Info

Posts from the Beauty is a Rare Thing Category

ปิดท้ายด้วยใจระทึกพลัน (ตอนที่ 2)

โดย นิวัต พุทธประสาท

มีเริ่มย่อมมีจบ เทศกาลดนตรีแจ๊ส TIJC เดินทางมาถึงวันสุดท้าย วันนี้ผมมาถึงงานช้าอีกตามเคยเพราะรถแท็กซี่ที่เรียกมาจากหมู่บ้านเสียเวลาหาบ้านอยุ่นาน เมื่อไปถึงสวนพฤษาดุริยางค์ ทางวงมหิดลแจ๊สออร์เคสตราก็บรรเลงจบลงพอดี ผมจึงเดินเตร็ดเตร่ในบริงานเพื่อหาที่นั่ง วันนี้คนเยอะกว่าเมื่อวานรวมถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงนักเขียนก็ให้ความสนใจมาชมกันหลายคนตั้งแต่อนันต์ ลือประดิษฐ์ นักเขียนคอลัมน์เพลงแจ๊สที่มีผลงานวิจารณ์เพลงแจ๊สอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสื่อมวลชนทางแจ๊สคนสำคัญ จากนั้นก็พบกับโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารหนังสือ GM ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน นักแปล พบคุณเอกจากกอง บก.ดิฉัน และยังพบกับพี่โอ๋ สิเหร่ กูรูเพลงแจ๊สอีกคนที่เลือกมาชมงานในวันนี้

ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องในบทความเมื่อปีก่อนจะเป็นจริง คือให้มีการแสดงเพลงร้องในงาน TIJC ด้วย ไม่รู้เป็นความพ้องพานอย่างบังเอิญหรือทางผู้จัดเข้ามาอ่านไม่อาจรู้ แต่การมีเพลงร้องในเทศกาลนับว่าเป็นสีสันที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง ถ้าปีหน้ายังหาใครไม่ได้ การเชิญ Cherryl Hayes มาอีกครั้งก็ไม่เสียหายนะครับ

การแสดงของ Cherryl Hayes ในค่ำคืนนี้ถือว่าวิเศษที่สุด เธอมีเสียงกว้างถึง 3.5 อ๊อกเทฟ ทำให้การร้องของเธอเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงาม การตีความดนตรีของเธอก็ทำได้น่าทึ่งไม่แพ้กัน เธอสามารถเลียนเสียงเครื่องดนตรี และยังเอนเตอร์เทนผู้ฟังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเพลง Round Midnight และเพลง Caravan ซึ่งสะกดผู้ฟังให้อยู่ในพวังค์เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าวิเศษมากอีกประการหนึ่งก้คือ นักดนตรีสมทบผสมระหว่างวงของ อ.รังสิตกับมหิดล อันประกอบไปด้วย อ.ณภัสต์ (กลอง) และ ธีรวัฒน์ (เบส) อ.จากม.รังสิต เล่นร่วมกับอ.คม วงษ์สวัสดิ์ เล่นเปียโน (เมื่ออยู่วง The Pomelo Town เขาเล่นกลอง) เมื่อสองวงมาผสมกันและเล่นแบ๊คอัพให้กับเชอร์ริล เฮย์ กลับทำให้ดนตรีที่พวกเขาเล่นมีความสด มีความแจ่มใส กระชับและมีแพตเทิร์นที่ผ่อนคลายมากกว่าเล่นกับวงของตัวเอง ผมแปลกใจกับเสียงที่ได้มาก ว่าทำไมมันแตกต่างจริงๆ โดยเฉพาะความกระตือรือร้นของเสียงดนตรีแม้จะไม่เนี้ยบเท่ากับวงของตัวเอง แต่ดนตรีแจ๊สนั้นแข่งกับความสดใหม่ของเสียงมากกว่า

ส่วนเสียงของเชอร์รีล เฮย์ นั้นไม่ต้องบรรยายครับ เธอร้องได้อย่างไพเราะ น่าทึ่ง จนทำให้ผมหลับตานึกถึงนักร้องแจ๊สผิวสีอย่างซาราห์ วอห์น, เอลลา, บิลลี่ ฮอลิเดย์ ซึ่งเสียงของเฮย์ เธอแทบไม่ต้องเค้นเสียงเหมือนที่นักร้องทั่วไปชอบทำกัน เสียงที่ออกมาจากตัวเธอเป็นธรรมชาติมาก จนบางครั้งผมคิดว่าการร้องเพลงแจ๊สคงต้องยกให้กับสาวผิวสี และค้อมหัวคาราวะอย่างไม่มีข้อสงสัย

จบการแสดงของเชอร์รีล เฮย์ด้วยความชื่นมื่น ต่อกันด้วยวงเจ้าภาพอย่าง The Pomelo Town ซึ่งหลายคนต้องยกความสร้างสรรค์ของวง เพราะทุกครั้งจะมาแสดงด้วยบทประพันธ์ใหม่ๆ เสมอ วง The Pomelo Town ประกอบไปด้วยกฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ (แซกโซโฟน) ดริน พันธุมโกมล (เปียโน) นพดล ถิรธาราดล (เบส) และ คม วงษ์สวัสดิ์ (กลอง) ในงานแสดงครั้งนี้ก็เช่นกันครับ ทางวงเล่นเพลงใหม่ทุกเพลง ทีมเวิร์คของ เดอะโพเมโลทาวน์ ทำได้อย่างสอดประสานกัน ซึ่งผมคิดว่าวงแจ๊สของไทยฝีมือทัดเทียมกับวงจากต่างประเทศ ถ้าเพิ่มเติมรสหวานและความพ๊อพเข้าไปนิดผมคิดว่าฝีมือระดับนี้จะยิ่งก้าวหน้าในอนาคต

จบจากวง The Pomelo Town ก็มาถึงไฮไลต์ของงานนี้ นั่นคือวง Benny Green Trio นักเปียโนที่เปี่ยมด้วยความสามารถ เบ็นนี่ กรีน เกิดที่นิวยอร์ค ในปี 1963 แต่มาเติบโตที่เบิร์คลีย์ แคลิฟอร์เนีย เขาเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุ 7 ขวบ ในสายดนตรีคลาสสิก ทว่าอิทธิพลของพ่อซึ่งเป็นนักเทเนอร์แซกโซโฟน จึงสนใจเล่นเพลงแจ๊สในเวลาต่อมา

เมื่อเติบใหญ่ร่วมเล่นกับวงแจ๊สจำนวนมากเช่นวง บ็อบบี้ วัตสัน, เบ็ตตี้ คาร์เตอร์ ในชช่วงปี 1993-1997 ต่อมาจึงร่วมกับวง Tha Jazz Messengers ของ อาร์ต เบลคกีย์ ก่อนจะได้ร่วมงานกับยอดตำนานมือทรัมเป็ตอย่าง เฟร็ดดี้ ฮับบาร์ต

สำหรับเบ็นนี่ กรีนแล้ว เขาเป็นนักเปียโนสายแจ๊สคนแรกที่ได้รับรางวัลเกลน กูลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จากสภาเมืองดตรอนโต ในปี 1993 ต่อมาเขาร่วมกับวงเรย์ บราวน์ ตำนานเบสแจ๊สคนหนึ่งของโลก จนกระทั่ง 1997 เขาเริ่มตั้งวงทรีโอของเขาขึ้นมาซึ่งมีผลงานบันทึกเสียงจากหลายสังกัดรวมถึงบลูโน๊ตเร็คคอร์ด

