลแผ่นนี้ก็คือ มีเพลงจากอัลบัมหนึ่งเพลงคือเพลง Revol และมีเพลง Too Cold Here ซึ่งว่ากันว่าทางวงแต่งขึ้นขณะมาทัวร์เอเชีย รวมถึงเมืองไทยของเราด้วย และเพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบัมปกติ

Too Cold Here เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก เนื้อหากินใจ เล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ฟังแล้วเหงาอย่างจับจิต เป็นเพลงที่อยู่ในลิสต์ 100 เพลงที่ผมชอบตลอดกาลเลยทีเดียว

Too Cold Here Lyrics:
Manic Street Preachers

Born in burial gowns, recessing slowly
You soon wish you couldn’t see at all
Tortured in the mind, six voices alone
Futile gestures, emotionless groans
Everyone asks what’s wrong, but what’s right?
And a cute lie makes everything uptight
To kill your dream before it’s considered
To live in silence, airless closet, no vision

It’s easier to make love to a stranger
than to ask a friend to call
Suspicion knows nothing and
is known for not much at all,
much at all

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls to lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade to cover your eyes

Self pity yourself is so shallow
I am so sick in mind and body, heart cold as stone
Whisky my coral, my piece of mind
Hello Mr. Samsung you can’t clean my soul
Wake up sighing, mass for the bleeding
Never share sadness mine no man prays painless
Coalescing mine are hidden rooms,
Cannot give anything and never could

Prison it’s only four walls but sometimes
The mind is the smallest prison of all,
Offering there upon offering
As a ball with a touch feels
Through its fall, through its fall.

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls
To lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade
To cover your eyes

ในหน้า B ของซิงเกิล มีเพลง You Love Us จากอัลบัมแรก

และที่น่าสนใจคือเพลงสุดท้าย life becoming a landslide จากอัลบัมชุดที่สองแต่เป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงคอนเสิร์ต ที่ MBK Hall ตอนที่วงมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ผมก็ไปชมด้วย

แนวทางแรกของการสะสมแผ่นเสียงของผมก็คือ

เริ่มจากวงที่เรารัก และเก็บมันจนเป็น Collection ครับ

ปล.ทางวงกำลังมีผลงานชุดใหม่คือ Postcard from a youngman ซึ่งเป็นอีกชุดที่เพราะมาก ๆ

Bomroya indy music

บอมโรยาเป็นศิลปินอินดี้ชาวเกาหลี เธอทำงานศิลปะผ่านสื่อหลายรูปแบบ ภาพวาด จิตกรรม หนังสือ ภาพประกอบนิยาย และเธอยัเขียนเพลงและเล่นดนตรี

อัลับม Cactus Crackers เป็นดนตรีที่เธอทำขึ้น บทเพลงไพเราะทั้งสิบเพลงผมได้ฟังแล้วชื่นชอบต่องานสร้างสรรค์ แม้ผมไม่รู้ภาษาเกาหลี แต่จากน้ำเสียงในบทเพลงก็บอกุึงเรื่องราวของเพลงได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่ดนตรีนั้นมีภาษาเฉพาะ แม้เราฟังเนื้อไม่ออก ทว่าดนตรีและอารมณ์ของเพลงยังคงนำเราไปสู่ความเข้าใจได้โดยง่าย

ผมคงอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มากนักนอกจากท่านผู้อ่านจะได้ฟังกันเอง ผมจึงขออนุญาติแชร์เพลงของเธอเป็นจำนวนสามเพลง เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้สึกทางดนตรี

Bomroya: Cactus Crackers

1.Plump sex janggok

2.Mr.Flamingo

3.Buleunkkot Cats

ทดสอบ Phono Preamp 12ax7

โดยนิวัต พุทธประสาท

หนังสือ Electronics Handbook ฉบับที่ 148 เมื่อเดือนธันวาคม 2551 ได้ลงบทความการสร้าง Phono Preamp หลอดเอาไว้ ซึ่งในบทความดังกล่าวของกองบรรณาธิการ EH ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วละครับ แต่วาระนี้ผมขอนำกลับมาฉายซ้ำ แต่ไม่ได้ฉายซ้ำในรูปแบบเดิม แต่เป็นการทดสอบการเล่นจากการใช้งานจริง การปรับแต่ง รวมถึงการทดสอบแนวเสียงที่ Phono Preamp ตัวนี้แสดงออกมาด้วย ในฐานะที่เป็นคนชอบฟัง ชอบจับโน่นจับนี่มาเล่น ภาษาคนมือซนอยู่ไม่สุข แม้ว่าบทความจะลงมาร่วมปีแล้วก็ตาม แต่ Phono Preamp เป็นหนึ่งในชุดเครื่องเสียงที่ไม่มีวันเชย หรือตายไปได้เลย โดยเฉพาะคนรักแผ่นเสียง ผู้คล่งไคล้เสียงในแบบอนาล็อคแท้ ๆ

Phono Preamp 12ax7

โฟโนปรีแอมป์ตัวนี้เป็นโฟโนปรีแอมป์หลอด โดยใช้หลอดเบอร์ 12ax7 จำนวนสามหลอด โดยแบ่งการทำงานของวงจรออกเป็น 3 สเตจ โดยสองสเตจแรกทำหน้าที่เป็นวงจรปรีแอมป์ขยายสัญญาณจากหัวเข็ม ส่วนสเตจที่สามเป็นวงจรบัฟเฟอร์ การออกแบบนี้ถือเป็นความชาญฉลาดเป็นอย่างมาก เพราะจะได้สัญญาณเอาท์พุตที่มีความแรงพอเพียงต่อการนำสัญญาณไปขยายในภาคอินทิเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ผ่านพาวเวอร์แอมป์ โดยยังรักษาความมีเสถียรภาพในการทำงานเอาไว้โดยไม่มีผลต่อการต่อสายสัญญาณที่ยาวเกินไป ที่สำคัญสัญญาณที่มาจากหัวเข็มนั้นจะมีระดับเบา ดังนั้นการออกแบบโฟโนปรีแอมป์จะต้องเข้าใจการทำงานของหัวเข็มเป็นอย่างดี โฟโนปรีแอมป์ 12ax7 ตัวนี้ใช้ได้กับหัวเข็มในแบบ Moving Magnet หรือหัวเข็มแบบ Moving Coil Hight Output หัวเข็ม MC Hight หัวเข็มแบบนี้มีสัญญาณแรงประมาณ 1.6-2.5 mV ซึ่งเพียงพอต่อการขยายผ่านโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้

ตอนที่เครื่องส่งมาให้ทดสอบ ยังอยู่ในห่อพลาสติกซีลอย่างดี แสดงว่ามันไม่เคยผ่านการใช้งาน ผมแกะพลาสติกออกสำรวจภายนอกแล้วการประกอบเครื่องภายนอกนั้นแข็งแรงดีมาก มีเพียงจุดเดียวคือตรงหัว RCA หรือหัวสายสัญญาณมีคราบออกไซด์จับอยู่ แสดงว่าเก็บไว้นานจนออกซิเจนทำปฏิกิริยากับทองแดง ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าห่วงครับเพียงแต่ใช้น้ำยาเช็ดคราบออกไซด์ออกก็กลับมาเงางามเหมือนเดิม

หลังจากสำรวจภายนอกเรียบร้อยแล้ว ผมจึงเปิดฝาเครื่องออก เพื่อดูว่าด้านในลงอุปกรณ์เอาไว้อย่างไรบ้าง เมื่อเปิดฝาเครื่องพบว่าอุปกรณ์ได้รับการเรียงมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย รีซีสเตอร์น่าจะเป็นรีซีสเตอร์รอยัลค่าผิดพลาด 1% ซึ่งใช้ทั่วไปในเครื่องเสียง ส่วนภาคจ่ายไฟคาปาซิเตอร์ก็อยู่ในมาตรฐาน และในส่วนคาปาซิเตอร์คลัปปิ้งใช้ WIMA แบบ MPK ซึ่งเครื่องไฮเอนด์ทั้งหลายของไทยเทศก็นิยมใช้ สายสัญญาณขาเข้าออกเดินสายอย่างเรียบร้อย หม้อแปลงเป็นแบบเทอร์รอยด์ลูกใหญ่พอสมควร IEC หรือปลั๊กไฟเข้าใช้แบบที่มีตัวกรองไฟ ซึ่งจุดนี้มีข้อดีคือช่วยกรองไฟให้เดินราบเรียบ แต่ข้อเสียก็คือถ้าบ้านไม่มีระบบกราวด์ที่ถูกต้องอาจจะมีอาการจี่เกิดขึ้นที่ตัวกรองไฟได้ แล้วถ้าใช้เครื่องไปนาน ๆ เจ้าเครื่องกรองไฟตัวนี้อาจจะเสื่อมคุณภาพลงได้ (แต่ส่วนใหญ่อาจจะเบื่อเสียงก่อนคุณภาพเสื่อมอีกนั่นแหละครับ) มีเพียงจุดเดียวที่ผมไม่ค่อยชอบก็คือเจ้า RCA หรือปลั๊กเสียบสายสัญญาณตัวล่างมันชิดกับหม้อแปลงเทอร์รอย ถ้าสามารถขยับหม้อแปลงออกมาได้หน่อยหนึ่งจะสวยงามมาก แต่ก็ไม่มีผลต่อการใช้งานครับ เป็นเพียงจุดเล็กที่แก้ไขได้

ภายในเครื่องจัดวางอุปกรณ์เรียบร้อย

ส่วนหลอดที่ให้มากับเครื่องเป็นหลอด 12ax7b ของจีนแดง อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยพร้อมใช้งาน ว่ากันว่าหลอดจีนแดงเสียงก็ไม่เลวร้ายอะไร เพียงแต่อายุการใช้งานอาจจะสั้นกว่าหลอดยุโรป แต่สำหรับหลอด 12ax7 นั้นต่อให้เปิดใช้งานตลอดวันตลอดคืนกว่าหลอดจะเสื่อสภาพก็ใช้เวลานานหลายปี อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นคือเราอาจจะเบื่อเสียงของมันก่อนที่มันจะพัง

เริ่มต้นใช้งาน-เบิร์นอิน

เริ่มต้นใช้งานโดยการต่อสายสัญญาณมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง สำหรับโทนอาร์มของเรก้าจะไม่มีสายดิน เพราะตัวสายดินเชื่อมต่อลงไปในสายกราวด์ของการาวด์สายสัญญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องต่อสายกราวด์ไปยังตัวโฟโนปรีแอมป์อีก (เพราะถ้าต่อลงไปจะทำให้กราวด์ลูปได้ ผลคือเสียงจี่ดังนั่นเอง) แต่สำหรับโทนอาร์มอื่น ๆ จะมีตัวสายกราวด์ก็ให้ต่อสายกราวด์ลงที่กราวด์ของโฟโนปรีแอมป์ จากนั้นก็เสียบสายสัญญาณขาออกไปยังอินทิเกรตแอมป์ หรือปรีแอมป์ กรณีซิสเต็มของผมใช้สายสัญญาณต่อไปยังปรีแอมป์ แล้วจากปรีแอมป์ไปยังพาวเวอร์แอมป์

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าเครื่องเสียงโดยเฉพาะแอมป์หลอด การเบิร์นอินในระยะเวลาที่เหมาะสมจึงจะทำให้การทำงานของเครื่องพร้อมใช้งาน ซึ่งโดยมากอาจจะต้องใช้ระยะเวลาเบิร์นอินประมาณ 50-100 ชั่วโมง บางท่านอาจจะรู้สึกว่าทำไมการฟังเพลงมันยุ่งยากอย่างนั้น แต่ผมคิดว่านี่คือหนึ่งในความสนุกของการเล่นเครื่องเสียงเลยละครับ เพราะในช่วงระยะเวลายี่สิบชั่วโมงแรกของการฟังนั้นเราจะเห็นพัฒนาการของเครื่องเดินไปสู่จุดที่นิ่งที่สุดของศักยภาพเครื่องเสียงที่เราใช้

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาดหมาย เมื่อผมเสียบปลั๊กไฟเข้าไป เปิดสวิสซ์ไฟ ดวงไฟ LED สีฟ้าส่องสว่างที่ด้านหน้าตัวเครื่อง หลอดทั้งสามหลอดค่อย ๆ สุกสว่างอย่างช้า ๆ จากนั้นรอให้ไฟเดินทั่ววงจรประมาณสองสามนาทีจึงค่อย ๆ วางหัวเข็มลงบนแผ่นเสียง ก่อนวางหัวเข็มลงบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง ผมใช้หูทาบที่ลำโพงทั้งสองข้างปรากฏว่าไม่มีเสียงจี่เสียงรบกวนแต่อย่างใด ถือว่าเงียบสงัดเป็นอย่างมาก ถ้าเปรียบเทียบโฟโนปรีแอมป์หลอดอื่น ๆ ที่ผมเคยสัมผัสและใช้งานมา ตัวนี้มีความเงียบสงัดสูงที่สุด ในเริ่มแรกเมื่อฟังเพลงจากแผ่นที่คุ้นเคยผมพบว่าโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้ดีกว่าที่ผมคาดเอาไว้มาก (อาจเป็นเพราะไม่ได้คาดหวัง จึงพบว่ามีของดีอยู่ตรงหน้านี่เอง) แต่เมื่อตั้งใจฟังอย่างจริงพบว่าเสียงของมันออกจะเจิดจ้าเป็นอย่างมาก เสียงกลางพุ่งไปข้างหน้า เมื่อเร่งโวลุ่มดังขึ้นก็พบว่าฟังไปนาน ๆ มีสิทธิ์หูล้า อาการแบบนี้เป็นเพราะเครื่องเพิ่งจะเปิดการใช้งาน สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือเบิร์นมันไปเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา ไม่สามารถเร่งให้มันเข้าที่เข้าทางด้วยวิธีอื่น

หลังเบิร์นอิน-ปรับแต่งโดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการรื้อเครื่อง-ทดสอบอย่างจริงจัง

ผมใช้เวลาเบิร์นอินโฟโนปรีแอมป์ประมาณ 50 ชั่วโมง ก็พบว่าเสียงเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะเสียงกลางที่แผดจ้านั้นเริ่มจะอยู่ในร่องในรอย แต่ยังมีอยู่บ้างสำหรับบางแผ่นที่บันทึกมาไม่ค่อยดี กระนั้นการเปิดฟังนานชั่วโมงมากขึ้นก็ทำให้พบว่ายังต้องเบิร์นต่อเพื่อให้ได้เสียงที่นิ่งที่สุดจนกว่าจะครบหนึ่งร้อยชั่วโมง (ทำไมต้อง 100 ชั่วโมง ผมคิดว่าเวลานั้นมาถึง เราก็จะลืมไปแล้วว่าเราใช้ไปนานขนาดไหน)

แอมป์หลอดเป็นเครื่องเสียงที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งก็คือ มันสามารถปรับแต่งได้โดยไม่ต้องรื้อเครื่อง ด้วยการเปลี่ยนหลอดยี่ห้อต่าง ๆ ใส่เข้าไป หลังจากฟังหลอดจีนที่ติดมากับเครื่องแล้ว พบคิดว่าถ้าเปลี่ยนหลอดเป็นอเมริกันบ้างก็น่าจะช่วยให้เสียงที่เจิดจ้าลดลงได้บ้าง ผมมีหลอดเบอร์ 12ax7 ยี่ห้อ GE, Sylvania, ซึ่งผลิตในอเมริกา จึงลองเปลี่ยนหลอดจีนแดงออกมา แล้วใส่หลอด GE เข้าไปแทน ต้องบอกว่าการเปลี่ยนหลอดช่วยลดเสียงที่เจิดจ้าลงได้มากครับ เป็นอันว่าหลอดจีนแม้จะมีเสียงที่โดดเด่นก็จริง แต่ในเรื่องความนุ่มนวลแล้วยังสู้หลอดยุโรปอเมริกาไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าแอมป์ของท่านผู้อ่านเสียงออกทุ้ม หลอดจีนอาจจะแมตชิ่งก็ได้นะครับ อันนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นหลักตายตัว

ด้านหลังเครื่อง

แต่เท่านั้นยังไม่พอ ผมยังมีหลอด 5751 ซึ่งเป็นหลอดที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ 12ax7 ทุกประการยกเว้นแรงดันต่ำกว่าหน่อยหนึ่ง แต่สามารถเสียบแทนกันได้ หลอดเบอร์ 5751 ส่วนใหญ่เป็นหลอดเกรดทหาร มีผลิตอยู่สองสามยี่ห้อ ที่ผมมีอยู่ในมือคือ GE กับ Sylvania จากการทดสอบผมชอบเสียงของ Sylvania มากกว่า

เมื่อเปลี่ยนหลอดเป็น 5751 Sylvania ทั้งสามหลอดแล้ว ถึงเวลาทดลองฟังอย่างจริงเสียทีครับ

แผ่นเสียงแผ่นแรกที่ผมนำมาใช้ทดสอบเสียงทุกครั้งเพื่อเช็คว่าเสียงเป็นอย่างไรก็คือ แผ่น Sonny Rollins ชุด Way Out Westซึ่งเป็นแผ่นเพลงแจ๊สในแบบทรีโอ เครื่องดนตรี 3 ชิ้น ประกอบไปด้วยแซกโซโฟน เบส และกลอง ในการทดสอบครั้งนี้ผมฟังเสียงแซกโซโฟนจากอัลบัมนี้ เสียงแซกโซโฟนเล่นโดยซันนี่ โรลลิง จะมีลักษณะหนาและใหญ่ โดยปกติแผ่นชุดนี้จะให้เสียงกลางจนถึงกลางทุ้มที่ยอดเยี่ยม ซึ่งโฟโนปรีแอมป์ตัวนี้ให้เสียงกลางทุ้มได้ครบถ้วนเสียงที่ได้มีน้ำหนัก เหมือนเสียงแซกฯ ของซันนี่มาเล่นตรงหน้า ขณะเดียวกันเสียงดับเบิ้ลเบส ก็มีน้ำหนักหนาใหญ่แต่ผ่อนคลายกว่า เป็นเสียงดับเบิ้ลเบสจริง ๆ แม้ว่าเสียงเบสจะไม่ลงลึกมากเท่าไหร่แต่ปรีโฟโนตัวนี้ก็ทำออกมาได้ดี อาจเป็นเพราะหัวเข็มที่ผมใช้เป็นแบบ MC Hight ส่วนเสียงกลองและเสียงฉาบนั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านไปได้อย่างสบาย

แผ่นเสียงแผ่นที่อสงที่ผมนำมาใช้ทดสอบ ผมลองแผ่นโฟร์คร็อคอมตะ Neil Young ชุด Harvest ซึ่งเป็นแผ่นที่ผลิตในอเมริกาประมาณปี 1975 ซึ่งเป็นธรรมดาไม่ใช่แผ่น Audiophile แต่ประการใด ในแทรคแรกเพลง Out on the Weekend ไม่ผิดหวังครับ เสียงกลองกระเดื่องในเพลงนี้กระหึ่มลึกจนน่าทึ่ง เสียงของนีล ยังในวัยหนุ่มสะกดให้ต้องฟังอย่างมีเสน่ห์ ตามด้วย Harvest เพลงเด่นในอัลบัมเสียงPedal stell guitar คมชัดสมราคากับการเป็นโฟโนหลอด ส่วนเพลงเด่น Heart of Gold ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เสียงของแผ่นเสียงทำได้ดีกว่าแผ่นซีดีหลายเท่า

ส่วนแผ่นสุดท้าย ผมลองกับแผ่นเพลงคลาสสิกหลาย ๆ แผ่นปรากฏว่าเสียงที่ได้มีลักษณะวงที่ใหญ่ ให้รายละเอียดของเสียงเพลงได้ดี

เกินคาดหมายมากครับสำหรับโฟโนปรีแอมป์ตัวเล็ก ๆ ตัวนี้ หรือเป็นเพราะว่าผมไม่ได้คาดหมายกับมันมากเท่าที่ควร จึงไม่มีแรงกดดันในการฟัง สิ่งที่ผมคิดเอาไว้ก็คือโฟโนตัวนี้ยังสามารถรีดเร้นคุณภาพของมันออกมาได้อีกสักยี่สิบเปอร์เซ็นต์ อย่างแรกก็คือมันยังสามารถหาอุปกรณ์ภายนอกมาเสริม อย่างเช่นวางเครื่องบนทิปโท สายสัญญาณที่นำมาเสียบมีผลต่อเสียงทั้งขาเข้าขาออก ฟิวส์ สายไฟ ประการที่สองปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในบางตัวอย่างเช่น ซีคัปปลิ้งค่าต่าง ๆ (0.01 µF, 0.1 µF และ 0.47 µF) ซึ่งผมคิดว่าถ้าได้ซีคัปปลิ้งคุณภาพเยี่ยม น้ำเสียงของมันจะเปลี่ยนไปในทางที่อบอุ่นขึ้น อย่างที่สองเปลี่ยนสายเดินสัยญาณภายในใหม่ และสุดท้ายเปลี่ยนขั้วสัญญาณ

สรุปผลการทดสอบ จุดเด่นของโฟโนตัวนี้ก็คือเสียงที่มีรายละเอียดที่ดีในระดับที่คุ้มค่าราคา แม้จะไม่ได้เสียงหยุมหยิมของเสียงแหลม ทว่าเสียงกลางของมันโดดเด่นเป็นพิเศษ ถ้าเทียบกับโฟโนตัวอื่น ในราคาระดับนี้ต้องบอกว่ามันคือโฟโนในระดับเริ่มต้นที่มีคุณภาพเต็มแก้ว ซึ่งคุณจะถพอใจใช้มันไปได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ หรือหาเครื่องที่แพงกว่านี้มาใช้

จุดด้อย นั้นไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ผมขอติตรงที่ไฟ LED สีฟ้ามันสว่างไปหน่อย ยิ่งเวลาดับไฟฟังเพลงยิ่งแยงตา (ผมต้องเอากระดาษไปบังไม่ให้แสงจ้าเกินไป อีกข้อก็คือเสียงที่คมบาดหูก่อนเบิร์นอาจจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีความเป็นหลอดเสียเท่าไหร่ แต่หลังจากเบิร์นแล้วเสียงคมบาดนั้นดีขึ้นเป็นลำดับ และการปรับแต่งเล็กน้อยด้วยหลอดที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงจุดสำคัญต่าง ๆ ก็จะช่วยให้มันนุ่มนวลชวนฟังจนคุณไม่สามารถลืมมันได้


ชุดอ้างอิงในการทดสอบ

Source

รุ่น

ปรีแอมป์หลอด

TS Audio: TS68 (Tubes 6922)

พาวเวอร์แอมป์หลอด

TS Audio: KB211 (Tubes 211, 2a3, 6sl7)

ลำโพง

Vienna Acoustic รุ่น Mozart

เครื่องเล่นแผ่นเสียง

Origin Live: Aurora MK2

โทนอาร์ม

OL1 (OEM by Rega: Rega RB201)

หัวเข็ม

Benz Micro: MC20E2: Output 2 mV

Phono Stage

PASS DIY Pearl Phono

เครื่องเล่นซีดี

NAD 525BEE

สายสัญญาณ

Cardas: Crosslink

Merrex Kable: Silver 1

Merrex Kable: Copper 1

สายลำโพง

Cardas: Twinlink

สายไฟ AC

AV Bestbuy: Twister