Info

Posts from the Book Virus Category

เพลงสายชลเป็นหนึ่งในเพลงประกอบ และเพลงสำคัญของนวนิยายเรื่อง “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” มีคนถามว่าทำไมถึงเป็นเพลงนี้ ผมจำได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่ผมเขียนถึงตอนสำคัญของเรื่อง เพลงนี้ก็โผล่ขึ้นมาจากลำโพงโดยบังเอิญ มันทำให้ผมหยุดนิ่ง ขนลุก ตัวสั่น เหมือนมีบางอย่างจับมันให้เกิดขึ้นระหว่างที่เขียน ไม่ต่างจากฉากท้ายเรื่องที่ตัวละครเอกได้ยินเพลงนี้จากร้านขายซีดีที่สนามบิน

สำหรับผมแล้วถ้าต้องเลือกเพลงนี้มาประกอบหนังสือ ผมคงจะเลือกเวอร์ชั่นที่ผมนำมาแปะเอาไว้ในหน้านี้

เพลงสายชล แต่งเนื้อร้องโดย จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร  ในเวอร์ชั่นนี้บรรเลงโดยวงไหมไทย  จากอัลบัมชุด รังสรรค์วันสวย ขับร้องโดยสุภัทรา อินทรภักดี ผมบันทึกเพลงนี้มาจากแผ่นเสียง โดยผ่านปรีแอมป์หลอด และไม่มีการแต่งเสียงใดๆเพิ่มเติม บอกได้เลยว่าเสียงจากแผ่นเสียงชุดนี้ไพเราะจนอยากจะฟังซ้ำ

saichon

ฟังเพลงสายชล คลิกที่ Play


คำร้อง: จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร

ทำนอง: ไชย ณ ศีลวันต์

เหม่อมองดูสายน้ำวน
เหม่อมองสายชลช่างไหลริน
เหม่อมองดูนกผกผินบินลับไป
ยามเหงาเราถอนใจ
บินไป ไม่กลับมา
เปล่าเปลี่ยวจริงหนอหัวใจ
อยากจะรักใครเศร้าใจทุกครา
หมดแรงกำลังอ่อนล้าและหลงทาง
เจ็บนั้นยังเจ็บมิจาง
อ้างว้าง..ดังสายชล
แม้ใจจะเจ็บเก็บมาคิด ๆ
อดีตยังงามล้ำล้น
มิเคยลืมภาพเราสองคน
มิเคยลืมยังหลอกลวงตน
+ มิเคย…ลืมว่าเคยรักเธอ..สายชล
หลั่งรินไหลวนมาพานพบเจอ
เหตุการณ์ผ่านไป ยังเผลอพะวงทุกวัน
อกเอ๋ย…ขมขื่นตื้นตัน
จากกันหรือฝันไป

ผมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 9 เมษายน 2555 ว่าด้วยเรื่องราวของอีบุ๊ค ซึ่งถือเป็นฟอร์แมตใหม่สำหรับการอ่านหนังสือในยุคต่อไป หลายฝ่ายกังวลว่ามันจะทำลายระบบของหนังสือ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นวิถีชีวิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แม้การสัมภาษณ์ยังไม่ได้รายละเอียดมากนักแต่ผู้อ่านคงได้พอเห็นแนวทางของมันได้บ้าง

…………………………………………………………………………

ปัจจุบันการหาหนังสือเล่มโปรดไม่ต้องไปที่แผงแล้ว

แค่สัมผัสเบาๆ บนโทรศัพท์มือถือ เข้าเว็บไซต์อีบุ๊คส์ก็ค้นได้ตามใจจง

ตลาดอีบุ๊คส์ หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของไทย เปิดตัวรับเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ไปหลายราย แต่ละรายมีเอกลักษณ์ต่างกันไป ราคาให้โหลดบางเล่มแม้จะดูแพง แต่เมื่อเทียบกับหนังสือที่พิมพ์ลงบนกระดาษ พบว่าถูกกว่ามาก บางเล่มถูกกว่าหลายเท่าตัว

อย่างศูนย์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ Thai e Bookเมื่อเปิดเว็บออกมา ปรากฏหมวดหมู่หนังสือให้เลือกด้านซ้ายมือเรียง ตามอักษรคือ กฎหมาย กวีนิพนธ์ การขนส่ง การบริหาร เรื่อยไปถึงการท่องเที่ยว นวนิยาย พจนานุกรม

สนใจหมวดไหนคลิกเข้าไป มีหนังสือให้เลือกโหลด ข้อมูลรหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ คนเขียน และราคาบอกไว้เรียบร้อย อย่างหมวดท่องเที่ยว หนังสือชื่ออุทยานแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาเล่มละ 50 บาท เป็นต้น

เว็บนี้อาจเพราะเริ่มทำ หนังสือส่วนใหญ่จึงให้โหลดฟรี

นิวัต

เปิดประตูเข้าสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสืออีบุ๊คส์กันบ้าง นักเขียนเจ้าของผลงานเรื่องสั้น นวนิยายหลายเล่ม นิวัต พุทธประสาท บอกสาเหตุที่หันมาทำอีบุ๊คส์ว่า สื่อยุคใหญ่เติบโตมาก เครื่องมือสื่อสารอย่างแท็บเล็ต ไอพอด ไอโฟน มากมาย ทำให้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น จึงทำอีบุ๊คส์สนองความต้องการ

“มันหาอ่านง่าย ชอบเล่มไหนก็โหลดอ่านได้เลย” นิวัตบอก พลางอธิบายผลดีของอีบุ๊คส์ว่า ต้นทุนต่ำกว่าหนังสือกระดาษมาก หาอ่านได้ง่าย อ่านที่ไหนก็ได้ถ้ามีเครื่องมือเข้าถึง และที่สำคัญราคาต่ำมาก เมื่อเทียบกับหนังสือกระดาษ

“ผมทำหนังสือของตัวเองก่อน ทำจากต้นฉบับที่มีอยู่แล้ว อย่างหนังสือความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ของผมราคา 295 บาท แต่อีบุ๊คส์ขายแค่ 5.99 เหรียญ ราคาลดลงมาประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากราคาจะลดลงมาแล้ว โอกาสที่นักเขียนจะขายหนังสือก็ดีกว่าหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษ” นิวัตบอก

แต่ไม่ได้หมายความว่า ผลิตออกมาแล้วก็โยนเข้าเว็บไว้เฉยๆ

การตลาดต้องแข็งกว่าหนังสือกระดาษ “ถ้าเราอยู่เฉยๆ คนไม่รู้จัก ต้องทำการตลาดมากกว่าหนังสือกระดาษ ต้องออกสื่อสิ่งพิมพ์ รายการทีวีต่างๆ ถ้าไม่ทำคนก็ไม่รู้ จริงอยู่ว่าตลาดอีบุ๊คส์ตัดขั้นตอนร้านหนังสือกับสายส่งไป ผมอยากจะบอกทั้งสายส่งและร้านให้ปรับตัว ให้มีการแข่งขันกันสูงๆ”

ส่วนค่าลิขสิทธิ์นักเขียน หนังสือพิมพ์เล่มนักเขียนได้ 10 เปอร์เซ็นต์ราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ แล้วหนังสืออีบุ๊คส์เป็นอย่างไร นิวัตบอกว่าเนื่องจากยังเป็นของใหม่ ยังไม่มีมาตรฐานแน่นอน

“ผมจ่ายให้นักเขียน 10 เปอร์เซ็นต์ จากยอดขาย เรื่องนี้เรายังมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก เวลานี้เป็นเพียงระยะเริ่มต้น แท้จริงเราต้องคุยกันระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ว่าจะพบกันตรงจุดไหน ผมอยากให้มีความเป็นธรรมมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้”

อีบุ๊คส์เปิดโอกาสนักเขียนอย่างไร คำตอบคือ นักเขียนสามารถพิมพ์ต้นฉบับเอง จัดหน้าเอง แล้วไปฝากขายที่เอเย่นต์ซึ่งก็คือเว็บไซต์ต่างๆ ปัจจุบันเจ้าใหญ่หลายเจ้า จากนั้นวางแผน การตลาด สำคัญที่สุดคือการประชาสัมพันธ์ หนังสือขายได้เท่าใดใน 1 รอบตรวจสอบยอด เอเย่นต์จะเป็นผู้คิดเงินมาให้นักเขียนเอง

ขั้นตอนเหล่านี้ตรวจสอบได้ โปร่งใส

นักเขียนที่มีผลงานส่งเข้าสำนักพิมพ์อย่างเช่น พรชัย แสนยะมูล บอกว่าผลงานของตนเอง มีสำนักพิมพ์ติดต่อไปทำอีบุ๊คส์ 5 เจ้าแล้ว แต่ตกลงใจให้ไปเพียงเจ้าเดียว สำนักนี้เกิดขึ้นจากการร่วมทุนกันระหว่างสำนักพิมพ์ใหญ่กับหุ้นจำนวนหนึ่ง

การส่งผลงานเข้าสำนักพิมพ์เพื่อผลิตเป็นอีบุ๊คส์ พรชัยบอกว่าไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่พิมพ์เป็นไฟล์ “PDF” ส่งผลงานนี้ คล้ายส่งเข้าหน้าร้านขายหนังสือ จะส่งไปสำนักอื่นอีกก็ได้ ไม่เหมือนหนังสือกระดาษที่ต้องส่งได้แค่สำนักพิมพ์เดียว

ข้อดีของอีบุ๊คส์ พรชัยบอกว่า “เป็นไปตามกระแสโลก เพื่อสนองคนรุ่นใหม่และเทคโนโลยีใหม่ ในเมืองนอกหลายที่แล้วธุรกิจสิ่งพิมพ์เจ๊งไปเพราะการรุกของอีบุ๊คส์ ผมว่าเราไม่อาจทานท่านกระแสโลกได้ นักเขียนต้องปรับตัว เด็กรุ่นใหม่อ่านในเครื่องมือสื่อสารชนิดใหม่แล้ว เมื่อก่อนอาจจะอ่านได้ไม่กี่เล่ม แต่ถ้าอ่านในอีบุ๊คส์เนื่องจากราคาถูกกว่า เด็กอาจจะอ่านหนังสือได้มากขึ้น ขณะที่หนังสือกระดาษพิมพ์ 3,000 เล่ม อ่านกัน 3,000 คน แต่อีบุ๊คส์อาจจะเป็นล้านก็ได้”

“การขายหนังสือ ซื้ออย่างไรก็ไม่หมด เท่ากับเป็นการขายปัญญาให้คนอ่าน แถมอีบุ๊คส์ยังมีมากกว่าตัวอักษร อาจมีเสียงเพลงประกอบ หรือมีเสียงนักเขียนอยู่ด้วยก็ได้”

ส่วนข้อเสีย เด็กสายตาจะเสียมากขึ้น เพราะการสัมผัสบนจอกับกระดาษมีความนุ่มนวลต่างกัน แถมเครื่องสื่อสารยังมีความร้อน ทำให้อ่านได้ไม่สะดวกเหมือนอ่านบนกระดาษ

เมื่อถามว่า อีบุ๊คส์จะทำให้ตลาดหนังสือเล่มซบเซาลงไปหรือไม่ นักเขียนบอกว่า “ผมว่าน่าจะช่วยกันส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า เพราะคนเห็นในอีบุ๊คส์แล้วก็อยากอ่านตัวจริง ก็จะซื้อมาเก็บไว้ จริงอยู่ว่ายอดพิมพ์อาจะลดลงแต่ไม่ถึงกับลงไปมาก”

ปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ “ราคาหนังสือจะแพงขึ้น”

เจน

แล้วอีบุ๊คส์เปิดโอกาสให้นักเขียนอย่างไรบ้าง เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย บอกว่า ช่วงนี้อีบุ๊คส์อยู่ในระหว่างการเริ่มต้น หนังสือเล่มหนึ่งมีส่วนแบ่งหลักๆ คือ ผู้จัดจำหน่าย สำนักพิมพ์ และค่าลิขสิทธิ์นักเขียน

ภาพรวมแล้ว “นักเขียนไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์มากกว่าเดิมนัก แต่มีช่องทางมากขึ้น”

ส่วนหนทางที่นักเขียนจะทำเอง ขายเอง นายกสมาคมนักเขียนบอกว่า คนทำเองก็จะได้ส่วนที่เป็นของนักเขียนและของสำนักพิมพ์เข้ามา แต่ก็ต้องมีรายจ่ายให้ฝ่ายจัดจำหน่ายซึ่งก็คือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นค่าบริหารจัดการ

“การคิดค่าเรื่องให้นักเขียน บ้านเราคิดเหมือนทำการเกษตร เมื่อราคาต้นทุนลดลง ราคาสินค้าลดลง แต่ค่านักเขียนไม่ได้เพิ่ม”

พลางฝากว่า “ข้อดีของอีบุ๊คส์คือ ทำให้คนอ่านเข้าถึงได้ง่าย แต่การอ่านนั้น เราต้องมีวัฒนธรรมการอ่าน ต้องสร้างบรรยากาศการอ่าน และมีรสนิยมในการอ่านด้วย”

ทั้งนี้ เพื่อคุณภาพของคนในสังคม อันเป็นทรัพยากรของประเทศ แน่นอน…เป็นประเทศที่นักเขียนถูกมองข้ามอยู่ร่ำไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 9 เมษายน 2555, 05:00 น.

โดย หอมรำเพย

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555 สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ได้จัดเปิดตัวนวนิยายเล่มใหม่ของนิวัต พุทธประสาท ในชื่อเล่มว่า “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ณ ArtGorillas ArtGallery บนชั้นสองของโรงภาพยนตร์ลิโด (ซึงอีกไม่นานคงถูกทุบทำลายเพื่อสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่)

ในงานเปิดตัวหนังสือเริ่มขึ้นเมื่อคมสัน นันทจิต พิธีกรดำเนินรายการได้เชิญชวนให้นักอ่าน และผู้สนใจร่วมเข้ารับฟังเสวนาเข้าสู่รายการ โดยหัวข้อสนทนาคือ “จากนิยายสู่อีบุ๊ค อนาคตของหนังสืออยู่ที่ไหน” รายการสนทนาครั้งนี้มีสองนักเขียนหนุ่ม กตัญญู สว่างศรี และจักรพันธุ์ ขวัญมงคล มาทำหน้าที่พิธีกร โดยมีแขกรับเชิญคือ สิริกัญญา ชุ่มเย็น บรรณาธิการ และคุณรวิวร มหะสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ASK Media มาเป็นแขกรับเชิญในการร่วมเสวนา

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง สถานที่เล็กๆอย่างอาร์ตกอริลลาส์เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพี่น้องผองเพื่อนในแวดวงวรรณกรรมอันได้แก่พี่สุชาติ สวัสดิศรี บรรณาธิการช่อการะเกด ศิลปินแห่งชาติ, เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน, คุณอิวากิ นักเขียน นักแปลจากญี่ปุ่น, ฟ้า พูลวรลักษณ์ นักเขียน ผู้กำกับหนังอิสระ, อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการหนังสือ Way ,เฟย์ แห่งเฟลิซิตี้ดอตคอม คอลัมนิสต์วรรณกรรมชื่อดัง นอกจากนั้นยังมีนักเขียนอาทิเช่น กว่าชื่น บางคมบาง, สันติสุข กาญจนประการ, โอสธี, วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์, เรืองกิตติ์, ณขวัญ ศรีิอรุโรทัย, ทินกร หุตางกูร, เอื้อ อัญชลี, องอาจ ชัยชาญชีพ, สุภาพ พิมพ์ชน, สิรินันท์ ห่อหุ้ม, สิริธาดา, นฆ ปักษนาวิน,บุ๊ค อินเทพ, อภิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ, คีรีบูน วงษ์ชื่น, โตมร ศุขปรีชา, วุฒิชัย, สมยศ, จิรภรณ์ วิวา และอีกมากมายที่เอ่ยไม่หมด

ในช่วงแรกของการเสวนาเริ่มต้นด้วยเรื่องการเขียนนิยาย นิวัต เล่าว่าเขาใช้เวลาสามปีกว่าในการเขียนนิยายเรื่องนี้ ในช่วงสามปีเขาพบว่ามีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ ในระหว่างสามปีเขาเขียนภาคหนึ่งทิ้งเอาไว้อยู่นาน เขียนแล้วแก้ แก้แล้วฉีกทิ้งลงขยะ เพราะเขียนไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ จนกระทั่งเริ่มเขียนต่อจนจบภาคแรกและเริ่มภาคที่สอง ส่วนภาคสามเข้าใช้เวลาเขีนน้อยที่สุด โดยแบ่งทั้งสามภาควางโครงเรื่องเอาไว้ว่า ภาคแรกเป็นการปูพื้นนิยาย ภาคที่สองดำเนินเรื่องไปสู่จุดขัดแย้ง และภาคสามเดินไปสู่ความคลี่คลาย แต่กระนั้นนวนิยายของเขาก็มิใช่ว่าจะพบกับคำตอบในทันทีเพราะผู้อ่านอาจจะพบอีกเหลี่ยมมุมหนึ่งของปัญหาใหม่

นอกจากนั้นนิวัตยังคงในรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครในเรื่องซึ่งบางครั้งตัวละครต่างก็มีชีวิตของพวกเขา ไม่เป็นไปตามที่นักเขียนต้องการ แต่นั่นก็สร้างความสดใหม่ให้กับเรื่อง รวมถึงยังแนะนำว่าการเขียนนิยายต้องอาศัยระเบียบวินัยในการทำงานค่อนข้างสูง เพราะการเขียนนิยายนักเขียนจะต้องอยู่กับตัวละครเป็นระยะเวลานาน ไม่เหมือนเรื่องสั้นที่ใช้เวลาเขียนไม่นานนัก

เมื่อถามถึงภาพปกหนังสือ นิวัตเล่าว่าเขาต้องการคนวาดภาพหน้าปกที่มีเอกลักษณ์ บังเอิญเขาพลัดหลงเข้าไปในแกลลอรีแห่งหนึ่งที่มาเก๊า ในวันนั้นฝนตกพรำๆ ห้องแสดงภาพเล็กๆ มีภาพเขียนของศิลปินสาวชาวเกาหลีแสดงอยู่ เขาดูภาพแล้วประทับใจในฝีมือ คิดว่าภาพของศิลปินคนนี้น่าจะเหมาะกับงานที่เขาทำอยู่ เขาจึงซื้อแผ่นซีดีเพลงของศิลปินไปหนึ่งแผ่น แผ่นซีดีแม้จะเพลงเป็นภาษาเกาหลี เขาไม่รู้ความหมาย ทว่าเสียงที่แสดงออกมาจากดนตรีสื่อถึงงานที่มีความสดเป็นอย่างมาก ศิลปินสาวคนนี้คือ บอมโรยา (Bomroya) สิ่งที่นิวัตอยากจะรู้ก็คือถ้านักวาดภาพประกอบไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับวรรณกรรมไทย ผลงานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราเห็นในภาพปกของนวนิยายเล่มนี้

งานเขียนสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือบรรณาธิการ โดยเฉพาะนวนิยายที่มีขนาดใหญ่ การขาดบรรณาธิกรจึงถือเป็นเรื่องที่นักเขียนอาจจะฆ่าตัวตายเอาง่ายๆ นิวัตได้เลือก สิริกัญญา ชุ่มเย็น ซึ่งเป็นบรรณาธิการหน้าใหม่ถอดด้ามมาทำงานด้วย นิวัตให้ความเห็นว่า “อยากได้คนที่ไว้ใจ” เหตุผลนี้น่าสนใจเขาอธิบายว่านักเขียนกับ บรรณาธิการจะต้องเข้าใจกัน ขณะเดียวกันก็ต้องมองเห็นตัวงานของนักเขียน แม้สิริกัญญา จะเป็น บก.ใหม่ ข้อดีคือเธอทำงานอย่างทุ่มเท ระมัดระวัง และเข้มข้น นั่นคือสิ่งที่นักเขียนต้องการ เธอกล่าวว่าผลงานของนิวัตจะต้องอ่านหลายเที่ยว เพื่อเข้าถึงแกนเรื่องที่นักเขียนต้องการ การฝ่าด่านสัญลักษณ์ในงานเขียนเป็นสิ่งที่ท้าทายเสมอ แม้ว่าจะเป็นนิยายโรแมนติกทว่ามันลึกกว่านิยายโรแมนติกทั่วไป

พิธีกรทั้งสองถามถึงจำนวนการพิมพ์ของนวนิยายเล่มนี้ นิวัตตอบด้วยความมุ่งมั่นว่าเขาพิมพ์ครั้งแรกเพียง 500 เล่ม เขาให้เหตุผลว่าเขาเบื่อสายส่งและร้านหนังสือ เพราะไม่สามารถให้ความหวังกับสำนักพิมพ์เล็กๆได้เลยว่าจะขายหนังสือได้มากกว่าเงินที่จ่ายล่วงหน้า และเมื่อครบกำหนดสองปี หนังสือถูกส่งคืนมากองเท่าภูเขา ทั้งที่เขาสามารถขายหนังสือกับบู๊ธ Alternative Writers ได้มากกว่าร้านค้า นั่นทำให้เขาตัดสินใจพิมพ์จำนวนน้อย แต่กระนั้นเขายังเลือกช่องทางใหม่ๆ ที่รู้ว่าอาจจะยังไม่ประสบผลในวันนี้ก็คือการขายในรูปแบบ E-Book

นี่คือเหตุผลสำคัญที่เขาเชิญคุณรวิวร มาให้ความรู้เกี่ยวกับอีบุ๊ค คุณรวิวรซึ่งคว่ำหวอดในวงการไอทีมานานและเป็นผู้เขียนโค้ด App มีความเห็นน่าสนใจคือ เขาชี้แจงส่วนแบ่งรายได้ระหว่างนักเขียน-สำนักพิมพ์ ผู้ผลิตแอป และผู้ให้บริการคือแอปเปิลสโตร์อย่างละเอียด ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านได้ที่เวบไซต์ MEB นอกจากนั้นเขายังตั้งข้อสังเกตเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งนักเขียน-สนพ.ต่างเป็นกังวลกันมากว่าจะโดนดาวน์โหลดแบบหนังและเพลงหรือไม่ คุณระวิวรกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ทางแอปของเขาได้ป้องกันเท่าที่จะสามารถป้องกันได้ แต่กระนั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์

ต่อคำถามที่ว่าแล้วหนังสือจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต นิวัตให้ความเห็นว่าเมื่อมีอีบุ๊ค วงการหนังสือโดยเฉพาะหนังสือเล่มยังจะต้องปรับตัว สายส่งและร้านจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเสียใหม่ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องจัดสรรค์ที่วางหนังสือ ระบบสต๊อค รวมถึงบริการ เพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือทุกเล่ม เพราะข้อจำกัดนี้นี่เองที่จะเป็นตัวชี้บ่งว่าหนังสือเล่มจะรอดหรือจะตาย ส่วนนักเขียนและสนพ. ต่างมีทางออกของตนในทางอื่น

รายการสนทนาปิดท้ายด้วยเรื่องภาพถ่าย ซึ่งนิวัตบอกว่าเขาถ่ายภาพมานานแต่ภาพที่แสดงในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แสดงด้วยภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอล จากนั้นเขาก็อ่านบางตอนของนิยายให้ผู้มาร่วมงานฟัง

คมสัน นันทจิตได้เชิญ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการช่อการะเกด ศิลปินแห่งชาติขึ้นมามอบของที่ระลึกให้กับผู้ร่วมเสวนา จากนั้นคุณสุชาติ ได้กล่าวถึงนิวัต ซึ่งเป็นศิษย์เก่าช่อการะเกด และเคยได้ประดับช่อการะเกดสำหรับเรืองสั้นเรื่อง “ความเหลวใหล” สุชาติกล่าวว่า งานของนิวัตเป็นงานของคนรุ่นใหม่ มีลักษณะเฉพาะตัว มีการพัฒนาในรูปแบบและเนื้อหา สุชาติ สวัสดิ์ศรียังมองด้วยว่าเขาให้ความสำคัญกับงานที่ริเริ่มสร้างสรรค์ กลวิธี มากกว่าภาษา และน่าจะเป็นครั้งแรกที่สุชาติเปิดใจว่าถ้าให้แลกกับการเขียนนิยายจบสักเรื่องกับกับการได้รับรางวัล เขาปรารถนาที่จะเขียนนิยายสักเรื่องให้จบมากกว่า

งานเปิดตัวนวนิยาย “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ในวันนั้นจบลงด้วยความชื่นมื่น ทางสำนักพิมพ์กระซิบมาว่าถ้าขาดตกบกพร่องอย่างไรขออภัยมาในโอกาสนี้ และหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความสุขจากนวนิยายเล่มนี้ของนิวัต พุทธประสาท

ภาพถ่ายโดยองอาจ ชัยชาญชีพ

 

 

นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี  (สิงห์สนามหลวง) อดีตบรรณาธิการนิตยสารวรรณกรรมช่อการะเกด  เปิดเผยว่าขณะนี้ตนและครอบครัวได้มาพักอาศัยที่บริษัททีวีบูรพา เพราะบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่เก็บหนังสือเก่านับแสนเล่ม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทำนบหลัก 6 รังสิต ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยเป็นเรือนบ้าน 4 หลังมี 3 หลังเป็นบ้านชั้นเดียวเก็บหนังสือเก่าที่สะสมมาในรอบ 50 ปี ตั้งแต่เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2505 และอีก 1 หลังเป็นบ้าน 2 ชั้น ซึ่งบนชั้น 2 เก็บคอมพิวเตอร์และภาพเขียนจำนวนมาก โดยหวังว่า หากเป็นไปได้ ก็อยากจะกลับไปเก็บภาพเขียนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ยังเหลืออยู่

นายสุชาติเปิดเผยว่า บ้านทั้ง 4 หลังใช้เป็นที่เก็บสะสมหนังสือเล่ม หนังสือพิมพ์ และนิตยสารรุ่นเก่า ที่ถูกตีพิมพ์ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 บางเล่มตีพิมพ์เมื่อปี 2468 ปี 2470 ปี 2475  มีหนังสือเก่าอาทิ “ประชามิตร” “เสียงใหม่” “อธิปัตย์” “ประชาธิปไตย” “หนังสือพิมพ์ประชาชาติ” นอกจากนั้น ยังมีหนังสือที่ตีพิมพ์สมัย 14 ตุลา 2516 นวนิยายรุ่นเก่า หนังสืออภินันทนาการและงานปัจจุบันที่เก็บไว้ทั้งผลงานตัวเองและผลงานของ “ศรีดาวเรือง” ภรรยา และมีหนังสือกลุ่มที่เคยเป็นหนังสือต้องห้ามซึ่งเกี่ยวกับความคิดทางสังคมการเมือง นิตยสารบางเล่ม เคยเก็บใส่ถังฝังดินไว้เป็นสิบๆ ถังด้วยเหตุผลเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองในอดีต โดยมีบางส่วนจมไปและบางส่วนก็ยังเหลืออยู่จนกระทั่งผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519  หากนับจำนวนเล่มทั้งหมดก็น่าจะเป็นแสนเล่ม และมีภาพวาดอีกเป็นหมื่นภาพ


“ผมตั้งใจจะเก็บไว้ให้คนรุ่นต่อไป โดยจะมอบให้ห้องสมุดหรือสถาบันการศึกษา จัดไว้เป็นหมวดหมู่ มีหนังสือการเมือง สังคมศาสตร์ปริทัศน์ โลกหนังสือ นิตยสารทั้งหลาย สารคดี ศิลปวัฒนธรรม ผมสะสมมาตั้งแต่ปี 05 ปี06 สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์” นักเขียน-บรรณาธิการผู้นี้กล่าว


สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมสูงจนจมมิดบ้านทั้ง 3 หลัง อีกทั้งยังมีทรัพย์สินและสุนัขอีก 2-4 ตัว ที่ยังอยู่บนชั้น 2 ของบ้านอีกหลังหนึ่งนั้น นายสุชาติเปิดเผยว่า ตนและครอบครัวยกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขึ้นไปบนชั้น 2 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 21 ตุลาคม โดยยกของขึ้นที่สูงทั้งคืน แต่ก็ประเมินผิด ไม่คิดว่าน้ำจะท่วมสูงและท่วมอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดต้องใช้แกลลอนเปล่าในการพยุงตัวออกจากบ้านหลังจากเก็บของขึ้นที่สูงแล้ว แต่มีคนเอาแผ่นเหล็กไปปิดกั้นสะพานดำ ไม่ให้ไหลเข้ามาเมืองเอก และคลองเปรมประชากร จากเดิมที่สะพานดำมีด้านล่างไว้สำหรับให้น้ำลอดระบายออกไป แต่เมื่อทางน้ำถูกปิดกั้น น้ำก็ไหลทะลักเข้าฝั่งตะวันออกของทางรถไฟซึ่งเป็นฝั่งที่ตั้งบ้านของตนเองและทราบว่าขณะนี้น้ำสูงจนข้ามทางรถไฟไปได้


ส่วนเหตุการณ์ช่วงเย็นวันที่ 21 ต.ค. น้ำขึ้นสูงประมาณเมตรกว่า ตนกับภรรยาซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นต้องใช้แกลลอนผูกพยุงตัวลอยน้ำพร้อมกับลูกชายต้องเกาะต้นกล้วยออกมาด้วยกัน พร้อมสุนัขตัวเล็กที่ว่ายน้ำตามมาด้วยอีก 1 ตัว กระทั่งถึงฝั่งตรงทางรถไฟ จากนั้นจึงติดต่อเพื่อนที่ทีวีบูรพาและพักค้างคืนที่ทีวีบูรพาจนถึงขณะนี้ อย่างไรก็ตาม นับแต่วันที่ออกจากบ้านในช่วงค่ำวันที่ 21 ต.ค. ตนได้กลับไปดูบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น 22 ต.ค. พร้อมกับทีมงานรายการ “คนค้นคน” พบว่าน้ำขึ้นท่วมบ้านในระดับที่สูงขึ้นไปอีก และระหว่างนั่งเรือกลับออกจากบ้านพร้อมทีม “คนค้นคน” มีสุนัขอีก 4 ตัว จากที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด 7 ตัว  ว่ายน้ำตามมาส่งด้วย โดย 2 ตัว ว่ายหันหลังกลับไป ซึ่งไม่แน่ใจว่าทั้งคู่ว่ายน้ำกลับถึงบ้านหรือไม่ ส่วนอีก 2 ตัว ว่ายน้ำมาถึงทางรถไฟ โดยขณะนี้ไม่ทราบชะตากรรมเป็นอย่างไรเมื่อน้ำสูงข้ามทางรถไฟแล้ว ส่วนอีก 2 ตัวอยู่ชั้น 2 ของที่บ้าน ตอนนี้ หากเป็นไปได้ ก็อยากจะมีเรือที่สามารถเข้าไปถึงบ้านได้ เพื่อเก็บภาพวาดที่เหลือพร้อมอุปกรณ์เท่าที่เป็นไปได้และนำสุนัขออกมาในที่ปลอดภัย    


“ผมอาจจะประมาท แต่ผมก็ไม่ทราบความเป็นจริง ว่าน้ำจะสูงขึ้นและรวดเร็วขนาดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจัดการของคน แทนที่จะระบายน้ำให้เฉลี่ยกันไป 50:50 แต่มีการมากักไว้บางบริเวณ และไม่ได้รับการแจ้งเตือนความเสี่ยง หนังสือที่จมไปแล้วตอนนี้ก็ช่างมัน จมไปหมดแล้ว ผมพยายามช่วยมัน แต่เราไม่รู้ความเป็นจริง ตอนนี้ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปดูบ้านซึ่งยังมีสุนัขอยู่บนชั้น2 ผมอยากไปเก็บภาพเขียนและอุปกรณ์ หากจะมีอะไรพอเหลืออยู่ ดีกว่าไปได้กลับไปเก็บอะไรกลับมาเลย แต่หากเป็นไปไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้” นายสุชาติกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายมกุฏ อรฤดี บก.บห.สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ได้ขึ้นข้อความว่า “ใครมีเรี่ยวแรง และออกนอกพื้นที่ได้ โปรดติดต่อเพื่อกู้ ′บ้านคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี′ ซึ่งขณะนี้อยู่ในน้ำแล้ว การกู้บ้านหลังนี้ ก็เท่ากับกู้ ′สมบัติด้านวรรณกรรมของชาติไทย′”  ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สามัญชน 02 530 5198 หรือ082 993 9033 ติดต่อสอบถามเส้นทางได้ที่ 084 022 1787


ปาฐกถาบทนี้ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ น่าสนใจไม่น้อย การถกเถียงกันในเรื่องการอ่าน การเขียน การพิมพ์ ในประเทศไทยยังต้องปลูกสร้างรากฐานอีกยาวไกล และดูแล้วคงไม่ได้สร้างกันเพียงวันสองวัน เดือนสองเดือน ปีสองปี หรือเพียงแค่ยกระดับกรุงเทพฯเมืองแห่งการอ่านก็คงเป็นเพียงแค่ภาวะทิพย์เท่านั้น

นิธิ เอียวศรีวงศ์ปาฐกถาหัวข้อ ‘นิสัยการอ่านของคนไทยในมิติด้านวัฒนธรรม’ ในการประชุมวิชาการประจำปี Thailand Conference on READING 2011 จัดโดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK park และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) วันที่ 25 ส.ค. 2554

โดยอ.นิธิระบุว่า สังคมไทยเดิมนั้นไม่ใช้ตัวอักษร วรรณกรรมของไทยจึงเพิ่งเกิดมาในสมัยหลังๆ มานี้เอง และมีจำนวนเทียบไม่ได้เลยกับวรรณกรรมมุขปาฐะ คนไทยจึง “อ่าน” ผ่านการ “ฟัง” และส่งต่อความรู้โดยอาศัย “ความจำ”

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของการมีหนังสือบันทึกเรื่องราวและความรู้ลงเป็นตัวอักษร ซึ่งต้องอ่านโดยการตีความ แต่คนไทยก็ยัง “อ่าน” ในรูปแบบเดิมคือ อ่านแล้วจำ การศึกษาไทยยังมีส่วนสำคัญต่อการผลิตคนที่อ่านออกเขียนได้แต่ไม่ใช่นักอ่าน เพราะยังคงสอนความจริงเพียงมิติเดียว ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ การส่งเสริมการอ่าน ก็ดูจะไร้ความหมาย
รายละเอียดดังนี้…..

สังคมไทยไม่ใช่สังคมที่ใช้ตัวอักษร หรือตัวหนังสือมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรป จีน อินเดีย หรือญี่ปุ่น ในระบบการปกครองไทยสมัยโบราณแทบจะไม่มีเอกสารราชการสักเท่าไหร่ เราอาจจะอธิบายว่าเอกสารถูกพม่าเผา แต่ถ้าดูตั้งแต่แต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็จะพบว่ามีเอกสารราชการน้อยมาก คือส่วนกลางแทบไม่ส่งหนังสือถึงหัวเมืองเลยในปีหนึ่งๆ บางเมืองส่งเพียงฉบับหรือสองฉบับเท่านั้น

ดังนั้นหนังสือไม่ใช่สื่อกลางในการบริหารราชการแผ่นดิน การค้าเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ตัวอักษรในหลายแห่งทั่วโลก แต่ในเมืองไทย มีใช้ตัวหนังสือในการทำสัญญาน้อยมาก ที่มีมากที่สุดคือหนังสือสัญญาค้าทาสเท่านั้นเอง นอกจากนั้นก็มีเอกสารเกี่ยวกับคดีที่ปรากฏในศาลเรื่องเช่าที่นา โคกระบือเป็นต้น ซึ่งพบว่าไม่มีหนังสือสัญญาการเช่าระหว่างกัน แม้แต่การยืมเงิน

ที่มีการใช้หนังสือมากอีกอย่างหนึ่งก็คือเอกสารด้านศาสนา ซึ่งส่วนหนึ่งลอกมาจากภาษาบาลีทั้งหลาย มีส่วนที่แปลบ้าง และที่ใช่ตัวหนังสือมากจริงๆ คือหนังสือเทศน์ ที่พระเตรียมเทศน์ให้กับอุบาสกอุบาสิกา

แม้ว่าวรรณกรรมไทยที่เหลือตกทอดเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีอยู่พอสมควร แต่วรรณกรรมในส่วนที่ไม่เหลือตกทอดเพราะเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะนั้นหายไปมากกว่าที่เหลืออยู่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ ถึงแม้จะเขียนเป็นตัวหนังสือ แต่วิธีเสพวรรณกรรมของคนโบราณไม่ได้เสพโดยการอ่าน แต่เขาเสพโดยการฟัง เช่นประเพณีของเจ้านายสมัยโบราณ มีคนขับเสภากล่อมพระบรรทม ดังปรากฏในหนังสือกฎหมายตราสามดวง

พูดอีกนัยหนึ่งคือวิธีการอ่านให้ฟังเป็นหัวใจสำคัญของวรรณกรรมไทย เป็นการอ่านทำนองเสนาะ เป็นการขับ หัวใจสำคัญของวรรณกรรมต่างๆ ของไทยไม่ใช่มาจากการอ่าน แต่เป็นการฟังอันเป็นเหตุผลที่พบว่าวรรณกรรมที่เป็นความเรียงมีไม่ค่อยมากนัก เพิ่งเริ่มมีมากขึ้นนิดหน่อยเมื่อตอนต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง เหตุผลง่ายๆ คือความเรียงเป็นหนังสือสำหรับการอ่านมากกว่าการฟัง เพราะความเรียงต้องการการคิดใคร่ครวญบางอย่างไปกับการอ่านด้วย

ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ เราติดต่อกับจีนมาไม่รู้กี่ศตวรรษแล้ว แต่นำเอาเครื่องพิมพ์มาจากฝรั่งมาใช้ในสมัยถึงรัชกาลที่ 4 แต่ก่อนหน้านี้ เราไม่เคยลอกเลียนเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้เลย แต่ถ้าเราเป็นชาตินักอ่านจริง อย่างไรเราก็หนีไม่พ้นเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่รับเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้ก่อนที่จะมีระบบการพิมพ์แบบฝรั่ง

การอ่านในสังคมไทยจึงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เราฟังมากกว่าอ่าน และถึงแม่ว่าจะมีหลักฐานในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ว่ามีมิชชันนารีที่เข้ามาเปิดคลินิกสอนศาสนาและรักษาผู้ป่วยด้วยในกรุงเทพฯ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 และเขาขยันพอที่จะเก็บรวบรวมสถิติว่ามีคนไข้อ่านออกเขียนได้กี่เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าเขาทำสถิติคือคนไทยอ่านออกเขียนได้ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูจากตัวเลขนี้จะพบว่าคนไทยอ่านออกเขียนได้พอสมควร แต่ความจริงเมื่อเขาไม่ได้ใช้การอ่านในชีวิตประจำวันก็น่าสงสัยว่าการอ่านออกเขียนได้นั้นทำหน้าที่ได้จริงหรือไม่ เพราะอาจจะไม่ได้อ่านคล่องอย่างที่เราอ่านกันทุกวันนี้

ในสังคมที่มีการอ่านน้อย และมีการเขียนน้อย คำถามคือเราสามารถส่งทอดความรู้ ความงาม ความจริงกันอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดคือส่งทอดผ่านความจำ ซึ่งก็ไม่ใช่ของประหลาดอะไร เพราะในระบบการศึกษาแบบโบราณเกือบทุกแห่งก็ส่งทอดความจริง ความงามเหล่านี้ผ่านความจำทั้งนั้น

ขณะเดียวกันพุทธศาสนา (รวมถึงศาสนาอื่นๆ ด้วย) ที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในสังคมโบราณ ก็เสนอว่าความจริงมีอย่างเดียว ทำให้ไม่ต้องใช้สมองวิเคราะห์อะไรมากนัก การศึกษาสังคมโบราณทุกแห่งจึงสอนให้จำ เพราะมีความจริงให้จำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ที่ผมพูดมาถึงตรงนี้เพื่อเตือนให้ระลึกว่า เวลาที่เราพูดถึงการอ่านในสังคมปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าเราไม่ได้ให้ความหมายเดียวกับที่ คนโบราณอ่านหนังสือดังๆ ให้ฟัง ดังที่เราจะเห็นว่าคนเก่าคนแก่จำนวนไม่น้อยที่อ่านแล้วต้องทำเสียงในลำคอ หรือทำปากขมุบขมิบ เพราะการรับความหมายต้องผ่านเสียงก่อนที่จะเข้าไปสู่สมอง
ที่เราเรียกว่าอ่านในปัจจุบันหมายถึงอะไร

ประการแรกสุดผมอยากเตือนว่าแม้ภาษาไทยมีตัวสะกด แต่เราไม่ได้สะกด เราทำเหมือนกับที่คนจีนหรือญี่ปุ่นทำกับภาษาของเขา คือเรามองคำทั้งคำเป็นสัญลักษณ์ คำว่าอ่าน คือการซึมเข้ามาโดยที่เราไมได้ไปสะกดมัน เราจำตัวหนังสือเป็นคำๆ หรือเป็นวลีหรือเป็นประโยคด้วยซ้ำเหมือนว่าเป็นสัญลักษณ์

การที่เราสามารถอ่านได้รวดเร็ว อ่านข้ามไปเวลาอ่านเอกสารบางอย่าง ความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้เป็นโอกาสที่จะทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์ความหมายจากตัวสัญลักษณ์เหล่านี้ไปได้พร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างทีเป็นรูปธรรม เช่น เวลาที่เห็นป้ายห้ามเข้า ซึ่งมีวงกลมและขีดตรงกลาง เราคิดต่ออีกหลายอย่าง ว่าเราจะอ้อมไป หรือเข้าทางไหนได้ หรือมีตำรวจแถวนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ฝ่าเข้าไป เป็นต้น

เมื่อเห็นสัญลักษณ์เราจะคิดวิเคราะห์และรับความรู้สึกด้วย เวลาที่เราอ่านหนังสือเราสามารถรับความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว การกระทำทั้งหมดนี้เรียกว่า ‘การอ่าน’ หัวใจของการทำสิ่งเหล่านี้ได้คือ ความเพลิดเพลิน ผมรู้สึกว่าในประเทศไทยเวลาพูดถึงการอ่าน เราเครียดจังเลย เราพูดถึงประโยชน์ของการอ่านว่าจะมีการพัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่พูดว่ามันสนุกดี ซึ่งนี่เป็นหัวใจของการอ่าน และการสนุกดีจากการอ่านได้ ก็จะต้องอ่านแบบที่กล่าวมา แต่ถ้าจะสนุกจากการอ่านสุนทรภู่ ต้องฟัง คือผ่านสิ่งอื่นมากกว่าผ่านตัวเอกสารโดยตรง

ความสามารถในการวิเคราะห์นี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการอ่านในความหมายแบบใหม่ ซึ่งถ้าเอาความสามารถนี้ไปอ่านหนังสือโบราณ คุณจะรู้สึกว่ามีอะไรขัดๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะคนโบราณไม่ได้เขียนด้วยความคิดว่าผู้เสพจะอ่านแบบปัจจุบัน เขาจึงไม่สนใจที่จะรักษาตรรกะ จากเหตุไปหาผลได้เพื่อที่จะทำให้คนอ่านคล้อยตาม หรือมองเห็นเหตุผลต่างๆ นานาได้

ดังนั้นการที่เราอ่านแบบปัจจุบัน ถ้าเรากลับไปอ่านสุนทรภู่ ก็จะพบว่ามีอะไรขาด หรือกระโดดไป จะไม่ได้รสชาดของการอ่านแบบโบราณ

การอ่านของไทยหลังการพิมพ์แบบตะวันตก

ทั้งหมดที่พูดคือ การอ่านก่อนที่จะมีเทคโนโลยีการพิมพ์และการอ่านหลังการพิมพ์

การอ่านในประเทศไทยหลังจากได้รับการพิมพ์แบบตะวันตกคือการศึกษาแผนใหม่ เกิดโรงเรียนแบบใหม่ แต่โรงเรียนแบบใหม่ก็ยังคงรักษาจุดมุ่งหมาย หรือวิธีการศึกษาแบบโบราณ นั่นคือมุ่งที่จะให้ผู้เรียนจดจำอะไรบางอย่างที่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริงเพียงอย่างเดียว เช่นโลกกลม หรือการแบ่งภูมิภาคต่างๆ ของโลก

กล่าวได้ว่า การศึกษาของไทยในสมัยโบราณความจริงเอามาจากบาลี ขณะที่การศึกษาสมัยใหม่เอาความจริงมาจากภาษาอังกฤษ แต่ยังใช้วิธีการเดียวกันคือ ‘จำ’ สิ่งที่เชื่อว่าเป็น ‘ความจริง’ เอาไว้ ดังนั้น ในแบบเรียนภาษาไทยจะค่อนข้างสั้นและสรุปรวมสิ่งที่ถือว่าเป็นความจริงแท้แน่นอนสำหรับเด็กอ่านและจดจำได้

ผมคิดว่าวิชาวิทยาศาสตร์เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด ตำราวิชาวิทยาศาสตร์ของไทยเทียบกับอเมริกันจะเห็นว่าแตกต่างชัดเจน เพราะตำราของอเมริกันหนามาก เพราะเขาจะอธิบายว่าความจริงเป็นแบบนี้ทำไมเป็นแบบนี้ และคนที่ไม่คิดแบบนี้เขาคิดอย่างไร เพราะการเรียนไม่ใช่การเรียนเฉพาะตัวข้อเท็จจริง แต่เป็นการเรียนวิธีคิด วิธีคิดที่ผิดจึงให้การศึกษาและให้ความรู้กับตัวเราสูงมาก สรุปง่ายๆ คือวิชาวิทยาศาสตร์จึงเต็มไปด้วยการอภิปรายเกี่ยวกับการค้นหาความจริง ไม่ใช่ตัวความจริงที่ยัดไว้ในแบบเรียนเป็นหลัก

ถึงวันนี้การศึกษาของไทยก็ยังไม่ต่างจากโบราณ คือสรุปความจริงให้กะทัดรัด ง่ายต่อการจดจำ ในสภาพการเรียนแบบนี้ คำถามที่ชัดคือ อ่านทำไม เพราะไม่รู้จะอ่านสิ่งที่นอกเหนือจากตำราไปทำไมเนื่องจากเป็นความจริงมิติอื่น ที่ไม่ปรากฏในตำรา

ที่เราบอกว่านักเรียนนักศึกษาควรอ่านให้มาก เพราะความจริงมันสลับซับซ้อนมากกว่า ถ้าเราคิดว่าความจริงเป็นของง่ายๆ ตามตำรา ก็ไม่รู้จะอ่านหนังสือไปทำไม และการเขียนแบบนี้จึงทำให้ครูบังคับให้เด็กอ่านแบบเคร่งเครียดมาก ผมไม่แน่ใจว่ารุ่นหลังนี้ให้อ่านแบบที่ผมเคยเจอหรือเปล่า คือถูกบังคับให้อ่านตั้งแต่ปกรอง คำนำของกระทรวงฯ ถ้าคุณสอนให้เด็กอ่านแบบนี้เขาจะไม่อ่านอีกเลยตลอดชีวิต เพราะมันน่าเบื่อ เหนื่อย ไม่ทำให้รู้สึกว่าการอ่านทำให้เกิดความเพลิดเพลิน และอ่านแล้วคิดไม่เหมือนกันได้ เอามาแลกเปลี่ยนกันได้ เหมือนการดูละครทีวี เรานับถือตัวหนังสือเกินไป ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาก่อนการพิมพ์ คือชินกับการฟังข้อเท็จจริงมากกว่าการอ่านข้อเท็จจริง

เหตุดังนั้นสังคมไทยในแง่ความสำเร็จของรัฐไทยก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการให้คนอ่านออกเขียนได้มาก แต่เป็นชาติที่มีคนอ่านหรือซื้อหนังสืออ่านน้อยมาก เคยมีหัวข้อถามในเว็บไซต์แห่งหนึ่งเปรียบเทียบระหว่างคนไทยกับคนพม่า ว่าใครเป็นนักอ่านมากกว่ากัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือพม่ากับไทยไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักในสมัยโบราณ พบว่าผู้แสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่งที่ได้คลุกคลีกับทั้งคนไทยและคนพม่าเป็นเวลานาน ลงคะแนนว่าคนพม่าโดยพื้นฐานแล้วมีความเป็นนักอ่านมากกว่าคนไทย เพียงแต่ระยะหลังไม่มีอะไรให้อ่าน

เราไม่ใช่ชาตินักอ่าน และตราบเท่าที่เราไม่ทำสองอย่างคือทำให้การอ่านเป็นการหาความสุขในชีวิตอย่างหนึ่ง อ่านสิ่งที่เขาอยากจะอ่าน ไม่จำเป็นต้องอ่านสิ่งที่เป็นประโยชน์ และประการที่สองคือ การอ่านผูกพันอยู่กับการศึกษาตราบเท่าที่เราไม่ได้ปฏิรูปการศึกษามากไปกว่าการแจกแท็บเบล็ตหรือโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษา ทำให้เด็กพบว่าความจริงมองได้หลายชั้น สนุกในการคิดวิเคราะห์ที่แตกต่างจากครูและตำรา ไม่ถูกลงโทษถ้าคิดวิเคราะห์แตกต่างไปจากครูและตำรา ถ้าไม่ทำเช่นนี้ สังคมไทยก็จะไม่ใช่สังคมนักอ่านตลอดไป