Info

Posts from the Adventure Category

นิวัต พุทธประสาท

เบอร์นาร์โด เบร์โตลุคชี (Bernardo Bertolucci) กลายเป็นผู้กำกับชาวอิตเลียนโด่งดังเพียงข้ามคืนขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor หรือในชื่อไทยที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “จักรพรรดิโลกไม่ลืม” หรือ “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ซึ่งดำเนินเรื่องด้วยประวัติศาสตร์จีนผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมือง ในฐานะที่หนังมันสามารถสร้างแรงสะเทือนให้แก่วงการภาพยนตร์โลกเป็นอย่างมาก ด้วยความอลังการของฉากพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และชีวิตแสนพิสดารของจักรพรรดิปูยี พร้อมด้วยช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นก็คือช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งกวาดเอาความดีงามทางวัฒนธรรมโบราณของจีนไปพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ The Last Emperor สร้างปรากฏการณ์หนังฮอลลีวู๊ดมากมายนอกอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองไทยนั้น หนังเรื่องนี้ดึงคนดูออกมาจากบ้านเพื่อไปชมหนังกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังจาก The Last Emperor เบร์โตลุคชียังคงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ The Sheltering Sky ในปี 1990 ทว่าตัวหนังลดดีกรีในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมืองและสังคมลงมา เพื่อมุ่งเน้นไปยังความเป็นปัจเจคบุคคลในช่วงหายนะของชีวิตแทน กระนั้นเลยท่วงทำนองของหนังก็ยังสะกดคนดูให้อยู่ในภาพอันยิ่งใหญ่ของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และท้องฟ้าซึ่งประกายแสงสีอันแปลกตา

The Sheltering Sky เป็นหนังในแบบ Exotic ซึ่งมีนัยยะความหมายว่าด้วยเรื่องราวแปลกหน้า แปลกถิ่น แปลกแยก ตัวละครในหนังแนว Exotic จะมาจากที่อื่นโดยเฉพาะเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง ศิวิไลซ์ ส่วนฉากในเรื่องที่ตัวเอกไปประสบพบจะเป็นชนบทท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่า ความเชื่อลึกลับดำมืดของมนต์ดำ อากาศที่สุดขั้ว ร้อนจนไม่อาจยุติ หนาวจนไม่อาจต้านทน ฝนตกไม่รู้วันเวลาหยุด ฉากแปรสภาพกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงเรื่อง บิดผันจนผู้ชมรู้สึกถึงความเลือนพร่า และถูกละลายไปตรงหน้า

หนังเล่าเรื่องของสองตัวเอกจากนครนิวยอร์คอันรุ่งเรือง คิท (Debra Winger) และ พอร์ต (John Malkovich) ทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันมาสิบปี ความรักหลังแต่งงานตกต่ำลงเรื่อย ๆ ความระหองระแหงเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กน้อย ๆ ความฝันของพอร์ตกลายเป็นความหงุดหงิดของคิท มันแปรไปเป็นความไม่เข้าใจ ไม่มั่นคง รวมถึงไม่แน่ใจว่าชีวิตคู่นั้นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ (ในเวลานั้น) ทั้งสองคิดว่าการเดินทางจะช่วยผสานรอยร้าวนี้ จึงตัดสินใจเดินทางมาถึงแอฟริกาทางตอนเหนือด้วยกัน พวกเขาเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยว ทว่าเป็นนักเดินทาง พวกเขาต้องการจะอยู่ในดินแดนแปลกต่างนี้นานเท่าที่ต้องการ หนึ่งปีหรือสองปีไม่มีจุดหมาย

คิทเป็นนักเขียน ส่วนพอร์ตเป็นนักแต่งเพลง ทั้งสองติดสอยเพื่อนคนที่สาม จอร์จ ทูนเนอร์ (Campbell Scott) มาโดยบังเอิญ (ประเภทชวนเล่น ๆ ดันมาจริง) การตามมาเที่ยวของทูนเนอร์ทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากความต้องการอยู่กันตามลำพังสองคน มือที่สามอย่างทูนเนอร์กลับทำให้ความแตกแยกยิ่งเร่งปฏิกิริยาเร็วขึ้น แล้วก็ทำให้คิทตระหนักว่าเธอไม่ต้องการใครคุ้มครองความรัก เธอมองว่าความรักเดินหายไปนานแล้วนั่นเอง

This slideshow requires JavaScript.

The Sheltering Sky ดำเนินเรื่องผ่านฉากเมืองซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทราย ความร้อนระอุของอากาศ สังคมของชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอันแปลกถิ่น เป็นภาพที่น่าโหยหาของคนยุคปัจจุบัน หากลองนึกถึงภาพที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยสถานที่น่าค้นหา ราวกับเดินทางไปยังเกาะร้าง ฉากทะเลทรายอันเต็มไปด้วยแสงแดด และพายุทรายอันกระหน่ำก่อให้เกิดความรู้สึกว่างโหวง คิทมองว่าไม่มีอะไรสามารถเยียวยาชีวิตรักได้อีกแล้ว ขณะที่พอร์ตแม้จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับความรักที่จะหวนคืนดังเดิม ถ้าหากเขาจัดการกับบางสิ่งบางอย่างได้ ทว่าเขาก็ยังคงทำตัวเหลวไหลไปกับบรรยากาศของเมืองอันน่าพิศวง เขาโกรธคิทจนเผลอไผลไปนอนกับโสเภณียิปซีที่กำลังจะขโมยเงินของเขา จนเกือบจะโดนชาวบ้านรุมทำร้าย ยิ่งทั้งสองเดินทางลึกเข้าไปยังใจกลางของทะเลทราย พื้นที่ปราศจากความศิวิไลซ์ รวมถึงเมืองที่ไม่มีชาวอาณานิคม พวกเขายิ่งพบคำตอบอันเป็นจริงของชีวิตรัก จุดเปลี่ยนแปลงของหนังเริ่มขึ้นที่การร่วมรักของคิทและพอร์ตที่ริมผา และทั้งสองไม่สามารถทำในสิ่งที่เหมือนเดิมได้ จุดนั้นความรักแตกสลายไม่เหลือ และสุดท้ายความตายของพอร์ตจากโรคไทฟอยด์ เป็นการปลดปล่อยคิทไปสู่อิสรภาพ เธอเลือกเดินทางไปกับชนเผ่าเบดูอินผู้เร่ร่อนในทะเลทราย และกลายเป็นเมียลับของหัวหน้าเผ่า ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้แล้วเธอมิได้มีอิสรภาพแท้จริง อิสรภาพนั้นเกิดขึ้นแล้วผ่านไปเหมือนพายุ

หนังจบลงดุจโศกนาฎกรรม แต่ก็ยังเผยแสงของความหวังลางเลือน เบร์โตลุคชีทิ้งท้ายของหนัง เหมือนต้องการสรุปความ แต่มันดันเหมือนตอนส่วนเกินไปเสียนี่กระไร  The Sheltering Sky นำเสนอปัญหาแบบปัจเจกบุคคล การมองปัญหาของมนุษย์จากภายใน มิได้มองในด้านการเมืองหรือสังคม บางครั้งการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้อาจจะถูกนักวิจารณ์ฟากฝั่งสังคมนิยมค่อนขอดได้ว่าผู้กำกับเฝ้าเล่าเรื่องของปัจเจกชนจนหลงลืมปัญหาทางการเมือง แต่ถ้ามองจากฝั่งของมนุษย์นิยม ผมกลับมองเห็นว่าหนังเรื่องนี้ลึกซึ้ง น่าทึ่ง ขณะที่ฉากยังกลายเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครที่ล้ำค่า และหนังเรื่องนี้อาจจะครองใจผู้ชมไม่รู้ลืม

Directed by Bernardo Bertolucci
Produced by Jeremy Thomas
Written by Screenplay
Mark Peploe
Bernardo Bertolucci
Book Paul Bowles
Starring Debra Winger, John Malkovich
Music by Ryuichi Sakamoto
Cinematography Vittorio Storaro
Editing by Gabriella Christiani
Distributed by Warner Bros.
Release date(s) 1990

Cover DVD The Birds

หากเอ่ยนามผู้กำกับ Alfred Hitchcock คงไม่เคยมีนักดูหนังคนไหนไม่รู้จักเขา หนังที่ทำให้คนรู้จักฮิตค็อซ์กมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Vertico (1958) ,Phycho (1960) และ The Birds (1963)

Hitchcock

ผมสารภาพว่าเคยชมภาพยนตร์ของฮิตค็อกไม่มากนัก แต่เมื่อชมทุกครั้งก็พบกับความน่าทึ่งของหนังทุกเรื่องที่เขากำกับ ประการแรก หากดูจากห้วงเวลาที่หนังถูกสร้าง ฮิตค็อกคือต้นแบบของหนังยุคใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยภาษาภาพยนตร์ ภาพ เสียง องค์ประกอบภาพ เทคนิคพิเศษ ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างน่าทึ่งเกินบรรยาย เทคนิคพิเศษของฮิตค็อกในเรื่อง The Birds ยังทำดีกว่าเทคนิคพิเศษบางเรื่องในหนังไทยสมัยนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาหนังไทยนะครับ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มันฟ้องด้วยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ฮิตค็อกเลือกเทคนิคพิเศษที่เหมาะสมเข้ามาในหนัง ทำอะไรไม่เกินตัว หรือพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความสมจริง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าหนังที่พึ่งพิงเทคนิคพิเศษมาก ๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ หนังฮอลลีวู๊ดในปัจจุบันลงทุนกำกับฉากเทคนิคพิเศษอย่างมหาศาล ฉากเครื่องบินตกไม่กี่วินาที บางครั้งอาจจะลงทุนมากกว่าหนังไทยบางเรื่อง

กลับมาที่ The Birds อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ โดยไม่มีการเล่าภูมิหลังตัวละคร หรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นย้อนหลังกลับไป เท่ากับว่าตัวละครนั้นรู้เท่า ๆ กับคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นที่นิยมในหนังสืบสวนสอบสวนยุคใหม่หลายเรื่องก็ดำเนินเรื่องลักษณะนี้ The Birds เล่าเรื่องเมลานี ดาเนียล หญิงสาวสวยลูกสาวเจ้าพ่อสิ่งพิมพ์ เธอมีลักษณะแก่นแก้ว ไร้เดียงสา และมีเสน่ห์ดึงดูด เธอไปร้านขายสัตว์เลี้ยง โดยต้องการนกไปเลี้ยง ที่นั่นเธอบังเอิญได้พบกับมิตซ์ เบรเนอร์ ทนายความหนุ่มที่มีน้องสาวอายุน้อย ซึ่งเขาจะกลับชนบทไปอยู่กับน้องสาวและแม่ทุกสุดสัปดาห์ มิตซ์แกล้งทำเป็นจะไปซื้อนกไปฝากน้องสาว โดยที่นางเอกของเราสมยอมแกล้งทำเป็นคนขายนก ทว่าเขากลับอำเธอเพราะรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอคิดแก้แค้นคืนจึงให้นักข่าวช่วยหาชื่อของเขาจากทะเบียนรถ โดยแกล้งเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งให้เขาที่บ้านชนบท เพื่อทำให้เขาแปลกใจนั่นเอง

Tippi Hendren

หนังในช่วงแรกนั้นนำเสนอในแบบรักกุ๊กกิ๊กหนุ่มสาว แต่ฮิตค็อกก็ทำออกมาได้สนุกไม่เบาเลยทีเดียว กว่าหนังจะเข้าเรื่องก็ตอนที่นางเอกเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งที่ชนบท แล้วเริ่มโดนนกนางนวลโจมตีระหว่างขับเรือกลับชายฝั่ง (ลองจินตนาการดูนะครับว่านางเอกสาวสวยของเราขับเรือได้ด้วย)

The Birds ไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าทำไมนกทั้งหลายตั้งแต่นางนวล อีกา แบล็คเบิร์ด ต่างรวมฝูงกันจำนวนมหาศาล แล้วก็โจมตีมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า มนุษย์ไม่คิดว่านกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษสงจะจัดการกับมนุษย์จนถึงกับตายได้

ฮิตค็อกฉลาดพอที่จะไม่บอกว่านกทำไมถึงโจมตีมนุษย์ เพราะถ้าเราชมหนังมาหลายเรื่อง หนังที่บอกสาเหตุโน้น สาเหตุนี้ หรือมองหาเหตุผลมารองรับ “โลกเสมือนจริง” ในหนัง บางครั้งยิ่งบอกยิ่งเลอะเทอะ จนบางครั้งทำจนไม่น่าเชื่อถือเลยก็มี

สิ่งที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของฮิตค็อกก็คือเขามักจะฆ่าตัวละครรอง หรือตัวละครเอกได้ตลอดเวลา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ไลเดีย ครูโรงเรียนชนบทอดีตแฟนสาวของมิตซ์ ต้องมาตายเพราะปกป้องน้องสาวของมิตย์ไม่ให้ฝูงนกโจมตี รวมถึงตัวนางเอกของเราถึงกับเสียสติเมื่อถูกนกโจมตีในตอนจบ

ฮิตค็อกเล่นกับคนดูด้วยเทคนิคพื้นบ้าน แต่ว่าทรงภราณุภาพ เสียงดนตรีประกอบที่โหยหวน ฉากที่มีแต่เสียงฝูงนกบินโดยไม่เห็นตัว ฉากที่เด็กนักเรียนประถมมากมายวิ่งหนีฝูงอีกามหาประลัย ฉากมุมสูงที่มองเห็นเมืองลุกไหม้ รวมถึงชะตากรรมของชาวเมืองที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน แม้หนังจะจบลงอย่างปริศนา แสนเศร้า เงียบงัน

เหนืออื่นใดหลังจากดูหนังเรื่อง The Birds จบ ผมหลงรักนางเอกของเรื่องอย่างมากมายเลยครับ Tippi Hendren สวยบาดใจเหลือเกิน แม้ผ่านเวลามานานเธอก็ยังสวยไม่ตกยุคแม้ระเบียดนิ้วเดียว

House of Flying Daggers: ความรักบังดวงตา เสน่หาฆ่าอุดมคติ

คะแนนรวม ***
รายละเอียด: Encoding Region Zone 3 Picture 8 Sound 7 Movie 6 Supplementary (ไม่มี)

House of Flying Daggers poster

นี่เป็นหนังคนละขั้วในทางอุดมคติระหว่างหนังเรื่องที่ผ่านมาของจางอี้โหมว บังเอิญถ้าใครได้ชม Hero ของเขามาก่อน ก่อนที่จะได้ชม “บ้านมีดบิน” มันทำให้คนดูอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าตัวบทต่ำกว่ามาตรฐานไปหรือเปล่า หรือว่านักวิจารณ์คาดหวังกับจางอี้โหมวมากกว่านั้น สำหรับผมขอให้เป็นอย่างหลังดีกว่า เพราะผมชอบผู้กำกับคนนี้มากและให้เครดิตรกับเขาค่อนข้างสูงในหมู่ผู้กำกับเอเซียด้วยกัน ทั้งนี้เขาอาจจะหมกมุ่นอยู่กับการกำกับพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกที่ปักกิ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามากกว่า จนมีเวลาให้กับหนังเรื่องนี้น้อยไปหน่อยหรือเปล่า

แต่ถ้าวัดเรื่อง “บ้านมีดบิน” เดี่ยว ๆ มันก็ผ่านไปในแบบเกรด A ลบ นิด ๆ จนถึงบีบวก
บ้านมีดบินเป็นหนังโรแมนติกแอกชั่นที่ใช้ฉากหนังจีนกำลังภายในเป็นตัวเดินเรื่อง ต้องยอมรับว่าฉากต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้สวยสดงดงามเป็นอย่างยิ่ง ความงามของฉากนี้ทำให้ผมหลงใหลหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และอาจจะทำให้คนหลงรักมันได้อย่างไม่ยากเย็น

“บ้านมีดบิน” เล่าเรื่องของสองมือปราบหนุ่มเจ้าสำราญสมญาว่าสายลมอิสระ “จิน” (ทาเคชิ คาเนชิโร) กับมือปราบวัยกลางคนที่ดูลุ่มลึกอย่าง “เหลียว” (หลิวเต๋อหัว) ถูกทางเบื้องบนสั่งการอย่างเด็ดขาดให้กำจัดขบวนการใต้ดินที่ชื่อว่า “บ้านมีดบิน” ให้สินซาก โดยสองมือปราบได้ข่าวมาว่ามีนางโลมตาบอดรูปโฉมงามมาซ่องสุมอยู่ที่สำนักนางโลมจึงได้เข้าไปจับกุม เรื่องราวของการต่อสู้ไล่ล่า และสัมพันธ์กันระหว่างชายสองหญิงหนึ่งจึงเกิดขึ้นระหว่างการจับกุม

ตัวหนังไม่ได้มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากนัก ว่าไปแล้วก็ออกจะเล่าเรื่องตรง ๆ ซื่อ ๆ เรียบง่ายเป็นระเบียบตามแบบหนังทั่วไป ส่วนที่ทำได้ดีมากคือความโรแมนติกของหนังนั้นมีมาก จนรายละเอียดของโครงเรื่องรองขาดความหนักแน่น โปร่งบาง และไม่อาจจะ “เชื่อ” ได้ว่า “ความรัก” ได้บดบังอุดมการณ์ของหนุ่มสาวไปหมดแล้ว ในกรณีนี้ผมคงอดเปรียบเทียบกับหนังเรื่อง Hero ไม่ได้ เพราะ Hero นั้น หนุ่มสาวในหนังสละชีพเพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง ส่วนความรักเป็นเรื่องรอง ขอทำให้บ้านเมืองสงบสุขจากการถูกกดขี่ของผู้มีอำนาจ ส่วน “บ้านมีดบิน” คนหนุ่มสาวทั้งสามเลือกที่จะให้ความรัก หรือเรื่องส่วนตัวเข้ามามีบทบาทต่อชีวิต ละทิ้งอุดมการณ์และขอใช้ชีวิตในแบบเสรีชนไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก

นี่จึงเป็นต้นเหตุให้หนังเรื่องนี้เบาลงจนบางครั้งขาดจุดหมายที่จะไปถึง “บ้านมีดบิน” ในฐานะตัวแทนของอุดมการณ์ก็ถูกละเลยในเรื่องรายละเอียดว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร มีความสำคัญ มีความขัดแย้งภายในมากแค่ไหน เพราะหนังมุ่งประเด็นความรักของจินกับเหมยมากเป็นแกนกลางของเรื่อง

