Info

Posts from the Music Expresso Category

 

ผมเคยฟังผลงานของ Liela Josefowicz มาก่อนหน้านั้นหนึ่งอัลบัมคือ Bohemian Rhapdodies ซึ่งเป็นผลงานประเภทคัดสรรค์เพลงสำหรับไวโอลินและออร์เครสตร้าที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาเล่น-ตีความใหม่ ตอนฟังครั้งแรกผมก็อดแปลกใจไม่ได้เพราะสุ้มเสียงไวโอลินของไลลานั้นให้สำเนียงที่แตกต่างจากนักไวโอลินคนอื่นอย่างเด่นชัด เด่นชัดในแง่การตีความ การบรรเลง ยิ่งเล่นเพลงที่ฮิตที่คุ้นเคยผมยิ่งมองเห็นเสน่ห์ของเธอ โดยเฉพาะบทบรรเลง Carmen Fantasy ของเปาโล เดอ ซาราซาเต ที่เคยฟังมาจากหลายนักดนตรี หลายเวอร์ชั่นต้องบอกว่าเธอผู้นี้ให้อะไรใหม่ ๆ ที่สดกระจ่างอย่างน่าทึ่ง ท่อนท้าย ๆ ของ Carmen Fantasy ลองไปฟังเถิดครับว่าวิธีการเล่นของเธอนั้นน่าทึ่งเพียงใด นอกจากความเร็วแล้วเทคนิคยังแพรวพราวอีกต่างหาก ส่วนเพลงที่ให้ความกังวานของเสียงไวโอลินอย่างมากคือ Tzigane ผลงานของราเวล แล้วเพลงนี้ของราเวลก็ได้อารมณ์แบบเพลงพื้นบ้านไม่น้อยทีเดียว

ส่วนเพลง Zigeunerweisen ไลลาเล่นได้ถูกจริตของผมโดยแท้ คือเธอค่อย ๆ นำพาผู้ฟังไปตามท่วงทำนองหลัก ซึ่งเพลงนี้ผู้ฟังคุ้นเคยท่วงทำนองอยู่แล้วว่ามันไพเราะจับใจในช่วงแรกจนถึงช่วงกลาง แต่พอถึงท่อนท้ายซึ่งมีความเร็วปานสายลม ไลลาก็เล่นได้อย่างเหลือเชื่อ การดีดสายไปพร้อมกับสีคันชักนี่สิครับมันยอดมาก แสดงให้เห้นว่าเธอมีเทคนิคการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทุกเม็ดที่เธอเล่นชัดเจนเหมือนเธอมาเล่นให้ฟังตรงหน้า แล้วเพลงที่พลาดไม่ได้ก็คือ Méditation de Thaïs ของ Jules Massenet เพลงนี้เต็มไปด้วยความงดงาม วลีไพเราะหลั่งไหลราวกับสายน้ำเอื่อย ส่วนเพลงที่เหลืออย่าง Introduction and Rondo Capriccioso ของแซง-ซองส์ นั้นก็เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึง Poème ของ Ernest Chausson คีตกวีชาวฝรั่งเศส แต่งเพลงนี้ด้วยความงดงามตามแบบทกวี ไลลาถ่ายทอดบทเพลงออกมาจากความรู้สึกภายในให้ล้นเอ่อจากห้วงอารมณ์

หลังจากฟังอัลบัมชุดนี้จบลง ทำให้ผมจำชื่อของ Liela Josefowicz ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะฝีมือและเสียงไวโอลินของเธอ

Liela Josefowicz เป็นนักไวโอลินชาวแคนาดา เธอเกิดในวันที่ 20 ตุลาคม 1977 ใน Missiauga, Ontario ตอนที่เธอยังเด็กครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ที่แอลเอ, แคลิฟอร์เนีย อายุสามขวบเธอเริ่มเรียนไวโอลินด้วยหลักสูตรของ Suzuki พ่อของไลลาเป็นนักฟิสิกซ์ แม่เป็นนักชีววิทยา แม้ทั้งสองจะไม่ใช่นักดนตรีแต่เธอก็เรียนรู้วิถีแห่งชีวิตจากคนทั้งสอง เมื่ออายุสิบสามขวบเธอย้ายมาอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย ซึ่งที่นี่เธอได้เข้าเรียนในสถาบันดนตรีเคอร์ติส ในแบบพาสไทม์ตั้งแต่อายุ 13-16 ปี โดยเรียนกับ Jaime Laredo (นักไวโอลิน-คอนดัคเตอร์ชาวโบลิเวีย ซึ่งเป็นมิวสิคไดเร็คอยู่ที่วงดุริยางค์เวอร์มอนต์) Jascha Brodsky, Felix Galimir และ Joseph Gingold ที่เคอร์ติสมีนักเรียนประมาณ 150 คนเท่านั้น นักเรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนทุน ซึ่งเธอชอบมันมากเพราะที่เคอร์ติสไม่ได้มุ่งหวังทางด้านธุรกิจมากเหมือนที่อื่น แล้วนักเรียนทุกคนก็รู้จักกัน หลังจากเรียนที่สถาบันเคอร์ติสเธอจึงเรียนปริญญาทางด้านดนตรีต่อ ช่วงวัยรุ่นไลลาก็ได้ร่วมงานกับวงดุริยางค์ทั่วโลก ตั้งแต่ยุโรปถึงเอเชีย จากเอเชียถึงสหรัฐอเมริกา แต่ความภูมิใจของเธอคือการที่ได้เล่นใน Carnegie Hall ครั้งแรกเมื่อปี 1994 ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุเพียง 16 ปี เท่านั้น โดยเล่นเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี บรรเลงโดยวง Academy of St.Mrtin ควบคุมวงโดย เซอร์เนวิลล์ มาริเนอร์

อัลบัมแรกที่ไลลาบันทึกเสียง เป็นอัลบัมชุด Début Recording จากค่าย Philips ซึ่งเธอเลือกผลงานเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้ และซิเบลิอุส วงที่บรรเลงไม่ใช่ใครอื่นคือวง Academy of St.Mrtin ควบคุมวงโดย เซอร์เนวิลล์ มาริเนอร์ นั่นเอง การเลือกเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้ เป็นเหมือนการตอกย้ำความสำเร็จของไลลาในการแสดงที่คาเนกี้ฮอลล์ ครั้งนั้นตั๋วขายหมดก่อนการแสดงจะเริ่มเป็นสัปดาห์ และมันยังเป็นความท้าทายของเธออีกประการ เพราะนักไวโอลินทุกคนต่างก็เคยผ่านการเล่นเพลงนี้มาก่อน ทั้งการแสดงคอนเสิร์ตจนถึงบันทึกเสียง ทำให้มีตัวเปรียบเทียบในการเล่น ดังนั้นเธอก็ต้องเผชิญความกดดันในการเล่นที่ต้องเล่นให้ดีกว่าต้นฉบับอื่น หรือถ้าตีความให้แปลกต่างก็อาจจะไม่ได้รับการต้อนรับจากกลุ่มคนฟัง ดังนั้นจึงเป็นการเปิดตัวอัลบัมแรกที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเป็นอย่างมาก แต่ถ้าในแง่การขาย เพลงไวโอลินของไชยคอฟสกี้เพลงนี้ก็ยังขายได้ไม่เสื่อมคลาย ซึ่งค่ายเพลงก็มองว่าอย่างไรเสีย เพลงเหล่านี้ก็ยังคงต่อลมหายใจให้กับดนตรีคลาสสิก และการเล่นของไลลาก็แสดงให้เห็นว่าเธอมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมเพียงไร

ชุดนี้ในปกแผ่นซีดีเขียนกำกับเอาไว้ว่าไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้เล่นด้วยไวโอลิน “Ruby” Stradivarius ปี 1708 ไวโอลินสีแดงตัวนี้ยืมมาจาก Stradivari Society ไวโอลินสีแดงของ Stradivarius ได้ชื่อว่าเป็นไวโอลินที่มีเสียงก้องกังวาน ไพเราะ มีความหนาของเสียงที่เกินพรรณา นักไวโอลินทุกคนต่างปรารถนาจะได้เล่นไวโอลินสีแดงของสตราดิวาริอัส ส่วนเพลงของณอง ซิเบลิอุส ใช้ไวโอลิน “Ebersolt” Guarnerius del Gesú ปี 1739 ซึ่งเธอใช้อยู่ในช่วง 4 ปีหลัง โดยยืมมาจาก ดร.แฮร์เบิร์ต เอเซอล์รอด เธอกล่าวว่าไวโอลินตัวนี้เป็นไวโอลินชั้นยอด แม้ว่าเธอจะเคยใช้รูบี้มาแล้ว แต่เสียงของไวโอลินตัวดังกล่าวก็ให้เสียงที่ดีไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ต้องกล่าวว่าเพลงไวโอลินคอนแชร์โตทั้งสองบทเพลงในแผ่นซีดีชุดปฐมฤกษ์ของเธอ ไลลาแสดงให้เห็นถึงเทคนิคที่แม่นยำ การเข้าถึงอารมณ์เพลง รวมถึงกล้าแสดงในแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดเสียงไวโอลินที่งดงาม แม้จะต้องเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทว่าเธอเป็นนักดนตรีที่ให้ความสำคัญในการตีความพอ ๆ กับเทคนิคหรือฝีมือ เธอกล่าวเอาไว้ว่า “ฉันเป็นนักสร้างเสียง เสียงคือทุกสิ่งทุกอย่าง เทคนิคมาทีหลัง” และเธอยังชื่นชอบแนวทางของนักไวโอลินรุ่นเก่าอย่างเช่น Bronislaw Huberman ซึ่งเธอศึกษาผลงานของเขาผ่านแผ่นซีดีจำนวนมาก เธอให้ความเห็นว่าการเล่นของฮูเบอร์แมนไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทว่าเขากล้าแสดงที่จะแสดงบางอย่างจนกลายเป็นเอกลักษณ์ เขาไม่ได้สนใจเสียงวิจารณ์ ซึ่งเธอชอบในสิ่งที่ฮูเบอร์แมนเป็นในจุดนี้

นั่นจึงทำให้ผลงานชุดแรกของเธอมีความน่าสนใจ สดใหม่ เต็มไปด้วยการค้นหา ต่อมาผมได้แผ่นซีดีชุดที่เธอเล่นเพลงคลาสสิกแบบมาตรฐานมาอีกชุด ในชุดนี้เธอบรรเลงผลงานไวโอลินของเมนเดลโชห์ล กลาซูนอฟ และไชยคอฟสกี้ บรรเลงโดยวง Orchestre symphonique de Montréal คอนดัคเตอร์โดย Charles Dutoit

ไวโอลินคอนแชร์โตของเมนเดลโชห์ลเป็นเพลงที่ผู้ฟังส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมีเมโลดี้ที่ไพเราะตลอดทั้งสามมูฟเม้นต์ ฟังครั้งใดก็จะฮัมท่วงทำนองหลักได้ กระนั้นการหาสิ่งใดใหม่ ๆ มานำเสนอให้กับเพลงจึงเป็นเหมือนการงมเข้มในมหาสมุทรก็ไม่ปาน กระนั้นไลลาก็ยังคงเป็นนักไวโอลินอีกคนที่ฝ่าด่านนั้นไปได้ การเล่นที่แม่นยำ และเข้าสู่เนื้อหาทางอารมณ์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงพลังที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น

ไลลาบันทึกเอาไว้ว่าเธอโชคดี ก่อนบันทึกเสียงเธอได้เล่นไวโอลินคอนแชร์โต้ของไชยคอฟสกี้กับวง Radio Hanover และ Orchestre de la Suisse Romande และเล่นไวโอลินคอนแชร์โตของกลาซูนอฟ กับวงเวียนนาซิมโฟนีออร์เครสตรา เธอยังเคยพูดเอาไว้ว่าเธอทุ่มเทให้กับการบันทึกเสียงมากกว่าการแสดงสด เพราะการบันทึกเสียงจะอยู่อย่างคงทนถาวร แล้วเธอก็เล่นราวกับว่าพรุ่งนี้ไม่อาจมีต่อไป เธอจึงรักการบันทึกเสียง และดูแลขั้นตอนการอัดเสียงอย่างใกล้ชิด การเล่นเพลงคอนแชร์โตทั้งสองเพลงนี้เป็นความท้าทายความสามารถของตัวไลลา

เธอเอ่ยว่า “สำหรับฉันโทนเสียงเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่าง ทางเลือกที่แตกต่าง คือการเลือกเล่นเพลงของคีตกวีที่แตกต่าง ท่วงทำนองเป็นยิ่งกว่าขั้นพื้นฐาน เป็นเพราะหัวใจของฉันเป็นดังท่วงทำนอง ลมหายใจคือท่วงทำนอง ฉันรักท่วงทำนอง นั่นเป็นเพราะฉันรักดนตรีแจ๊ส” ไลลาเป็นนักดนตรีคลาสสิกที่ชื่นชอบดนตรีแจ๊ส เธอชอบไมลส์ เดวิส เอลลา ฟิสเชอรัลด์ ซารา วอห์น แล้วเธอยังเล่นดนตรีคลาสสิกสมัยใหม่ ดนตรีแนวอวองการ์ดที่น่าตื่นตา จึงไม่แปลกที่เธอจะเล่นเพลงคลาสสิกมาตรฐานได้อย่างงดงามด้วยลีลาที่ไม่เหมือนใคร

ในผลงานชุดนี้ไลลาเล่าว่าเธอเคยทำงานกับชาร์ล ดูทัวต์ ตั้งแต่อายุ 13 ขวบ กับวงดุริยางค์แห่งชาติฝรั่งเศส และเคยเล่นกับวงมอนทริอัลหลายต่อหลายครั้ง จึงทำให้การทำงานครั้งนี้เต็มไปด้วยความและมิตรภาพในการทำงานที่ดีเยี่ยม ซึ่งส่งผลให้เสียงดนตรีเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ขณะเดียวกันก็เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง

การเลือกเล่นเพลงของเมนเดลโชห์ล และกลาซูนอฟ ในอัลบัมเดียวกัน เหมือนเป็นการเลือกที่ต้องการให้ผู้ฟังมองเห็นความแตกต่างในเชิงของคีตกวี เมนเดลโชห์ลเป็นคีตกวีที่เกิดในช่วงปี 1809-1847 เขามีชีวิตที่สุขสบายต่างจากคีตกวีคนอื่น แต่กระนั้นเมนเดลโชห์ลกลับมีอายุที่สั้น เขาล้มป่วยและตายอย่างกะทันหัน แม้อายุของเขาจะสั้นเพียง 38 ปี ทว่าผลงานของเมนเดลโชห์นที่แต่งเอาไว้จำนวนมาก ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความที่เป็นชนยิวของเขา ผลงานต่าง ๆ จึงถูกทำลายโดยนาซีผู้บ้าเลือด เพลงต่าง ๆ ของเขาถูกห้ามเล่น ทำให้เหลือผลงานการประพันธ์เอาไว้เท่าที่มีอยู่จนถึงปัจจุบัน

เพลงของเมนเดลโชห์ลเป็นเพลงที่แต่งขึ้นในช่วงยุคโรแมนติก ไวโอลินคอนแชร์โตของเขาจึงมีลักษณะหวาน และเอ่อล้นไปด้วยความไพเราะ

ขณะที่กลาซูนอฟนั้นเป็นคีตกวีชาวรัสเซียที่เกิดในช่วงปี 1865-1936 แม้ว่าจะเกิดคนละช่วงสมัยกัน ทว่ากลาซูนอฟก็มีแนวดนตรีในแบบโรแมนติก กลาซูนอฟเป็นครูสอนดนตรี คอนดัคเตอร์ และคีตกวีที่ประสบความสำเร็จ เขาแต่งซิมโฟนีเอาไว้ถึงแปดบทเพลงด้วยกัน ส่วนคอนแชร์โตแต่งเอาไว้ไม่มากนัก กระนั้นไวโอลินคอนแชร์โตก็ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ด้วยท่วงทำนองที่มีความไพเราะลึกซึ้ง ประกอบกับสอดแทรกท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านรัสเซียซึ่งทำให้บทเพลงมีพลังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกระบวนที่สองนั้นมีความไพเราะงดงามซึ้งกินใจเหลือเกิน

แล้วในอัลบัมนี้ไลลายังเลือกเพลงแทรกกลาง โดยเล่นเพลง Valse-scherzo, op.82 ของไชยคอฟสกีมาอีกหนึ่งเพลง ทำให้อัลบัมนี้น่าฟังน่าสะสมยิ่งขึ้นไปอีก

ผลงานทั้งสามอัลบัมของ Liela Josefowicz ทำให้ผมอดทึ่งฝีมือไวโอลินของสาวแคนาดาที่ไปเติบโตในแผ่นดินอเมริกาไม่ได้ ซึ่งไม่ง่ายเลยที่ศิลปินเพลงจากแผ่นดินโลกใหม่อย่างอเมริกาจะสร้างนักดนตรีคลาสสิกที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ มีความโดดเด่น มีทัศคติทางดนตรีที่เยี่ยมยอด รวมถึงความมุ่งมั่นในจิตวิญญาณ สิ่งนั้นไลลาเป็นผู้ทลายกำแพงแห่งเสียงเพลง สิ่งที่เธอเล่นประจักษ์แล้วว่าเต็มไปด้วยคุณค่า น่าตื่นตา และสวยงาม

โดย June Soh/Thaksina Khaikaew | Washington/Washington / voa thai
จากมติชนออนไลน์

สำหรับคุณผู้ฟังหลายๆคน การเล่นแผ่นเสียงไวนิลพาความทรงจำของคุณย้อนยุคไปสมัยยังเป็นวัยรุ่นยุคซิกตี้ เซเว่นตี้ ตอนนั้นเพลงแนวร็อคแอนด์โรลกำลังดังเป็นพลุ

สมัยโน้น แฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ราชาเพลงร็อคเอลวิส เพรสลี่ หรือวงสี่เต่าทองของอังกฤษที่โด่งดังคับฟ้าต้องมีเครื่องเล่นจานเสียงที่เรียกกันว่า turntable เอาไว้เปิดฟัง

แผ่นเสียงไวนิลกับเครื่องเล่นจานเสียงกลายเป็นอดีตไปนานหลายปีแล้วตั้งแต่เทคโนโลยีด้านนี้เข้าสู่โลกดิจิตอล ปัจจุบันเรามีแผ่นซีดีและเครื่องเล่นออดิโอแบบเอ็มพีทรีเข้ามาแทนที่ แผ่นเสียงไวนิลกลายเป็นของหายาก บริษัทก็เลิกผลิตทั้งแผ่นและเครื่องเล่นไปนานแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้ แผ่นเสียงไวนิลเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันที่ชอบของเก่าเก็บอย่างเเจ็ค โลเว่นสไตน์ หนุมน้อยวัยสิบสี่ปี เขาเป็นลูกค้าร้าน Crooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซีเพราะชอบแผ่นเสียงไวนิลเป็นชีวิตและชอบซื้อแผ่นเสียงไวนิลมากกว่าแผ่นเสียงซีดี

ไม่เฉพาะหนุ่มน้อยคนนี้ที่หลงไหลในแผ่นเสียงไวนิล ซาร่า กริฟฟิธ อายุสิบเก้าปีก็คลั่งไคล้แผ่นเสียงเก่าจนจะกลายเป็นนักสะสมไปแล้ว เธอบอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเดี๋ยวนี้เธอเริ่มซื้อแผ่นเสียงไวนิลที่เป็นเพลงแนวพังค์มากขึ้นเพราะชอบ

สำหรับนักสะสมแผ่นเสียงรุ่นใหม่อย่าง”โจนาทัน โอลดมิกซัน “อายุสามสิบต้นๆ แผ่นเสียงไวนิลไม่ใช่แค่เท่ห์เท่านั้นแต่น่าสะสม เขาบอกว่าปกติเขาไม่ค่อยคลั่งไคล้อะไรแต่ยอมรับว่าพอเจอแผ่นเสียงไวนิลแล้ววางไม่ค่อยลงเพราะมันมีเสน่ห์แรงดึงดูดใจเหลือหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของตัวแผ่นเสียงหรือรูปภาพบนซองแผ่นเสียงก็สวยแล้วคุณภาพของเพลงก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

ในอเมริกาขณะนี้ธุรกิจขายแผ่นเสียงไวนิลกำลังมาแรงแม้ว่ายอดขายในอเมริกายังต่ำเมื่อเทียบกับยอดขายของซีดีเพลงหรือเอ็มพีทรี ปีที่แล้วมีคนซื้อแผ่นเสียงไวนิลถึงสามล้านแผ่นในอเมริกา โตขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับยอดขายช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนโน้น

บิล ดัลลี่ เจ้าของร้านCrooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซี บอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเมื่อห้าปีที่แล้วร้านเริ่มนำแผ่นเสียงไวนิลเพลงใหม่ๆออกมาวางขายพร้อมกับแถมแผ่นการ์ดดาวโหลด เอ็มพีทรีให้ลูกค้าด้วย ตั้งแต่นั้นมายอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขณะนี้ยอดขายอยู่ที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นของยอดขายทั้งหมดของร้าน นอกจากนี้ยอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลทางออนไลน์ของร้านก็เพิ่มขึ้นด้วย

บิล ดัลลี่ บอกว่า เขาส่งแผ่นเสียงไวนิลให้ลูกค้าทั่วโลกเกือบทุกวัน เขาคิดว่าน่าจะมีลูกค้าไปทั่วโลกแล้วเพราะไม่ใช่ทุกมุมโลกจะมีร้านขายแผ่นเสียง

ตอนนี้เราไปที่รัฐเวอร์จิเนีย ใกล้ๆกับกรุงวอชิงตันดีซี บริษัทFurnace MFG เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี ตอนนี้เปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นแผ่นเสียงไวนิลเป็นหลัก   อีริก เอสเตอร์ ผู้นำบริษัทบอกว่าการเร่งผลิตแผ่นเสียงไวนิลให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเป็นงานที่ท้าทายมาก

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าไม่มีใครผลิตเครื่องอัดแผ่นเสียงไวนิลมาเกือบหลายสิบปีแล้ว พวกเขาต้องไปเสาะหาว่ายังมีเครื่องมือการผลิตอะไรหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งหายากเต็มทน เขาจึงหันไปจ้างโรงงานผลิตในเยอรมันกับฮอลแลนด์ทำการอัดเสียงลงแผ่นไวนิลให้ แล้วส่งกลับมาเเพ็คที่บริษัทFurnace ในรัฐเวอร์จีเนียก่อนส่งไปขายให้ลูกค้าต่อไป ตอนนี้บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพลงไวนิลได้มากกว่าสองล้านแผ่นต่อปี

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าแผ่นเสียงที่ได้รับการอัดเสียงอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบจะมีคุณภาพเสียงดีมีมากกว่าเสียงที่อัดแบบดิจอตอล เพราะว่าเสียงบนแผ่นไวนิลไม่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมือนกับเทคนิคที่ให้ในการอัดเสียงลงแผ่นซีดีหรือการอัดเสียงรูปแบบดิจิตอล

ผู้ผลิตเพลงแผ่นเสียงไวนิลชาวอเมริกันคนนี้บอกว่าเขารับประกันว่าคนจะหันกลับมาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลกันมากขึ้นเพราะเวลาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลแล้วไม่อยากกลับไปฟังซีดีเลย

โดย นิวัต พุทธประสาท

HRT Music Streamer ll คืออะไร HRT เป็นชื่อบริษัทผลิตสินค้า โดยย่อมาจาก High Resolution Technologies (HRT) มิวสิคสตรีมเมอร์ก็คือ DAC (Digital to Analog Converter) หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือตัวแปลสัญญาณดิจิตอลไปเป็นอนาล็อค กล่าวคือไฟล์เพลงไม่ว่าเป้นนามสกุลอะไรตั้งแต่ WAV, AIFF, MP3, Apple Lossless Encoder, Flac ฯลฯ ล้วนเป็นไฟล์แบบดิจิตอล ถ้าจะฟังเพลงจากไฟลืดิจิตอลจะต้องแปลให้เป็นอนาล็อค ถึงจะฟังรู้เรื่อง ซึ่งต่างจากแผ่นเสียง เมื่อคุณวางหัวเข็มลงบนแผ่นเสียงแล้วหมุนจานเสียง คุณก็จะได้ยินเสียงนั้นเป็นถ้อยคำ แต่ถ้าฟังเสียงดิจิตอลที่ไม่แปลเป็นอนาล็อค คุณลองนึกถึงเสียงแฟกซ์ หรือเสียงโมเด็มสมัยก่อนดูนะครับ มันคือแบบนั้นเลย

ถามว่าในคอมพิวเตอร์มีซาวด์การ์ดทุกตัวมี DAC มาให้ นั่นหมายความว่าดูหนังฟังเพลงผ่านซาวด์การ์ดได้เลย แต่ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้นต้องหาซาวด์การ์ดขั้นเทพมาเพื่อทำให้คอมพิวเตอร์ของเราเป็น Hi-End

สำหรับคนชอบฟังเพลง และทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นหลัก การหา DAC มาแปลงสัญญาณเพลง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการอัพเกรดเครื่อง ต้องบอกว่าสมัยนี้มี DAC มากมายออกมาวางจำหน่าย โดยเฉพาะจากผู้ผลิตจากจีนแดงด้วยแล้วละก็ มีราคาเครื่องตั้งแต่หลักไม่ถึงพันยันเป็นแสน มีทั้งเอาท์พุตเป็นหลอดก็มี รวมถึงค่ายจากยุโรปอเมริกาก็มีราคาที่แตกต่างกัน

สำหรับเจ้า HRT Music Streamer ll นั้นเป็นบริษัทจากอเมริกา ตัวเครื่องไม่ได้บอกว่าผลิตที่ไหน กิตติสรรพของ DAC ตัวนี้เริ่มขจรกระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตัวที่ผมได้มานั้นคือ HRT Music Streamer ll เป็นตัวมาร์คทูเข้าไปแล้ว โดยมีการเปลี่ยนรูปโฉมจากเดิมให้สวยขึ้นและปรับปรุงในหลายจุดเลยทีเดียว รุ่นที่ผมทดสอบเป็นรุ่นยอดนิยมเพราะว่าราคาย่อมเยาว์ มันมีราคาค่าตัวเพียง 149 $US เท่านั้นหรือประมาณ 4,600-5,000 บาทเมื่อเทียบกับ DAC ในตลาดตัวอื่นแล้วมันมีรคาคาเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก

ที่จริงแล้ว DAC ตัวนี้มีตัวแทนในเมืองไทย แต่ตัวแทนค่อนข้างแย่มาก เพราะมันหาซื้อไม่ได้โดยทั่วไป ผมจึงต้องฝากเพื่อนของเพื่อนซื้อมาจากอเมริกา

รูปลักษณ์ HRT Music Streamer ll

รูปลักษณ์ของมันกระทัดรัด ตัวเครื่องสีแดงสดสวย มีความแข็งแรง หนาแน่น เอาท์พุต RCA เคลือบด้วยทอง ส่วน USB ก็มีลักษณะแน่นหนา มีไฟ LED บอกสถานะการทำงานและ Data Rate HRT เป็นเพราะว่ามันสามารถซัพพอร์ตกับซีสเต็มของระบบปฏิบัติการของ Mac OSX

การใช้งาน

การทำงานของ HRT Music Streamer ll ทำได้ง่ายมาก โดยการต่อสาย USB เครื่องก็จะบอกสถานะโดยมีไฟติดอยู่ ผมใช้เครื่อง iMac จะต้องเข้าไปปรับที่ Syatem Pference ให้เลือก Sound จากนั้นก็คลิก Output เลือก Music Streamer USB จากนั้นก็เปิดเพลงจาก iTune ฟังได้แล้วครับ


ผลทดสอบเบื้องต้น

เครื่องเสียงที่ผมใช้ต่อจาก HRT Music Streamer ll ก็คือ Bose Companion 3 ซึ่งมีสุ้มเสียงที่ใช้ได้ดีมากกับการฟังเพลงคอมพิวเตอร์

ทดสอบเสียงจากโปรแกรม iTune โดยผ่านไฟล์ MP3 และ Apple Lossless ต้องบอกว่ามันสร้างความแตกต่างตั้งแต่แรกฟังเลยทีเดียว ไฟล์ MP3 ธรรมดาที่มี Bit Rate อยู่ที่ 320 kbps นั้นฟังดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เสียงเบสที่หนาขึ้น เสียงกลางมีลักษณะชัดเจน รวมถึงเสียงแหลมที่ให้รายละเอียดมากขึ้น

เมื่อทดสอบกับไฟล์ Apple Lossless ยอมรับว่ามันให้ความแตกต่างไปอีกขั้น โดยเฉพาะบรรยากาศของเพลงที่โอบล้อมอยู่รายรอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับการต่อสายมินิออดิโอจากท้ายเครื่องไปยัง Bose มีข้อแตกต่างที่น่าสนใจไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่ผมยังติดใจก็คือเสียงเบสยังไม่นิ่งเท่าไหร่ ผมอาจจะต้องเบิร์นสาย มินิ to RCA กับเข้า HRT Music Streamer ll สัก 100 ชั่วโมง เพื่อหาข้อยุติว่าเสียงมันจะดีขึ้นกว่าแรกเปิดใหม่ ๆ หรือไม่ วึ่งผมจะมารายงานแบบละเอียดยิบในผลการทกสอบอย่างละเอียด ในบทความตจ่อไปนะครับ

บทสรุปจากการทดสอบเบื้องต้น

มันเป็นการอัพเกรดคุณภาพเสียงในราคาที่ประหยัดมากที่สุดวิธีการหนึ่ง คุณจะนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์โดยเหมือนฟังเครื่องเสียงชั้นยอด แต่ข้อเสียคือคุณจะต้องหา HUB USB เพิ่มขึ้นเพื่อให้อุปกรณ์ Device ทั้งหลายเชื่อมต่อถึงกัน

Features and Spec 
Full Scale output 2.25 Volts RMS
Frequency Response (20 Hz/20 kHz) 0 dB/ – .5 dB
Noise Floor (DC to 30 kHz) 26 uV RMS
S/N Ratio (DC to 30 kHz) 98 dB
THD+N (1 kHz FS 44.1 kS/s) 0.010%
USB to Audio output isolation > 20M Ohm

Interface
Data Rate up to 96 kS/s
Bit Depth up to 24 bit
Transfer Protocol asynchronous
USB type 1.1 or above
Power Requirements (USB buss) 200 mA
Dimensions (L x W x H in inches) 4.1 x 2.1 x 1.2

San Francisco Symphony

Herbert Blomstedt

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร The Wave

ประวัติของฟรานซ์ ชูเบิร์ต ไม่ต่างจากศิลปินหลาย ๆ คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน นั่นก็คือต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความยากจนข้นแค้นตลอดในเวลาที่มีชีวิตอยู่ ไร้หลักประกันเรื่องการงานที่มั่นคง อดมื้อกินมื้อ ถูกเอาเปรียบจากคนที่เหนือกว่า ขาดแคลนทุนทรัพย์จนไม่สามารถจัดการกับชีวิตได้ รวมถึงไม่ค่อยมีดวงในเรื่องความรัก แต่เราจะรู้ได้อย่างไรถ้าบังเอิญชูเบิร์ตเป็นผู้มีอันจะกิน เขาอาจจะไม่ก้าวมาสู่คีตกวีอมตะของโลกก็เป็นได้ ดังนั้นประวัติของท่านจึงเป็นเครื่องเตือนใจศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ให้มองดูเส้นทางของศิลปินดังในอดีต เพราะมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือถูกประเคนมาตั้งแต่เดินก้าวแรก ทว่ากว่าจะมีชื่อเสียงต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานับประการ บางครั้งไม่อาจจะมองเห็นผลสำเร็จในขณะที่มีชีวิตอยู่ ทว่าผลงานอาจจะได้รับการยอมรับก็หลายปีต่อมาหลังจากเสียชีวิต และชีวิตของชูเบิร์ตก็เป็นเช่นนั้น…ความตายในวัยหนุ่ม ก่อนแลเห็นแสงรุ่งโรจน์ ผลงานจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ กาลเวลาเป็นยานพาหนะ

ฟรานซ์ ชูเบิร์ตเกิดในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1797 (พ.ศ. 2340) ที่หมู่บ้านลิคเทนธัล นอกกรุงเวียนนา บิดาของเขาเป็นชาวโมราเวียน (Moravian) และ ออสเตรีย-ซีเลเชียน (Austrian-Silesian) โดยมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียน แม้บิดาของชูเบิร์ตจะมีรายได้น้อย แต่เขาก็เป็นคนปลูกฝังการเล่นดนตรีให้กับชูเบิร์ต ชูเบิร์ตเรียนเปียโนมาจากพี่ชายของเขา โดยพี่ชายสอนให้เขาเล่นเพียงไม่กี่เดือนก็หมดภูมิความรู้ที่จะสอนต่อ เพราะชูเบิร์ตหัวไวในเรื่องดนตรี แถมยังมีเสียงร้องที่ไพเราะจับใจ จนกระทั่งบิดาของเขาส่งให้ชูเบิร์ตไปเรียนร้องเพลงที่โบสถ์ พร้อมกับฝึกเปียโนและออร์แกนไปด้วย ต่อมาโบสถ์อิมพีเรียลประกาศรับสมัครนักร้องเยาวชน บิดาของชูเบิร์ตเห็นว่าถ้าเขาไปสมัครเป็นนักร้องประจำโบสถ์คงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนของเขาให้ก้าวหน้า แถมไปอยู่กินที่โบสถ์ยังช่วยประหยัดค่าอาหารและรายจ่ายของครอบครัว ทว่าตลอดระยะเวลาสี่ปีที่โบสถ์อิมพีเรียล ชูเบิร์ตได้รับความทรมานพอสมควรเพราะว่าไปแล้วอาหารที่โบสถ์ก็มิได้เพียงพอต่อเขา เขาต้องทนอดทนหิวในหลาย ๆ มื้อ กระทั่งทนไม่ไหวเขียนจดหมายไปขอเงินจากพี่ชาย แต่ข้อดีก็มีไม่น้อย เพราะที่โบสถ์แห่งนี้มีเครื่องดนตรีหลายชนิดทำให้ชูเบิร์ตได้ฝึกเล่น เพียงอายุ 14 ชูเบิร์ตก็เริ่มแต่งเพลงได้แล้ว รวมถึงเพลงงานศพของผู้เป็นมารดาซึ่งเขียนด้วยลายมือของเขาเอง

เมื่อออกจากโบสถ์ชูเบิร์ตก็มิได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่งนอกจากแต่งเพลงขาย เขาย้ายมาอยู่กับบิดาของเขาซึ่งแต่งงานใหม่กับภรรยาอายุคราวลูก แต่ทั้งสองก็ไปด้วยกันได้ดี ช่วงชีวิตของชูเบิร์ตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตลอดเวลา หลงรักหญิงสาวก็ไม่มีเงินไปสู่ขอจนสาวเจ้าทนไม่ไหวไม่รอแต่งงานกับเขา ไปแต่งกับพ่อค้าขายขนมแทน ชูเบิร์ตเขียนเพลงได้อย่างรวดเร็ว-จำนวนมาก บางวันเขาเขียนเพลงได้ถึงหกเจ็ดเพลงต่อวัน กระนั้นกระดาษที่จะเขียนโน้ตก็หาไม่ได้ต้องฉวยเอากระดาษเช็ดมือมาเขียนเอาไว้ก่อนก็มี แม้เขาจะมีอาชีพสอนหนังสือสอนเปียโนเข้ามาบ้าง แต่ชูเบิร์ตไม่เคยชอบอาชีพครู เขารักการเขียนเพลงมากกว่าสิ่งอื่นใด

แผ่นซีดีอัลบัมนี้เริ่มต้นด้วยบทโหมโรง Overture ในบันไดเสียง C major ‘In the Italian style’ วงออร์เครสตร้าโหมบรรเลงพร้อมเพรียง เสียงโอโบสอดแทรก ท่วงทำนองเอื่อยไหลงดงามดุจสายน้ำ บทโหมโรงเป็นเพลงสำหรับเปิดการแสดงดนตรี ซึ่งคีตกวีมักจะเลือกสร้างบรรยากาศ ราวชักชวนให้ผู้ฟังเดินเข้าสู่ทิศทางที่คีตกวีกำหนดเอาไว้สำหรับการแสดงหลัก บทโหมโรงนั้นมีทั้งดังอึกทึกเพื่อเรียกแขก จนถึงนุ่มนวลชวนฟัง ส่วนบทโหมโรงของชูเบิร์ตเพลงนี้เป็นในแบบหลัง แม้จะมีช่วงอึกทึกในช่วงกลางเพลงจนกระทั่งจบบทโหมโรง ทว่าท่วงทำนองหลักไพเราะเพราะพริ้งน่าฟัง

มาถึงเพลงเอกของอัลบัม Symphony No.9 ในบันไดเสียง C major ‘Great’, D944 (D849) ก่อนอื่นต้องเกริ่นนิดหนึ่งว่าในจำนวนซิมโฟนีที่ชูเบิร์ตเป็นผู้ประพันธ์นั้นค่อนข้างสับสนในเรื่องข้อมูลพอสมควร เพราะจำนวนซิมโฟนีที่ชูเบิร์ตได้แต่งไว้มีกี่หมายเลขกันแน่ ในบุ๊คเล็ตของอัลบัมแนะนำว่าท้ายที่สุดแล้วให้ยึดตามหลักของเซอร์ จอร์จ โกรฟ โดยเรียกซิมโฟนีบทนี้ว่า ‘Great’ ในบันไดเสียง C major เป็นอันเข้าใจร่วมกัน ส่วนตัวอักษร Dและตัวเลข ที่กำกับท้ายเพลงคือ Deutsch’s catalogue คือลิสต์รายชื่อเพลงของชูเบิร์ตที่ Otto Erich Deutsch เป็นผู้เก็บข้อมูลรวบรวม โดยรายชื่อเพลงลำดับตามวันเวลาในการประพันธ์

Great Symphony นี้แต่งขึ้นในช่วงท้ายชีวิตของชูเบิร์ต แม้จะได้รับชื่อเสียงเกียรติยศแต่ชีวิตความเป็นอยู่ยังต้องดิ้นรนเหมือนเดิม เขาเริ่มร่างซิมโฟนีบทนี้ตั้งแต่ปี 1825 จนกระทั่งแต่งสำเร็จลงวันที่ในสกอร์เพลงนี้ วันที่ 28 มีนาคม 1828 กระนั้นเรื่องราวอันสับสนของวันเวลาในการประพันธ์ของชูเบิร์ตจึงเป็นเหมือนเกร็ดเล็ก ๆ ที่เล่าเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังให้มากขึ้น ส่วนข้อสรุปจะเป็นอย่างไร ในอนาคต…เมื่อพบหลักฐานใหม่ ๆ ที่หน้าเชื่อถือ ประวัติิสาสตร์ก็จะชัดเจนขึ้น

มูฟเม้นต์แรก เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองค่อนข้างช้างดงามจากเสียงเครื่องเป่าลมไม้ ตามด้วยกลุ่มเครื่องสายสอดรับท่วงทำนอง เมโลดี้ที่ไพเราะเพราะพริ้งของ Great Symphony นี่เองที่ทำให้บทเพลงบทนี้เป็นบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่บทเพลงหนึ่งของโลก ช่วงกลางมูฟเม้นต์บทเพลงได้พัฒนาท่วงทำนองให้เล่นเร็วขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ายังคงมีบทบาทในการดำเนินเรื่องราว ขณะที่เครื่องสายสอดประสานเสียง โดยเล่นซ้ำท่วงทำนองหลัก

มูฟเม้นต์ที่สอง ยังคงท่วงทำนองเนิบช้า เสียงจากลุ่มเครื่องสายเริ่มต้น ตามด้วยเครื่องเป่าเล่นท่วงทำนองร่าเริง ขณะที่เสียงทิมพานี่สร้างความฮึกเหิม-โอ่อ่า โดยท่วงทำนองช้าและร่าเริงโออ่าสลับกัน

มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มขึ้นด้วยท่วงทำนองร่าเริง ราวกับอยู่ในงานเต้นรำ ขบวนแห่มรหรสพ ผู้คนมากมาย พร้อมกับเสียงหัวเราะ รอยยิ้มแห่งความสุข ห้องบอลลูน โคมไฟระย้า พรั่งพรูออกมาจากจินตนาการ กลุ่มเครื่องสายเล่นได้อย่างรวดเร็ว ท้ังสอดประสานกับกลุ่มเครื่องเป่าและเล่นทำนองหลัก ท้ายมูฟเม้นต์ท่วงทำนองแปรผันช้าลง เพื่อบรรยายภาพเล่าเรื่อง ก่อนจะกลับเข้าสู่ท่วงทำนองร่าเริงอีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ ซึ่งเป็นมูฟเม้นต์สุดท้ายขึ้นต้นด้วยท่วงทำนองเร็ว เสียงทิมพานี่ทำให้ดนตรีเต็มไปด้วยความคึกคัก กลุ่มเครื่องสายโหมกระหน่ำ เครื่องเปล่าสอดประสานเสียง ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนามาแนวทางดนตรีและเสียงประสานมาสุ่ท่วงทำนองหลักของเพลง กลุ่มเครื่องสายใช้เทคนิคการดีดสาย

Great Symphony มีท่วงทำนองลีลาคล้ายคลึงกับงานของบีโธเฟ่น ซึ่งไม่แปลกเพราะชูเบิร์ตนั้นมีความนับถือในตัวบีโธเฟ่นรวมถึงชื่นชอบผลงานอย่างไม่ปิดบัง ในวันฝังศพของบีโธเฟ่น ชูเบิร์ตได้ไปร่วมถือคบเพลิงในขบวนแห่ศพ เรื่องเล่าว่าความตายของบีโธเฟ่นนำพามาซึ่งความเศร้าของชูเบิร์ตเป็นอย่างมาก เขาเข้าไปในร้านเหล้าชูแก้วขึ้นดื่มให้แก่บีโธเฟ่น และดื่มอีกครั้งสำหรับผู้ที่จากไป ในปีรุ่งขึ้นชูเบิร์ตป่วยด้วยไข้รากสาดใหญ่ นอนซมพิษไข้ด้วยอาการป่วยหนัก จบชีวิตอันสั้นด้วยวัยเพียง 31 ปี ทว่าผลงานของชูเบิร์ตมีมากมายกว่า 500 เพลง ยังดำรงค์อยู่บนโลกใบนี้ ต่อมาศพของเขาได้ถูกนำมาฝังเคียงข้างหลุมสพของบีโธเฟ่นดังใจที่เขาปรารถนา

Great Symphony เพลงนี้คือหนึ่งในซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ ด้วยลีลาท่วงทำนองที่ไพเราะงดงาม วิญญาณของเขาหลอมรวมทั้งร่างกายและจิตใจออกมาเป็นเสียงดนตรี เขาฝ่าฟันเอาชนะความทุกข์ยากของชีวิตมาได้เพราะเชื่อในสิ่งที่เขาคิด และทำในสิ่งที่เขาเชื่อ

Music: 9

Sound: 8

จาก เสกข์ ทองสุวรรณ กับ วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (Thailland Philharmonic Orchestra) ถึงวงอื่น ๆ


เรียนท่านผู้อ่านที่นับถือ หากท่านไม่ตำหนิใด ๆ ผมจะขอนำเสนอเรื่องยาวสี่ตอนอันเกี่ยวกับการตะลุยชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการแนะนำเพลงในแบบที่ผมทำมาเป็นประจำ จนอาจจะกลายเป็นความคุ้นเคย ในฐานะผู้เขียนมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า การฟังเพลงคลาสสิกนั้น นอกจากฟังจากการบันทึกเสียงจากฟอร์แมตต่าง ๆ แล้ว การชมการบรรเลงสด ๆ เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ยอดเยี่ยมมาก และไม่มีทางที่เครื่องเสียงใด ๆ จะให้บรรยากาศการแสดงสดได้เท่ากับไปนั่งฟังด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นในชีวิตหนึ่ง การมีโอกาสไปชมการแสดงดนตรีคลาสสิก จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะพลาดโอกาสเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม 2553 ผมได้มีโอกาสไปฟังดนตรีคลาสสิกที่หอแสดงดนตรี “ภูมิพลสังคีต” อีกครั้งหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา หอแสดงดนตรีแห่งนี้ถือเป็นบ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (TPO) ซึ่งจัดการแสดงดนตรีเป็นประจำต่อเนื่องตั้งแต่ได้เริ่มสร้างวง ซึ่งปีนี้ TPO มีอายุห้าขวบเต็ม นับว่าเป็นวงออร์เครสตร้าอาชีพวงแรกที่ประกาศศักดาอย่างชัดแจ้งต่อการดำเนินงานทางด้านดนตรีคลาสสิก มิใช่วงสมัครเล่นที่เล่นกันเป็นงาน ๆ และ TPO เองแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในหนึ่งปีทางวงจึงมีโปรแกรมการแสดงต่อเนื่อง (Season) ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปที่เวบไซต์ www.thailandphil.com เพื่อหาข้อมูลรายการแสดงทั้งซีซันได้ที่นี่

ในการแสดงครั้งนี้น่าสนใจไม่น้อยเพราะทาง TPO เลือกเล่นเพลงบูชาครูที่ขึ้นชื่อว่าเล่นยากลำดับต้น ๆ นั่นคือ Piano Concerto หมายเลยสองของรัคมานินอฟ นอกจากบทเพลงจะเล่นยากแล้ว ยังเป็นเพลงยอดนิยมที่วงต่าง ๆ ทั่วโลก นักเปียโนฝีมือเด่น ๆ นำมาเล่นกันถ้วนหน้า รวมถึงการบันทึกเสียงกันอย่างกว้างขวาง ยิ่งเพลงนี้ถูกนำมาเล่นมากเท่าไหร่ ผู้ที่เล่นในครั้งหลัง ๆ ก็เล่นได้ยากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อบรรเลงแล้วย่อมหนีไม่พ้นที่คนฟังจะนำมาเปรียบเทียบกับการแสดงครั้งอื่น ๆ ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ยากยิ่งกว่าเรื่องเทคนิคของเพลงเสียอีก การบรรเลงจึงมีเพียงสองแบบคือเล่นเสมอตัว (กับวงอื่น) กับเล่นได้แย่กว่าองอื่น (ทั้งที่อาจจะไม่ถูกจริตคนฟังก็เป็นได้)

กระนั้นเลยหากมีการแสดงบทเพลงนี้ของรัคมานินอฟเมื่อใดหาไม่แล้วมิควรพลาด เพราะไม่แน่ใจว่าชาตินี้จะได้ชมการแสดงสด ๆ เพลงนี้อีกเมื่อไร นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ ผมเคยชมการแสดงบทเพลงนี้เมื่อนานมาแล้ว (น่าจะเกินสิบปี) จากวง Bangkok Symphony Orchestra เปียโนโดยคุณอินทุอร ซึ่งการฟังในหนนั้นยังประทับใจไม่หาย แน่นอนครับว่าเราฟังการบันทึกเสียงหรือดีวีดีได้ แต่บรรยากาศการแสดงสดนั้นหาได้ยากยิ่ง เหนืออื่นใดเรากำหนดให้วงนั้น ๆ บรรเลงเพลงตามใจเรามิได้ แล้วก็เราคงไม่มีโอกาสไปชมการแสดงในต่างประเทศบ่อย ๆ ดังนั้นโอกาสเช่นนี้ถือเป็นความพิเศษที่น่าสนใจไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

การแสดงของ TPO จะมีด้วยกันสองรอบคือค่ำวันศุกร์และเย็นวันเสาร์ หอแสดงดนตรีภูมิพลสังคีตเป็นหอการแสดงที่ไม่ใหญ่ จึงทำให้ผู้ฟังและคนเล่นใกล้ชิดกัน อคูสติกของหอการแสดงก็ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะตรงกลางเวที ในวันที่ผมไปชมผู้คนเนืองแน่นจนล้นหอการแสดงจนต้องเสริมเก้าอี้ ส่วนนักศึกษานักเรียนต้องนั่งกันตามบันไดทางเดิน นับว่าการแสดงนี้ได้รับการต้อนรับอย่างคับคั่ง

ผู้เล่นเปียโนเป็นหนุ่มน้อยชาวไทยซึ่งเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของแวดวงดนตรีคลาสสิกของประเทศไทย เสกข์ ทองสุวรรณ เป็นคนจังหวัดพะเยา เขาเกิดในปี พศ.2528 เขาไม่ได้เรียนเปียโนตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ทว่าในช่วงวัยรุ่นเขากลับเล่นกีตาร์เพลงร็อคแทน เศกเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุแปดขวบกับครูหนูรักษ์ นนท์ทรี พร้อมกันนั้นก็เรียนภาษาอังกฤษกับครูสาโรช แสงทอง ด้วยความที่เรียนภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมจึงได้รับทุนแลกเปลี่ยนนักเรียน AFS ไปเรียนที่รัสเซียตอนอายุ 17 ปี ซึ่งตอนมาอยู่ที่รัสเซียนี่เองเขาจึงได้เรียนเปียโนอย่างเข้มข้นครั้งแรก หลังจากนั้นก็สอบผ่านเพื่อเข้าไปเรียนในสถาบันดนตรี Musical institute named after Sobinnova Yaroslavl (สถาบันแห่งนี้สอบเข้าโดยใช้วิชาดนตรีเพียงอย่างเดียว) เสกข์ใช้เวลาเรียนในสถาบันแห่งนี้สามปี โดยได้รับรางวัล The Best Piano Performer ในปี 2004 และได้รับอนุปริญญา Concert Master ในปี 2006 หลังจากนั้นยังเข้าศึกษาต่อที่สถาบันดนตรีเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก (คนไทยคนแรกที่ศึกษาในสถาบันแห่งนี้) โดยเรียนเปียโนกับ Tatiana Zagorovskaya และสถาบันนี้เสกข์ได้รับรางวัล Prize winner of international piano competitions and Honored Artist of Russia หลังจบการศึกษาทางดนตรี เขายังแสดงดนตรีในรัสเซียก่อนกลับประเทศไทย

การแสดงในค่ำคืนนั้น วาทยากรผู้ควบคุมวงคือ Gundi A. Emilsson เขาเกิดใน Iceland ในปี 1964 เรียนดนตรีที่ประเทศเยอรมันตั้งแต่สี่ขวบ ได้รับรางวัลมากมายเช่นรางวัล Herbert Von Karajan Award ในเซาส์บรูก ออสเตรีย รางวัลริชร์ด วากเนอร์ ในเยอรมัน (ในค่ำคืนดังกล่าวหลังพักการแสดง ได้บรรเลงของวาร์กเนอร์ จึงไม่แปลกที่เขาควบคุมวง TPO เล่นเพลงวาร์กเนอร์ได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเอกภาพ) นอกจากนั้น Emilsson ยังคงเดินทางไปเป็นวาทยากรทั่วโลก โดยปักหลักเป็น Chief Conductor ของวง TPO

ตามธรรมเนียมการแสดงจะเริ่มต้นด้วยบทโหมโรง ทาง TPO เองก็มีธรรมเนียมปฏิบัติ เพลงโหมโรงจะนำเพลงไทย ทั้งไทยเดิม ไทยสากล มาดัดแปลง เรียบเรียงเสียงประสานเพื่อเล่นกับวงออร์เครสตร้า ซึ่งหลายครั้งการดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเล่นนั้นทางวงเล่นได้ดีเป็นพิเศษ บทโหมโรงในวันนี้คือ Trust (Confident in Thailand) เรียบเรียงโดยประทีบ พันตรีประทีป สุพรรณโรจน์ ซึ่งเป็นวาทยากรประจำวง เมื่อบีีเลงเพลงโหมโรงจบลง มีการจัดเวทีประมาณห้านาที แกรนด์เปียโนสไตน์เวย์ถูกเคลื่อนมาไว้ตรงกลางเวที เสกข์ปรากฏกายจากด้านหลังเวที คนดูต้อนรับด้วยเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น เมื่อเขานั่งประจำที่หน้าเปียโนทั้งหอประชุมกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เมื่อวงพร้อม และตัวเขาพร้อม จึงเริ่มบรรเลงคีย์แรกของเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสองอย่างสุขุมนุ่มลึก

ในช่วงแรกของการแสดงวงดนตรีมีอาการตื่นเล็กน้อย อาจจะเป็นอาการเกร็งทางร่างกาย ผนวกกับคนดูซึ่งให้ความสนใจจำนวนมาก แต่เมื่อบรรเลงถึงหนึ่งในสามของกระบวนแรกวงดนตรีเริ่มเล่นดีขึ้น เสียงจากกลุ่มเครื่องสายกลุ่มแรกเริ่มสอดประสาน ส่วนการบรรเลงของเสกข์มีความตั้งใจสูง ท่วงท่าการแสดงของเขาเรียบง่าย ไม่แสดงท่าทางจนเกินขอบเขต ขณะเข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างลึกซึ้ง ช่วงกระบวนที่สองเป็นท่อนที่ยากมากท่อนหนึ่ง และเป็นท่วงทำนองช้า ทำให้ผู้เล่นต้องควบคุมทุกอย่างไม่ให้ผิดพลาด จนกระทั่งกระบวนสุดท้าย เสกข์ได้แสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนอย่างหนักของเขา และวง TPO ซึ่งสลัดอาการงัวเงียจากอาการตื่นเวทีทิ้งจนเกือบหมด ทำให้ท่อนจบนั้นเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงามน่าประทับใจ เมื่อการแสดงจบผู้ชมต่างปรบมือกันไม่หยุดจนเสกข์เองต้องออกมาแสดงเดี่ยวเปียโนเป็นของแถมการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง ของรัคมานินอฟในครั้งนี้นับว่าเป็นของยากที่ท้าทายทั้งผู้เล่นและคนฟัง TPO มีแนวทางการเล่นเพลงนี้เป็นของตัวเองอยู่พอสมควร (ดังนั้นการฟังเปรียบเทียบกับวงระดับโลกย่อมมีความแตกต่าง)

กระนั้นเลยหลังพักการแสดง TPO กลับไปเล่นเพลง Symphony in C major ของริชาร์ด วาร์กเนอร์ ซึ่งบางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าวาร์กเนอร์เคยประพันธ์ซิมโฟนีเอาไว้ด้วย เพราะผลงานเด่นของวาร์กเนอร์ส่วนใหญ่จะเป็นอุปรากร วาร์กเนอร์นั้นนับถือผลงานของบีโธเฟ่นเป็นอย่างมาก ซิมโฟนีบทนี้วาร์กเนอร์ประพันธ์ขึ้นตอนอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น จึงมีอิทธิพลของบีโธเฟ่นอยู่ไม่น้อย และไม่น่าเชื่อว่า TPO บรรเลงเพลงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก ๆ

กลับมาที่รัคมานินอฟอีกครั้ง อย่างที่ผมกล่าวไว้ว่าเพลงนี้ของรัคมานินอฟเป็นเพลงฮิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงซึ่งติดหูคนฟังมากที่สุดบทเพลงหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ใครจะเชื่อว่าบทเพลงนี้จะแต่งหลังจากรัคมานินอฟบำบัดจิตกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสะกดจิตนาม นิโคไล ดาล ซึ่งก่อนหน้านี้รัคมานินอฟไม่กล้าเขียนเพลงอีกเลยเมื่อครั้งโดนวิจารณ์อย่างหนักหลังการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขหนึ่งรอบพรีเมียร์ ความผิดหวังครั้งนั้นหนักหนาจนเขาไม่อาจยอมรับในตัวตนของเขา หรือจะพูดว่าเขาสูญเสียจิตวิญญาณของตนไปกับคำวิจารณ์ เมื่อเขารักษาด้วยการสะกดจิต เขากลับมาแต่งคอนแชร์โตต่อจนจบ และใครจะเชื่อว่ามันได้กลายเป็นคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

เปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง มีผู้นำไปบันทึกเสียงจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงอนาคต แผ่นซีดีที่น่าสนใจหลายแผ่นด้วยกัน แผ่นแรกที่ผมจะแนะนำเป็นแผ่นที่หนังสือ 1001 Classical Recording You Must Here Before You Die จากบรรณาธิการ Matthew Rye แนะนำเอาไว้ก็คือแผ่น Sviatoslav Richter เล่นเปียโน กับวง Warsaw Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Stanislaw Wislocki เป็นวาทยากร แผ่นนี้อัดเสียงในปี 1959 สังกัดดอยท์แกรมโมโฟน (DG447 420-2) นายสตีเวนกล่าวเอาไว้ว่าในมูฟเม้นต์แรกช่วงท้ายเพลง เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ที่น่าค้นหา เปียโนซึ่งเล่นขัดกับวงออร์เครสตร้านั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากครับ ตอนที่ผมได้แผ่นมาแรก ๆ (ด้วยความใจง่ายของผม) จึงขยับให้เป็นแผ่นที่ผมพึงใจในช่วงเวลาดังกล่าวในทันที (แม้คนใกล้ชิดของผมยังมีข้อสงสัยว่า เขาเล่นแปลกไปก็ตาม) แผ่นที่สองทีนายสตีเวนแนะนำให้เป็นทางเลือกในการฟังคือ Valadimir Ashkenazy บรรเลงวงโดย London Symphony Orchestra กำกับวงโดย André Previn สังกัด Decca 444 839-2-2 เป็นซีดีแผ่นคู่ (ที่ยังหาซื้อได้ไม่ยาก-และบางชุดที่ผลิตใหม่มีด้วยกันสามแผ่น) แผ่นนี้ของท่านวลาดิเมียร์นั้นวงลอนดอนเล่นเพลงได้นุ่มนวลเหลือเกินครับ ฟังแล้วน่าหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ส่วนเปียโนของท่านวลาดิเมียร์นั้นค่อนข้างสุภาพเรียบร้อย ไม่แสดงอารมณ์จนเกินเลย แต่ลูกเล่นของท่านยังเหลือรับประทาน

ส่วนแผ่นอื่น ๆ ที่ผมอยากแนะนำคือ อีกแผ่นคือแผ่นที่ Byron Janis เล่นเปียโน บรรเลงโดยวง Minneapolis Symphony Orchestra ควบคุมวงโดย Antal Dorati สังกัดตราแผ่นเสียง Mercury (MLP470639) ก็เป็นอีกแผ่นที่สแตนดาร์ดมาก หมายถึงเหมาะแก่การเอาไว้ฟังอ้างอิงในแผ่นอื่น ๆ ได้เป็อย่างดี ส่วนแผ่นสุดท้ายที่ผมคิดว่าง TPO น่าจะมีแนวทางการบรรเลงคล้าย ๆ (ขอกล่าวว่าคล้าย ๆ เท่านั้นนะครับ) คือแผ่นที่ Evegeny Kissin เล่นเปียโน London Symphony Orchestra บรรเลง และควบคุมวงโดย Valery Gergiev ซึ่งท่านผู้อ่านลองฟังเปรียบเทียบดูนะครับเพราะแผ่นทั้งหมดมีความแตกต่าง มีความเด่นด้อย และรสนิยมในการบรรเลงที่หลากหลายมาก

Sviatoslav Richter