Info

Posts from the Action Category

โดย นิวัต พุทธประสาท

burn-after-reading-poster

ทุกวันนี้โลกความจริง กับโลกในหนังมีพื้นที่ว่างไม่ห่างกัน ถึงจะห่างกันทว่ามีเส้นบาง ๆ เส้นหนึ่งเท่านั้นที่ขวางกั้นอยู่ บางครั้งเราเข้าใจว่า “ข้อเท็จจริง” (บางส่วน) จากในหนังคือข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อเราดูหนังจบทำให้เราเข้าใจว่าเรารู้จัก “โลก” ได้อย่างถ่องแท้ทุกแง่มุม จนทำให้เราสำคัญผิดคิดว่า “โลกความจริง” นั้นมีตัวตนอยู่ในพื้นที่หนัง (หรือสื่ออื่น ๆ) และบางเวลาเราก็ยังเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ มีใครสักคนบงการอยู่ (The Matrix, The Truman Show) ใครสักคนทั้งที่เป็นพระเจ้า คนที่มีอำนาจ รวมถึงระบอบการปกครอง แต่เมื่อสาวถึงเนื้อในแก่นแกนลึกที่สุด บางที…คนที่เราว่า…อาจจะไม่มีตัวตนก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจจะเป็นความเลินเล่อ หรือสิ่งไร้สาระที่หาค่าไม่ได้ แล้วความจริงในหนังทั้งหมดอาจจะเป็นเพียงเรื่องแต่งธรรมดาที่เป็นเพียงความละเมอเพ้อพก

เช่นเดียวกับหนังเรื่อง Burn After Reading หรือชื่อไทย “ยกขบวนป่วนซีไอเอ” ที่ชวนให้คิดว่าเป็นหนังบู๊สนุก ๆ ในแบบมีคลาสนิด ๆ  รับรองว่าถ้ามีแต่ชื่อไทยคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคงไม่ไปดูแน่ ที่จริงหนังเรื่องนี้จุดขายอยู่ที่ผู้กำกับสองพี่น้อง โจเอล และอีธาน โคลเอนนั่นเอง แล้วถ้าใครหวังไปดูหนังในแบบจิตป่วนหฤโหดแบบ No Country for Old Man ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะหนังเรื่องนี้ของสองพี่น้องทำคนละแนวกับ No Country for Old Man อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แม้นว่า Burn After Reading จะเป็นหนังในแนวคอมเมดี แต่แนวทางของหนังยังเป็นแนวทางของทั้งสองผู้กำกับ หนังตลกของทั้งสองไม่ใช่หนังตลกในแบบ Scary Movie หรือหนังล้อเลียนหนัง แต่เรียกว่าหนังแนวเสียดสี

Burn After Reading ไม่ได้แค่ล้อเลียนหนังฮอลีวู๊ด ไม่ได้แค่ล้อเลียนอาการหนังแอคชั่น แต่ยังล้อเลียนไปถึงสังคมอเมริกันและของโลก ซึ่งเรากำลังตกอยู่ในอิทธิพลบางอย่างที่ครอบงำวิถีชีวิตของมนุษย์

หนังจับคู่ภาพความขัดแย้งเอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่องค์กรใหญ่อย่าง ซีไอเอ ซึ่งการเมืองภายในต่างเลื่อยขาเก้าอี้กันเอง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข่าวลับสุดยอดออสบอร์น คอกส์ (จอห์น มัลโควิช) ถูกปลดออกจากงานอย่างสายฟ้าแลปในข้อหาติดเหล้า ขณะที่ตัวเขากับแคทตี้-ภรรยาก็เต็มไปด้วยความไม่ลงรอยกัน และนำมาสู่ทางตันของชีวิตคู่ โดยภรรยาของเขานอกใจแอบไปคบกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังแฮร์รี่ ฟาร์เรอร์ (จอร์จ คูนีย์) แฮร์รี่ชอบใช้ชีวิตเซ็กซ์กับสาวแปลกหน้าโดยการนัดบอดผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่เขายังรักภรรยาของตน และเข้าใจว่าตนนั้นเป็นชายเหนือชายที่ไม่งี่เง่าเหมือนผู้ชายน่าเบื่อคนอื่น ๆ ความขัดแย้งในครอบครัวถูกหยิบยกมากล่าวถึงในแง่มุม “โกหก” “หวาดระแวง” “ต้องสงสัย” สิ่งเหล่านี้ถูกครอบครองด้วยภาวะ “ทึกทัก” เอาเอง  คู่ขัดแย้งจึงกลายเป็นลูกโซ่ที่เกี่ยวเนื่องกันเริ่มจาก ซีไอเอ-ออสบอร์น-แคทตี้-แฮร์รี-ภรรยาของแฮร์รี ต่างกลายเป็นคู่ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งปัญหา ถ้าใช้ภาษาธรรมมันก็คือเหตุแห่งทุกข์ย่อมเกิดจากการละเมิดศีลนั่นเอง

ส่วนคู่ความสัมพันธ์ของตัวละครอีกฟากคือ ลินดา ลิทซ์เก้ (ฟรานเชส แมคดอร์มานด์) พนักงานในโรงยิม ที่คิดว่าตัวเองแก่ ไม่สวย ขาดความมั่นใจ เธอต้องการเงินเพื่อทำศัลยกรรม เงินประกันชีวิตที่เธอส่งให้บริษัทไม่ครอบคลุมที่จะทำให้เธอได้เงินเพื่อไปทำศัลยกรรม บังเอิญที่แช้ด-เพื่อนพนักงานโรงยิม (แบรด พิตต์) ได้แผ่นซีดีที่ลูกค้าในโรงยิมทำตกเอาไว้ เขาคิดว่ามันคงเป็นข้อมูลสำคัญทางราชการ ลินดาวาบคิดขึ้นมาได้ว่าเธอจะหาเงินมาศัลยกรรมด้วยการแบลคเมล์

เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงค่อย ๆ ยกระดับสถานะของความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ลินดาต้องการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน จนไม่สนใจว่ามันก่อให้เกิดความเสียหาย บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเสียหายเกิดขึ้นและจะมีผลต่อคนอื่นอย่างไร ข้อเรียกร้องของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ แต่เธอลืมไปว่าเธอไม่สามารถบงการคนอื่นได้ เพราะแท้แล้วเธอไม่ใช่คนสำคัญ สิ่งที่เธอมีอยู่มันไม่ได้สำคัญมากไปกว่าขยะ

หนังของพี่น้องโคลเอนดูสนุก เขียนบทได้อย่างกวนทีน มีลูกล่อลูกชน สร้างเสียงหัวเราะได้เกือบทุกฉาก (แม้แต่ฉากโหด ๆ ที่มันตลก แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้) การแสดงของจอร์จ คูนีย์, แบรด พิตต์, ฟรานเชส แมคดอร์มานด์ อยู่ในระดับที่ดีมาก จอร์จ คูนีย์ สลัดภาพพระเอกในแบบฮีโร่ทิ้งได้อย่างเนียน ๆ ด้วยการเล่นเป็นชายเจ้าชู้ ขี้อวด (สวมทองเส้นใหญ่ ๆ) เฉิ่ม (ใส่กางเกงเอวเกือบถึงอก) และงี่เง่า (ชอบพูดโอ้อวด) ส่วนแบรด พิตต์ เล่นเป็นพวกขี้แพ้ ติงต๊อง ต้องสวมกางเกงขาสั้น ๆ รัด ๆ แบบหนุ่มนักยิม เขาคือตัวขโมยซีนดี ๆ นี่เองๆ บทของแบรด พิตต์ อาจจะเอาดาราหนุ่ม ๆ หน้าใหม่มาเล่นก็ได้ แต่ภาพของแบรด พิตต์ นั้นคอนทราสต์กับบทบาทเดิม ๆ ของเขา ซึ่งมันสามารถส่งผลความคอนทราสต์ต่อคนดูได้ดี ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด แล้วแบรด พิตต์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเสียด้วย

แรงฉีกกระชากของ Burn After Reading เป็นเสมือนมายาภาพที่ทำให้คนดูตระหนักว่า ภาวะสับสนอลหม่านของปัญหา ไม่อาจจะนำพาไปสู่ทางออกจริง ๆ เพราะทางออกส่วนมากมักจะเลอะเลือน ไร้ปัญญา และต้องแลกสิ่งนั้นในราคาที่เท่าเทียมกันหรือแพงกว่า ความขัดแย้งในหนังนำพาไปสู่จุดจบที่ไร้สาระ แต่เป็นภาพไร้สาระที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มักเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ภาพของหนังในตอนเริ่มเรื่อง จากมุมมองเหนือเมฆ ซูมเข้าไปสู่พื้นโลก ตอนจบของหนังค่อย ๆ ดึงเราออกมาจากเหตุการณ์ ลอยไปสู่เบื้องบนอีกครั้ง เท่ากับแปรสภาพคนดูกลายเป็นพระเจ้า ที่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้ นอกจากนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น และปล่อยให้มันเป็นไป

**** (สี่ดาว)

Cover DVD The Birds

หากเอ่ยนามผู้กำกับ Alfred Hitchcock คงไม่เคยมีนักดูหนังคนไหนไม่รู้จักเขา หนังที่ทำให้คนรู้จักฮิตค็อซ์กมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Vertico (1958) ,Phycho (1960) และ The Birds (1963)

Hitchcock

ผมสารภาพว่าเคยชมภาพยนตร์ของฮิตค็อกไม่มากนัก แต่เมื่อชมทุกครั้งก็พบกับความน่าทึ่งของหนังทุกเรื่องที่เขากำกับ ประการแรก หากดูจากห้วงเวลาที่หนังถูกสร้าง ฮิตค็อกคือต้นแบบของหนังยุคใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยภาษาภาพยนตร์ ภาพ เสียง องค์ประกอบภาพ เทคนิคพิเศษ ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างน่าทึ่งเกินบรรยาย เทคนิคพิเศษของฮิตค็อกในเรื่อง The Birds ยังทำดีกว่าเทคนิคพิเศษบางเรื่องในหนังไทยสมัยนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาหนังไทยนะครับ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มันฟ้องด้วยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ฮิตค็อกเลือกเทคนิคพิเศษที่เหมาะสมเข้ามาในหนัง ทำอะไรไม่เกินตัว หรือพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความสมจริง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าหนังที่พึ่งพิงเทคนิคพิเศษมาก ๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ หนังฮอลลีวู๊ดในปัจจุบันลงทุนกำกับฉากเทคนิคพิเศษอย่างมหาศาล ฉากเครื่องบินตกไม่กี่วินาที บางครั้งอาจจะลงทุนมากกว่าหนังไทยบางเรื่อง

กลับมาที่ The Birds อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ โดยไม่มีการเล่าภูมิหลังตัวละคร หรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นย้อนหลังกลับไป เท่ากับว่าตัวละครนั้นรู้เท่า ๆ กับคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นที่นิยมในหนังสืบสวนสอบสวนยุคใหม่หลายเรื่องก็ดำเนินเรื่องลักษณะนี้ The Birds เล่าเรื่องเมลานี ดาเนียล หญิงสาวสวยลูกสาวเจ้าพ่อสิ่งพิมพ์ เธอมีลักษณะแก่นแก้ว ไร้เดียงสา และมีเสน่ห์ดึงดูด เธอไปร้านขายสัตว์เลี้ยง โดยต้องการนกไปเลี้ยง ที่นั่นเธอบังเอิญได้พบกับมิตซ์ เบรเนอร์ ทนายความหนุ่มที่มีน้องสาวอายุน้อย ซึ่งเขาจะกลับชนบทไปอยู่กับน้องสาวและแม่ทุกสุดสัปดาห์ มิตซ์แกล้งทำเป็นจะไปซื้อนกไปฝากน้องสาว โดยที่นางเอกของเราสมยอมแกล้งทำเป็นคนขายนก ทว่าเขากลับอำเธอเพราะรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอคิดแก้แค้นคืนจึงให้นักข่าวช่วยหาชื่อของเขาจากทะเบียนรถ โดยแกล้งเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งให้เขาที่บ้านชนบท เพื่อทำให้เขาแปลกใจนั่นเอง

Tippi Hendren

หนังในช่วงแรกนั้นนำเสนอในแบบรักกุ๊กกิ๊กหนุ่มสาว แต่ฮิตค็อกก็ทำออกมาได้สนุกไม่เบาเลยทีเดียว กว่าหนังจะเข้าเรื่องก็ตอนที่นางเอกเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งที่ชนบท แล้วเริ่มโดนนกนางนวลโจมตีระหว่างขับเรือกลับชายฝั่ง (ลองจินตนาการดูนะครับว่านางเอกสาวสวยของเราขับเรือได้ด้วย)

The Birds ไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าทำไมนกทั้งหลายตั้งแต่นางนวล อีกา แบล็คเบิร์ด ต่างรวมฝูงกันจำนวนมหาศาล แล้วก็โจมตีมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า มนุษย์ไม่คิดว่านกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษสงจะจัดการกับมนุษย์จนถึงกับตายได้

ฮิตค็อกฉลาดพอที่จะไม่บอกว่านกทำไมถึงโจมตีมนุษย์ เพราะถ้าเราชมหนังมาหลายเรื่อง หนังที่บอกสาเหตุโน้น สาเหตุนี้ หรือมองหาเหตุผลมารองรับ “โลกเสมือนจริง” ในหนัง บางครั้งยิ่งบอกยิ่งเลอะเทอะ จนบางครั้งทำจนไม่น่าเชื่อถือเลยก็มี

สิ่งที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของฮิตค็อกก็คือเขามักจะฆ่าตัวละครรอง หรือตัวละครเอกได้ตลอดเวลา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ไลเดีย ครูโรงเรียนชนบทอดีตแฟนสาวของมิตซ์ ต้องมาตายเพราะปกป้องน้องสาวของมิตย์ไม่ให้ฝูงนกโจมตี รวมถึงตัวนางเอกของเราถึงกับเสียสติเมื่อถูกนกโจมตีในตอนจบ

ฮิตค็อกเล่นกับคนดูด้วยเทคนิคพื้นบ้าน แต่ว่าทรงภราณุภาพ เสียงดนตรีประกอบที่โหยหวน ฉากที่มีแต่เสียงฝูงนกบินโดยไม่เห็นตัว ฉากที่เด็กนักเรียนประถมมากมายวิ่งหนีฝูงอีกามหาประลัย ฉากมุมสูงที่มองเห็นเมืองลุกไหม้ รวมถึงชะตากรรมของชาวเมืองที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน แม้หนังจะจบลงอย่างปริศนา แสนเศร้า เงียบงัน

เหนืออื่นใดหลังจากดูหนังเรื่อง The Birds จบ ผมหลงรักนางเอกของเรื่องอย่างมากมายเลยครับ Tippi Hendren สวยบาดใจเหลือเกิน แม้ผ่านเวลามานานเธอก็ยังสวยไม่ตกยุคแม้ระเบียดนิ้วเดียว

District 9: การกลายเปลี่ยน

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันจะออกมาฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็คือ Avatar กับ District 9 หนังทั้งสองเรื่องแม้จะแตกต่างกันทว่าหนังกลับพูดถึงเรื่องสองเรื่องที่ดำเนินไปตามระนาบเดียวกัน กล่าวคือหนังทั้งสองพูดถึงมนุษย์ต่างดาว ต่างกันตรงที่ว่า Avatar มนุษย์บุกดาวแพนโดราเพื่อต้องการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีชนเผ่าโบราณของแพนโดราต่อต้าน ส่วน District 9 ยานมนุษย์ต่างดาวเกิดมาจอดเสียอยู่ใจกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ต่อมามนุษย์ต่างดาวจำนวน 2.5 ล้านตัวบนดาวกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่สร้างปัญหาให้โลก

แต่สิ่งที่หนังสองเรื่องนี้นำเสนอเช่นเดียวกันคือ “การกลายเปลี่ยน” ในอวตาร เจค พลทหารผู้สูยเสียขาสวมวิญญาณชนเผ่าด้วยเครื่องจักรกลทันสมัย เขากลายเป็นเหมือนกองทัพเข้าไปในชนเผ่า แต่สุดท้ายเขาได้กลายเปลี่ยนทั้งดวงวิญญาณและจิตใจเพื่อปกป้องแพนโดราจากมนุษย์

ขณะที่ District 9 วิคัสนายตำรวจที่ทำหน้าที่อพยพมนุษย์ต่างดาว เพื่อขจัดปัญหาอันหมักหมมของมนุษย์ต่างดาวยาวนาน 20 ปี การอพยพไปสู่ถิ่นที่อยู่ใหม่กลางทะเลทราย อาจจะทำให้ชาวโยฮันเนสเบิร์กได้มีชีวิตที่ดีขึ้น และการอพยพนั้นต้องทำด้วยสิทธิมนุษยชนในแบบฉบับชาวโลกคือต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลอ่อนโยน ทว่าในทางปฏิบัติมิใช่อย่างที่เราทราบกันดี

ขณะที่วิคัสปฏิบัติการเขาได้รับเชื้อจากพลังงานเหลว ทำให้เาติดเชื้อจนร่างกายเริ่มกลายเปลี่ยนเป็นแมลงต่างดาว

สิ่งที่หนังนำเสนอนี้ประเด็นการกลายเปลี่ยนของตัวละครน่าสนใจไม่น้อย จากศัตรูที่ต้องจัดการคู่ตรงข้าม กลายมาเป็นผู้ที่ถูกฝ่ายเดียวกันตามล่า จนในที่สุดตัวละครก็กลายเป็นเนื้อเดียวกับศัตรู เรื่องราวการกลายเปลี่ยนนี้เป็นขบวนการที่น่าสนใจในหนัง เนื่องจากมันทำให้บริบทของหนังมีพื้นที่พัฒนาบุคลิกภาพของตัวละคร

หากมองในโลกจริงนอกเรื่องแต่ง การกลายเปลี่ยนนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในอุมการณ์ของนักการเมือง ทว่ามันตรงข้ามกันก็คือการกลายเปลี่ยนของนักการเมือง มักจะกลายเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายเสมอ และโดยส่วนใหญ่การกลายเปลี่ยนจากคนดีเป็นคนร้ายจะมากกว่า

District 9 เป็นหนังที่น่าสนใจ ดูสนุก กลวิธีการเล่าเรื่องน่าสนใจ น่าติดตามจนคนดูไม่สามารถละเว้นได้แม้แต่ฉากเดียว ความเข้มข้นของตัวเรื่องหนักแน่นและสนุกกว่า Avatar หลายก้าว ส่วนเทคนิคพิเศษนั้นอยู่ในขั้นที่ว่าน่าสนใจ แม้ไม่อลังการเท่าอวตารทว่า District 9 ล่วงรู้ถึงข้อจำกัดนี้ เขาจึงใช้เทคนิคพิเศษได้อย่างอเหมาะพอใจ โดยมุ่งเน้นเทคนิคในแบบสมจริง ไม่พึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคในฉากใหญ่อลังการ จึงทำให้เทคนิคพิเศษสนับสนุนให้หนังโดดเด่น โดยที่คนดูไม่ต้องสนใจเทคนิคเลยแม้แต่น้อย นี่แหละครับที่เขาบอกว่า “บทดี” มีชัยไปกว่าครึ่ง

House of Flying Daggers: ความรักบังดวงตา เสน่หาฆ่าอุดมคติ

คะแนนรวม ***
รายละเอียด: Encoding Region Zone 3 Picture 8 Sound 7 Movie 6 Supplementary (ไม่มี)

House of Flying Daggers poster

นี่เป็นหนังคนละขั้วในทางอุดมคติระหว่างหนังเรื่องที่ผ่านมาของจางอี้โหมว บังเอิญถ้าใครได้ชม Hero ของเขามาก่อน ก่อนที่จะได้ชม “บ้านมีดบิน” มันทำให้คนดูอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าตัวบทต่ำกว่ามาตรฐานไปหรือเปล่า หรือว่านักวิจารณ์คาดหวังกับจางอี้โหมวมากกว่านั้น สำหรับผมขอให้เป็นอย่างหลังดีกว่า เพราะผมชอบผู้กำกับคนนี้มากและให้เครดิตรกับเขาค่อนข้างสูงในหมู่ผู้กำกับเอเซียด้วยกัน ทั้งนี้เขาอาจจะหมกมุ่นอยู่กับการกำกับพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกที่ปักกิ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามากกว่า จนมีเวลาให้กับหนังเรื่องนี้น้อยไปหน่อยหรือเปล่า

แต่ถ้าวัดเรื่อง “บ้านมีดบิน” เดี่ยว ๆ มันก็ผ่านไปในแบบเกรด A ลบ นิด ๆ จนถึงบีบวก
บ้านมีดบินเป็นหนังโรแมนติกแอกชั่นที่ใช้ฉากหนังจีนกำลังภายในเป็นตัวเดินเรื่อง ต้องยอมรับว่าฉากต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้สวยสดงดงามเป็นอย่างยิ่ง ความงามของฉากนี้ทำให้ผมหลงใหลหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และอาจจะทำให้คนหลงรักมันได้อย่างไม่ยากเย็น

“บ้านมีดบิน” เล่าเรื่องของสองมือปราบหนุ่มเจ้าสำราญสมญาว่าสายลมอิสระ “จิน” (ทาเคชิ คาเนชิโร) กับมือปราบวัยกลางคนที่ดูลุ่มลึกอย่าง “เหลียว” (หลิวเต๋อหัว) ถูกทางเบื้องบนสั่งการอย่างเด็ดขาดให้กำจัดขบวนการใต้ดินที่ชื่อว่า “บ้านมีดบิน” ให้สินซาก โดยสองมือปราบได้ข่าวมาว่ามีนางโลมตาบอดรูปโฉมงามมาซ่องสุมอยู่ที่สำนักนางโลมจึงได้เข้าไปจับกุม เรื่องราวของการต่อสู้ไล่ล่า และสัมพันธ์กันระหว่างชายสองหญิงหนึ่งจึงเกิดขึ้นระหว่างการจับกุม

ตัวหนังไม่ได้มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากนัก ว่าไปแล้วก็ออกจะเล่าเรื่องตรง ๆ ซื่อ ๆ เรียบง่ายเป็นระเบียบตามแบบหนังทั่วไป ส่วนที่ทำได้ดีมากคือความโรแมนติกของหนังนั้นมีมาก จนรายละเอียดของโครงเรื่องรองขาดความหนักแน่น โปร่งบาง และไม่อาจจะ “เชื่อ” ได้ว่า “ความรัก” ได้บดบังอุดมการณ์ของหนุ่มสาวไปหมดแล้ว ในกรณีนี้ผมคงอดเปรียบเทียบกับหนังเรื่อง Hero ไม่ได้ เพราะ Hero นั้น หนุ่มสาวในหนังสละชีพเพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง ส่วนความรักเป็นเรื่องรอง ขอทำให้บ้านเมืองสงบสุขจากการถูกกดขี่ของผู้มีอำนาจ ส่วน “บ้านมีดบิน” คนหนุ่มสาวทั้งสามเลือกที่จะให้ความรัก หรือเรื่องส่วนตัวเข้ามามีบทบาทต่อชีวิต ละทิ้งอุดมการณ์และขอใช้ชีวิตในแบบเสรีชนไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก

นี่จึงเป็นต้นเหตุให้หนังเรื่องนี้เบาลงจนบางครั้งขาดจุดหมายที่จะไปถึง “บ้านมีดบิน” ในฐานะตัวแทนของอุดมการณ์ก็ถูกละเลยในเรื่องรายละเอียดว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร มีความสำคัญ มีความขัดแย้งภายในมากแค่ไหน เพราะหนังมุ่งประเด็นความรักของจินกับเหมยมากเป็นแกนกลางของเรื่อง

สำหรับดีวีดีที่ผมดูแผ่นนี้เป็นดีวีดีโซนสามผลิตโดบบริษัทยูไนเต็ดประเทศไทยพูดถึงราคาแล้วพอสมควรแก่การซื้อหามาชมครับคือ 200 บาท ภาพของหนังเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีพอสมควร แม้สีจะไม่อิ่มมากนักแต่สีสันของหนังก็ทำให้น่าทึ่งไม่น้อย ในส่วนของ Sound เป็นเรื่องน่าคิดมากครับ เพราะในหนังเรื่องเดียวกัน Sound ของหนังเรื่องนี้มีดีที่สุดจนถึงแย่ที่สุด กล่าวคือ Sound ที่ทางดีวีดีแผ่นนี้บันทึกมามีทั้งหมดสามแบบคือ ภาษาจีนกลางบันทึกด้วยระบบดิจิตอล 5.1 ภาษาไทยที่บันทึกมาในระบบดิจิตอล 5.1 และภาษาไทยที่บันทึกด้วยระบบ DTS ที่ผมดูเปรียบเทียบคือภาษาจีนระบบ 5.1 ภาษาไทยระบบ 5.1 (ทั้งนี้ผมไม่ได้ลองเปรียบเทียบกับระบบ DTS) เสียงในพากย์ไทยโดยเฉพาะเสียงตัวละครเบามาก อู้อี้ไปนิด และเสียงซาวด์ก็ขาดไดนามิก เรียกว่าฉากต่อฉากถ้าเปิดเทสต์ระหว่างสองภาษาจะได้ยินต่างกันชัดเจน

ทว่าฉากที่บันทึกเสียงดีมาก ๆ คือฉากที่เหม่ยกับเหลียวประลองวิชาโดยการยิงหินไปที่กลอง ฉากนั้นถ้าคุณมีโฮมเทียเตอร์หรือลำโพงไม่สามารถรับพลังวัตต์สูง ๆ ได้ ระวังลำโพงอาจจะพังได้ครับ เป็นฉากที่มันสะใจขาซาดิสต์ที่ชอบเสียงกลองแบบหนัก ๆ เลยทีเดียว แถมการออกแบบเสียงในหนังเรื่องนี้ถือว่าสุดยอดมาก ซึ่งการออกแบบเสียงนี้เรายังไม่ค่อยเห็นในหนังไทยมากนักว่าเสียงที่คนดูได้ยินมันจะออกมาทางลำโพงฝั่งว้ายขวากลางหน้าหลังอย่างไร ผมว่าถ้าจะทำหนังในระดับเวิลดิ์คลาส คงต้องใส่ใจทุกรายละเอียดของหนัง

Drag Me to Hell: ตำนานคำสาปอันปวกเปียก

*หมายเหตุ: บทความนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ชื่อชั้นผู้กำกับแซม ไรมี่ ผู้กำกับหนังทำเงินอย่างสไปเดอร์แมนกลายเป็นของแข็งไปเสียแล้ว เพราะการปลุกตำนานไอ้แมงมุมให้กลับมามีชีวิตชีวา ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่องไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับวงการหนัง และประโยคเด็ดของสไปเดอร์แมนอย่าง “อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงส่ง” กลายเป็นคำคมของศตวรรษใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นความคาดหวังต่อตัวผู้กำกับย่อมสร้างแรงกดดันไม่น้อยกับหนังเรื่อง Drag Me to Hell ซึ่งแซม ไรมี่กำกับการแสดงเอง และเขียนบทร่วมกับพี่ชายอีวาน ไรมี่ ย่อมทำให้แฟนหนังของเขารอคอยไม่มากก็น้อย

ที่จริงแซม ไรมี่ ก็เกิดมากับหนังแนวสยองขวัญทุนต่ำ เขากำกับหนังอย่าง The Evil Deadหนังสูตรสำเร็จสยองขวัญว่าด้วยเพื่อนห้าคนเข้าไปเที่ยวแคมป์กลางป่าแล้วพบกับหนังสือต้องคำสาป จากนั้นพวกเขาต้องพบกับการไล่ล่าของวิญญาณปีศาจร้าย ถัดจากนั้นอีกหลายปี เขาก็ได้รับเงินทุนให้ทำหนังภาคสอง The Evil Dead II แต่หนังที่ทำให้ชื่อของแซม ไรมี่โดดเด่นจริง ๆ คือหนังเรื่อง Dark Man แม้ว่าตัวโพสต์โปรดักซ์จะทำออกมาได้อย่างดี แต่ตัวหนังก็ไม่ได้รับการชื่นชมทั้งยอดเงินและคำวิจารณ์ จนกระทั่งสตูดิโอยักษ์มอบโปรเจ็คสไปเดอร์แมนให้เขาดูแลชื่อของแซม ไรมี่จึงผงาดบนจอหนังทำเงิน Drag Me to Hell เป็นหนังที่เขากำกับต่อจากสไปเดอแมนภาคสาม จะกล่าวว่าเป็นหนังขัดตาทัพของเขาก็ไม่เชิงเพราะในปีหน้าเขาจะปลุกผีจาก The Evil Dead มาเขย่าจออีกครั้งด้วยการรีเมคหนังตัวเอง ก่อนจะเปิดโปรเจคหนังแฟรนไชน์อย่างสไปเดอแมนสี่ในอนาคต

Drag Me to Hell เล่าเรื่องตำนานคำสาปของยิปซีพเนจร ที่จะร่ายมนตร์สาปคนที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ โดยมี “ลาเมีย” วิญญาณแพะปิศาจเป็นผู้รับใช้ เจ้าลาเมียจะตามราวีเหยื่อไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ มันจะทรมานเหยื่อของมันก่อนจะจัดการลากลงสู่ขุมนรกภายในสามวันเมื่อใครคนนั้นต้องคำสาป สิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในหนังผีแนวสยองขวัญบ่อยนักก็คือ “ผู้กระทำ” ไม่ว่าจะเป็นผีหรือฆาตกรโรคจิต มักจะต้องฆ่าเหยื่อที่ไม่เกี่ยวข้องคนอื่นจนเลือดสาดจอ ทว่าวิญญาณแพะบ้าตัวนี้จะทำร้ายตัวคนถูกสาป และจะแสดงตัวให้ผู้นั้นเห็นเพียงคนเดียว โดยจะไม่มีการฆ่าคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เหมือนหนังแนวนี้เรื่องอื่น

โครงเรื่องของหนังเปิดขึ้นในอดีต เมื่อเด็กชายมีอาการป่วยแบบไม่รู้สาเหตุหลังจากขโมยสร้อยของยิปซี ฮวนซานเดน่าแม่หมอร่างทรงของหมู่บ้านพบว่าเด็กน้อยต้องคำสาปยิปซี ทว่าเธอต่อกรกับมันไม่ได้ เด็กหนุ่มต้องสังเวยวิญญาณต่อแพะบ้า ร่างถูกสูบลงพื้นธรณี เธอสัญญาว่าจะไถ่บาปของตนเพื่อกำจัดวิญญาณร้ายตนนี้ให้ได้ จากนั้นหนังก็ตัดมาสู่ปัจจุบัน คริสทีน บราวน์ (Alison Lohman) พนักงานแผนกสินเชื่อธนาคารที่กำลังจะแย่งชิงตำแหน่งสู่ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารที่ว่างอยู่ โดยมีสตูเพื่อนรวมงานเด็กใหม่เป็นคู่แข่ง วันหนึ่งหญิงชรายิปซีหน้าตาน่าเกลียด สกปรก และเห็นแก่ตัวปรากฏกายที่เคาน์เตอร์ของบราวน์ บ้านของเธอกำลังถูกธนาคารยึดเพราะขาดส่งเงินกู้มาสองงวด เธอขอคำปรึกษาจากผู้จัดการฯ เพื่อผ่อนผัน แต่เขาให้เธอตัดสินใจเอง หน้าที่การงานที่ก้าวหน้ารออยู่ กับหญิงชราตกอับแต่ไร้มารยาท ทำให้เธอตัดสินใจไม่ช่วยเหลือหญิงยิบซีชรา แม้หญิงชราจะวิงวอนแต่เธอก็ใจแข็งโดยเรียกยามให้พาเธอออกจากธนาคาร มีการฉุดกระชากลากถู หญิงยิปซีรู้สึกว่าเธอถูกหยามเกียร์ติ เธอจึงตามมาราวีบราวน์ด้วยการสาปให้ลาเมียมาลากเธอลงขุมนรก เรื่องราวสยองขวัญจึงเกิดขึ้นกับบราวน์อย่างช่วยไม่ได้ (ที่ดันถูกเลือกจากใครไม่รู้ให้ต้องคำสาป)

หนังเต็มไปด้วยฉากแหวะ ๆ พอสมควรเช่นนำ้ลายจากฟันปลอมหญิงยิปซีไหลย้อย เลือดกำเดาของนางเอกพุ่งกระจายใส่ผู้จัดการ รวมถึงหนอนและน้ำเหลืองไหลท่วมตัวนางเอก โครงเรื่องของ Drag Me to Hell ดำเนินตามขนบของหนังสยองขวัญทุกกระเบียดนิ้ว แต่ละฉากเดาได้ไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความบังเอิญมากมายในแบบไม่มีเหตุผลปรากฏอยู่หลายที่ ตั้งแต่ร้านหมอดูที่โผล่ขึ้นมาเป็นตัวช่วยให้นางเอกรู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ วิธีการแก้คำสาปที่พ่อหมอหุบปากเอาไว้ไม่ยอมบอกในตอนต้น (แต่ดันบอกในตอนท้าย) รวมถึงซองลูกกระดุมต้องคำสาปผิดซอง ซึ่งท่านผู้ชมก็เดาว่ามันจะออกไปทางไหน
หนังสอดแทรกมุกตลกเสียดสีเอาไว้หลายตอนเช่นนางเอกอาจจะรอดพ้นคำสาปถ้าบูชายันต์สัตว์ ทว่าเธอเป็นมังสวิรัติเธอจะไม่ฆ่าสัตว์เด็ดขาด แต่เจ้าลาเมียเล่นงานจนเธอต้องยอมทำสิ่งที่ไม่คิดจะทำมาก่อน (ตลกร้ายนะเนี่ย) ส่วนฉากตลกเจ็บตัวของหญิงยิบซีถ้าจะมองว่าเป็นความประเจิดประเจ้อก็ได้ เพราะคนดูจะหัวเราะก็ไม่กล้าหัวเราะเต็มเสียง จะสมเพชก็ไม่เชิงเพราะมันก็ตลกบ้า ๆ บวม ๆ อย่างที่ผู้กำกับต้องการ

ภาพรวมของหนังแล้วแทบจะหาสาระอันใดไม่ได้เลย แม้แต่ความบันเทิงก็อยู่ห่างไกล เนื้อเรื่องที่เดาได้ตลอดเรื่องไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ฉากหวาดเสียวตกใจก็ธรรมดา และมักไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนตอนจบก็ไม่ได้ทำให้คนดูแปลกใจเพราะเดาได้ถูกมาตั้งแต่ต้นแล้ว Drag Me to Hell จึงเป็นได้เพียงความพยายามทำหนังวิญญาณร้ายหลอกหลอน กับฉากตกใจที่ดาษดื่น เมื่อดูจบคนดูอยากได้อะไรติดมือกลับมาด้วยก็หาได้มีไม่แม้แต่ความกลัว ถ้าจะชมหนังเรื่องนี้เป็นการฆ่าเวลาก็ควรจะเตรียมข้าวโพดคั่ว ถั่วทอด และน้ำอัดลมไปกินแกล้มดูหนังน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือผ่านมันไปก็ได้โดยไม่ต้องเสียใจถ้าพลาดชม

1 ดาว *

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers