Info

Posts from the Comedy Category

37°2 le matin Betty Blue: ตัวอ่อนในครรภ์มารดา

37.2 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิปกติในตอนเช้าของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ นี่คือชื่อเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของหนังฝรั่งเศส (37°2 le martin) ที่ได้รับกล่าวถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหนังยุคหลังสมัยใหม่ และในเมืองไทยหนังเรื่องนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงเมื่อครั้งหนึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้จัดฉายหนังเรื่องนี้ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ถูกคณาจารย์ลงโทษขั้นหนักต่อนักศึกษาที่ฉายหนัง ด้วยข้อหาฉายหนังอนาจาร!!!

เบ็ตตี้บลู เป็นผลงานการกำกับของ Jean-Jacques Beineix โดยเขียนบทร่วมกันระหว่าง Phillipe Djian นักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส สำหรับตัวภาพยนตร์นั้นผมขอแบ่งออกเป็นสามภาคสามตอนตามสถานที่ที่ตัวละครเอกทั้งสองเคลื่อนย้ายไปสู่พื้นที่ใหม่ เพราะโดยเชิงความหมายของสถานที่ก็ดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย หรือจุดที่เรื่องถูกนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอันไม่อาจหวนคืนของชีวิต

ส่วนแรกเรื่องราวเกิดขึ้น ณ บังกาโลริมทะเล สถานที่ตากอากาศในช่วงฤดูร้อน ซอร์ค (Jean-Hugues Anglade) ผู้มีอาชีพช่างไม้ และรับจ้างทั่วไป กำลังร่วมรักกับ เบ็ตตี้ (Béatrice Dalle) ทั้งสองเพิ่งพบกันแล้วพามาร่วมรักกันอย่างร้อนเร่าในบังกาโลของซอร์ค ฉากเปิดถ่ายด้วยภาพลองช็อต กล้องค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ทั้งสอง โปสเตอร์ภาพโมนาลิซ่าติดอยู่หัวเตียง ภาพโมนาลิซาซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะต่างถกเถียงกันว่านางแบบเลอโฉมคือใคร จนบางสำนักตั้งสมมติฐานว่าภาพโมนาลิซาก็คือดาวินซีนั่นเอง จุดเริ่มต้นของเรื่องพาให้ผู้ชมตกตะลึงกับฉากร่วมรักร้อนเร่ารุนแรงนี้แล้วยังชวนให้ผู้ชมเพ่งพินิจถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ก็มาจากเพศสัมพันธุ์ หนังพยายามเอื้อนเอ่ยว่านี่คือธรรมชาติแห่งมวลมนุษย์ และการร่วมรักก็คือส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดมนุษย์

ซอร์คเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างผู้ใช้แรงงานที่ยอมจำนนต่อชะตากรรมของตัวเอง เขาทำงานตามที่เจ้าของบังกาโลสั่งคือทาสีบังกาโลห้าร้อยหลังให้เสร็จทันฤดูร้อน เขาเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่นั่น ซอร์คไม่ดื้อไม่บ่นและทำอย่างที่เจ้านายสั่งโดยไม่ต่อรอว เบ็ตตี้ย้ายข้าวของมาอยู่กับซอร์คหลังการร่วมรัก เธอกลายมาเป็นสีสันใหม่ สาวน้อยผู้เจิดจ้าเป็นตัวของตัวเอง และกิจกรรมบนเตียงซึ่งร้อนเร่า เบ็ตตี้เป็นผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นในตัวซอร์ค เธอพบว่าเขาเขียนนิยายเอาไว้เรื่องหนึ่ง หลังจากไม่พอใจที่ซอร์คยอมจำนนกับเจ้านาย เธอรื้อบ้านทิ้งและพบนิยายเรื่องดังกล่าว เธอลงมืออ่านจนจบ เธอจึงเชื่อว่าซอร์คมีความสามารถแฝงเร้น เขาไม่ใช่คนธรรมดาทว่าจะก้าวไปเป็นนักเขียนชื่อดัง ความเชื่อมั่นนี้เบ็ตตี้มีอยู่เต็มเปี่ยม เมื่อถึงจุดเดือดเธอจึงเผาบังกาโลที่อยู่ของซอร์คจนไหม้ แล้วทั้งสองก็พากันมายังปารีส การเผาบังกาโลของซอร์คเป็นเหมือนการทำลายตัวตนเก่าของซอร์คจนสิ้น กองไฟผลาญอดีตของซอร์คไม่มีเหลือ เพื่อที่เขาจะได้เข้ามาสู่ตำนานใหม่

ในส่วนที่สองของหนัง ชีวิตของคู่รักเริ่มต้นที่ปารีส โรงแรมเก่าของเพื่อนสนิทเบ็ตตี้นามลิซ่ากลายเป็นนิวาสสถานแห่งใหม่ ที่นี่เบ็ตตี้เริ่มต้นพิมพ์ต้นฉบับนิยายให้กับซอร์ค เพื่อจะส่งไปให้สำนักพิมพ์ในปารีสได้พิจารณา ในภาคนี้เราจะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของคนทั้งสองเริ่มต้นโดยการขับเคลื่อนของเบ็ตตี้ ซอร์คละทิ้งตัวตนของตัวเองในอดีตอย่างไม่หวนคืน เขารักเบ็ตตี้เพราะเธอทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อเขา เธอมีความเชื่อมั่นในตัวซอร์คมากกว่าเขาเองเสียอีก เบ็ตตี้ทำสิ่งนี้เพื่อตัวซอร์ค เธอแสดงให้เห็นถึงอนุภาคแห่งความรักนั้นยิ่งใหญ่ ระหว่างรอต้นฉบับพิจารณาเบ็ตตี้และซอร์คทำงานให้กับเอ็ดดี้แฟนของลิซ่าในร้านอาหารอิตาเลียน ที่นี่เองที่ทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้กำเริบขึ้นอย่างช้า ๆ เธอคลั่งลูกค้าที่เรื่องมาก ด้วยการใช้มีดจิ้มลงที่แขนของลูกค้า เธอกรีดร้องไม่เป็นตัวของตัวเองจนซอร์คต้องปลอบประโลม ที่ปารีสเต็มไปด้วยปัญหา เบ็ตตี้เฝ้ารอผลการตอบรับจากสำนักพิมพ์ด้วยความกระวนกระวายใจและทำให้เธอประสาทเสียเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ถึงกับไปพบบรรณาธิการแล้วทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ

หนังเรื่องเบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่กล่าวถึงปัจเจกบุคคลที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิต การดิ้นรนทางด้านจิตวิญญาณ ความอ่อนแอและไม่เชื่อมั่นในตัวตนที่เป็น นักวิจารณ์สังคมแนวสัจจนิยมมักโจมตีปัญหาปัจเจกบุคคลเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นภาวะส่วนบุคคล เป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่สร้างสรรค์ ทว่าในความหมายของความเป็นมนุษย์ ปัญหาของเหล่าปัเจกชนนับวันยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อย  ๆ อาการป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ หรือที่เราเรียกว่าโรคแห่งยุคสมัยแผ่อิทธิพลจนก่อปัญหาในเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้น

จุดเปลี่ยนจุดที่สามของหนังเกิดขึ้นเมื่อเบ็ตตี้และซอร์คต้องเดินทางไปงานศพแม่ของเอ็ดดี้ที่อยู่ห่างจากปารีสห้าร้อยกว่าไมลส์ บ้านแม่เอ็ดดี้เป็นร้านเปียโนในชนบทที่สวยงาม เมื่อไปถึงที่แห่งนั้นซอร์คตัดสินใจดำเนินกิจการร้านเปียโนต่อจากแม่เอ็ดดี้ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เอ็ดดี้เพื่อนรักของเขาดีใจเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งแรกของซอร์ค เขาทำเช่นนี้เพราะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง เพื่อทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้ดีขึ้น ทั้งสองคิดลงหลักปักฐาน สร้างครอบครัว ในที่สุดเบ็ตตี้ก็ตั้งครรภ์ เธอเอาผลการตรวจครรภ์ให้ซอร์ค ซอร์ค์ดีใจมากที่จะได้เป็นพ่อคน แต่แล้วในหลายสัปดาห์ต่อมาเบ็ตตี้พบว่าตัวเองแท้ง เธอเสียใจมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอระทมทุกข์ตัดผมตัวเองเพื่อจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคน ทว่าการแปรเปลี่ยนนี้ไม่สำเร็จ เธอยังจมความเศร้าคล้ายอาการบ้าเดินทางมาถึง เธอควักดวงตาของเธอเพื่อไม่ให้ตัวเองมองเห็นความเปลี่ยนแปลง นั่นนำไปสู่ทางสุดท้ายของตอนจบที่เธอมิอาจจะกลับมาเป็นตัวเธอเองได้อีกแล้ว เธอสูญเสียคนรักอย่างซอร์ค และไม่รู้ด้วยซ้ำที่เธอเป็นใคร ซึ่งจุดนี้ซอร์คก็มองเห็น นั่นหมายความว่าหากการดรงอยู่ของความรักเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างจากความตาย

เบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่สะเทือนอารมรือย่างสูง มันกระแทกเราด้วยความรักความขมขื่น ความหวังที่อยู่เพียงแค่เอื้อม ทว่าไขว่าคว้าไม่เคยได้ เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ เราจึงรู้สึกว่าชีวิตเราช่างโดดเดี่ยวเอกายิ่งนัก

โดย นิวัต พุทธประสาท

Local Hero

ภาพยนตร์ที่นำเสนอการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับชุมชนเล็ก ๆ มักจะตั้งต้นแบ่งตัวละครออกเป็นสองฝ่ายซึ่งแยกกันชัดเจนระหว่างขาวกับดำ ความดีกับความเลว ผู้ร้ายกับพระเอก ความรวยกับความจน สัญญะทางภาษาหนังที่ผลิตซ้ำเช่นนี้ทั้งในฮอลลีวู๊ดและวงการหนัง-ละครไทยนำเสนอจนคนดูคุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในละครหลังข่าวร้องกรี๊ด ๆ เราจึงแน่ใจได้ไม่ยากว่าเธอจะต้องเป็นตัวร้าย แล้วเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในหนังถูกกลั่นแกล้ง เธอต้องเป็นนางเอกผู้เพียบพร้อม รวมถึงพระเอกที่ไม่ค่อยทันโลกทันเหตุการณ์ก็มักจะเข้าใจอะไรผิด ๆ เสมอ การผลิตซ้ำทำให้หนังอยู่ในวังวนจนกลายเป็นน้ำเน่า ผลพวงของการผลิตซ้ำนี่เองจึงเป็นบ่อเกิดให้สัญญะทางภาพยนตร์ติดอยู่ใต้จิตสำนึกของคนดูหนัง เมื่อตัวละครถูกกำหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นคนดี (ของคนดู) รูปแบบการนำเสนอมีรูปแบบซ้ำซาก ความเลวความดีในหนังกับความเลวความดีในชีวิตจริงจึงแตกต่างกัน จนบางครั้งทำให้ผู้ชมูไม่สามารถแยกแยะได้ว่า โลกจริงที่อยู่นอกตัวหนังนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก

Local Hero เป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1983 และน่าจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอหนังในแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่มีมุมมองแตกต่างไปจากที่นักดูหนังทั่วไปคุ้นเคย หนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็ก ๆ จากสหราชอาณาจักร กำกับโดย Bill Forsyth ในสมัยนั้นหนังเรื่องนี้โด่งดังอย่างเงียบ ๆ ในแวดวงหนังนอกกระแส ที่น่าแปลกใจคือมันเข้ามาฉายในเมืองไทยที่โรงหนังมินิเธียเตอร์บนสยามเซ็นเตอร์อยู่หนึ่งอาทิตย์ และผมก็โดดเรียนไปชมถึงสองรอบ โดยพบว่าทั้งสองรอบที่ผมไปชมมีคนเข้าดูไม่ถึงสิบคนในโรงหนัง ถ้าเป็นสมัยนี้หนังเรื่องนี้คงไม่มีแม้พื้นทีว่างสำหรับการฉายตามโรงด้วยซ้ำ

Local Hero

Local Hero เล่าเรื่องของ แมค แมคอินไทน์ พนักงานหนุ่มไฟแรงจากบริษัทน้ำมันน็อกซ์ ในฮิวส์ตันมลรัฐเท็กซัส เขาถูกส่งไปประเทศสก๊อตแลนด์ เพื่อเจรจาซื้อที่ดินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวที่เงียบสงบ ที่ดินทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทน็อกซ์ โดยมีประธานบริษัท-ฟิลิกซ์ แฮปเปอร์ ผู้มั่งคั่งเป็นเจ้าของ การซื้อขายครั้งนี้จะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดินผู้ยากไร้กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา ถ้าหากเราคุ้นเคยกับบทบาทตัวละครผู้ถูกกระทำจากทุนนิยมมักต้องเป็นคนน่าสงสาร ไร้ทางสู้กับเงิน และเจ้าของเงินต้องขูดรีดกดราคาที่ดินให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอาจจะมีสักกลุ่มหนึ่งผู้หวงแหนพื้นถิ่นจะต้องต่อต้านการรุกรานของโลกเสรีทุนนิยม แต่ Local Hero อาจจะถูกละเอาไว้ชั่วคราว

เมื่อแมคเดินทางไปถึงหมู่บ้านชนบท เขาเข้าพักในโรงแรมที่มีแห่งเดียวในเมือง กอร์ดอนเจ้าของโรงแรม และยังมีอีกอาชีพคือนายหน้าที่ดิน ซึ่งเป็นตัวแทนที่บริษัทน็อกซ์ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อซื้อที่ดินทั้งหมดของชาวบ้าน นิยามของกอร์ดอนคือ “เราจะรวยแล้ว” และชาวบ้านแทนที่จะต่อต้านทุนนิยม พวกเขากลับคิดว่าควรจะขายที่ให้ได้ในราคาที่สูงลิ่ว ความมั่งคั่งกำลังจะมาถึง หากไม่ฉวยไว้ก็ไร้โอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จากชาวบ้านที่ไม่เคยมีสิทธิในการต่อรอง ทั้งในบทบาทจริงและบทบาทในหนัง ตีกลับความคุ้นเคยของคนดู การต่อรองของชาวบ้านผ่านตัวกอร์ดอน ทำให้ผู้ชมพบว่าที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้โง่ เพียงแต่พวกเขารู้ถึงสิทธิที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่บริษัทยักษ์จะทำเงินมหาศาล การเจรจาไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้บริหาร และยังมีรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์รายได้จากโรงกลั่น ยิ่งทำให้เห็นว่าโลกทุนนิยมก็ถูกต่อรองทางการเมืองได้ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

หนังเล่นกับความคุ้นเคยของคนดูด้วยการพลิกกลับสถานการณ์ ผสมกับอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบหนังอังกฤษ ตัวละครอย่างแมคนั้นน่าสนใจมากสำหรับหนังเรื่องนี้ แมคเป็นคนเมืองโดยสมบูรณ์แบบ เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ขับรถเปอร์เช่ที่ผ่อนหมดแล้ว เขาถูกส่งมาที่สก๊อตแลนด์เพราะผู้บริหารเข้าใจว่านามสกุลแมคอนไทน์ของเขามีรากเหง้าของคนสก๊อตแลนด์ และอาจจะทำให้การเจรจาทางการค้าราบรื่นขึ้น แมคไม่ได้ประทับใจกับชนบทตั้งแต่แรก อย่างน้อยเขาเคืองกอร์ดอนที่เอากระต่ายซึ่งบาดเจ็บมาทำอาหารให้เขากิน แมคมาที่นี่เขามุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่าถ้าทำสำเร็จหมู่บ้านชนบทสวยงามนี้จะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมัน แต่สุดท้ายเขาเริ่มกลายเปลี่ยน ผู้ชมจะสังเกตว่าหนวดเคราของเขาค่อย ๆ ขึ้นมาทีละนิด การที่แมคปล่อยให้หนวดขึ้นนั้นเป็นเพราะเขากลายเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ป่า” ทว่าเขาไม่ใช่พวกที่จะลุกขึ้นทวงความถูกต้อง (ประเภทพาชาวบ้านประท้วง) แต่เขาสู้ด้วยการมอบผลประโยชน์สูงสุดให้ชาวบ้าน จนสุดท้ายแมคถูกส่ง “กลับบ้าน” เพราะแฮปเปอร์นั้นอยากจะเล่นบทเศรษฐีขี้เหงากำลังได้ของเล่นใหม่ คือเปลี่ยนหมู่บ้านจากโรงกลั่นเป็นศูนย์วิจัยธรรมชาติแทน การกลับบ้านของแมคนั้นบอกนัยยะทางภาษาหนังที่โหดร้าย เขาโกนหนวดที่ขึ้น เขากลับสู่สภาพของตัวเองอีกครั้ง-คนเมือง เมื่อถึงบ้านอันเป็นอพาร์ทเม้นต์ในฮิวส์ตัน เขาหยิบเปลือกหอยที่เก็บจากชายหาดมาไว้บนโต๊ะ เปลือกหอยคือความทรงจำที่ไม่สามารถหวนคืน เมื่อเขาเดินไปที่ระเบียงหันหน้าไปยังขอบฟ้าที่กำลังจะมืด ท้องฟ้าปราศจากดวงดาว เขาคิดว่าเขาคงมิได้หวนคืนหมู่บ้านชนบทที่จากมา

หนังไม่ได้สรุปว่าแฮปเปอร์แปรเปลี่ยนหมู่บ้านเป็นอะไร โรงกลั่นหรือศูนย์ธรรมชาติ ชาวบ้านจะกลายเป็นเศรษฐีหรือเปล่า ชนบทยังคงอยู่หรือแปรสภาพ มิได้มีบทสรุป ผู้ร้ายในหนังถูกเกลี่ยให้เหลือสภาพสีเทา ความชั่วร้ายของทุนนิยมสามานย์เป็นเพียงภาพเบลอร์ ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ เราก็อยู่กับมัน ทำเงินกับมัน ใช้มัน เมื่อมองไปยังมาบตะพุด เขาแพง เกาะพีพี ทุนนิยมไม่เคยหยุดอยู่กับที่ และอารมณ์ฟูมฟายแบบเรา-คนชั้นกลาง ได้เพียงแต่มองมันเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับแมค แมคอินไทน์ ใน Local Hero

โดย นิวัต พุทธประสาท

burn-after-reading-poster

ทุกวันนี้โลกความจริง กับโลกในหนังมีพื้นที่ว่างไม่ห่างกัน ถึงจะห่างกันทว่ามีเส้นบาง ๆ เส้นหนึ่งเท่านั้นที่ขวางกั้นอยู่ บางครั้งเราเข้าใจว่า “ข้อเท็จจริง” (บางส่วน) จากในหนังคือข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อเราดูหนังจบทำให้เราเข้าใจว่าเรารู้จัก “โลก” ได้อย่างถ่องแท้ทุกแง่มุม จนทำให้เราสำคัญผิดคิดว่า “โลกความจริง” นั้นมีตัวตนอยู่ในพื้นที่หนัง (หรือสื่ออื่น ๆ) และบางเวลาเราก็ยังเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ มีใครสักคนบงการอยู่ (The Matrix, The Truman Show) ใครสักคนทั้งที่เป็นพระเจ้า คนที่มีอำนาจ รวมถึงระบอบการปกครอง แต่เมื่อสาวถึงเนื้อในแก่นแกนลึกที่สุด บางที…คนที่เราว่า…อาจจะไม่มีตัวตนก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจจะเป็นความเลินเล่อ หรือสิ่งไร้สาระที่หาค่าไม่ได้ แล้วความจริงในหนังทั้งหมดอาจจะเป็นเพียงเรื่องแต่งธรรมดาที่เป็นเพียงความละเมอเพ้อพก

เช่นเดียวกับหนังเรื่อง Burn After Reading หรือชื่อไทย “ยกขบวนป่วนซีไอเอ” ที่ชวนให้คิดว่าเป็นหนังบู๊สนุก ๆ ในแบบมีคลาสนิด ๆ  รับรองว่าถ้ามีแต่ชื่อไทยคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคงไม่ไปดูแน่ ที่จริงหนังเรื่องนี้จุดขายอยู่ที่ผู้กำกับสองพี่น้อง โจเอล และอีธาน โคลเอนนั่นเอง แล้วถ้าใครหวังไปดูหนังในแบบจิตป่วนหฤโหดแบบ No Country for Old Man ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะหนังเรื่องนี้ของสองพี่น้องทำคนละแนวกับ No Country for Old Man อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แม้นว่า Burn After Reading จะเป็นหนังในแนวคอมเมดี แต่แนวทางของหนังยังเป็นแนวทางของทั้งสองผู้กำกับ หนังตลกของทั้งสองไม่ใช่หนังตลกในแบบ Scary Movie หรือหนังล้อเลียนหนัง แต่เรียกว่าหนังแนวเสียดสี

Burn After Reading ไม่ได้แค่ล้อเลียนหนังฮอลีวู๊ด ไม่ได้แค่ล้อเลียนอาการหนังแอคชั่น แต่ยังล้อเลียนไปถึงสังคมอเมริกันและของโลก ซึ่งเรากำลังตกอยู่ในอิทธิพลบางอย่างที่ครอบงำวิถีชีวิตของมนุษย์

หนังจับคู่ภาพความขัดแย้งเอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่องค์กรใหญ่อย่าง ซีไอเอ ซึ่งการเมืองภายในต่างเลื่อยขาเก้าอี้กันเอง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข่าวลับสุดยอดออสบอร์น คอกส์ (จอห์น มัลโควิช) ถูกปลดออกจากงานอย่างสายฟ้าแลปในข้อหาติดเหล้า ขณะที่ตัวเขากับแคทตี้-ภรรยาก็เต็มไปด้วยความไม่ลงรอยกัน และนำมาสู่ทางตันของชีวิตคู่ โดยภรรยาของเขานอกใจแอบไปคบกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังแฮร์รี่ ฟาร์เรอร์ (จอร์จ คูนีย์) แฮร์รี่ชอบใช้ชีวิตเซ็กซ์กับสาวแปลกหน้าโดยการนัดบอดผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่เขายังรักภรรยาของตน และเข้าใจว่าตนนั้นเป็นชายเหนือชายที่ไม่งี่เง่าเหมือนผู้ชายน่าเบื่อคนอื่น ๆ ความขัดแย้งในครอบครัวถูกหยิบยกมากล่าวถึงในแง่มุม “โกหก” “หวาดระแวง” “ต้องสงสัย” สิ่งเหล่านี้ถูกครอบครองด้วยภาวะ “ทึกทัก” เอาเอง  คู่ขัดแย้งจึงกลายเป็นลูกโซ่ที่เกี่ยวเนื่องกันเริ่มจาก ซีไอเอ-ออสบอร์น-แคทตี้-แฮร์รี-ภรรยาของแฮร์รี ต่างกลายเป็นคู่ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งปัญหา ถ้าใช้ภาษาธรรมมันก็คือเหตุแห่งทุกข์ย่อมเกิดจากการละเมิดศีลนั่นเอง

ส่วนคู่ความสัมพันธ์ของตัวละครอีกฟากคือ ลินดา ลิทซ์เก้ (ฟรานเชส แมคดอร์มานด์) พนักงานในโรงยิม ที่คิดว่าตัวเองแก่ ไม่สวย ขาดความมั่นใจ เธอต้องการเงินเพื่อทำศัลยกรรม เงินประกันชีวิตที่เธอส่งให้บริษัทไม่ครอบคลุมที่จะทำให้เธอได้เงินเพื่อไปทำศัลยกรรม บังเอิญที่แช้ด-เพื่อนพนักงานโรงยิม (แบรด พิตต์) ได้แผ่นซีดีที่ลูกค้าในโรงยิมทำตกเอาไว้ เขาคิดว่ามันคงเป็นข้อมูลสำคัญทางราชการ ลินดาวาบคิดขึ้นมาได้ว่าเธอจะหาเงินมาศัลยกรรมด้วยการแบลคเมล์

เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงค่อย ๆ ยกระดับสถานะของความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ลินดาต้องการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน จนไม่สนใจว่ามันก่อให้เกิดความเสียหาย บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเสียหายเกิดขึ้นและจะมีผลต่อคนอื่นอย่างไร ข้อเรียกร้องของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ แต่เธอลืมไปว่าเธอไม่สามารถบงการคนอื่นได้ เพราะแท้แล้วเธอไม่ใช่คนสำคัญ สิ่งที่เธอมีอยู่มันไม่ได้สำคัญมากไปกว่าขยะ

หนังของพี่น้องโคลเอนดูสนุก เขียนบทได้อย่างกวนทีน มีลูกล่อลูกชน สร้างเสียงหัวเราะได้เกือบทุกฉาก (แม้แต่ฉากโหด ๆ ที่มันตลก แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้) การแสดงของจอร์จ คูนีย์, แบรด พิตต์, ฟรานเชส แมคดอร์มานด์ อยู่ในระดับที่ดีมาก จอร์จ คูนีย์ สลัดภาพพระเอกในแบบฮีโร่ทิ้งได้อย่างเนียน ๆ ด้วยการเล่นเป็นชายเจ้าชู้ ขี้อวด (สวมทองเส้นใหญ่ ๆ) เฉิ่ม (ใส่กางเกงเอวเกือบถึงอก) และงี่เง่า (ชอบพูดโอ้อวด) ส่วนแบรด พิตต์ เล่นเป็นพวกขี้แพ้ ติงต๊อง ต้องสวมกางเกงขาสั้น ๆ รัด ๆ แบบหนุ่มนักยิม เขาคือตัวขโมยซีนดี ๆ นี่เองๆ บทของแบรด พิตต์ อาจจะเอาดาราหนุ่ม ๆ หน้าใหม่มาเล่นก็ได้ แต่ภาพของแบรด พิตต์ นั้นคอนทราสต์กับบทบาทเดิม ๆ ของเขา ซึ่งมันสามารถส่งผลความคอนทราสต์ต่อคนดูได้ดี ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด แล้วแบรด พิตต์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเสียด้วย

แรงฉีกกระชากของ Burn After Reading เป็นเสมือนมายาภาพที่ทำให้คนดูตระหนักว่า ภาวะสับสนอลหม่านของปัญหา ไม่อาจจะนำพาไปสู่ทางออกจริง ๆ เพราะทางออกส่วนมากมักจะเลอะเลือน ไร้ปัญญา และต้องแลกสิ่งนั้นในราคาที่เท่าเทียมกันหรือแพงกว่า ความขัดแย้งในหนังนำพาไปสู่จุดจบที่ไร้สาระ แต่เป็นภาพไร้สาระที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มักเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ภาพของหนังในตอนเริ่มเรื่อง จากมุมมองเหนือเมฆ ซูมเข้าไปสู่พื้นโลก ตอนจบของหนังค่อย ๆ ดึงเราออกมาจากเหตุการณ์ ลอยไปสู่เบื้องบนอีกครั้ง เท่ากับแปรสภาพคนดูกลายเป็นพระเจ้า ที่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้ นอกจากนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น และปล่อยให้มันเป็นไป

**** (สี่ดาว)

การต่อต้านสังคมเซเล็ปด้วยความไร้เดียงสา

ในศตวรรษนี้คงไม่มีใครจะเขียนบท-นำแสดง หนังได้อื้อฉาวเท่า Sacha Baron Cohen อีกแล้วหรือถ้านึกหน้าเขาไม่ออก คุณก็คงพอจะได้ยินหนังชื่อหนังเรื่อง Borat กับภาพนักแสดงน่าตากวน ๆ พูดจาดูถูกเหยียดหยามผู้คน บทลามกสองแง่สองง่าม รวมไปถึงการกระทำที่น่าตบกระโหลก หนังเรื่อง Brüno เองก็เช่นกันแต่คราวนี้แทนที่จะเล่นเรื่องการเมือง Cohen จับตัวเองแปลงโฉมเป็นผู้สื่อข่าวสายแฟชั่นแห่งสถานีโทรทัศน์ของเยอรมัน การเป็นผู้สื่อข่าวทีวีสายแฟชั่นทำให้เขาเสพติดการเป็นคนแถวหน้า First Row ความฝันของบรูโนคือการก้าวไปเป็นผู้มีอิทธิพลในวงการบันเทิง แต่ความฝันแทนที่ด้วยความตกอัับ เขาถูกอัปเปหิมาจากวงการแฟชั่นยุโรป บรูโนโดนต่อต้านอย่างหนักเพราะทำตัวเป็นผู้วิจารณ์วงการในแบบสาวไส้ถึงแก่น เมื่อไม่มีใครต้อนรับเขาที่ยุโรปเขาจึงออกแสวงหาความโด่งดังที่ดินแดนเสรีอย่างอเมริกา

การมาอเมริกาของบรูโนนั้นมาในแบบไร้เครดิตร เขาเริ่มด้วยการมีตัวตนศูนย์กระนั้นเขาก็ใช้ช่องทางต่าง ๆ ที่เขาเคยเรียนรู้ เพื่อนำพาเขาไปยังจุดหมายนั้น แต่ว่าความไร้เดียงสาในแบบตัวเขา ซึ่ง “ตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล” อีโก้ในตัวเขาจึงแทนที่จะผลักให้เขาประสบความสำเร็จ กลับผลักให้เขาถูกรังเกียจหนักยิ่งขึ้นไป

หากอ่านพล๊อตคร่าว ๆ เช่นนี้ หนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากหนังวิจารณ์วงการบันเทิงดาษดื่น ทว่าวิธีการสร้างหนังของ Larry Charles นั้นมันเพิ่มขั้นตอนที่ดูเป็นจริงเป็นจังเข้าไปในหนัง เพื่อทำให้หนังดูสมจริงสมจังมากยิ่งขึ้น กล่าวคือหนังถูกสร้างจัดฉากขึ้น จากนั้นก็กะเกณฑ์ตัวแสดงสมทบเข้ามาในหนัง โดยที่ตัวแสดงสมทบแทบไม่รู้โครงเรื่องหรือบทที่ถูกสร้างสถานการณ์ขึ้น นั่นจึงทำให้เรื่องราวของหนัง ถูกตัวแสดงสมทบต่อต้าน หากมองในเชิงอารมณ์ความรู้สึกในแบบมนุษย์ ขั้นของสิ่งที่บรูโนทำลงไปนั้นมันคือความเหลืออด เช่นเขารู้ว่าจะต้องทำอย่างโจลี เพื่อที่จะได้มีนักข่าวสนใจเขา เขาจึงรับเลี้ยงเด็กอัฟริกันมาเป็นลูกเลี้ยง เมือเขาพาเด็กออกทีวี เขาให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลลูกในแบบที่เขาเป็น แต่ตัวประกอบที่เข้ามาแสดงในรายการเกมโชว์รับในสิ่งที่เขากระทำไม่ได้เพราะบรูโนเป็นเกย์ และเขาก็เลี้ยงลูกให้อยู่ในสภาพแบบนั้น

หรือฉากที่เขาเชิญดาราดัง ๆ มาสัมภาษณ์ และใช้คนทำงานบ้านชาวเม็กซิกันมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่คนในแวดวงบันเทิงออกมาต่อต้านเรื่องการกดขี่แรงงาน เหมือนพวกเขากำลังช่วยเหลือสังคมนี้ แต่ไม่ใช่…เพราะแท้แล้วพวกเขากำลังนั่งอยู่บนแรงงานนั้น จึงกล่าวได้ว่าบรูโนชำแหละภาพทางสังคมผ่านความไร้เดียงสาของตัวเอง เป็นการสาวไส้เหล่าเซเล็ปที่ชอบทำตัวเป็นนางฟ้าเทวดา เพราะเอาเข้าจริง ๆ สังคมก็ยังมีการกดขี่ชนชั้นอย่างแจ่มชัด

ส่วนฉากที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่องคือฉากที่บรูโนต้องการคัดเลือกเด็กมาถ่ายแฟชั่น ขั้นตอนการสัมภาษณ์ผู้ปกครองเด็กบรูโนได้ถามคำถามแรง ๆ ต่อตัวผู้ปกครองเด็กว่า ถ้าเด็กต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยงเช่นมีฉากที่ต้องถ่ายกับสารอันตรายจะยินยอมไหม ผู้ปกครองทุกคนต่างยินยอม และคิดว่าเด็กทำได้ นี่คือสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน เมื่อพ่อแม่พยายามปั้นลูกให้เป็นดารา ต่อให้เกิดอะไรขึ้นกับลูก พวกเขาแทบไม่สนใจ และตอบรับแทนเด็กในทันที

Brüno น่าจะเป็นหนังที่คุณดูครั้งแรกแล้วคุณจะเกลียดแล้วไม่ชอบมันเลย เพราะมันเต็มไปด้วยภาพทะลึ่งสุดบรรยาย อวัยวะเพศชายที่แกว่งไปมาหน้าจอ ฉากร่วมเพศของบรูโนกับคู่ขาเกย์ในแบบวิตถาร การกระทำที่สุดทานทนของบรูโน และแนวความคิดอันสุดขั้วที่เขาคิดได้ล้วนแล้วแต่หายนะ แต่ถ้ามองเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง คุณจะมองเห็นว่า บรูโนนั้นช่วยขัดเกลาสังคมนี้ ด้วยการกระชากหน้ากากอันจอมปลอมของสังคมออกมาได้อย่างแจ่มชัดที่สุด เขาโบยตีวงการเซเล็ปชนิดที่ว่าถ้าคุณเป็นพวกหน้าไหวหลังหลอกคุณแทบไม่มีที่ยืนในสังคมนี้เลย ที่น่าเศร้าก็คือสังคมนี้ยังเต็มไปด้วยผู้คนเหยียดผิว เหยียดเพศที่สาม ขณะที่เหล่าดารา+นักการเมือง เสียสละตัวเองเพื่อสังคม ล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ปลิ้นปล้อนตอหลดตอแหลที่สุด

Brüno ไม่ใช่หนังต่อต้านสังคมที่ดีที่สุด แต่มันเป็นหนังที่ตบหน้าพวกเราได้อย่างสุดขั้ว เพราะเราเองก็ตกเป็นส่วนหนึ่งให้ชนชั้นำชักใยให้เราเป็น เชื่อในสิ่งที่เป็นและเป็น…ในสิ่งที่ต้องการ

ภาพโปสเตอร์ของ High Fidelity

ภาพโปสเตอร์ของ High Fidelity

High Fidelity: หนังสำหรับผู้ชาย (ประเภทหนึ่ง)

คะแนนรวม *** (สามดาว)
รายละเอียด: Encoding Region Zone 3 Picture 6 Sound 6 Movie 7 Supplementary 6

แม้จะเป็นหนังเก่าที่ออกฉายในปี 2000 แต่ผมเชื่อว่าท่านยังพอหาดีวีดีเรื่องนี้มาดูได้ไม่ยากครับ ทั้งโซนหนึ่งและโซนสามอาจจะรวมถึงดีวีดีแม่สายด้วย ที่ผมอยากแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับแฟนนานุแฟนของหนังสือแฮมเบอร์เกอร์ได้ชมกันเพราะว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเข้ากับ “ความรู้สึก” ของผู้ชายที่ชอบดูหนังฟังเพลงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่บ้าเรื่องเพลงและแผ่นเสียง หนังเรื่องนี้จะนำเสนอบุคลิกในแบบ “ผู้ชายๆ” ความรู้สึกที่ยากจะเอ่ยออกมาเป็นรูปธรรม ทว่าหนังเรื่องนี้กลับสร้างออกมาได้อย่างดี

High Fidelity สร้างมาจากนิยายของนิค ฮอร์นบี้นักเขียนชาวอังกฤษ นิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อเล่มว่า “รักตกร่อง” ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเอามาอ่านประกอบดูหนังก็น่าจะได้รับความสนุกไม่แพ้กัน

ภาพปกนิยายเรื่อง High Fidelity

ภาพปกนิยายเรื่อง High Fidelity

หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักแบบผู้ชายครับ อาจจะไม่หวานซึ้งตรึงใจทว่ามันเต็มไปด้วยด้านหนึ่งของผู้ชายที่ผู้หญิงอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน หรือเคยรู้ทว่าอาจจะไม่ได้ลงลึกถึงความคิดแบบ “ผู้ชาย” ซึ่งมีอีกด้านหนึ่งที่ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงได้ จนกว่าคุณจะทำความเข้าใจมัน ขณะเดียวกันตัวหนังพยายามที่จะเข้าถึงจิตใจของผู้หญิงผ่านมุมมองผู้ชาย แม้มันจะเป็นหนัง “ส่วนตัว” แต่ผมไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นประเภทเมินมองสังคม เปล่าเลยถ้าเราเข้าใจบริบทของสังคม เราจะไม่ดูแคลน “ความเป็นส่วนตัว” ได้เลย

High Fidelity เล่าเรื่องของ ร็อบ ชายหนุ่มที่กำลังถูกแฟนซึ่งมีอาชีพทนายความที่มีมองถึงอนาคตทิ้งไป ร็อบมองว่าชีวิตของเขาแม้ไม่ประสบความสำเร็จทว่าเมื่อย้อนกลับไปถึงอดีตคนรักเก่าที่เขา “จัดอันดับ” ตามแบบชาร์ตดนตรีที่เขาชื่นชอบ ชีวิตรักของเขาก็หาไม่เลวร้ายไปนัก แต่กลับเป็นความถูกต้องที่เขาเดินมาถูกอยู่แล้ว

John Cusack ในบท ร็อบ กอร์ดอน เจ้าของร้านแผ่นเสียง

John Cusack ในบท ร็อบ กอร์ดอน เจ้าของร้านแผ่นเสียง

ร็อบเคยเป็นดีเจเปิดเพลงตามผับมาก่อนก่อนจะตัดสินใจมาเปิดร้านขายแผ่นเสียงที่เต็มไปด้วยอุดมคติ เขาจ้างลูกจ้างสองคนที่เป็นพวกบ้าเพลงอย่างโงหัวไม่ขึ้นเช่นกัน ขนาดที่ว่าจดจำรายละเอียดต่าง ๆ ของวงโปรดของพวกเขาได้อย่างไม่มีผิด แล้วทั้งสองยังมีวิธีขายแผ่นเสียงที่ต่างกันด้วย ขณะเดียวกันร้านของเขากำลังตกต่ำเพราะไม่ได้ขายสินค้าตามแบบเมกกะสโตร์ ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการคือมองหาอนาคตให้ได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป

คนบ้าเพลงอย่างร็อบนั้นลมหายใจชองเขาจึงเต็มไปด้วยเพลง ประวัตินักดนตรี แต่สุดท้ายเมื่อมาถึงจุดที่เขาต้องเลือกระหว่างความรัก ชีวิตคู่ หรือทำตัวแบบเดิมซึ่งไม่รู้ว่าจะจบสิ้นลงเมื่อไหร่

Jack Black ในบท แบรี่

Jack Black ในบท แบรี่

สำหรับผมแล้วHigh Fidelity เป็นเหมือนงานสลักหินของพวกที่มองว่าชีวิตนั้นไม่ได้มีองค์ประกอบเพียงหนึ่งเดียวกับสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเป็น แต่หนัง (รวมถึงนิยาย) นั้นเข้าถึงความเป็นผู้ชาย ที่ฝรั่งเรียกกันว่า Boy Thing ผู้ชายมักจะนำเอา “งานอดิเรก” มาผูกติดกับชีวิตอย่างคลั่งไคล้ ซึ่งทำให้การมองโลกเต็มไปด้วยความฝันบาง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นจริงหรือเป็นเพียงวิมานในอากาศก็ไม่แปลก

นักแสดงหลักในหนัง

นักแสดงหลักในหนัง

สำหรับแผ่นดีวีดีที่ผมชมเป็นแผ่นโซนสาม ซึ่งผมค่อนข้างผิดหวังทั้งด้านภาพและเสียงค่อนข้างมาก กล่าวคือภาพไม่ค่อยใสปิ๊งเหมือนหนังดีวีดีในยุคปัจจุบันเสียเท่าไหร่ ส่วนการบันทึกเสียงแม้จะไม่เลวร้าย แต่หนังเรื่องนี้เพลงประกอบมีส่วนสำคัญหับหนังเป็นอย่างมาก ดังนั้นการบันทึกเสียงซาวด์แทรคต้องทำให้ได้ดีกว่านี้ แต่เสียงซาวด์ที่ผมได้ยินผมขุ่นมัวไปเสียเฉย ๆ ไม่กังวานเหมือนเรื่องอื่น ๆ (หรือหูผมเพี้ยนไป๊)

เอาละครับ แต่นี่ก็เป็นหนังที่ผู้ชายที่ชอบเพลงดูอาจจะต้องอมยิ้ม ขณะเดียวกันผู้หยิงอาจจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ชายแบบนี้อย่างไร บางทีถ้าความรักไปถึงขั้นที่จะทำความเข้าใจกันได้ อุปสรรคไม่ใช่ปัญหา ทว่าอุปสรรคเป็นเหมือนญาณนำทางสู่ความจริงแท้

ร็อบท่ามกลางกองแผ่นเสียง

ร็อบท่ามกลางกองแผ่นเสียง