สำหรับดีวีดีที่ผมดูแผ่นนี้เป็นดีวีดีโซนสามผลิตโดบบริษัทยูไนเต็ดประเทศไทยพูดถึงราคาแล้วพอสมควรแก่การซื้อหามาชมครับคือ 200 บาท ภาพของหนังเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีพอสมควร แม้สีจะไม่อิ่มมากนักแต่สีสันของหนังก็ทำให้น่าทึ่งไม่น้อย ในส่วนของ Sound เป็นเรื่องน่าคิดมากครับ เพราะในหนังเรื่องเดียวกัน Sound ของหนังเรื่องนี้มีดีที่สุดจนถึงแย่ที่สุด กล่าวคือ Sound ที่ทางดีวีดีแผ่นนี้บันทึกมามีทั้งหมดสามแบบคือ ภาษาจีนกลางบันทึกด้วยระบบดิจิตอล 5.1 ภาษาไทยที่บันทึกมาในระบบดิจิตอล 5.1 และภาษาไทยที่บันทึกด้วยระบบ DTS ที่ผมดูเปรียบเทียบคือภาษาจีนระบบ 5.1 ภาษาไทยระบบ 5.1 (ทั้งนี้ผมไม่ได้ลองเปรียบเทียบกับระบบ DTS) เสียงในพากย์ไทยโดยเฉพาะเสียงตัวละครเบามาก อู้อี้ไปนิด และเสียงซาวด์ก็ขาดไดนามิก เรียกว่าฉากต่อฉากถ้าเปิดเทสต์ระหว่างสองภาษาจะได้ยินต่างกันชัดเจน

ทว่าฉากที่บันทึกเสียงดีมาก ๆ คือฉากที่เหม่ยกับเหลียวประลองวิชาโดยการยิงหินไปที่กลอง ฉากนั้นถ้าคุณมีโฮมเทียเตอร์หรือลำโพงไม่สามารถรับพลังวัตต์สูง ๆ ได้ ระวังลำโพงอาจจะพังได้ครับ เป็นฉากที่มันสะใจขาซาดิสต์ที่ชอบเสียงกลองแบบหนัก ๆ เลยทีเดียว แถมการออกแบบเสียงในหนังเรื่องนี้ถือว่าสุดยอดมาก ซึ่งการออกแบบเสียงนี้เรายังไม่ค่อยเห็นในหนังไทยมากนักว่าเสียงที่คนดูได้ยินมันจะออกมาทางลำโพงฝั่งว้ายขวากลางหน้าหลังอย่างไร ผมว่าถ้าจะทำหนังในระดับเวิลดิ์คลาส คงต้องใส่ใจทุกรายละเอียดของหนัง


The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor

ขนบหนังผจญภัยยังไม่มีอะไรใหม่ที่ท้าทาย

โดยนิวัต พุทธประสาท

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน Hamberger ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่วิจารณ์หนังที่เข้าโรง ดังนั้นการทำงานแบบนี้ต้องแข่งกับเวลาพอสมควร แล้วกว่าบทความจะคืบคลานไปลงหนังสือ หนังบางเรื่องอาจจะลาโรงไปแล้วบ้าง แต่ผมหวังว่าบทวิจารณ์ของผมนั้นจะมีค่าพอให้ท่านได้อ่านเป็นน้ำจิ้มก่อนท่านจะไปซื้อดีวีดีมาชมในภายหลัง และอีกประเด็นหนึ่งผมมีความคิดว่าผมจะไม่เพียงวิจารณ์ตัวหนังเท่านั้น ทว่าผมจะเขียนถึงโรงหนังที่ผมได้ตระเวณไปดูว่ามีบริการที่ดีเพียงไร สภาพโรงเป็นเช่นไร มีระบบภาพและเสียงที่เยี่ยมแค่ไหน สมกับราคาตั๋วที่ต้องจ่ายไปหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านผู้อ่านได้รับ จะได้นำไปสู่การตัดสินใจว่าจะเลือกโรงหนังโรงใดที่มีบริการที่คุ้มค่าที่สุด

สำหรับฉบับนี้ผมขอประเดิมด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor ซึ่งเป็นตอนที่สามของการผจญภัยต่อสู้กับการฟื้นคืนชีพของมัมมี่ หนังเรื่องนี้ทั้งสามตอนไม่ได้เกี่ยวเนื่องถึงกันทั้งหมด มีเพียงตัวละครเกือบจะชุดเดิมกลับมาเล่นเท่านั้น ซึ่งน่าเสียดายที่บทของเอเวลีน นางเอกของเรื่องไม่ได้ราเชล ไวส์ กลับมาเล่น เพราะว่าไปแล้วสองภาคที่ผ่านมาบทของราเชลไวส์นั้นเด่นเหลือเกิน ราเชล ไวส์เป็นนักแสดงหญิงที่เล่นหนังได้หลายบทบาท การมาเล่นบทบู๊ตลกในเดอะมัมมี่สองตอนที่แล้วทำให้หนังดูดีขึ้นเป็นกอง แต่เมื่อต้องมาเปลี่ยนนางเอกกลางคันแบบนี้คนชมก็ต้องทำใจกันพอสมควร

The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor เปิดเรื่องด้วยการย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล สมัยที่จีนยังแตกเป็นก๊ก การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน และการรวมก๊กต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่ง สงคราม การสู้รบ อำนาจของจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่แต่โหดเหี้ยม ไร้ความปราณี ไร้รัก ไร้มิตร รวมถึงการค้นหาความเป็นอมตะไม่ว่าด้วยทางการแพทย์ จนถึงคุณไสยเวทมนตร์ ก่อนจะจบลงด้วยการถูกสาป ให้กลายเป็นหินพร้อมกองทัพ

เดอะมัมมี่ ดำเนินเรื่องตามแนวทางของหนังผจญภัย (Adventure) อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เริ่มตั้งแต่การเสาะแสวงหาสุสานโบราณของจักรพรรดิ เมื่อพบสุสานแล้วการเข้าไปในสุสานซึ่งเต็มไปด้วยกับดักนานาชนิด รวมถึงกลไกต่าง ๆ ที่จะคร่าชีวิตผู้ค้นหาให้วายชนม์ รวมถึงการปลุกให้จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กลับมามีชีวิตอีกครั้งเพื่อผลทางการเมือง แต่หาลืมไปว่าโลกยุคใหม่และโลกยุคเก่า อำนาจที่มีนั้นไม่สมดุลย์กัน ความขัดแย้งของตัวละครทั้งฝ่ายขาวฝ่ายดำ นำพาให้เรื่องดำเนินไปสู่จุดไคลแมกซ์ที่คนดูต่างก็รู้ว่าหนังต้องเดินไปสู่จุดจบอย่างไร โดยที่คนดูจะพึงพอใจอย่างที่สุด

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ฉากต่อสู้ที่ดุเดือดน่าตื่นเต้น เอฟเฟ็คที่สมบูรณ์แบบ การตัดต่อที่กระชับ และเล่าเรื่องไม่ซับซ้อน ส่วนผู้ร้ายในเรื่องก็หาทางออกให้ไปถ่ายและฉายในจีนได้ โดยการโยนฝ่ายผู้ร้ายให้เป็นพวกก๊กมินตั๋น ไม่ใช่กองทัพแดงของประธานเหมา นี่คือเทคนิคที่เหลือร้ายของการแก้ปัญหาเรื่องบทหนัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อปัญหาทางการเมือง ผมยอมรับว่าการเขียนบทหนังยังมีส่วนมาก ๆ ที่ทำให้เรื่องราวที่กระจัดกระจายนำไปสู่องก์เดียวกัน ซึ่งจุดนี้คนเขียนบทหนังของฮอลลีวู๊ดมีความถนัด มีความเก่งกล้า ตัวเรื่องก็มิได้หลุดออกจากแกนกลาง หนังไม่ออกทะเลเหมือนหนังบู๊บางเรื่อง พูดให้ง่ายคือแกนเรื่องที่แข็งแรง ซับพล๊อตที่ไม่หละหลวมจนเกินไป จึงทำให้หนังดูสนุกไม่น่าเบื่อ และคนดูหนังไม่ต้องคิดอะไรมาก เมื่อชมจบก็จบกันไป ไม่ต้องนำประเด็นไหนมาถกเถียงให้เกิดปัญญา เพราะหนังได้สรุปรวบยอดเรื่องราวความดีความเลวเอาไว้แล้ว ฮอลลีวู๊ดทำหนังเรื่องนี้เพื่อความบันเทิง และมันได้บรรลุถึงผลนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนข้อเสียของหนังเรื่องนี้ก็คือหลาย ๆ ฉากในหนังคนดูคาดเดาเหตุการณ์ได้ไม่ยาก ทำให้คนดูไม่ต้องเอาใจช่วยว่าตัวละครจะรอดจากภัยร้ายได้หรือไม่ คนดูรู้อยู่แล้วว่าพระเอกนางเอกจะไม่ตาย รวมถึงฝ่ายคนดีส่วนใหญ่ต้องรอด อย่างตอนที่ริค โอคอนเนลล์ (เบรนแดน เฟรเซอร์) ถูกจักรพรรดิ (เจ็ต ลี) เอามีดเสียบปางตาย คนดูแทบไม่ต้องลุ้นเลยว่าพระเอกจะตายหรือไม่ แถมคนดูยังนึกได้ไม่ยากว่า แค่พาไปกินน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาก็จะหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ซึ่งตัวเรื่องแบบนี้หนังอย่างอินเดียนาโจนส์ใช้อยู่บ่อย ๆ กลายเป็นหนังที่ใส่แอคชั่นรีเพลย์ พระเอกไม่มีวันตาย และหาทางเอาชนะฝ่ายอธรรมในตอนจบได้อย่างราบคาบ ซึ่งจุดนี้ผมมองว่าหนังยังไม่ก้าวพ้นจากขนบเดิม ซึ่งน่าเบื่อ เมื่อจับทางได้จะดูหนังสนุกน้อยลง

ผมไปชมหนังเรื่องนี้ที่โรงหนัง SF Cinema เดอะมอลล์ท่าพระ โรงที่ห้า รอบหนึ่งทุ่มราคาตั๋ว 100 บาท โรงหนังแห่งนี้ถือโอกาสปรับปรุงโรงตอนที่เดอะมอลล์ท่าพระปิดซ่อม ทำให้โรงหนังยังอยู่ในสภาพใหม่ แม้จะไปดูในเวลาไพร์มไทม์แต่คนก็ไม่เยอะนัก ทำให้ไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนกันในโรง เก้าอี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ส่วนจอหนังกว้างใหญ่ แต่ภาพยังไม่คมชัดนักแต่ถือว่ายอมรับได้อยู่ในมาตรฐานที่ดี ส่วนจุดเด่นของโรงอยู่ที่ระบบเสียงนั่นเอง ระบบเสียงที่ SF ก่อนปรับปรุงโรงก็ดีอยู่แล้ว เสียงกลางซึ่งเป็นบทสนทนาชัดเจนไม่แตกพุ่ง เซอร์ราวด์รอบทิศจับทิศทางของเสียงได้สมบูรณ์ ส่วนเสียงต่ำก็แสดงศักยภาพได้เยี่ยมทำให้ชมฉากระเบิดได้มันส์สะใจ ก่อนเข้าโรงหนังระบบรักษาความปลดภัยที่ดี มีการตรวจกระเป๋า แม้แต่ติดแฮมเบอร์เกอร์เข้าไปประทังความหิวมื้อค่ำยังต้องฝากเอาไว้หน้าประตู (ฮา)

ท่านที่จะดูหนังเรื่องนี้เอาความสนุกสนานความบันเทิงไม่ผิดหวัง เป็นหนังบู๊ผจญภัยที่ครบถ้วนทุกรส หนังเรื่องนี้ได้สามดาว จากการเป็นหนังที่นำเสนอความบันเทิงล้วน ๆ ไม่มีอื่นใด

จำนวนดาว ***