Info

Posts from the Mystery Category

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

Carne Trémula

เปโดร อัลโมโดวา (Pedro Almodóva) เป็นผู้กำกับ คนเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างหนังชาวสเปน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อสายตาผู้ชมทั่วโลกนับไม่ถ้วน ผลงานของเปโดร อัลโมโดวาได้รับการตอบรับจากเทศกาลหนังทุกแห่งที่ไปประกวด-จัดฉาย ดารานักแสดงจากฮอลลีวู้ดดึงตัวนักแสดงเอกของเขาไปเล่นในหนังฮอลลีวู้ดก็มาก เปรโดเกิดที่จังหวัดคาสทิลล์-ลามันชา ซึ่งเป็นพื้นเรื่องของนิยายอมตะเรื่องดอน ฆิโอเต้ ของเซอร์วานเตช นักเขียนคนสำคัญของสเปน พ่อของเปโดรเป็นนักอ่าน เขาทำงานเป็นคนขนส่งไวน์ ส่วนแม่เป็นครูภาษาสเปน โดยรับจ้างอ่านจดหมายเขียนจดหมายให้เพื่อนบ้าน เมื่อเปรโดแปดขวบ เขาเข้าเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งสอนศาสนาที่เมืองซาเซเรสทางตะวันตกของสเปน ครอบครัวหวังว่าเขาจะได้เป็นบาทหลวง ที่เมืองอย่างซาเซเรสปราศจากโรงหนัง ทว่าเปรโดให้สัมภาษณ์ว่าถนนในเมืองซาเซเรสมีชีวิต การศึกษาไม่มิได้หยุดยั้งเฉพาะในห้องเรียน เขาเรียนรู้การทำหนังจากการศึกษาชีวิต และจากการศึกษาที่จะเป็นพระ ในปี 1967 เปรโดจึงมุ่งหน้าสู่แมดริดเพื่อเข้าสู่วงการหนัง

แรงบันดาลใจของเปรโด มาจากยอดผู้กำกับโลกอย่างเช่น หลุยส์ บุนเยล, ไรเนอร์ เวอร์เนอร์, อัลเฟรด ฮิตคอร์ก, จอห์น วอร์เทอร์, อิงมาร์ เบิร์กแมน, เฟเดอริโค เฟลลินี เป็นต้น งานเหล่านี้ปรากฏรูปรอยในหนังของเปโดรหลายเรื่อง ผสมผสานจนกลายเป็นสไตล์ของเขาไปในที่สุด ในยุคแรก ๆ เปโดรเริ่มทำหนังสั้น จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรก Pepi,Luci, Bom สร้างขึ้นในปี 1980 แต่เรื่องที่ทำให้เปโดรถูกกล่าวขวัญมากขึ้นนั่นก้คือเรื่อง Matador ผลงานเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเซอร์เรียลของบุนเยลอยู่ไม่น้อย และเขาก็ตอกย้ำต่อแนวทางของตนอีกครั้งในหนังเสียดสีวงการภาพยนตร์ Tie Me Up! Tie Me Down! เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ติดตามดาราสาวด้วยความหลงใหลซึ่งจบลงด้วยความโศกซึ่งถูกชักพาไปสู่จุดจบ

เช่นเดียวกับ Carne Trémula (Live Flesh) หนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Ruth Rendell ว่าด้วยเด็กหนุ่มนามวิกเตอร์ (Libeto Rabal) ผู้เกิดในรถโดยสารประจำทาง เพราะแม่ของเธอไปโรงพยาบาลไม่ทัน การเกิดบนรถประจำทางกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้อำนวยการขนส่งจึงมอบตั๋วรถเมล์ตลอดชีพให้กับวิกเตอร์ นั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเขาไม่อาจทราบได้ เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาได้พบกับเอเลนา (Francesca Nari) ขี้ยาสาวสวยซึ่งทั้งสองบังเอิญนอนกันคืนหนึ่ง วิกเตอร์ตกหลุมรักเอเลนาถึงขั้นตามไปที่บ้าน ทว่าเธอมิได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองทุ่มเถียงกัน วิกเตอร์ไม่ยอมไปไหนจนกว่าเอเลนาจะให้เหตุผลที่ไม่อยากเจอเขา เอรินาจึงไปคว้าปืนออกมา ทั้งสองทะเลาะกันจนปืนลั่น เป็นเหตุให้เพื่อนบ้านโทรแจ้งตำรวจ

ตำรวจสายตรวจสองนาย คนแรกเดวิด (Javier Barden) นายตำรวจหนุ่มผู้มีไฟในการทำงาน สุขุม เยือกเย็น ดูมีอนาคต คนที่สองเพื่อนคู่อายุมากกว่านามซานโซ (José Sancho) นายตำรวจที่อยากจะเกษียนชีวิตการทำงานเต็มแก่ เพราะคิดว่าเมียตัวเองกำลังมีชู้เพราะเขาไม่มีเวลาให้กับเธอ ทั้งสองไปยังที่เกิดเหตุ เดวิดกำลังไกล่เกลี่ยให้วิกเตอร์วางปืนลง เด็กหนุ่มลังเลเพราะความกลัวที่ตัวเองทำผิด ขณะเดียวกันเดวิดกำลังกันให้เอเลนาออกมาจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อทั้งคู่สวนกันภาพสโลว์ช้า เอเลนาตกหลงรักตำรวจหนุ่มอย่างเดวิดในวินาทีนั้น ขณะเดียวกัยซานโชก็กระโดดตะครุบเพื่อแย่งปืนกับวิกเตอร์ ปืนนัดหนึ่งดังขึ้น มันโดนเข้าที่ขาของเดวิด เขาล้มลง เอเลนามองเขา ภาพตัดไป

กระสุนนัดนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดของคนทั้งสี่โดยสิ้นเชิง เดวิดพิการเดินไม่ได้กลายเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลบนรถเข็นที่มีชื่อเสียง เอเลนาซึ่งตกหลุมรักเดวิดเปลี่ยนแปลงจากขี้ยามาเป็นเมียผู้แสนดีของเขา เธอทุ่มเททำงานให้กับโรงเรียนเด็กด้อยโอกาส โดยเธอเป็นผู้อำนวยการและเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ เธอเคียงข้างสามียามไปแข่งบาสฯ และดูแลเขาด้วยความรักแม้เขาพิการ ส่วนวิเตอร์อยู่ในสถานกักกันถึงหกปี ก่อนจะพ้นโทษออกมาบังเอิญเขาพบเดวิดและเอเลนาทางทีวีขณะที่การแข่งขันบาสฯสำหรับผู้พิการจบลงด้วยชัยชนะของเดวิด

วิกเตอร์ซึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไป ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากใจเขาก็คือความริษยา ความแค้น และความไม่เข้าใจต่อโชคชะตาของตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำไมต้องจบลงเช่นนี้ เขาสูญเสียอิสรภาพ เมื่อออกจากสถานกักกันแม่ของเขาก็มาเสียชีวิต เขาตั้งใจจะแก้แค้นเอลินากับเดวิด เอเลนาเคยปรามาสว่าเขาไม่ใช่นักรัก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่กระหายใคร่ ไม่เคยรู้จักความรัก เขาจดจำตำนี้ของเธออย่างดี ระหว่างที่เขาไปเคารพศพแม่ที่สุสาน เอเลนาก็สูญเสียพ่อ วิกเตอร์เข้าไปแสดงตนให้เอเลนาได้เห็น เธอสะดุ้งเมื่อพบวิกเตอร์อีกครั้ง ในงานศพเขาได้พบกับคราลา เมียของซานโช ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มกับสาวมากประสบการณ์เกิดขึ้น คราลาสอนประสบการณ์ความรักและเซ็กซ์ให้กับเขา ขณะเดียวกันวิกเตอร์ไปสมัครงานที่โรงเรียน เขาหวังว่าเอเลนาจะเห็นใจเขาบ้างกับเรื่องราวในอดีตและความรักที่เขามีต่อเธอ

Carne Trémula เป็นหนังที่ไม่เก็บงำความรู้สึกของตัวละครให้อื้ออึง การแสดงอารมณ์ความรัก ความริษยา ความโกรธ ความโง่งั่ง ถูกฉายออกมาราวสายน้ำ หนังพยายามบอกว่ามนุษย์เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก แม้ต้องใช้วิธีที่โง่เง่าที่สุดก็ต้องทำ หรือแม้แต่ว่าทำแล้วจะเกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสตามมาสู่ตัวเองและผู้อื่น พวกเขาก็ดูจะเหมือนปรารถนาที่จะเลือกหนทางนั้น แต่จะเป็นอะไรไปเล่าในเมื่อเราบูชาในความรัก และเชื่อว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด แม้ความรักนั้นจะมาช้า หรือสูญสลายไปแล้ว ความรักก็ยังเป็นปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งดำรงอยู่ในตัวเราไม่เสื่อมคลาย

37°2 le matin Betty Blue: ตัวอ่อนในครรภ์มารดา

37.2 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิปกติในตอนเช้าของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ นี่คือชื่อเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของหนังฝรั่งเศส (37°2 le martin) ที่ได้รับกล่าวถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหนังยุคหลังสมัยใหม่ และในเมืองไทยหนังเรื่องนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงเมื่อครั้งหนึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้จัดฉายหนังเรื่องนี้ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ถูกคณาจารย์ลงโทษขั้นหนักต่อนักศึกษาที่ฉายหนัง ด้วยข้อหาฉายหนังอนาจาร!!!

เบ็ตตี้บลู เป็นผลงานการกำกับของ Jean-Jacques Beineix โดยเขียนบทร่วมกันระหว่าง Phillipe Djian นักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส สำหรับตัวภาพยนตร์นั้นผมขอแบ่งออกเป็นสามภาคสามตอนตามสถานที่ที่ตัวละครเอกทั้งสองเคลื่อนย้ายไปสู่พื้นที่ใหม่ เพราะโดยเชิงความหมายของสถานที่ก็ดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย หรือจุดที่เรื่องถูกนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอันไม่อาจหวนคืนของชีวิต

ส่วนแรกเรื่องราวเกิดขึ้น ณ บังกาโลริมทะเล สถานที่ตากอากาศในช่วงฤดูร้อน ซอร์ค (Jean-Hugues Anglade) ผู้มีอาชีพช่างไม้ และรับจ้างทั่วไป กำลังร่วมรักกับ เบ็ตตี้ (Béatrice Dalle) ทั้งสองเพิ่งพบกันแล้วพามาร่วมรักกันอย่างร้อนเร่าในบังกาโลของซอร์ค ฉากเปิดถ่ายด้วยภาพลองช็อต กล้องค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ทั้งสอง โปสเตอร์ภาพโมนาลิซ่าติดอยู่หัวเตียง ภาพโมนาลิซาซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะต่างถกเถียงกันว่านางแบบเลอโฉมคือใคร จนบางสำนักตั้งสมมติฐานว่าภาพโมนาลิซาก็คือดาวินซีนั่นเอง จุดเริ่มต้นของเรื่องพาให้ผู้ชมตกตะลึงกับฉากร่วมรักร้อนเร่ารุนแรงนี้แล้วยังชวนให้ผู้ชมเพ่งพินิจถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ก็มาจากเพศสัมพันธุ์ หนังพยายามเอื้อนเอ่ยว่านี่คือธรรมชาติแห่งมวลมนุษย์ และการร่วมรักก็คือส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดมนุษย์

ซอร์คเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างผู้ใช้แรงงานที่ยอมจำนนต่อชะตากรรมของตัวเอง เขาทำงานตามที่เจ้าของบังกาโลสั่งคือทาสีบังกาโลห้าร้อยหลังให้เสร็จทันฤดูร้อน เขาเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่นั่น ซอร์คไม่ดื้อไม่บ่นและทำอย่างที่เจ้านายสั่งโดยไม่ต่อรอว เบ็ตตี้ย้ายข้าวของมาอยู่กับซอร์คหลังการร่วมรัก เธอกลายมาเป็นสีสันใหม่ สาวน้อยผู้เจิดจ้าเป็นตัวของตัวเอง และกิจกรรมบนเตียงซึ่งร้อนเร่า เบ็ตตี้เป็นผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นในตัวซอร์ค เธอพบว่าเขาเขียนนิยายเอาไว้เรื่องหนึ่ง หลังจากไม่พอใจที่ซอร์คยอมจำนนกับเจ้านาย เธอรื้อบ้านทิ้งและพบนิยายเรื่องดังกล่าว เธอลงมืออ่านจนจบ เธอจึงเชื่อว่าซอร์คมีความสามารถแฝงเร้น เขาไม่ใช่คนธรรมดาทว่าจะก้าวไปเป็นนักเขียนชื่อดัง ความเชื่อมั่นนี้เบ็ตตี้มีอยู่เต็มเปี่ยม เมื่อถึงจุดเดือดเธอจึงเผาบังกาโลที่อยู่ของซอร์คจนไหม้ แล้วทั้งสองก็พากันมายังปารีส การเผาบังกาโลของซอร์คเป็นเหมือนการทำลายตัวตนเก่าของซอร์คจนสิ้น กองไฟผลาญอดีตของซอร์คไม่มีเหลือ เพื่อที่เขาจะได้เข้ามาสู่ตำนานใหม่

ในส่วนที่สองของหนัง ชีวิตของคู่รักเริ่มต้นที่ปารีส โรงแรมเก่าของเพื่อนสนิทเบ็ตตี้นามลิซ่ากลายเป็นนิวาสสถานแห่งใหม่ ที่นี่เบ็ตตี้เริ่มต้นพิมพ์ต้นฉบับนิยายให้กับซอร์ค เพื่อจะส่งไปให้สำนักพิมพ์ในปารีสได้พิจารณา ในภาคนี้เราจะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของคนทั้งสองเริ่มต้นโดยการขับเคลื่อนของเบ็ตตี้ ซอร์คละทิ้งตัวตนของตัวเองในอดีตอย่างไม่หวนคืน เขารักเบ็ตตี้เพราะเธอทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อเขา เธอมีความเชื่อมั่นในตัวซอร์คมากกว่าเขาเองเสียอีก เบ็ตตี้ทำสิ่งนี้เพื่อตัวซอร์ค เธอแสดงให้เห็นถึงอนุภาคแห่งความรักนั้นยิ่งใหญ่ ระหว่างรอต้นฉบับพิจารณาเบ็ตตี้และซอร์คทำงานให้กับเอ็ดดี้แฟนของลิซ่าในร้านอาหารอิตาเลียน ที่นี่เองที่ทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้กำเริบขึ้นอย่างช้า ๆ เธอคลั่งลูกค้าที่เรื่องมาก ด้วยการใช้มีดจิ้มลงที่แขนของลูกค้า เธอกรีดร้องไม่เป็นตัวของตัวเองจนซอร์คต้องปลอบประโลม ที่ปารีสเต็มไปด้วยปัญหา เบ็ตตี้เฝ้ารอผลการตอบรับจากสำนักพิมพ์ด้วยความกระวนกระวายใจและทำให้เธอประสาทเสียเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ถึงกับไปพบบรรณาธิการแล้วทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ

หนังเรื่องเบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่กล่าวถึงปัจเจกบุคคลที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิต การดิ้นรนทางด้านจิตวิญญาณ ความอ่อนแอและไม่เชื่อมั่นในตัวตนที่เป็น นักวิจารณ์สังคมแนวสัจจนิยมมักโจมตีปัญหาปัจเจกบุคคลเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นภาวะส่วนบุคคล เป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่สร้างสรรค์ ทว่าในความหมายของความเป็นมนุษย์ ปัญหาของเหล่าปัเจกชนนับวันยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อย  ๆ อาการป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ หรือที่เราเรียกว่าโรคแห่งยุคสมัยแผ่อิทธิพลจนก่อปัญหาในเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้น

จุดเปลี่ยนจุดที่สามของหนังเกิดขึ้นเมื่อเบ็ตตี้และซอร์คต้องเดินทางไปงานศพแม่ของเอ็ดดี้ที่อยู่ห่างจากปารีสห้าร้อยกว่าไมลส์ บ้านแม่เอ็ดดี้เป็นร้านเปียโนในชนบทที่สวยงาม เมื่อไปถึงที่แห่งนั้นซอร์คตัดสินใจดำเนินกิจการร้านเปียโนต่อจากแม่เอ็ดดี้ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เอ็ดดี้เพื่อนรักของเขาดีใจเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งแรกของซอร์ค เขาทำเช่นนี้เพราะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง เพื่อทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้ดีขึ้น ทั้งสองคิดลงหลักปักฐาน สร้างครอบครัว ในที่สุดเบ็ตตี้ก็ตั้งครรภ์ เธอเอาผลการตรวจครรภ์ให้ซอร์ค ซอร์ค์ดีใจมากที่จะได้เป็นพ่อคน แต่แล้วในหลายสัปดาห์ต่อมาเบ็ตตี้พบว่าตัวเองแท้ง เธอเสียใจมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอระทมทุกข์ตัดผมตัวเองเพื่อจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคน ทว่าการแปรเปลี่ยนนี้ไม่สำเร็จ เธอยังจมความเศร้าคล้ายอาการบ้าเดินทางมาถึง เธอควักดวงตาของเธอเพื่อไม่ให้ตัวเองมองเห็นความเปลี่ยนแปลง นั่นนำไปสู่ทางสุดท้ายของตอนจบที่เธอมิอาจจะกลับมาเป็นตัวเธอเองได้อีกแล้ว เธอสูญเสียคนรักอย่างซอร์ค และไม่รู้ด้วยซ้ำที่เธอเป็นใคร ซึ่งจุดนี้ซอร์คก็มองเห็น นั่นหมายความว่าหากการดรงอยู่ของความรักเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างจากความตาย

เบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่สะเทือนอารมรือย่างสูง มันกระแทกเราด้วยความรักความขมขื่น ความหวังที่อยู่เพียงแค่เอื้อม ทว่าไขว่าคว้าไม่เคยได้ เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ เราจึงรู้สึกว่าชีวิตเราช่างโดดเดี่ยวเอกายิ่งนัก

นิวัต พุทธประสาท

เบอร์นาร์โด เบร์โตลุคชี (Bernardo Bertolucci) กลายเป็นผู้กำกับชาวอิตเลียนโด่งดังเพียงข้ามคืนขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor หรือในชื่อไทยที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “จักรพรรดิโลกไม่ลืม” หรือ “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ซึ่งดำเนินเรื่องด้วยประวัติศาสตร์จีนผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมือง ในฐานะที่หนังมันสามารถสร้างแรงสะเทือนให้แก่วงการภาพยนตร์โลกเป็นอย่างมาก ด้วยความอลังการของฉากพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และชีวิตแสนพิสดารของจักรพรรดิปูยี พร้อมด้วยช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นก็คือช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งกวาดเอาความดีงามทางวัฒนธรรมโบราณของจีนไปพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ The Last Emperor สร้างปรากฏการณ์หนังฮอลลีวู๊ดมากมายนอกอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองไทยนั้น หนังเรื่องนี้ดึงคนดูออกมาจากบ้านเพื่อไปชมหนังกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังจาก The Last Emperor เบร์โตลุคชียังคงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ The Sheltering Sky ในปี 1990 ทว่าตัวหนังลดดีกรีในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมืองและสังคมลงมา เพื่อมุ่งเน้นไปยังความเป็นปัจเจคบุคคลในช่วงหายนะของชีวิตแทน กระนั้นเลยท่วงทำนองของหนังก็ยังสะกดคนดูให้อยู่ในภาพอันยิ่งใหญ่ของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และท้องฟ้าซึ่งประกายแสงสีอันแปลกตา

The Sheltering Sky เป็นหนังในแบบ Exotic ซึ่งมีนัยยะความหมายว่าด้วยเรื่องราวแปลกหน้า แปลกถิ่น แปลกแยก ตัวละครในหนังแนว Exotic จะมาจากที่อื่นโดยเฉพาะเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง ศิวิไลซ์ ส่วนฉากในเรื่องที่ตัวเอกไปประสบพบจะเป็นชนบทท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่า ความเชื่อลึกลับดำมืดของมนต์ดำ อากาศที่สุดขั้ว ร้อนจนไม่อาจยุติ หนาวจนไม่อาจต้านทน ฝนตกไม่รู้วันเวลาหยุด ฉากแปรสภาพกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงเรื่อง บิดผันจนผู้ชมรู้สึกถึงความเลือนพร่า และถูกละลายไปตรงหน้า

หนังเล่าเรื่องของสองตัวเอกจากนครนิวยอร์คอันรุ่งเรือง คิท (Debra Winger) และ พอร์ต (John Malkovich) ทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันมาสิบปี ความรักหลังแต่งงานตกต่ำลงเรื่อย ๆ ความระหองระแหงเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กน้อย ๆ ความฝันของพอร์ตกลายเป็นความหงุดหงิดของคิท มันแปรไปเป็นความไม่เข้าใจ ไม่มั่นคง รวมถึงไม่แน่ใจว่าชีวิตคู่นั้นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ (ในเวลานั้น) ทั้งสองคิดว่าการเดินทางจะช่วยผสานรอยร้าวนี้ จึงตัดสินใจเดินทางมาถึงแอฟริกาทางตอนเหนือด้วยกัน พวกเขาเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยว ทว่าเป็นนักเดินทาง พวกเขาต้องการจะอยู่ในดินแดนแปลกต่างนี้นานเท่าที่ต้องการ หนึ่งปีหรือสองปีไม่มีจุดหมาย

คิทเป็นนักเขียน ส่วนพอร์ตเป็นนักแต่งเพลง ทั้งสองติดสอยเพื่อนคนที่สาม จอร์จ ทูนเนอร์ (Campbell Scott) มาโดยบังเอิญ (ประเภทชวนเล่น ๆ ดันมาจริง) การตามมาเที่ยวของทูนเนอร์ทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากความต้องการอยู่กันตามลำพังสองคน มือที่สามอย่างทูนเนอร์กลับทำให้ความแตกแยกยิ่งเร่งปฏิกิริยาเร็วขึ้น แล้วก็ทำให้คิทตระหนักว่าเธอไม่ต้องการใครคุ้มครองความรัก เธอมองว่าความรักเดินหายไปนานแล้วนั่นเอง

This slideshow requires JavaScript.

The Sheltering Sky ดำเนินเรื่องผ่านฉากเมืองซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทราย ความร้อนระอุของอากาศ สังคมของชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอันแปลกถิ่น เป็นภาพที่น่าโหยหาของคนยุคปัจจุบัน หากลองนึกถึงภาพที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยสถานที่น่าค้นหา ราวกับเดินทางไปยังเกาะร้าง ฉากทะเลทรายอันเต็มไปด้วยแสงแดด และพายุทรายอันกระหน่ำก่อให้เกิดความรู้สึกว่างโหวง คิทมองว่าไม่มีอะไรสามารถเยียวยาชีวิตรักได้อีกแล้ว ขณะที่พอร์ตแม้จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับความรักที่จะหวนคืนดังเดิม ถ้าหากเขาจัดการกับบางสิ่งบางอย่างได้ ทว่าเขาก็ยังคงทำตัวเหลวไหลไปกับบรรยากาศของเมืองอันน่าพิศวง เขาโกรธคิทจนเผลอไผลไปนอนกับโสเภณียิปซีที่กำลังจะขโมยเงินของเขา จนเกือบจะโดนชาวบ้านรุมทำร้าย ยิ่งทั้งสองเดินทางลึกเข้าไปยังใจกลางของทะเลทราย พื้นที่ปราศจากความศิวิไลซ์ รวมถึงเมืองที่ไม่มีชาวอาณานิคม พวกเขายิ่งพบคำตอบอันเป็นจริงของชีวิตรัก จุดเปลี่ยนแปลงของหนังเริ่มขึ้นที่การร่วมรักของคิทและพอร์ตที่ริมผา และทั้งสองไม่สามารถทำในสิ่งที่เหมือนเดิมได้ จุดนั้นความรักแตกสลายไม่เหลือ และสุดท้ายความตายของพอร์ตจากโรคไทฟอยด์ เป็นการปลดปล่อยคิทไปสู่อิสรภาพ เธอเลือกเดินทางไปกับชนเผ่าเบดูอินผู้เร่ร่อนในทะเลทราย และกลายเป็นเมียลับของหัวหน้าเผ่า ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้แล้วเธอมิได้มีอิสรภาพแท้จริง อิสรภาพนั้นเกิดขึ้นแล้วผ่านไปเหมือนพายุ

หนังจบลงดุจโศกนาฎกรรม แต่ก็ยังเผยแสงของความหวังลางเลือน เบร์โตลุคชีทิ้งท้ายของหนัง เหมือนต้องการสรุปความ แต่มันดันเหมือนตอนส่วนเกินไปเสียนี่กระไร  The Sheltering Sky นำเสนอปัญหาแบบปัจเจกบุคคล การมองปัญหาของมนุษย์จากภายใน มิได้มองในด้านการเมืองหรือสังคม บางครั้งการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้อาจจะถูกนักวิจารณ์ฟากฝั่งสังคมนิยมค่อนขอดได้ว่าผู้กำกับเฝ้าเล่าเรื่องของปัจเจกชนจนหลงลืมปัญหาทางการเมือง แต่ถ้ามองจากฝั่งของมนุษย์นิยม ผมกลับมองเห็นว่าหนังเรื่องนี้ลึกซึ้ง น่าทึ่ง ขณะที่ฉากยังกลายเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครที่ล้ำค่า และหนังเรื่องนี้อาจจะครองใจผู้ชมไม่รู้ลืม

Directed by Bernardo Bertolucci
Produced by Jeremy Thomas
Written by Screenplay
Mark Peploe
Bernardo Bertolucci
Book Paul Bowles
Starring Debra Winger, John Malkovich
Music by Ryuichi Sakamoto
Cinematography Vittorio Storaro
Editing by Gabriella Christiani
Distributed by Warner Bros.
Release date(s) 1990

โดย นิวัต พุทธประสาท

burn-after-reading-poster

ทุกวันนี้โลกความจริง กับโลกในหนังมีพื้นที่ว่างไม่ห่างกัน ถึงจะห่างกันทว่ามีเส้นบาง ๆ เส้นหนึ่งเท่านั้นที่ขวางกั้นอยู่ บางครั้งเราเข้าใจว่า “ข้อเท็จจริง” (บางส่วน) จากในหนังคือข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อเราดูหนังจบทำให้เราเข้าใจว่าเรารู้จัก “โลก” ได้อย่างถ่องแท้ทุกแง่มุม จนทำให้เราสำคัญผิดคิดว่า “โลกความจริง” นั้นมีตัวตนอยู่ในพื้นที่หนัง (หรือสื่ออื่น ๆ) และบางเวลาเราก็ยังเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ มีใครสักคนบงการอยู่ (The Matrix, The Truman Show) ใครสักคนทั้งที่เป็นพระเจ้า คนที่มีอำนาจ รวมถึงระบอบการปกครอง แต่เมื่อสาวถึงเนื้อในแก่นแกนลึกที่สุด บางที…คนที่เราว่า…อาจจะไม่มีตัวตนก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจจะเป็นความเลินเล่อ หรือสิ่งไร้สาระที่หาค่าไม่ได้ แล้วความจริงในหนังทั้งหมดอาจจะเป็นเพียงเรื่องแต่งธรรมดาที่เป็นเพียงความละเมอเพ้อพก

เช่นเดียวกับหนังเรื่อง Burn After Reading หรือชื่อไทย “ยกขบวนป่วนซีไอเอ” ที่ชวนให้คิดว่าเป็นหนังบู๊สนุก ๆ ในแบบมีคลาสนิด ๆ  รับรองว่าถ้ามีแต่ชื่อไทยคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคงไม่ไปดูแน่ ที่จริงหนังเรื่องนี้จุดขายอยู่ที่ผู้กำกับสองพี่น้อง โจเอล และอีธาน โคลเอนนั่นเอง แล้วถ้าใครหวังไปดูหนังในแบบจิตป่วนหฤโหดแบบ No Country for Old Man ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะหนังเรื่องนี้ของสองพี่น้องทำคนละแนวกับ No Country for Old Man อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แม้นว่า Burn After Reading จะเป็นหนังในแนวคอมเมดี แต่แนวทางของหนังยังเป็นแนวทางของทั้งสองผู้กำกับ หนังตลกของทั้งสองไม่ใช่หนังตลกในแบบ Scary Movie หรือหนังล้อเลียนหนัง แต่เรียกว่าหนังแนวเสียดสี

Burn After Reading ไม่ได้แค่ล้อเลียนหนังฮอลีวู๊ด ไม่ได้แค่ล้อเลียนอาการหนังแอคชั่น แต่ยังล้อเลียนไปถึงสังคมอเมริกันและของโลก ซึ่งเรากำลังตกอยู่ในอิทธิพลบางอย่างที่ครอบงำวิถีชีวิตของมนุษย์

หนังจับคู่ภาพความขัดแย้งเอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่องค์กรใหญ่อย่าง ซีไอเอ ซึ่งการเมืองภายในต่างเลื่อยขาเก้าอี้กันเอง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข่าวลับสุดยอดออสบอร์น คอกส์ (จอห์น มัลโควิช) ถูกปลดออกจากงานอย่างสายฟ้าแลปในข้อหาติดเหล้า ขณะที่ตัวเขากับแคทตี้-ภรรยาก็เต็มไปด้วยความไม่ลงรอยกัน และนำมาสู่ทางตันของชีวิตคู่ โดยภรรยาของเขานอกใจแอบไปคบกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังแฮร์รี่ ฟาร์เรอร์ (จอร์จ คูนีย์) แฮร์รี่ชอบใช้ชีวิตเซ็กซ์กับสาวแปลกหน้าโดยการนัดบอดผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่เขายังรักภรรยาของตน และเข้าใจว่าตนนั้นเป็นชายเหนือชายที่ไม่งี่เง่าเหมือนผู้ชายน่าเบื่อคนอื่น ๆ ความขัดแย้งในครอบครัวถูกหยิบยกมากล่าวถึงในแง่มุม “โกหก” “หวาดระแวง” “ต้องสงสัย” สิ่งเหล่านี้ถูกครอบครองด้วยภาวะ “ทึกทัก” เอาเอง  คู่ขัดแย้งจึงกลายเป็นลูกโซ่ที่เกี่ยวเนื่องกันเริ่มจาก ซีไอเอ-ออสบอร์น-แคทตี้-แฮร์รี-ภรรยาของแฮร์รี ต่างกลายเป็นคู่ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งปัญหา ถ้าใช้ภาษาธรรมมันก็คือเหตุแห่งทุกข์ย่อมเกิดจากการละเมิดศีลนั่นเอง

ส่วนคู่ความสัมพันธ์ของตัวละครอีกฟากคือ ลินดา ลิทซ์เก้ (ฟรานเชส แมคดอร์มานด์) พนักงานในโรงยิม ที่คิดว่าตัวเองแก่ ไม่สวย ขาดความมั่นใจ เธอต้องการเงินเพื่อทำศัลยกรรม เงินประกันชีวิตที่เธอส่งให้บริษัทไม่ครอบคลุมที่จะทำให้เธอได้เงินเพื่อไปทำศัลยกรรม บังเอิญที่แช้ด-เพื่อนพนักงานโรงยิม (แบรด พิตต์) ได้แผ่นซีดีที่ลูกค้าในโรงยิมทำตกเอาไว้ เขาคิดว่ามันคงเป็นข้อมูลสำคัญทางราชการ ลินดาวาบคิดขึ้นมาได้ว่าเธอจะหาเงินมาศัลยกรรมด้วยการแบลคเมล์

เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงค่อย ๆ ยกระดับสถานะของความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ลินดาต้องการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน จนไม่สนใจว่ามันก่อให้เกิดความเสียหาย บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเสียหายเกิดขึ้นและจะมีผลต่อคนอื่นอย่างไร ข้อเรียกร้องของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ แต่เธอลืมไปว่าเธอไม่สามารถบงการคนอื่นได้ เพราะแท้แล้วเธอไม่ใช่คนสำคัญ สิ่งที่เธอมีอยู่มันไม่ได้สำคัญมากไปกว่าขยะ

หนังของพี่น้องโคลเอนดูสนุก เขียนบทได้อย่างกวนทีน มีลูกล่อลูกชน สร้างเสียงหัวเราะได้เกือบทุกฉาก (แม้แต่ฉากโหด ๆ ที่มันตลก แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้) การแสดงของจอร์จ คูนีย์, แบรด พิตต์, ฟรานเชส แมคดอร์มานด์ อยู่ในระดับที่ดีมาก จอร์จ คูนีย์ สลัดภาพพระเอกในแบบฮีโร่ทิ้งได้อย่างเนียน ๆ ด้วยการเล่นเป็นชายเจ้าชู้ ขี้อวด (สวมทองเส้นใหญ่ ๆ) เฉิ่ม (ใส่กางเกงเอวเกือบถึงอก) และงี่เง่า (ชอบพูดโอ้อวด) ส่วนแบรด พิตต์ เล่นเป็นพวกขี้แพ้ ติงต๊อง ต้องสวมกางเกงขาสั้น ๆ รัด ๆ แบบหนุ่มนักยิม เขาคือตัวขโมยซีนดี ๆ นี่เองๆ บทของแบรด พิตต์ อาจจะเอาดาราหนุ่ม ๆ หน้าใหม่มาเล่นก็ได้ แต่ภาพของแบรด พิตต์ นั้นคอนทราสต์กับบทบาทเดิม ๆ ของเขา ซึ่งมันสามารถส่งผลความคอนทราสต์ต่อคนดูได้ดี ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด แล้วแบรด พิตต์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเสียด้วย

แรงฉีกกระชากของ Burn After Reading เป็นเสมือนมายาภาพที่ทำให้คนดูตระหนักว่า ภาวะสับสนอลหม่านของปัญหา ไม่อาจจะนำพาไปสู่ทางออกจริง ๆ เพราะทางออกส่วนมากมักจะเลอะเลือน ไร้ปัญญา และต้องแลกสิ่งนั้นในราคาที่เท่าเทียมกันหรือแพงกว่า ความขัดแย้งในหนังนำพาไปสู่จุดจบที่ไร้สาระ แต่เป็นภาพไร้สาระที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มักเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ภาพของหนังในตอนเริ่มเรื่อง จากมุมมองเหนือเมฆ ซูมเข้าไปสู่พื้นโลก ตอนจบของหนังค่อย ๆ ดึงเราออกมาจากเหตุการณ์ ลอยไปสู่เบื้องบนอีกครั้ง เท่ากับแปรสภาพคนดูกลายเป็นพระเจ้า ที่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้ นอกจากนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น และปล่อยให้มันเป็นไป

**** (สี่ดาว)

Cover DVD The Birds

หากเอ่ยนามผู้กำกับ Alfred Hitchcock คงไม่เคยมีนักดูหนังคนไหนไม่รู้จักเขา หนังที่ทำให้คนรู้จักฮิตค็อซ์กมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Vertico (1958) ,Phycho (1960) และ The Birds (1963)

Hitchcock

ผมสารภาพว่าเคยชมภาพยนตร์ของฮิตค็อกไม่มากนัก แต่เมื่อชมทุกครั้งก็พบกับความน่าทึ่งของหนังทุกเรื่องที่เขากำกับ ประการแรก หากดูจากห้วงเวลาที่หนังถูกสร้าง ฮิตค็อกคือต้นแบบของหนังยุคใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยภาษาภาพยนตร์ ภาพ เสียง องค์ประกอบภาพ เทคนิคพิเศษ ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างน่าทึ่งเกินบรรยาย เทคนิคพิเศษของฮิตค็อกในเรื่อง The Birds ยังทำดีกว่าเทคนิคพิเศษบางเรื่องในหนังไทยสมัยนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาหนังไทยนะครับ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มันฟ้องด้วยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ฮิตค็อกเลือกเทคนิคพิเศษที่เหมาะสมเข้ามาในหนัง ทำอะไรไม่เกินตัว หรือพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความสมจริง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าหนังที่พึ่งพิงเทคนิคพิเศษมาก ๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ หนังฮอลลีวู๊ดในปัจจุบันลงทุนกำกับฉากเทคนิคพิเศษอย่างมหาศาล ฉากเครื่องบินตกไม่กี่วินาที บางครั้งอาจจะลงทุนมากกว่าหนังไทยบางเรื่อง

กลับมาที่ The Birds อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ โดยไม่มีการเล่าภูมิหลังตัวละคร หรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นย้อนหลังกลับไป เท่ากับว่าตัวละครนั้นรู้เท่า ๆ กับคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นที่นิยมในหนังสืบสวนสอบสวนยุคใหม่หลายเรื่องก็ดำเนินเรื่องลักษณะนี้ The Birds เล่าเรื่องเมลานี ดาเนียล หญิงสาวสวยลูกสาวเจ้าพ่อสิ่งพิมพ์ เธอมีลักษณะแก่นแก้ว ไร้เดียงสา และมีเสน่ห์ดึงดูด เธอไปร้านขายสัตว์เลี้ยง โดยต้องการนกไปเลี้ยง ที่นั่นเธอบังเอิญได้พบกับมิตซ์ เบรเนอร์ ทนายความหนุ่มที่มีน้องสาวอายุน้อย ซึ่งเขาจะกลับชนบทไปอยู่กับน้องสาวและแม่ทุกสุดสัปดาห์ มิตซ์แกล้งทำเป็นจะไปซื้อนกไปฝากน้องสาว โดยที่นางเอกของเราสมยอมแกล้งทำเป็นคนขายนก ทว่าเขากลับอำเธอเพราะรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอคิดแก้แค้นคืนจึงให้นักข่าวช่วยหาชื่อของเขาจากทะเบียนรถ โดยแกล้งเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งให้เขาที่บ้านชนบท เพื่อทำให้เขาแปลกใจนั่นเอง

Tippi Hendren

หนังในช่วงแรกนั้นนำเสนอในแบบรักกุ๊กกิ๊กหนุ่มสาว แต่ฮิตค็อกก็ทำออกมาได้สนุกไม่เบาเลยทีเดียว กว่าหนังจะเข้าเรื่องก็ตอนที่นางเอกเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งที่ชนบท แล้วเริ่มโดนนกนางนวลโจมตีระหว่างขับเรือกลับชายฝั่ง (ลองจินตนาการดูนะครับว่านางเอกสาวสวยของเราขับเรือได้ด้วย)

The Birds ไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าทำไมนกทั้งหลายตั้งแต่นางนวล อีกา แบล็คเบิร์ด ต่างรวมฝูงกันจำนวนมหาศาล แล้วก็โจมตีมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า มนุษย์ไม่คิดว่านกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษสงจะจัดการกับมนุษย์จนถึงกับตายได้

ฮิตค็อกฉลาดพอที่จะไม่บอกว่านกทำไมถึงโจมตีมนุษย์ เพราะถ้าเราชมหนังมาหลายเรื่อง หนังที่บอกสาเหตุโน้น สาเหตุนี้ หรือมองหาเหตุผลมารองรับ “โลกเสมือนจริง” ในหนัง บางครั้งยิ่งบอกยิ่งเลอะเทอะ จนบางครั้งทำจนไม่น่าเชื่อถือเลยก็มี

สิ่งที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของฮิตค็อกก็คือเขามักจะฆ่าตัวละครรอง หรือตัวละครเอกได้ตลอดเวลา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ไลเดีย ครูโรงเรียนชนบทอดีตแฟนสาวของมิตซ์ ต้องมาตายเพราะปกป้องน้องสาวของมิตย์ไม่ให้ฝูงนกโจมตี รวมถึงตัวนางเอกของเราถึงกับเสียสติเมื่อถูกนกโจมตีในตอนจบ

ฮิตค็อกเล่นกับคนดูด้วยเทคนิคพื้นบ้าน แต่ว่าทรงภราณุภาพ เสียงดนตรีประกอบที่โหยหวน ฉากที่มีแต่เสียงฝูงนกบินโดยไม่เห็นตัว ฉากที่เด็กนักเรียนประถมมากมายวิ่งหนีฝูงอีกามหาประลัย ฉากมุมสูงที่มองเห็นเมืองลุกไหม้ รวมถึงชะตากรรมของชาวเมืองที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน แม้หนังจะจบลงอย่างปริศนา แสนเศร้า เงียบงัน

เหนืออื่นใดหลังจากดูหนังเรื่อง The Birds จบ ผมหลงรักนางเอกของเรื่องอย่างมากมายเลยครับ Tippi Hendren สวยบาดใจเหลือเกิน แม้ผ่านเวลามานานเธอก็ยังสวยไม่ตกยุคแม้ระเบียดนิ้วเดียว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers