Info

Posts from the Romance Category

ความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นสิ่งเปราะบางเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางจิตใจนั้น ลึกซึ้ง ซับซ้อน ไม่ต้องการเหตุผล และไม่เคยตั้งอยู่บนความแน่นอนของอารมณ์

Chungking Express อาจจะถือได้ว่าเป็นหนังที่ลงตัวมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหว่อง คาร์ ไว ผู้กำกับชาวฮ่องกงที่มีรูปแบบการสร้างหนังแตกต่างจากผู้กำกับฮ่องกงทั่วไป ซึ่งชอบเน้นในเรื่องแก๊งค์สเตอร์ เจ้าพ่อ บู๊ล้างผลาญ ภาพลักษณ์ของหนังฮ่องกงจึงติดอยู่ในสภาพดังกล่าว จนคนดูคิดและจินตนาการไปว่าที่ฮ่องกงคงมีพวกนักเลงหัวไม้วิ่งเอามีดฟันกันเป็นเรื่องธรรมดา ขณะที่หว่องกลับทำงานภาพยนตร์ของตนโดยอาศัยพื้นฐานของหนังฮ่องกง ผนวกกับหนังรักโรแมนติกซึ่งหาได้ยากมากในบริบทหนังฮ่องกง จะกล่าวว่าหนังของหว่องมีกลิ่นไอในแบบฌอง ลุค โกดาร์ เจ้าพ่อนิวเวฟของฝรั่งเศส ผสมผสานรูปแบบหนังรักตามแบบหนังยุโรป ที่มีอารมณ์ทางความรูสึกด้านลึกของตัวละคร โดยเฉพาะการแสดงอารมณ์ความรัก

หนังเรื่องนี้อาศัยฉาก Chungking Mansion ย่านซิมชาซุย ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ตัวเอกของเรื่องดำเนินเรื่องอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว พบปะเวียนวนทั้งโดยตั้งใจและบังเอิญ บ้างเดินสวนกันโดยไม่ได้รู้จักกัน

หนังแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเล่าเรื่องของตำรวจหนุ่มหมายเลข 223 (Takeshi Kaneshiro) ซึ่งถูกคนรักหักอกในวันที่ 1 เมษายน เขาออกตามหาสัปรดกระป๋องวันหมดอายุที่ตรงกับวันที่ความรักสิ้นสุด เขามีความเชื่อว่าความรักของเขาจะกลับมาดังเดิม คนรักของเขาชอบกินสัปรด และทุกอย่างจะเหมือนเดิม แต่เมื่อเวลาผ่านไป 223 พบว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเรียกวันคืนกลับมาได้ คืนหนึ่งเขาได้พบกับผู้หญิงผมทอง (หลินชิงเสีย) โดยบังเอิญในร้านเหล้าที่เขาชอบไปนั่ง ผู้หญิงผมทองเป็นนางนกต่อเอเย่นต์ค้าผงขาว ที่มองหาชาวอินเดียเพื่อเป็นคนส่งยาไปยังต่างประเทศ เธอถูกหักหลังเสียทั้งของเสียทั้งงาน เธอพยายามกลับไปทวงความยุติธรรมของเธอ ขณะที่เธอกำลังกลุ้มใจสุดขีด เธอก็พบกับตำรวจหนุ่ม ความสัมพันธ์แบบรักข้ามคืนเกิดขึ้น ทว่าความรู้สึกนั้นมิได้พาให้คนสองคู่นี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง

ขณะที่หนังส่วนที่สองเริ่มขึ้นเล่าเรื่องราวของ ตำรวจสายตรวจเดินเท้าในย่านชุงกิง หมายเลข 663 (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่มักแวะเวียนมาซื้ออาหารแบบห่อกลับที่ร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรส 663 มาซื้ออาหารที่นี่ทุกวันก่อนเลิกงาน เขาได้พบกับเถ้าแก่ของร้านจนพูดคุยกันคุ้นเคย 663 มักจะซื้ออาหารไปฝากแฟนของเขาที่เป็นแอร์โฮสต์สเตส จนกระทั่งวันหนึ่งเขากับแอร์ฯสาวเลิกร้างต่อกัน 663 อยู่ในห้วโศกเศร้า เมื่อเขาอยู่คนเดียวเขามักคิดว่าสิ่งของในห้องของเขาร้องไห้เพื่อความรักที่แตกสลาย เขาไม่ได้สนใจใยดีต่อชีวิตของตน ดำเนินชีวิตบนความเจ็บปวดเพียงลำพัง เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นเขาทำเป็นว่าจิตใจของเขาเข้มแข็ง จนกระทั่งร้านมิดไนท์เอ็กซ์เพรสได้พนักงานคนใหม่มาประจำร้าน เฟย์ (เฟย์ หว่อง) จุดเปลี่ยนของเรื่องจึงเกิดขึ้น เฟย์หว่องซึ่งชอบเปิดเพลง California Dreamin เสียงดังลั่นร้าน เธอมองเห็นความเจ็บปวดของ 663 เธอแอบชอบตำรวจหนุ่มแต่ไม่เคยเอ่ยปาก เธอแอบเข้าไปทำความสะอาดบ้านให้เขา ซักผ้าปูที่นอน เปลี่ยนตุ๊กตา แรก ๆ 663 เองก็ไม่เคยสังเกตเห็น เพราะชีวิตของเขาเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ความสัมพันธ์ของ 663 กับเฟย์ จึงเป็นเหมือนการวิ่งไล่จับความว่างเปล่าที่ต่างฝ่ายต่องวิ่งหนี เฟย์เก็บจดหมายที่คนรักเก่าของ 663 ฝากเอาไว้ เธอมองว่าจดหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าทำให้ 663 เจ็บปวดยิ่งขึ้น ฉากนี้เราจะเข้าใจได้ดีว่าผู้หญิงเองก็มีธาตุหนึ่งที่ผู้ชายไม่เคยย่างกรายเข้าไปเข้าใจใด ๆ ได้

Chungking Express เป็นหนังที่เปลี่ยนแปลงมุมมองการเล่าเรื่อง โดยอาศัยตัวละครเอกสองคนผลัดกันเล่าเรื่องของตน ทำให้หนังสามารถเจาะลึกเข้าไปยังจิตใจตัวละครที่แสนจะหม่นหมอง พวกเขาต่างไม่อาจก้าวพ้นไปจากบ่วงของความเจ็บปวดโดยเฉพาะความรัก ความเหงา ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากในย่ายชุงกิงตัวหนังได้บอกคนดูถึงความเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางเมืองใหญ่ ความเปล่าเปลี่ยวนั้นกินลึกลงไปสู่จิตใจจนยากเยียวยา

ในวันที่แย่ที่สุดของ 223 เขาโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสาวเก่า คนรักเก่า ผลปรากฏคือเขาต้องผิดหวังที่ทุกคนเปลี่ยนไปหมดแล้ว มีแฟน มีลูก มีครอบครัว บ้างก็ไม่สนใจใยดีต่อความรู้สึกเจ็บปวดลำพังของเขา ขณะที่ 663 หมกมุ่นอยู่กับโลกเก่าของตน เขาทำทุกอย่างซ้ำซากจำเจ ทั้งที่เคยมีความฝัน ความหวังที่จะไปสู่จุดหมายที่ดีกว่าตำรวจสายตรวจ แต่สิ่งที่ขวางกั้นไม่ให้เขาเดินหน้ากลับเป็นความรักที่ร่วงหล่น

ผลสะเทือนของหนังเรื่องนี้ นอกจากเปิดโลกภาพยนตร์ฮ่องกงสู่ตลาดนอกแล้ว ตัวหว่องคาร์ไวเองก็ค้นพบสูตรสำเร็จของหนังของเขา เริ่มตั้งแต่ภาพดิบหยาบที่ถ่ายโดยคริสโตเฟอร์ ดอยส์ กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหว่องไปโดยปริยาย ภาพแบบนี้นอกจากเท่อย่างเป็นธรรมชาติ (เพราะหว่องไม่มีเงินทำหนังมากนักในเวลานั้น) กลายเป็นข้อดีของหนังโดยบังเอิญ ประกอบกับเพลงประกอบหนังที่แสนลงตัวทั้งเพลง California Dreamin ซึ่งสื่อความหมายถึงตัวเฟย์ผู้ซึ่งเป็นตัวละครตัวเดียวที่มองไปยังข้างหน้าและก้าวข้ามไป ขณะที่เพลง What a Difference a Day Make ซึ่งครวญโดยไดนา วอชิงตันเองก็สะกดคนดูให้ดิ้นตายลงเดี๋ยวนั้น Chungking Express จึงเป็นหนังโรแมนติก รักลึกซึ้ง น่าตื่นตะลึง และขนลุกทุกครั้งที่ได้ด

This slideshow requires JavaScript.

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

Carne Trémula

เปโดร อัลโมโดวา (Pedro Almodóva) เป็นผู้กำกับ คนเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างหนังชาวสเปน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อสายตาผู้ชมทั่วโลกนับไม่ถ้วน ผลงานของเปโดร อัลโมโดวาได้รับการตอบรับจากเทศกาลหนังทุกแห่งที่ไปประกวด-จัดฉาย ดารานักแสดงจากฮอลลีวู้ดดึงตัวนักแสดงเอกของเขาไปเล่นในหนังฮอลลีวู้ดก็มาก เปรโดเกิดที่จังหวัดคาสทิลล์-ลามันชา ซึ่งเป็นพื้นเรื่องของนิยายอมตะเรื่องดอน ฆิโอเต้ ของเซอร์วานเตช นักเขียนคนสำคัญของสเปน พ่อของเปโดรเป็นนักอ่าน เขาทำงานเป็นคนขนส่งไวน์ ส่วนแม่เป็นครูภาษาสเปน โดยรับจ้างอ่านจดหมายเขียนจดหมายให้เพื่อนบ้าน เมื่อเปรโดแปดขวบ เขาเข้าเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งสอนศาสนาที่เมืองซาเซเรสทางตะวันตกของสเปน ครอบครัวหวังว่าเขาจะได้เป็นบาทหลวง ที่เมืองอย่างซาเซเรสปราศจากโรงหนัง ทว่าเปรโดให้สัมภาษณ์ว่าถนนในเมืองซาเซเรสมีชีวิต การศึกษาไม่มิได้หยุดยั้งเฉพาะในห้องเรียน เขาเรียนรู้การทำหนังจากการศึกษาชีวิต และจากการศึกษาที่จะเป็นพระ ในปี 1967 เปรโดจึงมุ่งหน้าสู่แมดริดเพื่อเข้าสู่วงการหนัง

แรงบันดาลใจของเปรโด มาจากยอดผู้กำกับโลกอย่างเช่น หลุยส์ บุนเยล, ไรเนอร์ เวอร์เนอร์, อัลเฟรด ฮิตคอร์ก, จอห์น วอร์เทอร์, อิงมาร์ เบิร์กแมน, เฟเดอริโค เฟลลินี เป็นต้น งานเหล่านี้ปรากฏรูปรอยในหนังของเปโดรหลายเรื่อง ผสมผสานจนกลายเป็นสไตล์ของเขาไปในที่สุด ในยุคแรก ๆ เปโดรเริ่มทำหนังสั้น จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรก Pepi,Luci, Bom สร้างขึ้นในปี 1980 แต่เรื่องที่ทำให้เปโดรถูกกล่าวขวัญมากขึ้นนั่นก้คือเรื่อง Matador ผลงานเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเซอร์เรียลของบุนเยลอยู่ไม่น้อย และเขาก็ตอกย้ำต่อแนวทางของตนอีกครั้งในหนังเสียดสีวงการภาพยนตร์ Tie Me Up! Tie Me Down! เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ติดตามดาราสาวด้วยความหลงใหลซึ่งจบลงด้วยความโศกซึ่งถูกชักพาไปสู่จุดจบ

เช่นเดียวกับ Carne Trémula (Live Flesh) หนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Ruth Rendell ว่าด้วยเด็กหนุ่มนามวิกเตอร์ (Libeto Rabal) ผู้เกิดในรถโดยสารประจำทาง เพราะแม่ของเธอไปโรงพยาบาลไม่ทัน การเกิดบนรถประจำทางกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้อำนวยการขนส่งจึงมอบตั๋วรถเมล์ตลอดชีพให้กับวิกเตอร์ นั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเขาไม่อาจทราบได้ เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาได้พบกับเอเลนา (Francesca Nari) ขี้ยาสาวสวยซึ่งทั้งสองบังเอิญนอนกันคืนหนึ่ง วิกเตอร์ตกหลุมรักเอเลนาถึงขั้นตามไปที่บ้าน ทว่าเธอมิได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองทุ่มเถียงกัน วิกเตอร์ไม่ยอมไปไหนจนกว่าเอเลนาจะให้เหตุผลที่ไม่อยากเจอเขา เอรินาจึงไปคว้าปืนออกมา ทั้งสองทะเลาะกันจนปืนลั่น เป็นเหตุให้เพื่อนบ้านโทรแจ้งตำรวจ

ตำรวจสายตรวจสองนาย คนแรกเดวิด (Javier Barden) นายตำรวจหนุ่มผู้มีไฟในการทำงาน สุขุม เยือกเย็น ดูมีอนาคต คนที่สองเพื่อนคู่อายุมากกว่านามซานโซ (José Sancho) นายตำรวจที่อยากจะเกษียนชีวิตการทำงานเต็มแก่ เพราะคิดว่าเมียตัวเองกำลังมีชู้เพราะเขาไม่มีเวลาให้กับเธอ ทั้งสองไปยังที่เกิดเหตุ เดวิดกำลังไกล่เกลี่ยให้วิกเตอร์วางปืนลง เด็กหนุ่มลังเลเพราะความกลัวที่ตัวเองทำผิด ขณะเดียวกันเดวิดกำลังกันให้เอเลนาออกมาจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อทั้งคู่สวนกันภาพสโลว์ช้า เอเลนาตกหลงรักตำรวจหนุ่มอย่างเดวิดในวินาทีนั้น ขณะเดียวกัยซานโชก็กระโดดตะครุบเพื่อแย่งปืนกับวิกเตอร์ ปืนนัดหนึ่งดังขึ้น มันโดนเข้าที่ขาของเดวิด เขาล้มลง เอเลนามองเขา ภาพตัดไป

กระสุนนัดนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดของคนทั้งสี่โดยสิ้นเชิง เดวิดพิการเดินไม่ได้กลายเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลบนรถเข็นที่มีชื่อเสียง เอเลนาซึ่งตกหลุมรักเดวิดเปลี่ยนแปลงจากขี้ยามาเป็นเมียผู้แสนดีของเขา เธอทุ่มเททำงานให้กับโรงเรียนเด็กด้อยโอกาส โดยเธอเป็นผู้อำนวยการและเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ เธอเคียงข้างสามียามไปแข่งบาสฯ และดูแลเขาด้วยความรักแม้เขาพิการ ส่วนวิเตอร์อยู่ในสถานกักกันถึงหกปี ก่อนจะพ้นโทษออกมาบังเอิญเขาพบเดวิดและเอเลนาทางทีวีขณะที่การแข่งขันบาสฯสำหรับผู้พิการจบลงด้วยชัยชนะของเดวิด

วิกเตอร์ซึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไป ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากใจเขาก็คือความริษยา ความแค้น และความไม่เข้าใจต่อโชคชะตาของตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำไมต้องจบลงเช่นนี้ เขาสูญเสียอิสรภาพ เมื่อออกจากสถานกักกันแม่ของเขาก็มาเสียชีวิต เขาตั้งใจจะแก้แค้นเอลินากับเดวิด เอเลนาเคยปรามาสว่าเขาไม่ใช่นักรัก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่กระหายใคร่ ไม่เคยรู้จักความรัก เขาจดจำตำนี้ของเธออย่างดี ระหว่างที่เขาไปเคารพศพแม่ที่สุสาน เอเลนาก็สูญเสียพ่อ วิกเตอร์เข้าไปแสดงตนให้เอเลนาได้เห็น เธอสะดุ้งเมื่อพบวิกเตอร์อีกครั้ง ในงานศพเขาได้พบกับคราลา เมียของซานโช ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มกับสาวมากประสบการณ์เกิดขึ้น คราลาสอนประสบการณ์ความรักและเซ็กซ์ให้กับเขา ขณะเดียวกันวิกเตอร์ไปสมัครงานที่โรงเรียน เขาหวังว่าเอเลนาจะเห็นใจเขาบ้างกับเรื่องราวในอดีตและความรักที่เขามีต่อเธอ

Carne Trémula เป็นหนังที่ไม่เก็บงำความรู้สึกของตัวละครให้อื้ออึง การแสดงอารมณ์ความรัก ความริษยา ความโกรธ ความโง่งั่ง ถูกฉายออกมาราวสายน้ำ หนังพยายามบอกว่ามนุษย์เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก แม้ต้องใช้วิธีที่โง่เง่าที่สุดก็ต้องทำ หรือแม้แต่ว่าทำแล้วจะเกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสตามมาสู่ตัวเองและผู้อื่น พวกเขาก็ดูจะเหมือนปรารถนาที่จะเลือกหนทางนั้น แต่จะเป็นอะไรไปเล่าในเมื่อเราบูชาในความรัก และเชื่อว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด แม้ความรักนั้นจะมาช้า หรือสูญสลายไปแล้ว ความรักก็ยังเป็นปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งดำรงอยู่ในตัวเราไม่เสื่อมคลาย

โดย นิวัต พุทธประสาท

Local Hero

ภาพยนตร์ที่นำเสนอการต่อสู้ระหว่างทุนนิยมกับชุมชนเล็ก ๆ มักจะตั้งต้นแบ่งตัวละครออกเป็นสองฝ่ายซึ่งแยกกันชัดเจนระหว่างขาวกับดำ ความดีกับความเลว ผู้ร้ายกับพระเอก ความรวยกับความจน สัญญะทางภาษาหนังที่ผลิตซ้ำเช่นนี้ทั้งในฮอลลีวู๊ดและวงการหนัง-ละครไทยนำเสนอจนคนดูคุ้นเคย เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในละครหลังข่าวร้องกรี๊ด ๆ เราจึงแน่ใจได้ไม่ยากว่าเธอจะต้องเป็นตัวร้าย แล้วเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นผู้หญิงในหนังถูกกลั่นแกล้ง เธอต้องเป็นนางเอกผู้เพียบพร้อม รวมถึงพระเอกที่ไม่ค่อยทันโลกทันเหตุการณ์ก็มักจะเข้าใจอะไรผิด ๆ เสมอ การผลิตซ้ำทำให้หนังอยู่ในวังวนจนกลายเป็นน้ำเน่า ผลพวงของการผลิตซ้ำนี่เองจึงเป็นบ่อเกิดให้สัญญะทางภาพยนตร์ติดอยู่ใต้จิตสำนึกของคนดูหนัง เมื่อตัวละครถูกกำหนดชัดเจนว่าจะต้องเป็นคนดี (ของคนดู) รูปแบบการนำเสนอมีรูปแบบซ้ำซาก ความเลวความดีในหนังกับความเลวความดีในชีวิตจริงจึงแตกต่างกัน จนบางครั้งทำให้ผู้ชมูไม่สามารถแยกแยะได้ว่า โลกจริงที่อยู่นอกตัวหนังนั้นแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก

Local Hero เป็นหนังที่สร้างขึ้นในปี 1983 และน่าจะเป็นหนังเรื่องแรก ๆ ที่นำเสนอหนังในแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่มีมุมมองแตกต่างไปจากที่นักดูหนังทั่วไปคุ้นเคย หนังเรื่องนี้เป็นหนังเล็ก ๆ จากสหราชอาณาจักร กำกับโดย Bill Forsyth ในสมัยนั้นหนังเรื่องนี้โด่งดังอย่างเงียบ ๆ ในแวดวงหนังนอกกระแส ที่น่าแปลกใจคือมันเข้ามาฉายในเมืองไทยที่โรงหนังมินิเธียเตอร์บนสยามเซ็นเตอร์อยู่หนึ่งอาทิตย์ และผมก็โดดเรียนไปชมถึงสองรอบ โดยพบว่าทั้งสองรอบที่ผมไปชมมีคนเข้าดูไม่ถึงสิบคนในโรงหนัง ถ้าเป็นสมัยนี้หนังเรื่องนี้คงไม่มีแม้พื้นทีว่างสำหรับการฉายตามโรงด้วยซ้ำ

Local Hero

Local Hero เล่าเรื่องของ แมค แมคอินไทน์ พนักงานหนุ่มไฟแรงจากบริษัทน้ำมันน็อกซ์ ในฮิวส์ตันมลรัฐเท็กซัส เขาถูกส่งไปประเทศสก๊อตแลนด์ เพื่อเจรจาซื้อที่ดินในหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนอ่าวที่เงียบสงบ ที่ดินทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทน็อกซ์ โดยมีประธานบริษัท-ฟิลิกซ์ แฮปเปอร์ ผู้มั่งคั่งเป็นเจ้าของ การซื้อขายครั้งนี้จะทำให้ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดินผู้ยากไร้กลายเป็นเศรษฐีในพริบตา ถ้าหากเราคุ้นเคยกับบทบาทตัวละครผู้ถูกกระทำจากทุนนิยมมักต้องเป็นคนน่าสงสาร ไร้ทางสู้กับเงิน และเจ้าของเงินต้องขูดรีดกดราคาที่ดินให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วอาจจะมีสักกลุ่มหนึ่งผู้หวงแหนพื้นถิ่นจะต้องต่อต้านการรุกรานของโลกเสรีทุนนิยม แต่ Local Hero อาจจะถูกละเอาไว้ชั่วคราว

เมื่อแมคเดินทางไปถึงหมู่บ้านชนบท เขาเข้าพักในโรงแรมที่มีแห่งเดียวในเมือง กอร์ดอนเจ้าของโรงแรม และยังมีอีกอาชีพคือนายหน้าที่ดิน ซึ่งเป็นตัวแทนที่บริษัทน็อกซ์ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อซื้อที่ดินทั้งหมดของชาวบ้าน นิยามของกอร์ดอนคือ “เราจะรวยแล้ว” และชาวบ้านแทนที่จะต่อต้านทุนนิยม พวกเขากลับคิดว่าควรจะขายที่ให้ได้ในราคาที่สูงลิ่ว ความมั่งคั่งกำลังจะมาถึง หากไม่ฉวยไว้ก็ไร้โอกาสเช่นนี้อีกแล้ว จากชาวบ้านที่ไม่เคยมีสิทธิในการต่อรอง ทั้งในบทบาทจริงและบทบาทในหนัง ตีกลับความคุ้นเคยของคนดู การต่อรองของชาวบ้านผ่านตัวกอร์ดอน ทำให้ผู้ชมพบว่าที่จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้โง่ เพียงแต่พวกเขารู้ถึงสิทธิที่ควรจะได้รับ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่บริษัทยักษ์จะทำเงินมหาศาล การเจรจาไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งกองทุน โดยมีชาวบ้านเป็นผู้บริหาร และยังมีรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์รายได้จากโรงกลั่น ยิ่งทำให้เห็นว่าโลกทุนนิยมก็ถูกต่อรองทางการเมืองได้ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย

หนังเล่นกับความคุ้นเคยของคนดูด้วยการพลิกกลับสถานการณ์ ผสมกับอารมณ์ขันอันเหลือเฟือแบบหนังอังกฤษ ตัวละครอย่างแมคนั้นน่าสนใจมากสำหรับหนังเรื่องนี้ แมคเป็นคนเมืองโดยสมบูรณ์แบบ เขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว ขับรถเปอร์เช่ที่ผ่อนหมดแล้ว เขาถูกส่งมาที่สก๊อตแลนด์เพราะผู้บริหารเข้าใจว่านามสกุลแมคอนไทน์ของเขามีรากเหง้าของคนสก๊อตแลนด์ และอาจจะทำให้การเจรจาทางการค้าราบรื่นขึ้น แมคไม่ได้ประทับใจกับชนบทตั้งแต่แรก อย่างน้อยเขาเคืองกอร์ดอนที่เอากระต่ายซึ่งบาดเจ็บมาทำอาหารให้เขากิน แมคมาที่นี่เขามุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ นั่นก็หมายความว่าถ้าทำสำเร็จหมู่บ้านชนบทสวยงามนี้จะกลายเป็นโรงกลั่นน้ำมัน แต่สุดท้ายเขาเริ่มกลายเปลี่ยน ผู้ชมจะสังเกตว่าหนวดเคราของเขาค่อย ๆ ขึ้นมาทีละนิด การที่แมคปล่อยให้หนวดขึ้นนั้นเป็นเพราะเขากลายเปลี่ยนไปสู่ความเป็น “ป่า” ทว่าเขาไม่ใช่พวกที่จะลุกขึ้นทวงความถูกต้อง (ประเภทพาชาวบ้านประท้วง) แต่เขาสู้ด้วยการมอบผลประโยชน์สูงสุดให้ชาวบ้าน จนสุดท้ายแมคถูกส่ง “กลับบ้าน” เพราะแฮปเปอร์นั้นอยากจะเล่นบทเศรษฐีขี้เหงากำลังได้ของเล่นใหม่ คือเปลี่ยนหมู่บ้านจากโรงกลั่นเป็นศูนย์วิจัยธรรมชาติแทน การกลับบ้านของแมคนั้นบอกนัยยะทางภาษาหนังที่โหดร้าย เขาโกนหนวดที่ขึ้น เขากลับสู่สภาพของตัวเองอีกครั้ง-คนเมือง เมื่อถึงบ้านอันเป็นอพาร์ทเม้นต์ในฮิวส์ตัน เขาหยิบเปลือกหอยที่เก็บจากชายหาดมาไว้บนโต๊ะ เปลือกหอยคือความทรงจำที่ไม่สามารถหวนคืน เมื่อเขาเดินไปที่ระเบียงหันหน้าไปยังขอบฟ้าที่กำลังจะมืด ท้องฟ้าปราศจากดวงดาว เขาคิดว่าเขาคงมิได้หวนคืนหมู่บ้านชนบทที่จากมา

หนังไม่ได้สรุปว่าแฮปเปอร์แปรเปลี่ยนหมู่บ้านเป็นอะไร โรงกลั่นหรือศูนย์ธรรมชาติ ชาวบ้านจะกลายเป็นเศรษฐีหรือเปล่า ชนบทยังคงอยู่หรือแปรสภาพ มิได้มีบทสรุป ผู้ร้ายในหนังถูกเกลี่ยให้เหลือสภาพสีเทา ความชั่วร้ายของทุนนิยมสามานย์เป็นเพียงภาพเบลอร์ ๆ เพราะเอาเข้าจริง ๆ เราก็อยู่กับมัน ทำเงินกับมัน ใช้มัน เมื่อมองไปยังมาบตะพุด เขาแพง เกาะพีพี ทุนนิยมไม่เคยหยุดอยู่กับที่ และอารมณ์ฟูมฟายแบบเรา-คนชั้นกลาง ได้เพียงแต่มองมันเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับแมค แมคอินไทน์ ใน Local Hero

นิวัต พุทธประสาท

เบอร์นาร์โด เบร์โตลุคชี (Bernardo Bertolucci) กลายเป็นผู้กำกับชาวอิตเลียนโด่งดังเพียงข้ามคืนขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor หรือในชื่อไทยที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “จักรพรรดิโลกไม่ลืม” หรือ “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ซึ่งดำเนินเรื่องด้วยประวัติศาสตร์จีนผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมือง ในฐานะที่หนังมันสามารถสร้างแรงสะเทือนให้แก่วงการภาพยนตร์โลกเป็นอย่างมาก ด้วยความอลังการของฉากพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และชีวิตแสนพิสดารของจักรพรรดิปูยี พร้อมด้วยช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นก็คือช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งกวาดเอาความดีงามทางวัฒนธรรมโบราณของจีนไปพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ The Last Emperor สร้างปรากฏการณ์หนังฮอลลีวู๊ดมากมายนอกอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองไทยนั้น หนังเรื่องนี้ดึงคนดูออกมาจากบ้านเพื่อไปชมหนังกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังจาก The Last Emperor เบร์โตลุคชียังคงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ The Sheltering Sky ในปี 1990 ทว่าตัวหนังลดดีกรีในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมืองและสังคมลงมา เพื่อมุ่งเน้นไปยังความเป็นปัจเจคบุคคลในช่วงหายนะของชีวิตแทน กระนั้นเลยท่วงทำนองของหนังก็ยังสะกดคนดูให้อยู่ในภาพอันยิ่งใหญ่ของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และท้องฟ้าซึ่งประกายแสงสีอันแปลกตา

The Sheltering Sky เป็นหนังในแบบ Exotic ซึ่งมีนัยยะความหมายว่าด้วยเรื่องราวแปลกหน้า แปลกถิ่น แปลกแยก ตัวละครในหนังแนว Exotic จะมาจากที่อื่นโดยเฉพาะเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง ศิวิไลซ์ ส่วนฉากในเรื่องที่ตัวเอกไปประสบพบจะเป็นชนบทท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่า ความเชื่อลึกลับดำมืดของมนต์ดำ อากาศที่สุดขั้ว ร้อนจนไม่อาจยุติ หนาวจนไม่อาจต้านทน ฝนตกไม่รู้วันเวลาหยุด ฉากแปรสภาพกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงเรื่อง บิดผันจนผู้ชมรู้สึกถึงความเลือนพร่า และถูกละลายไปตรงหน้า

หนังเล่าเรื่องของสองตัวเอกจากนครนิวยอร์คอันรุ่งเรือง คิท (Debra Winger) และ พอร์ต (John Malkovich) ทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันมาสิบปี ความรักหลังแต่งงานตกต่ำลงเรื่อย ๆ ความระหองระแหงเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กน้อย ๆ ความฝันของพอร์ตกลายเป็นความหงุดหงิดของคิท มันแปรไปเป็นความไม่เข้าใจ ไม่มั่นคง รวมถึงไม่แน่ใจว่าชีวิตคู่นั้นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ (ในเวลานั้น) ทั้งสองคิดว่าการเดินทางจะช่วยผสานรอยร้าวนี้ จึงตัดสินใจเดินทางมาถึงแอฟริกาทางตอนเหนือด้วยกัน พวกเขาเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยว ทว่าเป็นนักเดินทาง พวกเขาต้องการจะอยู่ในดินแดนแปลกต่างนี้นานเท่าที่ต้องการ หนึ่งปีหรือสองปีไม่มีจุดหมาย

คิทเป็นนักเขียน ส่วนพอร์ตเป็นนักแต่งเพลง ทั้งสองติดสอยเพื่อนคนที่สาม จอร์จ ทูนเนอร์ (Campbell Scott) มาโดยบังเอิญ (ประเภทชวนเล่น ๆ ดันมาจริง) การตามมาเที่ยวของทูนเนอร์ทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากความต้องการอยู่กันตามลำพังสองคน มือที่สามอย่างทูนเนอร์กลับทำให้ความแตกแยกยิ่งเร่งปฏิกิริยาเร็วขึ้น แล้วก็ทำให้คิทตระหนักว่าเธอไม่ต้องการใครคุ้มครองความรัก เธอมองว่าความรักเดินหายไปนานแล้วนั่นเอง

This slideshow requires JavaScript.

The Sheltering Sky ดำเนินเรื่องผ่านฉากเมืองซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทราย ความร้อนระอุของอากาศ สังคมของชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอันแปลกถิ่น เป็นภาพที่น่าโหยหาของคนยุคปัจจุบัน หากลองนึกถึงภาพที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยสถานที่น่าค้นหา ราวกับเดินทางไปยังเกาะร้าง ฉากทะเลทรายอันเต็มไปด้วยแสงแดด และพายุทรายอันกระหน่ำก่อให้เกิดความรู้สึกว่างโหวง คิทมองว่าไม่มีอะไรสามารถเยียวยาชีวิตรักได้อีกแล้ว ขณะที่พอร์ตแม้จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับความรักที่จะหวนคืนดังเดิม ถ้าหากเขาจัดการกับบางสิ่งบางอย่างได้ ทว่าเขาก็ยังคงทำตัวเหลวไหลไปกับบรรยากาศของเมืองอันน่าพิศวง เขาโกรธคิทจนเผลอไผลไปนอนกับโสเภณียิปซีที่กำลังจะขโมยเงินของเขา จนเกือบจะโดนชาวบ้านรุมทำร้าย ยิ่งทั้งสองเดินทางลึกเข้าไปยังใจกลางของทะเลทราย พื้นที่ปราศจากความศิวิไลซ์ รวมถึงเมืองที่ไม่มีชาวอาณานิคม พวกเขายิ่งพบคำตอบอันเป็นจริงของชีวิตรัก จุดเปลี่ยนแปลงของหนังเริ่มขึ้นที่การร่วมรักของคิทและพอร์ตที่ริมผา และทั้งสองไม่สามารถทำในสิ่งที่เหมือนเดิมได้ จุดนั้นความรักแตกสลายไม่เหลือ และสุดท้ายความตายของพอร์ตจากโรคไทฟอยด์ เป็นการปลดปล่อยคิทไปสู่อิสรภาพ เธอเลือกเดินทางไปกับชนเผ่าเบดูอินผู้เร่ร่อนในทะเลทราย และกลายเป็นเมียลับของหัวหน้าเผ่า ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้แล้วเธอมิได้มีอิสรภาพแท้จริง อิสรภาพนั้นเกิดขึ้นแล้วผ่านไปเหมือนพายุ

หนังจบลงดุจโศกนาฎกรรม แต่ก็ยังเผยแสงของความหวังลางเลือน เบร์โตลุคชีทิ้งท้ายของหนัง เหมือนต้องการสรุปความ แต่มันดันเหมือนตอนส่วนเกินไปเสียนี่กระไร  The Sheltering Sky นำเสนอปัญหาแบบปัจเจกบุคคล การมองปัญหาของมนุษย์จากภายใน มิได้มองในด้านการเมืองหรือสังคม บางครั้งการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้อาจจะถูกนักวิจารณ์ฟากฝั่งสังคมนิยมค่อนขอดได้ว่าผู้กำกับเฝ้าเล่าเรื่องของปัจเจกชนจนหลงลืมปัญหาทางการเมือง แต่ถ้ามองจากฝั่งของมนุษย์นิยม ผมกลับมองเห็นว่าหนังเรื่องนี้ลึกซึ้ง น่าทึ่ง ขณะที่ฉากยังกลายเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครที่ล้ำค่า และหนังเรื่องนี้อาจจะครองใจผู้ชมไม่รู้ลืม

Directed by Bernardo Bertolucci
Produced by Jeremy Thomas
Written by Screenplay
Mark Peploe
Bernardo Bertolucci
Book Paul Bowles
Starring Debra Winger, John Malkovich
Music by Ryuichi Sakamoto
Cinematography Vittorio Storaro
Editing by Gabriella Christiani
Distributed by Warner Bros.
Release date(s) 1990

Cover DVD The Birds

หากเอ่ยนามผู้กำกับ Alfred Hitchcock คงไม่เคยมีนักดูหนังคนไหนไม่รู้จักเขา หนังที่ทำให้คนรู้จักฮิตค็อซ์กมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่อง Vertico (1958) ,Phycho (1960) และ The Birds (1963)

Hitchcock

ผมสารภาพว่าเคยชมภาพยนตร์ของฮิตค็อกไม่มากนัก แต่เมื่อชมทุกครั้งก็พบกับความน่าทึ่งของหนังทุกเรื่องที่เขากำกับ ประการแรก หากดูจากห้วงเวลาที่หนังถูกสร้าง ฮิตค็อกคือต้นแบบของหนังยุคใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยภาษาภาพยนตร์ ภาพ เสียง องค์ประกอบภาพ เทคนิคพิเศษ ล้วนถือกำเนิดขึ้นอย่างน่าทึ่งเกินบรรยาย เทคนิคพิเศษของฮิตค็อกในเรื่อง The Birds ยังทำดีกว่าเทคนิคพิเศษบางเรื่องในหนังไทยสมัยนี้ ผมไม่ได้กล่าวหาหนังไทยนะครับ แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่มันฟ้องด้วยภาพอย่างไม่ต้องสงสัย ฮิตค็อกเลือกเทคนิคพิเศษที่เหมาะสมเข้ามาในหนัง ทำอะไรไม่เกินตัว หรือพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยไม่คำนึงถึงความสมจริง ซึ่งจุดนี้ผมคิดว่าหนังที่พึ่งพิงเทคนิคพิเศษมาก ๆ ต้องศึกษาให้ละเอียดยิบ หนังฮอลลีวู๊ดในปัจจุบันลงทุนกำกับฉากเทคนิคพิเศษอย่างมหาศาล ฉากเครื่องบินตกไม่กี่วินาที บางครั้งอาจจะลงทุนมากกว่าหนังไทยบางเรื่อง

กลับมาที่ The Birds อีกครั้ง หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบ โดยไม่มีการเล่าภูมิหลังตัวละคร หรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นย้อนหลังกลับไป เท่ากับว่าตัวละครนั้นรู้เท่า ๆ กับคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น การเล่าเรื่องแบบนี้เป็นที่นิยมในหนังสืบสวนสอบสวนยุคใหม่หลายเรื่องก็ดำเนินเรื่องลักษณะนี้ The Birds เล่าเรื่องเมลานี ดาเนียล หญิงสาวสวยลูกสาวเจ้าพ่อสิ่งพิมพ์ เธอมีลักษณะแก่นแก้ว ไร้เดียงสา และมีเสน่ห์ดึงดูด เธอไปร้านขายสัตว์เลี้ยง โดยต้องการนกไปเลี้ยง ที่นั่นเธอบังเอิญได้พบกับมิตซ์ เบรเนอร์ ทนายความหนุ่มที่มีน้องสาวอายุน้อย ซึ่งเขาจะกลับชนบทไปอยู่กับน้องสาวและแม่ทุกสุดสัปดาห์ มิตซ์แกล้งทำเป็นจะไปซื้อนกไปฝากน้องสาว โดยที่นางเอกของเราสมยอมแกล้งทำเป็นคนขายนก ทว่าเขากลับอำเธอเพราะรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอคิดแก้แค้นคืนจึงให้นักข่าวช่วยหาชื่อของเขาจากทะเบียนรถ โดยแกล้งเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งให้เขาที่บ้านชนบท เพื่อทำให้เขาแปลกใจนั่นเอง

Tippi Hendren

หนังในช่วงแรกนั้นนำเสนอในแบบรักกุ๊กกิ๊กหนุ่มสาว แต่ฮิตค็อกก็ทำออกมาได้สนุกไม่เบาเลยทีเดียว กว่าหนังจะเข้าเรื่องก็ตอนที่นางเอกเอานกเลิฟเบิร์ดไปส่งที่ชนบท แล้วเริ่มโดนนกนางนวลโจมตีระหว่างขับเรือกลับชายฝั่ง (ลองจินตนาการดูนะครับว่านางเอกสาวสวยของเราขับเรือได้ด้วย)

The Birds ไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่าทำไมนกทั้งหลายตั้งแต่นางนวล อีกา แบล็คเบิร์ด ต่างรวมฝูงกันจำนวนมหาศาล แล้วก็โจมตีมนุษย์อย่างไม่เลือกหน้า มนุษย์ไม่คิดว่านกซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษสงจะจัดการกับมนุษย์จนถึงกับตายได้

ฮิตค็อกฉลาดพอที่จะไม่บอกว่านกทำไมถึงโจมตีมนุษย์ เพราะถ้าเราชมหนังมาหลายเรื่อง หนังที่บอกสาเหตุโน้น สาเหตุนี้ หรือมองหาเหตุผลมารองรับ “โลกเสมือนจริง” ในหนัง บางครั้งยิ่งบอกยิ่งเลอะเทอะ จนบางครั้งทำจนไม่น่าเชื่อถือเลยก็มี

สิ่งที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งของฮิตค็อกก็คือเขามักจะฆ่าตัวละครรอง หรือตัวละครเอกได้ตลอดเวลา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ไลเดีย ครูโรงเรียนชนบทอดีตแฟนสาวของมิตซ์ ต้องมาตายเพราะปกป้องน้องสาวของมิตย์ไม่ให้ฝูงนกโจมตี รวมถึงตัวนางเอกของเราถึงกับเสียสติเมื่อถูกนกโจมตีในตอนจบ

ฮิตค็อกเล่นกับคนดูด้วยเทคนิคพื้นบ้าน แต่ว่าทรงภราณุภาพ เสียงดนตรีประกอบที่โหยหวน ฉากที่มีแต่เสียงฝูงนกบินโดยไม่เห็นตัว ฉากที่เด็กนักเรียนประถมมากมายวิ่งหนีฝูงอีกามหาประลัย ฉากมุมสูงที่มองเห็นเมืองลุกไหม้ รวมถึงชะตากรรมของชาวเมืองที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดตรงไหน แม้หนังจะจบลงอย่างปริศนา แสนเศร้า เงียบงัน

เหนืออื่นใดหลังจากดูหนังเรื่อง The Birds จบ ผมหลงรักนางเอกของเรื่องอย่างมากมายเลยครับ Tippi Hendren สวยบาดใจเหลือเกิน แม้ผ่านเวลามานานเธอก็ยังสวยไม่ตกยุคแม้ระเบียดนิ้วเดียว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers