Info

Posts from the Music Expresso Category

โดย นิวัต พุทธประสาท

จับพลัดจับผลูเดินทางไปลอนดอนแบบไม่มีเวลาตั้งตัวมากนัก แต่เมื่อมีโอกาสผมก็ไม่ปล่อยให้พลาดโอกาส ผมค้นหาข้อมูลแจ๊สสถานในลอนดอนทันที แล้วก็ไม่ผิดหวังคือมีข้อมูลแจ๊สสถานอยู่จำนวนมาก มากจนเลือกไม่ถูกว่าจะไปดูที่ไหนบ้าง ในโลกปัจจุบันการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นความสะดวกอย่างยิ่ง เพราะผมมีโอกาสได้ศึกษาข้อมูลสถานที่ต่าง ๆ ก่อนเดินทาง แจ๊สสถานที่ผมไปมีด้วยกันสองแห่ง

แห่งแรกคือ 606 Club ตั้งอยู่บนถนน Lots ใกล้กับสนามสแตมฟอร์ดบริดส์ของของทีมเชลซี ผมนั่งรถไฟใต้ดินขึ้นที่สถานี Earl’s Court แล้วเดินมาที่ถนน Lots ที่จริงจากสถานีรถไฟใต้ดินสามารถขึ้นรถเมล์สาย C3 มาได้เลย จะลงป้ายรถเมล์ใกล้กับถนนล็อตส์มากขึ้น ไม่ต้องเดินจนเหนื่อย แต่ความที่ไม่เคยมาจึงเดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน ผ่านสนามสแตมฟอร์ดปริดส์ กว่าจะหาทางได้เดินจนเมื่อยเหมือนกันครับ

606 Club เป็นสถานแจ๊สเก่าแก่แห่งหนึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1976 สถานที่ตั้งก็โดดเด่น เพราะคลับตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคาร เวลาจะลงไปยังคลับจะต้องกดกริ่งตรงหน้าประตู จากนั้นเจ้าของร้านจะเปิดล็อคให้เรา แล้วต้องเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง เมื่อลงไปแล้วจะพบห้องโถงเล็ก ๆ เป็นพื้นที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือน แขวนเสื้อโค้ด เก็บร่ม จากนั้นจะต้องเดินผ่านออฟฟิศที่เป็นทั้งแคชเชียร์เก็บเงิน ที่ตั้งเครื่องมิกซ์เสียง แล้วจึงค่อยผ่านเข้าไปยังคลับ

ผมชอบทางเข้าหน้าคลับมาก เพราะเป็นประตูทรงโค้งซึ่งก่อด้วยอิฐ เหนือประตูทรงโค้งมีชื่อคลับเขียนว่า 606 ทำจากทองเหลืองติดอยู่เหนือประตู ทำให้ดูทรงคุณค่าน่าสนใจ ป้ายไม่ต้องใหญ่โตหรือหรูเลิศทว่ามีความขลัง เหมาะเจาะและลงตัว

606 แบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเวทีแสดงดนตรี ซึ่งมีเปียโนตั้งอยู่ทางซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าเวที) เวทีมิได้ยกพื้นให้สูงแต่เวทีเสมอกับพื้นที่ตั้งโต๊ะ ส่วนโต๊ะนั่งจัดรายล้อมอยู่รอบเวที ด้านในสุดเป็นครัวและห้องน้ำ ส่วนที่สองมีผนังอิฐเจาะเป็นช่องประตู และหน้าต่างกั้นระหว่างพื้นที่แสดงดนตรีให้ออกจากกัน ส่วนนี้เป็นบาร์เหล้า โดยมีบริเวณที่นั่งดื่มซึ่งดูสงบกว่าส่วนแสดงดนตรี

ผมมาถึงช้าไปหน่อย แต่ก็ยังทันการแสดง ซึ่งในวันที่ผมเลือกไปชม เป็นการแสดงของ Barb Jungr นักร้องสาวใหญ่ชาวอังกฤษที่มีผลงานเพลงบันทึกเสียงกับสังกัด Linn Records และ Niam CD อยู่หลายอัลบัม สองสังกัดเพลงของอังกฤษเป็นสังกัดดนตรีที่เน้นการบันทึกเสียงที่ดี แล้วก็เลือกนักดนตรีที่มีคุณภาพ

วันที่แสดงเธอเล่นกับนักเปียโนเพียงชิ้นเดียว เมื่อไปถึงเธอกำลังขับกล่อมดนตรี ผมหาที่นั่งตรงด้านหน้าประตู การมาชมการแสดงที่ 606 ควรจะอีเมล์มาจองที่นั่งล่วงหน้า และวันแสดงช่วงบ่ายโทรศัพท์มาคอนเฟิร์มกับเจ้าของร้าน เวลาการแสดงวันธรรมดาเริ่มที่ทุ่มครึ่ง การแสดงจะจบลงในเวลาสี่ทุ่ม ค่าเข้าชมเป็นเงิน 10 ปอนด์ โดยต้องสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มด้วย เมื่อไปถึงผมสั่งเป็ดรมควันอบ เสิร์ฟพร้อมสลัด และไวน์ขาวอีกหนึ่งขวด ดื่มไปทานไปฟังเพลงได้อรรถรสไม่น้อย และตัวบาร์ปเองเธอเป็นนักเอนเตอร์เทนคนดูชั้นยอด ก่อนเข้าเพลงเธอจะหาเรื่องมาเล่าให้ผูฟังฟังก่อน พลังเสียงของเธออยู่ในขั้นสุดยอด เธอสะกดคนฟังได้อย่างอยู่หมัด

เมื่อจบการแสดง เธอเดินทักทายผู้ฟัง น้องสาวของผมที่ไปด้วยแนะนำว่าเรามาจากกรุงเทพฯ เธอดีใจ และเข้าสวมกอดอย่างเป็นกันเอง

บรรยากาศที่ 606 คลับ ถือว่าสุดยอดมาก เป็นคลับที่ไม่ได้หรูเลิศ ออกจะโทรมนิดหนึ่ง แต่มันมีเสน่ห์มาก เสน่ห์แบบนี้หาไม่ได้จากที่ไหน การเป็นคลับใต้ดินทำให้อคูสติกของเสียงมีความนิ่งสงัด เสียงร้อง เสียงดนตรีชัดเจน บรรยากาศของคลับแบบนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เจ้าของมีความตั้งใจทำอย่างยิ่งยวด เพราะมีความรักในดนตรีแจ๊ส 606 เป็นคลับที่มีนักดนตรีแจ๊สทั่วอังกฤษผลัดเวียนมาแสดงกันอย่างต่อเนื่องทุกคืน โปรแกรมการแสดงทั้งปีสามารถดูได้ที่เวบไซต์ของ 606 Club

หลังการแสดงเราต้องรีบกลับเพราะกลัวว่ารถไฟใต้ดินจะหยุดวิ่ง แล้วพรุ่งนี้เช้ายังมีภารกิจต้องทำต่อ เราจึงออกจากร้านประมาณสี่ทุ่มครึ่ง เดินไปบนถนนอันปราศจากผู้คน อากาศเย็น แต่ไม่ถึงกับหน้า ป้ายรถเมล์มีคนรออยู่ก่อนหน้านี้ เราขึ้นสาย C3 ไปยังสถานีเอิร์นคอร์ต ค่ำคืนแห่ง 606 คลับ แจ๊สสถานที่ผมคิดว่าถ้าไปเยือนลอนดอนอีก คงต้องกลับไปชมดนตรีที่นี่อีกครั้ง

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่ My FaceBook Niwat.Puttaprasart

Wolfgang Amadeus Mozart
Klavierkonzert: Piano Concertos Nos.6,17&21

ก่อนเข้าสู่บทเพลงอันสุนทรีย์ของเพลงคลาสสิก ผมขอใช้หน้ากระดาษกล่าวถึงธุรกิจดนตรี-เพลงในเมืองไทยสักเล็กน้อย ในฐานะผู้บริโภคซึ่งเสียเงินเสียทองกับการสะสมอัลบัมเพลงในรูปแบบต่าง ๆ จนไม่กล้าคำนวนตัวเลขที่จ่ายไป เริ่มตั้งแต่การสะสมเทปคลาสเซ็ตมาเมื่อครั้งยังนุ่งขาสั้น จนมาถึงยุคที่แผ่นซีดีรุ่งโรจน์เจิดจรัส และหันกลับมาสะสมแผ่นเสียงตามความฝันหลังจากทำงานทำการในวัยหนุ่ม ทว่าในปัจจุบันกลับเป็นยุคที่ผมไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ครั้นหมดยุคแผ่นเสียงเมื่อปี 80 มีแผ่นซีดีเข้ามาทดแทน แต่หลังปี 2010 แนวโน้มของร้านขายซีดีกำลังจะล้มหายตายจาก ลมหายใจของอัลบัมเพลงที่เป็นซีดีรวยรินลงเหลือเกิน คาดว่าปีหน้าน่าจะพอนับร้านที่ขายแผ่นซีดีเพลงเป็นหลักได้อย่างง่ายดาย โดยเปลี่ยนหน้าร้านมาสู่การดาวน์โหลดเพลงทางมือถือและอินเตอร์เน็ตจากไฟล์ MP3 ชาร์ตเพลงฮิตต่อไปคงเปลี่ยนจากแผ่นที่ขายได้ มาเป็นยอดดาวน์โหลด สมรภูมิหลักของธุรกิจในวันนี้คือ “ง่ายแต่แพง” เพราะถ้าพิจารณาถึงราคาเพลงที่ดาวน์โหลดนั้น เพลงหนึ่งมีราคาที่สูงมาก แน่นอนว่าซื้อเพลงเดียวอาจจะไม่รู้สึกว่าจ่ายเงินในราคาแพง แต่ถ้าซื้อทั้งอัลบัมเราจะพบว่ามันมีราคาที่แพงเท่ากับการซื้อซีดีหนึ่งแผ่น โดยไม่มีซีดี ไม่มี Booklet ไม่มีของแถมเล็กน้อยจากทางวง รวมถึงเอาไปฟังที่ไหนไม่ได้นอกจากเครื่องที่เราใช้ดาวน์โหลดมา รวมถึงผู้ที่ดาวน์โหลดไฟล์เพลงจะไม่เคยมีของสะสมเป็นชิ้นเป็นอัน เว้นแต่ไฟล์ดิจิตอลใน Library

อย่างที่ผมกล่าว ช่างอ้างว้างเดียวดายเหลือเกินในโลกหลังปี 2010 นักฟังเพลงอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ชอบสะสมซีดี คงต้องหาหนทางซื้อซอร์ฟแวร์จากทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้นไปกว่าเดิม

กลับมาที่เพลงของเรากันอีกครั้งนะครับ หลายท่านอาจจะส่ายหน้ากับผม แล้วตะโกนดัง ๆ ว่า “โมสาร์ทอีกแล้วหรือ” ผมก็ต้องพยักหย้าหงึกหงั่กและตอบว่า “ใช่แล้วครับท่าน โสาร์ทอีกแล้ว” 555

แต่ใคจะปฏิเสธผลงานของท่านโมสาร์ทได้ (หยิบเอามาฟังทีไรก็ยังไพเราะ) ความอัจฉริยะของโมสาร์ทนั้นหาใครเทียบเคียงได้ยาก ทั้งในยุคของท่านโมสาร์ท ไล่มาถึงยุคคลาสสิก และมาสู่ยุคปัจจุบัน เหมือนทุกสรรพสิ่งเริ่มต้นด้วยโมสาร์ท ไม่ต่างจากนักหัดวาดภาพ อย่างไรเสียก็ต้องเรียนการสเก็ตภาพเหมือนของมนุษย์ก่อนจะก้าวไปทำงานที่แตกต่าง เช่นเดียวกับการไขปัญหาจักรวาล ก็ต้องเริ่มต้นที่ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน มาถึงทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ก่อนก้าวเข้าสู่ทฤษฎีควอนตัม ไม่มีเครื่องลัดเวลา ไม่มีการไปถึงจุดยอดของภูเขาด้วยการนั่งกระเช้า (แม้ทุกวันนี้ภูเขาบางลูกจะมีกระเช้าให้ขึ้นก็ตาม)

ซีดีอัลบัมนี้ผมยอมรับว่าผมซื้อเพราะหน้าปก หน้าปกสาวน้อยใบหน้างดงามคนนี้คือ Pia Degermark นักแสดงชาวสวีดิส ที่แสดงเป็น Elvira Madigan (ตามชื่อหนัง) นักไต่ลวดสาวที่จบชีวิตในแบบดรามาก่อนวัยอันควร ผมไม่ได้ชมหนังเรื่องนี้ แต่สัญญาในใจว่าจะหาหนังเรื่องนี้มาชมให้ได้ ส่วนซีดีแผ่นนี้เกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่อง Elvira Madigan ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เพราะเพลงจากอัลบัมนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงประกอบภาพยนตร์นั่นเอง

โมสาร์ทแต่งเปียโนคอนแชร์โต้เอาไว้อย่างมากมายรวมแล้วจำนวนถึง 27 หมายเลข ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากมายเอาเรื่อง ตั้งแต่หมายเลขแรกจนสุดท้ายนั้นก็แต่งต่างกรรมต่างวาระกัน สี่หมายเลขแรกซึ่งเป็นช่วงยุคแรกแต่งขึ้นระหว่างปี 1763-64 ช่วงที่อยู่ในกรุงปารีส ส่วนเปียโนคอนแชร์โต้เพลงท้ายก็แต่งในช่วงปี 1788 อันเป็นช่วงมรสุมชีวิต และมรสุมทางการเงินเล่นงานโมสาร์ทอย่างหนัก ซึ่งใครจะเชื่อว่านักประพันธ์เพลงผู้เอกอุท่านนี้ โด่งดังมาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้นแล้วบั้นปลายชีวิตก็ยังคงตกอับในแบบศิลปิน ราวกับใครเขียนบทเอาไว้ก็ไม่ปาน นึกแล้วช้ำใจยิ่งนัก ราวกับปิศาจ ซาตาน หรือพระเจ้ากันแน่ที่ลิขิตให้เป็นแบบนั้น คนมากพรสวรรค์ทว่าชีวิตกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคชีวิต

แผ่นซีดีแผ่นนี้บรรจุเปียโนคอนแชร์โตเอาไว้สามเพลงสามหมายเลข ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือเปียโนสามหมายเลขที่ดีที่สุดของโมสาร์ท รวมถึงของโลกด้วย และผมก็เชื่อว่าสามเพลงนี้ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันอย่างคุ้นเคยคุ้นหูมาก่อน เพราะเพลงเหล่านี้ถูกนำไปเล่นซ้ำบ่อย ๆ ปรากฎในซีดีรวมเพลงคลาสสิกฮิต ๆ บ้าง เพลงในหนังบ้าง เพลงเปิดตามห้าง เพลงรอรับสาย แต่ท่านอาจจะไม่เคยสัมผัสเวอร์ชั่นที่เล่นได้น่าประทับใจ ซึ่งผมคิดว่าแผ่นซีดีชุดนี้น่าฟังมากชุดหนึ่ง แม้ผมจะฟังเปียโนคอนแชร์โตโมสาร์ทมาหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นนี้แหละครับที่ผมคิดว่าติดหูติดใจของผมมาก

เปียโนคอนแชร์โตในชุดนี้บรรเลงโดยวง Camerata Academicades Salzburger Mozarteums บรรรเลงเปียโนโดย Géza Anda บันทึกเสียงระหว่างปี 1961-62 ดังนั้นแผ่นซีดีชุดนี้จึงเป็นแผ่นที่บันทึกเสียงต้นฉบับในแบบ Analog แล้วค่อยมาแปลงเป็นไฟล์ดิจิตอลในภายหลัง ซึ่งเท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดก็คือแผ่นของดอยท์แกรมโมโฟน ที่แปลงมาจากเทป Analog มักจะทำได้ดีกว่าแผ่นที่ต้นฉบับบันทึกเป็นดิจิตอล ความลื่นไหลของเสียงดนตรี ความหนาของเสียง และบรรยากาศโดยรอบกลับน่าชื่นชมกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับเพลงเปียโนคอนแชร์โต้ของโมสาร์ทนั้น วงออร์เครสตร้าที่บรรเลงจะเป็นวงในลักษณะวงแชมเบอร์ ซึ่งมีผู้เล่นน้อยกว่าวงใหญ่ ดังนั้นวงแชมเบอร์จึงไม่จำเป็นต้องมีวาทยากร ผู้เล่นเดี่ยวเปียโนจึงทำหน้าที่คล้ายวาทยากรขณะบรรเลงไปด้วย (ในกรณีที่ไม่มีเครื่องดนตรีเดี่ยว หัวหน้าวงซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มไวโอลินก็จะทำหน้าที่นำวงไปพร้อมการเล่น) ข้อดีของวงแชมเบอร์ก็คือการประสานงานของวงจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการประสานงานที่ดีกว่าวงใหญ่ (ซึ่งมีนักดนตรีจำนวนมาก) การสื่อสารของนักดนตรีกับกลุ่มดนตรีจึงทำได้ไหลลื่นเป็นเอกภาพ

ผู้เล่นเปียโน Géza Anda เป็นนักเปียโนเชื้อสายฮังกาเรียน กีซา เอนดาเกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน 1921 ที่บูดาเปสต์ ในวัยเด็กศึกษาดนตรีกับครูในละแวกบ้านเกิด จนกระทั่งเข้ามาเรียนที่สถาบันดนตรี Franz Liszt Academy ในบูดาเปสต์ ที่นั่นเขาได้ศึกษากับ Ernstvon Dohnányi และยอดคีตกวีชาวฮังกาเรียนอย่าง Zoltán Coldály ในปี 1940 เขาชนะเลิศรางวัล Liszt Prize ซึ่งการชนะเลิศครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของเอนดา โด่งดังจนได้รับเชิญไปเล่นคอนเสิร์ตกับวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิค ช่วงกลางชีวิตของแอนดานอกจากเล่นคอนเสิร์ตแล้วเขายังศึกษางานของโมสาร์ท และอุทิศตนเป็นอาจารย์ทางดนตรีในสถาบันดนตรีแห่งมิวนิค

เพลงแรกของอัลบัมเปิดด้วยเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 17 KV 453 ในบันไดเสียง G major (ตัวย่อ KV นั้น ย่อมาจาก Köchel-Verzeichnis ซึ่งหมายถึงนาย Ludwig von Köchel ผู้ซึ่งจัดทำ Köchel catalogue จัดลำดับผลงานของโมสาร์ทที่ตีพิมพ์ก่อนและหลังเป็นตัวเลข บางสำนักก็ย่อเพียง K ตัวเดียว) หมายเลข 17 เขียนเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 12 เมษายน 1784 เพลงเปิดด้วยวงแชมเบอร์ด้วยท่วงทำนองหลักของเพลง ซึ่งดำเนินในจังหวะเร็ว วงดนตรีเล่นด้วยความลื่นไหลอ่อนช้อย กลางเพลงเมื่อเข้าสู่ท่อน Kadenz (หรือ Cadenza ซึ่งหมายถึงการเล่นเดี่ยว ภาษาเพลงร็อคก็คือท่อน Solo นั่นเอง ในเพลงคลาสสิกท่อน Kadenz นั้นผู้เล่นอาจจะเลือกตัวโน๊ตจากผู้ประพันธ์เพลงมาเล่น หรือจะใช้ปฏิพานทางดนตรี หรือท่อนที่ตนเองแต่งสอดใส่เข้าไปก็ได้ กระนั้นขึ้นอยู่กับความกล้าของผู้เล่นว่าจะเล่นอย่างพิศดารหรือเล่นตามขนบ ซึ่งเราทราบดีว่าดนตรีคลาสสิกนั้นไม่นิยมความพิศดารมากนัก ผู้เล่นต้องเล่นอย่างมีรสนิยมอันดี ซึ่งในเพลงนี้เอนดาเลือก Kadenz ที่โมสาร์ทเป็นผู้ประพันธ์ทั้งหมดมาเล่น) เสียงเปียโนที่เอนดาเล่นทำได้อย่างมีระเบียบ ล้อไปกับท่วงทำนองหลักอย่างเบิกบาน ท่อนที่สองเริ่มด้วยเครื่องสาย รับต่อด้วยกลุ่มเครื่องเป่า ท่วงนี้ทำนองช้าราวใคร่ครวญค้นหาความหมายและเปียโนเล่นรับบรรยายความรู้สึกที่ต้องการบอก และมูฟเม้นต์สุดท้ายท่วงทำนองร่าเริงสดใส เปียโนเล่นล้อไปกับวงตลอดเพลง

เพลงที่สองอันเป็นไฮไลต์ของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 21 KV 467 ในบันไดเสียง C major เพลงนี้มีชื่อเล่นว่า Elvira Madigan ตามที่ผมได้เกริ่นไปตั้งแต่ต้น ชื่อเล่นนี้มาเรียกกันในภายหลังนะครับ แต่ก็เรียกจนติดปากกันมาถึงทุกวันนี้ เพลงเปียโนคอนแชร์โตเพลงนี้ของโมสาร์ทเขียนเสร็จใจปี 1785 เป็นเพลงที่โด่งดังเพลงหนึ่งของคีตกวีเอกท่านนี้ก็ว่าได้ เพราะท่วงทำนองทั้งสามมูฟเม้นต์เป็นเหมือนแบบที่โมสาร์ทวางรากฐานเอาไว้อย่างแน่นหนาก็คือท่วงทำนองแรกเริ่มขึ้นด้วยลีลาเร็ว โดยเริ่มขึ้นด้วยความเงียบ เสียงจากกลุ่มเครื่องสายด้วยอารมณ์รื่นเริง ขณะเดียวกันก็เป็นระเบียบ เครื่องสายค่อย ๆ เล่นดังขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ารับช่วงต่อโดยการเล่นท่วงทำนองเดิมและเปียโนวกเข้ามาเล่น Kadenz ช่วงสั้น ๆ สลับกับวงแชมเบอร์ตลอดทั้งเพลง ท่อนที่สองมีลีลาที่เชื่องช้า เสียงเครื่องเป่าลมไม้เป็นตัวแทนของความเศร้าทุกข์ตรม แต่กระนั้นท่อนนี้เป็นท่อนที่มีความงดงามของเมโลดี้เป็นอย่างมาก ท่อนจบเป็นไปอย่างสุกสว่างและสงบเยือกเย็น ท่อนสุดท้ายของเพลงเริ่มด้วยความสุขสนุกสนาน วงแชมเบอร์เริ่มขึ้นพร้อมเพรียง เปียโน Kadenz ในช่วงสั้น ๆ ด้วยการตอบโต้กับวงดนตรี ขณะเดียวกันการโซโลก็แตกคอร์ดออกไปจากธีมหลัก ก่อนจะจบลงด้วยความภาคภูมิ

เพลงสุดท้ายของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 6 KV238 ในบันไดเสียง B flat major เพลงนี้แต่งขึ้นในปี 1776 ช่วงดังกล่าวโมสาร์ทยังอาสัยอยู่ในออสเตรียเมืองเซาส์บูร์ก ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อลูกโมสาร์ทประวบความสำเร็จในระดับหนึ่งของการแสดงดนตรี ก่อนที่จะเดินทางไปยังปารีสในปี 1777 เพลงนี้ยังคงรักษาแบบแผนของโมสาร์ทไม่เสื่อมคลายคือเริ่มด้วยท่วงทำนองสดใสร่าเริงในมูฟเม้นต์แรก โศกเศร้าอาดูรในมูฟเม้นต์สอง และคลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย

กีซา เอนดา เป็นนักเปียโนที่มีฝีมือประณีต มีระเบียบแบบแผนที่งดงาม ขณะที่วงแชมเบอร์เล่นกันได้อย่างมีเอกภาพสมกับเป็นวงบ้านเกิดของโมสาร์ท การตีความดนตรีด้วยความเข้าใจบทเพลง ย่อมก่อให้เกิดรสนิยมอันดีต่อเพลงคลาสสิก สิ่งเหล่านี้ทำให้เพลงของโมสาร์ทยังคงมีลมหายใจ ลอยล่องอยู่ในอากาศเพื่อฝ่าห้วงกาลเวลาไปยังอนาคต เปียโนคอนแชร์โตทั้งสามเพลง เป็นเหมือนตัวแทนบทเพลงที่ดีที่สุดจำนวนหนึ่งท่ามกลางบทเพลงมากมายของโมสาร์ทได้อย่างงดงาม

Music: 9
Sound: 8.5

ผมขอเริ่มที่ง่าย ๆ ก่อนนะครับ ผมเริ่มฟังเพลงจริงจังตอนเรียนมัธยมต้น-ปลาย จากนั้นก็ฟังมาตลอด ตอนเป็นเด็กนักเรียน เพลงส่วนใหญ่ที่มีปัญญาซื้อก็จะเป็นเทปพีค็อก เป็นส่วนใหญ่ จะมีบางยี่ห้อบ้างเช่นโฟร์แทรคบางชุด ช่วงมัธยมปลายเทปยี่ห้อ 501 ออกมาอย่างต่อเนื่องเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงโพเกรสซีฟที่หาฟังยาก รวมถึงบูตเล็ก ช่วงนี้ผมเริ่มอยากสะสมแผ่นเสียงครับ ซื้อเครื่องเล่นของ SABA มาใช้ฟัง ส่วนแผ่นก็ซื้อหาจากคลองถมในราคาไม่กี่บาท แต่พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ยากจนมากครับ แทบไม่เหลือเงินไปซื้อเทปหรือแผ่นใดเลย แล้วตอนนี้แผ่นซีดีก็เริ่มทยอยผลิตกันออกมาแล้ว

ผมมาเริ่มฟังเพลงอย่างจริงจังอีกครั้งตอนทำงาน พอเริ่มมีเงินจากการทำงาน ช่วงนี้ผมทยอยซื้อแผ่นซีดีอาทิตย์หนึ่งก็หลายตังค์เหมือนกัน จวบกระทั่งวิกฤติเศรษฐกิจปี 41-42 กลับมาจนเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วงก่อนหน้านั้นผมชอบฟังเพลงแนว Alternative Rock วงโปรดของผมก็คือวง Manic Street Preachers ซึ่งเป็นวงร็อคแบบ โพสต์พังค์ จากเกาะอังกฤษ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1986 มีสมาชิกเริ่มต้นมีด้วยกันสี่คนคือ James Dean Bradfield (vocals, guitars), Nicky Wire (bass, occasional vocals) and Sean Moore (drums, backing vocals, occasional trumpet) และ Richey Edwards (กีตาร์และแต่งเพลง) ซึ่งต่อมาปี 1995 เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างว่าเขาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำ ไม่มีใครพบศพของเขา เมื่อไม่มีการพบศพเขาจึงเป็นผู้สูญหาย

ผมสะสมแผ่นซีดีของ MSP ทุกชุด รวมถึงแผ่นซิงเกิลเท่าที่จะหาได้ หลังจากเริ่มกลับมาเล่นเครื่องเสียงอีกครั้ง หลังวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป ผมเริ่มเล่นแอมป์หลอด และสะสมแผ่นเสียงในเวลานั้น วงที่ผมยังติดตามคือ MSP โดยผมเริ่มเก็บงานของวงนี้เป็นแผ่นเสียง และออกตามหาแผ่นซิงเกิลที่เป็นแผ่นเสียงด้วย

เมื่อวานผมหยิบแผ่นซิงเกิลขนาด 10 นิ้วแผ่นนี้ออกมาฟังอีกครั้ง

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นซิงเกิลในชุด THe Holy Bible ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ริชชี่ยังอยู่กับวง สิ่งที่พิเศษสุด ๆ สำหรับแผ่นซิงเกิลแผ่นนี้ก็คือ มีเพลงจากอัลบัมหนึ่งเพลงคือเพลง Revol และมีเพลง Too Cold Here ซึ่งว่ากันว่าทางวงแต่งขึ้นขณะมาทัวร์เอเชีย รวมถึงเมืองไทยของเราด้วย และเพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบัมปกติ

Too Cold Here เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก เนื้อหากินใจ เล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ฟังแล้วเหงาอย่างจับจิต เป็นเพลงที่อยู่ในลิสต์ 100 เพลงที่ผมชอบตลอดกาลเลยทีเดียว

Too Cold Here Lyrics:
Manic Street Preachers

Born in burial gowns, recessing slowly
You soon wish you couldn’t see at all
Tortured in the mind, six voices alone
Futile gestures, emotionless groans
Everyone asks what’s wrong, but what’s right?
And a cute lie makes everything uptight
To kill your dream before it’s considered
To live in silence, airless closet, no vision

It’s easier to make love to a stranger
than to ask a friend to call
Suspicion knows nothing and
is known for not much at all,
much at all

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls to lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade to cover your eyes

Self pity yourself is so shallow
I am so sick in mind and body, heart cold as stone
Whisky my coral, my piece of mind
Hello Mr. Samsung you can’t clean my soul
Wake up sighing, mass for the bleeding
Never share sadness mine no man prays painless
Coalescing mine are hidden rooms,
Cannot give anything and never could

Prison it’s only four walls but sometimes
The mind is the smallest prison of all,
Offering there upon offering
As a ball with a touch feels
Through its fall, through its fall.

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls
To lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade
To cover your eyes

ในหน้า B ของซิงเกิล มีเพลง You Love Us จากอัลบัมแรก

และที่น่าสนใจคือเพลงสุดท้าย life becoming a landslide จากอัลบัมชุดที่สองแต่เป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงคอนเสิร์ต ที่ MBK Hall ตอนที่วงมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ผมก็ไปชมด้วย

แนวทางแรกของการสะสมแผ่นเสียงของผมก็คือ

เริ่มจากวงที่เรารัก และเก็บมันจนเป็น Collection ครับ

ปล.ทางวงกำลังมีผลงานชุดใหม่คือ Postcard from a youngman ซึ่งเป็นอีกชุดที่เพราะมาก ๆ

เรื่องสั้น “As Time Goes By: เสียงเรียกของหัวใจ” รวมอยู่ในรวมเรื่องสั้น “แสงแรกของจักรวาลและเรื่องสั้นอื่นๆ”

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป้ วาด รวี ติดต่อให้ผมเขียนเรื่องสั้นให้หนึ่งเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความใคร่ เพื่อนำไปรวมเล่มกับนักเขียนอื่น ๆ ในหนังสือ More than words ตอนนั้นผมจำได้ว่าบรรยากาศเมืองเชียงใหม่ยังติดตรึงในหัวของผม ผมไปพักอยู่บ้านเพื่อนของเพื่อนโม่ บ้านแห่งนั้นเป็นสวนขนาดใหญ่ ปลูกกล้วยไม้ ดอกไม้ ตอนเช้าผมก็ไปยืนดูคนงานเขาทำงาน ช่วงบ่ายเราขับรถไปหาญาติ จำได้ว่าไปที่สวนผีเสื้อ ผมจึงผนวกฉากสวนผีเสื้อเข้ามาในเรื่องด้วย

ที่สำคัญเส้นทาง หรือถนนนั้นเป็นถนนที่นำไปสู่สวนทูนอินของอาว์รงค์ วงษ์สวรรค์ ฉากทั้งหมดจึงเกิดจากการเยือนเชียงใหม่ในหนนั้น และเพิ่มเติมบ้านนางเอกของเราเข้าไปให้เป็นแบบล้านนาทว่าดูทันสมัยขึ้น ส่วนเนื้อเรื่องผมคิดเอาไว้คร่าว ๆ ว่าตัวพระเอกกำลังโตเป็นหนุ่ม แอบหลงรักพี่สาวที่เพิ่งพบ เมื่อบรรยากาศสวยงามของเชียงใหม่มาบรรจบกับเรื่องโรแมนติกเรื่องสั้นจึงบังเกิดขึ้น

ผมชอบพล๊อตเด็กหนุ่มกำลังเติบโต มันเป็นเรื่องในแบบ coming of age ซึ่งเป็นวิกฤติวัยหนุ่มที่น่าสนใจ ผมเชื่อว่าเด็กหนุ่มทุกคนเคยแอบหลงรักคนที่มีอายุมากกว่า พวกเขาเหมือนไก่อ่อนที่อยากจะมี “แม่” ที่คอยโอบอุ้มเขาในทุกเรื่อง ซึ่งปมแบบนี้แหละครับที่มักพาให้เรื่องแต่งเข้าไปสำรวจตรวจตราความรู้สึกนึกคิดข้างในใจได้เป็นอย่างดี

ตอนที่ผมเขียนครั้งแรกมีข้อผิดพลาดอยู่สองสามแห่ง เมื่อนำมาตีพิมพ์ในรูปแบบรวมเรื่องสั้น ผมจึงแก้ไขบางส่วนรวมถึงเปลี่ยนชื่อ ชื่อเดิมของเรื่องสั้นเรื่องนี้คือ “หัวใจเรียกหา รักยังตราตรึง” ตอนนั้นผมคิดว่าอยากตั้งชื่อแบบหนังน้ำเน่า ให้มันดูเวอร์ ๆ แต่เมื่อแก้ไขเรื่องแล้วผมกลับมาใคร่ครวญว่าควรเปลี่ยนชื่อเรื่อง และเสริมดนตรีประกอบลงไปในเรื่อง ตอนนั้นเพลง As Time Goes By มันพ๊อพขึ้นมาในหัว

เพลง As Time Goes By เป็นผลงานการประพันธ์เนื้อร้องโดย Herman Hupfeld ในปี 1942 ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Casablanca ในเวลาต่อมาก็มีนักร้องเพลงแจ๊สหลายคนนำเพลงนี้มาขับร้องกันใหม่เช่นบิลลี่ ฮอลิเดย์, เพอร์รี่ โคโม , แฟรงค์ ซิเนตร้า, บาบาร่า สไตรสัน, โทนี เบนเน็ต เป็นต้น ทำให้เพลงนี้มีหลากหลายเวอร์ชั่น และบางครั้งก็มีการแปรเนื้อร้อง หรือแต่งเนื้อร้องให้แตกต่างออกไปก็มี

“As Time Goes By”

music and words by Herman Hupfeld

[This day and age we're living in
Gives cause for apprehension
With speed and new invention
And things like fourth dimension.

Yet we get a trifle weary
With Mr. Einstein's theory.
So we must get down to earth at times
Relax relieve the tension

And no matter what the progress
Or what may yet be proved
The simple facts of life are such
They cannot be removed.]

You must remember this
A kiss is just a kiss, a sigh is just a sigh.
The fundamental things apply
As time goes by.

And when two lovers woo
They still say, “I love you.”
On that you can rely
No matter what the future brings
As time goes by.

Moonlight and love songs
Never out of date.
Hearts full of passion
Jealousy and hate.
Woman needs man
And man must have his mate
That no one can deny.

It’s still the same old story
A fight for love and glory
A case of do or die.
The world will always welcome lovers
As time goes by.

Oh yes, the world will always welcome lovers
As time goes by

พระเอกในเรื่องของเราขณะที่กำลังจูบนางเอกในหน้า 74  เขาได้ยินเพลงและจดจำมันได้ในประโยคที่ว่า

You must remember this
A kiss is just a kiss, a sigh is just a sigh.

(คือถ้าเป็นหนังฮอลลีวู๊ด เพลงท่อนนี้จะดังขึ้นมาขณะที่พระเอกนางเอกของเราจูบกันพอดี 555) เพลงท่อนนี้แหละครับที่ทำให้ความรักของเขาพันผูกกับตัวนางเอกเหมือนรอยสักที่ฝังอยู่บนหัวใจของเขา และผู้อ่านจะแว่วเพลง As Time Goes By อีกหนในตอนจบของเรื่อง

ท่านผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดเพลง As Time Goes By  ของ Carmen McRae ไปฟังกันได้ที่ลิงค์นี้ครับ  As time goes by : Carmen McRae

Bomroya indy music

บอมโรยาเป็นศิลปินอินดี้ชาวเกาหลี เธอทำงานศิลปะผ่านสื่อหลายรูปแบบ ภาพวาด จิตกรรม หนังสือ ภาพประกอบนิยาย และเธอยัเขียนเพลงและเล่นดนตรี

อัลับม Cactus Crackers เป็นดนตรีที่เธอทำขึ้น บทเพลงไพเราะทั้งสิบเพลงผมได้ฟังแล้วชื่นชอบต่องานสร้างสรรค์ แม้ผมไม่รู้ภาษาเกาหลี แต่จากน้ำเสียงในบทเพลงก็บอกุึงเรื่องราวของเพลงได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่ดนตรีนั้นมีภาษาเฉพาะ แม้เราฟังเนื้อไม่ออก ทว่าดนตรีและอารมณ์ของเพลงยังคงนำเราไปสู่ความเข้าใจได้โดยง่าย

ผมคงอธิบายถึงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มากนักนอกจากท่านผู้อ่านจะได้ฟังกันเอง ผมจึงขออนุญาติแชร์เพลงของเธอเป็นจำนวนสามเพลง เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้สึกทางดนตรี

Bomroya: Cactus Crackers

1.Plump sex janggok

2.Mr.Flamingo

3.Buleunkkot Cats