Info

Posts from the Drama Category

ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นสิ่งเปราะบางเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางจิตใจนั้น ลึกซึ้ง ซับซ้อน ไม่ต้องการเหตุผล และไม่เคยตั้งอยู่บนความแน่นอนของอารมณ์

Chungking Express อาจจะถือได้ว่าเป็นหนังที่ลงตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหว่อง คาร์ ไว ผู้กำกับชาวฮ่องกงที่มีรูปแบบการสร้างหนังแตกต่างจากผู้กำกับฮ่องกงทั่วไป ซึ่งชอบเน้นในเรื่องแก๊งค์สเตอร์ เจ้าพ่อ บู๊ล้างผลาญ ภาพลักษณ์ของหนังฮ่องกงจึงติดอยู่ในสภาพดังกล่าว จนคนดูคิดและจินตนาการไปว่าที่ฮ่องกงคงมีพวกนักเลงหัวไม้วิ่งเอามีดฟันกันเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่หว่องกลับทำงานภาพยนตร์ของตนโดยอาศัยพื้นฐานของหนังฮ่องกง ผนวกกับหนังรักโรแมนติกซึ่งหาได้ยากมากในบริบทหนังฮ่องกง จะกล่าวว่าหนังของหว่องมีกลิ่นไอในแบบฌอง ลุค โกดาร์ เจ้าพ่อนิวเวฟของฝรั่งเศส ผสมผสานรูปแบบหนังรักตามแบบหนังยุโรป ที่มีอารมณ์ทางความรูสึกด้านลึกของตัวละคร โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์ความรัก

หนังเรื่องนี้อาศัยฉาก Chungking Mansion ย่านซิมชาซุย ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ตัวเอกของเรื่องดำเนินเรื่องอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว พบปะเวียนวนทั้งโดยตั้งใจและบังเอิญ บ้างเดินสวนกันโดยไม่ได้รู้จักกัน

หนังแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเล่าเรื่องของตำรวจหนุ่มหมายเลข 223 (Takeshi Kaneshiro) ซึ่งถูกคนรักหักอกในวันที่ 1 เมษายน เขาออกตามหาสัปรดกระป๋องวันหมดอายุที่ตรงกับวันที่ความรักสิ้นสุด เขามีความเชื่อว่าความรักของเขาจะกลับมาดังเดิม คนรักของเขาชอบกินสัปรด และทุกอย่างจะเหมือนเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไป 223 พบว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเรียกวันคืนกลับมาได้ คืนหนึ่งเขาได้พบกับผู้หญิงผมทอง (หลินชิงเสีย) โดยบังเอิญในร้านเหล้าที่เขาชอบไปนั่ง ผู้หญิงผมทองเป็นนางนกต่อเอเย่นต์ค้าผงขาว ที่มองหาชาวอินเดียเพื่อเป็นคนส่งยาไปยังต่างประเทศ เธอถูกหักหลังเสียทั้งของเสียทั้งงาน เธอพยายามกลับไปทวงความยุติธรรมของเธอ ขณะที่เธอกำลังกลุ้มใจสุดขีด เธอก็พบกับตำรวจหนุ่ม ความสัมพันธ์แบบรักข้ามคืนเกิดขึ้น ทว่าความรู้สึกนั้นมิได้พาให้คนสองคู่นี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง

ขณะที่หนังส่วนที่สองเริ่มขึ้นเล่าเรื่องราวของ ตำรวจสายตรวจเดินเท้าในย่านชุงกิง หมายเลข 663 (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่มักแวะเวียนมาซื้ออาหารแบบห่อกลับที่ร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรส 663 มาซื้ออาหารที่นี่ทุกวันก่อนเลิกงาน เขาได้พบกับเถ้าแก่ของร้านจนพูดคุยกันคุ้นเคย 663 มักจะซื้ออาหารไปฝากแฟนของเขาที่เป็นแอร์โฮสต์สเตส จนกระทั่งวันหนึ่งเขากับแอร์ฯสาวเลิกร้างต่อกัน 663 อยู่ในห้วโศกเศร้า เมื่อเขาอยู่คนเดียวเขามักคิดว่าสิ่งของในห้องของเขาร้องไห้เพื่อความรักที่แตกสลาย เขาไม่ได้สนใจใยดีต่อชีวิตของตน ดำเนินชีวิตบนความเจ็บปวดเพียงลำพัง เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาทำเป็นว่าจิตใจของเขาเข้มแข็ง จนกระทั่งร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรสได้พนักงานคนใหม่มาประจำร้าน เฟย์ (เฟย์ หว่อง) จุดเปลี่ยนของเรื่องจึงเกิดขึ้น เฟย์หว่องซึ่งชอบเปิดเพลง California Dreamin เสียงดังลั่นร้าน เธอมองเห็นความเจ็บปวดของ 663 เธอแอบชอบตำรวจหนุ่มแต่ไม่เคยเอ่ยปาก เธอแอบเข้าไปทำความสะอาดบ้านให้เขา ซักผ้าปูที่นอน เปลี่ยนตุ๊กตา แรก ๆ 663 เองก็ไม่เคยสังเกตเห็น เพราะชีวิตของเขาเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ของ 663 กับเฟย์ จึงเป็นเหมือนการวิ่งไล่จับความว่างเปล่าที่ต่างฝ่ายต่องวิ่งหนี เฟย์เก็บจดหมายที่คนรักเก่าของ 663 ฝากเอาไว้ เธอมองว่าจดหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าทำให้ 663 เจ็บปวดยิ่งขึ้น ฉากนี้เราจะเข้าใจได้ดีว่าผู้หญิงเองก็มีธาตุหนึ่งที่ผู้ชายไม่เคยย่างกรายเข้าไปเข้าใจใด ๆ ได้