ก่อนการแสดงของเบนนี่ กรีนจะเริ่มขึ้นต้องเสียเวลาไปเล็กน้อยด้วยการตั้งสายเปียโนอีกครั้ง เพราะในวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว และเปียโนกลางแจ้งผ่านการเล่นมาตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงดึกเช่นนี้ย่อมต้องทำงานหนัก เมื่อวงจะเริ่มเล่น มีสายฝนบางๆ ค่อยๆ หล่นร่วงลงมา ผมถึงกับใจแป้วด้วยใจระทึก คือถ้าฝนตกลงมาในเวลานี้ต้องถือว่าเป็นอันจบกัน ผมเคยดูคอนเสิร์ตท่ามกลางสายฝนมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่สวนพฤษาดุริยางค์ ซึ่งพื้นเป็นหญ้า คงแปรสภาพไม่ต่างไปจากวู๊ดสต๊อคในวันที่ฝนตกเป็นแน่ (ฮา)

แต่เหมือนอะไรดลใจทำให้ฝอยฝนนั้นหยุดลง และการแสดงบนเวทีก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น มีเพียงครั้งเดียวเมื่อเบนนี่ กรีนบรรเลงเพลงแรกจบ เขาหายเข้าไปหลังเวที ทำให้ผมงงว่าเกิดอะไรขึ้น หนุ่มน้อยคนนั้นกำลังทำอะไร เปียโนเสียงเพี้ยนหรือ แต่เปล่าครับ เขาหายไปเพื่อไปจดคำพูดว่า “คอบคุงคับ” มาอ่านให้ผู้ฟังฟังนั่นเอง (ฮา2)

มาพูดถึงลีลาการแสดงของเบนนี่กรีนกันครับ ต้องบอกว่าศิลปินระดับโลกนั้นใส่ใจทุกรายละเอียด เขาขึ้นมาเล่นบนเวทีด้วยเสื้อสูธสีเทาเข้มที่ดูเรียบร้อยทว่าสวมใส่สบาย ซึ่งผมคิดว่าแม้เป็นนักเปียโน ไม่ได้แอคชั่นอะไรมากทว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าได้ชมการแสดง ลีลาเปียโนของเขาก็เด็ดมากทั้งปฏิพานดนตรี ฝีมือ เทคนิค รวมถึงอารมณ์ด้นสดที่เปี่ยมคุณภาพ เขาเลืกเล่นเพลงที่ไม่ยาวมากนัก และมีเพลงแต่งใหม่ซึ่งแต่งขึ้นระหว่างที่เขาเวิร์คช็อป เพลงนี้เล่นครั้งแรกที่เวทีแห่งนี้ มีชื่อเพลงว่า Golden Flamingo มันเป็นเพลงที่มีเมโลดี้ไพเราะทำให้ผมนึกถึงลีลาเพลงของคีธ จาเร็ตต์ขึ้นมานิดๆ

การแสดงวันนี้จบลงด้วยความสุขสุดยอด เบนนี่ กรีนเล่นได้ดี จนทำให้ผมหลงใหลฝีมือเปียโนของเขา งานจบลงอย่างเรียบง่าย ผู้ชมทยอยกันกลับ สนามหญ้ากลับสู่ความว่างเปล่า ไฟสนามดับลง บนเวทีค่อยทยอยกันเก็บเครื่องไฟ

จากวันนี้ ผมภาวนาให้ปีหน้ามาถึงเร็วขึ้น เพื่อจะได้ชมเทศกาลแจ๊ส TIJC อีกครั้ง

 

This slideshow requires JavaScript.

Mozart Concerto For Two Pianos / Concerto For Three Pianos / Piano Quartet

New York Philharmonic

โดย นิวัต พุทธประสาท

Bernstien Century

ชื่อเสียงของโมสาร์ทเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักฟังเพลงคลาสสิกเท่านั้น ทว่าชื่อของคีตกวีท่านนี้เป็นที่รู้จักขอนคนทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าเขาและเธอจะเคยฟัง หรือไม่เคยฟังมาก่อน ไม่ว่าจะรู้จักชีวิตคีตกวีนามนี้มากน้อยเพียงไรหรือไม่…ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความมีชื่อเสียงของโมสาร์ทคือตัวแทนของความ “อมตะ” ไม่มีวันสูญหาย ไม่มีวันถูกฉีกทำลาย มีบุคคลไม่มากนักที่จะอยู่ในฐานะแบบนี้ และโมสาร์ทเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมคนอมตะของโลกโดยมิต้องสงสัย

เมื่อใดก็ตามที่ผมหยิบงานของโมสาร์ทกลับมาฟัง ผมมักจะมีคำถามขึ้นในใจเสมอ ความสำเร็จของวิวัลดี บาค แฮนเดิล แผ้วถางทางเอาไว้ประหนึ่งเสาหลักแห่งการเริ่มต้นดนตรีคลาสสิก ขณะที่โมสาร์ทได้ทำให้ยุคคลาสิกเคิลมิวสิก มีรากฐานที่มั่นคงถาวร เป็นตัวแทนต่อแบบอย่างประเพณี ในขณะเดียวกันก็พัฒนารูปแบบของวงออร์เครสตร้า แชมเบอร์ คอนแชร์โต้ โซนาต้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อฟังงานของโมสาร์ทสิ่งหนึ่งที่ต้องรำพึงออกมาเสมอก็คือ เขาเป็นคีตกวีที่ฉลาด มีความเป็นอัจฉริยะ มีความสามารถทางดนตรีเปี่ยมล้น มีความคิดสร้างสรรค์อันเอกอุ และที่สำคัญ มีแนวทางของเสียงดนตรีที่แจ่มแจ้ง แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเสียงเพลงของโมสาร์ท เรามักจะตอบได้ทันทีว่านี่คือเพลงของท่าน

สำหรับแผ่นซีดีเพลงที่ผมจะแนะนำในแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ทำขึ้น หรือรวบรวมผลงานของ Leonard Bernstien ที่รีมาสเตอร์มาจากเทปอนาล็อค เพลงแรก Concerto For Two Pianos K.0365 บันทึกเสียงในปี 1970 เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos K.242 บันทึกเสียงในปี 1968 และเพลงสุดท้ายซึ่งถือเป็นเพลงแถม (ที่ไม่ธรรมดา) Piano Quartet K.478 บันทึกเสียงในปี 1965 ต่างกรรมต่างวาระกันพอสมควร แต่ทั้งหมด Bernstien มีส่วนหลักในทั้งสามเพลง สำหรับตัวอักษร K ซึ่งต่อท้ายด้วยตัวเลข มาจากอักษรย่อของ Lugwig Von Kochel (ค.ศ.1800-1877) ซึ่งเป็นคนวิจัยและรวมรวมงานที่ไม่มี Opus Number ของโมสาร์ท โดยจัดลำดับหมายเลขเอาไว้จำนวนหนึ่ง โดยเรียกว่า Kochel Numeration

โมสาร์ทมีแววทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขาเป็นนักไวโอลินประจำวง ส่วนพี่สาวก็เล่นไวโอลิน เขาแสดงความสามารถทางไวโอลินจนพ่อยอมรับ และคิดจะปั้นให้เขาเป็นยอดนักไวโอลินของยุคให้ได้ ทั้งสามชีวิตเดินทางไปแสดงดนตรีทั่วยุโรป ชื่อเสียงของโมสาร์ทจึงดังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ชีวิตนักดนตรีของเขากลับลุ่ม ๆ ดอน ๆ เสมอ รวมถึงเรื่องความรักก็ไม่ค่อยได้สมดังใจทั้งที่เป็นคนรูปหล่อ แถมปัญญาดี การเป็นนักดนตรีและต้องพึ่งพาดยุคหรือคนชั้นสูงเป็นผู้สนับสนุน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่นเจ้านายได้ตายลง มีเจ้านายใหม่เข้ามาแทน ทำให้โมสาร์ทไม่สามารถนำพาหรือฝากชีวิตเอาไว้ที่ใดที่หนึ่ง ในชีวิตบั้นปลายของโมสาร์ท เขาต้องตายด้วยไข้รากสากอย่างโดดเดี่ยว แม้แต่หลุมฝังศพก็มิได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ ทว่าชื่อของเขา เพลงของเขากลับเป็นอมตะจนถึงถึงวันนี้

เพลงแรกของแผ่นซีดีเพลงนี้ Concerto For Two Pianos บรรเลงเปียโนโดย Arthur Gold และRobert Fizdale มูฟเม้นต์แรกวงออร์เครสตร้าโหมขึ้นพร้อมกัน เครื่องสายเล่นท่วงทำนองหลัก ด้วยความเร็วปานกลาง ก่อนที่จะเข้าสู่การประชันเปียโนสองหลัง ดนตรีในช่วงแรกมีลักษณะสดใส สุขสว่าง เต็มไปด้วยความร่าเริงมีชีวิตชีวา การแยกแยะเสียงเปียโนสองหลังทำได้อย่างดีเยี่ยม มูฟเม้นต์ที่สองท่วงทำนองช้า แต่มีเมโลดี้ที่งดงาม เปียโนเล่นแนวดนตรีหลักบรรยายเรื่องราว เหมือนคนสองคนสนทนาต่อกัน ผลัดกันเล่าเรื่องที่แสนยากลำบาก หม่นเศร้า มูฟเม้นต์ที่สามเริ่มต้นด้วยความสดใสสุกสว่างอีกครั้ง เหมือนปัญหาได้คลี่คลายลง หมอกบาง ๆ จางหาย ชีวิตกลับมาสู่เส้นทางต่อไป

เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos เปียโนสองหลังแรกยังคงบรรเลงโดย Arthur Gold กับ Robert Fizdale เปียโนหลังที่สามที่เพิ่มเข้ามาบรรเลงโดย Leonard Bernstien มูฟเม้นต์แรกขึ้นต้นด้วยลักษณะดนตรีซึ่งแสดงความความโอ่อ่า สง่างาม ราวกับเดินอยู่บนทางเดินซึ่งปูด้วยพรมสีแดง สองข้างทางประดับด้วยโคมไฟสวยงาม เปียโนสอดแทรกบรรยายบรรยากาศเริงรื่น เปียโนสามหลังผลัดกันเล่าอันสอดรับกัน ขัดแย้งกันเป๋นการเล่นที่มีทีมเวิร์กที่ดี เปียโนสามหลังสอดรับท่วงทำนองอย่างกลมกลืน โดยตำแหน่งเปียโนทั้งสามหลังไล่จากลำโพงซ้าย ตรงกลาง มาสู่ลำโพงขวา มูฟเม้นต์ที่สองเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของโมสาร์ทนั่นคือจะมีท่วงทำนองช้า บรรยายความเศร้าหม่น-ปัญหานานาพรรณได้รับการพรรณาออกมาอย่างต่อเนื่อง มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มด้วยเปียโน วงออร์เครสตร้าเล่นท่วงทำนองสนับสนุน เปิดโอกาสให้เปียโนผลัดกันทำหน้าเสมือนตัวแทนการเล่าเรื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงที่คลี่คลายของบทเพลงในตอนจบ

ส่วนเพลงสุดท้าย Piano Quartet เป็นการผสมวงด้วยเครื่องดนตรีสี่ชิ้นอันได้แก่เปียโน บรรเลงโดย Bernstien ไวโอลินโดย Robert Mann วิโอลาโดย Raphael Hillyer และเชลโลโดย Claus Adam นักดนตรีเครื่องสายในเพลงนี้เป็นสมาชิกของ Juillard String Quartet เพลงนี้จะถือเป็นเพลงแถมถือจะไม่ได้ เพราะเป็นบทเพลงสำคัชิ้นหนึ่งของท่านโมสาร์ท โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์แรกตอนขึ้นต้นนั้นเมโลดี้สำคัญที่ท่านผู้ฟังติดหู เพราะได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นธีมหนังในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงหนังที่เกี่ยวกับโมสาร์ทด้วย

ว่าไปแล้ว Piano Quartet ของโมสาร์ทเพลงนี้มีเนื้อหาความเข้มข้นในระดับที่น่าสนใจยิ่ง การเล่นของวงเครื่องสาย Juilard เล่นได้อย่างดุดันในมูฟเม้นต์แรก อ่อนช้อยงดงามในมูฟเม้นต์ที่สอง และสดใสรื่นเริง-คลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย เพลงนี้ฉายภาพให้เห็นถึงแนวดนตรีของโมสาร์ทมิได้มุ่งเน้นแต่งเพลงหวานไพเราะเอาใจราชสำนักเท่านั้น ทว่ายังคงเนื้อหาที่ค้นหาความหมายของชีวิต การดำรงอยู่ในแบบสามัญชนของเขาซึ่งมีทั้งรุ่งโรจน์สุกสว่าง จนถึงคราวตกอับขาดเงิน แม้จะไม่มากเท่าคีตกวีท่านอื่น แต่ชีวิตสามัญชนก็ยังคงดำรงอยู่ในตัวโมสาร์ท

อัลบัมนี้ถือเป็นอัลบัมที่คุ้มค่าสำหรับคนที่เริ่มต้นฟังเพลงของโมสาร์ท โดยเฉพาะท่านที่ชื่นชอบเปียโนคอนแชร์โต้ หลัง ๆ ผมเอาแผ่นโซนี่รีมาสเตอร์จากเทปอนาล็อคมาเป็นดิจิตอลกลับมาฟัง กลับรู้สึกว่าชอบมากกว่าแผ่นใหม่ ๆ ที่บันทึกเสียงในแบบดิจิตอลโดยตรง โดยเฉพาะเสียงบรรยากาศสภาพแวดล้อมในการอัดเสียง เสียงเครื่องสาย เสียงเปียโนไม่แหลมแสบแก้วหู หรือฟังแล้วรู้สึกรำคาญเลย คงต้องยกประโยชน์ให้กับทีมเทคนิคที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ชุบชีวิตงานเก่า ๆ ให้กลับมามีชีวิตชีวา (แต่จะเป็นทุกอัลบัมหรือเปล่าคงบอกไม่ได้)

Music: 8

Sound: 9

The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2011 annual report for this blog.

Here’s an excerpt:

The concert hall at the Syndey Opera House holds 2,700 people. This blog was viewed about 41,000 times in 2011. If it were a concert at Sydney Opera House, it would take about 15 sold-out performances for that many people to see it.

Click here to see the complete report.

ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นสิ่งเปราะบางเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางจิตใจนั้น ลึกซึ้ง ซับซ้อน ไม่ต้องการเหตุผล และไม่เคยตั้งอยู่บนความแน่นอนของอารมณ์

Chungking Express อาจจะถือได้ว่าเป็นหนังที่ลงตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหว่อง คาร์ ไว ผู้กำกับชาวฮ่องกงที่มีรูปแบบการสร้างหนังแตกต่างจากผู้กำกับฮ่องกงทั่วไป ซึ่งชอบเน้นในเรื่องแก๊งค์สเตอร์ เจ้าพ่อ บู๊ล้างผลาญ ภาพลักษณ์ของหนังฮ่องกงจึงติดอยู่ในสภาพดังกล่าว จนคนดูคิดและจินตนาการไปว่าที่ฮ่องกงคงมีพวกนักเลงหัวไม้วิ่งเอามีดฟันกันเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่หว่องกลับทำงานภาพยนตร์ของตนโดยอาศัยพื้นฐานของหนังฮ่องกง ผนวกกับหนังรักโรแมนติกซึ่งหาได้ยากมากในบริบทหนังฮ่องกง จะกล่าวว่าหนังของหว่องมีกลิ่นไอในแบบฌอง ลุค โกดาร์ เจ้าพ่อนิวเวฟของฝรั่งเศส ผสมผสานรูปแบบหนังรักตามแบบหนังยุโรป ที่มีอารมณ์ทางความรูสึกด้านลึกของตัวละคร โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์ความรัก

หนังเรื่องนี้อาศัยฉาก Chungking Mansion ย่านซิมชาซุย ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ตัวเอกของเรื่องดำเนินเรื่องอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว พบปะเวียนวนทั้งโดยตั้งใจและบังเอิญ บ้างเดินสวนกันโดยไม่ได้รู้จักกัน

หนังแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเล่าเรื่องของตำรวจหนุ่มหมายเลข 223 (Takeshi Kaneshiro) ซึ่งถูกคนรักหักอกในวันที่ 1 เมษายน เขาออกตามหาสัปรดกระป๋องวันหมดอายุที่ตรงกับวันที่ความรักสิ้นสุด เขามีความเชื่อว่าความรักของเขาจะกลับมาดังเดิม คนรักของเขาชอบกินสัปรด และทุกอย่างจะเหมือนเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไป 223 พบว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเรียกวันคืนกลับมาได้ คืนหนึ่งเขาได้พบกับผู้หญิงผมทอง (หลินชิงเสีย) โดยบังเอิญในร้านเหล้าที่เขาชอบไปนั่ง ผู้หญิงผมทองเป็นนางนกต่อเอเย่นต์ค้าผงขาว ที่มองหาชาวอินเดียเพื่อเป็นคนส่งยาไปยังต่างประเทศ เธอถูกหักหลังเสียทั้งของเสียทั้งงาน เธอพยายามกลับไปทวงความยุติธรรมของเธอ ขณะที่เธอกำลังกลุ้มใจสุดขีด เธอก็พบกับตำรวจหนุ่ม ความสัมพันธ์แบบรักข้ามคืนเกิดขึ้น ทว่าความรู้สึกนั้นมิได้พาให้คนสองคู่นี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง

ขณะที่หนังส่วนที่สองเริ่มขึ้นเล่าเรื่องราวของ ตำรวจสายตรวจเดินเท้าในย่านชุงกิง หมายเลข 663 (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่มักแวะเวียนมาซื้ออาหารแบบห่อกลับที่ร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรส 663 มาซื้ออาหารที่นี่ทุกวันก่อนเลิกงาน เขาได้พบกับเถ้าแก่ของร้านจนพูดคุยกันคุ้นเคย 663 มักจะซื้ออาหารไปฝากแฟนของเขาที่เป็นแอร์โฮสต์สเตส จนกระทั่งวันหนึ่งเขากับแอร์ฯสาวเลิกร้างต่อกัน 663 อยู่ในห้วโศกเศร้า เมื่อเขาอยู่คนเดียวเขามักคิดว่าสิ่งของในห้องของเขาร้องไห้เพื่อความรักที่แตกสลาย เขาไม่ได้สนใจใยดีต่อชีวิตของตน ดำเนินชีวิตบนความเจ็บปวดเพียงลำพัง เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาทำเป็นว่าจิตใจของเขาเข้มแข็ง จนกระทั่งร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรสได้พนักงานคนใหม่มาประจำร้าน เฟย์ (เฟย์ หว่อง) จุดเปลี่ยนของเรื่องจึงเกิดขึ้น เฟย์หว่องซึ่งชอบเปิดเพลง California Dreamin เสียงดังลั่นร้าน เธอมองเห็นความเจ็บปวดของ 663 เธอแอบชอบตำรวจหนุ่มแต่ไม่เคยเอ่ยปาก เธอแอบเข้าไปทำความสะอาดบ้านให้เขา ซักผ้าปูที่นอน เปลี่ยนตุ๊กตา แรก ๆ 663 เองก็ไม่เคยสังเกตเห็น เพราะชีวิตของเขาเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ของ 663 กับเฟย์ จึงเป็นเหมือนการวิ่งไล่จับความว่างเปล่าที่ต่างฝ่ายต่องวิ่งหนี เฟย์เก็บจดหมายที่คนรักเก่าของ 663 ฝากเอาไว้ เธอมองว่าจดหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าทำให้ 663 เจ็บปวดยิ่งขึ้น ฉากนี้เราจะเข้าใจได้ดีว่าผู้หญิงเองก็มีธาตุหนึ่งที่ผู้ชายไม่เคยย่างกรายเข้าไปเข้าใจใด ๆ ได้

Chungking Express เป็นหนังที่เปลี่ยนแปลงมุมมองการเล่าเรื่อง โดยอาศัยตัวละครเอกสองคนผลัดกันเล่าเรื่องของตน ทำให้หนังสามารถเจาะลึกเข้าไปยังจิตใจตัวละครที่แสนจะหม่นหมอง พวกเขาต่างไม่อาจก้าวพ้นไปจากบ่วงของความเจ็บปวดโดยเฉพาะความรัก ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากในย่ายชุงกิงตัวหนังได้บอกคนดูถึงความเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางเมืองใหญ่ ความเปล่าเปลี่ยวนั้นกินลึกลงไปสู่จิตใจจนยากเยียวยา

ในวันที่แย่ที่สุดของ 223 เขาโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสาวเก่า คนรักเก่า ผลปรากฏคือเขาต้องผิดหวังที่ทุกคนเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีแฟน มีลูก มีครอบครัว บ้างก็ไม่สนใจใยดีต่อความรู้สึกเจ็บปวดลำพังของเขา ขณะที่ 663 หมกมุ่นอยู่กับโลกเก่าของตน เขาทำทุกอย่างซ้ำซากจำเจ ทั้งที่เคยมีความฝัน ความหวังที่จะไปสู่จุดหมายที่ดีกว่าตำรวจสายตรวจ แต่สิ่งที่ขวางกั้นไม่ให้เขาเดินหน้ากลับเป็นความรักที่ร่วงหล่น

ผลสะเทือนของหนังเรื่องนี้ นอกจากเปิดโลกภาพยนตร์ฮ่องกงสู่ตลาดนอกแล้ว ตัวหว่องคาร์ไวเองก็ค้นพบสูตรสำเร็จของหนังของเขา เริ่มตั้งแต่ภาพดิบหยาบที่ถ่ายโดยคริสโตเฟอร์ ดอยส์ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหว่องไปโดยปริยาย ภาพแบบนี้นอกจากเท่อย่างเป็นธรรมชาติ (เพราะหว่องไม่มีเงินทำหนังมากนักในเวลานั้น) กลายเป็นข้อดีของหนังโดยบังเอิญ ประกอบกับเพลงประกอบหนังที่แสนลงตัวทั้งเพลง California Dreamin ซึ่งสื่อความหมายถึงตัวเฟย์ผู้ซึ่งเป็นตัวละครตัวเดียวที่มองไปยังข้างหน้าและก้าวข้ามไป ขณะที่เพลง What a Difference a Day Make ซึ่งครวญโดยไดนา วอชิงตันเองก็สะกดคนดูให้ดิ้นตายลงเดี๋ยวนั้น Chungking Express จึงเป็นหนังโรแมนติก รักลึกซึ้ง น่าตื่นตะลึง และขนลุกทุกครั้งที่ได้ด

This slideshow requires JavaScript.

งานแสดงภาพบนเวบไซต์ชุด “แสงซึ่งตาไม่เห็น น้ำท่วมประเทศไทย” ภาพถ่ายขาวดำชุดที่สอง

ภาพถ่ายโดย นิวัต พุทธประสาท

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers