Info

Posts from the Thriller Category

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

 

อาชญากรรมและความรุนแรงเกิดขึ้นได้ทุกที่ทั่วโลก สิ่งเหล่านั้นล้วนถูกสะสมมาจากความทรงจำในวัยเยาว์ บ่มเพาะมาจากสภาพแวดล้อม ปัญหาพื้นรากจากครอบครัว ชีวิต ความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม บางครั้งดูเหมือนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางคนถึงกับบอกว่าชนชั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ การแบ่งชนชั้นจึงไม่ใช่ปัญหา ทว่าเป็นเรื่องที่ดำรงอยู่ในฐานะแก่นรากทางสังคมมนุษย์ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ร่วมโลก ผมไม่คิดแบบนั้น ผมพบว่าความแตกต่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นมายาภาพที่ถูกสร้างขึ้นจากอีกชนชั้นหนึ่ง ยิ่งทำให้พวกเขาเชื่อได้ว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก ก็จะยิ่งปกครองง่าย ยิ่งทำให้ประชาชนหวาดกลัวยิ่งใช้กฎหมายที่รุนแรงเป็นเครื่องมือได้ในการควบคุมชุมชน

Cidae de Deus หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า City of God หนังบราซิลที่โด่งดังมากที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 21 เล่าเรื่องเด็กแก๊งค์ในย่านตะวันตกของสลัมแห่งกรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องและนำเสนอได้อย่างแซ่ป ชนิดที่ว่าไม่ประนีประนอมต่อความรุนแรงหรือภาพที่ผู้ชมจะได้เห็นนั้นจะเกินจริง ปั้นแต่ง หยาบกระด้าง ทว่ามันกลับทำให้ตัวหนังมีพลังอย่างดุเดือดเผ็ดมันจนหนังเกี่ยวกับแก๊งค์สเตอร์เรื่องใดก็หาเทียบยาก

หนังเรื่อง Cidae de Deus สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันแต่งโดย Paulo Lins นักเขียนชาวบราซิล เกิดและโตในย่านเสื่อมโทรมของเมืองริโอ เขาผลักตัวเองมาเป็นนักเขียนสำเร็จและเขียนนิยายเปิดเผยด้านมืดของสังคม โดยตีพิมพ์นิยายเรื่องดังกล่าวในปี 1997 จนกระทั่งผู้กำกับหนัง–นักเขียนบท Fernando Meirelles ได้อ่านนิยาย เขาจึงนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

Fernando Meirelles เกิดในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1955 ที่เซาเปาโล เขาเรียนในมหาวิทยาลัยเซาเปาโลในภาควิชาสถาปัตยกรรม นอกจากนั้นเขายังเดินทางไปยังเอเชีย อเมริกาเหนือ เพื่อค้นหาประสบการณ์ชีวิต เมื่อกลับมาเข้าทำงานในวงการโทรทัศน์ จนกระทั่งได้อ่านนิยายของเปาโล ลินส์ ในปี 1997 เขาจึงตัดสินใจสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้โดยสำเร็จออกฉายในปี 2002 เมื่อหนังออกฉายก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

Cidae de Deus เล่าเรื่องของ ร็อคเก็ต (Alexadre Rodrigues) เด็กน้อยที่เกิดในสลัม ยุคปี 60 เขามีพี่ชายและเพื่อนพี่ชายรวมเป็นแก๊งค์สามคนที่ออกอาละวาดปล้นรถขนส่งสินค้า ลักเล็กขโมยน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาวางแผนปล้นโรงแรม โดยมีเซ ปิเกโน (Leandro Firmino) หนูน้อยที่เด็กที่สุดในกลุ่มเป็นคนดูต้นทาง จวบกระทั่งเมื่อพวกเขาปล้นโรงแรมแล้ว ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะโดนตำรวจตามล่า และหนูน้อยเซ ซึ่งสูบยาจนเมามายนึกสนุกกับการกระทำครั้งนี้ เขาจึงเข้าไปยิงคนในโรงแรมตายหลายศพ เหตุนี้ทำให้แก๊งค์สามคนต้องสลายไปโดยปริยาย ต่างคนต่างไปคนละทิศทางแม้สุดท้ายจะไปได้ไม่สวยนัก เพราะพวกเขายังเป็นเพียงแค่นักเลงกระจอกไร้สังกัด

จากนั้นหนังกลับมาเล่าเรื่องในวัยหนุ่มของร็อคเก็ต เซ และ เบนนี่ (Phellipe Haagenson) ซึ่งเดินทางมาจนถึงยุค 70 เวลานั้นยาเสพติดกำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่ เซ และเบนนี่กลายมาเป็นคู่หูกัน พวกเขาตั้งแก๊งค์ค้ายาเสพติดตั้งแต่ กัญชา เฮโรอีน และโคเคน ในแหล่งเสื่อมโทรมใครสามารถรวมสมัครพรรคพวกได้ก่อนก็จะตั้งตนเป็นใหญ่ เซสร้างอิทธิพลด้วยการถล่มคู่แข่งจนราบคาบ เขากำจัดแก๊งค์อื่นด้วยความโหดเหี้ยมเพราะเชื่อว่าหากแก๊งค์ของตนไม่เข้มแข็ง ก็ต้องถูกแก๊งค์อื่นครอบงำ การขายยาทำให้เซและเบนนี่ล่ำซำ พวกเขาซื้ออาวุธ รวบรวมเด็กที่ไม่มีทางไปมาเป็นคนส่งยา

ส่วนร็อคเก็ตซึ่งวนเวียนอยู่ในย่านพยายามถีบตัวเองออกไปจากสภาพที่เป็นอยู่ เขาปรารถนาจะเป็นช่างภาพมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความยากจนและไม่มีหนทางที่ดีไปกว่า เขาจึงต้องก้มหน้าก้มตาปล่อยให้ชีวิตผ่านไปด้วยการทำงานเก็บเงินหาเลี้ยงชีพรายวัน แม้เขาจะพัวพันกับแก๊งค์ แต่เขาก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจโสมม

ความแตกต่างของหนังเรื่อง Cidae de Deus กับหนังแก๊งค์เรื่องอื่นมีอยู่ว่า Cidae de Deus ไม่เปิดให้คนดูเอาใจช่วยใครมากนัก เพราะถ้าเรามองไปรอบตัวของเราก็พบแต่ความหายนะ ความสิ้นหวัง แม้บางตอนจะดรามาจนพอเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้กับตัวละคร สิ่งหนึ่งที่หนังนำเสนอออกมาได้อย่างจะแจ้งไม่อ้อมค้อมก็คือความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งเด็ก เด็กซึ่งเราคนชั้นกลางมองว่าพวกเขาควรจะเติบโตมาอย่างดี เลี้ยงดูดี ควรให้การศึกษา เพื่อให้พวกเขาได้หลุดวงโคจรของความชั่วร้ายนั้น ทว่าตัวหนังกลับไม่ได้ให้ความหวังนั้นเลย เพราะโดยสภาพของบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งอย่างหนัก ผู้รักษากฎหมายไม่ต้องการทำหน้าที่ พวกเขาคอยเกาะกินไปกับแก๊งค์อันธพาล หรือไม่ก็ไม่ยุ่งเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าปล่อยพวกมันไว้ยังได้ประโยชน์ โดยให้โลกของสลัมต่อสู้มีชีวิตไปโดยพวกมันเอง กำจัดกันเอง

เมื่อดู Cidae de Deus จบ ความขัดแย้งระหว่างชื่อเรื่องและตัวหนัง เป็นการยั่วล้อให้เกิดภาพที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เมืองสวรรค์สำหรับเทพยดานั้นแท้แล้วไม่ต่างจากขุมนรกดีๆ นี่เอง ผู้คนอาศัยกันอย่างหวาดกลัว จนกระทั่งเคยชินกับการฆาตกรรม อาชญากรรม ยาเสพติด พวกเขาเห็นความตายเป็นเรื่องปกติ ศพวัยรุ่นถูกยิงเกลื่อนถนน และสงครามของแก๊งค์สเตอร์ ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อคนรอบข้างจำนวนมหาศาล ใครก็ตามที่มองว่าหนังไม่มีทางออก และไม่มีทางเลือกที่จะคลี่คลายปมปัญหาสังคม ผมกลับมองว่า สภาพแบบนี้นี่เองที่มันถูกบ่มให้เป็น เพื่อที่ความรุนแรงจะดำรงอยู่ หากความรุนแรงยังดำรงอยู่ ผู้มีอำนาจก็จะสามารถชี้เป็นชี้ตายผู้คนได้ไม่ว่าพวกเขาจะบริสุทธิ์เพียงไร การแก้แค้นของแก๊งค์จึงช่วยให้พลังงานของความชิงชังกันปะทุขึ้นทุกเมื่อ วัฎจักรดังกล่าววนเวียนไปเช่นนี้จนกว่าจะล่มสลาย

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร Hamburger

Carne Trémula

เปโดร อัลโมโดวา (Pedro Almodóva) เป็นผู้กำกับ คนเขียนบท ผู้อำนวยการสร้างหนังชาวสเปน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อสายตาผู้ชมทั่วโลกนับไม่ถ้วน ผลงานของเปโดร อัลโมโดวาได้รับการตอบรับจากเทศกาลหนังทุกแห่งที่ไปประกวด-จัดฉาย ดารานักแสดงจากฮอลลีวู้ดดึงตัวนักแสดงเอกของเขาไปเล่นในหนังฮอลลีวู้ดก็มาก เปรโดเกิดที่จังหวัดคาสทิลล์-ลามันชา ซึ่งเป็นพื้นเรื่องของนิยายอมตะเรื่องดอน ฆิโอเต้ ของเซอร์วานเตช นักเขียนคนสำคัญของสเปน พ่อของเปโดรเป็นนักอ่าน เขาทำงานเป็นคนขนส่งไวน์ ส่วนแม่เป็นครูภาษาสเปน โดยรับจ้างอ่านจดหมายเขียนจดหมายให้เพื่อนบ้าน เมื่อเปรโดแปดขวบ เขาเข้าเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งสอนศาสนาที่เมืองซาเซเรสทางตะวันตกของสเปน ครอบครัวหวังว่าเขาจะได้เป็นบาทหลวง ที่เมืองอย่างซาเซเรสปราศจากโรงหนัง ทว่าเปรโดให้สัมภาษณ์ว่าถนนในเมืองซาเซเรสมีชีวิต การศึกษาไม่มิได้หยุดยั้งเฉพาะในห้องเรียน เขาเรียนรู้การทำหนังจากการศึกษาชีวิต และจากการศึกษาที่จะเป็นพระ ในปี 1967 เปรโดจึงมุ่งหน้าสู่แมดริดเพื่อเข้าสู่วงการหนัง

แรงบันดาลใจของเปรโด มาจากยอดผู้กำกับโลกอย่างเช่น หลุยส์ บุนเยล, ไรเนอร์ เวอร์เนอร์, อัลเฟรด ฮิตคอร์ก, จอห์น วอร์เทอร์, อิงมาร์ เบิร์กแมน, เฟเดอริโค เฟลลินี เป็นต้น งานเหล่านี้ปรากฏรูปรอยในหนังของเปโดรหลายเรื่อง ผสมผสานจนกลายเป็นสไตล์ของเขาไปในที่สุด ในยุคแรก ๆ เปโดรเริ่มทำหนังสั้น จนกระทั่งภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรก Pepi,Luci, Bom สร้างขึ้นในปี 1980 แต่เรื่องที่ทำให้เปโดรถูกกล่าวขวัญมากขึ้นนั่นก้คือเรื่อง Matador ผลงานเรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังเซอร์เรียลของบุนเยลอยู่ไม่น้อย และเขาก็ตอกย้ำต่อแนวทางของตนอีกครั้งในหนังเสียดสีวงการภาพยนตร์ Tie Me Up! Tie Me Down! เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ติดตามดาราสาวด้วยความหลงใหลซึ่งจบลงด้วยความโศกซึ่งถูกชักพาไปสู่จุดจบ

เช่นเดียวกับ Carne Trémula (Live Flesh) หนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Ruth Rendell ว่าด้วยเด็กหนุ่มนามวิกเตอร์ (Libeto Rabal) ผู้เกิดในรถโดยสารประจำทาง เพราะแม่ของเธอไปโรงพยาบาลไม่ทัน การเกิดบนรถประจำทางกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ผู้อำนวยการขนส่งจึงมอบตั๋วรถเมล์ตลอดชีพให้กับวิกเตอร์ นั่นเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของเขาไม่อาจทราบได้ เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาได้พบกับเอเลนา (Francesca Nari) ขี้ยาสาวสวยซึ่งทั้งสองบังเอิญนอนกันคืนหนึ่ง วิกเตอร์ตกหลุมรักเอเลนาถึงขั้นตามไปที่บ้าน ทว่าเธอมิได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองทุ่มเถียงกัน วิกเตอร์ไม่ยอมไปไหนจนกว่าเอเลนาจะให้เหตุผลที่ไม่อยากเจอเขา เอรินาจึงไปคว้าปืนออกมา ทั้งสองทะเลาะกันจนปืนลั่น เป็นเหตุให้เพื่อนบ้านโทรแจ้งตำรวจ

ตำรวจสายตรวจสองนาย คนแรกเดวิด (Javier Barden) นายตำรวจหนุ่มผู้มีไฟในการทำงาน สุขุม เยือกเย็น ดูมีอนาคต คนที่สองเพื่อนคู่อายุมากกว่านามซานโซ (José Sancho) นายตำรวจที่อยากจะเกษียนชีวิตการทำงานเต็มแก่ เพราะคิดว่าเมียตัวเองกำลังมีชู้เพราะเขาไม่มีเวลาให้กับเธอ ทั้งสองไปยังที่เกิดเหตุ เดวิดกำลังไกล่เกลี่ยให้วิกเตอร์วางปืนลง เด็กหนุ่มลังเลเพราะความกลัวที่ตัวเองทำผิด ขณะเดียวกันเดวิดกำลังกันให้เอเลนาออกมาจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อทั้งคู่สวนกันภาพสโลว์ช้า เอเลนาตกหลงรักตำรวจหนุ่มอย่างเดวิดในวินาทีนั้น ขณะเดียวกัยซานโชก็กระโดดตะครุบเพื่อแย่งปืนกับวิกเตอร์ ปืนนัดหนึ่งดังขึ้น มันโดนเข้าที่ขาของเดวิด เขาล้มลง เอเลนามองเขา ภาพตัดไป

กระสุนนัดนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดของคนทั้งสี่โดยสิ้นเชิง เดวิดพิการเดินไม่ได้กลายเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลบนรถเข็นที่มีชื่อเสียง เอเลนาซึ่งตกหลุมรักเดวิดเปลี่ยนแปลงจากขี้ยามาเป็นเมียผู้แสนดีของเขา เธอทุ่มเททำงานให้กับโรงเรียนเด็กด้อยโอกาส โดยเธอเป็นผู้อำนวยการและเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ เธอเคียงข้างสามียามไปแข่งบาสฯ และดูแลเขาด้วยความรักแม้เขาพิการ ส่วนวิเตอร์อยู่ในสถานกักกันถึงหกปี ก่อนจะพ้นโทษออกมาบังเอิญเขาพบเดวิดและเอเลนาทางทีวีขณะที่การแข่งขันบาสฯสำหรับผู้พิการจบลงด้วยชัยชนะของเดวิด

วิกเตอร์ซึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไป ทว่าสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากใจเขาก็คือความริษยา ความแค้น และความไม่เข้าใจต่อโชคชะตาของตัวเอง เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำไมต้องจบลงเช่นนี้ เขาสูญเสียอิสรภาพ เมื่อออกจากสถานกักกันแม่ของเขาก็มาเสียชีวิต เขาตั้งใจจะแก้แค้นเอลินากับเดวิด เอเลนาเคยปรามาสว่าเขาไม่ใช่นักรัก เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่กระหายใคร่ ไม่เคยรู้จักความรัก เขาจดจำตำนี้ของเธออย่างดี ระหว่างที่เขาไปเคารพศพแม่ที่สุสาน เอเลนาก็สูญเสียพ่อ วิกเตอร์เข้าไปแสดงตนให้เอเลนาได้เห็น เธอสะดุ้งเมื่อพบวิกเตอร์อีกครั้ง ในงานศพเขาได้พบกับคราลา เมียของซานโช ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มกับสาวมากประสบการณ์เกิดขึ้น คราลาสอนประสบการณ์ความรักและเซ็กซ์ให้กับเขา ขณะเดียวกันวิกเตอร์ไปสมัครงานที่โรงเรียน เขาหวังว่าเอเลนาจะเห็นใจเขาบ้างกับเรื่องราวในอดีตและความรักที่เขามีต่อเธอ

Carne Trémula เป็นหนังที่ไม่เก็บงำความรู้สึกของตัวละครให้อื้ออึง การแสดงอารมณ์ความรัก ความริษยา ความโกรธ ความโง่งั่ง ถูกฉายออกมาราวสายน้ำ หนังพยายามบอกว่ามนุษย์เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก แม้ต้องใช้วิธีที่โง่เง่าที่สุดก็ต้องทำ หรือแม้แต่ว่าทำแล้วจะเกิดความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสตามมาสู่ตัวเองและผู้อื่น พวกเขาก็ดูจะเหมือนปรารถนาที่จะเลือกหนทางนั้น แต่จะเป็นอะไรไปเล่าในเมื่อเราบูชาในความรัก และเชื่อว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด แม้ความรักนั้นจะมาช้า หรือสูญสลายไปแล้ว ความรักก็ยังเป็นปรารถนาอันแรงกล้าซึ่งดำรงอยู่ในตัวเราไม่เสื่อมคลาย

โดย นิวัต พุทธประสาท

burn-after-reading-poster

ทุกวันนี้โลกความจริง กับโลกในหนังมีพื้นที่ว่างไม่ห่างกัน ถึงจะห่างกันทว่ามีเส้นบาง ๆ เส้นหนึ่งเท่านั้นที่ขวางกั้นอยู่ บางครั้งเราเข้าใจว่า “ข้อเท็จจริง” (บางส่วน) จากในหนังคือข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อเราดูหนังจบทำให้เราเข้าใจว่าเรารู้จัก “โลก” ได้อย่างถ่องแท้ทุกแง่มุม จนทำให้เราสำคัญผิดคิดว่า “โลกความจริง” นั้นมีตัวตนอยู่ในพื้นที่หนัง (หรือสื่ออื่น ๆ) และบางเวลาเราก็ยังเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ มีใครสักคนบงการอยู่ (The Matrix, The Truman Show) ใครสักคนทั้งที่เป็นพระเจ้า คนที่มีอำนาจ รวมถึงระบอบการปกครอง แต่เมื่อสาวถึงเนื้อในแก่นแกนลึกที่สุด บางที…คนที่เราว่า…อาจจะไม่มีตัวตนก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจจะเป็นความเลินเล่อ หรือสิ่งไร้สาระที่หาค่าไม่ได้ แล้วความจริงในหนังทั้งหมดอาจจะเป็นเพียงเรื่องแต่งธรรมดาที่เป็นเพียงความละเมอเพ้อพก

เช่นเดียวกับหนังเรื่อง Burn After Reading หรือชื่อไทย “ยกขบวนป่วนซีไอเอ” ที่ชวนให้คิดว่าเป็นหนังบู๊สนุก ๆ ในแบบมีคลาสนิด ๆ  รับรองว่าถ้ามีแต่ชื่อไทยคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคงไม่ไปดูแน่ ที่จริงหนังเรื่องนี้จุดขายอยู่ที่ผู้กำกับสองพี่น้อง โจเอล และอีธาน โคลเอนนั่นเอง แล้วถ้าใครหวังไปดูหนังในแบบจิตป่วนหฤโหดแบบ No Country for Old Man ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะหนังเรื่องนี้ของสองพี่น้องทำคนละแนวกับ No Country for Old Man อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แม้นว่า Burn After Reading จะเป็นหนังในแนวคอมเมดี แต่แนวทางของหนังยังเป็นแนวทางของทั้งสองผู้กำกับ หนังตลกของทั้งสองไม่ใช่หนังตลกในแบบ Scary Movie หรือหนังล้อเลียนหนัง แต่เรียกว่าหนังแนวเสียดสี

Burn After Reading ไม่ได้แค่ล้อเลียนหนังฮอลีวู๊ด ไม่ได้แค่ล้อเลียนอาการหนังแอคชั่น แต่ยังล้อเลียนไปถึงสังคมอเมริกันและของโลก ซึ่งเรากำลังตกอยู่ในอิทธิพลบางอย่างที่ครอบงำวิถีชีวิตของมนุษย์

หนังจับคู่ภาพความขัดแย้งเอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่องค์กรใหญ่อย่าง ซีไอเอ ซึ่งการเมืองภายในต่างเลื่อยขาเก้าอี้กันเอง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข่าวลับสุดยอดออสบอร์น คอกส์ (จอห์น มัลโควิช) ถูกปลดออกจากงานอย่างสายฟ้าแลปในข้อหาติดเหล้า ขณะที่ตัวเขากับแคทตี้-ภรรยาก็เต็มไปด้วยความไม่ลงรอยกัน และนำมาสู่ทางตันของชีวิตคู่ โดยภรรยาของเขานอกใจแอบไปคบกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังแฮร์รี่ ฟาร์เรอร์ (จอร์จ คูนีย์) แฮร์รี่ชอบใช้ชีวิตเซ็กซ์กับสาวแปลกหน้าโดยการนัดบอดผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่เขายังรักภรรยาของตน และเข้าใจว่าตนนั้นเป็นชายเหนือชายที่ไม่งี่เง่าเหมือนผู้ชายน่าเบื่อคนอื่น ๆ ความขัดแย้งในครอบครัวถูกหยิบยกมากล่าวถึงในแง่มุม “โกหก” “หวาดระแวง” “ต้องสงสัย” สิ่งเหล่านี้ถูกครอบครองด้วยภาวะ “ทึกทัก” เอาเอง  คู่ขัดแย้งจึงกลายเป็นลูกโซ่ที่เกี่ยวเนื่องกันเริ่มจาก ซีไอเอ-ออสบอร์น-แคทตี้-แฮร์รี-ภรรยาของแฮร์รี ต่างกลายเป็นคู่ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งปัญหา ถ้าใช้ภาษาธรรมมันก็คือเหตุแห่งทุกข์ย่อมเกิดจากการละเมิดศีลนั่นเอง

ส่วนคู่ความสัมพันธ์ของตัวละครอีกฟากคือ ลินดา ลิทซ์เก้ (ฟรานเชส แมคดอร์มานด์) พนักงานในโรงยิม ที่คิดว่าตัวเองแก่ ไม่สวย ขาดความมั่นใจ เธอต้องการเงินเพื่อทำศัลยกรรม เงินประกันชีวิตที่เธอส่งให้บริษัทไม่ครอบคลุมที่จะทำให้เธอได้เงินเพื่อไปทำศัลยกรรม บังเอิญที่แช้ด-เพื่อนพนักงานโรงยิม (แบรด พิตต์) ได้แผ่นซีดีที่ลูกค้าในโรงยิมทำตกเอาไว้ เขาคิดว่ามันคงเป็นข้อมูลสำคัญทางราชการ ลินดาวาบคิดขึ้นมาได้ว่าเธอจะหาเงินมาศัลยกรรมด้วยการแบลคเมล์

เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงค่อย ๆ ยกระดับสถานะของความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ลินดาต้องการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน จนไม่สนใจว่ามันก่อให้เกิดความเสียหาย บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเสียหายเกิดขึ้นและจะมีผลต่อคนอื่นอย่างไร ข้อเรียกร้องของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ แต่เธอลืมไปว่าเธอไม่สามารถบงการคนอื่นได้ เพราะแท้แล้วเธอไม่ใช่คนสำคัญ สิ่งที่เธอมีอยู่มันไม่ได้สำคัญมากไปกว่าขยะ

หนังของพี่น้องโคลเอนดูสนุก เขียนบทได้อย่างกวนทีน มีลูกล่อลูกชน สร้างเสียงหัวเราะได้เกือบทุกฉาก (แม้แต่ฉากโหด ๆ ที่มันตลก แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้) การแสดงของจอร์จ คูนีย์, แบรด พิตต์, ฟรานเชส แมคดอร์มานด์ อยู่ในระดับที่ดีมาก จอร์จ คูนีย์ สลัดภาพพระเอกในแบบฮีโร่ทิ้งได้อย่างเนียน ๆ ด้วยการเล่นเป็นชายเจ้าชู้ ขี้อวด (สวมทองเส้นใหญ่ ๆ) เฉิ่ม (ใส่กางเกงเอวเกือบถึงอก) และงี่เง่า (ชอบพูดโอ้อวด) ส่วนแบรด พิตต์ เล่นเป็นพวกขี้แพ้ ติงต๊อง ต้องสวมกางเกงขาสั้น ๆ รัด ๆ แบบหนุ่มนักยิม เขาคือตัวขโมยซีนดี ๆ นี่เองๆ บทของแบรด พิตต์ อาจจะเอาดาราหนุ่ม ๆ หน้าใหม่มาเล่นก็ได้ แต่ภาพของแบรด พิตต์ นั้นคอนทราสต์กับบทบาทเดิม ๆ ของเขา ซึ่งมันสามารถส่งผลความคอนทราสต์ต่อคนดูได้ดี ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด แล้วแบรด พิตต์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเสียด้วย

แรงฉีกกระชากของ Burn After Reading เป็นเสมือนมายาภาพที่ทำให้คนดูตระหนักว่า ภาวะสับสนอลหม่านของปัญหา ไม่อาจจะนำพาไปสู่ทางออกจริง ๆ เพราะทางออกส่วนมากมักจะเลอะเลือน ไร้ปัญญา และต้องแลกสิ่งนั้นในราคาที่เท่าเทียมกันหรือแพงกว่า ความขัดแย้งในหนังนำพาไปสู่จุดจบที่ไร้สาระ แต่เป็นภาพไร้สาระที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มักเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ภาพของหนังในตอนเริ่มเรื่อง จากมุมมองเหนือเมฆ ซูมเข้าไปสู่พื้นโลก ตอนจบของหนังค่อย ๆ ดึงเราออกมาจากเหตุการณ์ ลอยไปสู่เบื้องบนอีกครั้ง เท่ากับแปรสภาพคนดูกลายเป็นพระเจ้า ที่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้ นอกจากนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น และปล่อยให้มันเป็นไป

**** (สี่ดาว)

District 9: การกลายเปลี่ยน

ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันจะออกมาฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน หนังทั้งสองเรื่องนี้ก็คือ Avatar กับ District 9 หนังทั้งสองเรื่องแม้จะแตกต่างกันทว่าหนังกลับพูดถึงเรื่องสองเรื่องที่ดำเนินไปตามระนาบเดียวกัน กล่าวคือหนังทั้งสองพูดถึงมนุษย์ต่างดาว ต่างกันตรงที่ว่า Avatar มนุษย์บุกดาวแพนโดราเพื่อต้องการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีชนเผ่าโบราณของแพนโดราต่อต้าน ส่วน District 9 ยานมนุษย์ต่างดาวเกิดมาจอดเสียอยู่ใจกลางเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ต่อมามนุษย์ต่างดาวจำนวน 2.5 ล้านตัวบนดาวกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่สร้างปัญหาให้โลก

แต่สิ่งที่หนังสองเรื่องนี้นำเสนอเช่นเดียวกันคือ “การกลายเปลี่ยน” ในอวตาร เจค พลทหารผู้สูยเสียขาสวมวิญญาณชนเผ่าด้วยเครื่องจักรกลทันสมัย เขากลายเป็นเหมือนกองทัพเข้าไปในชนเผ่า แต่สุดท้ายเขาได้กลายเปลี่ยนทั้งดวงวิญญาณและจิตใจเพื่อปกป้องแพนโดราจากมนุษย์

ขณะที่ District 9 วิคัสนายตำรวจที่ทำหน้าที่อพยพมนุษย์ต่างดาว เพื่อขจัดปัญหาอันหมักหมมของมนุษย์ต่างดาวยาวนาน 20 ปี การอพยพไปสู่ถิ่นที่อยู่ใหม่กลางทะเลทราย อาจจะทำให้ชาวโยฮันเนสเบิร์กได้มีชีวิตที่ดีขึ้น และการอพยพนั้นต้องทำด้วยสิทธิมนุษยชนในแบบฉบับชาวโลกคือต้องเป็นไปอย่างนิ่มนวลอ่อนโยน ทว่าในทางปฏิบัติมิใช่อย่างที่เราทราบกันดี

ขณะที่วิคัสปฏิบัติการเขาได้รับเชื้อจากพลังงานเหลว ทำให้เาติดเชื้อจนร่างกายเริ่มกลายเปลี่ยนเป็นแมลงต่างดาว

สิ่งที่หนังนำเสนอนี้ประเด็นการกลายเปลี่ยนของตัวละครน่าสนใจไม่น้อย จากศัตรูที่ต้องจัดการคู่ตรงข้าม กลายมาเป็นผู้ที่ถูกฝ่ายเดียวกันตามล่า จนในที่สุดตัวละครก็กลายเป็นเนื้อเดียวกับศัตรู เรื่องราวการกลายเปลี่ยนนี้เป็นขบวนการที่น่าสนใจในหนัง เนื่องจากมันทำให้บริบทของหนังมีพื้นที่พัฒนาบุคลิกภาพของตัวละคร

หากมองในโลกจริงนอกเรื่องแต่ง การกลายเปลี่ยนนี้มักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะในอุมการณ์ของนักการเมือง ทว่ามันตรงข้ามกันก็คือการกลายเปลี่ยนของนักการเมือง มักจะกลายเปลี่ยนไปในทางที่เลวร้ายเสมอ และโดยส่วนใหญ่การกลายเปลี่ยนจากคนดีเป็นคนร้ายจะมากกว่า

District 9 เป็นหนังที่น่าสนใจ ดูสนุก กลวิธีการเล่าเรื่องน่าสนใจ น่าติดตามจนคนดูไม่สามารถละเว้นได้แม้แต่ฉากเดียว ความเข้มข้นของตัวเรื่องหนักแน่นและสนุกกว่า Avatar หลายก้าว ส่วนเทคนิคพิเศษนั้นอยู่ในขั้นที่ว่าน่าสนใจ แม้ไม่อลังการเท่าอวตารทว่า District 9 ล่วงรู้ถึงข้อจำกัดนี้ เขาจึงใช้เทคนิคพิเศษได้อย่างอเหมาะพอใจ โดยมุ่งเน้นเทคนิคในแบบสมจริง ไม่พึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟฟิคในฉากใหญ่อลังการ จึงทำให้เทคนิคพิเศษสนับสนุนให้หนังโดดเด่น โดยที่คนดูไม่ต้องสนใจเทคนิคเลยแม้แต่น้อย นี่แหละครับที่เขาบอกว่า “บทดี” มีชัยไปกว่าครึ่ง


The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor

ขนบหนังผจญภัยยังไม่มีอะไรใหม่ที่ท้าทาย

โดยนิวัต พุทธประสาท

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน Hamberger ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่วิจารณ์หนังที่เข้าโรง ดังนั้นการทำงานแบบนี้ต้องแข่งกับเวลาพอสมควร แล้วกว่าบทความจะคืบคลานไปลงหนังสือ หนังบางเรื่องอาจจะลาโรงไปแล้วบ้าง แต่ผมหวังว่าบทวิจารณ์ของผมนั้นจะมีค่าพอให้ท่านได้อ่านเป็นน้ำจิ้มก่อนท่านจะไปซื้อดีวีดีมาชมในภายหลัง และอีกประเด็นหนึ่งผมมีความคิดว่าผมจะไม่เพียงวิจารณ์ตัวหนังเท่านั้น ทว่าผมจะเขียนถึงโรงหนังที่ผมได้ตระเวณไปดูว่ามีบริการที่ดีเพียงไร สภาพโรงเป็นเช่นไร มีระบบภาพและเสียงที่เยี่ยมแค่ไหน สมกับราคาตั๋วที่ต้องจ่ายไปหรือไม่ ซึ่งผมเชื่อว่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านผู้อ่านได้รับ จะได้นำไปสู่การตัดสินใจว่าจะเลือกโรงหนังโรงใดที่มีบริการที่คุ้มค่าที่สุด

สำหรับฉบับนี้ผมขอประเดิมด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor ซึ่งเป็นตอนที่สามของการผจญภัยต่อสู้กับการฟื้นคืนชีพของมัมมี่ หนังเรื่องนี้ทั้งสามตอนไม่ได้เกี่ยวเนื่องถึงกันทั้งหมด มีเพียงตัวละครเกือบจะชุดเดิมกลับมาเล่นเท่านั้น ซึ่งน่าเสียดายที่บทของเอเวลีน นางเอกของเรื่องไม่ได้ราเชล ไวส์ กลับมาเล่น เพราะว่าไปแล้วสองภาคที่ผ่านมาบทของราเชลไวส์นั้นเด่นเหลือเกิน ราเชล ไวส์เป็นนักแสดงหญิงที่เล่นหนังได้หลายบทบาท การมาเล่นบทบู๊ตลกในเดอะมัมมี่สองตอนที่แล้วทำให้หนังดูดีขึ้นเป็นกอง แต่เมื่อต้องมาเปลี่ยนนางเอกกลางคันแบบนี้คนชมก็ต้องทำใจกันพอสมควร

The Mummy: Tomb of The Dragon Emperor เปิดเรื่องด้วยการย้อนกลับไปเมื่อ 2,000 ปี ก่อนคริสตกาล สมัยที่จีนยังแตกเป็นก๊ก การก่อสร้างกำแพงเมืองจีน และการรวมก๊กต่าง ๆ ให้เป็นหนึ่ง สงคราม การสู้รบ อำนาจของจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่แต่โหดเหี้ยม ไร้ความปราณี ไร้รัก ไร้มิตร รวมถึงการค้นหาความเป็นอมตะไม่ว่าด้วยทางการแพทย์ จนถึงคุณไสยเวทมนตร์ ก่อนจะจบลงด้วยการถูกสาป ให้กลายเป็นหินพร้อมกองทัพ

เดอะมัมมี่ ดำเนินเรื่องตามแนวทางของหนังผจญภัย (Adventure) อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เริ่มตั้งแต่การเสาะแสวงหาสุสานโบราณของจักรพรรดิ เมื่อพบสุสานแล้วการเข้าไปในสุสานซึ่งเต็มไปด้วยกับดักนานาชนิด รวมถึงกลไกต่าง ๆ ที่จะคร่าชีวิตผู้ค้นหาให้วายชนม์ รวมถึงการปลุกให้จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กลับมามีชีวิตอีกครั้งเพื่อผลทางการเมือง แต่หาลืมไปว่าโลกยุคใหม่และโลกยุคเก่า อำนาจที่มีนั้นไม่สมดุลย์กัน ความขัดแย้งของตัวละครทั้งฝ่ายขาวฝ่ายดำ นำพาให้เรื่องดำเนินไปสู่จุดไคลแมกซ์ที่คนดูต่างก็รู้ว่าหนังต้องเดินไปสู่จุดจบอย่างไร โดยที่คนดูจะพึงพอใจอย่างที่สุด

สิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็คือหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ฉากต่อสู้ที่ดุเดือดน่าตื่นเต้น เอฟเฟ็คที่สมบูรณ์แบบ การตัดต่อที่กระชับ และเล่าเรื่องไม่ซับซ้อน ส่วนผู้ร้ายในเรื่องก็หาทางออกให้ไปถ่ายและฉายในจีนได้ โดยการโยนฝ่ายผู้ร้ายให้เป็นพวกก๊กมินตั๋น ไม่ใช่กองทัพแดงของประธานเหมา นี่คือเทคนิคที่เหลือร้ายของการแก้ปัญหาเรื่องบทหนัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อปัญหาทางการเมือง ผมยอมรับว่าการเขียนบทหนังยังมีส่วนมาก ๆ ที่ทำให้เรื่องราวที่กระจัดกระจายนำไปสู่องก์เดียวกัน ซึ่งจุดนี้คนเขียนบทหนังของฮอลลีวู๊ดมีความถนัด มีความเก่งกล้า ตัวเรื่องก็มิได้หลุดออกจากแกนกลาง หนังไม่ออกทะเลเหมือนหนังบู๊บางเรื่อง พูดให้ง่ายคือแกนเรื่องที่แข็งแรง ซับพล๊อตที่ไม่หละหลวมจนเกินไป จึงทำให้หนังดูสนุกไม่น่าเบื่อ และคนดูหนังไม่ต้องคิดอะไรมาก เมื่อชมจบก็จบกันไป ไม่ต้องนำประเด็นไหนมาถกเถียงให้เกิดปัญญา เพราะหนังได้สรุปรวบยอดเรื่องราวความดีความเลวเอาไว้แล้ว ฮอลลีวู๊ดทำหนังเรื่องนี้เพื่อความบันเทิง และมันได้บรรลุถึงผลนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนข้อเสียของหนังเรื่องนี้ก็คือหลาย ๆ ฉากในหนังคนดูคาดเดาเหตุการณ์ได้ไม่ยาก ทำให้คนดูไม่ต้องเอาใจช่วยว่าตัวละครจะรอดจากภัยร้ายได้หรือไม่ คนดูรู้อยู่แล้วว่าพระเอกนางเอกจะไม่ตาย รวมถึงฝ่ายคนดีส่วนใหญ่ต้องรอด อย่างตอนที่ริค โอคอนเนลล์ (เบรนแดน เฟรเซอร์) ถูกจักรพรรดิ (เจ็ต ลี) เอามีดเสียบปางตาย คนดูแทบไม่ต้องลุ้นเลยว่าพระเอกจะตายหรือไม่ แถมคนดูยังนึกได้ไม่ยากว่า แค่พาไปกินน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาก็จะหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว ซึ่งตัวเรื่องแบบนี้หนังอย่างอินเดียนาโจนส์ใช้อยู่บ่อย ๆ กลายเป็นหนังที่ใส่แอคชั่นรีเพลย์ พระเอกไม่มีวันตาย และหาทางเอาชนะฝ่ายอธรรมในตอนจบได้อย่างราบคาบ ซึ่งจุดนี้ผมมองว่าหนังยังไม่ก้าวพ้นจากขนบเดิม ซึ่งน่าเบื่อ เมื่อจับทางได้จะดูหนังสนุกน้อยลง

ผมไปชมหนังเรื่องนี้ที่โรงหนัง SF Cinema เดอะมอลล์ท่าพระ โรงที่ห้า รอบหนึ่งทุ่มราคาตั๋ว 100 บาท โรงหนังแห่งนี้ถือโอกาสปรับปรุงโรงตอนที่เดอะมอลล์ท่าพระปิดซ่อม ทำให้โรงหนังยังอยู่ในสภาพใหม่ แม้จะไปดูในเวลาไพร์มไทม์แต่คนก็ไม่เยอะนัก ทำให้ไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนกันในโรง เก้าอี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ส่วนจอหนังกว้างใหญ่ แต่ภาพยังไม่คมชัดนักแต่ถือว่ายอมรับได้อยู่ในมาตรฐานที่ดี ส่วนจุดเด่นของโรงอยู่ที่ระบบเสียงนั่นเอง ระบบเสียงที่ SF ก่อนปรับปรุงโรงก็ดีอยู่แล้ว เสียงกลางซึ่งเป็นบทสนทนาชัดเจนไม่แตกพุ่ง เซอร์ราวด์รอบทิศจับทิศทางของเสียงได้สมบูรณ์ ส่วนเสียงต่ำก็แสดงศักยภาพได้เยี่ยมทำให้ชมฉากระเบิดได้มันส์สะใจ ก่อนเข้าโรงหนังระบบรักษาความปลดภัยที่ดี มีการตรวจกระเป๋า แม้แต่ติดแฮมเบอร์เกอร์เข้าไปประทังความหิวมื้อค่ำยังต้องฝากเอาไว้หน้าประตู (ฮา)

ท่านที่จะดูหนังเรื่องนี้เอาความสนุกสนานความบันเทิงไม่ผิดหวัง เป็นหนังบู๊ผจญภัยที่ครบถ้วนทุกรส หนังเรื่องนี้ได้สามดาว จากการเป็นหนังที่นำเสนอความบันเทิงล้วน ๆ ไม่มีอื่นใด

จำนวนดาว ***