Chungking Express เป็นหนังที่เปลี่ยนแปลงมุมมองการเล่าเรื่อง โดยอาศัยตัวละครเอกสองคนผลัดกันเล่าเรื่องของตน ทำให้หนังสามารถเจาะลึกเข้าไปยังจิตใจตัวละครที่แสนจะหม่นหมอง พวกเขาต่างไม่อาจก้าวพ้นไปจากบ่วงของความเจ็บปวดโดยเฉพาะความรัก ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากในย่ายชุงกิงตัวหนังได้บอกคนดูถึงความเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางเมืองใหญ่ ความเปล่าเปลี่ยวนั้นกินลึกลงไปสู่จิตใจจนยากเยียวยา

ในวันที่แย่ที่สุดของ 223 เขาโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสาวเก่า คนรักเก่า ผลปรากฏคือเขาต้องผิดหวังที่ทุกคนเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีแฟน มีลูก มีครอบครัว บ้างก็ไม่สนใจใยดีต่อความรู้สึกเจ็บปวดลำพังของเขา ขณะที่ 663 หมกมุ่นอยู่กับโลกเก่าของตน เขาทำทุกอย่างซ้ำซากจำเจ ทั้งที่เคยมีความฝัน ความหวังที่จะไปสู่จุดหมายที่ดีกว่าตำรวจสายตรวจ แต่สิ่งที่ขวางกั้นไม่ให้เขาเดินหน้ากลับเป็นความรักที่ร่วงหล่น

ผลสะเทือนของหนังเรื่องนี้ นอกจากเปิดโลกภาพยนตร์ฮ่องกงสู่ตลาดนอกแล้ว ตัวหว่องคาร์ไวเองก็ค้นพบสูตรสำเร็จของหนังของเขา เริ่มตั้งแต่ภาพดิบหยาบที่ถ่ายโดยคริสโตเฟอร์ ดอยส์ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหว่องไปโดยปริยาย ภาพแบบนี้นอกจากเท่อย่างเป็นธรรมชาติ (เพราะหว่องไม่มีเงินทำหนังมากนักในเวลานั้น) กลายเป็นข้อดีของหนังโดยบังเอิญ ประกอบกับเพลงประกอบหนังที่แสนลงตัวทั้งเพลง California Dreamin ซึ่งสื่อความหมายถึงตัวเฟย์ผู้ซึ่งเป็นตัวละครตัวเดียวที่มองไปยังข้างหน้าและก้าวข้ามไป ขณะที่เพลง What a Difference a Day Make ซึ่งครวญโดยไดนา วอชิงตันเองก็สะกดคนดูให้ดิ้นตายลงเดี๋ยวนั้น Chungking Express จึงเป็นหนังโรแมนติก รักลึกซึ้ง น่าตื่นตะลึง และขนลุกทุกครั้งที่ได้ด

This slideshow requires JavaScript.

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

Carne Trémula

เปโดร อัลโมโดวา (Pedro Almodóva) เป็นผู้กำกับ คนเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างหนังชาวสเปน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อสายตาผู้ชมทั่วโลกนับไม่ถ้วน ผลงานของเปโดร อัลโมโดวาได้รับการตอบรับจากเทศกาลหนังทุกแห่งที่ไปประกวด-จัดฉาย ดารานักแสดงจากฮอลลีวู้ดดึงตัวนักแสดงเอกของเขาไปเล่นในหนังฮอลลีวู้ดก็มาก เปรโดเกิดที่จังหวัดคาสทิลล์-ลามันชา ซึ่งเป็นพื้นเรื่องของนิยายอมตะเรื่องดอน ฆิโอเต้ ของเซอร์วานเตช นักเขียนคนสำคัญของสเปน พ่อของเปโดรเป็นนักอ่าน เขาทำงานเป็นคนขนส่งไวน์ ส่วนแม่เป็นครูภาษาสเปน โดยรับจ้างอ่านจดหมายเขียนจดหมายให้เพื่อนบ้าน เมื่อเปรโดแปดขวบ เขาเข้าเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งสอนศาสนาที่เมืองซาเซเรสทางตะวันตกของสเปน ครอบครัวหวังว่าเขาจะได้เป็นบาทหลวง ที่เมืองอย่างซาเซเรสปราศจากโรงหนัง ทว่าเปรโดให้สัมภาษณ์ว่าถนนในเมืองซาเซเรสมีชีวิต การศึกษาไม่มิได้หยุดยั้งเฉพาะในห้องเรียน เขาเรียนรู้การทำหนังจากการศึกษาชีวิต และจากการศึกษาที่จะเป็นพระ ในปี 1967 เปรโดจึงมุ่งหน้าสู่แมดริดเพื่อเข้าสู่วงการหนัง

แรงบันดาลใจของเปรโด มาจากยอดผู้กำกับโลกอย่างเช่น หลุยส์ บุนเยล, ไรเนอร์ เวอร์เนอร์, อัลเฟรด ฮิตคอร์ก, จอห์น วอร์เทอร์, อิงมาร์ เบิร์กแมน, เฟเดอริโค เฟลลินี เป็นต้น งานเหล่านี้ปรากฏรูปรอยในหนังของเปโดรหลายเรื่อง ผสมผสานจนกลายเป็นสไตล์ของเขาไปในที่สุด ในยุคแรก ๆ เปโดรเริ่มทำหนังสั้น จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรก Pepi,Luci, Bom สร้างขึ้นในปี 1980 แต่เรื่องที่ทำให้เปโดรถูกกล่าวขวัญมากขึ้นนั่นก้คือเรื่อง Matador ผลงานเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเซอร์เรียลของบุนเยลอยู่ไม่น้อย และเขาก็ตอกย้ำต่อแนวทางของตนอีกครั้งในหนังเสียดสีวงการภาพยนตร์ Tie Me Up! Tie Me Down! เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ติดตามดาราสาวด้วยความหลงใหลซึ่งจบลงด้วยความโศกซึ่งถูกชักพาไปสู่จุดจบ

เช่นเดียวกับ Carne Trémula (Live Flesh) หนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Ruth Rendell ว่าด้วยเด็กหนุ่มนามวิกเตอร์ (Libeto Rabal) ผู้เกิดในรถโดยสารประจำทาง เพราะแม่ของเธอไปโรงพยาบาลไม่ทัน การเกิดบนรถประจำทางกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้อำนวยการขนส่งจึงมอบตั๋วรถเมล์ตลอดชีพให้กับวิกเตอร์ นั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเขาไม่อาจทราบได้ เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาได้พบกับเอเลนา (Francesca Nari) ขี้ยาสาวสวยซึ่งทั้งสองบังเอิญนอนกันคืนหนึ่ง วิกเตอร์ตกหลุมรักเอเลนาถึงขั้นตามไปที่บ้าน ทว่าเธอมิได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองทุ่มเถียงกัน วิกเตอร์ไม่ยอมไปไหนจนกว่าเอเลนาจะให้เหตุผลที่ไม่อยากเจอเขา เอรินาจึงไปคว้าปืนออกมา ทั้งสองทะเลาะกันจนปืนลั่น เป็นเหตุให้เพื่อนบ้านโทรแจ้งตำรวจ

ตำรวจสายตรวจสองนาย คนแรกเดวิด (Javier Barden) นายตำรวจหนุ่มผู้มีไฟในการทำงาน สุขุม เยือกเย็น ดูมีอนาคต คนที่สองเพื่อนคู่อายุมากกว่านามซานโซ (José Sancho) นายตำรวจที่อยากจะเกษียนชีวิตการทำงานเต็มแก่ เพราะคิดว่าเมียตัวเองกำลังมีชู้เพราะเขาไม่มีเวลาให้กับเธอ ทั้งสองไปยังที่เกิดเหตุ เดวิดกำลังไกล่เกลี่ยให้วิกเตอร์วางปืนลง เด็กหนุ่มลังเลเพราะความกลัวที่ตัวเองทำผิด ขณะเดียวกันเดวิดกำลังกันให้เอเลนาออกมาจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อทั้งคู่สวนกันภาพสโลว์ช้า เอเลนาตกหลงรักตำรวจหนุ่มอย่างเดวิดในวินาทีนั้น ขณะเดียวกัยซานโชก็กระโดดตะครุบเพื่อแย่งปืนกับวิกเตอร์ ปืนนัดหนึ่งดังขึ้น มันโดนเข้าที่ขาของเดวิด เขาล้มลง เอเลนามองเขา ภาพตัดไป

กระสุนนัดนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดของคนทั้งสี่โดยสิ้นเชิง เดวิดพิการเดินไม่ได้กลายเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลบนรถเข็นที่มีชื่อเสียง เอเลนาซึ่งตกหลุมรักเดวิดเปลี่ยนแปลงจากขี้ยามาเป็นเมียผู้แสนดีของเขา เธอทุ่มเททำงานให้กับโรงเรียนเด็กด้อยโอกาส โดยเธอเป็นผู้อำนวยการและเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ เธอเคียงข้างสามียามไปแข่งบาสฯ และดูแลเขาด้วยความรักแม้เขาพิการ ส่วนวิเตอร์อยู่ในสถานกักกันถึงหกปี ก่อนจะพ้นโทษออกมาบังเอิญเขาพบเดวิดและเอเลนาทางทีวีขณะที่การแข่งขันบาสฯสำหรับผู้พิการจบลงด้วยชัยชนะของเดวิด

วิกเตอร์ซึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไป ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากใจเขาก็คือความริษยา ความแค้น และความไม่เข้าใจต่อโชคชะตาของตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำไมต้องจบลงเช่นนี้ เขาสูญเสียอิสรภาพ เมื่อออกจากสถานกักกันแม่ของเขาก็มาเสียชีวิต เขาตั้งใจจะแก้แค้นเอลินากับเดวิด เอเลนาเคยปรามาสว่าเขาไม่ใช่นักรัก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่กระหายใคร่ ไม่เคยรู้จักความรัก เขาจดจำตำนี้ของเธออย่างดี ระหว่างที่เขาไปเคารพศพแม่ที่สุสาน เอเลนาก็สูญเสียพ่อ วิกเตอร์เข้าไปแสดงตนให้เอเลนาได้เห็น เธอสะดุ้งเมื่อพบวิกเตอร์อีกครั้ง ในงานศพเขาได้พบกับคราลา เมียของซานโช ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มกับสาวมากประสบการณ์เกิดขึ้น คราลาสอนประสบการณ์ความรักและเซ็กซ์ให้กับเขา ขณะเดียวกันวิกเตอร์ไปสมัครงานที่โรงเรียน เขาหวังว่าเอเลนาจะเห็นใจเขาบ้างกับเรื่องราวในอดีตและความรักที่เขามีต่อเธอ

Carne Trémula เป็นหนังที่ไม่เก็บงำความรู้สึกของตัวละครให้อื้ออึง การแสดงอารมณ์ความรัก ความริษยา ความโกรธ ความโง่งั่ง ถูกฉายออกมาราวสายน้ำ หนังพยายามบอกว่ามนุษย์เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก แม้ต้องใช้วิธีที่โง่เง่าที่สุดก็ต้องทำ หรือแม้แต่ว่าทำแล้วจะเกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสตามมาสู่ตัวเองและผู้อื่น พวกเขาก็ดูจะเหมือนปรารถนาที่จะเลือกหนทางนั้น แต่จะเป็นอะไรไปเล่าในเมื่อเราบูชาในความรัก และเชื่อว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด แม้ความรักนั้นจะมาช้า หรือสูญสลายไปแล้ว ความรักก็ยังเป็นปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งดำรงอยู่ในตัวเราไม่เสื่อมคลาย

37°2 le matin Betty Blue: ตัวอ่อนในครรภ์มารดา

37.2 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิปกติในตอนเช้าของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ นี่คือชื่อเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของหนังฝรั่งเศส (37°2 le martin) ที่ได้รับกล่าวถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหนังยุคหลังสมัยใหม่ และในเมืองไทยหนังเรื่องนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงเมื่อครั้งหนึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้จัดฉายหนังเรื่องนี้ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ถูกคณาจารย์ลงโทษขั้นหนักต่อนักศึกษาที่ฉายหนัง ด้วยข้อหาฉายหนังอนาจาร!!!

เบ็ตตี้บลู เป็นผลงานการกำกับของ Jean-Jacques Beineix โดยเขียนบทร่วมกันระหว่าง Phillipe Djian นักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส สำหรับตัวภาพยนตร์นั้นผมขอแบ่งออกเป็นสามภาคสามตอนตามสถานที่ที่ตัวละครเอกทั้งสองเคลื่อนย้ายไปสู่พื้นที่ใหม่ เพราะโดยเชิงความหมายของสถานที่ก็ดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย หรือจุดที่เรื่องถูกนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอันไม่อาจหวนคืนของชีวิต

ส่วนแรกเรื่องราวเกิดขึ้น ณ บังกาโลริมทะเล สถานที่ตากอากาศในช่วงฤดูร้อน ซอร์ค (Jean-Hugues Anglade) ผู้มีอาชีพช่างไม้ และรับจ้างทั่วไป กำลังร่วมรักกับ เบ็ตตี้ (Béatrice Dalle) ทั้งสองเพิ่งพบกันแล้วพามาร่วมรักกันอย่างร้อนเร่าในบังกาโลของซอร์ค ฉากเปิดถ่ายด้วยภาพลองช็อต กล้องค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ทั้งสอง โปสเตอร์ภาพโมนาลิซ่าติดอยู่หัวเตียง ภาพโมนาลิซาซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะต่างถกเถียงกันว่านางแบบเลอโฉมคือใคร จนบางสำนักตั้งสมมติฐานว่าภาพโมนาลิซาก็คือดาวินซีนั่นเอง จุดเริ่มต้นของเรื่องพาให้ผู้ชมตกตะลึงกับฉากร่วมรักร้อนเร่ารุนแรงนี้แล้วยังชวนให้ผู้ชมเพ่งพินิจถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ก็มาจากเพศสัมพันธุ์ หนังพยายามเอื้อนเอ่ยว่านี่คือธรรมชาติแห่งมวลมนุษย์ และการร่วมรักก็คือส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดมนุษย์

ซอร์คเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างผู้ใช้แรงงานที่ยอมจำนนต่อชะตากรรมของตัวเอง เขาทำงานตามที่เจ้าของบังกาโลสั่งคือทาสีบังกาโลห้าร้อยหลังให้เสร็จทันฤดูร้อน เขาเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่นั่น ซอร์คไม่ดื้อไม่บ่นและทำอย่างที่เจ้านายสั่งโดยไม่ต่อรอว เบ็ตตี้ย้ายข้าวของมาอยู่กับซอร์คหลังการร่วมรัก เธอกลายมาเป็นสีสันใหม่ สาวน้อยผู้เจิดจ้าเป็นตัวของตัวเอง และกิจกรรมบนเตียงซึ่งร้อนเร่า เบ็ตตี้เป็นผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นในตัวซอร์ค เธอพบว่าเขาเขียนนิยายเอาไว้เรื่องหนึ่ง หลังจากไม่พอใจที่ซอร์คยอมจำนนกับเจ้านาย เธอรื้อบ้านทิ้งและพบนิยายเรื่องดังกล่าว เธอลงมืออ่านจนจบ เธอจึงเชื่อว่าซอร์คมีความสามารถแฝงเร้น เขาไม่ใช่คนธรรมดาทว่าจะก้าวไปเป็นนักเขียนชื่อดัง ความเชื่อมั่นนี้เบ็ตตี้มีอยู่เต็มเปี่ยม เมื่อถึงจุดเดือดเธอจึงเผาบังกาโลที่อยู่ของซอร์คจนไหม้ แล้วทั้งสองก็พากันมายังปารีส การเผาบังกาโลของซอร์คเป็นเหมือนการทำลายตัวตนเก่าของซอร์คจนสิ้น กองไฟผลาญอดีตของซอร์คไม่มีเหลือ เพื่อที่เขาจะได้เข้ามาสู่ตำนานใหม่

ในส่วนที่สองของหนัง ชีวิตของคู่รักเริ่มต้นที่ปารีส โรงแรมเก่าของเพื่อนสนิทเบ็ตตี้นามลิซ่ากลายเป็นนิวาสสถานแห่งใหม่ ที่นี่เบ็ตตี้เริ่มต้นพิมพ์ต้นฉบับนิยายให้กับซอร์ค เพื่อจะส่งไปให้สำนักพิมพ์ในปารีสได้พิจารณา ในภาคนี้เราจะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของคนทั้งสองเริ่มต้นโดยการขับเคลื่อนของเบ็ตตี้ ซอร์คละทิ้งตัวตนของตัวเองในอดีตอย่างไม่หวนคืน เขารักเบ็ตตี้เพราะเธอทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อเขา เธอมีความเชื่อมั่นในตัวซอร์คมากกว่าเขาเองเสียอีก เบ็ตตี้ทำสิ่งนี้เพื่อตัวซอร์ค เธอแสดงให้เห็นถึงอนุภาคแห่งความรักนั้นยิ่งใหญ่ ระหว่างรอต้นฉบับพิจารณาเบ็ตตี้และซอร์คทำงานให้กับเอ็ดดี้แฟนของลิซ่าในร้านอาหารอิตาเลียน ที่นี่เองที่ทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้กำเริบขึ้นอย่างช้า ๆ เธอคลั่งลูกค้าที่เรื่องมาก ด้วยการใช้มีดจิ้มลงที่แขนของลูกค้า เธอกรีดร้องไม่เป็นตัวของตัวเองจนซอร์คต้องปลอบประโลม ที่ปารีสเต็มไปด้วยปัญหา เบ็ตตี้เฝ้ารอผลการตอบรับจากสำนักพิมพ์ด้วยความกระวนกระวายใจและทำให้เธอประสาทเสียเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ถึงกับไปพบบรรณาธิการแล้วทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ

หนังเรื่องเบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่กล่าวถึงปัจเจกบุคคลที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิต การดิ้นรนทางด้านจิตวิญญาณ ความอ่อนแอและไม่เชื่อมั่นในตัวตนที่เป็น นักวิจารณ์สังคมแนวสัจจนิยมมักโจมตีปัญหาปัจเจกบุคคลเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นภาวะส่วนบุคคล เป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่สร้างสรรค์ ทว่าในความหมายของความเป็นมนุษย์ ปัญหาของเหล่าปัเจกชนนับวันยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อย  ๆ อาการป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ หรือที่เราเรียกว่าโรคแห่งยุคสมัยแผ่อิทธิพลจนก่อปัญหาในเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้น

จุดเปลี่ยนจุดที่สามของหนังเกิดขึ้นเมื่อเบ็ตตี้และซอร์คต้องเดินทางไปงานศพแม่ของเอ็ดดี้ที่อยู่ห่างจากปารีสห้าร้อยกว่าไมลส์ บ้านแม่เอ็ดดี้เป็นร้านเปียโนในชนบทที่สวยงาม เมื่อไปถึงที่แห่งนั้นซอร์คตัดสินใจดำเนินกิจการร้านเปียโนต่อจากแม่เอ็ดดี้ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เอ็ดดี้เพื่อนรักของเขาดีใจเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งแรกของซอร์ค เขาทำเช่นนี้เพราะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง เพื่อทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้ดีขึ้น ทั้งสองคิดลงหลักปักฐาน สร้างครอบครัว ในที่สุดเบ็ตตี้ก็ตั้งครรภ์ เธอเอาผลการตรวจครรภ์ให้ซอร์ค ซอร์ค์ดีใจมากที่จะได้เป็นพ่อคน แต่แล้วในหลายสัปดาห์ต่อมาเบ็ตตี้พบว่าตัวเองแท้ง เธอเสียใจมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอระทมทุกข์ตัดผมตัวเองเพื่อจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคน ทว่าการแปรเปลี่ยนนี้ไม่สำเร็จ เธอยังจมความเศร้าคล้ายอาการบ้าเดินทางมาถึง เธอควักดวงตาของเธอเพื่อไม่ให้ตัวเองมองเห็นความเปลี่ยนแปลง นั่นนำไปสู่ทางสุดท้ายของตอนจบที่เธอมิอาจจะกลับมาเป็นตัวเธอเองได้อีกแล้ว เธอสูญเสียคนรักอย่างซอร์ค และไม่รู้ด้วยซ้ำที่เธอเป็นใคร ซึ่งจุดนี้ซอร์คก็มองเห็น นั่นหมายความว่าหากการดรงอยู่ของความรักเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างจากความตาย

เบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่สะเทือนอารมรือย่างสูง มันกระแทกเราด้วยความรักความขมขื่น ความหวังที่อยู่เพียงแค่เอื้อม ทว่าไขว่าคว้าไม่เคยได้ เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ เราจึงรู้สึกว่าชีวิตเราช่างโดดเดี่ยวเอกายิ่งนัก

โดย นิวัต พุทธประสาท

Local Hero

ภาพยนตร์ที่นำเสนอการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับชุมชนเล็ก ๆ มักจะตั้งต้นแบ่งตัวละครออกเป็นสองฝ่ายซึ่งแยกกันชัดเจนระหว่างขาวกับดำ ความดีกับความเลว ผู้ร้ายกับพระเอก ความรวยกับความจน สัญญะทางภาษาหนังที่ผลิตซ้ำเช่นนี้ทั้งในฮอลลีวู๊ดและวงการหนัง-ละครไทยนำเสนอจนคนดูคุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในละครหลังข่าวร้องกรี๊ด ๆ เราจึงแน่ใจได้ไม่ยากว่าเธอจะต้องเป็นตัวร้าย แล้วเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในหนังถูกกลั่นแกล้ง เธอต้องเป็นนางเอกผู้เพียบพร้อม รวมถึงพระเอกที่ไม่ค่อยทันโลกทันเหตุการณ์ก็มักจะเข้าใจอะไรผิด ๆ เสมอ การผลิตซ้ำทำให้หนังอยู่ในวังวนจนกลายเป็นน้ำเน่า ผลพวงของการผลิตซ้ำนี่เองจึงเป็นบ่อเกิดให้สัญญะทางภาพยนตร์ติดอยู่ใต้จิตสำนึกของคนดูหนัง เมื่อตัวละครถูกกำหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นคนดี (ของคนดู) รูปแบบการนำเสนอมีรูปแบบซ้ำซาก ความเลวความดีในหนังกับความเลวความดีในชีวิตจริงจึงแตกต่างกัน จนบางครั้งทำให้ผู้ชมูไม่สามารถแยกแยะได้ว่า โลกจริงที่อยู่นอกตัวหนังนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก

Local Hero เป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1983 และน่าจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอหนังในแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่มีมุมมองแตกต่างไปจากที่นักดูหนังทั่วไปคุ้นเคย หนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็ก ๆ จากสหราชอาณาจักร กำกับโดย Bill Forsyth ในสมัยนั้นหนังเรื่องนี้โด่งดังอย่างเงียบ ๆ ในแวดวงหนังนอกกระแส ที่น่าแปลกใจคือมันเข้ามาฉายในเมืองไทยที่โรงหนังมินิเธียเตอร์บนสยามเซ็นเตอร์อยู่หนึ่งอาทิตย์ และผมก็โดดเรียนไปชมถึงสองรอบ โดยพบว่าทั้งสองรอบที่ผมไปชมมีคนเข้าดูไม่ถึงสิบคนในโรงหนัง ถ้าเป็นสมัยนี้หนังเรื่องนี้คงไม่มีแม้พื้นทีว่างสำหรับการฉายตามโรงด้วยซ้ำ

Local Hero

Local Hero เล่าเรื่องของ แมค แมคอินไทน์ พนักงานหนุ่มไฟแรงจากบริษัทน้ำมันน็อกซ์ ในฮิวส์ตันมลรัฐเท็กซัส เขาถูกส่งไปประเทศสก๊อตแลนด์ เพื่อเจรจาซื้อที่ดินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวที่เงียบสงบ ที่ดินทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทน็อกซ์ โดยมีประธานบริษัท-ฟิลิกซ์ แฮปเปอร์ ผู้มั่งคั่งเป็นเจ้าของ การซื้อขายครั้งนี้จะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดินผู้ยากไร้กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา ถ้าหากเราคุ้นเคยกับบทบาทตัวละครผู้ถูกกระทำจากทุนนิยมมักต้องเป็นคนน่าสงสาร ไร้ทางสู้กับเงิน และเจ้าของเงินต้องขูดรีดกดราคาที่ดินให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอาจจะมีสักกลุ่มหนึ่งผู้หวงแหนพื้นถิ่นจะต้องต่อต้านการรุกรานของโลกเสรีทุนนิยม แต่ Local Hero อาจจะถูกละเอาไว้ชั่วคราว

เมื่อแมคเดินทางไปถึงหมู่บ้านชนบท เขาเข้าพักในโรงแรมที่มีแห่งเดียวในเมือง กอร์ดอนเจ้าของโรงแรม และยังมีอีกอาชีพคือนายหน้าที่ดิน ซึ่งเป็นตัวแทนที่บริษัทน็อกซ์ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อซื้อที่ดินทั้งหมดของชาวบ้าน นิยามของกอร์ดอนคือ “เราจะรวยแล้ว” และชาวบ้านแทนที่จะต่อต้านทุนนิยม พวกเขากลับคิดว่าควรจะขายที่ให้ได้ในราคาที่สูงลิ่ว ความมั่งคั่งกำลังจะมาถึง หากไม่ฉวยไว้ก็ไร้โอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จากชาวบ้านที่ไม่เคยมีสิทธิในการต่อรอง ทั้งในบทบาทจริงและบทบาทในหนัง ตีกลับความคุ้นเคยของคนดู การต่อรองของชาวบ้านผ่านตัวกอร์ดอน ทำให้ผู้ชมพบว่าที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้โง่ เพียงแต่พวกเขารู้ถึงสิทธิที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่บริษัทยักษ์จะทำเงินมหาศาล การเจรจาไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้บริหาร และยังมีรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์รายได้จากโรงกลั่น ยิ่งทำให้เห็นว่าโลกทุนนิยมก็ถูกต่อรองทางการเมืองได้ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

หนังเล่นกับความคุ้นเคยของคนดูด้วยการพลิกกลับสถานการณ์ ผสมกับอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบหนังอังกฤษ ตัวละครอย่างแมคนั้นน่าสนใจมากสำหรับหนังเรื่องนี้ แมคเป็นคนเมืองโดยสมบูรณ์แบบ เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ขับรถเปอร์เช่ที่ผ่อนหมดแล้ว เขาถูกส่งมาที่สก๊อตแลนด์เพราะผู้บริหารเข้าใจว่านามสกุลแมคอนไทน์ของเขามีรากเหง้าของคนสก๊อตแลนด์ และอาจจะทำให้การเจรจาทางการค้าราบรื่นขึ้น แมคไม่ได้ประทับใจกับชนบทตั้งแต่แรก อย่างน้อยเขาเคืองกอร์ดอนที่เอากระต่ายซึ่งบาดเจ็บมาทำอาหารให้เขากิน แมคมาที่นี่เขามุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่าถ้าทำสำเร็จหมู่บ้านชนบทสวยงามนี้จะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมัน แต่สุดท้ายเขาเริ่มกลายเปลี่ยน ผู้ชมจะสังเกตว่าหนวดเคราของเขาค่อย ๆ ขึ้นมาทีละนิด การที่แมคปล่อยให้หนวดขึ้นนั้นเป็นเพราะเขากลายเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ป่า” ทว่าเขาไม่ใช่พวกที่จะลุกขึ้นทวงความถูกต้อง (ประเภทพาชาวบ้านประท้วง) แต่เขาสู้ด้วยการมอบผลประโยชน์สูงสุดให้ชาวบ้าน จนสุดท้ายแมคถูกส่ง “กลับบ้าน” เพราะแฮปเปอร์นั้นอยากจะเล่นบทเศรษฐีขี้เหงากำลังได้ของเล่นใหม่ คือเปลี่ยนหมู่บ้านจากโรงกลั่นเป็นศูนย์วิจัยธรรมชาติแทน การกลับบ้านของแมคนั้นบอกนัยยะทางภาษาหนังที่โหดร้าย เขาโกนหนวดที่ขึ้น เขากลับสู่สภาพของตัวเองอีกครั้ง-คนเมือง เมื่อถึงบ้านอันเป็นอพาร์ทเม้นต์ในฮิวส์ตัน เขาหยิบเปลือกหอยที่เก็บจากชายหาดมาไว้บนโต๊ะ เปลือกหอยคือความทรงจำที่ไม่สามารถหวนคืน เมื่อเขาเดินไปที่ระเบียงหันหน้าไปยังขอบฟ้าที่กำลังจะมืด ท้องฟ้าปราศจากดวงดาว เขาคิดว่าเขาคงมิได้หวนคืนหมู่บ้านชนบทที่จากมา

หนังไม่ได้สรุปว่าแฮปเปอร์แปรเปลี่ยนหมู่บ้านเป็นอะไร โรงกลั่นหรือศูนย์ธรรมชาติ ชาวบ้านจะกลายเป็นเศรษฐีหรือเปล่า ชนบทยังคงอยู่หรือแปรสภาพ มิได้มีบทสรุป ผู้ร้ายในหนังถูกเกลี่ยให้เหลือสภาพสีเทา ความชั่วร้ายของทุนนิยมสามานย์เป็นเพียงภาพเบลอร์ ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ เราก็อยู่กับมัน ทำเงินกับมัน ใช้มัน เมื่อมองไปยังมาบตะพุด เขาแพง เกาะพีพี ทุนนิยมไม่เคยหยุดอยู่กับที่ และอารมณ์ฟูมฟายแบบเรา-คนชั้นกลาง ได้เพียงแต่มองมันเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับแมค แมคอินไทน์ ใน Local Hero

โดย นิวัต พุทธประสาท

ถ้า Personal ของอิงมาร์ เบิร์กแมน คือการจัดวางองค์ประกอบทางภาพยนตร์ โดยการมุ่งแสวงหาด้านลึกของความเป็นมนุษย์ บนพื้นที่จำกัด Personal คือนิยามของความเป็นปัจเจก การนำเสนอเต็มไปด้วยสัญญะอำพราง ปราศจากที่มาที่ไปด้านลึก (แต่ก้าวสู่ปริมณฑลในด้านกว้าง) สิ่งเหล่านั้นถือเป็นตัวแทนของการก้าวเข้าสู่สังคมหลังสมัยใหม่ (Postmodernist) ของคนหนุ่มสาว แต่ถ้าย้อนกลับไปดูหนังก่อนหน้านั้นของเบิร์กแมน ใน The seventh sealเราจะพบว่าหนังทั้งสองเรื่องเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน ทว่าสิ่งที่เหมือนกันคือการตั้งคำถามเกี่ยวกับมนุษย์ การค้นหาความหมายของความตาย และการก้าวล่วงไปยังดินแดนที่มนุษย์ต่อรองกับอำนาจพิเศษได้

The seventh seal เป็นหนังที่ทรงพลังเรื่องหนึ่งของเบิร์กแมน ด้วยการเล่าเรื่องย้อนไปยังช่วงสงครามครูเสต แอนโทนีอัส บล็อก อัศวินผู้เข้าร่วมรบในสงครามศาสนา กลับสู่บ้านเกิดที่สวีเดนพร้อมกับโจนส์องครักษ์รู้ใจ ขณะที่อัศวินตื่นขึ้นในตอนเช้า เพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้าเมือง ยมทูตได้ปรากฏตัวขึ้น อัศวินรู้ชะตากรรมของตน เขากล่าวกับยมทูตว่าน่าจะเล่นหมากรุกด้วยกัน ถ้าหากเขาพ่ายแพ้ ยมทูตสามารถนำวิญญาณของเขาไปสู่หนใดก็ได้ แต่ถ้าอัศวินชนะเขาจะรอดจากความตาย การต่อรองของอัศวินช่วยยืดชีวิตของเขาออกไป เขาสามารถมีชีวิตอยู่และเดินทางเพื่อกลับสู่ปราสาทของตน แต่ระหว่างทางนั้นเขาพบว่าบ้านเกิดเมืองนอนที่จากมา กำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤติอย่างหนัก เพราะเวลานั้นโรคระบาดกำลังระบาดอย่างรุนแรง ผู้คนจำนวนมากล้มตาย บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสับสน ผู้คนตื่นตระหนก วันสิ้นโลกราวเดินทางมาเบื้องหน้า

 

I am Death

 

 

ขณะเดียวกันคณะละครเร่ซึ่งมีโจฟเป็นหน้าคณะ กำลังเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อเปิดการแสดง โจฟเป็นคนฝันเฟื่อง เขามักจะมองเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ แล้วนำมาเล่าให้ลิซาซึ่งเป็นภรรยาฟังเสมอ และลิซามองว่าโจฟนั้นเป็นคนเพ้อฝัน แต่เธอก็รักสามีของเธอเพราะเขาเป็นคนเช่นั้น สองสามีภรรยารู้ว่าช่วงเวลาที่ลำบากกำลังมาเยือนคณะของตน เพราะผู้คนที่กำลังหวาดกลัวต่อโรคระบาด ไม่อยู่ในห้วงอารมณ์ที่จะเสพงานบันเทิง นอกจากเศรษฐกิจจะฝืดเคืองแล้ว อันตรายที่จะติดโรคระบาดก็ยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น

เมื่ออัศวินและองครักษ์เดินทางเข้าสู่เมือง พวกเขายิ่งพบว่าวิกฤติครั้งนี้หนักหนากว่าครั้งใด นอกจากคิดผิดที่ไปร่วมรบในสงครามแล้ว ยังพบว่าผู้คนได้เปลี่ยนแปลงด้านจิตใจไปมาก บล็อกแลเห็นผู้คนเต็มไปด้วยความหยาบกร้าน ศาสนจักรมีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย และยัดเยียดใครให้เป็นแม่มดก็ได้ ความหวาดกลัวของผู้คนทำให้รัฐสามารถเข้าครอบงำประชาชน ยิ่งพวกเขากลัวโรคระบาดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถมีอำนาจเหนือทุกอย่าง โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะต่อต้าน

The seventh seal เดินทางสำรวจเข้าไปสู่ความหวาดระแวงของผู้คน อัศวินอย่างบล็อกผู้โกงความตาย เขายังถูกยมทูตตามราวีเอาชีวิต ขณะเดียวกันสิ่งที่เขาแลเห็นบนโลกก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ นอกจากปล่อยให้ชะตากรรมดำเนินไป แต่สำหรับโจนส์องครักษ์ของบล็อกกลับมองว่าการกระโจนเข้าไปทำอะไรบางอย่างนั้นอาจจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เช่นเขาเข้าช่วยเหลือสาวใบ้จากโจรที่เข้ามาขโมยของ และให้สาวใบ้ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกับตน หรือจะรอความตายที่กำลังมาเยือน การช่วยเหลือสาวใบ้ของโจนส์เป็นเหมือนการยื่นมือพิทักษ์ความเป็นธรรม

อิงมาร์ เบิร์กแมนนั้นตั้งคำถามในหลายหัวข้อเกี่ยวกับการดำรงค์ชีวิต ความเพ้อฝันของโจฟนักแสดงเร่ ผู้มีจิตใจงามมองโลกแง่ดี ขณะเดียวกัน โจนส์องครักษ์ที่มุทะลุดุดัน และบล็อคอัศวินที่ชอกช้ำจากสงคราม คนเหล่านี้มีบาดแผลเจ็บปวดที่ต่างกัน แต่จุดหนึ่งก็คือพวกเขาพยายามหนีไปจากกับดักด้วยวิธีการต่าง ๆ ในฉากสยดสยองที่แม่มดโดนเผาไฟบ่งบอกให้เราตระหนักได้ว่าท้ายสุดอำนาจทางการเมืองนั้นสามารถลงทัณฑ์ใครก็ได้ แม้ไม่ต้องมีการไต่สวนความผิด หรือไต่สวนตามที่ตั้งธงเอาไว้ การลงโทษแม่มดด้วยการเผาไฟจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เพื่อระงับความกลัวของประชาชนด้วยการบูชายัณฑ์ แม้บางครั้งเสียงสวดอ้อนวอนร้องขอต่อพระเจ้าก็ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่มืดมน

 

Have you seen the Devil?

 

 

ในตอนท้ายยมทูตกำลังจะชนะกระดานหมากรุกของบล็อก อัศวินที่สิ้นท่าล้มกระดานหมากรุกแห่งความตายในทันใด แต่แล้วยมทูตก็บอกกับเขาว่าไม่ว่าจะล้มกระดานอย่างไร ยมทูตก็ยังจดจำหมากกระดานนั้นได้ ดังนั้นไม่ว่าอัศวินจะล้มกระดานหมากรุกเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นแต่ความตายก็ยังเพรียกหา และด้วยวิธีการลมกระดานไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรขึ้นมาแม้แต่น้อย ทว่าฉากที่น่าคบคิดก็คือ เมื่อใกล้วาระสุดท้ายขอยู่ ๆ สาวใบ้ที่ไม่ยอมพูดก็สวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าขึ้นมาในตอนจบ นั่นหมายความว่าเมื่อมนุษย์มาถึงจุดหนึ่งซึ่งความตายรออยู่ พวกเขาสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้

 

The angels? God? Satan? Emptiness?

 

 

การสำรวจตรวจตราบาปกรรมของมนุษย์ ผ่าน The seventh seal เราย่อมมองเห็นภาพจำลองทางสังคมที่เลือนหาย มันได้กลายเปลี่ยนเป็นภาวะที่เต็มไปด้วยสุญญกาศ แม้เบิร์กแมนจะไม่ฉีกตำราดั้งเดิม คือยังคงเผื่อทางเลือก และทางออกอยู่บ้าง แต่ท้ายสุดเบิร์กแมนก็ยังคงกระซิบว่าไม่ว่ามนุษย์คนไหน ก็รอดพ้นจากชะตากรรมไม่ได้ ช้าหรือเร็วนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers