Info

Posts from the Beauty is a Rare Thing Category

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

 

อาชญากรรมและความรุนแรงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก สิ่งเหล่านั้นล้วนถูกสะสมมาจากความทรงจำในวัยเยาว์ บ่มเพาะมาจากสภาพแวดล้อม ปัญหาพื้นรากจากครอบครัว ชีวิต ความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม บางครั้งดูเหมือนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางคนถึงกับบอกว่าชนชั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ การแบ่งชนชั้นจึงไม่ใช่ปัญหา ทว่าเป็นเรื่องที่ดำรงอยู่ในฐานะแก่นรากทางสังคมมนุษย์ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ร่วมโลก ผมไม่คิดแบบนั้น ผมพบว่าความแตกต่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมายาภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากอีกชนชั้นหนึ่ง ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อได้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก ก็จะยิ่งปกครองง่าย ยิ่งทำให้ประชาชนหวาดกลัวยิ่งใช้กฎหมายที่รุนแรงเป็นเครื่องมือได้ในการควบคุมชุมชน

Cidae de Deus หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า City of God หนังบราซิลที่โด่งดังมากที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 21 เล่าเรื่องเด็กแก๊งค์ในย่านตะวันตกของสลัมแห่งกรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องและนำเสนอได้อย่างแซ่ป ชนิดที่ว่าไม่ประนีประนอมต่อความรุนแรงหรือภาพที่ผู้ชมจะได้เห็นนั้นจะเกินจริง ปั้นแต่ง หยาบกระด้าง ทว่ามันกลับทำให้ตัวหนังมีพลังอย่างดุเดือดเผ็ดมันจนหนังเกี่ยวกับแก๊งค์สเตอร์เรื่องใดก็หาเทียบยาก

หนังเรื่อง Cidae de Deus สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันแต่งโดย Paulo Lins นักเขียนชาวบราซิล เกิดและโตในย่านเสื่อมโทรมของเมืองริโอ เขาผลักตัวเองมาเป็นนักเขียนสำเร็จและเขียนนิยายเปิดเผยด้านมืดของสังคม โดยตีพิมพ์นิยายเรื่องดังกล่าวในปี 1997 จนกระทั่งผู้กำกับหนัง–นักเขียนบท Fernando Meirelles ได้อ่านนิยาย เขาจึงนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

Fernando Meirelles เกิดในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1955 ที่เซาเปาโล เขาเรียนในมหาวิทยาลัยเซาเปาโลในภาควิชาสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นเขายังเดินทางไปยังเอเชีย อเมริกาเหนือ เพื่อค้นหาประสบการณ์ชีวิต เมื่อกลับมาเข้าทำงานในวงการโทรทัศน์ จนกระทั่งได้อ่านนิยายของเปาโล ลินส์ ในปี 1997 เขาจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยสำเร็จออกฉายในปี 2002 เมื่อหนังออกฉายก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

Cidae de Deus เล่าเรื่องของ ร็อคเก็ต (Alexadre Rodrigues) เด็กน้อยที่เกิดในสลัม ยุคปี 60 เขามีพี่ชายและเพื่อนพี่ชายรวมเป็นแก๊งค์สามคนที่ออกอาละวาดปล้นรถขนส่งสินค้า ลักเล็กขโมยน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาวางแผนปล้นโรงแรม โดยมีเซ ปิเกโน (Leandro Firmino) หนูน้อยที่เด็กที่สุดในกลุ่มเป็นคนดูต้นทาง จวบกระทั่งเมื่อพวกเขาปล้นโรงแรมแล้ว ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะโดนตำรวจตามล่า และหนูน้อยเซ ซึ่งสูบยาจนเมามายนึกสนุกกับการกระทำครั้งนี้ เขาจึงเข้าไปยิงคนในโรงแรมตายหลายศพ เหตุนี้ทำให้แก๊งค์สามคนต้องสลายไปโดยปริยาย ต่างคนต่างไปคนละทิศทางแม้สุดท้ายจะไปได้ไม่สวยนัก เพราะพวกเขายังเป็นเพียงแค่นักเลงกระจอกไร้สังกัด

จากนั้นหนังกลับมาเล่าเรื่องในวัยหนุ่มของร็อคเก็ต เซ และ เบนนี่ (Phellipe Haagenson) ซึ่งเดินทางมาจนถึงยุค 70 เวลานั้นยาเสพติดกำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่ เซ และเบนนี่กลายมาเป็นคู่หูกัน พวกเขาตั้งแก๊งค์ค้ายาเสพติดตั้งแต่ กัญชา เฮโรอีน และโคเคน ในแหล่งเสื่อมโทรมใครสามารถรวมสมัครพรรคพวกได้ก่อนก็จะตั้งตนเป็นใหญ่ เซสร้างอิทธิพลด้วยการถล่มคู่แข่งจนราบคาบ เขากำจัดแก๊งค์อื่นด้วยความโหดเหี้ยมเพราะเชื่อว่าหากแก๊งค์ของตนไม่เข้มแข็ง ก็ต้องถูกแก๊งค์อื่นครอบงำ การขายยาทำให้เซและเบนนี่ล่ำซำ พวกเขาซื้ออาวุธ รวบรวมเด็กที่ไม่มีทางไปมาเป็นคนส่งยา

ส่วนร็อคเก็ตซึ่งวนเวียนอยู่ในย่านพยายามถีบตัวเองออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ เขาปรารถนาจะเป็นช่างภาพมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความยากจนและไม่มีหนทางที่ดีไปกว่า เขาจึงต้องก้มหน้าก้มตาปล่อยให้ชีวิตผ่านไปด้วยการทำงานเก็บเงินหาเลี้ยงชีพรายวัน แม้เขาจะพัวพันกับแก๊งค์ แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจโสมม

ความแตกต่างของหนังเรื่อง Cidae de Deus กับหนังแก๊งค์เรื่องอื่นมีอยู่ว่า Cidae de Deus ไม่เปิดให้คนดูเอาใจช่วยใครมากนัก เพราะถ้าเรามองไปรอบตัวของเราก็พบแต่ความหายนะ ความสิ้นหวัง แม้บางตอนจะดรามาจนพอเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้กับตัวละคร สิ่งหนึ่งที่หนังนำเสนอออกมาได้อย่างจะแจ้งไม่อ้อมค้อมก็คือความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งเด็ก เด็กซึ่งเราคนชั้นกลางมองว่าพวกเขาควรจะเติบโตมาอย่างดี เลี้ยงดูดี ควรให้การศึกษา เพื่อให้พวกเขาได้หลุดวงโคจรของความชั่วร้ายนั้น ทว่าตัวหนังกลับไม่ได้ให้ความหวังนั้นเลย เพราะโดยสภาพของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างหนัก ผู้รักษากฎหมายไม่ต้องการทำหน้าที่ พวกเขาคอยเกาะกินไปกับแก๊งค์อันธพาล หรือไม่ก็ไม่ยุ่งเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าปล่อยพวกมันไว้ยังได้ประโยชน์ โดยให้โลกของสลัมต่อสู้มีชีวิตไปโดยพวกมันเอง กำจัดกันเอง

เมื่อดู Cidae de Deus จบ ความขัดแย้งระหว่างชื่อเรื่องและตัวหนัง เป็นการยั่วล้อให้เกิดภาพที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เมืองสวรรค์สำหรับเทพยดานั้นแท้แล้วไม่ต่างจากขุมนรกดีๆ นี่เอง ผู้คนอาศัยกันอย่างหวาดกลัว จนกระทั่งเคยชินกับการฆาตกรรม อาชญากรรม ยาเสพติด พวกเขาเห็นความตายเป็นเรื่องปกติ ศพวัยรุ่นถูกยิงเกลื่อนถนน และสงครามของแก๊งค์สเตอร์ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อคนรอบข้างจำนวนมหาศาล ใครก็ตามที่มองว่าหนังไม่มีทางออก และไม่มีทางเลือกที่จะคลี่คลายปมปัญหาสังคม ผมกลับมองว่า สภาพแบบนี้นี่เองที่มันถูกบ่มให้เป็น เพื่อที่ความรุนแรงจะดำรงอยู่ หากความรุนแรงยังดำรงอยู่ ผู้มีอำนาจก็จะสามารถชี้เป็นชี้ตายผู้คนได้ไม่ว่าพวกเขาจะบริสุทธิ์เพียงไร การแก้แค้นของแก๊งค์จึงช่วยให้พลังงานของความชิงชังกันปะทุขึ้นทุกเมื่อ วัฎจักรดังกล่าววนเวียนไปเช่นนี้จนกว่าจะล่มสลาย

การออกทริปถ่ายภาพเป็นความสุขอย่างหนึ่งของช่างภาพสมัครเล่นอย่างผม เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ประสบการณ์ที่ไม่คาดฝัน บางครั้งเราไม่ได้ตั้งหัวข้อที่จะถ่าย นั่นหมายความว่าเมื่อเราเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วเราก็ลงมือถ่าย เก็บภาพ มองหามุมโปรด มองหาสิ่งใหม่ๆ ที่คนยังไม่เคยถ่าย

ภาพถ่ายชุดนี้ก็เช่นกัน ผมใช้เลนส์ติดกล้องตัวเดียว ไม่ต้องเปลี่ยน พยายามนำเสนอภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ภาพกิ่งก้านของต้นไม้ สีเขียวสดของใบไม้ รากไม้ อุปสรรคในการถ่ายภาพคือสภาพป่าชายเลนที่ทึบ ทำให้ต้องเปิดหน้ากล้องกว้าง นั่นหมายความว่าถ้าไม่ได้เตรียมขาตั้งกล้องไปก็ต้องเสี่ยงต่อภาพที่เคลื่อนไหวและความไม่คมชัด

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มทำให้ผมยังคงตื่นตัวเสมอ เพราะเมื่อถ่ายภาพแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าภาพจะออกมาอย่างไร วัดแสงถูกต้องไหม องค์ประกอบภาพสมบูรณ์หรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

อุปกรณ์ในการออกทริปครั้งนี้ผมใช้กล้อง Nikon FM2 เลนส์ Voigtlander Ultron 40 mm F2 และฟิล์มสี Fuji iso 200

ผมเคยถามตัวเองว่า ทำไมเมื่อเราเดินไปข้างหน้า จนมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เรามักจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำมันได้ดีกว่าเมื่อก่อน

ช่วงสองสามเดือนนี้ผมนำกล้อง Nikon FM2 ของผมออกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โชคยังดีที่ที่ชุมชนกล้องโลโม่ยังทำให้ฟิล์มยังผลิคอยู่ ฟิล์มที่ผมชื่นชอบมีฟิล์มสีฟูจิ ปัจจุบันฐานผลิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วนโกดักซึ่งพึ่งประกาศล้มละลาย ยังมีฟิล์มผลิตออกมาอยู่ และทำจากที่อเมริกา ฟิล์มยี่ห้อสุดท้ายที่ผมใช้คือ Illford ส่วนฟิล์มจากประเทศจีนผมยังไม่เคยลองนำมาถ่าย ถาได้ลองแล้วจะนำมาบอกเล่าให้ฟังนะครับ

กล้องนิคอน FM2 ของผมผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบัน ลุยทั้งน้ำตกและทะเล ภูเขาและแม่น้ำ ความเย็นและความร้อน มันทนทานมาก และบางตัวก็พังคามือผม ตัวที่เหลืออยู่นี้ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรับใช้ผมไปได้อีกนานเพียงใด แต่ผมก็ตั้งใจแล้วว่าถ้าเมื่อไหร่มันเสีย ผมจะหาตัวสำรองมาใช้อีก กล้องฟิล์มมือสองยังมีอีกมากมาย เพราะมันถูกโละออกจากผู้ใช้ที่เก็บมันเอาไว้ กล้องดิจิตอลพัฒนาจนมาถึงขีดสุด และผลักให้ฟิล์มกลายเป็นความหลังฝังใจของช่างภาพผู้ที่มีจินตนาการล้นเหลือ

ทุกครั้งที่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพที่เราถ่าย เราต้องจบทริป เดินทางกลับ เมื่อมาถึงบ้านเราต้องรอส่งฟิล์มเข้าแลป ล้างฟิล์ม ล้างรูป วินาทีนั้นจึงจะทำให้เราเห้นภาพที่เราไปถ่ายมา ดังนั้นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มจึงท้าทายช่างภาพเสมอ และจุดนี้เองที่ยังเป็นเสน่ห์ไม่เจอจาง

ภาพถ่ายทิวทัศน์ ถ่ายโดยกล้อง Nikon FM2 Films Fuji Pro 400 Lens Voigtländer 40 mm. F2

เพลงสายชลเป็นหนึ่งในเพลงประกอบ และเพลงสำคัญของนวนิยายเรื่อง “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” มีคนถามว่าทำไมถึงเป็นเพลงนี้ ผมจำได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่ผมเขียนถึงตอนสำคัญของเรื่อง เพลงนี้ก็โผล่ขึ้นมาจากลำโพงโดยบังเอิญ มันทำให้ผมหยุดนิ่ง ขนลุก ตัวสั่น เหมือนมีบางอย่างจับมันให้เกิดขึ้นระหว่างที่เขียน ไม่ต่างจากฉากท้ายเรื่องที่ตัวละครเอกได้ยินเพลงนี้จากร้านขายซีดีที่สนามบิน

สำหรับผมแล้วถ้าต้องเลือกเพลงนี้มาประกอบหนังสือ ผมคงจะเลือกเวอร์ชั่นที่ผมนำมาแปะเอาไว้ในหน้านี้

เพลงสายชล แต่งเนื้อร้องโดย จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร  ในเวอร์ชั่นนี้บรรเลงโดยวงไหมไทย  จากอัลบัมชุด รังสรรค์วันสวย ขับร้องโดยสุภัทรา อินทรภักดี ผมบันทึกเพลงนี้มาจากแผ่นเสียง โดยผ่านปรีแอมป์หลอด และไม่มีการแต่งเสียงใดๆเพิ่มเติม บอกได้เลยว่าเสียงจากแผ่นเสียงชุดนี้ไพเราะจนอยากจะฟังซ้ำ

saichon

ฟังเพลงสายชล คลิกที่ Play


คำร้อง: จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร

ทำนอง: ไชย ณ ศีลวันต์

เหม่อมองดูสายน้ำวน
เหม่อมองสายชลช่างไหลริน
เหม่อมองดูนกผกผินบินลับไป
ยามเหงาเราถอนใจ
บินไป ไม่กลับมา
เปล่าเปลี่ยวจริงหนอหัวใจ
อยากจะรักใครเศร้าใจทุกครา
หมดแรงกำลังอ่อนล้าและหลงทาง
เจ็บนั้นยังเจ็บมิจาง
อ้างว้าง..ดังสายชล
แม้ใจจะเจ็บเก็บมาคิด ๆ
อดีตยังงามล้ำล้น
มิเคยลืมภาพเราสองคน
มิเคยลืมยังหลอกลวงตน
+ มิเคย…ลืมว่าเคยรักเธอ..สายชล
หลั่งรินไหลวนมาพานพบเจอ
เหตุการณ์ผ่านไป ยังเผลอพะวงทุกวัน
อกเอ๋ย…ขมขื่นตื้นตัน
จากกันหรือฝันไป

ผมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 9 เมษายน 2555 ว่าด้วยเรื่องราวของอีบุ๊ค ซึ่งถือเป็นฟอร์แมตใหม่สำหรับการอ่านหนังสือในยุคต่อไป หลายฝ่ายกังวลว่ามันจะทำลายระบบของหนังสือ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นวิถีชีวิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แม้การสัมภาษณ์ยังไม่ได้รายละเอียดมากนักแต่ผู้อ่านคงได้พอเห็นแนวทางของมันได้บ้าง

…………………………………………………………………………

ปัจจุบันการหาหนังสือเล่มโปรดไม่ต้องไปที่แผงแล้ว

แค่สัมผัสเบาๆ บนโทรศัพท์มือถือ เข้าเว็บไซต์อีบุ๊คส์ก็ค้นได้ตามใจจง

ตลาดอีบุ๊คส์ หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของไทย เปิดตัวรับเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ไปหลายราย แต่ละรายมีเอกลักษณ์ต่างกันไป ราคาให้โหลดบางเล่มแม้จะดูแพง แต่เมื่อเทียบกับหนังสือที่พิมพ์ลงบนกระดาษ พบว่าถูกกว่ามาก บางเล่มถูกกว่าหลายเท่าตัว

อย่างศูนย์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ Thai e Bookเมื่อเปิดเว็บออกมา ปรากฏหมวดหมู่หนังสือให้เลือกด้านซ้ายมือเรียง ตามอักษรคือ กฎหมาย กวีนิพนธ์ การขนส่ง การบริหาร เรื่อยไปถึงการท่องเที่ยว นวนิยาย พจนานุกรม

สนใจหมวดไหนคลิกเข้าไป มีหนังสือให้เลือกโหลด ข้อมูลรหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ คนเขียน และราคาบอกไว้เรียบร้อย อย่างหมวดท่องเที่ยว หนังสือชื่ออุทยานแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาเล่มละ 50 บาท เป็นต้น

เว็บนี้อาจเพราะเริ่มทำ หนังสือส่วนใหญ่จึงให้โหลดฟรี

นิวัต

เปิดประตูเข้าสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสืออีบุ๊คส์กันบ้าง นักเขียนเจ้าของผลงานเรื่องสั้น นวนิยายหลายเล่ม นิวัต พุทธประสาท บอกสาเหตุที่หันมาทำอีบุ๊คส์ว่า สื่อยุคใหญ่เติบโตมาก เครื่องมือสื่อสารอย่างแท็บเล็ต ไอพอด ไอโฟน มากมาย ทำให้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น จึงทำอีบุ๊คส์สนองความต้องการ

“มันหาอ่านง่าย ชอบเล่มไหนก็โหลดอ่านได้เลย” นิวัตบอก พลางอธิบายผลดีของอีบุ๊คส์ว่า ต้นทุนต่ำกว่าหนังสือกระดาษมาก หาอ่านได้ง่าย อ่านที่ไหนก็ได้ถ้ามีเครื่องมือเข้าถึง และที่สำคัญราคาต่ำมาก เมื่อเทียบกับหนังสือกระดาษ

“ผมทำหนังสือของตัวเองก่อน ทำจากต้นฉบับที่มีอยู่แล้ว อย่างหนังสือความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ของผมราคา 295 บาท แต่อีบุ๊คส์ขายแค่ 5.99 เหรียญ ราคาลดลงมาประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากราคาจะลดลงมาแล้ว โอกาสที่นักเขียนจะขายหนังสือก็ดีกว่าหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษ” นิวัตบอก

แต่ไม่ได้หมายความว่า ผลิตออกมาแล้วก็โยนเข้าเว็บไว้เฉยๆ

การตลาดต้องแข็งกว่าหนังสือกระดาษ “ถ้าเราอยู่เฉยๆ คนไม่รู้จัก ต้องทำการตลาดมากกว่าหนังสือกระดาษ ต้องออกสื่อสิ่งพิมพ์ รายการทีวีต่างๆ ถ้าไม่ทำคนก็ไม่รู้ จริงอยู่ว่าตลาดอีบุ๊คส์ตัดขั้นตอนร้านหนังสือกับสายส่งไป ผมอยากจะบอกทั้งสายส่งและร้านให้ปรับตัว ให้มีการแข่งขันกันสูงๆ”

ส่วนค่าลิขสิทธิ์นักเขียน หนังสือพิมพ์เล่มนักเขียนได้ 10 เปอร์เซ็นต์ราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ แล้วหนังสืออีบุ๊คส์เป็นอย่างไร นิวัตบอกว่าเนื่องจากยังเป็นของใหม่ ยังไม่มีมาตรฐานแน่นอน

“ผมจ่ายให้นักเขียน 10 เปอร์เซ็นต์ จากยอดขาย เรื่องนี้เรายังมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก เวลานี้เป็นเพียงระยะเริ่มต้น แท้จริงเราต้องคุยกันระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ว่าจะพบกันตรงจุดไหน ผมอยากให้มีความเป็นธรรมมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้”

อีบุ๊คส์เปิดโอกาสนักเขียนอย่างไร คำตอบคือ นักเขียนสามารถพิมพ์ต้นฉบับเอง จัดหน้าเอง แล้วไปฝากขายที่เอเย่นต์ซึ่งก็คือเว็บไซต์ต่างๆ ปัจจุบันเจ้าใหญ่หลายเจ้า จากนั้นวางแผน การตลาด สำคัญที่สุดคือการประชาสัมพันธ์ หนังสือขายได้เท่าใดใน 1 รอบตรวจสอบยอด เอเย่นต์จะเป็นผู้คิดเงินมาให้นักเขียนเอง

ขั้นตอนเหล่านี้ตรวจสอบได้ โปร่งใส

นักเขียนที่มีผลงานส่งเข้าสำนักพิมพ์อย่างเช่น พรชัย แสนยะมูล บอกว่าผลงานของตนเอง มีสำนักพิมพ์ติดต่อไปทำอีบุ๊คส์ 5 เจ้าแล้ว แต่ตกลงใจให้ไปเพียงเจ้าเดียว สำนักนี้เกิดขึ้นจากการร่วมทุนกันระหว่างสำนักพิมพ์ใหญ่กับหุ้นจำนวนหนึ่ง

การส่งผลงานเข้าสำนักพิมพ์เพื่อผลิตเป็นอีบุ๊คส์ พรชัยบอกว่าไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่พิมพ์เป็นไฟล์ “PDF” ส่งผลงานนี้ คล้ายส่งเข้าหน้าร้านขายหนังสือ จะส่งไปสำนักอื่นอีกก็ได้ ไม่เหมือนหนังสือกระดาษที่ต้องส่งได้แค่สำนักพิมพ์เดียว

ข้อดีของอีบุ๊คส์ พรชัยบอกว่า “เป็นไปตามกระแสโลก เพื่อสนองคนรุ่นใหม่และเทคโนโลยีใหม่ ในเมืองนอกหลายที่แล้วธุรกิจสิ่งพิมพ์เจ๊งไปเพราะการรุกของอีบุ๊คส์ ผมว่าเราไม่อาจทานท่านกระแสโลกได้ นักเขียนต้องปรับตัว เด็กรุ่นใหม่อ่านในเครื่องมือสื่อสารชนิดใหม่แล้ว เมื่อก่อนอาจจะอ่านได้ไม่กี่เล่ม แต่ถ้าอ่านในอีบุ๊คส์เนื่องจากราคาถูกกว่า เด็กอาจจะอ่านหนังสือได้มากขึ้น ขณะที่หนังสือกระดาษพิมพ์ 3,000 เล่ม อ่านกัน 3,000 คน แต่อีบุ๊คส์อาจจะเป็นล้านก็ได้”

“การขายหนังสือ ซื้ออย่างไรก็ไม่หมด เท่ากับเป็นการขายปัญญาให้คนอ่าน แถมอีบุ๊คส์ยังมีมากกว่าตัวอักษร อาจมีเสียงเพลงประกอบ หรือมีเสียงนักเขียนอยู่ด้วยก็ได้”

ส่วนข้อเสีย เด็กสายตาจะเสียมากขึ้น เพราะการสัมผัสบนจอกับกระดาษมีความนุ่มนวลต่างกัน แถมเครื่องสื่อสารยังมีความร้อน ทำให้อ่านได้ไม่สะดวกเหมือนอ่านบนกระดาษ

เมื่อถามว่า อีบุ๊คส์จะทำให้ตลาดหนังสือเล่มซบเซาลงไปหรือไม่ นักเขียนบอกว่า “ผมว่าน่าจะช่วยกันส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า เพราะคนเห็นในอีบุ๊คส์แล้วก็อยากอ่านตัวจริง ก็จะซื้อมาเก็บไว้ จริงอยู่ว่ายอดพิมพ์อาจะลดลงแต่ไม่ถึงกับลงไปมาก”

ปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ “ราคาหนังสือจะแพงขึ้น”

เจน

แล้วอีบุ๊คส์เปิดโอกาสให้นักเขียนอย่างไรบ้าง เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย บอกว่า ช่วงนี้อีบุ๊คส์อยู่ในระหว่างการเริ่มต้น หนังสือเล่มหนึ่งมีส่วนแบ่งหลักๆ คือ ผู้จัดจำหน่าย สำนักพิมพ์ และค่าลิขสิทธิ์นักเขียน

ภาพรวมแล้ว “นักเขียนไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์มากกว่าเดิมนัก แต่มีช่องทางมากขึ้น”

ส่วนหนทางที่นักเขียนจะทำเอง ขายเอง นายกสมาคมนักเขียนบอกว่า คนทำเองก็จะได้ส่วนที่เป็นของนักเขียนและของสำนักพิมพ์เข้ามา แต่ก็ต้องมีรายจ่ายให้ฝ่ายจัดจำหน่ายซึ่งก็คือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นค่าบริหารจัดการ

“การคิดค่าเรื่องให้นักเขียน บ้านเราคิดเหมือนทำการเกษตร เมื่อราคาต้นทุนลดลง ราคาสินค้าลดลง แต่ค่านักเขียนไม่ได้เพิ่ม”

พลางฝากว่า “ข้อดีของอีบุ๊คส์คือ ทำให้คนอ่านเข้าถึงได้ง่าย แต่การอ่านนั้น เราต้องมีวัฒนธรรมการอ่าน ต้องสร้างบรรยากาศการอ่าน และมีรสนิยมในการอ่านด้วย”

ทั้งนี้ เพื่อคุณภาพของคนในสังคม อันเป็นทรัพยากรของประเทศ แน่นอน…เป็นประเทศที่นักเขียนถูกมองข้ามอยู่ร่ำไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 9 เมษายน 2555, 05:00 น.