Info

Posts from the Beauty is a Rare Thing Category

เพลงสายชลเป็นหนึ่งในเพลงประกอบ และเพลงสำคัญของนวนิยายเรื่อง “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” มีคนถามว่าทำไมถึงเป็นเพลงนี้ ผมจำได้เป็นอย่างดี เพราะขณะที่ผมเขียนถึงตอนสำคัญของเรื่อง เพลงนี้ก็โผล่ขึ้นมาจากลำโพงโดยบังเอิญ มันทำให้ผมหยุดนิ่ง ขนลุก ตัวสั่น เหมือนมีบางอย่างจับมันให้เกิดขึ้นระหว่างที่เขียน ไม่ต่างจากฉากท้ายเรื่องที่ตัวละครเอกได้ยินเพลงนี้จากร้านขายซีดีที่สนามบิน

สำหรับผมแล้วถ้าต้องเลือกเพลงนี้มาประกอบหนังสือ ผมคงจะเลือกเวอร์ชั่นที่ผมนำมาแปะเอาไว้ในหน้านี้

เพลงสายชล แต่งเนื้อร้องโดย จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร  ในเวอร์ชั่นนี้บรรเลงโดยวงไหมไทย  จากอัลบัมชุด รังสรรค์วันสวย ขับร้องโดยสุภัทรา อินทรภักดี ผมบันทึกเพลงนี้มาจากแผ่นเสียง โดยผ่านปรีแอมป์หลอด และไม่มีการแต่งเสียงใดๆเพิ่มเติม บอกได้เลยว่าเสียงจากแผ่นเสียงชุดนี้ไพเราะจนอยากจะฟังซ้ำ

saichon

ฟังเพลงสายชล คลิกที่ Play


คำร้อง: จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร

ทำนอง: ไชย ณ ศีลวันต์

เหม่อมองดูสายน้ำวน
เหม่อมองสายชลช่างไหลริน
เหม่อมองดูนกผกผินบินลับไป
ยามเหงาเราถอนใจ
บินไป ไม่กลับมา
เปล่าเปลี่ยวจริงหนอหัวใจ
อยากจะรักใครเศร้าใจทุกครา
หมดแรงกำลังอ่อนล้าและหลงทาง
เจ็บนั้นยังเจ็บมิจาง
อ้างว้าง..ดังสายชล
แม้ใจจะเจ็บเก็บมาคิด ๆ
อดีตยังงามล้ำล้น
มิเคยลืมภาพเราสองคน
มิเคยลืมยังหลอกลวงตน
+ มิเคย…ลืมว่าเคยรักเธอ..สายชล
หลั่งรินไหลวนมาพานพบเจอ
เหตุการณ์ผ่านไป ยังเผลอพะวงทุกวัน
อกเอ๋ย…ขมขื่นตื้นตัน
จากกันหรือฝันไป

ผมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 9 เมษายน 2555 ว่าด้วยเรื่องราวของอีบุ๊ค ซึ่งถือเป็นฟอร์แมตใหม่สำหรับการอ่านหนังสือในยุคต่อไป หลายฝ่ายกังวลว่ามันจะทำลายระบบของหนังสือ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นวิถีชีวิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แม้การสัมภาษณ์ยังไม่ได้รายละเอียดมากนักแต่ผู้อ่านคงได้พอเห็นแนวทางของมันได้บ้าง

…………………………………………………………………………

ปัจจุบันการหาหนังสือเล่มโปรดไม่ต้องไปที่แผงแล้ว

แค่สัมผัสเบาๆ บนโทรศัพท์มือถือ เข้าเว็บไซต์อีบุ๊คส์ก็ค้นได้ตามใจจง

ตลาดอีบุ๊คส์ หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของไทย เปิดตัวรับเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ไปหลายราย แต่ละรายมีเอกลักษณ์ต่างกันไป ราคาให้โหลดบางเล่มแม้จะดูแพง แต่เมื่อเทียบกับหนังสือที่พิมพ์ลงบนกระดาษ พบว่าถูกกว่ามาก บางเล่มถูกกว่าหลายเท่าตัว

อย่างศูนย์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ Thai e Bookเมื่อเปิดเว็บออกมา ปรากฏหมวดหมู่หนังสือให้เลือกด้านซ้ายมือเรียง ตามอักษรคือ กฎหมาย กวีนิพนธ์ การขนส่ง การบริหาร เรื่อยไปถึงการท่องเที่ยว นวนิยาย พจนานุกรม

สนใจหมวดไหนคลิกเข้าไป มีหนังสือให้เลือกโหลด ข้อมูลรหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ คนเขียน และราคาบอกไว้เรียบร้อย อย่างหมวดท่องเที่ยว หนังสือชื่ออุทยานแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาเล่มละ 50 บาท เป็นต้น

เว็บนี้อาจเพราะเริ่มทำ หนังสือส่วนใหญ่จึงให้โหลดฟรี

นิวัต

เปิดประตูเข้าสำนักพิมพ์ที่ผลิตหนังสืออีบุ๊คส์กันบ้าง นักเขียนเจ้าของผลงานเรื่องสั้น นวนิยายหลายเล่ม นิวัต พุทธประสาท บอกสาเหตุที่หันมาทำอีบุ๊คส์ว่า สื่อยุคใหญ่เติบโตมาก เครื่องมือสื่อสารอย่างแท็บเล็ต ไอพอด ไอโฟน มากมาย ทำให้คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น จึงทำอีบุ๊คส์สนองความต้องการ

“มันหาอ่านง่าย ชอบเล่มไหนก็โหลดอ่านได้เลย” นิวัตบอก พลางอธิบายผลดีของอีบุ๊คส์ว่า ต้นทุนต่ำกว่าหนังสือกระดาษมาก หาอ่านได้ง่าย อ่านที่ไหนก็ได้ถ้ามีเครื่องมือเข้าถึง และที่สำคัญราคาต่ำมาก เมื่อเทียบกับหนังสือกระดาษ

“ผมทำหนังสือของตัวเองก่อน ทำจากต้นฉบับที่มีอยู่แล้ว อย่างหนังสือความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ของผมราคา 295 บาท แต่อีบุ๊คส์ขายแค่ 5.99 เหรียญ ราคาลดลงมาประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ นอกจากราคาจะลดลงมาแล้ว โอกาสที่นักเขียนจะขายหนังสือก็ดีกว่าหนังสือที่พิมพ์บนกระดาษ” นิวัตบอก

แต่ไม่ได้หมายความว่า ผลิตออกมาแล้วก็โยนเข้าเว็บไว้เฉยๆ

การตลาดต้องแข็งกว่าหนังสือกระดาษ “ถ้าเราอยู่เฉยๆ คนไม่รู้จัก ต้องทำการตลาดมากกว่าหนังสือกระดาษ ต้องออกสื่อสิ่งพิมพ์ รายการทีวีต่างๆ ถ้าไม่ทำคนก็ไม่รู้ จริงอยู่ว่าตลาดอีบุ๊คส์ตัดขั้นตอนร้านหนังสือกับสายส่งไป ผมอยากจะบอกทั้งสายส่งและร้านให้ปรับตัว ให้มีการแข่งขันกันสูงๆ”

ส่วนค่าลิขสิทธิ์นักเขียน หนังสือพิมพ์เล่มนักเขียนได้ 10 เปอร์เซ็นต์ราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ แล้วหนังสืออีบุ๊คส์เป็นอย่างไร นิวัตบอกว่าเนื่องจากยังเป็นของใหม่ ยังไม่มีมาตรฐานแน่นอน

“ผมจ่ายให้นักเขียน 10 เปอร์เซ็นต์ จากยอดขาย เรื่องนี้เรายังมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก เวลานี้เป็นเพียงระยะเริ่มต้น แท้จริงเราต้องคุยกันระหว่างนักเขียนกับสำนักพิมพ์ว่าจะพบกันตรงจุดไหน ผมอยากให้มีความเป็นธรรมมากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้”

อีบุ๊คส์เปิดโอกาสนักเขียนอย่างไร คำตอบคือ นักเขียนสามารถพิมพ์ต้นฉบับเอง จัดหน้าเอง แล้วไปฝากขายที่เอเย่นต์ซึ่งก็คือเว็บไซต์ต่างๆ ปัจจุบันเจ้าใหญ่หลายเจ้า จากนั้นวางแผน การตลาด สำคัญที่สุดคือการประชาสัมพันธ์ หนังสือขายได้เท่าใดใน 1 รอบตรวจสอบยอด เอเย่นต์จะเป็นผู้คิดเงินมาให้นักเขียนเอง

ขั้นตอนเหล่านี้ตรวจสอบได้ โปร่งใส

นักเขียนที่มีผลงานส่งเข้าสำนักพิมพ์อย่างเช่น พรชัย แสนยะมูล บอกว่าผลงานของตนเอง มีสำนักพิมพ์ติดต่อไปทำอีบุ๊คส์ 5 เจ้าแล้ว แต่ตกลงใจให้ไปเพียงเจ้าเดียว สำนักนี้เกิดขึ้นจากการร่วมทุนกันระหว่างสำนักพิมพ์ใหญ่กับหุ้นจำนวนหนึ่ง

การส่งผลงานเข้าสำนักพิมพ์เพื่อผลิตเป็นอีบุ๊คส์ พรชัยบอกว่าไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่พิมพ์เป็นไฟล์ “PDF” ส่งผลงานนี้ คล้ายส่งเข้าหน้าร้านขายหนังสือ จะส่งไปสำนักอื่นอีกก็ได้ ไม่เหมือนหนังสือกระดาษที่ต้องส่งได้แค่สำนักพิมพ์เดียว

ข้อดีของอีบุ๊คส์ พรชัยบอกว่า “เป็นไปตามกระแสโลก เพื่อสนองคนรุ่นใหม่และเทคโนโลยีใหม่ ในเมืองนอกหลายที่แล้วธุรกิจสิ่งพิมพ์เจ๊งไปเพราะการรุกของอีบุ๊คส์ ผมว่าเราไม่อาจทานท่านกระแสโลกได้ นักเขียนต้องปรับตัว เด็กรุ่นใหม่อ่านในเครื่องมือสื่อสารชนิดใหม่แล้ว เมื่อก่อนอาจจะอ่านได้ไม่กี่เล่ม แต่ถ้าอ่านในอีบุ๊คส์เนื่องจากราคาถูกกว่า เด็กอาจจะอ่านหนังสือได้มากขึ้น ขณะที่หนังสือกระดาษพิมพ์ 3,000 เล่ม อ่านกัน 3,000 คน แต่อีบุ๊คส์อาจจะเป็นล้านก็ได้”

“การขายหนังสือ ซื้ออย่างไรก็ไม่หมด เท่ากับเป็นการขายปัญญาให้คนอ่าน แถมอีบุ๊คส์ยังมีมากกว่าตัวอักษร อาจมีเสียงเพลงประกอบ หรือมีเสียงนักเขียนอยู่ด้วยก็ได้”

ส่วนข้อเสีย เด็กสายตาจะเสียมากขึ้น เพราะการสัมผัสบนจอกับกระดาษมีความนุ่มนวลต่างกัน แถมเครื่องสื่อสารยังมีความร้อน ทำให้อ่านได้ไม่สะดวกเหมือนอ่านบนกระดาษ

เมื่อถามว่า อีบุ๊คส์จะทำให้ตลาดหนังสือเล่มซบเซาลงไปหรือไม่ นักเขียนบอกว่า “ผมว่าน่าจะช่วยกันส่งเสริมซึ่งกันและกันมากกว่า เพราะคนเห็นในอีบุ๊คส์แล้วก็อยากอ่านตัวจริง ก็จะซื้อมาเก็บไว้ จริงอยู่ว่ายอดพิมพ์อาจะลดลงแต่ไม่ถึงกับลงไปมาก”

ปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ “ราคาหนังสือจะแพงขึ้น”

เจน

แล้วอีบุ๊คส์เปิดโอกาสให้นักเขียนอย่างไรบ้าง เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย บอกว่า ช่วงนี้อีบุ๊คส์อยู่ในระหว่างการเริ่มต้น หนังสือเล่มหนึ่งมีส่วนแบ่งหลักๆ คือ ผู้จัดจำหน่าย สำนักพิมพ์ และค่าลิขสิทธิ์นักเขียน

ภาพรวมแล้ว “นักเขียนไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์มากกว่าเดิมนัก แต่มีช่องทางมากขึ้น”

ส่วนหนทางที่นักเขียนจะทำเอง ขายเอง นายกสมาคมนักเขียนบอกว่า คนทำเองก็จะได้ส่วนที่เป็นของนักเขียนและของสำนักพิมพ์เข้ามา แต่ก็ต้องมีรายจ่ายให้ฝ่ายจัดจำหน่ายซึ่งก็คือเว็บไซต์ต่างๆ เป็นค่าบริหารจัดการ

“การคิดค่าเรื่องให้นักเขียน บ้านเราคิดเหมือนทำการเกษตร เมื่อราคาต้นทุนลดลง ราคาสินค้าลดลง แต่ค่านักเขียนไม่ได้เพิ่ม”

พลางฝากว่า “ข้อดีของอีบุ๊คส์คือ ทำให้คนอ่านเข้าถึงได้ง่าย แต่การอ่านนั้น เราต้องมีวัฒนธรรมการอ่าน ต้องสร้างบรรยากาศการอ่าน และมีรสนิยมในการอ่านด้วย”

ทั้งนี้ เพื่อคุณภาพของคนในสังคม อันเป็นทรัพยากรของประเทศ แน่นอน…เป็นประเทศที่นักเขียนถูกมองข้ามอยู่ร่ำไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 9 เมษายน 2555, 05:00 น.

โดย หอมรำเพย

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555 สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ได้จัดเปิดตัวนวนิยายเล่มใหม่ของนิวัต พุทธประสาท ในชื่อเล่มว่า “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ณ ArtGorillas ArtGallery บนชั้นสองของโรงภาพยนตร์ลิโด (ซึงอีกไม่นานคงถูกทุบทำลายเพื่อสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่)

ในงานเปิดตัวหนังสือเริ่มขึ้นเมื่อคมสัน นันทจิต พิธีกรดำเนินรายการได้เชิญชวนให้นักอ่าน และผู้สนใจร่วมเข้ารับฟังเสวนาเข้าสู่รายการ โดยหัวข้อสนทนาคือ “จากนิยายสู่อีบุ๊ค อนาคตของหนังสืออยู่ที่ไหน” รายการสนทนาครั้งนี้มีสองนักเขียนหนุ่ม กตัญญู สว่างศรี และจักรพันธุ์ ขวัญมงคล มาทำหน้าที่พิธีกร โดยมีแขกรับเชิญคือ สิริกัญญา ชุ่มเย็น บรรณาธิการ และคุณรวิวร มหะสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ASK Media มาเป็นแขกรับเชิญในการร่วมเสวนา

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง สถานที่เล็กๆอย่างอาร์ตกอริลลาส์เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพี่น้องผองเพื่อนในแวดวงวรรณกรรมอันได้แก่พี่สุชาติ สวัสดิศรี บรรณาธิการช่อการะเกด ศิลปินแห่งชาติ, เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน, คุณอิวากิ นักเขียน นักแปลจากญี่ปุ่น, ฟ้า พูลวรลักษณ์ นักเขียน ผู้กำกับหนังอิสระ, อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการหนังสือ Way ,เฟย์ แห่งเฟลิซิตี้ดอตคอม คอลัมนิสต์วรรณกรรมชื่อดัง นอกจากนั้นยังมีนักเขียนอาทิเช่น กว่าชื่น บางคมบาง, สันติสุข กาญจนประการ, โอสธี, วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์, เรืองกิตติ์, ณขวัญ ศรีิอรุโรทัย, ทินกร หุตางกูร, เอื้อ อัญชลี, องอาจ ชัยชาญชีพ, สุภาพ พิมพ์ชน, สิรินันท์ ห่อหุ้ม, สิริธาดา, นฆ ปักษนาวิน,บุ๊ค อินเทพ, อภิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ, คีรีบูน วงษ์ชื่น, โตมร ศุขปรีชา, วุฒิชัย, สมยศ, จิรภรณ์ วิวา และอีกมากมายที่เอ่ยไม่หมด

ในช่วงแรกของการเสวนาเริ่มต้นด้วยเรื่องการเขียนนิยาย นิวัต เล่าว่าเขาใช้เวลาสามปีกว่าในการเขียนนิยายเรื่องนี้ ในช่วงสามปีเขาพบว่ามีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ ในระหว่างสามปีเขาเขียนภาคหนึ่งทิ้งเอาไว้อยู่นาน เขียนแล้วแก้ แก้แล้วฉีกทิ้งลงขยะ เพราะเขียนไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ จนกระทั่งเริ่มเขียนต่อจนจบภาคแรกและเริ่มภาคที่สอง ส่วนภาคสามเข้าใช้เวลาเขีนน้อยที่สุด โดยแบ่งทั้งสามภาควางโครงเรื่องเอาไว้ว่า ภาคแรกเป็นการปูพื้นนิยาย ภาคที่สองดำเนินเรื่องไปสู่จุดขัดแย้ง และภาคสามเดินไปสู่ความคลี่คลาย แต่กระนั้นนวนิยายของเขาก็มิใช่ว่าจะพบกับคำตอบในทันทีเพราะผู้อ่านอาจจะพบอีกเหลี่ยมมุมหนึ่งของปัญหาใหม่

นอกจากนั้นนิวัตยังคงในรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครในเรื่องซึ่งบางครั้งตัวละครต่างก็มีชีวิตของพวกเขา ไม่เป็นไปตามที่นักเขียนต้องการ แต่นั่นก็สร้างความสดใหม่ให้กับเรื่อง รวมถึงยังแนะนำว่าการเขียนนิยายต้องอาศัยระเบียบวินัยในการทำงานค่อนข้างสูง เพราะการเขียนนิยายนักเขียนจะต้องอยู่กับตัวละครเป็นระยะเวลานาน ไม่เหมือนเรื่องสั้นที่ใช้เวลาเขียนไม่นานนัก

เมื่อถามถึงภาพปกหนังสือ นิวัตเล่าว่าเขาต้องการคนวาดภาพหน้าปกที่มีเอกลักษณ์ บังเอิญเขาพลัดหลงเข้าไปในแกลลอรีแห่งหนึ่งที่มาเก๊า ในวันนั้นฝนตกพรำๆ ห้องแสดงภาพเล็กๆ มีภาพเขียนของศิลปินสาวชาวเกาหลีแสดงอยู่ เขาดูภาพแล้วประทับใจในฝีมือ คิดว่าภาพของศิลปินคนนี้น่าจะเหมาะกับงานที่เขาทำอยู่ เขาจึงซื้อแผ่นซีดีเพลงของศิลปินไปหนึ่งแผ่น แผ่นซีดีแม้จะเพลงเป็นภาษาเกาหลี เขาไม่รู้ความหมาย ทว่าเสียงที่แสดงออกมาจากดนตรีสื่อถึงงานที่มีความสดเป็นอย่างมาก ศิลปินสาวคนนี้คือ บอมโรยา (Bomroya) สิ่งที่นิวัตอยากจะรู้ก็คือถ้านักวาดภาพประกอบไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับวรรณกรรมไทย ผลงานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราเห็นในภาพปกของนวนิยายเล่มนี้

งานเขียนสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือบรรณาธิการ โดยเฉพาะนวนิยายที่มีขนาดใหญ่ การขาดบรรณาธิกรจึงถือเป็นเรื่องที่นักเขียนอาจจะฆ่าตัวตายเอาง่ายๆ นิวัตได้เลือก สิริกัญญา ชุ่มเย็น ซึ่งเป็นบรรณาธิการหน้าใหม่ถอดด้ามมาทำงานด้วย นิวัตให้ความเห็นว่า “อยากได้คนที่ไว้ใจ” เหตุผลนี้น่าสนใจเขาอธิบายว่านักเขียนกับ บรรณาธิการจะต้องเข้าใจกัน ขณะเดียวกันก็ต้องมองเห็นตัวงานของนักเขียน แม้สิริกัญญา จะเป็น บก.ใหม่ ข้อดีคือเธอทำงานอย่างทุ่มเท ระมัดระวัง และเข้มข้น นั่นคือสิ่งที่นักเขียนต้องการ เธอกล่าวว่าผลงานของนิวัตจะต้องอ่านหลายเที่ยว เพื่อเข้าถึงแกนเรื่องที่นักเขียนต้องการ การฝ่าด่านสัญลักษณ์ในงานเขียนเป็นสิ่งที่ท้าทายเสมอ แม้ว่าจะเป็นนิยายโรแมนติกทว่ามันลึกกว่านิยายโรแมนติกทั่วไป

พิธีกรทั้งสองถามถึงจำนวนการพิมพ์ของนวนิยายเล่มนี้ นิวัตตอบด้วยความมุ่งมั่นว่าเขาพิมพ์ครั้งแรกเพียง 500 เล่ม เขาให้เหตุผลว่าเขาเบื่อสายส่งและร้านหนังสือ เพราะไม่สามารถให้ความหวังกับสำนักพิมพ์เล็กๆได้เลยว่าจะขายหนังสือได้มากกว่าเงินที่จ่ายล่วงหน้า และเมื่อครบกำหนดสองปี หนังสือถูกส่งคืนมากองเท่าภูเขา ทั้งที่เขาสามารถขายหนังสือกับบู๊ธ Alternative Writers ได้มากกว่าร้านค้า นั่นทำให้เขาตัดสินใจพิมพ์จำนวนน้อย แต่กระนั้นเขายังเลือกช่องทางใหม่ๆ ที่รู้ว่าอาจจะยังไม่ประสบผลในวันนี้ก็คือการขายในรูปแบบ E-Book

นี่คือเหตุผลสำคัญที่เขาเชิญคุณรวิวร มาให้ความรู้เกี่ยวกับอีบุ๊ค คุณรวิวรซึ่งคว่ำหวอดในวงการไอทีมานานและเป็นผู้เขียนโค้ด App มีความเห็นน่าสนใจคือ เขาชี้แจงส่วนแบ่งรายได้ระหว่างนักเขียน-สำนักพิมพ์ ผู้ผลิตแอป และผู้ให้บริการคือแอปเปิลสโตร์อย่างละเอียด ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านได้ที่เวบไซต์ MEB นอกจากนั้นเขายังตั้งข้อสังเกตเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งนักเขียน-สนพ.ต่างเป็นกังวลกันมากว่าจะโดนดาวน์โหลดแบบหนังและเพลงหรือไม่ คุณระวิวรกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ทางแอปของเขาได้ป้องกันเท่าที่จะสามารถป้องกันได้ แต่กระนั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์

ต่อคำถามที่ว่าแล้วหนังสือจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต นิวัตให้ความเห็นว่าเมื่อมีอีบุ๊ค วงการหนังสือโดยเฉพาะหนังสือเล่มยังจะต้องปรับตัว สายส่งและร้านจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเสียใหม่ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องจัดสรรค์ที่วางหนังสือ ระบบสต๊อค รวมถึงบริการ เพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือทุกเล่ม เพราะข้อจำกัดนี้นี่เองที่จะเป็นตัวชี้บ่งว่าหนังสือเล่มจะรอดหรือจะตาย ส่วนนักเขียนและสนพ. ต่างมีทางออกของตนในทางอื่น

รายการสนทนาปิดท้ายด้วยเรื่องภาพถ่าย ซึ่งนิวัตบอกว่าเขาถ่ายภาพมานานแต่ภาพที่แสดงในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แสดงด้วยภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอล จากนั้นเขาก็อ่านบางตอนของนิยายให้ผู้มาร่วมงานฟัง

คมสัน นันทจิตได้เชิญ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการช่อการะเกด ศิลปินแห่งชาติขึ้นมามอบของที่ระลึกให้กับผู้ร่วมเสวนา จากนั้นคุณสุชาติ ได้กล่าวถึงนิวัต ซึ่งเป็นศิษย์เก่าช่อการะเกด และเคยได้ประดับช่อการะเกดสำหรับเรืองสั้นเรื่อง “ความเหลวใหล” สุชาติกล่าวว่า งานของนิวัตเป็นงานของคนรุ่นใหม่ มีลักษณะเฉพาะตัว มีการพัฒนาในรูปแบบและเนื้อหา สุชาติ สวัสดิ์ศรียังมองด้วยว่าเขาให้ความสำคัญกับงานที่ริเริ่มสร้างสรรค์ กลวิธี มากกว่าภาษา และน่าจะเป็นครั้งแรกที่สุชาติเปิดใจว่าถ้าให้แลกกับการเขียนนิยายจบสักเรื่องกับกับการได้รับรางวัล เขาปรารถนาที่จะเขียนนิยายสักเรื่องให้จบมากกว่า

งานเปิดตัวนวนิยาย “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ในวันนั้นจบลงด้วยความชื่นมื่น ทางสำนักพิมพ์กระซิบมาว่าถ้าขาดตกบกพร่องอย่างไรขออภัยมาในโอกาสนี้ และหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความสุขจากนวนิยายเล่มนี้ของนิวัต พุทธประสาท

ภาพถ่ายโดยองอาจ ชัยชาญชีพ

สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรมขอเรียนเชิญนักอ่านและท่านที่สนใจทั่วไป  ร่วมงานเปิดตัวนิยายเล่มใหม่ของ นิวัต พุทธประสาท ในชื่อปก “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” และชมงานแสดงภาพถ่ายชุด “Slow Light” ในวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555 เวลา 16.00 น. ณ ArtGorllias ArtGallery ชั้นสองโรงหนังลิโด สยามสแคว์

ในวันเวลาดังกล่าวจะมีการเสวนาในหัวข้อ “จากนิยายสู่อีบุ๊ค อนาคตของหนังสืออยู่ที่ไหน” โดยสองพิธีกร–นักเขียนหนุ่ม กตัญญู สว่างศรี และจักรพันธุ์ ขวัญมงคล

ผู้ร่วมเสวนา นิวัต พุทธประสาท (นักเขียน), สิริกัญญา ชุ่มเย็น (บรรณาธิการ) และ อัญรา มะหะสิทธิ์ิ์ (ฝ่ายการตลาด MEB APP)

กำหนดการ

16.00 น. เสวนาในหัวข้อ “จากนิยายสู่อีบุ๊ค อนาคตของหนังสืออยู่ที่ไหน”

17.45 น. ประธานในการเปิดงาน คุณไกรศร ลีลาชัยพิสิทธิ์ ขึ้นกล่าวต้อนรับ นักอ่าน นักเขียน และผู้ที่มาร่วมงาน

18.00 น. ร่วมชมภาพถ่ายในชุด Slow Light

18.10 น. ชมและฟังการบรรเลงเพลงจาก Sound Artist: Phil_wc และร่วมรับประทานเครื่องดื่ม ของว่าง และอาหาร

หมายเหตุสำหรับนักอ่าน

เนื่องจากนิยายเล่มนี้จัดพิมพ์ในจำนวนไม่มากนัก จึงอาจจะหาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำบางร้านเท่านั้น ในงานนี้ผู้จัดงานได้เตรียมหนังสือ “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” และหนังสือของพิธีกรผู้มาร่วมงานมาจำหน่าย โดยหนังสือ ความโดดเดี่ยวทั้งมวลฯ ลดพิเศษ 20% จากราคาปก 295 เหลือเพียง 236 บาท ผู้ที่ซื้อในวันนี้จะได้รับกระเป๋าผ้าออกแบบเก๋ไก๋ ซึ่งมีจำนวนจำกัด และรับคูปองเพื่อโหลดนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book ที่สามารถอ่านบนไอแพด ไอโฟน และไอพอดทัช

Poster: ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

 


ปิดท้ายด้วยใจระทึกพลัน (ตอนที่ 2)

โดย นิวัต พุทธประสาท

มีเริ่มย่อมมีจบ เทศกาลดนตรีแจ๊ส TIJC เดินทางมาถึงวันสุดท้าย วันนี้ผมมาถึงงานช้าอีกตามเคยเพราะรถแท็กซี่ที่เรียกมาจากหมู่บ้านเสียเวลาหาบ้านอยุ่นาน เมื่อไปถึงสวนพฤษาดุริยางค์ ทางวงมหิดลแจ๊สออร์เคสตราก็บรรเลงจบลงพอดี ผมจึงเดินเตร็ดเตร่ในบริงานเพื่อหาที่นั่ง วันนี้คนเยอะกว่าเมื่อวานรวมถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงนักเขียนก็ให้ความสนใจมาชมกันหลายคนตั้งแต่อนันต์ ลือประดิษฐ์ นักเขียนคอลัมน์เพลงแจ๊สที่มีผลงานวิจารณ์เพลงแจ๊สอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสื่อมวลชนทางแจ๊สคนสำคัญ จากนั้นก็พบกับโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารหนังสือ GM ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน นักแปล พบคุณเอกจากกอง บก.ดิฉัน และยังพบกับพี่โอ๋ สิเหร่ กูรูเพลงแจ๊สอีกคนที่เลือกมาชมงานในวันนี้

ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องในบทความเมื่อปีก่อนจะเป็นจริง คือให้มีการแสดงเพลงร้องในงาน TIJC ด้วย ไม่รู้เป็นความพ้องพานอย่างบังเอิญหรือทางผู้จัดเข้ามาอ่านไม่อาจรู้ แต่การมีเพลงร้องในเทศกาลนับว่าเป็นสีสันที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง ถ้าปีหน้ายังหาใครไม่ได้ การเชิญ Cherryl Hayes มาอีกครั้งก็ไม่เสียหายนะครับ

การแสดงของ Cherryl Hayes ในค่ำคืนนี้ถือว่าวิเศษที่สุด เธอมีเสียงกว้างถึง 3.5 อ๊อกเทฟ ทำให้การร้องของเธอเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงาม การตีความดนตรีของเธอก็ทำได้น่าทึ่งไม่แพ้กัน เธอสามารถเลียนเสียงเครื่องดนตรี และยังเอนเตอร์เทนผู้ฟังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเพลง Round Midnight และเพลง Caravan ซึ่งสะกดผู้ฟังให้อยู่ในพวังค์เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าวิเศษมากอีกประการหนึ่งก้คือ นักดนตรีสมทบผสมระหว่างวงของ อ.รังสิตกับมหิดล อันประกอบไปด้วย อ.ณภัสต์ (กลอง) และ ธีรวัฒน์ (เบส) อ.จากม.รังสิต เล่นร่วมกับอ.คม วงษ์สวัสดิ์ เล่นเปียโน (เมื่ออยู่วง The Pomelo Town เขาเล่นกลอง) เมื่อสองวงมาผสมกันและเล่นแบ๊คอัพให้กับเชอร์ริล เฮย์ กลับทำให้ดนตรีที่พวกเขาเล่นมีความสด มีความแจ่มใส กระชับและมีแพตเทิร์นที่ผ่อนคลายมากกว่าเล่นกับวงของตัวเอง ผมแปลกใจกับเสียงที่ได้มาก ว่าทำไมมันแตกต่างจริงๆ โดยเฉพาะความกระตือรือร้นของเสียงดนตรีแม้จะไม่เนี้ยบเท่ากับวงของตัวเอง แต่ดนตรีแจ๊สนั้นแข่งกับความสดใหม่ของเสียงมากกว่า

ส่วนเสียงของเชอร์รีล เฮย์ นั้นไม่ต้องบรรยายครับ เธอร้องได้อย่างไพเราะ น่าทึ่ง จนทำให้ผมหลับตานึกถึงนักร้องแจ๊สผิวสีอย่างซาราห์ วอห์น, เอลลา, บิลลี่ ฮอลิเดย์ ซึ่งเสียงของเฮย์ เธอแทบไม่ต้องเค้นเสียงเหมือนที่นักร้องทั่วไปชอบทำกัน เสียงที่ออกมาจากตัวเธอเป็นธรรมชาติมาก จนบางครั้งผมคิดว่าการร้องเพลงแจ๊สคงต้องยกให้กับสาวผิวสี และค้อมหัวคาราวะอย่างไม่มีข้อสงสัย

จบการแสดงของเชอร์รีล เฮย์ด้วยความชื่นมื่น ต่อกันด้วยวงเจ้าภาพอย่าง The Pomelo Town ซึ่งหลายคนต้องยกความสร้างสรรค์ของวง เพราะทุกครั้งจะมาแสดงด้วยบทประพันธ์ใหม่ๆ เสมอ วง The Pomelo Town ประกอบไปด้วยกฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ (แซกโซโฟน) ดริน พันธุมโกมล (เปียโน) นพดล ถิรธาราดล (เบส) และ คม วงษ์สวัสดิ์ (กลอง) ในงานแสดงครั้งนี้ก็เช่นกันครับ ทางวงเล่นเพลงใหม่ทุกเพลง ทีมเวิร์คของ เดอะโพเมโลทาวน์ ทำได้อย่างสอดประสานกัน ซึ่งผมคิดว่าวงแจ๊สของไทยฝีมือทัดเทียมกับวงจากต่างประเทศ ถ้าเพิ่มเติมรสหวานและความพ๊อพเข้าไปนิดผมคิดว่าฝีมือระดับนี้จะยิ่งก้าวหน้าในอนาคต

 

จบจากวง The Pomelo Town ก็มาถึงไฮไลต์ของงานนี้ นั่นคือวง Benny Green Trio นักเปียโนที่เปี่ยมด้วยความสามารถ เบ็นนี่ กรีน เกิดที่นิวยอร์ค ในปี 1963 แต่มาเติบโตที่เบิร์คลีย์ แคลิฟอร์เนีย เขาเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุ 7 ขวบ ในสายดนตรีคลาสสิก ทว่าอิทธิพลของพ่อซึ่งเป็นนักเทเนอร์แซกโซโฟน จึงสนใจเล่นเพลงแจ๊สในเวลาต่อมา

เมื่อเติบใหญ่ร่วมเล่นกับวงแจ๊สจำนวนมากเช่นวง บ็อบบี้ วัตสัน, เบ็ตตี้ คาร์เตอร์ ในชช่วงปี 1993-1997 ต่อมาจึงร่วมกับวง Tha Jazz Messengers ของ อาร์ต เบลคกีย์ ก่อนจะได้ร่วมงานกับยอดตำนานมือทรัมเป็ตอย่าง เฟร็ดดี้ ฮับบาร์ต

สำหรับเบ็นนี่ กรีนแล้ว เขาเป็นนักเปียโนสายแจ๊สคนแรกที่ได้รับรางวัลเกลน กูลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จากสภาเมืองดตรอนโต ในปี 1993 ต่อมาเขาร่วมกับวงเรย์ บราวน์ ตำนานเบสแจ๊สคนหนึ่งของโลก จนกระทั่ง 1997 เขาเริ่มตั้งวงทรีโอของเขาขึ้นมาซึ่งมีผลงานบันทึกเสียงจากหลายสังกัดรวมถึงบลูโน๊ตเร็คคอร์ด

ก่อนการแสดงของเบนนี่ กรีนจะเริ่มขึ้นต้องเสียเวลาไปเล็กน้อยด้วยการตั้งสายเปียโนอีกครั้ง เพราะในวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว และเปียโนกลางแจ้งผ่านการเล่นมาตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงดึกเช่นนี้ย่อมต้องทำงานหนัก เมื่อวงจะเริ่มเล่น มีสายฝนบางๆ ค่อยๆ หล่นร่วงลงมา ผมถึงกับใจแป้วด้วยใจระทึก คือถ้าฝนตกลงมาในเวลานี้ต้องถือว่าเป็นอันจบกัน ผมเคยดูคอนเสิร์ตท่ามกลางสายฝนมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่สวนพฤษาดุริยางค์ ซึ่งพื้นเป็นหญ้า คงแปรสภาพไม่ต่างไปจากวู๊ดสต๊อคในวันที่ฝนตกเป็นแน่ (ฮา)

แต่เหมือนอะไรดลใจทำให้ฝอยฝนนั้นหยุดลง และการแสดงบนเวทีก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น มีเพียงครั้งเดียวเมื่อเบนนี่ กรีนบรรเลงเพลงแรกจบ เขาหายเข้าไปหลังเวที ทำให้ผมงงว่าเกิดอะไรขึ้น หนุ่มน้อยคนนั้นกำลังทำอะไร เปียโนเสียงเพี้ยนหรือ แต่เปล่าครับ เขาหายไปเพื่อไปจดคำพูดว่า “คอบคุงคับ” มาอ่านให้ผู้ฟังฟังนั่นเอง (ฮา2)

มาพูดถึงลีลาการแสดงของเบนนี่กรีนกันครับ ต้องบอกว่าศิลปินระดับโลกนั้นใส่ใจทุกรายละเอียด เขาขึ้นมาเล่นบนเวทีด้วยเสื้อสูธสีเทาเข้มที่ดูเรียบร้อยทว่าสวมใส่สบาย ซึ่งผมคิดว่าแม้เป็นนักเปียโน ไม่ได้แอคชั่นอะไรมากทว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าได้ชมการแสดง ลีลาเปียโนของเขาก็เด็ดมากทั้งปฏิพานดนตรี ฝีมือ เทคนิค รวมถึงอารมณ์ด้นสดที่เปี่ยมคุณภาพ เขาเลืกเล่นเพลงที่ไม่ยาวมากนัก และมีเพลงแต่งใหม่ซึ่งแต่งขึ้นระหว่างที่เขาเวิร์คช็อป เพลงนี้เล่นครั้งแรกที่เวทีแห่งนี้ มีชื่อเพลงว่า Golden Flamingo มันเป็นเพลงที่มีเมโลดี้ไพเราะทำให้ผมนึกถึงลีลาเพลงของคีธ จาเร็ตต์ขึ้นมานิดๆ

การแสดงวันนี้จบลงด้วยความสุขสุดยอด เบนนี่ กรีนเล่นได้ดี จนทำให้ผมหลงใหลฝีมือเปียโนของเขา งานจบลงอย่างเรียบง่าย ผู้ชมทยอยกันกลับ สนามหญ้ากลับสู่ความว่างเปล่า ไฟสนามดับลง บนเวทีค่อยทยอยกันเก็บเครื่องไฟ

จากวันนี้ ผมภาวนาให้ปีหน้ามาถึงเร็วขึ้น เพื่อจะได้ชมเทศกาลแจ๊ส TIJC อีกครั้ง

This slideshow requires JavaScript.