Info

Posts from the Art View Category

ผมเคยถามตัวเองว่า ทำไมเมื่อเราเดินไปข้างหน้า จนมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เรามักจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำมันได้ดีกว่าเมื่อก่อน

ช่วงสองสามเดือนนี้ผมนำกล้อง Nikon FM2 ของผมออกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โชคยังดีที่ที่ชุมชนกล้องโลโม่ยังทำให้ฟิล์มยังผลิคอยู่ ฟิล์มที่ผมชื่นชอบมีฟิล์มสีฟูจิ ปัจจุบันฐานผลิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วนโกดักซึ่งพึ่งประกาศล้มละลาย ยังมีฟิล์มผลิตออกมาอยู่ และทำจากที่อเมริกา ฟิล์มยี่ห้อสุดท้ายที่ผมใช้คือ Illford ส่วนฟิล์มจากประเทศจีนผมยังไม่เคยลองนำมาถ่าย ถาได้ลองแล้วจะนำมาบอกเล่าให้ฟังนะครับ

กล้องนิคอน FM2 ของผมผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบัน ลุยทั้งน้ำตกและทะเล ภูเขาและแม่น้ำ ความเย็นและความร้อน มันทนทานมาก และบางตัวก็พังคามือผม ตัวที่เหลืออยู่นี้ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรับใช้ผมไปได้อีกนานเพียงใด แต่ผมก็ตั้งใจแล้วว่าถ้าเมื่อไหร่มันเสีย ผมจะหาตัวสำรองมาใช้อีก กล้องฟิล์มมือสองยังมีอีกมากมาย เพราะมันถูกโละออกจากผู้ใช้ที่เก็บมันเอาไว้ กล้องดิจิตอลพัฒนาจนมาถึงขีดสุด และผลักให้ฟิล์มกลายเป็นความหลังฝังใจของช่างภาพผู้ที่มีจินตนาการล้นเหลือ

ทุกครั้งที่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพที่เราถ่าย เราต้องจบทริป เดินทางกลับ เมื่อมาถึงบ้านเราต้องรอส่งฟิล์มเข้าแลป ล้างฟิล์ม ล้างรูป วินาทีนั้นจึงจะทำให้เราเห้นภาพที่เราไปถ่ายมา ดังนั้นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มจึงท้าทายช่างภาพเสมอ และจุดนี้เองที่ยังเป็นเสน่ห์ไม่เจอจาง

ภาพถ่ายทิวทัศน์ ถ่ายโดยกล้อง Nikon FM2 Films Fuji Pro 400 Lens Voigtländer 40 mm. F2

สุรัตน์ สุวนิช

หลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคุณสุรัตน์ สุวนิช ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ผมนิ่งอึ้งไปสักพัก แม้ไม่ได้รู้จักคุณสุรัตน์เป็นการส่วนตัว แต่ในฐานะของคนที่ชอบถ่ายภาพ ผมเองก็นับถือในความสามารถของคุณสุรัตน์เป็นอย่างมาก มันทำให้ผมนึกถึงอดีตสมัยที่ผมยังใส่ขาสั้นเรียนชั้นมัธยมปลาย เวลานั้นผมเพิ่งหัดถ่ายภาพใหม่ ๆ ตอนนั้นผมรับนิตยสารโฟโตไทยแลนด์ หนังสือเกี่ยวกับกล้องและภาพถ่ายที่ไม่เหมือนเล่มใดในตลาด และในหนังสือภาพถ่ายนั้นมีโฆษณาเล็ก ๆ ของแลปขาวดำแห่งหนึ่ง ผมจำเนื้อหาโฆษณาไม่ได้ แต่อ่านแล้วคนที่พึ่งฝึกหัดถ่ายภาพขาวดำย่างผมอยากไปใช้บริการในทันที เพราะเมื่ออ่านคำโฆษณาแล้วดูว่าร้านนี้เป็นมิตรกับมือใหม่

วันหนึ่งผมก็นำฟิล์มสามสี่ม้วนนั่งรถเมล์ไปแถวสี่พระยา แลปขาวดำของคุณสุรัตน์เป็นห้องแบ่งเช่าอยู่ชั้นบน เวลาขึ้นบันได้ต้องขึ้นทางด้านข้างอาคาร ด้านหน้าไม่มีป้ายร้าน อาศัยอ่านจากแผนที่ ตอนที่ผมเดินขึ้นไปใจก็ตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ พอใกล้ถึงห้อง ผมเริ่มใจชื้นเพราะบริเวณบันไดผมเห็นภาพถ่ายขาวดำใส่กรอบวางโชว์เอาไว้บนพื้น เมื่อเข้าไปถึงสตูดิโอ ซึ่งเป็นห้องขนาดปานกลาง มีโต๊ะสตูดิโอตัวใหญ่วางกลางห้อง สุมด้วยหนังสือ ภาพถ่าย อุปกรณ์ วันที่ผมไปนั้นไม่มีลูกค้า ผมได้ยินเสียงเพลงดังมาจากด้านใน เดาเอาว่าคงเป็นห้องมืด ผมนั่งรอสักพักชายร่างผอมบาง ไว้หนวดเคราก็เดินออกมาด้วยกิริยาที่น่าทึ่ง เขาถามผมว่ามาทำอะไร ผมบอกไปว่าอยากให้ช่วยล้างฟิล์มแล้วก็อัดรูป แม้เขาจะเห็นผมเป็นเด็ก ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร รับฟิล์มของผมมาแล้วก็ออกใบเสร็จ

ผมมารับฟิล์มที่ล้างพร้อมกับปรู๊ฟ ในอีกหนึ่งอาทิตย์ ท่าทางของคุณสุรัตน์นั้นเป็นกันเอง เขามักปรากฏกายจากห้องมืด บางครั้งไม่สวมเสื้อ เสียงเพลงดังลั่น เขาบอกผมว่าเวลาอัดรูปชอบเปิดเพลงฟัง

ผมไปใช้บริการสตูดิโอของคุณสุรัตน์อยู่สามสี่ครั้ง บางครั้งไปก็ไม่เจอตัวเพราะแกเดินทางบ่อย ประกอบกับผมเองก็ยังเด็กเกินกว่าจะถ่ายภาพหรืออัดภาพได้เยอะ ๆ จึงไม่ได้ไปล้างรูปขาวดำกับคุณสุรัตน์อีก

ภาพขาวดำที่ล้างโดยคนสุรัตน์นั้นน่าทึ่งมาก มันสวยจนบอกไม่ถูก ทุกวันนี้ผมยังเก็บเอาไว้ ภาพถ่ายนั้นอัดด้วยกระดาษ Ilford แบบด้าน ให้รายละเอียดที่นิ่มนวล คอนทราสต์ที่เด็ดขาด

หลายปีต่อมา ผมนึกพล๊อตเรื่องเกี่ยวกับช่างภาพได้ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “ภาพสุดท้าย” เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารช่อการะเกด และจัดพิมพ์เป็นเล่มอยู่ในรวมเรื่องสั้นชุด “แสงแรกของจักรวาลและเรื่องสั้นอื่น ๆ “

เรืืื่องสั้นเรื่องนี้ผมได้แรงบันดาลใจตัวละครเอกมาจากคุณสุรัตน์ โดยเฉพาะฉากในห้องพักนั้นเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่ผมได้สัมผัสสตูดิโอของเขาที่สี่พระยานั่นเอง

ภาพถ่ายวงคาราวาน โดย นิวัต พุทธประสาท ล้างฟิล์มและอัดภาพโดย สุรัตน์ สุวนิช

Bomroya indy music

บอมโรยาเป็นศิลปินอินดี้ชาวเกาหลี เธอทำงานศิลปะผ่านสื่อหลายรูปแบบ ภาพวาด จิตกรรม หนังสือ ภาพประกอบนิยาย และเธอยัเขียนเพลงและเล่นดนตรี

อัลับม Cactus Crackers เป็นดนตรีที่เธอทำขึ้น บทเพลงไพเราะทั้งสิบเพลงผมได้ฟังแล้วชื่นชอบต่องานสร้างสรรค์ แม้ผมไม่รู้ภาษาเกาหลี แต่จากน้ำเสียงในบทเพลงก็บอกุึงเรื่องราวของเพลงได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่ดนตรีนั้นมีภาษาเฉพาะ แม้เราฟังเนื้อไม่ออก ทว่าดนตรีและอารมณ์ของเพลงยังคงนำเราไปสู่ความเข้าใจได้โดยง่าย

ผมคงอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มากนักนอกจากท่านผู้อ่านจะได้ฟังกันเอง ผมจึงขออนุญาติแชร์เพลงของเธอเป็นจำนวนสามเพลง เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้สึกทางดนตรี

Bomroya: Cactus Crackers

1.Plump sex janggok

2.Mr.Flamingo

3.Buleunkkot Cats

นิวัต พุทธประสาท

เบอร์นาร์โด เบร์โตลุคชี (Bernardo Bertolucci) กลายเป็นผู้กำกับชาวอิตเลียนโด่งดังเพียงข้ามคืนขึ้นมาจากภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor หรือในชื่อไทยที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า “จักรพรรดิโลกไม่ลืม” หรือ “จักรพรรดิองค์สุดท้าย” ซึ่งดำเนินเรื่องด้วยประวัติศาสตร์จีนผ่านความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมือง ในฐานะที่หนังมันสามารถสร้างแรงสะเทือนให้แก่วงการภาพยนตร์โลกเป็นอย่างมาก ด้วยความอลังการของฉากพระราชวังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน และชีวิตแสนพิสดารของจักรพรรดิปูยี พร้อมด้วยช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นก็คือช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งกวาดเอาความดีงามทางวัฒนธรรมโบราณของจีนไปพร้อมกับวัฒนธรรมใหม่ The Last Emperor สร้างปรากฏการณ์หนังฮอลลีวู๊ดมากมายนอกอเมริกา โดยเฉพาะในเมืองไทยนั้น หนังเรื่องนี้ดึงคนดูออกมาจากบ้านเพื่อไปชมหนังกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

หลังจาก The Last Emperor เบร์โตลุคชียังคงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อวงการภาพยนตร์ The Sheltering Sky ในปี 1990 ทว่าตัวหนังลดดีกรีในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมืองและสังคมลงมา เพื่อมุ่งเน้นไปยังความเป็นปัจเจคบุคคลในช่วงหายนะของชีวิตแทน กระนั้นเลยท่วงทำนองของหนังก็ยังสะกดคนดูให้อยู่ในภาพอันยิ่งใหญ่ของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และท้องฟ้าซึ่งประกายแสงสีอันแปลกตา

The Sheltering Sky เป็นหนังในแบบ Exotic ซึ่งมีนัยยะความหมายว่าด้วยเรื่องราวแปลกหน้า แปลกถิ่น แปลกแยก ตัวละครในหนังแนว Exotic จะมาจากที่อื่นโดยเฉพาะเมืองที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรือง ศิวิไลซ์ ส่วนฉากในเรื่องที่ตัวเอกไปประสบพบจะเป็นชนบทท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ เต็มไปด้วยวัฒนธรรมโบราณของชนเผ่า ความเชื่อลึกลับดำมืดของมนต์ดำ อากาศที่สุดขั้ว ร้อนจนไม่อาจยุติ หนาวจนไม่อาจต้านทน ฝนตกไม่รู้วันเวลาหยุด ฉากแปรสภาพกลายเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงเรื่อง บิดผันจนผู้ชมรู้สึกถึงความเลือนพร่า และถูกละลายไปตรงหน้า

หนังเล่าเรื่องของสองตัวเอกจากนครนิวยอร์คอันรุ่งเรือง คิท (Debra Winger) และ พอร์ต (John Malkovich) ทั้งสองแต่งงานอยู่กินกันมาสิบปี ความรักหลังแต่งงานตกต่ำลงเรื่อย ๆ ความระหองระแหงเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กน้อย ๆ ความฝันของพอร์ตกลายเป็นความหงุดหงิดของคิท มันแปรไปเป็นความไม่เข้าใจ ไม่มั่นคง รวมถึงไม่แน่ใจว่าชีวิตคู่นั้นคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ (ในเวลานั้น) ทั้งสองคิดว่าการเดินทางจะช่วยผสานรอยร้าวนี้ จึงตัดสินใจเดินทางมาถึงแอฟริกาทางตอนเหนือด้วยกัน พวกเขาเน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ใช่นักท่องเที่ยว ทว่าเป็นนักเดินทาง พวกเขาต้องการจะอยู่ในดินแดนแปลกต่างนี้นานเท่าที่ต้องการ หนึ่งปีหรือสองปีไม่มีจุดหมาย

คิทเป็นนักเขียน ส่วนพอร์ตเป็นนักแต่งเพลง ทั้งสองติดสอยเพื่อนคนที่สาม จอร์จ ทูนเนอร์ (Campbell Scott) มาโดยบังเอิญ (ประเภทชวนเล่น ๆ ดันมาจริง) การตามมาเที่ยวของทูนเนอร์ทำให้ทั้งคู่ขัดแย้งหนักขึ้นเรื่อย ๆ จากความต้องการอยู่กันตามลำพังสองคน มือที่สามอย่างทูนเนอร์กลับทำให้ความแตกแยกยิ่งเร่งปฏิกิริยาเร็วขึ้น แล้วก็ทำให้คิทตระหนักว่าเธอไม่ต้องการใครคุ้มครองความรัก เธอมองว่าความรักเดินหายไปนานแล้วนั่นเอง

This slideshow requires JavaScript.

The Sheltering Sky ดำเนินเรื่องผ่านฉากเมืองซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทราย ความร้อนระอุของอากาศ สังคมของชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอันแปลกถิ่น เป็นภาพที่น่าโหยหาของคนยุคปัจจุบัน หากลองนึกถึงภาพที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยสถานที่น่าค้นหา ราวกับเดินทางไปยังเกาะร้าง ฉากทะเลทรายอันเต็มไปด้วยแสงแดด และพายุทรายอันกระหน่ำก่อให้เกิดความรู้สึกว่างโหวง คิทมองว่าไม่มีอะไรสามารถเยียวยาชีวิตรักได้อีกแล้ว ขณะที่พอร์ตแม้จะหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับความรักที่จะหวนคืนดังเดิม ถ้าหากเขาจัดการกับบางสิ่งบางอย่างได้ ทว่าเขาก็ยังคงทำตัวเหลวไหลไปกับบรรยากาศของเมืองอันน่าพิศวง เขาโกรธคิทจนเผลอไผลไปนอนกับโสเภณียิปซีที่กำลังจะขโมยเงินของเขา จนเกือบจะโดนชาวบ้านรุมทำร้าย ยิ่งทั้งสองเดินทางลึกเข้าไปยังใจกลางของทะเลทราย พื้นที่ปราศจากความศิวิไลซ์ รวมถึงเมืองที่ไม่มีชาวอาณานิคม พวกเขายิ่งพบคำตอบอันเป็นจริงของชีวิตรัก จุดเปลี่ยนแปลงของหนังเริ่มขึ้นที่การร่วมรักของคิทและพอร์ตที่ริมผา และทั้งสองไม่สามารถทำในสิ่งที่เหมือนเดิมได้ จุดนั้นความรักแตกสลายไม่เหลือ และสุดท้ายความตายของพอร์ตจากโรคไทฟอยด์ เป็นการปลดปล่อยคิทไปสู่อิสรภาพ เธอเลือกเดินทางไปกับชนเผ่าเบดูอินผู้เร่ร่อนในทะเลทราย และกลายเป็นเมียลับของหัวหน้าเผ่า ก่อนที่เธอจะพบว่าแท้แล้วเธอมิได้มีอิสรภาพแท้จริง อิสรภาพนั้นเกิดขึ้นแล้วผ่านไปเหมือนพายุ

หนังจบลงดุจโศกนาฎกรรม แต่ก็ยังเผยแสงของความหวังลางเลือน เบร์โตลุคชีทิ้งท้ายของหนัง เหมือนต้องการสรุปความ แต่มันดันเหมือนตอนส่วนเกินไปเสียนี่กระไร  The Sheltering Sky นำเสนอปัญหาแบบปัจเจกบุคคล การมองปัญหาของมนุษย์จากภายใน มิได้มองในด้านการเมืองหรือสังคม บางครั้งการนำเสนอเรื่องราวทำนองนี้อาจจะถูกนักวิจารณ์ฟากฝั่งสังคมนิยมค่อนขอดได้ว่าผู้กำกับเฝ้าเล่าเรื่องของปัจเจกชนจนหลงลืมปัญหาทางการเมือง แต่ถ้ามองจากฝั่งของมนุษย์นิยม ผมกลับมองเห็นว่าหนังเรื่องนี้ลึกซึ้ง น่าทึ่ง ขณะที่ฉากยังกลายเปลี่ยนเป็นอีกตัวละครที่ล้ำค่า และหนังเรื่องนี้อาจจะครองใจผู้ชมไม่รู้ลืม

Directed by Bernardo Bertolucci
Produced by Jeremy Thomas
Written by Screenplay
Mark Peploe
Bernardo Bertolucci
Book Paul Bowles
Starring Debra Winger, John Malkovich
Music by Ryuichi Sakamoto
Cinematography Vittorio Storaro
Editing by Gabriella Christiani
Distributed by Warner Bros.
Release date(s) 1990

โดย นิวัต พุทธประสาท

burn-after-reading-poster

ทุกวันนี้โลกความจริง กับโลกในหนังมีพื้นที่ว่างไม่ห่างกัน ถึงจะห่างกันทว่ามีเส้นบาง ๆ เส้นหนึ่งเท่านั้นที่ขวางกั้นอยู่ บางครั้งเราเข้าใจว่า “ข้อเท็จจริง” (บางส่วน) จากในหนังคือข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อเราดูหนังจบทำให้เราเข้าใจว่าเรารู้จัก “โลก” ได้อย่างถ่องแท้ทุกแง่มุม จนทำให้เราสำคัญผิดคิดว่า “โลกความจริง” นั้นมีตัวตนอยู่ในพื้นที่หนัง (หรือสื่ออื่น ๆ) และบางเวลาเราก็ยังเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ มีใครสักคนบงการอยู่ (The Matrix, The Truman Show) ใครสักคนทั้งที่เป็นพระเจ้า คนที่มีอำนาจ รวมถึงระบอบการปกครอง แต่เมื่อสาวถึงเนื้อในแก่นแกนลึกที่สุด บางที…คนที่เราว่า…อาจจะไม่มีตัวตนก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอาจจะเป็นความเลินเล่อ หรือสิ่งไร้สาระที่หาค่าไม่ได้ แล้วความจริงในหนังทั้งหมดอาจจะเป็นเพียงเรื่องแต่งธรรมดาที่เป็นเพียงความละเมอเพ้อพก

เช่นเดียวกับหนังเรื่อง Burn After Reading หรือชื่อไทย “ยกขบวนป่วนซีไอเอ” ที่ชวนให้คิดว่าเป็นหนังบู๊สนุก ๆ ในแบบมีคลาสนิด ๆ  รับรองว่าถ้ามีแต่ชื่อไทยคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายคงไม่ไปดูแน่ ที่จริงหนังเรื่องนี้จุดขายอยู่ที่ผู้กำกับสองพี่น้อง โจเอล และอีธาน โคลเอนนั่นเอง แล้วถ้าใครหวังไปดูหนังในแบบจิตป่วนหฤโหดแบบ No Country for Old Man ก็ไม่ใช่อยู่ดี เพราะหนังเรื่องนี้ของสองพี่น้องทำคนละแนวกับ No Country for Old Man อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แม้นว่า Burn After Reading จะเป็นหนังในแนวคอมเมดี แต่แนวทางของหนังยังเป็นแนวทางของทั้งสองผู้กำกับ หนังตลกของทั้งสองไม่ใช่หนังตลกในแบบ Scary Movie หรือหนังล้อเลียนหนัง แต่เรียกว่าหนังแนวเสียดสี

Burn After Reading ไม่ได้แค่ล้อเลียนหนังฮอลีวู๊ด ไม่ได้แค่ล้อเลียนอาการหนังแอคชั่น แต่ยังล้อเลียนไปถึงสังคมอเมริกันและของโลก ซึ่งเรากำลังตกอยู่ในอิทธิพลบางอย่างที่ครอบงำวิถีชีวิตของมนุษย์

หนังจับคู่ภาพความขัดแย้งเอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่องค์กรใหญ่อย่าง ซีไอเอ ซึ่งการเมืองภายในต่างเลื่อยขาเก้าอี้กันเอง เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข่าวลับสุดยอดออสบอร์น คอกส์ (จอห์น มัลโควิช) ถูกปลดออกจากงานอย่างสายฟ้าแลปในข้อหาติดเหล้า ขณะที่ตัวเขากับแคทตี้-ภรรยาก็เต็มไปด้วยความไม่ลงรอยกัน และนำมาสู่ทางตันของชีวิตคู่ โดยภรรยาของเขานอกใจแอบไปคบกับเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังแฮร์รี่ ฟาร์เรอร์ (จอร์จ คูนีย์) แฮร์รี่ชอบใช้ชีวิตเซ็กซ์กับสาวแปลกหน้าโดยการนัดบอดผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งที่เขายังรักภรรยาของตน และเข้าใจว่าตนนั้นเป็นชายเหนือชายที่ไม่งี่เง่าเหมือนผู้ชายน่าเบื่อคนอื่น ๆ ความขัดแย้งในครอบครัวถูกหยิบยกมากล่าวถึงในแง่มุม “โกหก” “หวาดระแวง” “ต้องสงสัย” สิ่งเหล่านี้ถูกครอบครองด้วยภาวะ “ทึกทัก” เอาเอง  คู่ขัดแย้งจึงกลายเป็นลูกโซ่ที่เกี่ยวเนื่องกันเริ่มจาก ซีไอเอ-ออสบอร์น-แคทตี้-แฮร์รี-ภรรยาของแฮร์รี ต่างกลายเป็นคู่ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดวัฏจักรแห่งปัญหา ถ้าใช้ภาษาธรรมมันก็คือเหตุแห่งทุกข์ย่อมเกิดจากการละเมิดศีลนั่นเอง

ส่วนคู่ความสัมพันธ์ของตัวละครอีกฟากคือ ลินดา ลิทซ์เก้ (ฟรานเชส แมคดอร์มานด์) พนักงานในโรงยิม ที่คิดว่าตัวเองแก่ ไม่สวย ขาดความมั่นใจ เธอต้องการเงินเพื่อทำศัลยกรรม เงินประกันชีวิตที่เธอส่งให้บริษัทไม่ครอบคลุมที่จะทำให้เธอได้เงินเพื่อไปทำศัลยกรรม บังเอิญที่แช้ด-เพื่อนพนักงานโรงยิม (แบรด พิตต์) ได้แผ่นซีดีที่ลูกค้าในโรงยิมทำตกเอาไว้ เขาคิดว่ามันคงเป็นข้อมูลสำคัญทางราชการ ลินดาวาบคิดขึ้นมาได้ว่าเธอจะหาเงินมาศัลยกรรมด้วยการแบลคเมล์

เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นจึงค่อย ๆ ยกระดับสถานะของความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ลินดาต้องการต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน จนไม่สนใจว่ามันก่อให้เกิดความเสียหาย บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความเสียหายเกิดขึ้นและจะมีผลต่อคนอื่นอย่างไร ข้อเรียกร้องของเธอเต็มไปด้วยความจริงใจ เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ แต่เธอลืมไปว่าเธอไม่สามารถบงการคนอื่นได้ เพราะแท้แล้วเธอไม่ใช่คนสำคัญ สิ่งที่เธอมีอยู่มันไม่ได้สำคัญมากไปกว่าขยะ

หนังของพี่น้องโคลเอนดูสนุก เขียนบทได้อย่างกวนทีน มีลูกล่อลูกชน สร้างเสียงหัวเราะได้เกือบทุกฉาก (แม้แต่ฉากโหด ๆ ที่มันตลก แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้) การแสดงของจอร์จ คูนีย์, แบรด พิตต์, ฟรานเชส แมคดอร์มานด์ อยู่ในระดับที่ดีมาก จอร์จ คูนีย์ สลัดภาพพระเอกในแบบฮีโร่ทิ้งได้อย่างเนียน ๆ ด้วยการเล่นเป็นชายเจ้าชู้ ขี้อวด (สวมทองเส้นใหญ่ ๆ) เฉิ่ม (ใส่กางเกงเอวเกือบถึงอก) และงี่เง่า (ชอบพูดโอ้อวด) ส่วนแบรด พิตต์ เล่นเป็นพวกขี้แพ้ ติงต๊อง ต้องสวมกางเกงขาสั้น ๆ รัด ๆ แบบหนุ่มนักยิม เขาคือตัวขโมยซีนดี ๆ นี่เองๆ บทของแบรด พิตต์ อาจจะเอาดาราหนุ่ม ๆ หน้าใหม่มาเล่นก็ได้ แต่ภาพของแบรด พิตต์ นั้นคอนทราสต์กับบทบาทเดิม ๆ ของเขา ซึ่งมันสามารถส่งผลความคอนทราสต์ต่อคนดูได้ดี ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ผู้กำกับต้องการมากที่สุด แล้วแบรด พิตต์ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเสียด้วย

แรงฉีกกระชากของ Burn After Reading เป็นเสมือนมายาภาพที่ทำให้คนดูตระหนักว่า ภาวะสับสนอลหม่านของปัญหา ไม่อาจจะนำพาไปสู่ทางออกจริง ๆ เพราะทางออกส่วนมากมักจะเลอะเลือน ไร้ปัญญา และต้องแลกสิ่งนั้นในราคาที่เท่าเทียมกันหรือแพงกว่า ความขัดแย้งในหนังนำพาไปสู่จุดจบที่ไร้สาระ แต่เป็นภาพไร้สาระที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มักเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่ภาพของหนังในตอนเริ่มเรื่อง จากมุมมองเหนือเมฆ ซูมเข้าไปสู่พื้นโลก ตอนจบของหนังค่อย ๆ ดึงเราออกมาจากเหตุการณ์ ลอยไปสู่เบื้องบนอีกครั้ง เท่ากับแปรสภาพคนดูกลายเป็นพระเจ้า ที่ไม่สามารถแก้ไขสิ่งใดได้ นอกจากนั่งมองเหตุการณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น และปล่อยให้มันเป็นไป

**** (สี่ดาว)