Info

Posts from the Horror Category

Cover DVD The Birds

หากเอ่ยนามผู้กำกับ Alfred Hitchcock คงไม่เคยมีนักดูหนังคนไหนไม่รู้จักเขา หนังที่ทำให้คนรู้จักฮิตค็อซ์กมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Vertico (1958) ,Phycho (1960) และ The Birds (1963)

Hitchcock

ผมสารภาพว่าเคยชมภาพยนตร์ของฮิตค็อกไม่มากนัก แต่เมื่อชมทุกครั้งก็พบกับความน่าทึ่งของหนังทุกเรื่องที่เขากำกับ ประการแรก หากดูจากห้วงเวลาที่หนังถูกสร้าง ฮิตค็อกคือต้นแบบของหนังยุคใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยภาษาภาพยนตร์ ภาพ เสียง องค์ประกอบภาพ เทคนิคพิเศษ ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างน่าทึ่งเกินบรรยาย เทคนิคพิเศษของฮิตค็อกในเรื่อง The Birds ยังทำดีกว่าเทคนิคพิเศษบางเรื่องในหนังไทยสมัยนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาหนังไทยนะครับ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มันฟ้องด้วยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ฮิตค็อกเลือกเทคนิคพิเศษที่เหมาะสมเข้ามาในหนัง ทำอะไรไม่เกินตัว หรือพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความสมจริง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าหนังที่พึ่งพิงเทคนิคพิเศษมาก ๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ หนังฮอลลีวู๊ดในปัจจุบันลงทุนกำกับฉากเทคนิคพิเศษอย่างมหาศาล ฉากเครื่องบินตกไม่กี่วินาที บางครั้งอาจจะลงทุนมากกว่าหนังไทยบางเรื่อง

กลับมาที่ The Birds อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ โดยไม่มีการเล่าภูมิหลังตัวละคร หรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นย้อนหลังกลับไป เท่ากับว่าตัวละครนั้นรู้เท่า ๆ กับคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นที่นิยมในหนังสืบสวนสอบสวนยุคใหม่หลายเรื่องก็ดำเนินเรื่องลักษณะนี้ The Birds เล่าเรื่องเมลานี ดาเนียล หญิงสาวสวยลูกสาวเจ้าพ่อสิ่งพิมพ์ เธอมีลักษณะแก่นแก้ว ไร้เดียงสา และมีเสน่ห์ดึงดูด เธอไปร้านขายสัตว์เลี้ยง โดยต้องการนกไปเลี้ยง ที่นั่นเธอบังเอิญได้พบกับมิตซ์ เบรเนอร์ ทนายความหนุ่มที่มีน้องสาวอายุน้อย ซึ่งเขาจะกลับชนบทไปอยู่กับน้องสาวและแม่ทุกสุดสัปดาห์ มิตซ์แกล้งทำเป็นจะไปซื้อนกไปฝากน้องสาว โดยที่นางเอกของเราสมยอมแกล้งทำเป็นคนขายนก ทว่าเขากลับอำเธอเพราะรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอคิดแก้แค้นคืนจึงให้นักข่าวช่วยหาชื่อของเขาจากทะเบียนรถ โดยแกล้งเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งให้เขาที่บ้านชนบท เพื่อทำให้เขาแปลกใจนั่นเอง

Tippi Hendren

หนังในช่วงแรกนั้นนำเสนอในแบบรักกุ๊กกิ๊กหนุ่มสาว แต่ฮิตค็อกก็ทำออกมาได้สนุกไม่เบาเลยทีเดียว กว่าหนังจะเข้าเรื่องก็ตอนที่นางเอกเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งที่ชนบท แล้วเริ่มโดนนกนางนวลโจมตีระหว่างขับเรือกลับชายฝั่ง (ลองจินตนาการดูนะครับว่านางเอกสาวสวยของเราขับเรือได้ด้วย)

The Birds ไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าทำไมนกทั้งหลายตั้งแต่นางนวล อีกา แบล็คเบิร์ด ต่างรวมฝูงกันจำนวนมหาศาล แล้วก็โจมตีมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า มนุษย์ไม่คิดว่านกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษสงจะจัดการกับมนุษย์จนถึงกับตายได้

ฮิตค็อกฉลาดพอที่จะไม่บอกว่านกทำไมถึงโจมตีมนุษย์ เพราะถ้าเราชมหนังมาหลายเรื่อง หนังที่บอกสาเหตุโน้น สาเหตุนี้ หรือมองหาเหตุผลมารองรับ “โลกเสมือนจริง” ในหนัง บางครั้งยิ่งบอกยิ่งเลอะเทอะ จนบางครั้งทำจนไม่น่าเชื่อถือเลยก็มี

สิ่งที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของฮิตค็อกก็คือเขามักจะฆ่าตัวละครรอง หรือตัวละครเอกได้ตลอดเวลา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ไลเดีย ครูโรงเรียนชนบทอดีตแฟนสาวของมิตซ์ ต้องมาตายเพราะปกป้องน้องสาวของมิตย์ไม่ให้ฝูงนกโจมตี รวมถึงตัวนางเอกของเราถึงกับเสียสติเมื่อถูกนกโจมตีในตอนจบ

ฮิตค็อกเล่นกับคนดูด้วยเทคนิคพื้นบ้าน แต่ว่าทรงภราณุภาพ เสียงดนตรีประกอบที่โหยหวน ฉากที่มีแต่เสียงฝูงนกบินโดยไม่เห็นตัว ฉากที่เด็กนักเรียนประถมมากมายวิ่งหนีฝูงอีกามหาประลัย ฉากมุมสูงที่มองเห็นเมืองลุกไหม้ รวมถึงชะตากรรมของชาวเมืองที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน แม้หนังจะจบลงอย่างปริศนา แสนเศร้า เงียบงัน

เหนืออื่นใดหลังจากดูหนังเรื่อง The Birds จบ ผมหลงรักนางเอกของเรื่องอย่างมากมายเลยครับ Tippi Hendren สวยบาดใจเหลือเกิน แม้ผ่านเวลามานานเธอก็ยังสวยไม่ตกยุคแม้ระเบียดนิ้วเดียว

District 9: การกลายเปลี่ยน

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันจะออกมาฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็คือ Avatar กับ District 9 หนังทั้งสองเรื่องแม้จะแตกต่างกันทว่าหนังกลับพูดถึงเรื่องสองเรื่องที่ดำเนินไปตามระนาบเดียวกัน กล่าวคือหนังทั้งสองพูดถึงมนุษย์ต่างดาว ต่างกันตรงที่ว่า Avatar มนุษย์บุกดาวแพนโดราเพื่อต้องการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีชนเผ่าโบราณของแพนโดราต่อต้าน ส่วน District 9 ยานมนุษย์ต่างดาวเกิดมาจอดเสียอยู่ใจกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ต่อมามนุษย์ต่างดาวจำนวน 2.5 ล้านตัวบนดาวกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่สร้างปัญหาให้โลก

แต่สิ่งที่หนังสองเรื่องนี้นำเสนอเช่นเดียวกันคือ “การกลายเปลี่ยน” ในอวตาร เจค พลทหารผู้สูยเสียขาสวมวิญญาณชนเผ่าด้วยเครื่องจักรกลทันสมัย เขากลายเป็นเหมือนกองทัพเข้าไปในชนเผ่า แต่สุดท้ายเขาได้กลายเปลี่ยนทั้งดวงวิญญาณและจิตใจเพื่อปกป้องแพนโดราจากมนุษย์

ขณะที่ District 9 วิคัสนายตำรวจที่ทำหน้าที่อพยพมนุษย์ต่างดาว เพื่อขจัดปัญหาอันหมักหมมของมนุษย์ต่างดาวยาวนาน 20 ปี การอพยพไปสู่ถิ่นที่อยู่ใหม่กลางทะเลทราย อาจจะทำให้ชาวโยฮันเนสเบิร์กได้มีชีวิตที่ดีขึ้น และการอพยพนั้นต้องทำด้วยสิทธิมนุษยชนในแบบฉบับชาวโลกคือต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลอ่อนโยน ทว่าในทางปฏิบัติมิใช่อย่างที่เราทราบกันดี

ขณะที่วิคัสปฏิบัติการเขาได้รับเชื้อจากพลังงานเหลว ทำให้เาติดเชื้อจนร่างกายเริ่มกลายเปลี่ยนเป็นแมลงต่างดาว

สิ่งที่หนังนำเสนอนี้ประเด็นการกลายเปลี่ยนของตัวละครน่าสนใจไม่น้อย จากศัตรูที่ต้องจัดการคู่ตรงข้าม กลายมาเป็นผู้ที่ถูกฝ่ายเดียวกันตามล่า จนในที่สุดตัวละครก็กลายเป็นเนื้อเดียวกับศัตรู เรื่องราวการกลายเปลี่ยนนี้เป็นขบวนการที่น่าสนใจในหนัง เนื่องจากมันทำให้บริบทของหนังมีพื้นที่พัฒนาบุคลิกภาพของตัวละคร

หากมองในโลกจริงนอกเรื่องแต่ง การกลายเปลี่ยนนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในอุมการณ์ของนักการเมือง ทว่ามันตรงข้ามกันก็คือการกลายเปลี่ยนของนักการเมือง มักจะกลายเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายเสมอ และโดยส่วนใหญ่การกลายเปลี่ยนจากคนดีเป็นคนร้ายจะมากกว่า

District 9 เป็นหนังที่น่าสนใจ ดูสนุก กลวิธีการเล่าเรื่องน่าสนใจ น่าติดตามจนคนดูไม่สามารถละเว้นได้แม้แต่ฉากเดียว ความเข้มข้นของตัวเรื่องหนักแน่นและสนุกกว่า Avatar หลายก้าว ส่วนเทคนิคพิเศษนั้นอยู่ในขั้นที่ว่าน่าสนใจ แม้ไม่อลังการเท่าอวตารทว่า District 9 ล่วงรู้ถึงข้อจำกัดนี้ เขาจึงใช้เทคนิคพิเศษได้อย่างอเหมาะพอใจ โดยมุ่งเน้นเทคนิคในแบบสมจริง ไม่พึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคในฉากใหญ่อลังการ จึงทำให้เทคนิคพิเศษสนับสนุนให้หนังโดดเด่น โดยที่คนดูไม่ต้องสนใจเทคนิคเลยแม้แต่น้อย นี่แหละครับที่เขาบอกว่า “บทดี” มีชัยไปกว่าครึ่ง

Drag Me to Hell: ตำนานคำสาปอันปวกเปียก

*หมายเหตุ: บทความนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์

ชื่อชั้นผู้กำกับแซม ไรมี่ ผู้กำกับหนังทำเงินอย่างสไปเดอร์แมนกลายเป็นของแข็งไปเสียแล้ว เพราะการปลุกตำนานไอ้แมงมุมให้กลับมามีชีวิตชีวา ได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่องไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับวงการหนัง และประโยคเด็ดของสไปเดอร์แมนอย่าง “อำนาจที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงส่ง” กลายเป็นคำคมของศตวรรษใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นความคาดหวังต่อตัวผู้กำกับย่อมสร้างแรงกดดันไม่น้อยกับหนังเรื่อง Drag Me to Hell ซึ่งแซม ไรมี่กำกับการแสดงเอง และเขียนบทร่วมกับพี่ชายอีวาน ไรมี่ ย่อมทำให้แฟนหนังของเขารอคอยไม่มากก็น้อย

ที่จริงแซม ไรมี่ ก็เกิดมากับหนังแนวสยองขวัญทุนต่ำ เขากำกับหนังอย่าง The Evil Deadหนังสูตรสำเร็จสยองขวัญว่าด้วยเพื่อนห้าคนเข้าไปเที่ยวแคมป์กลางป่าแล้วพบกับหนังสือต้องคำสาป จากนั้นพวกเขาต้องพบกับการไล่ล่าของวิญญาณปีศาจร้าย ถัดจากนั้นอีกหลายปี เขาก็ได้รับเงินทุนให้ทำหนังภาคสอง The Evil Dead II แต่หนังที่ทำให้ชื่อของแซม ไรมี่โดดเด่นจริง ๆ คือหนังเรื่อง Dark Man แม้ว่าตัวโพสต์โปรดักซ์จะทำออกมาได้อย่างดี แต่ตัวหนังก็ไม่ได้รับการชื่นชมทั้งยอดเงินและคำวิจารณ์ จนกระทั่งสตูดิโอยักษ์มอบโปรเจ็คสไปเดอร์แมนให้เขาดูแลชื่อของแซม ไรมี่จึงผงาดบนจอหนังทำเงิน Drag Me to Hell เป็นหนังที่เขากำกับต่อจากสไปเดอแมนภาคสาม จะกล่าวว่าเป็นหนังขัดตาทัพของเขาก็ไม่เชิงเพราะในปีหน้าเขาจะปลุกผีจาก The Evil Dead มาเขย่าจออีกครั้งด้วยการรีเมคหนังตัวเอง ก่อนจะเปิดโปรเจคหนังแฟรนไชน์อย่างสไปเดอแมนสี่ในอนาคต

Drag Me to Hell เล่าเรื่องตำนานคำสาปของยิปซีพเนจร ที่จะร่ายมนตร์สาปคนที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจ โดยมี “ลาเมีย” วิญญาณแพะปิศาจเป็นผู้รับใช้ เจ้าลาเมียจะตามราวีเหยื่อไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ มันจะทรมานเหยื่อของมันก่อนจะจัดการลากลงสู่ขุมนรกภายในสามวันเมื่อใครคนนั้นต้องคำสาป สิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในหนังผีแนวสยองขวัญบ่อยนักก็คือ “ผู้กระทำ” ไม่ว่าจะเป็นผีหรือฆาตกรโรคจิต มักจะต้องฆ่าเหยื่อที่ไม่เกี่ยวข้องคนอื่นจนเลือดสาดจอ ทว่าวิญญาณแพะบ้าตัวนี้จะทำร้ายตัวคนถูกสาป และจะแสดงตัวให้ผู้นั้นเห็นเพียงคนเดียว โดยจะไม่มีการฆ่าคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เหมือนหนังแนวนี้เรื่องอื่น

โครงเรื่องของหนังเปิดขึ้นในอดีต เมื่อเด็กชายมีอาการป่วยแบบไม่รู้สาเหตุหลังจากขโมยสร้อยของยิปซี ฮวนซานเดน่าแม่หมอร่างทรงของหมู่บ้านพบว่าเด็กน้อยต้องคำสาปยิปซี ทว่าเธอต่อกรกับมันไม่ได้ เด็กหนุ่มต้องสังเวยวิญญาณต่อแพะบ้า ร่างถูกสูบลงพื้นธรณี เธอสัญญาว่าจะไถ่บาปของตนเพื่อกำจัดวิญญาณร้ายตนนี้ให้ได้ จากนั้นหนังก็ตัดมาสู่ปัจจุบัน คริสทีน บราวน์ (Alison Lohman) พนักงานแผนกสินเชื่อธนาคารที่กำลังจะแย่งชิงตำแหน่งสู่ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารที่ว่างอยู่ โดยมีสตูเพื่อนรวมงานเด็กใหม่เป็นคู่แข่ง วันหนึ่งหญิงชรายิปซีหน้าตาน่าเกลียด สกปรก และเห็นแก่ตัวปรากฏกายที่เคาน์เตอร์ของบราวน์ บ้านของเธอกำลังถูกธนาคารยึดเพราะขาดส่งเงินกู้มาสองงวด เธอขอคำปรึกษาจากผู้จัดการฯ เพื่อผ่อนผัน แต่เขาให้เธอตัดสินใจเอง หน้าที่การงานที่ก้าวหน้ารออยู่ กับหญิงชราตกอับแต่ไร้มารยาท ทำให้เธอตัดสินใจไม่ช่วยเหลือหญิงยิบซีชรา แม้หญิงชราจะวิงวอนแต่เธอก็ใจแข็งโดยเรียกยามให้พาเธอออกจากธนาคาร มีการฉุดกระชากลากถู หญิงยิปซีรู้สึกว่าเธอถูกหยามเกียร์ติ เธอจึงตามมาราวีบราวน์ด้วยการสาปให้ลาเมียมาลากเธอลงขุมนรก เรื่องราวสยองขวัญจึงเกิดขึ้นกับบราวน์อย่างช่วยไม่ได้ (ที่ดันถูกเลือกจากใครไม่รู้ให้ต้องคำสาป)

หนังเต็มไปด้วยฉากแหวะ ๆ พอสมควรเช่นนำ้ลายจากฟันปลอมหญิงยิปซีไหลย้อย เลือดกำเดาของนางเอกพุ่งกระจายใส่ผู้จัดการ รวมถึงหนอนและน้ำเหลืองไหลท่วมตัวนางเอก โครงเรื่องของ Drag Me to Hell ดำเนินตามขนบของหนังสยองขวัญทุกกระเบียดนิ้ว แต่ละฉากเดาได้ไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความบังเอิญมากมายในแบบไม่มีเหตุผลปรากฏอยู่หลายที่ ตั้งแต่ร้านหมอดูที่โผล่ขึ้นมาเป็นตัวช่วยให้นางเอกรู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ วิธีการแก้คำสาปที่พ่อหมอหุบปากเอาไว้ไม่ยอมบอกในตอนต้น (แต่ดันบอกในตอนท้าย) รวมถึงซองลูกกระดุมต้องคำสาปผิดซอง ซึ่งท่านผู้ชมก็เดาว่ามันจะออกไปทางไหน
หนังสอดแทรกมุกตลกเสียดสีเอาไว้หลายตอนเช่นนางเอกอาจจะรอดพ้นคำสาปถ้าบูชายันต์สัตว์ ทว่าเธอเป็นมังสวิรัติเธอจะไม่ฆ่าสัตว์เด็ดขาด แต่เจ้าลาเมียเล่นงานจนเธอต้องยอมทำสิ่งที่ไม่คิดจะทำมาก่อน (ตลกร้ายนะเนี่ย) ส่วนฉากตลกเจ็บตัวของหญิงยิบซีถ้าจะมองว่าเป็นความประเจิดประเจ้อก็ได้ เพราะคนดูจะหัวเราะก็ไม่กล้าหัวเราะเต็มเสียง จะสมเพชก็ไม่เชิงเพราะมันก็ตลกบ้า ๆ บวม ๆ อย่างที่ผู้กำกับต้องการ

ภาพรวมของหนังแล้วแทบจะหาสาระอันใดไม่ได้เลย แม้แต่ความบันเทิงก็อยู่ห่างไกล เนื้อเรื่องที่เดาได้ตลอดเรื่องไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ฉากหวาดเสียวตกใจก็ธรรมดา และมักไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนตอนจบก็ไม่ได้ทำให้คนดูแปลกใจเพราะเดาได้ถูกมาตั้งแต่ต้นแล้ว Drag Me to Hell จึงเป็นได้เพียงความพยายามทำหนังวิญญาณร้ายหลอกหลอน กับฉากตกใจที่ดาษดื่น เมื่อดูจบคนดูอยากได้อะไรติดมือกลับมาด้วยก็หาได้มีไม่แม้แต่ความกลัว ถ้าจะชมหนังเรื่องนี้เป็นการฆ่าเวลาก็ควรจะเตรียมข้าวโพดคั่ว ถั่วทอด และน้ำอัดลมไปกินแกล้มดูหนังน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือผ่านมันไปก็ได้โดยไม่ต้องเสียใจถ้าพลาดชม

1 ดาว *


The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor

ขนบหนังผจญภัยยังไม่มีอะไรใหม่ที่ท้าทาย

โดยนิวัต พุทธประสาท

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน Hamberger ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่วิจารณ์หนังที่เข้าโรง ดังนั้นการทำงานแบบนี้ต้องแข่งกับเวลาพอสมควร แล้วกว่าบทความจะคืบคลานไปลงหนังสือ หนังบางเรื่องอาจจะลาโรงไปแล้วบ้าง แต่ผมหวังว่าบทวิจารณ์ของผมนั้นจะมีค่าพอให้ท่านได้อ่านเป็นน้ำจิ้มก่อนท่านจะไปซื้อดีวีดีมาชมในภายหลัง และอีกประเด็นหนึ่งผมมีความคิดว่าผมจะไม่เพียงวิจารณ์ตัวหนังเท่านั้น ทว่าผมจะเขียนถึงโรงหนังที่ผมได้ตระเวณไปดูว่ามีบริการที่ดีเพียงไร สภาพโรงเป็นเช่นไร มีระบบภาพและเสียงที่เยี่ยมแค่ไหน สมกับราคาตั๋วที่ต้องจ่ายไปหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านผู้อ่านได้รับ จะได้นำไปสู่การตัดสินใจว่าจะเลือกโรงหนังโรงใดที่มีบริการที่คุ้มค่าที่สุด

สำหรับฉบับนี้ผมขอประเดิมด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor ซึ่งเป็นตอนที่สามของการผจญภัยต่อสู้กับการฟื้นคืนชีพของมัมมี่ หนังเรื่องนี้ทั้งสามตอนไม่ได้เกี่ยวเนื่องถึงกันทั้งหมด มีเพียงตัวละครเกือบจะชุดเดิมกลับมาเล่นเท่านั้น ซึ่งน่าเสียดายที่บทของเอเวลีน นางเอกของเรื่องไม่ได้ราเชล ไวส์ กลับมาเล่น เพราะว่าไปแล้วสองภาคที่ผ่านมาบทของราเชลไวส์นั้นเด่นเหลือเกิน ราเชล ไวส์เป็นนักแสดงหญิงที่เล่นหนังได้หลายบทบาท การมาเล่นบทบู๊ตลกในเดอะมัมมี่สองตอนที่แล้วทำให้หนังดูดีขึ้นเป็นกอง แต่เมื่อต้องมาเปลี่ยนนางเอกกลางคันแบบนี้คนชมก็ต้องทำใจกันพอสมควร

The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor เปิดเรื่องด้วยการย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล สมัยที่จีนยังแตกเป็นก๊ก การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน และการรวมก๊กต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่ง สงคราม การสู้รบ อำนาจของจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่แต่โหดเหี้ยม ไร้ความปราณี ไร้รัก ไร้มิตร รวมถึงการค้นหาความเป็นอมตะไม่ว่าด้วยทางการแพทย์ จนถึงคุณไสยเวทมนตร์ ก่อนจะจบลงด้วยการถูกสาป ให้กลายเป็นหินพร้อมกองทัพ

เดอะมัมมี่ ดำเนินเรื่องตามแนวทางของหนังผจญภัย (Adventure) อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เริ่มตั้งแต่การเสาะแสวงหาสุสานโบราณของจักรพรรดิ เมื่อพบสุสานแล้วการเข้าไปในสุสานซึ่งเต็มไปด้วยกับดักนานาชนิด รวมถึงกลไกต่าง ๆ ที่จะคร่าชีวิตผู้ค้นหาให้วายชนม์ รวมถึงการปลุกให้จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กลับมามีชีวิตอีกครั้งเพื่อผลทางการเมือง แต่หาลืมไปว่าโลกยุคใหม่และโลกยุคเก่า อำนาจที่มีนั้นไม่สมดุลย์กัน ความขัดแย้งของตัวละครทั้งฝ่ายขาวฝ่ายดำ นำพาให้เรื่องดำเนินไปสู่จุดไคลแมกซ์ที่คนดูต่างก็รู้ว่าหนังต้องเดินไปสู่จุดจบอย่างไร โดยที่คนดูจะพึงพอใจอย่างที่สุด

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ฉากต่อสู้ที่ดุเดือดน่าตื่นเต้น เอฟเฟ็คที่สมบูรณ์แบบ การตัดต่อที่กระชับ และเล่าเรื่องไม่ซับซ้อน ส่วนผู้ร้ายในเรื่องก็หาทางออกให้ไปถ่ายและฉายในจีนได้ โดยการโยนฝ่ายผู้ร้ายให้เป็นพวกก๊กมินตั๋น ไม่ใช่กองทัพแดงของประธานเหมา นี่คือเทคนิคที่เหลือร้ายของการแก้ปัญหาเรื่องบทหนัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อปัญหาทางการเมือง ผมยอมรับว่าการเขียนบทหนังยังมีส่วนมาก ๆ ที่ทำให้เรื่องราวที่กระจัดกระจายนำไปสู่องก์เดียวกัน ซึ่งจุดนี้คนเขียนบทหนังของฮอลลีวู๊ดมีความถนัด มีความเก่งกล้า ตัวเรื่องก็มิได้หลุดออกจากแกนกลาง หนังไม่ออกทะเลเหมือนหนังบู๊บางเรื่อง พูดให้ง่ายคือแกนเรื่องที่แข็งแรง ซับพล๊อตที่ไม่หละหลวมจนเกินไป จึงทำให้หนังดูสนุกไม่น่าเบื่อ และคนดูหนังไม่ต้องคิดอะไรมาก เมื่อชมจบก็จบกันไป ไม่ต้องนำประเด็นไหนมาถกเถียงให้เกิดปัญญา เพราะหนังได้สรุปรวบยอดเรื่องราวความดีความเลวเอาไว้แล้ว ฮอลลีวู๊ดทำหนังเรื่องนี้เพื่อความบันเทิง และมันได้บรรลุถึงผลนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนข้อเสียของหนังเรื่องนี้ก็คือหลาย ๆ ฉากในหนังคนดูคาดเดาเหตุการณ์ได้ไม่ยาก ทำให้คนดูไม่ต้องเอาใจช่วยว่าตัวละครจะรอดจากภัยร้ายได้หรือไม่ คนดูรู้อยู่แล้วว่าพระเอกนางเอกจะไม่ตาย รวมถึงฝ่ายคนดีส่วนใหญ่ต้องรอด อย่างตอนที่ริค โอคอนเนลล์ (เบรนแดน เฟรเซอร์) ถูกจักรพรรดิ (เจ็ต ลี) เอามีดเสียบปางตาย คนดูแทบไม่ต้องลุ้นเลยว่าพระเอกจะตายหรือไม่ แถมคนดูยังนึกได้ไม่ยากว่า แค่พาไปกินน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาก็จะหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ซึ่งตัวเรื่องแบบนี้หนังอย่างอินเดียนาโจนส์ใช้อยู่บ่อย ๆ กลายเป็นหนังที่ใส่แอคชั่นรีเพลย์ พระเอกไม่มีวันตาย และหาทางเอาชนะฝ่ายอธรรมในตอนจบได้อย่างราบคาบ ซึ่งจุดนี้ผมมองว่าหนังยังไม่ก้าวพ้นจากขนบเดิม ซึ่งน่าเบื่อ เมื่อจับทางได้จะดูหนังสนุกน้อยลง

ผมไปชมหนังเรื่องนี้ที่โรงหนัง SF Cinema เดอะมอลล์ท่าพระ โรงที่ห้า รอบหนึ่งทุ่มราคาตั๋ว 100 บาท โรงหนังแห่งนี้ถือโอกาสปรับปรุงโรงตอนที่เดอะมอลล์ท่าพระปิดซ่อม ทำให้โรงหนังยังอยู่ในสภาพใหม่ แม้จะไปดูในเวลาไพร์มไทม์แต่คนก็ไม่เยอะนัก ทำให้ไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนกันในโรง เก้าอี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ส่วนจอหนังกว้างใหญ่ แต่ภาพยังไม่คมชัดนักแต่ถือว่ายอมรับได้อยู่ในมาตรฐานที่ดี ส่วนจุดเด่นของโรงอยู่ที่ระบบเสียงนั่นเอง ระบบเสียงที่ SF ก่อนปรับปรุงโรงก็ดีอยู่แล้ว เสียงกลางซึ่งเป็นบทสนทนาชัดเจนไม่แตกพุ่ง เซอร์ราวด์รอบทิศจับทิศทางของเสียงได้สมบูรณ์ ส่วนเสียงต่ำก็แสดงศักยภาพได้เยี่ยมทำให้ชมฉากระเบิดได้มันส์สะใจ ก่อนเข้าโรงหนังระบบรักษาความปลดภัยที่ดี มีการตรวจกระเป๋า แม้แต่ติดแฮมเบอร์เกอร์เข้าไปประทังความหิวมื้อค่ำยังต้องฝากเอาไว้หน้าประตู (ฮา)

ท่านที่จะดูหนังเรื่องนี้เอาความสนุกสนานความบันเทิงไม่ผิดหวัง เป็นหนังบู๊ผจญภัยที่ครบถ้วนทุกรส หนังเรื่องนี้ได้สามดาว จากการเป็นหนังที่นำเสนอความบันเทิงล้วน ๆ ไม่มีอื่นใด

จำนวนดาว ***

Drag Me to Hell

จำนวนดาว * (หนึ่งดาว)

หมายเหตุ: บทความนี้เปิดเผยบางตอนของหนัง

หนังเต็มไปด้วยฉากแหวะ ๆ พอสมควรเช่นนำ้ลายจากฟันปลอมหญิงยิปซีไหลย้อย เลือดกำเดาของนางเอกพุ่งกระจายใส่ผู้จัดการ รวมถึงหนอนและน้ำเหลืองไหลท่วมตัวนางเอก โครงเรื่องของ Drag Me to Hell ดำเนินตามขนบของหนังสยองขวัญทุกกระเบียดนิ้ว แต่ละฉากเดาได้ไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความบังเอิญมากมายในแบบไม่มีเหตุผลปรากฏอยู่หลายที่ ตั้งแต่ร้านหมอดูที่โผล่ขึ้นมาเป็นตัวช่วยให้นางเอกรู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ วิธีการแก้คำสาปที่พ่อหมอหุบปากเอาไว้ไม่ยอมบอกในตอนต้น (แต่ดันบอกในตอนท้าย) รวมถึงซองลูกกระดุมต้องคำสาปผิดซอง

หนังสอดแทรกมุกตลกเสียดสีเอาไว้หลายตอนเช่นนางเอกอาจจะรอดพ้นคำสาปถ้าบูชายันต์สัตว์ ทว่าเธอเป็นมังสวิรัติเธอจะไม่ฆ่าสัตว์เด็ดขาด แต่เจ้าลาเมียเล่นงานจนเธอต้องยอมทำสิ่งที่ไม่คิดจะทำมาก่อน (ตลกร้ายนะเนี่ย) ส่วนฉากตลกเจ็บตัวของหญิงยิบซีถ้าจะมองว่าเป็นความประเจิดประเจ้อก็อาจจะได้ เพราะคนดูจะหัวเราะก็ไม่กล้าหัวเราะเต็มเสียง จะสมเพชก็ไม่เชิงเพราะมันก็ตลกบ้า ๆ บวม ๆ

ภาพรวมของหนังแล้วแทบจะหาสาระอันใดไม่ได้เลย แม้แต่ความบันเทิงก็อยู่ห่างไกล เนื้อเรื่องที่เดาได้ตลอดเรื่องไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ฉากหวาดเสียวตกใจก็ธรรมดา และมักไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนตอนจบก็ไม่ได้ทำให้คนดูแปลกใจเพราะเดาได้ถูกมาตั้งแต่ต้นแล้ว Drag Me to Hell จึงเป็นได้เพียงความพยายามทำหนังวิญญาณร้ายหลอกหลอน กับฉากตกใจที่ดาษดื่น เมื่อดูจบคนดูอยากได้อะไรติดมือกลับมาด้วยก็หาได้มีไม่แม้แต่ความกลัว ถ้าจะชมหนังเรื่องนี้เป็นการฆ่าเวลาก็ควรจะเตรียมข้าวโพดคั่ว ถั่วทอด และน้ำอัดลมไปกินแกล้มดูหนังน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือผ่านมันไปก็ได้โดยไม่ต้องเสียใจถ้าพลาดชม

ติดตามอ่านบทวิจารณ์เต็ม ๆ ในนิตยสาร Hamburger

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers