Info

Posts from the Book Virus Category

 

 

นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี  (สิงห์สนามหลวง) อดีตบรรณาธิการนิตยสารวรรณกรรมช่อการะเกด  เปิดเผยว่าขณะนี้ตนและครอบครัวได้มาพักอาศัยที่บริษัททีวีบูรพา เพราะบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่เก็บหนังสือเก่านับแสนเล่ม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณทำนบหลัก 6 รังสิต ประสบปัญหาน้ำท่วม โดยเป็นเรือนบ้าน 4 หลังมี 3 หลังเป็นบ้านชั้นเดียวเก็บหนังสือเก่าที่สะสมมาในรอบ 50 ปี ตั้งแต่เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2505 และอีก 1 หลังเป็นบ้าน 2 ชั้น ซึ่งบนชั้น 2 เก็บคอมพิวเตอร์และภาพเขียนจำนวนมาก โดยหวังว่า หากเป็นไปได้ ก็อยากจะกลับไปเก็บภาพเขียนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ยังเหลืออยู่

นายสุชาติเปิดเผยว่า บ้านทั้ง 4 หลังใช้เป็นที่เก็บสะสมหนังสือเล่ม หนังสือพิมพ์ และนิตยสารรุ่นเก่า ที่ถูกตีพิมพ์ตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2500 บางเล่มตีพิมพ์เมื่อปี 2468 ปี 2470 ปี 2475  มีหนังสือเก่าอาทิ “ประชามิตร” “เสียงใหม่” “อธิปัตย์” “ประชาธิปไตย” “หนังสือพิมพ์ประชาชาติ” นอกจากนั้น ยังมีหนังสือที่ตีพิมพ์สมัย 14 ตุลา 2516 นวนิยายรุ่นเก่า หนังสืออภินันทนาการและงานปัจจุบันที่เก็บไว้ทั้งผลงานตัวเองและผลงานของ “ศรีดาวเรือง” ภรรยา และมีหนังสือกลุ่มที่เคยเป็นหนังสือต้องห้ามซึ่งเกี่ยวกับความคิดทางสังคมการเมือง นิตยสารบางเล่ม เคยเก็บใส่ถังฝังดินไว้เป็นสิบๆ ถังด้วยเหตุผลเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองในอดีต โดยมีบางส่วนจมไปและบางส่วนก็ยังเหลืออยู่จนกระทั่งผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519  หากนับจำนวนเล่มทั้งหมดก็น่าจะเป็นแสนเล่ม และมีภาพวาดอีกเป็นหมื่นภาพ


“ผมตั้งใจจะเก็บไว้ให้คนรุ่นต่อไป โดยจะมอบให้ห้องสมุดหรือสถาบันการศึกษา จัดไว้เป็นหมวดหมู่ มีหนังสือการเมือง สังคมศาสตร์ปริทัศน์ โลกหนังสือ นิตยสารทั้งหลาย สารคดี ศิลปวัฒนธรรม ผมสะสมมาตั้งแต่ปี 05 ปี06 สมัยเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์” นักเขียน-บรรณาธิการผู้นี้กล่าว


สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมสูงจนจมมิดบ้านทั้ง 3 หลัง อีกทั้งยังมีทรัพย์สินและสุนัขอีก 2-4 ตัว ที่ยังอยู่บนชั้น 2 ของบ้านอีกหลังหนึ่งนั้น นายสุชาติเปิดเผยว่า ตนและครอบครัวยกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขึ้นไปบนชั้น 2 ตั้งแต่ก่อนวันที่ 21 ตุลาคม โดยยกของขึ้นที่สูงทั้งคืน แต่ก็ประเมินผิด ไม่คิดว่าน้ำจะท่วมสูงและท่วมอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดต้องใช้แกลลอนเปล่าในการพยุงตัวออกจากบ้านหลังจากเก็บของขึ้นที่สูงแล้ว แต่มีคนเอาแผ่นเหล็กไปปิดกั้นสะพานดำ ไม่ให้ไหลเข้ามาเมืองเอก และคลองเปรมประชากร จากเดิมที่สะพานดำมีด้านล่างไว้สำหรับให้น้ำลอดระบายออกไป แต่เมื่อทางน้ำถูกปิดกั้น น้ำก็ไหลทะลักเข้าฝั่งตะวันออกของทางรถไฟซึ่งเป็นฝั่งที่ตั้งบ้านของตนเองและทราบว่าขณะนี้น้ำสูงจนข้ามทางรถไฟไปได้


ส่วนเหตุการณ์ช่วงเย็นวันที่ 21 ต.ค. น้ำขึ้นสูงประมาณเมตรกว่า ตนกับภรรยาซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นต้องใช้แกลลอนผูกพยุงตัวลอยน้ำพร้อมกับลูกชายต้องเกาะต้นกล้วยออกมาด้วยกัน พร้อมสุนัขตัวเล็กที่ว่ายน้ำตามมาด้วยอีก 1 ตัว กระทั่งถึงฝั่งตรงทางรถไฟ จากนั้นจึงติดต่อเพื่อนที่ทีวีบูรพาและพักค้างคืนที่ทีวีบูรพาจนถึงขณะนี้ อย่างไรก็ตาม นับแต่วันที่ออกจากบ้านในช่วงค่ำวันที่ 21 ต.ค. ตนได้กลับไปดูบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น 22 ต.ค. พร้อมกับทีมงานรายการ “คนค้นคน” พบว่าน้ำขึ้นท่วมบ้านในระดับที่สูงขึ้นไปอีก และระหว่างนั่งเรือกลับออกจากบ้านพร้อมทีม “คนค้นคน” มีสุนัขอีก 4 ตัว จากที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด 7 ตัว  ว่ายน้ำตามมาส่งด้วย โดย 2 ตัว ว่ายหันหลังกลับไป ซึ่งไม่แน่ใจว่าทั้งคู่ว่ายน้ำกลับถึงบ้านหรือไม่ ส่วนอีก 2 ตัว ว่ายน้ำมาถึงทางรถไฟ โดยขณะนี้ไม่ทราบชะตากรรมเป็นอย่างไรเมื่อน้ำสูงข้ามทางรถไฟแล้ว ส่วนอีก 2 ตัวอยู่ชั้น 2 ของที่บ้าน ตอนนี้ หากเป็นไปได้ ก็อยากจะมีเรือที่สามารถเข้าไปถึงบ้านได้ เพื่อเก็บภาพวาดที่เหลือพร้อมอุปกรณ์เท่าที่เป็นไปได้และนำสุนัขออกมาในที่ปลอดภัย    


“ผมอาจจะประมาท แต่ผมก็ไม่ทราบความเป็นจริง ว่าน้ำจะสูงขึ้นและรวดเร็วขนาดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจัดการของคน แทนที่จะระบายน้ำให้เฉลี่ยกันไป 50:50 แต่มีการมากักไว้บางบริเวณ และไม่ได้รับการแจ้งเตือนความเสี่ยง หนังสือที่จมไปแล้วตอนนี้ก็ช่างมัน จมไปหมดแล้ว ผมพยายามช่วยมัน แต่เราไม่รู้ความเป็นจริง ตอนนี้ถ้าเป็นไปได้ก็อยากกลับไปดูบ้านซึ่งยังมีสุนัขอยู่บนชั้น2 ผมอยากไปเก็บภาพเขียนและอุปกรณ์ หากจะมีอะไรพอเหลืออยู่ ดีกว่าไปได้กลับไปเก็บอะไรกลับมาเลย แต่หากเป็นไปไม่ได้ ก็ช่วยไม่ได้” นายสุชาติกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายมกุฏ อรฤดี บก.บห.สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ได้ขึ้นข้อความว่า “ใครมีเรี่ยวแรง และออกนอกพื้นที่ได้ โปรดติดต่อเพื่อกู้ ′บ้านคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี′ ซึ่งขณะนี้อยู่ในน้ำแล้ว การกู้บ้านหลังนี้ ก็เท่ากับกู้ ′สมบัติด้านวรรณกรรมของชาติไทย′”  ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สามัญชน 02 530 5198 หรือ082 993 9033 ติดต่อสอบถามเส้นทางได้ที่ 084 022 1787


ปาฐกถาบทนี้ของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ น่าสนใจไม่น้อย การถกเถียงกันในเรื่องการอ่าน การเขียน การพิมพ์ ในประเทศไทยยังต้องปลูกสร้างรากฐานอีกยาวไกล และดูแล้วคงไม่ได้สร้างกันเพียงวันสองวัน เดือนสองเดือน ปีสองปี หรือเพียงแค่ยกระดับกรุงเทพฯเมืองแห่งการอ่านก็คงเป็นเพียงแค่ภาวะทิพย์เท่านั้น

นิธิ เอียวศรีวงศ์ปาฐกถาหัวข้อ ‘นิสัยการอ่านของคนไทยในมิติด้านวัฒนธรรม’ ในการประชุมวิชาการประจำปี Thailand Conference on READING 2011 จัดโดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ TK park และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) วันที่ 25 ส.ค. 2554

โดยอ.นิธิระบุว่า สังคมไทยเดิมนั้นไม่ใช้ตัวอักษร วรรณกรรมของไทยจึงเพิ่งเกิดมาในสมัยหลังๆ มานี้เอง และมีจำนวนเทียบไม่ได้เลยกับวรรณกรรมมุขปาฐะ คนไทยจึง “อ่าน” ผ่านการ “ฟัง” และส่งต่อความรู้โดยอาศัย “ความจำ”

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของการมีหนังสือบันทึกเรื่องราวและความรู้ลงเป็นตัวอักษร ซึ่งต้องอ่านโดยการตีความ แต่คนไทยก็ยัง “อ่าน” ในรูปแบบเดิมคือ อ่านแล้วจำ การศึกษาไทยยังมีส่วนสำคัญต่อการผลิตคนที่อ่านออกเขียนได้แต่ไม่ใช่นักอ่าน เพราะยังคงสอนความจริงเพียงมิติเดียว ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ การส่งเสริมการอ่าน ก็ดูจะไร้ความหมาย
รายละเอียดดังนี้…..

สังคมไทยไม่ใช่สังคมที่ใช้ตัวอักษร หรือตัวหนังสือมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับยุโรป จีน อินเดีย หรือญี่ปุ่น ในระบบการปกครองไทยสมัยโบราณแทบจะไม่มีเอกสารราชการสักเท่าไหร่ เราอาจจะอธิบายว่าเอกสารถูกพม่าเผา แต่ถ้าดูตั้งแต่แต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ก็จะพบว่ามีเอกสารราชการน้อยมาก คือส่วนกลางแทบไม่ส่งหนังสือถึงหัวเมืองเลยในปีหนึ่งๆ บางเมืองส่งเพียงฉบับหรือสองฉบับเท่านั้น

ดังนั้นหนังสือไม่ใช่สื่อกลางในการบริหารราชการแผ่นดิน การค้าเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ตัวอักษรในหลายแห่งทั่วโลก แต่ในเมืองไทย มีใช้ตัวหนังสือในการทำสัญญาน้อยมาก ที่มีมากที่สุดคือหนังสือสัญญาค้าทาสเท่านั้นเอง นอกจากนั้นก็มีเอกสารเกี่ยวกับคดีที่ปรากฏในศาลเรื่องเช่าที่นา โคกระบือเป็นต้น ซึ่งพบว่าไม่มีหนังสือสัญญาการเช่าระหว่างกัน แม้แต่การยืมเงิน

ที่มีการใช้หนังสือมากอีกอย่างหนึ่งก็คือเอกสารด้านศาสนา ซึ่งส่วนหนึ่งลอกมาจากภาษาบาลีทั้งหลาย มีส่วนที่แปลบ้าง และที่ใช่ตัวหนังสือมากจริงๆ คือหนังสือเทศน์ ที่พระเตรียมเทศน์ให้กับอุบาสกอุบาสิกา

แม้ว่าวรรณกรรมไทยที่เหลือตกทอดเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีอยู่พอสมควร แต่วรรณกรรมในส่วนที่ไม่เหลือตกทอดเพราะเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะนั้นหายไปมากกว่าที่เหลืออยู่เป็นลายลักษณ์อักษรไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ ถึงแม้จะเขียนเป็นตัวหนังสือ แต่วิธีเสพวรรณกรรมของคนโบราณไม่ได้เสพโดยการอ่าน แต่เขาเสพโดยการฟัง เช่นประเพณีของเจ้านายสมัยโบราณ มีคนขับเสภากล่อมพระบรรทม ดังปรากฏในหนังสือกฎหมายตราสามดวง

พูดอีกนัยหนึ่งคือวิธีการอ่านให้ฟังเป็นหัวใจสำคัญของวรรณกรรมไทย เป็นการอ่านทำนองเสนาะ เป็นการขับ หัวใจสำคัญของวรรณกรรมต่างๆ ของไทยไม่ใช่มาจากการอ่าน แต่เป็นการฟังอันเป็นเหตุผลที่พบว่าวรรณกรรมที่เป็นความเรียงมีไม่ค่อยมากนัก เพิ่งเริ่มมีมากขึ้นนิดหน่อยเมื่อตอนต้นรัตนโกสินทร์นี้เอง เหตุผลง่ายๆ คือความเรียงเป็นหนังสือสำหรับการอ่านมากกว่าการฟัง เพราะความเรียงต้องการการคิดใคร่ครวญบางอย่างไปกับการอ่านด้วย

ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ เราติดต่อกับจีนมาไม่รู้กี่ศตวรรษแล้ว แต่นำเอาเครื่องพิมพ์มาจากฝรั่งมาใช้ในสมัยถึงรัชกาลที่ 4 แต่ก่อนหน้านี้ เราไม่เคยลอกเลียนเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้เลย แต่ถ้าเราเป็นชาตินักอ่านจริง อย่างไรเราก็หนีไม่พ้นเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้ เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่รับเอาเทคโนโลยีการพิมพ์ของจีนมาใช้ก่อนที่จะมีระบบการพิมพ์แบบฝรั่ง

การอ่านในสังคมไทยจึงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เราฟังมากกว่าอ่าน และถึงแม่ว่าจะมีหลักฐานในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ว่ามีมิชชันนารีที่เข้ามาเปิดคลินิกสอนศาสนาและรักษาผู้ป่วยด้วยในกรุงเทพฯ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 และเขาขยันพอที่จะเก็บรวบรวมสถิติว่ามีคนไข้อ่านออกเขียนได้กี่เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าเขาทำสถิติคือคนไทยอ่านออกเขียนได้ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ถ้าดูจากตัวเลขนี้จะพบว่าคนไทยอ่านออกเขียนได้พอสมควร แต่ความจริงเมื่อเขาไม่ได้ใช้การอ่านในชีวิตประจำวันก็น่าสงสัยว่าการอ่านออกเขียนได้นั้นทำหน้าที่ได้จริงหรือไม่ เพราะอาจจะไม่ได้อ่านคล่องอย่างที่เราอ่านกันทุกวันนี้

ในสังคมที่มีการอ่านน้อย และมีการเขียนน้อย คำถามคือเราสามารถส่งทอดความรู้ ความงาม ความจริงกันอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดคือส่งทอดผ่านความจำ ซึ่งก็ไม่ใช่ของประหลาดอะไร เพราะในระบบการศึกษาแบบโบราณเกือบทุกแห่งก็ส่งทอดความจริง ความงามเหล่านี้ผ่านความจำทั้งนั้น

ขณะเดียวกันพุทธศาสนา (รวมถึงศาสนาอื่นๆ ด้วย) ที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาในสังคมโบราณ ก็เสนอว่าความจริงมีอย่างเดียว ทำให้ไม่ต้องใช้สมองวิเคราะห์อะไรมากนัก การศึกษาสังคมโบราณทุกแห่งจึงสอนให้จำ เพราะมีความจริงให้จำเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ที่ผมพูดมาถึงตรงนี้เพื่อเตือนให้ระลึกว่า เวลาที่เราพูดถึงการอ่านในสังคมปัจจุบันนี้ ผมคิดว่าเราไม่ได้ให้ความหมายเดียวกับที่ คนโบราณอ่านหนังสือดังๆ ให้ฟัง ดังที่เราจะเห็นว่าคนเก่าคนแก่จำนวนไม่น้อยที่อ่านแล้วต้องทำเสียงในลำคอ หรือทำปากขมุบขมิบ เพราะการรับความหมายต้องผ่านเสียงก่อนที่จะเข้าไปสู่สมอง
ที่เราเรียกว่าอ่านในปัจจุบันหมายถึงอะไร

ประการแรกสุดผมอยากเตือนว่าแม้ภาษาไทยมีตัวสะกด แต่เราไม่ได้สะกด เราทำเหมือนกับที่คนจีนหรือญี่ปุ่นทำกับภาษาของเขา คือเรามองคำทั้งคำเป็นสัญลักษณ์ คำว่าอ่าน คือการซึมเข้ามาโดยที่เราไมได้ไปสะกดมัน เราจำตัวหนังสือเป็นคำๆ หรือเป็นวลีหรือเป็นประโยคด้วยซ้ำเหมือนว่าเป็นสัญลักษณ์

การที่เราสามารถอ่านได้รวดเร็ว อ่านข้ามไปเวลาอ่านเอกสารบางอย่าง ความสามารถที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้เป็นโอกาสที่จะทำให้เราสามารถคิดวิเคราะห์ความหมายจากตัวสัญลักษณ์เหล่านี้ไปได้พร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างทีเป็นรูปธรรม เช่น เวลาที่เห็นป้ายห้ามเข้า ซึ่งมีวงกลมและขีดตรงกลาง เราคิดต่ออีกหลายอย่าง ว่าเราจะอ้อมไป หรือเข้าทางไหนได้ หรือมีตำรวจแถวนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ฝ่าเข้าไป เป็นต้น

เมื่อเห็นสัญลักษณ์เราจะคิดวิเคราะห์และรับความรู้สึกด้วย เวลาที่เราอ่านหนังสือเราสามารถรับความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว การกระทำทั้งหมดนี้เรียกว่า ‘การอ่าน’ หัวใจของการทำสิ่งเหล่านี้ได้คือ ความเพลิดเพลิน ผมรู้สึกว่าในประเทศไทยเวลาพูดถึงการอ่าน เราเครียดจังเลย เราพูดถึงประโยชน์ของการอ่านว่าจะมีการพัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่พูดว่ามันสนุกดี ซึ่งนี่เป็นหัวใจของการอ่าน และการสนุกดีจากการอ่านได้ ก็จะต้องอ่านแบบที่กล่าวมา แต่ถ้าจะสนุกจากการอ่านสุนทรภู่ ต้องฟัง คือผ่านสิ่งอื่นมากกว่าผ่านตัวเอกสารโดยตรง

ความสามารถในการวิเคราะห์นี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการอ่านในความหมายแบบใหม่ ซึ่งถ้าเอาความสามารถนี้ไปอ่านหนังสือโบราณ คุณจะรู้สึกว่ามีอะไรขัดๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะคนโบราณไม่ได้เขียนด้วยความคิดว่าผู้เสพจะอ่านแบบปัจจุบัน เขาจึงไม่สนใจที่จะรักษาตรรกะ จากเหตุไปหาผลได้เพื่อที่จะทำให้คนอ่านคล้อยตาม หรือมองเห็นเหตุผลต่างๆ นานาได้

ดังนั้นการที่เราอ่านแบบปัจจุบัน ถ้าเรากลับไปอ่านสุนทรภู่ ก็จะพบว่ามีอะไรขาด หรือกระโดดไป จะไม่ได้รสชาดของการอ่านแบบโบราณ

การอ่านของไทยหลังการพิมพ์แบบตะวันตก

ทั้งหมดที่พูดคือ การอ่านก่อนที่จะมีเทคโนโลยีการพิมพ์และการอ่านหลังการพิมพ์

การอ่านในประเทศไทยหลังจากได้รับการพิมพ์แบบตะวันตกคือการศึกษาแผนใหม่ เกิดโรงเรียนแบบใหม่ แต่โรงเรียนแบบใหม่ก็ยังคงรักษาจุดมุ่งหมาย หรือวิธีการศึกษาแบบโบราณ นั่นคือมุ่งที่จะให้ผู้เรียนจดจำอะไรบางอย่างที่เราเชื่อว่ามันเป็นความจริงเพียงอย่างเดียว เช่นโลกกลม หรือการแบ่งภูมิภาคต่างๆ ของโลก

กล่าวได้ว่า การศึกษาของไทยในสมัยโบราณความจริงเอามาจากบาลี ขณะที่การศึกษาสมัยใหม่เอาความจริงมาจากภาษาอังกฤษ แต่ยังใช้วิธีการเดียวกันคือ ‘จำ’ สิ่งที่เชื่อว่าเป็น ‘ความจริง’ เอาไว้ ดังนั้น ในแบบเรียนภาษาไทยจะค่อนข้างสั้นและสรุปรวมสิ่งที่ถือว่าเป็นความจริงแท้แน่นอนสำหรับเด็กอ่านและจดจำได้

ผมคิดว่าวิชาวิทยาศาสตร์เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด ตำราวิชาวิทยาศาสตร์ของไทยเทียบกับอเมริกันจะเห็นว่าแตกต่างชัดเจน เพราะตำราของอเมริกันหนามาก เพราะเขาจะอธิบายว่าความจริงเป็นแบบนี้ทำไมเป็นแบบนี้ และคนที่ไม่คิดแบบนี้เขาคิดอย่างไร เพราะการเรียนไม่ใช่การเรียนเฉพาะตัวข้อเท็จจริง แต่เป็นการเรียนวิธีคิด วิธีคิดที่ผิดจึงให้การศึกษาและให้ความรู้กับตัวเราสูงมาก สรุปง่ายๆ คือวิชาวิทยาศาสตร์จึงเต็มไปด้วยการอภิปรายเกี่ยวกับการค้นหาความจริง ไม่ใช่ตัวความจริงที่ยัดไว้ในแบบเรียนเป็นหลัก

ถึงวันนี้การศึกษาของไทยก็ยังไม่ต่างจากโบราณ คือสรุปความจริงให้กะทัดรัด ง่ายต่อการจดจำ ในสภาพการเรียนแบบนี้ คำถามที่ชัดคือ อ่านทำไม เพราะไม่รู้จะอ่านสิ่งที่นอกเหนือจากตำราไปทำไมเนื่องจากเป็นความจริงมิติอื่น ที่ไม่ปรากฏในตำรา

ที่เราบอกว่านักเรียนนักศึกษาควรอ่านให้มาก เพราะความจริงมันสลับซับซ้อนมากกว่า ถ้าเราคิดว่าความจริงเป็นของง่ายๆ ตามตำรา ก็ไม่รู้จะอ่านหนังสือไปทำไม และการเขียนแบบนี้จึงทำให้ครูบังคับให้เด็กอ่านแบบเคร่งเครียดมาก ผมไม่แน่ใจว่ารุ่นหลังนี้ให้อ่านแบบที่ผมเคยเจอหรือเปล่า คือถูกบังคับให้อ่านตั้งแต่ปกรอง คำนำของกระทรวงฯ ถ้าคุณสอนให้เด็กอ่านแบบนี้เขาจะไม่อ่านอีกเลยตลอดชีวิต เพราะมันน่าเบื่อ เหนื่อย ไม่ทำให้รู้สึกว่าการอ่านทำให้เกิดความเพลิดเพลิน และอ่านแล้วคิดไม่เหมือนกันได้ เอามาแลกเปลี่ยนกันได้ เหมือนการดูละครทีวี เรานับถือตัวหนังสือเกินไป ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาก่อนการพิมพ์ คือชินกับการฟังข้อเท็จจริงมากกว่าการอ่านข้อเท็จจริง

เหตุดังนั้นสังคมไทยในแง่ความสำเร็จของรัฐไทยก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการให้คนอ่านออกเขียนได้มาก แต่เป็นชาติที่มีคนอ่านหรือซื้อหนังสืออ่านน้อยมาก เคยมีหัวข้อถามในเว็บไซต์แห่งหนึ่งเปรียบเทียบระหว่างคนไทยกับคนพม่า ว่าใครเป็นนักอ่านมากกว่ากัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือพม่ากับไทยไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักในสมัยโบราณ พบว่าผู้แสดงความเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝรั่งที่ได้คลุกคลีกับทั้งคนไทยและคนพม่าเป็นเวลานาน ลงคะแนนว่าคนพม่าโดยพื้นฐานแล้วมีความเป็นนักอ่านมากกว่าคนไทย เพียงแต่ระยะหลังไม่มีอะไรให้อ่าน

เราไม่ใช่ชาตินักอ่าน และตราบเท่าที่เราไม่ทำสองอย่างคือทำให้การอ่านเป็นการหาความสุขในชีวิตอย่างหนึ่ง อ่านสิ่งที่เขาอยากจะอ่าน ไม่จำเป็นต้องอ่านสิ่งที่เป็นประโยชน์ และประการที่สองคือ การอ่านผูกพันอยู่กับการศึกษาตราบเท่าที่เราไม่ได้ปฏิรูปการศึกษามากไปกว่าการแจกแท็บเบล็ตหรือโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษา ทำให้เด็กพบว่าความจริงมองได้หลายชั้น สนุกในการคิดวิเคราะห์ที่แตกต่างจากครูและตำรา ไม่ถูกลงโทษถ้าคิดวิเคราะห์แตกต่างไปจากครูและตำรา ถ้าไม่ทำเช่นนี้ สังคมไทยก็จะไม่ใช่สังคมนักอ่านตลอดไป

สุรัตน์ สุวนิช

หลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคุณสุรัตน์ สุวนิช ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ผมนิ่งอึ้งไปสักพัก แม้ไม่ได้รู้จักคุณสุรัตน์เป็นการส่วนตัว แต่ในฐานะของคนที่ชอบถ่ายภาพ ผมเองก็นับถือในความสามารถของคุณสุรัตน์เป็นอย่างมาก มันทำให้ผมนึกถึงอดีตสมัยที่ผมยังใส่ขาสั้นเรียนชั้นมัธยมปลาย เวลานั้นผมเพิ่งหัดถ่ายภาพใหม่ ๆ ตอนนั้นผมรับนิตยสารโฟโตไทยแลนด์ หนังสือเกี่ยวกับกล้องและภาพถ่ายที่ไม่เหมือนเล่มใดในตลาด และในหนังสือภาพถ่ายนั้นมีโฆษณาเล็ก ๆ ของแลปขาวดำแห่งหนึ่ง ผมจำเนื้อหาโฆษณาไม่ได้ แต่อ่านแล้วคนที่พึ่งฝึกหัดถ่ายภาพขาวดำย่างผมอยากไปใช้บริการในทันที เพราะเมื่ออ่านคำโฆษณาแล้วดูว่าร้านนี้เป็นมิตรกับมือใหม่

วันหนึ่งผมก็นำฟิล์มสามสี่ม้วนนั่งรถเมล์ไปแถวสี่พระยา แลปขาวดำของคุณสุรัตน์เป็นห้องแบ่งเช่าอยู่ชั้นบน เวลาขึ้นบันได้ต้องขึ้นทางด้านข้างอาคาร ด้านหน้าไม่มีป้ายร้าน อาศัยอ่านจากแผนที่ ตอนที่ผมเดินขึ้นไปใจก็ตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ พอใกล้ถึงห้อง ผมเริ่มใจชื้นเพราะบริเวณบันไดผมเห็นภาพถ่ายขาวดำใส่กรอบวางโชว์เอาไว้บนพื้น เมื่อเข้าไปถึงสตูดิโอ ซึ่งเป็นห้องขนาดปานกลาง มีโต๊ะสตูดิโอตัวใหญ่วางกลางห้อง สุมด้วยหนังสือ ภาพถ่าย อุปกรณ์ วันที่ผมไปนั้นไม่มีลูกค้า ผมได้ยินเสียงเพลงดังมาจากด้านใน เดาเอาว่าคงเป็นห้องมืด ผมนั่งรอสักพักชายร่างผอมบาง ไว้หนวดเคราก็เดินออกมาด้วยกิริยาที่น่าทึ่ง เขาถามผมว่ามาทำอะไร ผมบอกไปว่าอยากให้ช่วยล้างฟิล์มแล้วก็อัดรูป แม้เขาจะเห็นผมเป็นเด็ก ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร รับฟิล์มของผมมาแล้วก็ออกใบเสร็จ

ผมมารับฟิล์มที่ล้างพร้อมกับปรู๊ฟ ในอีกหนึ่งอาทิตย์ ท่าทางของคุณสุรัตน์นั้นเป็นกันเอง เขามักปรากฏกายจากห้องมืด บางครั้งไม่สวมเสื้อ เสียงเพลงดังลั่น เขาบอกผมว่าเวลาอัดรูปชอบเปิดเพลงฟัง

ผมไปใช้บริการสตูดิโอของคุณสุรัตน์อยู่สามสี่ครั้ง บางครั้งไปก็ไม่เจอตัวเพราะแกเดินทางบ่อย ประกอบกับผมเองก็ยังเด็กเกินกว่าจะถ่ายภาพหรืออัดภาพได้เยอะ ๆ จึงไม่ได้ไปล้างรูปขาวดำกับคุณสุรัตน์อีก

ภาพขาวดำที่ล้างโดยคนสุรัตน์นั้นน่าทึ่งมาก มันสวยจนบอกไม่ถูก ทุกวันนี้ผมยังเก็บเอาไว้ ภาพถ่ายนั้นอัดด้วยกระดาษ Ilford แบบด้าน ให้รายละเอียดที่นิ่มนวล คอนทราสต์ที่เด็ดขาด

หลายปีต่อมา ผมนึกพล๊อตเรื่องเกี่ยวกับช่างภาพได้ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “ภาพสุดท้าย” เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารช่อการะเกด และจัดพิมพ์เป็นเล่มอยู่ในรวมเรื่องสั้นชุด “แสงแรกของจักรวาลและเรื่องสั้นอื่น ๆ “

เรืืื่องสั้นเรื่องนี้ผมได้แรงบันดาลใจตัวละครเอกมาจากคุณสุรัตน์ โดยเฉพาะฉากในห้องพักนั้นเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่ผมได้สัมผัสสตูดิโอของเขาที่สี่พระยานั่นเอง

ภาพถ่ายวงคาราวาน โดย นิวัต พุทธประสาท ล้างฟิล์มและอัดภาพโดย สุรัตน์ สุวนิช

โดย นิวัต พุทธประสาท

หมายเหตุ: ผมกลับไปรื้อแฟ้มอิเลคโทรนิกเก่า ๆ พบข้อเขียนที่เขียนเอาไว้นานแล้ว เป็นข้อเขียนแนะนำประสบการณ์ในการเขียน แม้จะผิว ๆ แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อนักเขียนใหม่ที่กำลังเริ่มต้นงานเขียน ข้อเขียนนี้เคยลงในเวบไซต์ www.thaiwriter.net ในยุคแรก ๆ ไปแล้ว นี่เป็นการปัดฝุ่นโดยไม่ได้แตะต้องอะไรมันเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว

รายละเอียดของชีวิต

ผมเคยนึกย้อนถึงตัวเองว่า ทำไมถึงอยากเขียนหนังสือ ผมลองนับดูและตัดเหตุผลยิบย่อยออกไป ก็พบว่ามีเรื่องบางเรื่องที่อยากสื่อสาร แต่สื่อสารผ่านการเล่าด้วยปากเปล่าไม่ได้ (ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเป็น) ทว่าในสมองนี่มีเรื่องตีกันวุ่นไปหมด เมื่อมันมาถึงจุดหนึ่งมันก็ระเบิดออกมา

และอีกประการก็คือ ผมอยากเป็นผู้กำกับหนัง แต่ไม่มีปัญญาที่จะสร้างหนังได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่เราจะสร้างโลกจินตนาการจำลอง ก็น่าจะเป็นการเขียนหนังสือ ที่สำคัญอีกประการ ผมชอบงานศิลปะเป็นทุนเดิม ขนาดเคยคิดจะเป็นจิตรกร ลงทุนจะสอบเข้าไปเรียนคณะจิตรกรรมเสียด้วยซ้ำ แต่เหมือนมีอะไรมาถีบ (ตัวขี้เกียจ) มันก็เลยรีเจกความคิดดังกล่าวออกมาเสียก่อน

ดังนั้นเมื่อผมเริ่มเขียน ผมจึงเขียนจากแรงบันดาลใจ ทั้งทางตรง ทางอ้อม ผมรู้สึกว่ามันมีเรื่องจะเล่าเต็มไปหมด มีเรื่องที่จะเล่น มีเรื่องที่จะเขียน มีเรื่องที่จะแกล้งคนอ่าน จริง ๆ นะครับ แล้วสุดท้ายผมก็เริ่มที่จะสร้างจินตนาการที่มีแต่อากาศ มาเขียนเป็นตัวหนังสือบนกระดาษ…ขอบคุณที่มีคนสร้างระบบตัวอักษรให้มนุษย์อย่างเรา

แรงบันดาลใจมาจากไหน

1.ชีวิตประจำวัน (อันไม่เป็นโล้เป็นพาย) เช่นตื่นเช้าคุณทำอะไรบ้าง นึก ๆ มีแต่เรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่นั่นแหละพล็อตเรื่องเราดี ๆ นี่เอง ลองสำรวจหลอดยาสีฟัน ถ้าบ้านไหนมีคนอยู่เยอะ ๆ หลอดมักจะถูกบีบจากต้นหลอด ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ยังใช้ตะกั่วทำเป็นหลอดยาสีฟันล่ะก็ ใครที่บีบยาตั้งแต่ต้นหลอดมีหวังโดนเอ็ด แต่หลอดยาสีฟันปัจจุบันทำจาพลาสติกกันเกือบทุกยี่ห้อ แต่ก็ยังมีเรื่องเอามาเล่าได้ จากนั้นคุณก็เริ่มสำรวจตัวเองทุกเช้า คุณจะเห็นพล็อตเรื่อง และแรงบันดาลใจทุกเช้า สำรวจกระจกว่ามีรอยขูด รอยร้าวหรือเปล่า มันอาจจะกลายเป็นรายละเอียดของฉากในเรื่องสั้นเรื่องใดของคุณก็เป็นได้ การเป็นคนช่างสังเกตและเก็บเอาไว้เป็นคลังควรจะทำจนเป็นนิสัย

บางทีคุณอาจจะต้องลงทุนทำอะไรน่าอายไปบ้าง เช่นบางทีต้องออกไปยืนกลางแดด เพื่อจดจ้องบางอย่าง แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่คุณจะได้ข้อมูลซึ่งไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งคุณอาจจะต้องใช้มัน

และที่สำคัญอย่าทำให้รายละเอียดเหล่านั้นหายไปจากความทรงจำ เราต้องยอมรับว่าสมองของคนเรามักละลายความทรงจำขยะทิ้ง สมองของคนเราก็คล้าย ๆ Ram เป็นความทรงจำแบบชั่วคราว เมื่อมีข้อมูลที่ไม่ใช้เยอะ ๆ มันก็จะทำลายไปหมด แล้วจดจำข้อมูลใหม่ ๆ ดังนั้นทางที่ดีที่จะเก็บความทรงจำเหล่านั้นมาก็คือ “จดบันทึก”

2.งานศิลปะ นี่คือสิ่งที่จะช่วยเราเยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยว และช่วยให้คุณเกิดแรงบันดาลใจที่แสนวิเศษ ถ้าคุณไม่รู้ว่าความงดงามในโลกมีอะไรบ้าง เพราะแน่นอนว่าศิลปะนั้นตัดทอนความงามแบบธรรมชาติมาสู่จินตนาการใหม่ ดังนั้นงานเขียนจึงปฏิเสธศิลปะไม่ได้แน่นอน ชีวิตจริงเราน่าเบื่อ ถ้าลองเล่าไปตามธรรมดาตั้งแต่ตื่นนอนยันออกจากบ้าน คนเราจะสนุกที่จะอ่านหรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องจะจริงเท่าไหร่ แต่ใช่ว่าจะเขียนออกมาได้เหมือนจริง

ในโลกการเขียนเหมือนเรามีโลกหนึ่งโลกที่เราสร้างขึ้น คุณจะทำให้เรื่องที่โกหก กลายเป็นเรื่องจริงได้อย่างไร  คุณจะทำให้ตัวละครที่คุณสร้างขึ้นมีชีวิตชีวาแบบไหน นั่นคือหน้าที่ที่คุณต้องทำให้มากที่สุด แม้ว่าตัวละครตัวนั้นจะไม่เคยมีชีวิตอยู่ก็ตาม

ดังนั้นงานเขียนต้องอาศัยศิลปะ ต้องแยกแยะความจริง ออกจากความงาม

ถ้าคุณเคยชมภาพถ่ายธรรมชาติ จากนิตยสารท่องเที่ยว คุณดูภาพแล้วอยากจะไปสัมผัสสถานที่แห่งนั้น และเมื่อคุณไปถึงคุณกลับพบว่าภาพที่คุณเห็น เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่ช่างภาพได้ซูมไปจุดที่สวยงามจุดเดียว ขณะที่สายตาจริง ๆ ของคุณแลเห็นภาพได้กว้างขวาง ภาพถ่ายธรรมชาติที่สวยงามที่เห็น ทว่าความจริงอาจจะมีถังขยะเขรอะ ๆ ตั้งอยู่ข้าง ๆ ก็เป็นได้ ดังนั้นขอให้เชื่อว่าความจริงมันสวยอยู่ แต่ต้องการการตัดทอนออกไป เมื่อตัดตอนออกไปแล้วจะเหลือความงามในแบบที่เป็นศิลปะ เพราะมันได้ผ่านการกลั่นกรองจากสมองของเรา

3.ขจัดความกลัวที่จะทำงานใหม่ ๆ แบบใหม่ ๆ ข้อนี้แม้จะยากอยู่สักหน่อย แต่เป็นสิ่งที่เราควรจะยึดถือเอาไว้ แม้ผมจะเข้าใจว่าสิ่งใหม่ ๆ ถูกสร้างหรือถูกเขียน มาจนหมดแล้วก็ตาม สิ่งที่มีอยู่อาจจะเป็นเพียงความพยายามที่จะทำให้เราได้เล่าเรื่องที่เรารับรู้เท่านั้น แต่ขอให้พึงคิดเสมอก็คือเมื่อเราลงมือเขียน เราควรจะคิดเสมอว่า ทำอย่างไรที่เราจะไม่ดำเนินรอยตามรูปแบบเดิม ๆ ของเรา

4.หัวใจของเรื่องแต่ง คือการทำให้คนอ่านมีจินตนาการของเขาบ้าง อย่าด่วนสรุปว่าคนอ่านจะต้องเข้าใจเหมือนเรา บางครั้งเรามักจะได้ยินว่านักวิจารณ์อ่านเข้าใจอีกแบบ แต่นักเขียนบอกว่าที่เขียนมาทั้งหมดคิดเพียงเท่านั้น ไม่ได้คิดลึกซึ้งอย่างที่คนอ่านคิด แต่ก็ใช่จะหมายความตามนั้นทั้งหมด แต่ที่เกิดปรากฏการแบบนั้นก็เพราะว่า เราเผื่อพื้นที่จินตนาการเอาไว้ต่างหาก เพราะความคิดที่ไม่เบ็ดเสร็จว่าคุณต้องเข้าใจแบบนี้เสมอ ทำให้เรามีพื้นที่เหลือ และพื้นที่นั้นแหละที่ทำให้เกิดความคิดต่อมา

อ่านถึงตรงนี้อาจจะไม่ใช่ทฤษฎีหรือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่จะเกิดกับทุกคน แต่เป็นเพียงประสบการณ์ของคน ๆ หนึ่งที่เคยทำมาก่อนเท่านั้น

งานเขียนมีวิธีหลากหลายที่จะสร้าง แต่ล่ะคนแต่ล่ะแบบก็แตกต่างกัน บรรทัดฐานการสร้างงานเป็นเพียงองค์ประกอบ ดังนั้นถ้าคุณมีวิธีสร้างงานแบบของคุณที่ไม่เหมือนผม มันก็เป็นเรื่องที่ธรรมดาเหลือเกิน

ดังนั้นเลือกวิธี แบบที่คุณถนัด นั่นแหละครับ…ผมว่าฉิว

 

หมายเหตุ:

1.การเขียนถึงนิยายเรื่อง “ใบหน้าอื่น” ของตัวผู้เขียนเองแม้จะดูแปลกแปร่ง ทว่าเมื่อผู้เขียนชมละครเรื่องนี้จบ กลับมีแง่มุมสะท้อนถึงตัวงานที่เขียน บทความชิ้นนี้จึงเหมือนการเปลือยกายแล้ววิจารณ์ตัวเอง

2.แม้จะหานิยายเล่มนี้อ่านไม่ได้แล้ว หรือหาอ่านยาก ทว่าบทความนี้เปิดเผยบางตอน-ตอนจบ ของนิยาย ท่านที่คิดว่าจะหานิยายมาอ่าน (แม้ว่าจะนานแค่ไหน) ไม่ควรอ่านบทความนี้

เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้รับข้อความแปะอยู่ในบล๊อคของผมจากน้องนิว-สิริกัญญา ชุ่มเย็น ว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นไปทำละครเวที ซึ่งเป็นละครเวทีวิทยานิพนธ์ของเธอ น้องนิวเรียนในคณะอักษรศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อมาผมจึงรู้ว่าน้องนิวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สกุล บุญยทัต ซึ่งคลุกคลีกับงานละครมาอย่างยาวนาน จากนั้นน้องนิวก็ชวนผมมาชมละครของคณะ ซึ่งผมก็ได้รับชมบรรยากาศของละครอีกครั้งหลังจากไม่ได้ชมละครเวทีมานานพอสมควร ต้องบอกว่าบรรยากาศของหอแสดงละครที่อาคารวัชรนาฎยสภา ที่ทับแก้วหรือคนแถวนั้นเรียกว่า เอสี่ มีความขลังไม่น้อย อาคารทรงกลมเป็นโดม ทำให้นึกถึงโรงละครของเช็กสเปียร์ไม่มีผิด การที่อาคารเป็นทรงกลมทำให้อคูสติกของอาคารไม่มีมุมสะท้อนเสียง จึงทำให้การแสดงมีเสียงที่สด ชัดเจน ปราศจากเสียงก้อง ขณะที่เวทีการแสดงนั้นสามารถดัดแปลงได้หลากหลาย มันจึงเหมาะแก่เล่นละครเล็ก ๆ ที่มีคนดูไม่มาก

ตอนที่น้องนิวบอกว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นมาทำละคร สิ่งที่ผมหนักใจที่สุดก็คือว่า นิยายเรื่องนี้ของผมมิได้เขียนขึ้นเพื่อนำมาทำละคร และแนวทางนิยายมีลักษณะการเขียนในแบบกระแสสำนึก (stream of conciousness) ซึ่งมีแอคชั่นน้อยมาก เพราะเรื่องราวทั้งหมดเหมือนหลั่งไหลออกมาจากสมอง ราวกับเสียงก้องที่ก้องอยู่ในหัว ดังนั้นถ้าจะนำนิยายมาทำละคร จะต้องแปรเปลี่ยนนามธรรมในนิยายให้ออกมาในรูปแบบการแสดง

แล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าข้อจำกัดของละครเวทีมีมากกว่าข้อจำกัดของภาพยนตร์ มันจึงยากขึ้นไปอีกหลายเท่าจนผมเองก็จินตนาการไม่ออกว่าละครจะเป็นอย่างไร แล้วระหว่างขั้นตอนการทำละครผมเองก็มิได้ล่วงรู้ว่าละครจะออกมาในแบบไหนจนกระทั่งวันที่ผมเข้าไปนั่งชมในโรงละคร

ละคร “ใบหน้าอื่น” เล่าเรื่องของ เอก เด็กหนุ่มบ้านแตกที่กำลังค้นหาว่าตัวเองจะค้นหาหนทางชีวิตอย่างไร พี่ชายของเขาเป็นเหมือนคนนอก ไม่สนใจใช้ชีวิตเช่นเด็กทั่วไป พี่ชายของเอกติดยา คิดว่าเขาเป็นตัวถ่วงความเจริญของบ้าน ส่วนพ่อของเอกเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เป็นคนขี้เหล้า ขี้โมโห พ่อคิดว่าทุกคนในบ้านล้วนแล้วแต่ไม่เอาไหน คนในครอบครัวต้องการคนดูแล ถ้าไม่มีพ่อครอบครัวก็อยู่ไม่ได้ ส่วนแม่ของเอกมิได้ต่อต้าน เธอเลี้ยงลูกอย่างที่แม่ควรจะเลี้ยง เธอไม่ได้มีอิทธิพลแปรเปลี่ยนใครได้เลยนอกจากเดินจากไป ส่วนเอกซึ่งพ่อหวังว่าจะเป็นตัวแทนของครอบครัว พ่อตั้งใจให้เอกเรียนดี มีอาชีพดี เพื่อเป็นดังทายาทที่สามารถฝากผีฝากไข้ ทว่าเอกอยากเป็นนักฟุตบอล อยากทำตามใจตัวเอง มีชีวิตที่ตัวเองเลือก (ไม่ว่าเขาจะเลือกในสิ่งที่ร้ายหรือดี) เขาถูกบังคับให้เรียนหนังสือ เลือกในสิ่งที่พ่อเลือก จนในที่สุดเขาก็เริ่มขบถกับมันทีละน้อย เขาเรียนแย่ลง ๆ ภาพของพี่ชายผู้ปลิดชีพของตนอันเป็นตัวแทนของความล้มเหลวยิ่งกัดกร่อนหัวใจของเขา ภาพครอบครัวทะเลาะกันทุกวี่วันทำให้เขาไม่เข้าใจว่าจะมีชีวิตไปทำไม

วันหนึ่งเอกพบกับแก้ว หญิงสาวสวย มีฐานะ มีการศึกษาที่ดี เธอเดินเข้ามาในชีวิตอย่างบังเอิญ และเอกเชื่อว่าแก้วคือหนทางอีกหนทางหนึ่งที่จะนำเขาออกไปจากโลกใบเดิมของเขา ทว่าการตายของพี่ชาย และการจากไปของแก้ว ทำให้เขาพบว่าเขาควรจะหวนกลับสู่เส้นทางเดิมของตน นั่นคือดิ่งลึกสู่จุดจบของตนเอง เอกพยายามลืมทุกสิ่งที่เข้ามาสู่ตัวเขา แล้วสิ่งที่เขาค้นพบก็คือทุ่งดอกไม้ซึ่งเขาเข้าไปซุกตัว

สิ่งที่ละครทำได้ดีมากก็คือรื้อโครงสร้างทั้งหมดของนิยายออกมาเป็นส่วน จากนั้นก็จัดวางมันขึ้นมาใหม่ ด้วยโครงสร้างใหม่ที่เหมาะสมต่อการเล่าเรื่องแบบละคร การรื้อครั้งนี้ทำให้ละครสามารถเล่าเรื่องของนิยายได้ทรงพลัง อย่างน้อยมันทำให้เราสะพรึงกลัวต่อสิ่งที่เกิดตรงหน้า ขณะเดียวกันละครก็ตีความตัวนิยายใหม่ ด้วยการเปิดเผยต่อผู้ชมว่าผู้ที่มาพบเอกตอนสูญเสียความทรงจำนั่นก็คือแก้ว ซึ่งทำให้ละครสามารถสอดแทรกแนวความคิด บทสนทนาในแบบกระแสสำนึกเข้าไปได้อีก และในบางบทสนทนาผู้เขียนบทก็ได้ตอบโต้ตัวละครอย่างเอกได้อย่างสาสม เพราะเอกนั้นอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่เปิดตัวไปสู่โลกที่กว้างไกลกว่า เขาจึงติดกับดักที่ตัวเองวางเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้นหนทางที่เอกเลือกก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าทำไมเขาจึงยอมดิ่งจมไปสู่โลกของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเก็บความเจ็บช้ำนั้นเพียงลำพังราวกับไม่เคยพบใบหน้าตัวเอง สิ่งนี้แหละครับที่ละครทิ้งเอาไว้ให้ผู้ชมไปขบคิดกันต่อ และดำเนินชีวิตใบหน้าอื่นซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวของผู้ชมต่อไปในแบบที่ผู้ชมจะสร้างมันขึ้นมา…ใบหน้าของตนเองที่แปรผัน

ในฐานะที่เป็นเจ้าของนิยายต้นฉบับ คงมีคนถามว่าพอใจกับละครไหม คงตอบได้โดยไม่เขินว่าชอบครับ ใครจะคิดว่าเด็กมหาวิทยาลัยจะทำละครออกมาดีขนาดนี้ แม้จะมีจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะเป็นอะไรไป ในเมื่อผู้เขียนเองก็เคยเขียนอะไรที่บกพร่องออกมาตั้งมากมายเช่นกัน

ส่วนนักแสดงทุกคนนั้นเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งที่ผ่านเวทีมาไม่มาก แล้วก็มีเวลาซ้อมกันไม่นานนัก แสง สี เสียงของละครทำได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากละครทำได้ดีไม่แพ้กัน มีมิติลึก ใกล้ โดยเฉพาะทุ่งดอกไม้ซึ่งมีแสงหม่น ๆ ฉายลงมา

เหนือสิ่งอื่นใดเพลงประกอบละครช่วยขับเน้นให้เรื่องผ่อนคลายลง และช่วยให้การตัดฉากดูราบลื่น ไม่สะดุด

เมื่อดูละครจบผมค้นพบสิ่งหนึ่งที่ตัวเองตื่นเต้นมากก็คือ ละครเรื่องใบหน้าอื่น ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่านิยายเรื่องใบหน้าอื่นนั้นเป็นนิยายที่ผู้เขียนเองก็แสวงหาตัวตนของตัวเองเช่นกัน หากย้อนไปตอนที่เขียนนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนยังเป็นเด็กวัยรุ่น ช่วงเวลาดังกล่าวผู้เขียนก็พยายามจะหาคำตอบให้กับชีวิต พยายามที่จะไขปริศนาสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ ความสด ความไม่กลัว จึงถูกนำเสนอออกไปเป็นนิยาย แล้วเมื่อกลับมาชมละคร มันเหมือนผู้เขียนได้ส่องกระจกหรือย้อนเวลากลับไปดูตัวเองในอดีต แล้วผมก็เชื่อว่าละครเรื่องนี้ก็ยังคงพยายามที่จะแสวงหาสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลก การแสวงหาคำตอบต่อชีวิต เมื่อค้นพบคำตอบ เราเติบโตขึ้น ใบหน้าของเราก็จะแปรเปลี่ยน เราก้าวไปสู่ใบหน้าใหม่ การแสวงหานี่เองที่ทำให้เรามองเห็นเรา ซึ่งเติบโตขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น ทว่าการแสวงหาคำตอบมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราจะเฝ้าแสวงหาสิ่งใหม่ไปเรื่อย ๆ เว้นแต่เราจะหวนไปสู่ใบหน้าเดิม และลืมความทรงจำในอดีต

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers