Info

Posts from the แสงกระทบฟิล์ม Category

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

 

อาชญากรรมและความรุนแรงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก สิ่งเหล่านั้นล้วนถูกสะสมมาจากความทรงจำในวัยเยาว์ บ่มเพาะมาจากสภาพแวดล้อม ปัญหาพื้นรากจากครอบครัว ชีวิต ความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม บางครั้งดูเหมือนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางคนถึงกับบอกว่าชนชั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ การแบ่งชนชั้นจึงไม่ใช่ปัญหา ทว่าเป็นเรื่องที่ดำรงอยู่ในฐานะแก่นรากทางสังคมมนุษย์ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ร่วมโลก ผมไม่คิดแบบนั้น ผมพบว่าความแตกต่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมายาภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากอีกชนชั้นหนึ่ง ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อได้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก ก็จะยิ่งปกครองง่าย ยิ่งทำให้ประชาชนหวาดกลัวยิ่งใช้กฎหมายที่รุนแรงเป็นเครื่องมือได้ในการควบคุมชุมชน

Cidae de Deus หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า City of God หนังบราซิลที่โด่งดังมากที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 21 เล่าเรื่องเด็กแก๊งค์ในย่านตะวันตกของสลัมแห่งกรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องและนำเสนอได้อย่างแซ่ป ชนิดที่ว่าไม่ประนีประนอมต่อความรุนแรงหรือภาพที่ผู้ชมจะได้เห็นนั้นจะเกินจริง ปั้นแต่ง หยาบกระด้าง ทว่ามันกลับทำให้ตัวหนังมีพลังอย่างดุเดือดเผ็ดมันจนหนังเกี่ยวกับแก๊งค์สเตอร์เรื่องใดก็หาเทียบยาก

หนังเรื่อง Cidae de Deus สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันแต่งโดย Paulo Lins นักเขียนชาวบราซิล เกิดและโตในย่านเสื่อมโทรมของเมืองริโอ เขาผลักตัวเองมาเป็นนักเขียนสำเร็จและเขียนนิยายเปิดเผยด้านมืดของสังคม โดยตีพิมพ์นิยายเรื่องดังกล่าวในปี 1997 จนกระทั่งผู้กำกับหนัง–นักเขียนบท Fernando Meirelles ได้อ่านนิยาย เขาจึงนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

Fernando Meirelles เกิดในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1955 ที่เซาเปาโล เขาเรียนในมหาวิทยาลัยเซาเปาโลในภาควิชาสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นเขายังเดินทางไปยังเอเชีย อเมริกาเหนือ เพื่อค้นหาประสบการณ์ชีวิต เมื่อกลับมาเข้าทำงานในวงการโทรทัศน์ จนกระทั่งได้อ่านนิยายของเปาโล ลินส์ ในปี 1997 เขาจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยสำเร็จออกฉายในปี 2002 เมื่อหนังออกฉายก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

Cidae de Deus เล่าเรื่องของ ร็อคเก็ต (Alexadre Rodrigues) เด็กน้อยที่เกิดในสลัม ยุคปี 60 เขามีพี่ชายและเพื่อนพี่ชายรวมเป็นแก๊งค์สามคนที่ออกอาละวาดปล้นรถขนส่งสินค้า ลักเล็กขโมยน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาวางแผนปล้นโรงแรม โดยมีเซ ปิเกโน (Leandro Firmino) หนูน้อยที่เด็กที่สุดในกลุ่มเป็นคนดูต้นทาง จวบกระทั่งเมื่อพวกเขาปล้นโรงแรมแล้ว ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะโดนตำรวจตามล่า และหนูน้อยเซ ซึ่งสูบยาจนเมามายนึกสนุกกับการกระทำครั้งนี้ เขาจึงเข้าไปยิงคนในโรงแรมตายหลายศพ เหตุนี้ทำให้แก๊งค์สามคนต้องสลายไปโดยปริยาย ต่างคนต่างไปคนละทิศทางแม้สุดท้ายจะไปได้ไม่สวยนัก เพราะพวกเขายังเป็นเพียงแค่นักเลงกระจอกไร้สังกัด

จากนั้นหนังกลับมาเล่าเรื่องในวัยหนุ่มของร็อคเก็ต เซ และ เบนนี่ (Phellipe Haagenson) ซึ่งเดินทางมาจนถึงยุค 70 เวลานั้นยาเสพติดกำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่ เซ และเบนนี่กลายมาเป็นคู่หูกัน พวกเขาตั้งแก๊งค์ค้ายาเสพติดตั้งแต่ กัญชา เฮโรอีน และโคเคน ในแหล่งเสื่อมโทรมใครสามารถรวมสมัครพรรคพวกได้ก่อนก็จะตั้งตนเป็นใหญ่ เซสร้างอิทธิพลด้วยการถล่มคู่แข่งจนราบคาบ เขากำจัดแก๊งค์อื่นด้วยความโหดเหี้ยมเพราะเชื่อว่าหากแก๊งค์ของตนไม่เข้มแข็ง ก็ต้องถูกแก๊งค์อื่นครอบงำ การขายยาทำให้เซและเบนนี่ล่ำซำ พวกเขาซื้ออาวุธ รวบรวมเด็กที่ไม่มีทางไปมาเป็นคนส่งยา

ส่วนร็อคเก็ตซึ่งวนเวียนอยู่ในย่านพยายามถีบตัวเองออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ เขาปรารถนาจะเป็นช่างภาพมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความยากจนและไม่มีหนทางที่ดีไปกว่า เขาจึงต้องก้มหน้าก้มตาปล่อยให้ชีวิตผ่านไปด้วยการทำงานเก็บเงินหาเลี้ยงชีพรายวัน แม้เขาจะพัวพันกับแก๊งค์ แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจโสมม

ความแตกต่างของหนังเรื่อง Cidae de Deus กับหนังแก๊งค์เรื่องอื่นมีอยู่ว่า Cidae de Deus ไม่เปิดให้คนดูเอาใจช่วยใครมากนัก เพราะถ้าเรามองไปรอบตัวของเราก็พบแต่ความหายนะ ความสิ้นหวัง แม้บางตอนจะดรามาจนพอเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้กับตัวละคร สิ่งหนึ่งที่หนังนำเสนอออกมาได้อย่างจะแจ้งไม่อ้อมค้อมก็คือความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งเด็ก เด็กซึ่งเราคนชั้นกลางมองว่าพวกเขาควรจะเติบโตมาอย่างดี เลี้ยงดูดี ควรให้การศึกษา เพื่อให้พวกเขาได้หลุดวงโคจรของความชั่วร้ายนั้น ทว่าตัวหนังกลับไม่ได้ให้ความหวังนั้นเลย เพราะโดยสภาพของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างหนัก ผู้รักษากฎหมายไม่ต้องการทำหน้าที่ พวกเขาคอยเกาะกินไปกับแก๊งค์อันธพาล หรือไม่ก็ไม่ยุ่งเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าปล่อยพวกมันไว้ยังได้ประโยชน์ โดยให้โลกของสลัมต่อสู้มีชีวิตไปโดยพวกมันเอง กำจัดกันเอง

เมื่อดู Cidae de Deus จบ ความขัดแย้งระหว่างชื่อเรื่องและตัวหนัง เป็นการยั่วล้อให้เกิดภาพที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เมืองสวรรค์สำหรับเทพยดานั้นแท้แล้วไม่ต่างจากขุมนรกดีๆ นี่เอง ผู้คนอาศัยกันอย่างหวาดกลัว จนกระทั่งเคยชินกับการฆาตกรรม อาชญากรรม ยาเสพติด พวกเขาเห็นความตายเป็นเรื่องปกติ ศพวัยรุ่นถูกยิงเกลื่อนถนน และสงครามของแก๊งค์สเตอร์ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อคนรอบข้างจำนวนมหาศาล ใครก็ตามที่มองว่าหนังไม่มีทางออก และไม่มีทางเลือกที่จะคลี่คลายปมปัญหาสังคม ผมกลับมองว่า สภาพแบบนี้นี่เองที่มันถูกบ่มให้เป็น เพื่อที่ความรุนแรงจะดำรงอยู่ หากความรุนแรงยังดำรงอยู่ ผู้มีอำนาจก็จะสามารถชี้เป็นชี้ตายผู้คนได้ไม่ว่าพวกเขาจะบริสุทธิ์เพียงไร การแก้แค้นของแก๊งค์จึงช่วยให้พลังงานของความชิงชังกันปะทุขึ้นทุกเมื่อ วัฎจักรดังกล่าววนเวียนไปเช่นนี้จนกว่าจะล่มสลาย

การออกทริปถ่ายภาพเป็นความสุขอย่างหนึ่งของช่างภาพสมัครเล่นอย่างผม เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ประสบการณ์ที่ไม่คาดฝัน บางครั้งเราไม่ได้ตั้งหัวข้อที่จะถ่าย นั่นหมายความว่าเมื่อเราเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วเราก็ลงมือถ่าย เก็บภาพ มองหามุมโปรด มองหาสิ่งใหม่ๆ ที่คนยังไม่เคยถ่าย

ภาพถ่ายชุดนี้ก็เช่นกัน ผมใช้เลนส์ติดกล้องตัวเดียว ไม่ต้องเปลี่ยน พยายามนำเสนอภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ภาพกิ่งก้านของต้นไม้ สีเขียวสดของใบไม้ รากไม้ อุปสรรคในการถ่ายภาพคือสภาพป่าชายเลนที่ทึบ ทำให้ต้องเปิดหน้ากล้องกว้าง นั่นหมายความว่าถ้าไม่ได้เตรียมขาตั้งกล้องไปก็ต้องเสี่ยงต่อภาพที่เคลื่อนไหวและความไม่คมชัด

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มทำให้ผมยังคงตื่นตัวเสมอ เพราะเมื่อถ่ายภาพแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าภาพจะออกมาอย่างไร วัดแสงถูกต้องไหม องค์ประกอบภาพสมบูรณ์หรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

อุปกรณ์ในการออกทริปครั้งนี้ผมใช้กล้อง Nikon FM2 เลนส์ Voigtlander Ultron 40 mm F2 และฟิล์มสี Fuji iso 200

ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นสิ่งเปราะบางเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางจิตใจนั้น ลึกซึ้ง ซับซ้อน ไม่ต้องการเหตุผล และไม่เคยตั้งอยู่บนความแน่นอนของอารมณ์

Chungking Express อาจจะถือได้ว่าเป็นหนังที่ลงตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหว่อง คาร์ ไว ผู้กำกับชาวฮ่องกงที่มีรูปแบบการสร้างหนังแตกต่างจากผู้กำกับฮ่องกงทั่วไป ซึ่งชอบเน้นในเรื่องแก๊งค์สเตอร์ เจ้าพ่อ บู๊ล้างผลาญ ภาพลักษณ์ของหนังฮ่องกงจึงติดอยู่ในสภาพดังกล่าว จนคนดูคิดและจินตนาการไปว่าที่ฮ่องกงคงมีพวกนักเลงหัวไม้วิ่งเอามีดฟันกันเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่หว่องกลับทำงานภาพยนตร์ของตนโดยอาศัยพื้นฐานของหนังฮ่องกง ผนวกกับหนังรักโรแมนติกซึ่งหาได้ยากมากในบริบทหนังฮ่องกง จะกล่าวว่าหนังของหว่องมีกลิ่นไอในแบบฌอง ลุค โกดาร์ เจ้าพ่อนิวเวฟของฝรั่งเศส ผสมผสานรูปแบบหนังรักตามแบบหนังยุโรป ที่มีอารมณ์ทางความรูสึกด้านลึกของตัวละคร โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์ความรัก

หนังเรื่องนี้อาศัยฉาก Chungking Mansion ย่านซิมชาซุย ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ตัวเอกของเรื่องดำเนินเรื่องอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว พบปะเวียนวนทั้งโดยตั้งใจและบังเอิญ บ้างเดินสวนกันโดยไม่ได้รู้จักกัน

หนังแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเล่าเรื่องของตำรวจหนุ่มหมายเลข 223 (Takeshi Kaneshiro) ซึ่งถูกคนรักหักอกในวันที่ 1 เมษายน เขาออกตามหาสัปรดกระป๋องวันหมดอายุที่ตรงกับวันที่ความรักสิ้นสุด เขามีความเชื่อว่าความรักของเขาจะกลับมาดังเดิม คนรักของเขาชอบกินสัปรด และทุกอย่างจะเหมือนเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไป 223 พบว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเรียกวันคืนกลับมาได้ คืนหนึ่งเขาได้พบกับผู้หญิงผมทอง (หลินชิงเสีย) โดยบังเอิญในร้านเหล้าที่เขาชอบไปนั่ง ผู้หญิงผมทองเป็นนางนกต่อเอเย่นต์ค้าผงขาว ที่มองหาชาวอินเดียเพื่อเป็นคนส่งยาไปยังต่างประเทศ เธอถูกหักหลังเสียทั้งของเสียทั้งงาน เธอพยายามกลับไปทวงความยุติธรรมของเธอ ขณะที่เธอกำลังกลุ้มใจสุดขีด เธอก็พบกับตำรวจหนุ่ม ความสัมพันธ์แบบรักข้ามคืนเกิดขึ้น ทว่าความรู้สึกนั้นมิได้พาให้คนสองคู่นี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง

ขณะที่หนังส่วนที่สองเริ่มขึ้นเล่าเรื่องราวของ ตำรวจสายตรวจเดินเท้าในย่านชุงกิง หมายเลข 663 (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่มักแวะเวียนมาซื้ออาหารแบบห่อกลับที่ร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรส 663 มาซื้ออาหารที่นี่ทุกวันก่อนเลิกงาน เขาได้พบกับเถ้าแก่ของร้านจนพูดคุยกันคุ้นเคย 663 มักจะซื้ออาหารไปฝากแฟนของเขาที่เป็นแอร์โฮสต์สเตส จนกระทั่งวันหนึ่งเขากับแอร์ฯสาวเลิกร้างต่อกัน 663 อยู่ในห้วโศกเศร้า เมื่อเขาอยู่คนเดียวเขามักคิดว่าสิ่งของในห้องของเขาร้องไห้เพื่อความรักที่แตกสลาย เขาไม่ได้สนใจใยดีต่อชีวิตของตน ดำเนินชีวิตบนความเจ็บปวดเพียงลำพัง เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาทำเป็นว่าจิตใจของเขาเข้มแข็ง จนกระทั่งร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรสได้พนักงานคนใหม่มาประจำร้าน เฟย์ (เฟย์ หว่อง) จุดเปลี่ยนของเรื่องจึงเกิดขึ้น เฟย์หว่องซึ่งชอบเปิดเพลง California Dreamin เสียงดังลั่นร้าน เธอมองเห็นความเจ็บปวดของ 663 เธอแอบชอบตำรวจหนุ่มแต่ไม่เคยเอ่ยปาก เธอแอบเข้าไปทำความสะอาดบ้านให้เขา ซักผ้าปูที่นอน เปลี่ยนตุ๊กตา แรก ๆ 663 เองก็ไม่เคยสังเกตเห็น เพราะชีวิตของเขาเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ของ 663 กับเฟย์ จึงเป็นเหมือนการวิ่งไล่จับความว่างเปล่าที่ต่างฝ่ายต่องวิ่งหนี เฟย์เก็บจดหมายที่คนรักเก่าของ 663 ฝากเอาไว้ เธอมองว่าจดหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าทำให้ 663 เจ็บปวดยิ่งขึ้น ฉากนี้เราจะเข้าใจได้ดีว่าผู้หญิงเองก็มีธาตุหนึ่งที่ผู้ชายไม่เคยย่างกรายเข้าไปเข้าใจใด ๆ ได้

Chungking Express เป็นหนังที่เปลี่ยนแปลงมุมมองการเล่าเรื่อง โดยอาศัยตัวละครเอกสองคนผลัดกันเล่าเรื่องของตน ทำให้หนังสามารถเจาะลึกเข้าไปยังจิตใจตัวละครที่แสนจะหม่นหมอง พวกเขาต่างไม่อาจก้าวพ้นไปจากบ่วงของความเจ็บปวดโดยเฉพาะความรัก ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากในย่ายชุงกิงตัวหนังได้บอกคนดูถึงความเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางเมืองใหญ่ ความเปล่าเปลี่ยวนั้นกินลึกลงไปสู่จิตใจจนยากเยียวยา

ในวันที่แย่ที่สุดของ 223 เขาโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสาวเก่า คนรักเก่า ผลปรากฏคือเขาต้องผิดหวังที่ทุกคนเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีแฟน มีลูก มีครอบครัว บ้างก็ไม่สนใจใยดีต่อความรู้สึกเจ็บปวดลำพังของเขา ขณะที่ 663 หมกมุ่นอยู่กับโลกเก่าของตน เขาทำทุกอย่างซ้ำซากจำเจ ทั้งที่เคยมีความฝัน ความหวังที่จะไปสู่จุดหมายที่ดีกว่าตำรวจสายตรวจ แต่สิ่งที่ขวางกั้นไม่ให้เขาเดินหน้ากลับเป็นความรักที่ร่วงหล่น

ผลสะเทือนของหนังเรื่องนี้ นอกจากเปิดโลกภาพยนตร์ฮ่องกงสู่ตลาดนอกแล้ว ตัวหว่องคาร์ไวเองก็ค้นพบสูตรสำเร็จของหนังของเขา เริ่มตั้งแต่ภาพดิบหยาบที่ถ่ายโดยคริสโตเฟอร์ ดอยส์ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหว่องไปโดยปริยาย ภาพแบบนี้นอกจากเท่อย่างเป็นธรรมชาติ (เพราะหว่องไม่มีเงินทำหนังมากนักในเวลานั้น) กลายเป็นข้อดีของหนังโดยบังเอิญ ประกอบกับเพลงประกอบหนังที่แสนลงตัวทั้งเพลง California Dreamin ซึ่งสื่อความหมายถึงตัวเฟย์ผู้ซึ่งเป็นตัวละครตัวเดียวที่มองไปยังข้างหน้าและก้าวข้ามไป ขณะที่เพลง What a Difference a Day Make ซึ่งครวญโดยไดนา วอชิงตันเองก็สะกดคนดูให้ดิ้นตายลงเดี๋ยวนั้น Chungking Express จึงเป็นหนังโรแมนติก รักลึกซึ้ง น่าตื่นตะลึง และขนลุกทุกครั้งที่ได้ด

This slideshow requires JavaScript.

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

Carne Trémula

เปโดร อัลโมโดวา (Pedro Almodóva) เป็นผู้กำกับ คนเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างหนังชาวสเปน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อสายตาผู้ชมทั่วโลกนับไม่ถ้วน ผลงานของเปโดร อัลโมโดวาได้รับการตอบรับจากเทศกาลหนังทุกแห่งที่ไปประกวด-จัดฉาย ดารานักแสดงจากฮอลลีวู้ดดึงตัวนักแสดงเอกของเขาไปเล่นในหนังฮอลลีวู้ดก็มาก เปรโดเกิดที่จังหวัดคาสทิลล์-ลามันชา ซึ่งเป็นพื้นเรื่องของนิยายอมตะเรื่องดอน ฆิโอเต้ ของเซอร์วานเตช นักเขียนคนสำคัญของสเปน พ่อของเปโดรเป็นนักอ่าน เขาทำงานเป็นคนขนส่งไวน์ ส่วนแม่เป็นครูภาษาสเปน โดยรับจ้างอ่านจดหมายเขียนจดหมายให้เพื่อนบ้าน เมื่อเปรโดแปดขวบ เขาเข้าเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งสอนศาสนาที่เมืองซาเซเรสทางตะวันตกของสเปน ครอบครัวหวังว่าเขาจะได้เป็นบาทหลวง ที่เมืองอย่างซาเซเรสปราศจากโรงหนัง ทว่าเปรโดให้สัมภาษณ์ว่าถนนในเมืองซาเซเรสมีชีวิต การศึกษาไม่มิได้หยุดยั้งเฉพาะในห้องเรียน เขาเรียนรู้การทำหนังจากการศึกษาชีวิต และจากการศึกษาที่จะเป็นพระ ในปี 1967 เปรโดจึงมุ่งหน้าสู่แมดริดเพื่อเข้าสู่วงการหนัง

แรงบันดาลใจของเปรโด มาจากยอดผู้กำกับโลกอย่างเช่น หลุยส์ บุนเยล, ไรเนอร์ เวอร์เนอร์, อัลเฟรด ฮิตคอร์ก, จอห์น วอร์เทอร์, อิงมาร์ เบิร์กแมน, เฟเดอริโค เฟลลินี เป็นต้น งานเหล่านี้ปรากฏรูปรอยในหนังของเปโดรหลายเรื่อง ผสมผสานจนกลายเป็นสไตล์ของเขาไปในที่สุด ในยุคแรก ๆ เปโดรเริ่มทำหนังสั้น จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรก Pepi,Luci, Bom สร้างขึ้นในปี 1980 แต่เรื่องที่ทำให้เปโดรถูกกล่าวขวัญมากขึ้นนั่นก้คือเรื่อง Matador ผลงานเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเซอร์เรียลของบุนเยลอยู่ไม่น้อย และเขาก็ตอกย้ำต่อแนวทางของตนอีกครั้งในหนังเสียดสีวงการภาพยนตร์ Tie Me Up! Tie Me Down! เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ติดตามดาราสาวด้วยความหลงใหลซึ่งจบลงด้วยความโศกซึ่งถูกชักพาไปสู่จุดจบ

เช่นเดียวกับ Carne Trémula (Live Flesh) หนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Ruth Rendell ว่าด้วยเด็กหนุ่มนามวิกเตอร์ (Libeto Rabal) ผู้เกิดในรถโดยสารประจำทาง เพราะแม่ของเธอไปโรงพยาบาลไม่ทัน การเกิดบนรถประจำทางกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้อำนวยการขนส่งจึงมอบตั๋วรถเมล์ตลอดชีพให้กับวิกเตอร์ นั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเขาไม่อาจทราบได้ เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาได้พบกับเอเลนา (Francesca Nari) ขี้ยาสาวสวยซึ่งทั้งสองบังเอิญนอนกันคืนหนึ่ง วิกเตอร์ตกหลุมรักเอเลนาถึงขั้นตามไปที่บ้าน ทว่าเธอมิได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองทุ่มเถียงกัน วิกเตอร์ไม่ยอมไปไหนจนกว่าเอเลนาจะให้เหตุผลที่ไม่อยากเจอเขา เอรินาจึงไปคว้าปืนออกมา ทั้งสองทะเลาะกันจนปืนลั่น เป็นเหตุให้เพื่อนบ้านโทรแจ้งตำรวจ

ตำรวจสายตรวจสองนาย คนแรกเดวิด (Javier Barden) นายตำรวจหนุ่มผู้มีไฟในการทำงาน สุขุม เยือกเย็น ดูมีอนาคต คนที่สองเพื่อนคู่อายุมากกว่านามซานโซ (José Sancho) นายตำรวจที่อยากจะเกษียนชีวิตการทำงานเต็มแก่ เพราะคิดว่าเมียตัวเองกำลังมีชู้เพราะเขาไม่มีเวลาให้กับเธอ ทั้งสองไปยังที่เกิดเหตุ เดวิดกำลังไกล่เกลี่ยให้วิกเตอร์วางปืนลง เด็กหนุ่มลังเลเพราะความกลัวที่ตัวเองทำผิด ขณะเดียวกันเดวิดกำลังกันให้เอเลนาออกมาจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อทั้งคู่สวนกันภาพสโลว์ช้า เอเลนาตกหลงรักตำรวจหนุ่มอย่างเดวิดในวินาทีนั้น ขณะเดียวกัยซานโชก็กระโดดตะครุบเพื่อแย่งปืนกับวิกเตอร์ ปืนนัดหนึ่งดังขึ้น มันโดนเข้าที่ขาของเดวิด เขาล้มลง เอเลนามองเขา ภาพตัดไป

กระสุนนัดนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดของคนทั้งสี่โดยสิ้นเชิง เดวิดพิการเดินไม่ได้กลายเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลบนรถเข็นที่มีชื่อเสียง เอเลนาซึ่งตกหลุมรักเดวิดเปลี่ยนแปลงจากขี้ยามาเป็นเมียผู้แสนดีของเขา เธอทุ่มเททำงานให้กับโรงเรียนเด็กด้อยโอกาส โดยเธอเป็นผู้อำนวยการและเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ เธอเคียงข้างสามียามไปแข่งบาสฯ และดูแลเขาด้วยความรักแม้เขาพิการ ส่วนวิเตอร์อยู่ในสถานกักกันถึงหกปี ก่อนจะพ้นโทษออกมาบังเอิญเขาพบเดวิดและเอเลนาทางทีวีขณะที่การแข่งขันบาสฯสำหรับผู้พิการจบลงด้วยชัยชนะของเดวิด

วิกเตอร์ซึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไป ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากใจเขาก็คือความริษยา ความแค้น และความไม่เข้าใจต่อโชคชะตาของตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำไมต้องจบลงเช่นนี้ เขาสูญเสียอิสรภาพ เมื่อออกจากสถานกักกันแม่ของเขาก็มาเสียชีวิต เขาตั้งใจจะแก้แค้นเอลินากับเดวิด เอเลนาเคยปรามาสว่าเขาไม่ใช่นักรัก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่กระหายใคร่ ไม่เคยรู้จักความรัก เขาจดจำตำนี้ของเธออย่างดี ระหว่างที่เขาไปเคารพศพแม่ที่สุสาน เอเลนาก็สูญเสียพ่อ วิกเตอร์เข้าไปแสดงตนให้เอเลนาได้เห็น เธอสะดุ้งเมื่อพบวิกเตอร์อีกครั้ง ในงานศพเขาได้พบกับคราลา เมียของซานโช ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มกับสาวมากประสบการณ์เกิดขึ้น คราลาสอนประสบการณ์ความรักและเซ็กซ์ให้กับเขา ขณะเดียวกันวิกเตอร์ไปสมัครงานที่โรงเรียน เขาหวังว่าเอเลนาจะเห็นใจเขาบ้างกับเรื่องราวในอดีตและความรักที่เขามีต่อเธอ

Carne Trémula เป็นหนังที่ไม่เก็บงำความรู้สึกของตัวละครให้อื้ออึง การแสดงอารมณ์ความรัก ความริษยา ความโกรธ ความโง่งั่ง ถูกฉายออกมาราวสายน้ำ หนังพยายามบอกว่ามนุษย์เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก แม้ต้องใช้วิธีที่โง่เง่าที่สุดก็ต้องทำ หรือแม้แต่ว่าทำแล้วจะเกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสตามมาสู่ตัวเองและผู้อื่น พวกเขาก็ดูจะเหมือนปรารถนาที่จะเลือกหนทางนั้น แต่จะเป็นอะไรไปเล่าในเมื่อเราบูชาในความรัก และเชื่อว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด แม้ความรักนั้นจะมาช้า หรือสูญสลายไปแล้ว ความรักก็ยังเป็นปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งดำรงอยู่ในตัวเราไม่เสื่อมคลาย

37°2 le matin Betty Blue: ตัวอ่อนในครรภ์มารดา

37.2 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิปกติในตอนเช้าของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ นี่คือชื่อเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของหนังฝรั่งเศส (37°2 le martin) ที่ได้รับกล่าวถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหนังยุคหลังสมัยใหม่ และในเมืองไทยหนังเรื่องนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงเมื่อครั้งหนึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้จัดฉายหนังเรื่องนี้ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ถูกคณาจารย์ลงโทษขั้นหนักต่อนักศึกษาที่ฉายหนัง ด้วยข้อหาฉายหนังอนาจาร!!!

เบ็ตตี้บลู เป็นผลงานการกำกับของ Jean-Jacques Beineix โดยเขียนบทร่วมกันระหว่าง Phillipe Djian นักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส สำหรับตัวภาพยนตร์นั้นผมขอแบ่งออกเป็นสามภาคสามตอนตามสถานที่ที่ตัวละครเอกทั้งสองเคลื่อนย้ายไปสู่พื้นที่ใหม่ เพราะโดยเชิงความหมายของสถานที่ก็ดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย หรือจุดที่เรื่องถูกนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอันไม่อาจหวนคืนของชีวิต

ส่วนแรกเรื่องราวเกิดขึ้น ณ บังกาโลริมทะเล สถานที่ตากอากาศในช่วงฤดูร้อน ซอร์ค (Jean-Hugues Anglade) ผู้มีอาชีพช่างไม้ และรับจ้างทั่วไป กำลังร่วมรักกับ เบ็ตตี้ (Béatrice Dalle) ทั้งสองเพิ่งพบกันแล้วพามาร่วมรักกันอย่างร้อนเร่าในบังกาโลของซอร์ค ฉากเปิดถ่ายด้วยภาพลองช็อต กล้องค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ทั้งสอง โปสเตอร์ภาพโมนาลิซ่าติดอยู่หัวเตียง ภาพโมนาลิซาซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะต่างถกเถียงกันว่านางแบบเลอโฉมคือใคร จนบางสำนักตั้งสมมติฐานว่าภาพโมนาลิซาก็คือดาวินซีนั่นเอง จุดเริ่มต้นของเรื่องพาให้ผู้ชมตกตะลึงกับฉากร่วมรักร้อนเร่ารุนแรงนี้แล้วยังชวนให้ผู้ชมเพ่งพินิจถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ก็มาจากเพศสัมพันธุ์ หนังพยายามเอื้อนเอ่ยว่านี่คือธรรมชาติแห่งมวลมนุษย์ และการร่วมรักก็คือส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดมนุษย์

ซอร์คเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างผู้ใช้แรงงานที่ยอมจำนนต่อชะตากรรมของตัวเอง เขาทำงานตามที่เจ้าของบังกาโลสั่งคือทาสีบังกาโลห้าร้อยหลังให้เสร็จทันฤดูร้อน เขาเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่นั่น ซอร์คไม่ดื้อไม่บ่นและทำอย่างที่เจ้านายสั่งโดยไม่ต่อรอว เบ็ตตี้ย้ายข้าวของมาอยู่กับซอร์คหลังการร่วมรัก เธอกลายมาเป็นสีสันใหม่ สาวน้อยผู้เจิดจ้าเป็นตัวของตัวเอง และกิจกรรมบนเตียงซึ่งร้อนเร่า เบ็ตตี้เป็นผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นในตัวซอร์ค เธอพบว่าเขาเขียนนิยายเอาไว้เรื่องหนึ่ง หลังจากไม่พอใจที่ซอร์คยอมจำนนกับเจ้านาย เธอรื้อบ้านทิ้งและพบนิยายเรื่องดังกล่าว เธอลงมืออ่านจนจบ เธอจึงเชื่อว่าซอร์คมีความสามารถแฝงเร้น เขาไม่ใช่คนธรรมดาทว่าจะก้าวไปเป็นนักเขียนชื่อดัง ความเชื่อมั่นนี้เบ็ตตี้มีอยู่เต็มเปี่ยม เมื่อถึงจุดเดือดเธอจึงเผาบังกาโลที่อยู่ของซอร์คจนไหม้ แล้วทั้งสองก็พากันมายังปารีส การเผาบังกาโลของซอร์คเป็นเหมือนการทำลายตัวตนเก่าของซอร์คจนสิ้น กองไฟผลาญอดีตของซอร์คไม่มีเหลือ เพื่อที่เขาจะได้เข้ามาสู่ตำนานใหม่

ในส่วนที่สองของหนัง ชีวิตของคู่รักเริ่มต้นที่ปารีส โรงแรมเก่าของเพื่อนสนิทเบ็ตตี้นามลิซ่ากลายเป็นนิวาสสถานแห่งใหม่ ที่นี่เบ็ตตี้เริ่มต้นพิมพ์ต้นฉบับนิยายให้กับซอร์ค เพื่อจะส่งไปให้สำนักพิมพ์ในปารีสได้พิจารณา ในภาคนี้เราจะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของคนทั้งสองเริ่มต้นโดยการขับเคลื่อนของเบ็ตตี้ ซอร์คละทิ้งตัวตนของตัวเองในอดีตอย่างไม่หวนคืน เขารักเบ็ตตี้เพราะเธอทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อเขา เธอมีความเชื่อมั่นในตัวซอร์คมากกว่าเขาเองเสียอีก เบ็ตตี้ทำสิ่งนี้เพื่อตัวซอร์ค เธอแสดงให้เห็นถึงอนุภาคแห่งความรักนั้นยิ่งใหญ่ ระหว่างรอต้นฉบับพิจารณาเบ็ตตี้และซอร์คทำงานให้กับเอ็ดดี้แฟนของลิซ่าในร้านอาหารอิตาเลียน ที่นี่เองที่ทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้กำเริบขึ้นอย่างช้า ๆ เธอคลั่งลูกค้าที่เรื่องมาก ด้วยการใช้มีดจิ้มลงที่แขนของลูกค้า เธอกรีดร้องไม่เป็นตัวของตัวเองจนซอร์คต้องปลอบประโลม ที่ปารีสเต็มไปด้วยปัญหา เบ็ตตี้เฝ้ารอผลการตอบรับจากสำนักพิมพ์ด้วยความกระวนกระวายใจและทำให้เธอประสาทเสียเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ถึงกับไปพบบรรณาธิการแล้วทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ

หนังเรื่องเบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่กล่าวถึงปัจเจกบุคคลที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิต การดิ้นรนทางด้านจิตวิญญาณ ความอ่อนแอและไม่เชื่อมั่นในตัวตนที่เป็น นักวิจารณ์สังคมแนวสัจจนิยมมักโจมตีปัญหาปัจเจกบุคคลเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นภาวะส่วนบุคคล เป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่สร้างสรรค์ ทว่าในความหมายของความเป็นมนุษย์ ปัญหาของเหล่าปัเจกชนนับวันยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อย  ๆ อาการป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ หรือที่เราเรียกว่าโรคแห่งยุคสมัยแผ่อิทธิพลจนก่อปัญหาในเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้น

จุดเปลี่ยนจุดที่สามของหนังเกิดขึ้นเมื่อเบ็ตตี้และซอร์คต้องเดินทางไปงานศพแม่ของเอ็ดดี้ที่อยู่ห่างจากปารีสห้าร้อยกว่าไมลส์ บ้านแม่เอ็ดดี้เป็นร้านเปียโนในชนบทที่สวยงาม เมื่อไปถึงที่แห่งนั้นซอร์คตัดสินใจดำเนินกิจการร้านเปียโนต่อจากแม่เอ็ดดี้ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เอ็ดดี้เพื่อนรักของเขาดีใจเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งแรกของซอร์ค เขาทำเช่นนี้เพราะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง เพื่อทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้ดีขึ้น ทั้งสองคิดลงหลักปักฐาน สร้างครอบครัว ในที่สุดเบ็ตตี้ก็ตั้งครรภ์ เธอเอาผลการตรวจครรภ์ให้ซอร์ค ซอร์ค์ดีใจมากที่จะได้เป็นพ่อคน แต่แล้วในหลายสัปดาห์ต่อมาเบ็ตตี้พบว่าตัวเองแท้ง เธอเสียใจมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอระทมทุกข์ตัดผมตัวเองเพื่อจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคน ทว่าการแปรเปลี่ยนนี้ไม่สำเร็จ เธอยังจมความเศร้าคล้ายอาการบ้าเดินทางมาถึง เธอควักดวงตาของเธอเพื่อไม่ให้ตัวเองมองเห็นความเปลี่ยนแปลง นั่นนำไปสู่ทางสุดท้ายของตอนจบที่เธอมิอาจจะกลับมาเป็นตัวเธอเองได้อีกแล้ว เธอสูญเสียคนรักอย่างซอร์ค และไม่รู้ด้วยซ้ำที่เธอเป็นใคร ซึ่งจุดนี้ซอร์คก็มองเห็น นั่นหมายความว่าหากการดรงอยู่ของความรักเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างจากความตาย

เบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่สะเทือนอารมรือย่างสูง มันกระแทกเราด้วยความรักความขมขื่น ความหวังที่อยู่เพียงแค่เอื้อม ทว่าไขว่าคว้าไม่เคยได้ เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ เราจึงรู้สึกว่าชีวิตเราช่างโดดเดี่ยวเอกายิ่งนัก