Info

Posts from the แสงกระทบฟิล์ม Category

สุรัตน์ สุวนิช

หลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคุณสุรัตน์ สุวนิช ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ผมนิ่งอึ้งไปสักพัก แม้ไม่ได้รู้จักคุณสุรัตน์เป็นการส่วนตัว แต่ในฐานะของคนที่ชอบถ่ายภาพ ผมเองก็นับถือในความสามารถของคุณสุรัตน์เป็นอย่างมาก มันทำให้ผมนึกถึงอดีตสมัยที่ผมยังใส่ขาสั้นเรียนชั้นมัธยมปลาย เวลานั้นผมเพิ่งหัดถ่ายภาพใหม่ ๆ ตอนนั้นผมรับนิตยสารโฟโตไทยแลนด์ หนังสือเกี่ยวกับกล้องและภาพถ่ายที่ไม่เหมือนเล่มใดในตลาด และในหนังสือภาพถ่ายนั้นมีโฆษณาเล็ก ๆ ของแลปขาวดำแห่งหนึ่ง ผมจำเนื้อหาโฆษณาไม่ได้ แต่อ่านแล้วคนที่พึ่งฝึกหัดถ่ายภาพขาวดำย่างผมอยากไปใช้บริการในทันที เพราะเมื่ออ่านคำโฆษณาแล้วดูว่าร้านนี้เป็นมิตรกับมือใหม่

วันหนึ่งผมก็นำฟิล์มสามสี่ม้วนนั่งรถเมล์ไปแถวสี่พระยา แลปขาวดำของคุณสุรัตน์เป็นห้องแบ่งเช่าอยู่ชั้นบน เวลาขึ้นบันได้ต้องขึ้นทางด้านข้างอาคาร ด้านหน้าไม่มีป้ายร้าน อาศัยอ่านจากแผนที่ ตอนที่ผมเดินขึ้นไปใจก็ตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ พอใกล้ถึงห้อง ผมเริ่มใจชื้นเพราะบริเวณบันไดผมเห็นภาพถ่ายขาวดำใส่กรอบวางโชว์เอาไว้บนพื้น เมื่อเข้าไปถึงสตูดิโอ ซึ่งเป็นห้องขนาดปานกลาง มีโต๊ะสตูดิโอตัวใหญ่วางกลางห้อง สุมด้วยหนังสือ ภาพถ่าย อุปกรณ์ วันที่ผมไปนั้นไม่มีลูกค้า ผมได้ยินเสียงเพลงดังมาจากด้านใน เดาเอาว่าคงเป็นห้องมืด ผมนั่งรอสักพักชายร่างผอมบาง ไว้หนวดเคราก็เดินออกมาด้วยกิริยาที่น่าทึ่ง เขาถามผมว่ามาทำอะไร ผมบอกไปว่าอยากให้ช่วยล้างฟิล์มแล้วก็อัดรูป แม้เขาจะเห็นผมเป็นเด็ก ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร รับฟิล์มของผมมาแล้วก็ออกใบเสร็จ

ผมมารับฟิล์มที่ล้างพร้อมกับปรู๊ฟ ในอีกหนึ่งอาทิตย์ ท่าทางของคุณสุรัตน์นั้นเป็นกันเอง เขามักปรากฏกายจากห้องมืด บางครั้งไม่สวมเสื้อ เสียงเพลงดังลั่น เขาบอกผมว่าเวลาอัดรูปชอบเปิดเพลงฟัง

ผมไปใช้บริการสตูดิโอของคุณสุรัตน์อยู่สามสี่ครั้ง บางครั้งไปก็ไม่เจอตัวเพราะแกเดินทางบ่อย ประกอบกับผมเองก็ยังเด็กเกินกว่าจะถ่ายภาพหรืออัดภาพได้เยอะ ๆ จึงไม่ได้ไปล้างรูปขาวดำกับคุณสุรัตน์อีก

ภาพขาวดำที่ล้างโดยคนสุรัตน์นั้นน่าทึ่งมาก มันสวยจนบอกไม่ถูก ทุกวันนี้ผมยังเก็บเอาไว้ ภาพถ่ายนั้นอัดด้วยกระดาษ Ilford แบบด้าน ให้รายละเอียดที่นิ่มนวล คอนทราสต์ที่เด็ดขาด

หลายปีต่อมา ผมนึกพล๊อตเรื่องเกี่ยวกับช่างภาพได้ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “ภาพสุดท้าย” เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารช่อการะเกด และจัดพิมพ์เป็นเล่มอยู่ในรวมเรื่องสั้นชุด “แสงแรกของจักรวาลและเรื่องสั้นอื่น ๆ “

เรืืื่องสั้นเรื่องนี้ผมได้แรงบันดาลใจตัวละครเอกมาจากคุณสุรัตน์ โดยเฉพาะฉากในห้องพักนั้นเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่ผมได้สัมผัสสตูดิโอของเขาที่สี่พระยานั่นเอง

ภาพถ่ายวงคาราวาน โดย นิวัต พุทธประสาท ล้างฟิล์มและอัดภาพโดย สุรัตน์ สุวนิช

โดย นิวัต พุทธประสาท

Local Hero

ภาพยนตร์ที่นำเสนอการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับชุมชนเล็ก ๆ มักจะตั้งต้นแบ่งตัวละครออกเป็นสองฝ่ายซึ่งแยกกันชัดเจนระหว่างขาวกับดำ ความดีกับความเลว ผู้ร้ายกับพระเอก ความรวยกับความจน สัญญะทางภาษาหนังที่ผลิตซ้ำเช่นนี้ทั้งในฮอลลีวู๊ดและวงการหนัง-ละครไทยนำเสนอจนคนดูคุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในละครหลังข่าวร้องกรี๊ด ๆ เราจึงแน่ใจได้ไม่ยากว่าเธอจะต้องเป็นตัวร้าย แล้วเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในหนังถูกกลั่นแกล้ง เธอต้องเป็นนางเอกผู้เพียบพร้อม รวมถึงพระเอกที่ไม่ค่อยทันโลกทันเหตุการณ์ก็มักจะเข้าใจอะไรผิด ๆ เสมอ การผลิตซ้ำทำให้หนังอยู่ในวังวนจนกลายเป็นน้ำเน่า ผลพวงของการผลิตซ้ำนี่เองจึงเป็นบ่อเกิดให้สัญญะทางภาพยนตร์ติดอยู่ใต้จิตสำนึกของคนดูหนัง เมื่อตัวละครถูกกำหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นคนดี (ของคนดู) รูปแบบการนำเสนอมีรูปแบบซ้ำซาก ความเลวความดีในหนังกับความเลวความดีในชีวิตจริงจึงแตกต่างกัน จนบางครั้งทำให้ผู้ชมูไม่สามารถแยกแยะได้ว่า โลกจริงที่อยู่นอกตัวหนังนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก

Local Hero เป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1983 และน่าจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอหนังในแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่มีมุมมองแตกต่างไปจากที่นักดูหนังทั่วไปคุ้นเคย หนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็ก ๆ จากสหราชอาณาจักร กำกับโดย Bill Forsyth ในสมัยนั้นหนังเรื่องนี้โด่งดังอย่างเงียบ ๆ ในแวดวงหนังนอกกระแส ที่น่าแปลกใจคือมันเข้ามาฉายในเมืองไทยที่โรงหนังมินิเธียเตอร์บนสยามเซ็นเตอร์อยู่หนึ่งอาทิตย์ และผมก็โดดเรียนไปชมถึงสองรอบ โดยพบว่าทั้งสองรอบที่ผมไปชมมีคนเข้าดูไม่ถึงสิบคนในโรงหนัง ถ้าเป็นสมัยนี้หนังเรื่องนี้คงไม่มีแม้พื้นทีว่างสำหรับการฉายตามโรงด้วยซ้ำ

Local Hero

Local Hero เล่าเรื่องของ แมค แมคอินไทน์ พนักงานหนุ่มไฟแรงจากบริษัทน้ำมันน็อกซ์ ในฮิวส์ตันมลรัฐเท็กซัส เขาถูกส่งไปประเทศสก๊อตแลนด์ เพื่อเจรจาซื้อที่ดินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวที่เงียบสงบ ที่ดินทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทน็อกซ์ โดยมีประธานบริษัท-ฟิลิกซ์ แฮปเปอร์ ผู้มั่งคั่งเป็นเจ้าของ การซื้อขายครั้งนี้จะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดินผู้ยากไร้กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา ถ้าหากเราคุ้นเคยกับบทบาทตัวละครผู้ถูกกระทำจากทุนนิยมมักต้องเป็นคนน่าสงสาร ไร้ทางสู้กับเงิน และเจ้าของเงินต้องขูดรีดกดราคาที่ดินให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอาจจะมีสักกลุ่มหนึ่งผู้หวงแหนพื้นถิ่นจะต้องต่อต้านการรุกรานของโลกเสรีทุนนิยม แต่ Local Hero อาจจะถูกละเอาไว้ชั่วคราว

เมื่อแมคเดินทางไปถึงหมู่บ้านชนบท เขาเข้าพักในโรงแรมที่มีแห่งเดียวในเมือง กอร์ดอนเจ้าของโรงแรม และยังมีอีกอาชีพคือนายหน้าที่ดิน ซึ่งเป็นตัวแทนที่บริษัทน็อกซ์ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อซื้อที่ดินทั้งหมดของชาวบ้าน นิยามของกอร์ดอนคือ “เราจะรวยแล้ว” และชาวบ้านแทนที่จะต่อต้านทุนนิยม พวกเขากลับคิดว่าควรจะขายที่ให้ได้ในราคาที่สูงลิ่ว ความมั่งคั่งกำลังจะมาถึง หากไม่ฉวยไว้ก็ไร้โอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จากชาวบ้านที่ไม่เคยมีสิทธิในการต่อรอง ทั้งในบทบาทจริงและบทบาทในหนัง ตีกลับความคุ้นเคยของคนดู การต่อรองของชาวบ้านผ่านตัวกอร์ดอน ทำให้ผู้ชมพบว่าที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้โง่ เพียงแต่พวกเขารู้ถึงสิทธิที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่บริษัทยักษ์จะทำเงินมหาศาล การเจรจาไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้บริหาร และยังมีรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์รายได้จากโรงกลั่น ยิ่งทำให้เห็นว่าโลกทุนนิยมก็ถูกต่อรองทางการเมืองได้ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

หนังเล่นกับความคุ้นเคยของคนดูด้วยการพลิกกลับสถานการณ์ ผสมกับอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบหนังอังกฤษ ตัวละครอย่างแมคนั้นน่าสนใจมากสำหรับหนังเรื่องนี้ แมคเป็นคนเมืองโดยสมบูรณ์แบบ เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ขับรถเปอร์เช่ที่ผ่อนหมดแล้ว เขาถูกส่งมาที่สก๊อตแลนด์เพราะผู้บริหารเข้าใจว่านามสกุลแมคอนไทน์ของเขามีรากเหง้าของคนสก๊อตแลนด์ และอาจจะทำให้การเจรจาทางการค้าราบรื่นขึ้น แมคไม่ได้ประทับใจกับชนบทตั้งแต่แรก อย่างน้อยเขาเคืองกอร์ดอนที่เอากระต่ายซึ่งบาดเจ็บมาทำอาหารให้เขากิน แมคมาที่นี่เขามุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่าถ้าทำสำเร็จหมู่บ้านชนบทสวยงามนี้จะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมัน แต่สุดท้ายเขาเริ่มกลายเปลี่ยน ผู้ชมจะสังเกตว่าหนวดเคราของเขาค่อย ๆ ขึ้นมาทีละนิด การที่แมคปล่อยให้หนวดขึ้นนั้นเป็นเพราะเขากลายเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ป่า” ทว่าเขาไม่ใช่พวกที่จะลุกขึ้นทวงความถูกต้อง (ประเภทพาชาวบ้านประท้วง) แต่เขาสู้ด้วยการมอบผลประโยชน์สูงสุดให้ชาวบ้าน จนสุดท้ายแมคถูกส่ง “กลับบ้าน” เพราะแฮปเปอร์นั้นอยากจะเล่นบทเศรษฐีขี้เหงากำลังได้ของเล่นใหม่ คือเปลี่ยนหมู่บ้านจากโรงกลั่นเป็นศูนย์วิจัยธรรมชาติแทน การกลับบ้านของแมคนั้นบอกนัยยะทางภาษาหนังที่โหดร้าย เขาโกนหนวดที่ขึ้น เขากลับสู่สภาพของตัวเองอีกครั้ง-คนเมือง เมื่อถึงบ้านอันเป็นอพาร์ทเม้นต์ในฮิวส์ตัน เขาหยิบเปลือกหอยที่เก็บจากชายหาดมาไว้บนโต๊ะ เปลือกหอยคือความทรงจำที่ไม่สามารถหวนคืน เมื่อเขาเดินไปที่ระเบียงหันหน้าไปยังขอบฟ้าที่กำลังจะมืด ท้องฟ้าปราศจากดวงดาว เขาคิดว่าเขาคงมิได้หวนคืนหมู่บ้านชนบทที่จากมา

หนังไม่ได้สรุปว่าแฮปเปอร์แปรเปลี่ยนหมู่บ้านเป็นอะไร โรงกลั่นหรือศูนย์ธรรมชาติ ชาวบ้านจะกลายเป็นเศรษฐีหรือเปล่า ชนบทยังคงอยู่หรือแปรสภาพ มิได้มีบทสรุป ผู้ร้ายในหนังถูกเกลี่ยให้เหลือสภาพสีเทา ความชั่วร้ายของทุนนิยมสามานย์เป็นเพียงภาพเบลอร์ ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ เราก็อยู่กับมัน ทำเงินกับมัน ใช้มัน เมื่อมองไปยังมาบตะพุด เขาแพง เกาะพีพี ทุนนิยมไม่เคยหยุดอยู่กับที่ และอารมณ์ฟูมฟายแบบเรา-คนชั้นกลาง ได้เพียงแต่มองมันเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับแมค แมคอินไทน์ ใน Local Hero

โดย นิวัต พุทธประสาท

ถ้า Personal ของอิงมาร์ เบิร์กแมน คือการจัดวางองค์ประกอบทางภาพยนตร์ โดยการมุ่งแสวงหาด้านลึกของความเป็นมนุษย์ บนพื้นที่จำกัด Personal คือนิยามของความเป็นปัจเจก การนำเสนอเต็มไปด้วยสัญญะอำพราง ปราศจากที่มาที่ไปด้านลึก (แต่ก้าวสู่ปริมณฑลในด้านกว้าง) สิ่งเหล่านั้นถือเป็นตัวแทนของการก้าวเข้าสู่สังคมหลังสมัยใหม่ (Postmodernist) ของคนหนุ่มสาว แต่ถ้าย้อนกลับไปดูหนังก่อนหน้านั้นของเบิร์กแมน ใน The seventh sealเราจะพบว่าหนังทั้งสองเรื่องเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน ทว่าสิ่งที่เหมือนกันคือการตั้งคำถามเกี่ยวกับมนุษย์ การค้นหาความหมายของความตาย และการก้าวล่วงไปยังดินแดนที่มนุษย์ต่อรองกับอำนาจพิเศษได้

The seventh seal เป็นหนังที่ทรงพลังเรื่องหนึ่งของเบิร์กแมน ด้วยการเล่าเรื่องย้อนไปยังช่วงสงครามครูเสต แอนโทนีอัส บล็อก อัศวินผู้เข้าร่วมรบในสงครามศาสนา กลับสู่บ้านเกิดที่สวีเดนพร้อมกับโจนส์องครักษ์รู้ใจ ขณะที่อัศวินตื่นขึ้นในตอนเช้า เพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้าเมือง ยมทูตได้ปรากฏตัวขึ้น อัศวินรู้ชะตากรรมของตน เขากล่าวกับยมทูตว่าน่าจะเล่นหมากรุกด้วยกัน ถ้าหากเขาพ่ายแพ้ ยมทูตสามารถนำวิญญาณของเขาไปสู่หนใดก็ได้ แต่ถ้าอัศวินชนะเขาจะรอดจากความตาย การต่อรองของอัศวินช่วยยืดชีวิตของเขาออกไป เขาสามารถมีชีวิตอยู่และเดินทางเพื่อกลับสู่ปราสาทของตน แต่ระหว่างทางนั้นเขาพบว่าบ้านเกิดเมืองนอนที่จากมา กำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤติอย่างหนัก เพราะเวลานั้นโรคระบาดกำลังระบาดอย่างรุนแรง ผู้คนจำนวนมากล้มตาย บ้านเมืองเต็มไปด้วยความสับสน ผู้คนตื่นตระหนก วันสิ้นโลกราวเดินทางมาเบื้องหน้า

 

I am Death

 

 

ขณะเดียวกันคณะละครเร่ซึ่งมีโจฟเป็นหน้าคณะ กำลังเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อเปิดการแสดง โจฟเป็นคนฝันเฟื่อง เขามักจะมองเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ แล้วนำมาเล่าให้ลิซาซึ่งเป็นภรรยาฟังเสมอ และลิซามองว่าโจฟนั้นเป็นคนเพ้อฝัน แต่เธอก็รักสามีของเธอเพราะเขาเป็นคนเช่นั้น สองสามีภรรยารู้ว่าช่วงเวลาที่ลำบากกำลังมาเยือนคณะของตน เพราะผู้คนที่กำลังหวาดกลัวต่อโรคระบาด ไม่อยู่ในห้วงอารมณ์ที่จะเสพงานบันเทิง นอกจากเศรษฐกิจจะฝืดเคืองแล้ว อันตรายที่จะติดโรคระบาดก็ยิ่งเสี่ยงเพิ่มขึ้น

เมื่ออัศวินและองครักษ์เดินทางเข้าสู่เมือง พวกเขายิ่งพบว่าวิกฤติครั้งนี้หนักหนากว่าครั้งใด นอกจากคิดผิดที่ไปร่วมรบในสงครามแล้ว ยังพบว่าผู้คนได้เปลี่ยนแปลงด้านจิตใจไปมาก บล็อกแลเห็นผู้คนเต็มไปด้วยความหยาบกร้าน ศาสนจักรมีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย และยัดเยียดใครให้เป็นแม่มดก็ได้ ความหวาดกลัวของผู้คนทำให้รัฐสามารถเข้าครอบงำประชาชน ยิ่งพวกเขากลัวโรคระบาดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถมีอำนาจเหนือทุกอย่าง โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าใครจะต่อต้าน

The seventh seal เดินทางสำรวจเข้าไปสู่ความหวาดระแวงของผู้คน อัศวินอย่างบล็อกผู้โกงความตาย เขายังถูกยมทูตตามราวีเอาชีวิต ขณะเดียวกันสิ่งที่เขาแลเห็นบนโลกก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ นอกจากปล่อยให้ชะตากรรมดำเนินไป แต่สำหรับโจนส์องครักษ์ของบล็อกกลับมองว่าการกระโจนเข้าไปทำอะไรบางอย่างนั้นอาจจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เช่นเขาเข้าช่วยเหลือสาวใบ้จากโจรที่เข้ามาขโมยของ และให้สาวใบ้ตัดสินใจว่าจะเดินทางไปกับตน หรือจะรอความตายที่กำลังมาเยือน การช่วยเหลือสาวใบ้ของโจนส์เป็นเหมือนการยื่นมือพิทักษ์ความเป็นธรรม

อิงมาร์ เบิร์กแมนนั้นตั้งคำถามในหลายหัวข้อเกี่ยวกับการดำรงค์ชีวิต ความเพ้อฝันของโจฟนักแสดงเร่ ผู้มีจิตใจงามมองโลกแง่ดี ขณะเดียวกัน โจนส์องครักษ์ที่มุทะลุดุดัน และบล็อคอัศวินที่ชอกช้ำจากสงคราม คนเหล่านี้มีบาดแผลเจ็บปวดที่ต่างกัน แต่จุดหนึ่งก็คือพวกเขาพยายามหนีไปจากกับดักด้วยวิธีการต่าง ๆ ในฉากสยดสยองที่แม่มดโดนเผาไฟบ่งบอกให้เราตระหนักได้ว่าท้ายสุดอำนาจทางการเมืองนั้นสามารถลงทัณฑ์ใครก็ได้ แม้ไม่ต้องมีการไต่สวนความผิด หรือไต่สวนตามที่ตั้งธงเอาไว้ การลงโทษแม่มดด้วยการเผาไฟจึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เพื่อระงับความกลัวของประชาชนด้วยการบูชายัณฑ์ แม้บางครั้งเสียงสวดอ้อนวอนร้องขอต่อพระเจ้าก็ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่มืดมน

 

Have you seen the Devil?

 

 

ในตอนท้ายยมทูตกำลังจะชนะกระดานหมากรุกของบล็อก อัศวินที่สิ้นท่าล้มกระดานหมากรุกแห่งความตายในทันใด แต่แล้วยมทูตก็บอกกับเขาว่าไม่ว่าจะล้มกระดานอย่างไร ยมทูตก็ยังจดจำหมากกระดานนั้นได้ ดังนั้นไม่ว่าอัศวินจะล้มกระดานหมากรุกเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นแต่ความตายก็ยังเพรียกหา และด้วยวิธีการลมกระดานไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรขึ้นมาแม้แต่น้อย ทว่าฉากที่น่าคบคิดก็คือ เมื่อใกล้วาระสุดท้ายขอยู่ ๆ สาวใบ้ที่ไม่ยอมพูดก็สวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าขึ้นมาในตอนจบ นั่นหมายความว่าเมื่อมนุษย์มาถึงจุดหนึ่งซึ่งความตายรออยู่ พวกเขาสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้

 

The angels? God? Satan? Emptiness?

 

 

การสำรวจตรวจตราบาปกรรมของมนุษย์ ผ่าน The seventh seal เราย่อมมองเห็นภาพจำลองทางสังคมที่เลือนหาย มันได้กลายเปลี่ยนเป็นภาวะที่เต็มไปด้วยสุญญกาศ แม้เบิร์กแมนจะไม่ฉีกตำราดั้งเดิม คือยังคงเผื่อทางเลือก และทางออกอยู่บ้าง แต่ท้ายสุดเบิร์กแมนก็ยังคงกระซิบว่าไม่ว่ามนุษย์คนไหน ก็รอดพ้นจากชะตากรรมไม่ได้ ช้าหรือเร็วนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นิวัต พุทธประสาท

เบอร์นาร์โด เบร์โตลุคชี (Bernardo Bertolucci) กลายเป็นผู้กำกับชาวอิตเลียนโด่งดังเพียงข้ามคืนขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor หรือในชื่อไทยที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “จักรพรรดิโลกไม่ลืม” หรือ “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ซึ่งดำเนินเรื่องด้วยประวัติศาสตร์จีนผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมือง ในฐานะที่หนังมันสามารถสร้างแรงสะเทือนให้แก่วงการภาพยนตร์โลกเป็นอย่างมาก ด้วยความอลังการของฉากพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และชีวิตแสนพิสดารของจักรพรรดิปูยี พร้อมด้วยช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นก็คือช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งกวาดเอาความดีงามทางวัฒนธรรมโบราณของจีนไปพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ The Last Emperor สร้างปรากฏการณ์หนังฮอลลีวู๊ดมากมายนอกอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองไทยนั้น หนังเรื่องนี้ดึงคนดูออกมาจากบ้านเพื่อไปชมหนังกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังจาก The Last Emperor เบร์โตลุคชียังคงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ The Sheltering Sky ในปี 1990 ทว่าตัวหนังลดดีกรีในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมืองและสังคมลงมา เพื่อมุ่งเน้นไปยังความเป็นปัจเจคบุคคลในช่วงหายนะของชีวิตแทน กระนั้นเลยท่วงทำนองของหนังก็ยังสะกดคนดูให้อยู่ในภาพอันยิ่งใหญ่ของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และท้องฟ้าซึ่งประกายแสงสีอันแปลกตา

The Sheltering Sky เป็นหนังในแบบ Exotic ซึ่งมีนัยยะความหมายว่าด้วยเรื่องราวแปลกหน้า แปลกถิ่น แปลกแยก ตัวละครในหนังแนว Exotic จะมาจากที่อื่นโดยเฉพาะเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง ศิวิไลซ์ ส่วนฉากในเรื่องที่ตัวเอกไปประสบพบจะเป็นชนบทท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่า ความเชื่อลึกลับดำมืดของมนต์ดำ อากาศที่สุดขั้ว ร้อนจนไม่อาจยุติ หนาวจนไม่อาจต้านทน ฝนตกไม่รู้วันเวลาหยุด ฉากแปรสภาพกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงเรื่อง บิดผันจนผู้ชมรู้สึกถึงความเลือนพร่า และถูกละลายไปตรงหน้า

หนังเล่าเรื่องของสองตัวเอกจากนครนิวยอร์คอันรุ่งเรือง คิท (Debra Winger) และ พอร์ต (John Malkovich) ทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันมาสิบปี ความรักหลังแต่งงานตกต่ำลงเรื่อย ๆ ความระหองระแหงเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กน้อย ๆ ความฝันของพอร์ตกลายเป็นความหงุดหงิดของคิท มันแปรไปเป็นความไม่เข้าใจ ไม่มั่นคง รวมถึงไม่แน่ใจว่าชีวิตคู่นั้นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ (ในเวลานั้น) ทั้งสองคิดว่าการเดินทางจะช่วยผสานรอยร้าวนี้ จึงตัดสินใจเดินทางมาถึงแอฟริกาทางตอนเหนือด้วยกัน พวกเขาเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยว ทว่าเป็นนักเดินทาง พวกเขาต้องการจะอยู่ในดินแดนแปลกต่างนี้นานเท่าที่ต้องการ หนึ่งปีหรือสองปีไม่มีจุดหมาย

คิทเป็นนักเขียน ส่วนพอร์ตเป็นนักแต่งเพลง ทั้งสองติดสอยเพื่อนคนที่สาม จอร์จ ทูนเนอร์ (Campbell Scott) มาโดยบังเอิญ (ประเภทชวนเล่น ๆ ดันมาจริง) การตามมาเที่ยวของทูนเนอร์ทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากความต้องการอยู่กันตามลำพังสองคน มือที่สามอย่างทูนเนอร์กลับทำให้ความแตกแยกยิ่งเร่งปฏิกิริยาเร็วขึ้น แล้วก็ทำให้คิทตระหนักว่าเธอไม่ต้องการใครคุ้มครองความรัก เธอมองว่าความรักเดินหายไปนานแล้วนั่นเอง

This slideshow requires JavaScript.

The Sheltering Sky ดำเนินเรื่องผ่านฉากเมืองซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทราย ความร้อนระอุของอากาศ สังคมของชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอันแปลกถิ่น เป็นภาพที่น่าโหยหาของคนยุคปัจจุบัน หากลองนึกถึงภาพที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยสถานที่น่าค้นหา ราวกับเดินทางไปยังเกาะร้าง ฉากทะเลทรายอันเต็มไปด้วยแสงแดด และพายุทรายอันกระหน่ำก่อให้เกิดความรู้สึกว่างโหวง คิทมองว่าไม่มีอะไรสามารถเยียวยาชีวิตรักได้อีกแล้ว ขณะที่พอร์ตแม้จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับความรักที่จะหวนคืนดังเดิม ถ้าหากเขาจัดการกับบางสิ่งบางอย่างได้ ทว่าเขาก็ยังคงทำตัวเหลวไหลไปกับบรรยากาศของเมืองอันน่าพิศวง เขาโกรธคิทจนเผลอไผลไปนอนกับโสเภณียิปซีที่กำลังจะขโมยเงินของเขา จนเกือบจะโดนชาวบ้านรุมทำร้าย ยิ่งทั้งสองเดินทางลึกเข้าไปยังใจกลางของทะเลทราย พื้นที่ปราศจากความศิวิไลซ์ รวมถึงเมืองที่ไม่มีชาวอาณานิคม พวกเขายิ่งพบคำตอบอันเป็นจริงของชีวิตรัก จุดเปลี่ยนแปลงของหนังเริ่มขึ้นที่การร่วมรักของคิทและพอร์ตที่ริมผา และทั้งสองไม่สามารถทำในสิ่งที่เหมือนเดิมได้ จุดนั้นความรักแตกสลายไม่เหลือ และสุดท้ายความตายของพอร์ตจากโรคไทฟอยด์ เป็นการปลดปล่อยคิทไปสู่อิสรภาพ เธอเลือกเดินทางไปกับชนเผ่าเบดูอินผู้เร่ร่อนในทะเลทราย และกลายเป็นเมียลับของหัวหน้าเผ่า ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้แล้วเธอมิได้มีอิสรภาพแท้จริง อิสรภาพนั้นเกิดขึ้นแล้วผ่านไปเหมือนพายุ

หนังจบลงดุจโศกนาฎกรรม แต่ก็ยังเผยแสงของความหวังลางเลือน เบร์โตลุคชีทิ้งท้ายของหนัง เหมือนต้องการสรุปความ แต่มันดันเหมือนตอนส่วนเกินไปเสียนี่กระไร  The Sheltering Sky นำเสนอปัญหาแบบปัจเจกบุคคล การมองปัญหาของมนุษย์จากภายใน มิได้มองในด้านการเมืองหรือสังคม บางครั้งการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้อาจจะถูกนักวิจารณ์ฟากฝั่งสังคมนิยมค่อนขอดได้ว่าผู้กำกับเฝ้าเล่าเรื่องของปัจเจกชนจนหลงลืมปัญหาทางการเมือง แต่ถ้ามองจากฝั่งของมนุษย์นิยม ผมกลับมองเห็นว่าหนังเรื่องนี้ลึกซึ้ง น่าทึ่ง ขณะที่ฉากยังกลายเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครที่ล้ำค่า และหนังเรื่องนี้อาจจะครองใจผู้ชมไม่รู้ลืม

Directed by Bernardo Bertolucci
Produced by Jeremy Thomas
Written by Screenplay
Mark Peploe
Bernardo Bertolucci
Book Paul Bowles
Starring Debra Winger, John Malkovich
Music by Ryuichi Sakamoto
Cinematography Vittorio Storaro
Editing by Gabriella Christiani
Distributed by Warner Bros.
Release date(s) 1990

โดย นิวัต พุทธประสาท

burn-after-reading-poster

ทุกวันนี้โลกความจริง กับโลกในหนังมีพื้นที่ว่างไม่ห่างกัน ถึงจะห่างกันทว่ามีเส้นบาง ๆ เส้นหนึ่งเท่านั้นที่ขวางกั้นอยู่ บางครั้งเราเข้าใจว่า “ข้อเท็จจริง” (บางส่วน) จากในหนังคือข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อเราดูหนังจบทำให้เราเข้าใจว่าเรารู้จัก “โลก” ได้อย่างถ่องแท้ทุกแง่มุม จนทำให้เราสำคัญผิดคิดว่า “โลกความจริง” นั้นมีตัวตนอยู่ในพื้นที่หนัง (หรือสื่ออื่น ๆ) และบางเวลาเราก็ยังเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ มีใครสักคนบงการอยู่ (The Matrix, The Truman Show) ใครสักคนทั้งที่เป็นพระเจ้า คนที่มีอำนาจ รวมถึงระบอบการปกครอง แต่เมื่อสาวถึงเนื้อในแก่นแกนลึกที่สุด บางที…คนที่เราว่า…อาจจะไม่มีตัวตนก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจจะเป็นความเลินเล่อ หรือสิ่งไร้สาระที่หาค่าไม่ได้ แล้วความจริงในหนังทั้งหมดอาจจะเป็นเพียงเรื่องแต่งธรรมดาที่เป็นเพียงความละเมอเพ้อพก

เช่นเดียวกับหนังเรื่อง Burn After Reading หรือชื่อไทย “ยกขบวนป่วนซีไอเอ” ที่ชวนให้คิดว่าเป็นหนังบู๊สนุก ๆ ในแบบมีคลาสนิด ๆ  รับรองว่าถ้ามีแต่ชื่อไทยคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคงไม่ไปดูแน่ ที่จริงหนังเรื่องนี้จุดขายอยู่ที่ผู้กำกับสองพี่น้อง โจเอล และอีธาน โคลเอนนั่นเอง แล้วถ้าใครหวังไปดูหนังในแบบจิตป่วนหฤโหดแบบ No Country for Old Man ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะหนังเรื่องนี้ของสองพี่น้องทำคนละแนวกับ No Country for Old Man อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แม้นว่า Burn After Reading จะเป็นหนังในแนวคอมเมดี แต่แนวทางของหนังยังเป็นแนวทางของทั้งสองผู้กำกับ หนังตลกของทั้งสองไม่ใช่หนังตลกในแบบ Scary Movie หรือหนังล้อเลียนหนัง แต่เรียกว่าหนังแนวเสียดสี

Burn After Reading ไม่ได้แค่ล้อเลียนหนังฮอลีวู๊ด ไม่ได้แค่ล้อเลียนอาการหนังแอคชั่น แต่ยังล้อเลียนไปถึงสังคมอเมริกันและของโลก ซึ่งเรากำลังตกอยู่ในอิทธิพลบางอย่างที่ครอบงำวิถีชีวิตของมนุษย์

หนังจับคู่ภาพความขัดแย้งเอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่องค์กรใหญ่อย่าง ซีไอเอ ซึ่งการเมืองภายในต่างเลื่อยขาเก้าอี้กันเอง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข่าวลับสุดยอดออสบอร์น คอกส์ (จอห์น มัลโควิช) ถูกปลดออกจากงานอย่างสายฟ้าแลปในข้อหาติดเหล้า ขณะที่ตัวเขากับแคทตี้-ภรรยาก็เต็มไปด้วยความไม่ลงรอยกัน และนำมาสู่ทางตันของชีวิตคู่ โดยภรรยาของเขานอกใจแอบไปคบกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังแฮร์รี่ ฟาร์เรอร์ (จอร์จ คูนีย์) แฮร์รี่ชอบใช้ชีวิตเซ็กซ์กับสาวแปลกหน้าโดยการนัดบอดผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่เขายังรักภรรยาของตน และเข้าใจว่าตนนั้นเป็นชายเหนือชายที่ไม่งี่เง่าเหมือนผู้ชายน่าเบื่อคนอื่น ๆ ความขัดแย้งในครอบครัวถูกหยิบยกมากล่าวถึงในแง่มุม “โกหก” “หวาดระแวง” “ต้องสงสัย” สิ่งเหล่านี้ถูกครอบครองด้วยภาวะ “ทึกทัก” เอาเอง  คู่ขัดแย้งจึงกลายเป็นลูกโซ่ที่เกี่ยวเนื่องกันเริ่มจาก ซีไอเอ-ออสบอร์น-แคทตี้-แฮร์รี-ภรรยาของแฮร์รี ต่างกลายเป็นคู่ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งปัญหา ถ้าใช้ภาษาธรรมมันก็คือเหตุแห่งทุกข์ย่อมเกิดจากการละเมิดศีลนั่นเอง

ส่วนคู่ความสัมพันธ์ของตัวละครอีกฟากคือ ลินดา ลิทซ์เก้ (ฟรานเชส แมคดอร์มานด์) พนักงานในโรงยิม ที่คิดว่าตัวเองแก่ ไม่สวย ขาดความมั่นใจ เธอต้องการเงินเพื่อทำศัลยกรรม เงินประกันชีวิตที่เธอส่งให้บริษัทไม่ครอบคลุมที่จะทำให้เธอได้เงินเพื่อไปทำศัลยกรรม บังเอิญที่แช้ด-เพื่อนพนักงานโรงยิม (แบรด พิตต์) ได้แผ่นซีดีที่ลูกค้าในโรงยิมทำตกเอาไว้ เขาคิดว่ามันคงเป็นข้อมูลสำคัญทางราชการ ลินดาวาบคิดขึ้นมาได้ว่าเธอจะหาเงินมาศัลยกรรมด้วยการแบลคเมล์

เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงค่อย ๆ ยกระดับสถานะของความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ลินดาต้องการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน จนไม่สนใจว่ามันก่อให้เกิดความเสียหาย บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเสียหายเกิดขึ้นและจะมีผลต่อคนอื่นอย่างไร ข้อเรียกร้องของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ แต่เธอลืมไปว่าเธอไม่สามารถบงการคนอื่นได้ เพราะแท้แล้วเธอไม่ใช่คนสำคัญ สิ่งที่เธอมีอยู่มันไม่ได้สำคัญมากไปกว่าขยะ

หนังของพี่น้องโคลเอนดูสนุก เขียนบทได้อย่างกวนทีน มีลูกล่อลูกชน สร้างเสียงหัวเราะได้เกือบทุกฉาก (แม้แต่ฉากโหด ๆ ที่มันตลก แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้) การแสดงของจอร์จ คูนีย์, แบรด พิตต์, ฟรานเชส แมคดอร์มานด์ อยู่ในระดับที่ดีมาก จอร์จ คูนีย์ สลัดภาพพระเอกในแบบฮีโร่ทิ้งได้อย่างเนียน ๆ ด้วยการเล่นเป็นชายเจ้าชู้ ขี้อวด (สวมทองเส้นใหญ่ ๆ) เฉิ่ม (ใส่กางเกงเอวเกือบถึงอก) และงี่เง่า (ชอบพูดโอ้อวด) ส่วนแบรด พิตต์ เล่นเป็นพวกขี้แพ้ ติงต๊อง ต้องสวมกางเกงขาสั้น ๆ รัด ๆ แบบหนุ่มนักยิม เขาคือตัวขโมยซีนดี ๆ นี่เองๆ บทของแบรด พิตต์ อาจจะเอาดาราหนุ่ม ๆ หน้าใหม่มาเล่นก็ได้ แต่ภาพของแบรด พิตต์ นั้นคอนทราสต์กับบทบาทเดิม ๆ ของเขา ซึ่งมันสามารถส่งผลความคอนทราสต์ต่อคนดูได้ดี ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด แล้วแบรด พิตต์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเสียด้วย

แรงฉีกกระชากของ Burn After Reading เป็นเสมือนมายาภาพที่ทำให้คนดูตระหนักว่า ภาวะสับสนอลหม่านของปัญหา ไม่อาจจะนำพาไปสู่ทางออกจริง ๆ เพราะทางออกส่วนมากมักจะเลอะเลือน ไร้ปัญญา และต้องแลกสิ่งนั้นในราคาที่เท่าเทียมกันหรือแพงกว่า ความขัดแย้งในหนังนำพาไปสู่จุดจบที่ไร้สาระ แต่เป็นภาพไร้สาระที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มักเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ภาพของหนังในตอนเริ่มเรื่อง จากมุมมองเหนือเมฆ ซูมเข้าไปสู่พื้นโลก ตอนจบของหนังค่อย ๆ ดึงเราออกมาจากเหตุการณ์ ลอยไปสู่เบื้องบนอีกครั้ง เท่ากับแปรสภาพคนดูกลายเป็นพระเจ้า ที่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้ นอกจากนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น และปล่อยให้มันเป็นไป

**** (สี่ดาว)