ปิดท้ายด้วยใจระทึกพลัน (ตอนที่ 2)
โดย นิวัต พุทธประสาท
มีเริ่มย่อมมีจบ เทศกาลดนตรีแจ๊ส TIJC เดินทางมาถึงวันสุดท้าย วันนี้ผมมาถึงงานช้าอีกตามเคยเพราะรถแท็กซี่ที่เรียกมาจากหมู่บ้านเสียเวลาหาบ้านอยุ่นาน เมื่อไปถึงสวนพฤษาดุริยางค์ ทางวงมหิดลแจ๊สออร์เคสตราก็บรรเลงจบลงพอดี ผมจึงเดินเตร็ดเตร่ในบริงานเพื่อหาที่นั่ง วันนี้คนเยอะกว่าเมื่อวานรวมถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงนักเขียนก็ให้ความสนใจมาชมกันหลายคนตั้งแต่อนันต์ ลือประดิษฐ์ นักเขียนคอลัมน์เพลงแจ๊สที่มีผลงานวิจารณ์เพลงแจ๊สอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสื่อมวลชนทางแจ๊สคนสำคัญ จากนั้นก็พบกับโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารหนังสือ GM ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน นักแปล พบคุณเอกจากกอง บก.ดิฉัน และยังพบกับพี่โอ๋ สิเหร่ กูรูเพลงแจ๊สอีกคนที่เลือกมาชมงานในวันนี้
ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องในบทความเมื่อปีก่อนจะเป็นจริง คือให้มีการแสดงเพลงร้องในงาน TIJC ด้วย ไม่รู้เป็นความพ้องพานอย่างบังเอิญหรือทางผู้จัดเข้ามาอ่านไม่อาจรู้ แต่การมีเพลงร้องในเทศกาลนับว่าเป็นสีสันที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง ถ้าปีหน้ายังหาใครไม่ได้ การเชิญ Cherryl Hayes มาอีกครั้งก็ไม่เสียหายนะครับ
การแสดงของ Cherryl Hayes ในค่ำคืนนี้ถือว่าวิเศษที่สุด เธอมีเสียงกว้างถึง 3.5 อ๊อกเทฟ ทำให้การร้องของเธอเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงาม การตีความดนตรีของเธอก็ทำได้น่าทึ่งไม่แพ้กัน เธอสามารถเลียนเสียงเครื่องดนตรี และยังเอนเตอร์เทนผู้ฟังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเพลง Round Midnight และเพลง Caravan ซึ่งสะกดผู้ฟังให้อยู่ในพวังค์เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าวิเศษมากอีกประการหนึ่งก้คือ นักดนตรีสมทบผสมระหว่างวงของ อ.รังสิตกับมหิดล อันประกอบไปด้วย อ.ณภัสต์ (กลอง) และ ธีรวัฒน์ (เบส) อ.จากม.รังสิต เล่นร่วมกับอ.คม วงษ์สวัสดิ์ เล่นเปียโน (เมื่ออยู่วง The Pomelo Town เขาเล่นกลอง) เมื่อสองวงมาผสมกันและเล่นแบ๊คอัพให้กับเชอร์ริล เฮย์ กลับทำให้ดนตรีที่พวกเขาเล่นมีความสด มีความแจ่มใส กระชับและมีแพตเทิร์นที่ผ่อนคลายมากกว่าเล่นกับวงของตัวเอง ผมแปลกใจกับเสียงที่ได้มาก ว่าทำไมมันแตกต่างจริงๆ โดยเฉพาะความกระตือรือร้นของเสียงดนตรีแม้จะไม่เนี้ยบเท่ากับวงของตัวเอง แต่ดนตรีแจ๊สนั้นแข่งกับความสดใหม่ของเสียงมากกว่า
ส่วนเสียงของเชอร์รีล เฮย์ นั้นไม่ต้องบรรยายครับ เธอร้องได้อย่างไพเราะ น่าทึ่ง จนทำให้ผมหลับตานึกถึงนักร้องแจ๊สผิวสีอย่างซาราห์ วอห์น, เอลลา, บิลลี่ ฮอลิเดย์ ซึ่งเสียงของเฮย์ เธอแทบไม่ต้องเค้นเสียงเหมือนที่นักร้องทั่วไปชอบทำกัน เสียงที่ออกมาจากตัวเธอเป็นธรรมชาติมาก จนบางครั้งผมคิดว่าการร้องเพลงแจ๊สคงต้องยกให้กับสาวผิวสี และค้อมหัวคาราวะอย่างไม่มีข้อสงสัย
จบการแสดงของเชอร์รีล เฮย์ด้วยความชื่นมื่น ต่อกันด้วยวงเจ้าภาพอย่าง The Pomelo Town ซึ่งหลายคนต้องยกความสร้างสรรค์ของวง เพราะทุกครั้งจะมาแสดงด้วยบทประพันธ์ใหม่ๆ เสมอ วง The Pomelo Town ประกอบไปด้วยกฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ (แซกโซโฟน) ดริน พันธุมโกมล (เปียโน) นพดล ถิรธาราดล (เบส) และ คม วงษ์สวัสดิ์ (กลอง) ในงานแสดงครั้งนี้ก็เช่นกันครับ ทางวงเล่นเพลงใหม่ทุกเพลง ทีมเวิร์คของ เดอะโพเมโลทาวน์ ทำได้อย่างสอดประสานกัน ซึ่งผมคิดว่าวงแจ๊สของไทยฝีมือทัดเทียมกับวงจากต่างประเทศ ถ้าเพิ่มเติมรสหวานและความพ๊อพเข้าไปนิดผมคิดว่าฝีมือระดับนี้จะยิ่งก้าวหน้าในอนาคต
จบจากวง The Pomelo Town ก็มาถึงไฮไลต์ของงานนี้ นั่นคือวง Benny Green Trio นักเปียโนที่เปี่ยมด้วยความสามารถ เบ็นนี่ กรีน เกิดที่นิวยอร์ค ในปี 1963 แต่มาเติบโตที่เบิร์คลีย์ แคลิฟอร์เนีย เขาเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุ 7 ขวบ ในสายดนตรีคลาสสิก ทว่าอิทธิพลของพ่อซึ่งเป็นนักเทเนอร์แซกโซโฟน จึงสนใจเล่นเพลงแจ๊สในเวลาต่อมา
เมื่อเติบใหญ่ร่วมเล่นกับวงแจ๊สจำนวนมากเช่นวง บ็อบบี้ วัตสัน, เบ็ตตี้ คาร์เตอร์ ในชช่วงปี 1993-1997 ต่อมาจึงร่วมกับวง Tha Jazz Messengers ของ อาร์ต เบลคกีย์ ก่อนจะได้ร่วมงานกับยอดตำนานมือทรัมเป็ตอย่าง เฟร็ดดี้ ฮับบาร์ต
สำหรับเบ็นนี่ กรีนแล้ว เขาเป็นนักเปียโนสายแจ๊สคนแรกที่ได้รับรางวัลเกลน กูลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จากสภาเมืองดตรอนโต ในปี 1993 ต่อมาเขาร่วมกับวงเรย์ บราวน์ ตำนานเบสแจ๊สคนหนึ่งของโลก จนกระทั่ง 1997 เขาเริ่มตั้งวงทรีโอของเขาขึ้นมาซึ่งมีผลงานบันทึกเสียงจากหลายสังกัดรวมถึงบลูโน๊ตเร็คคอร์ด
ก่อนการแสดงของเบนนี่ กรีนจะเริ่มขึ้นต้องเสียเวลาไปเล็กน้อยด้วยการตั้งสายเปียโนอีกครั้ง เพราะในวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว และเปียโนกลางแจ้งผ่านการเล่นมาตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงดึกเช่นนี้ย่อมต้องทำงานหนัก เมื่อวงจะเริ่มเล่น มีสายฝนบางๆ ค่อยๆ หล่นร่วงลงมา ผมถึงกับใจแป้วด้วยใจระทึก คือถ้าฝนตกลงมาในเวลานี้ต้องถือว่าเป็นอันจบกัน ผมเคยดูคอนเสิร์ตท่ามกลางสายฝนมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่สวนพฤษาดุริยางค์ ซึ่งพื้นเป็นหญ้า คงแปรสภาพไม่ต่างไปจากวู๊ดสต๊อคในวันที่ฝนตกเป็นแน่ (ฮา)
แต่เหมือนอะไรดลใจทำให้ฝอยฝนนั้นหยุดลง และการแสดงบนเวทีก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น มีเพียงครั้งเดียวเมื่อเบนนี่ กรีนบรรเลงเพลงแรกจบ เขาหายเข้าไปหลังเวที ทำให้ผมงงว่าเกิดอะไรขึ้น หนุ่มน้อยคนนั้นกำลังทำอะไร เปียโนเสียงเพี้ยนหรือ แต่เปล่าครับ เขาหายไปเพื่อไปจดคำพูดว่า “คอบคุงคับ” มาอ่านให้ผู้ฟังฟังนั่นเอง (ฮา2)
มาพูดถึงลีลาการแสดงของเบนนี่กรีนกันครับ ต้องบอกว่าศิลปินระดับโลกนั้นใส่ใจทุกรายละเอียด เขาขึ้นมาเล่นบนเวทีด้วยเสื้อสูธสีเทาเข้มที่ดูเรียบร้อยทว่าสวมใส่สบาย ซึ่งผมคิดว่าแม้เป็นนักเปียโน ไม่ได้แอคชั่นอะไรมากทว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าได้ชมการแสดง ลีลาเปียโนของเขาก็เด็ดมากทั้งปฏิพานดนตรี ฝีมือ เทคนิค รวมถึงอารมณ์ด้นสดที่เปี่ยมคุณภาพ เขาเลืกเล่นเพลงที่ไม่ยาวมากนัก และมีเพลงแต่งใหม่ซึ่งแต่งขึ้นระหว่างที่เขาเวิร์คช็อป เพลงนี้เล่นครั้งแรกที่เวทีแห่งนี้ มีชื่อเพลงว่า Golden Flamingo มันเป็นเพลงที่มีเมโลดี้ไพเราะทำให้ผมนึกถึงลีลาเพลงของคีธ จาเร็ตต์ขึ้นมานิดๆ
การแสดงวันนี้จบลงด้วยความสุขสุดยอด เบนนี่ กรีนเล่นได้ดี จนทำให้ผมหลงใหลฝีมือเปียโนของเขา งานจบลงอย่างเรียบง่าย ผู้ชมทยอยกันกลับ สนามหญ้ากลับสู่ความว่างเปล่า ไฟสนามดับลง บนเวทีค่อยทยอยกันเก็บเครื่องไฟ
จากวันนี้ ผมภาวนาให้ปีหน้ามาถึงเร็วขึ้น เพื่อจะได้ชมเทศกาลแจ๊ส TIJC อีกครั้ง
This slideshow requires JavaScript.


























