Info

Posts from the Jazz Mania Category

เทศกาลเพลงแจ๊สมหิดล 2010

โดย นิวัต พุทธประสาท

อ่านตอนที่สอง

นี่เป็นเทศกาลเพลงแจ๊สที่ผมรอคอย หลังจากปีที่แล้วพลาดมาแล้ว ก่อนที่จะไปชมเทศกาลนี้ผมบอกตัวเองอยู่สองสามประการคือ ประการแรกผมไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องดีเลิศกว่าเทศกาลอื่น ประการที่สองผมไม่เอาไปเปรียบเทียบกับเทศกาลของต่างประเทศหรือไทยที่เคยจัดขึ้นรวมถึงคอนเสิร์ตแจ๊สอื่น ๆ ประการสุดท้ายผมไม่อยากสรุปผลลัพธ์ที่เราจะได้ แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดของเทศกาลนี้คือ การจัดอย่างต่อเนื่องจากปีนี้สู่ปีหน้า และจากปีหน้าดำเนินต่อไปให้ได้ เพราะถ้าต้องการงานที่สมบูรณ์แบบผมมองว่าเราต้องจัดอย่างน้อยสิบปีขึ้นไป แต่จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แบบนี้จะเพิ่มคุณภาพไปได้เอง

วันแรกผมไปถึงบริเวณงานซึ่งใช้พื้นที่ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา กล่าวว่าที่นี่มีความพร้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่หอแสดงดนตรี (Auditorium) ซึ่งเป็นหอแสดงดนตรีขนาดกลางจุผู้ชมได้ประมาณห้าร้อยคน เวทีแสดงกลางแจ้งขนาดเล็ก (Oval Stage) และเวทีกลางแจ้งขนาดใหญ่ (Main Stage) ซึ่งตั้งเวทีเอาไว้ที่สนามหญ้าซึ่งรายล้อมด้วยหลากหลายพันธุ์ไม้ซึ่งนำมาทำเครื่องดนตรีได้

Main Stage

งานในครั้งนี้มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่ช่วงเช้า เริ่มต้นที่เวิร์คช็อป แสดงดนตรี ประกวดดนตรีรอบสุดท้าย (วันที่ 30 และ 31) ตลอดวันถ้าใครมาร่วมงานก็จะทราบว่างานที่หลากหลายแบบนี้มันน่าสนุกไม่น้อย

ผมไปถึงงานวันแรกตอนสี่โมงเย็น ไปทันช่วงเวลาที่คุณริช เพอร์รี (Rich Perry) เวิร์คช็อปในเรื่องการฝึกซ้อมแซกโซโฟน โดยมี ดร.เด่น อยู่ประเสิร์ฐ เป็นผู้แปลความ ผมเข้าไปชมในแบบไม่ใช่นักดนตรีที่เล่นแซกฯไม่เป็นก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย หลังจากจบเวิร์คช็อปผมก็ออกไปหากาแฟดื่มค่าเวลาก่อนการแสดงในช่วงเย็นจะเริ่มขึ้น ระหว่างดื่มกาแฟอ่านหนังสือคุณอนันต์ ลือประดิษฐ์เข้ามาทักทาย ได้คุยกันเล็กน้อยเพราะคุณอนันต์ต้องไปเขียนต้นฉบับต่อ ผมนั่งสักพักไฟก็ดับครับ (ก่อนหน้านั้นฝนตกลงมาพอสมควร) แต่ผมดูนาฬิกาแล้วก็เริ่มได้เวลาแสดงดนตรีในช่วงเย็น จึงเดินไปยังเวทีกลางแจ้ง ผมคงไม่ต้องบรรยายภาพของสถานที่แห่งนี้นะครับ เพราะผมเขียนถึงหลายคราวแล้วว่าบรรยากาศดีมาก

ริช เพอร์รี กำลังสาธิตการซ้อมแซกโซโฟน

เมื่อถึงเวทีกลางแจ้ง ซึ่งเวทีมีขนาดไม่ใหญ่มากซึ่งผมคิดว่าดีมากครับ สนามหญ้าสีเขียว โดนฝนถล่มเฉอะแฉะนิดหน่อย เวลาการแสดงเลตไปครึ่งชั่วโมง เพราะไฟยังดับอยู่ ดีที่มีการเตรียมเครื่องปั่นไฟเอาไว้ วงแรกที่จะประเดิมเทศกาลในช่วงค่ำก็คือ Mahidol University Jazz Orchestra (MUJO) เมื่อ MUJO ขึ้นเวที ทำให้เวทีการแสดงเล็กลงไปในทันที การแสดงของ MUJO คั่นรายการด้วยพิธีกร ซึ่งเป็นทั้งส่วนดีส่วนไม่ดีครับ เป็นว่า ผมเห็นว่าระหว่างแสดง ควรจะให้พิธีกรของวงแนะนำเพลงมากกว่าให้พิธีกรเชื่อมรายการ เพราะมันทำให้การเล่นไม่ต่อเนื่อง อารมณ์มันไม่บิวท์เท่าที่ควร MUJO เล่นได้ตามมาตรฐานของตนครับ สองเพลงแรกเล่นใกล้เคียงแนวสวิง ใส่กันสนุกทุกเซคชั่น ที่ผมรู้สึกเสียดายคือน่าจะมีเพลงร้องเข้ามาด้วย จะทำให้บรรยากาศคึกคักมากกว่านี้ ตอนกลางแสดงความมืดค่อย ๆ โรยตัวลง ประกอบกับไฟฟ้ายังไม่มาทำให้รอบบริเวณมืดมิด น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก ตอนแรกผมกลัวว่ายุงจะเยอะ ยุงก็เยอะนะครับในช่วงหัวค่ำ แต่จำนวนผู้มาชมช่วยกันแบ่งปันการโดนกัดไปตาม ๆ กัน จึงทำให้ไม่รำคาญเรื่องยุงมากนัก

วงที่สอง โปรด ธนภัทร แจ๊ส กรุ๊ป (PTJG) ตอนนี้ไฟมาแล้วครับ ทำให้รอบบริเวณเริ่มมีแสงเรื่อเรืองของหลอดไฟ อาจารย์โปรดเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกันครับทีมเวิร์คของวงไม่ต้องพูดถึง มีบ้างที่เสียงสะดุดซึ่งผมไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร แต่เป็นช่วงสั้น ๆ วงของอาจารย์โปรดเล่นอิมโพไวส์ได้ดีมากโดยเฉพาะคุณอีกอร์ซึ่งเล่นเปียโน แกเหมือนไม่ได้โชว์อะไรมากแต่แน่นเหลือเกิน อาจารย์โปรดนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกเม็ดไม่มีพลาดเลย มีช่วงเพลงที่สอง ซึ่งแกยังกังวนใจกับแอมป์กีตาร์พอสมควรแต่เสียงก็เนียนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งจบการแสดงอย่างสมบูรณ์

โปรด ธนภัทร

วงที่สามของค่ำคืน Danny&Friend ที่มีอาจารย์เด่นเป็นหัวหน้าวง โดยผู้ร่วมเล่นเป็นคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งโดดเด่นเรื่องดนตรีแจ๊สเช่นกัน วงนี้ประสมวงมีกีตาร์สองตัว แต่ชมแล้วก็ไม่ขัด ผมกลับชอบเสียอีก เพราะกีตาร์สองตัวประสานงานกันได้ดี และเล่นโซโลต่างแนวทางค่อนข้างมาก วงของอาจารย์เด่นแต่ละคนเชี่ยว ๆ ทั้งนั้น แม้จะดูว่าร่วมซ้อมกันไม่มาก อาศัยจังหวะฝีมือกันอย่างชนิดที่ว่ามองหน้ากันบนเวทีก็รู้ใจ ที่ผมชอบก็คือวงเล่นดนตรีที่ประพันธ์กันเอง อย่างเพลงก่อนสุดท้ายคล้าย ๆ เพลงของญาณ การ์เบค ซึ่งผมชอบมาก ๆ ถ้าพัฒนาขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง ผมอยากเห็นแนวแจ๊สแบบ ECM เกิดขึ้นในเมืองไทย ต่อยอดให้เป็นอีกแนวทางที่ชัดเจน

Danny&Friend

วงสุดท้ายของงานคือ Baptiste Herbin Quartet วงจากประเทศฝรั่งเศส ต้องกล่าวว่าแจ๊สจายุโรปนั้นก้าวหน้าพัฒนามาไกลมาก ๆ จนบางครั้งมีรากฐานสแตนดาร์ดแจ๊สแน่นกว่าต้นกำเนิดเสียอีก แถมยังพัฒนาต่อยอดรากฐานแจ๊สได้อย่างถึงพริกถึงขิง จนบางครั้งผมฟังแจ๊สจากยุโรปแล้วได้อะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น ทีมเวิร์คของ BHQ เป็นจุดเด่นที่ชัดเจน แต่ละตำแหน่งเล่นกันได้อย่างลงตัว

Baptiste Herbin Quartet

พอถึงห้าทุ่มกว่า ๆ ผมก็อ่อนแรงแล้วครับ ยอมรับว่าทั้งสนุก สุข และเหนื่อย เพราะอากาศร้อนอบอ้าวได้ใจจริง ๆ ที่น่ายกย่องคือคนดูนั้นปักหลักชมกันไม่ลดละเลยทีเดียว ปรบมือให้ดัง ๆ ครับ

สิ่งที่ต้องเขียนถึงอีกประเด็นหนึ่งก็คือเวทีกลางแจ้งเป็นอะไรที่ควบคุมยากมาก แม้เป็นเวทีขนาดกลางก็ตาม แต่ที่สุดแล้วทาง TIJC ก็ทำออกมาได้ดีพอสมควรถ้าคะแนนในวันนี้เจ็มสิบผมให้คะแนน 7 โดยเฉพาะระบบเสียงนั้นไม่ค่อยไม่ดังจนเกินไป เสียงเครื่องดนตรีอยู่ในเกนที่ฟังรายละเอียดได้ ผมยังไม่ได้เดินไปฟังในแต่ละจุดว่าเป็นอย่างไร ผมนั่งอยู่ตรงด้านหน้าที่เดียว เพราะสนามหญ่าแฉะด้วยน้ำจึงไม่อยากเดินร่อนไปร่อนมา เอาไว้วันที่สองค่อยพูดถึงเรื่องเสียงนะครับ

อ่านตอนที่สอง

ศิลปะแห่งวงแจ๊สทริโอ

โดย นิวัต พุทธประสาท

ปกอัลบัม Anything Goes

แบรด เมห์ลดาวกับวงทรีโอของเขาผ่านร้อนหนาวการเล่นมายาวนาน สิ่งที่ผมสามารถสัมผัสในงานของเมห์ดาวได้อย่างจริงใจก็คือ เขาพยายามรักษาแนวทางหรือวิถีทางการเล่นของตนให้เป็นมาตรฐาน สิ่งที่เมห์ดาวต่างจากเฮอร์บี้ แฮนค็อกซ์ก็คือ แฮนค็อกซ์เหมือนนักทดลองที่เล่นเพลงแจ๊สแล้วคนหาความแปลกใหม่ วิถีแจ๊สแบบไหม่ ท่วงทำนองใหม่ ดังนั้นแฮนค็อกจะไม่ย่ำซ้ำรอยเดิมของตน ขณะเดียวกันเมห์ดาวกลับยึดรูปแบบของตนเช่นเดียวกับ Bill Evans โดยเฉพาะในช่วงเวลา Trio Classic ของเขา ทำให้เห็นรูปแบบทางดนตรีซึ่งหนักแน่น พริ้วแผ่ว เต็มไปด้วยท่วงทำนองที่แสนอ่อนหวาน และการอิมโพไวซ์ที่ข้นเข้มด้วยสารัตถะ

แต่ปรัชญาของเมห์ดาวไม่ใช่การย่ำอยู่กับที่ แต่มันเป็นการแสวงหาสิ่งสุดยอดล้ำ บนความคิดแบบกระทำซ้ำ ขณะเดียวกันยิ่งกระทำซ้ำมากเท่าไหร่ ผลงานกลับยิ่งหลอมรวมเป็นกลุ่มก้อนจนกลายออกมาเป็นสไตล์ที่ชัดเจน และสังเกตว่าแม้เมห์ดาวจะมีอิทธิพลในแบบอีแวนส์ ทว่าวิธีการเล่นก็ต่างจากอีแวนส์มาก

เช่นเดียวกับผลงานในชุด Anything Goes ของเขา ยังคงตอกย้ำความสมบูรณ์แบบ Art of Trio ได้อย่างฉกาจจนหาตัวมือเปียโนแจ๊สยุคนี้จะเปรียบได้ สิ่งที่พิเศษสุดของเมห์ดาวในอัลบัมนี้ก็คือการผสมผสาน-เลือกเพลงในแบบ Standard Jazz ในยุคคลาสสิก มาผสมผสานเพลง Pop-Rock-Folk ในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงได้ยินการตีความเพลง Anything Goes จากปลายปากกาของโคล พอร์เตอร์ เพลง Skippy ของเธโลเนียส มังค์ ขณะเดียวกันก็มีเพลงอย่าง Still Crazy After All These Place ของพอล ไซมอน และที่พิเศษก็คือเพลงร็อคอัลเธอเนทีพอย่างเรดิโอเฮดในเพลง Everything In Its Right Place ได้รับการขัดเกลาดนตรีจนถึงตีความเพลงใหม่ราวกับมันคือเพลงใหม่สด ความงดงามแบบนี้เป็นการต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์ใหม่ที่เปี่ยมล้นพลัง

เพลงเปิดอัลบัมเริ่มที่ Get Happy เป็นการเริ่มโหมโรงด้วยเพลงซึ่งขยับแข้งขา เร่าร้อน ชวนให้ผู้ฟังกระชุ่มกระชวย

Brad Mehldau Trio

Anything Goes จึงเป็นเหมือนการเชื่อมร้อยโลกดนตรีแจ๊สให้มีอาณาจักรที่กว้างไกลขึ้น มันถูกหลอมให้ออกมาเป็นสแตนดาร์ดแจ๊สที่มีรสนิยมละมุน เต็มไปด้วยการตีความที่กระจ่างด้วยความหลากหลาย อย่างเพลง Tres Palabras ก็มีแนวทางในแบบบอสซาโนวาที่ฟังดูรื่นรมย์ชีลเอาท์ที่

เพลงอย่าง Smile เมห์ลดาวมาเล่นเปียโนริทึม โดยให้มือเบส Larry Grenadier ได้วาดลวดลายการโซโลท่วงทำนองหลักได้อย่างไพเราะจนเกินห้ามใจ ขณะที่เพลง Nearness of You อันเป็นสแตนดาร์ดแจ๊สที่ได้รับการเล่นมานักต่อนัก เมห์ดาวได้เรียกคืนวันเวลาอันหอมหวลกลับมาสู่ดนตรีแจ๊สอีกครั้ง มันช่างเนียนนุ่มดุจใยไหม ทีมเวิร์คของเขาตอกย้ำปฏิสัมพันธ์ทางดนตรีได้อย่างยอดเยี่ยม เพลงง่าย ๆ แบบนี้หากต้องเล่นให้แปลกใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทว่าทรีโอของเขากลับแสดงออกได้อย่างง่ายดายงดงาม ยิ่งง่ายเท่าไหร่ก็ยิ่งยากเท่านั้น

เพลงปิดท้ายอัลบัม I’ve Grown Accustomed To Her Face เป็นการปิดฉากอัลบัม ด้วยการบรรเลงเพลงลาที่แสนเศร้า เสียงแส้ที่ถูบนหนังกลองช่างเร้าอารมณ์ให้แลเห็นความงามที่เคลื่อนคล้อย

Brad Mehldau Trio: Anything Goes เป็นดังจุดหมายทางดนตรีที่ตอกย้ำการดำรงอยู่ของ Art of Trio ที่ไม่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันพวกเขายังคงเชื่อมั่นว่าดนตรีไม่มีอะไรใหม่กว่านี้แล้ว สิ่งที่ใหม่อยู่เสมอก็คือความคิดสร้างสรรค์ซึ่งดำรงอยู่ในตัวและไม่เสื่อมคลายไปจากสิ่งที่พวกเขาเป็น

นักดนตรี Brad Mehldau: Piano; Larry Grenadier: Bass; Jorge Rossy: Drums.

ขอเชิญร่วมงาน Thailand International Jazz Conference 2010

ระหว่างวันที่ 29-31 มกราคม 2553

สถานที่ในการจัดงาน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลาย

ในงานมีทั้งการแสดงดนตรี เวิร์คช็อป และการประกวดการเล่นเพลงแจ๊ส ทั้งนี้มีทั้งศิลปินจากทั่วโลก รวมถึงกลุ่มศิลปินของไทยรวมงานกันอย่างคับคั่ง ในหลายรูปแบบดนตรีของแจ๊สมิวสิค

ท่าสนสามารถอ่านรายละเอียดของงานได้ที่ Thailand International Jazz Conference 2010

Herbie Hancock
River: The Joni Letters

ภาพปกอัลบัม River: The Joni Letter

ภาพปกอัลบัม River: The Joni Letter

เป็นเวลานานมากแล้วที่รางวัลแกรมมี่อวอร์ดจะมอบรางวัลอัลบัมยอดเยี่ยมแห่งปีให้กับดนตรีสาขาแจ๊ส แต่กระนั้นผลงานของเฮอร์บี้ แฮนค็อค ชุด River: The Joni Letters ก็สามารถเดินไปสู่จุดนั้นได้อย่างสง่างาม เท่ากับว่าการประกาศรางวัลในปี 2007 ได้ทำลายกำแพงแห่งดนตรีลงทีละน้อย และแกรมมี่เองก็คงตระหนักว่าไม่มีเหตุผลอันใดยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว ขณะที่ตัวผลงานของชุดนี้พูดได้คำเดียวว่ายอดเยี่ยมไม่มีที่ติ

เฮอร์บี้ แฮนค็อกเป็นนักเปียโนแนวแจ๊ส เขาเคยเล่นให้กับวงไมลส์ เดวิส นักทรัมเป็ต คนแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล เฮอร์บี้สร้างสรรค์ผลงานเดี่ยวของตัวเองและสร้างชื่อมากับสังกัดบลูโน้ต เฮอร์บี้เป็นคนแจ๊สที่ไม่หยุดนิ่ง เมื่อเข้าสู่ยุค 70 ความอ่อนล้าของแจ๊สถูกดนตรีร็อคเข้ากระหน่ำโจมตี ดนตรีแจ๊สเริ่มเล่นเบาลง ขณะที่ดนตรีร็อคถล่มในชาร์ตอันดับเพลงอย่างที่ไม่มีใครหยุดยั้ง นักดนตรีแจ๊สหลายคนไม่สามารถฝ่ากระแสไปได้ก็หายไปจากวงโคจรธุรกิจดนตรี บ้างก็ล้มตายจากปัญหาสุขภาพเรื้อรัง สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนคนแจ๊สลงเรื่อย ๆ แต่ก็มีศิลปินแจ๊สไม่มากนักที่กล้านำเสนอผลงานในรูปแบบใหม่ ๆ ด้วยการผสมผสานแจ๊สกับร็อคเข้าด้วยกัน แจ๊สกับโซล และแจ๊สซึ่งไม่ใช่แจ๊สแบบเดิมอีกต่อไป หนึ่งในนั้นก็คือเฮอร์บี้ แฮนค็อกนี่เอง

ถ้าหากติดตามผลงานของเฮอร์บี้ แฮนค็อกมาสักระยะ เราจะรู้เขาเป็นนักเปียโนแจ๊สที่จะสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ ออกมาเสมอ เขาจะไม่ทำงานในแบบเดิม แต่จะทดลองทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ บางอัลบัมเมื่อประสบความสำเร็จ แทนที่เขาจะกลับไปทำในแนวเดิม เขากลับฉีกออกไปอีกแนว ผลงานของเขาจึงได้รับความนิยมในแบบขึ้น ๆ ลง ๆ บางอัลบัมลงตัวสุดยอด แต่บางอัลบัมแฟนเก่า ๆ ก็รับมันไม่ได้ก็มี แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของเขา เพราะการเป็นศิลปิน การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ คือหัวใจสำคัญมากกว่าการตามใจแฟนเพลง

ส่วนอัลบัมชุดนี้ เกิดขึ้นเมื่อต้นสังกัดถามเฮอร์บี้ว่าทำไมไม่นำเอาผลงานของโจนี่ มิตเชลมาทำ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว เฮอร์บี้ชื่นชมผลงานการแต่งเพลงของโจนี่ มิตเชลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจเริ่มโปรเจคนี้โดยไม่ลังเล การคัดเลือกเพลงเพือนำมาเรียบเรียงใหม่ เฮอร์บี้ แฮนค็อกได้อดีตสามีของดจนี่มาช่วย ทำให้เขาสามารถเข้าถึงเพลงที่เธอเขียนในช่วงเวลานั้นได้อย่างดี และเข้าใจอารมณ์ของเพลง นอกจากนั้นยังได้เชิญนักแซกโซโฟนอย่างเวน ช็อตเตอร์ ตำนานแจ๊สที่ยังมีชีวิตอยู่ ช็อตเตอร์เคยทำงานร่วมกับโจนี่ มิตเชลมาก่อน จึงไม่ยากที่เขาจะเข้าถึงดนตรี และการเลือกช็อตเตอร์มาเป่าแซกเป็นสิ่งพิเศษสำหรับแฟนเพลงแจ๊สจริง ๆ

เฮอร์บี้ แฮนค็อก กับเปียโนยามาฮา

เฮอร์บี้ แฮนค็อก กับเปียโนยามาฮา

ขณะที่นักร้องรับเชิญนั้นก็ไม่ธรรมดาไม่ว่าจะเป็นนอร่า โจนส์ กับเพลงเปิดอัลบัมอย่าง Court and Spark หรือนักร้องสาวใหญ่โซลร็อคอย่างทิน่า เทอร์เนอร์ก็มาขยับลูกคอในแบบแจ๊ส เรื่องพลังเสียงไม่ต้องคุยกันให้มากความ แต่เทคนิคในการเปล่งเสียงนี่แหละครับ ที่เป็นอัตลักษณ์ชัดเจน และทีน่าก็ทำให้เห็นว่าเธอไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงมากเท่ากับร้องเพลงร็อค แต่ร้องได้อย่างมีพลัง นอกจากนักร้องมีชื่อเสียงแล้ว ยังมีสองนักร้องสาวรุ่นใหม่มาร่วมงานด้วย คนแรกคือหลุยเซียนา โซชา สาวคนนี้มีอัลบัมในแบบบอสซาโนวามาแล้วหนึ่งชุด น้ำเสียงของเธอออกเศร้า ๆ หม่น ๆ แต่น่าฟัง ส่วนเพลงเด่นของอัลบัมคือ River นักร้องสาวรุ่นใหม่อย่าง คอลริน ไบลเล่มาขับกล่มด้วยสำเนียงเสียงหวาน แม้จะเป้นหน้าใหม่ของวงการเพลง แต่มีอนาคตดีทีเดียว โดยเฉพาะการตีความเพลงนี้ได้ชวนฟัง

ส่วนโจนี่ มิตเชล ก็มาขับร้องเพลงของตัวเองในเพลง Tea Leaf Prophecy ได้อย่างเยี่ยมยอด
นอกจากนักร้องที่มาทำหน้าที่กันมากหน้าแล้ว Section ที่ขาดไม่ได้คือนักดนตรี เวนย์ ช็อตเตอร์รับหน้าที่แซกฯ ส่วนดับเบิลเบส เป็นหน้าที่ของ เดฟ ฮอลแลนด์ มือเบสในตำนานอีกคนที่มาร่วมต่อเติมจิ๊กซอร์ให้เต็ม

สำหรับผมยิ่งได้ฟังอัลบัมนี้หลายต่อหลายรอบ ยิ่งเพิ่มความชอบไปทีละนิด และอัลบัมนี้ขึ้นชาร์ตของผมในปี 2008 นานติดต่อกันสองเดือนแล้ว คนที่กำลังเริ่มต้นฟังแจ๊ส การเริ่มกับอัลบัมนี้ก็ไม่เลวนัก มีทั้งเพลงร้องและเพลงบรรเลง ท่วงทำนองเพลงที่ไพเราะ ดนตรีเล่นได้อย่างเข้าขากัน บันทึกเสียงได้ไม่เลว จึงยากที่จะปฏิเสธ แม้ว่า อีเอ็มไอจะประกาศไม่ผลิตแผ่นซีดีแล้ว แต่ผมก็หาซื้อชุดนี้ได้จากร้าย บีทูเอส และคิดว่าน่าจะมีขายตามร้านซีดีใหญ่ ๆ ทั่วไป

เมื่อเฮอร์บี้ แฮนค็อกทำอัลบัมนี้เสร็จ ตอนที่เขาจะส่งแผ่นให้โจนี่ มิตเชลฟัง เขากลัวและกังวลว่าโจนี่ จะชอบมันหรือไม่ แต่โจนี่กลับรู้สึกตื่นเต้น เมื่อได้ฟังเธอชอบมันมาก และผมก็เห็นด้วยอย่างไม่สงสัย

Brad Mehldau: Live at The Village Vangurd
The Art of The Trio Volume Two

Brad Mehldau: Live at The Village Vanguard

Brad Mehldau: Live at The Village Vanguard

แบรด เมห์ลดาว เป็นนักเปียโนแจ๊สชาวอเมริกันในยุคปัจจุบันที่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง เขาเคยร่วมงานกับศิลปินมากมาย อาทิเช่น Pat MethenyWayne ShorterJoshua RedmanChristian McBrideMichael BreckerChris PotterKurt RosenwinkelJimmy Cobb รวมถึงนักร้องเพลงคลาสสิกอย่าง Renee Fleming และ Anne Sofie von Otter

แบรด เมห์ดาวเกิดที่แจ๊คสันวิลล์ ในฟอลิด้า เขาศึกษาดนตรีจากมหาวิทยาลับเบิร์กลีย์ และย้ายเข้าไปอยู่ในนิวยอร์คในช่วงปี 1988 และร่วมคัดเลือกในวงทรีโอของแพท เมธินี ปัจจุบันแบรด เมห์ดาวมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ส่วนอัลบัม Live at The Village Vanguard เป็นผลงานอันดับที่สามของเขาในเซ็ต The Art of The Trio

แนวทางการเล่นเปียโนของแบรด มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้ผลงานของเขาโดดเด่นก็คือ มีพื้นฐานแนวทางการเล่นของดนตรีคลาสสิกอย่างแน่นหนา โดยเฉพาะชุดนี้เพลงอย่าง Young and Foolish เขาโซโลเปียโนด้วยแนวทางเพลงคลาสสิกอย่างช่ำชอง การเลือกคอร์ดในการเล่นของแบรดเป็นอีกหนึ่งการเล่นที่แสดงให้เห็นว่า เขามีทั้งความสามารถและปฏิพานทางดนตรีอย่างยิ่งยวด ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่เขาแสดงออกอย่างยอดเยี่ยมก็คือการอิมโพไวส์ที่เต็มไปด้วยลูกเล่นแพรวพราว นี่คืออัลบัมที่น่าสนใจสำหรับผู้ชื่นชอบแจ๊สในแนวทรีโอ

ส่วนการบันทึกเสียงในอัลบัมนี้อาจจะไม่ถึงขั้นออดิโอไฟล์ เอาต์พุตของซีดีอาจจะไม่ดังมาก เพราะการเล่นใน Village Vanguard เครื่องดนตรีจะเล่นโดยไม่ผ่านไมโครโฟน แต่รายละเอียดของดนตรีก็ยังคงยอดเยี่ยมสวยงงาม โดยไม่ปั้นแต่ง แต่บรรยากาศของเพลงนี่สิครับราวกับนั่งฟังในคลับแห่งนี้

Track Listing:
It’s Alright With Me
Young and Foolish
Monk’s Dream
The Way You Look Tonight
Moon River
Countdown

Musicians:
Brad Mehldau (piano)
Larry Grenadier (bass)
Jorge Rossy (drums)

Producer:
Matt Pierson

CD Brad Mehldau

Brad Mehldau