Info

Posts from the Fiction Extended Category

Trailers: ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น นวนิยายเล่มใหม่ของนิวัต พุทธประสาท เปิดตัวในวันที่ 10 มีนาคม 2555 ณ ArtGorllias ArtGallery ชั้นสองโรงหนังลิโด และโปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมในอีกไม่นาน

สุรัตน์ สุวนิช

หลังจากทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคุณสุรัตน์ สุวนิช ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ผมนิ่งอึ้งไปสักพัก แม้ไม่ได้รู้จักคุณสุรัตน์เป็นการส่วนตัว แต่ในฐานะของคนที่ชอบถ่ายภาพ ผมเองก็นับถือในความสามารถของคุณสุรัตน์เป็นอย่างมาก มันทำให้ผมนึกถึงอดีตสมัยที่ผมยังใส่ขาสั้นเรียนชั้นมัธยมปลาย เวลานั้นผมเพิ่งหัดถ่ายภาพใหม่ ๆ ตอนนั้นผมรับนิตยสารโฟโตไทยแลนด์ หนังสือเกี่ยวกับกล้องและภาพถ่ายที่ไม่เหมือนเล่มใดในตลาด และในหนังสือภาพถ่ายนั้นมีโฆษณาเล็ก ๆ ของแลปขาวดำแห่งหนึ่ง ผมจำเนื้อหาโฆษณาไม่ได้ แต่อ่านแล้วคนที่พึ่งฝึกหัดถ่ายภาพขาวดำย่างผมอยากไปใช้บริการในทันที เพราะเมื่ออ่านคำโฆษณาแล้วดูว่าร้านนี้เป็นมิตรกับมือใหม่

วันหนึ่งผมก็นำฟิล์มสามสี่ม้วนนั่งรถเมล์ไปแถวสี่พระยา แลปขาวดำของคุณสุรัตน์เป็นห้องแบ่งเช่าอยู่ชั้นบน เวลาขึ้นบันได้ต้องขึ้นทางด้านข้างอาคาร ด้านหน้าไม่มีป้ายร้าน อาศัยอ่านจากแผนที่ ตอนที่ผมเดินขึ้นไปใจก็ตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ พอใกล้ถึงห้อง ผมเริ่มใจชื้นเพราะบริเวณบันไดผมเห็นภาพถ่ายขาวดำใส่กรอบวางโชว์เอาไว้บนพื้น เมื่อเข้าไปถึงสตูดิโอ ซึ่งเป็นห้องขนาดปานกลาง มีโต๊ะสตูดิโอตัวใหญ่วางกลางห้อง สุมด้วยหนังสือ ภาพถ่าย อุปกรณ์ วันที่ผมไปนั้นไม่มีลูกค้า ผมได้ยินเสียงเพลงดังมาจากด้านใน เดาเอาว่าคงเป็นห้องมืด ผมนั่งรอสักพักชายร่างผอมบาง ไว้หนวดเคราก็เดินออกมาด้วยกิริยาที่น่าทึ่ง เขาถามผมว่ามาทำอะไร ผมบอกไปว่าอยากให้ช่วยล้างฟิล์มแล้วก็อัดรูป แม้เขาจะเห็นผมเป็นเด็ก ก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร รับฟิล์มของผมมาแล้วก็ออกใบเสร็จ

ผมมารับฟิล์มที่ล้างพร้อมกับปรู๊ฟ ในอีกหนึ่งอาทิตย์ ท่าทางของคุณสุรัตน์นั้นเป็นกันเอง เขามักปรากฏกายจากห้องมืด บางครั้งไม่สวมเสื้อ เสียงเพลงดังลั่น เขาบอกผมว่าเวลาอัดรูปชอบเปิดเพลงฟัง

ผมไปใช้บริการสตูดิโอของคุณสุรัตน์อยู่สามสี่ครั้ง บางครั้งไปก็ไม่เจอตัวเพราะแกเดินทางบ่อย ประกอบกับผมเองก็ยังเด็กเกินกว่าจะถ่ายภาพหรืออัดภาพได้เยอะ ๆ จึงไม่ได้ไปล้างรูปขาวดำกับคุณสุรัตน์อีก

ภาพขาวดำที่ล้างโดยคนสุรัตน์นั้นน่าทึ่งมาก มันสวยจนบอกไม่ถูก ทุกวันนี้ผมยังเก็บเอาไว้ ภาพถ่ายนั้นอัดด้วยกระดาษ Ilford แบบด้าน ให้รายละเอียดที่นิ่มนวล คอนทราสต์ที่เด็ดขาด

หลายปีต่อมา ผมนึกพล๊อตเรื่องเกี่ยวกับช่างภาพได้ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “ภาพสุดท้าย” เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารช่อการะเกด และจัดพิมพ์เป็นเล่มอยู่ในรวมเรื่องสั้นชุด “แสงแรกของจักรวาลและเรื่องสั้นอื่น ๆ “

เรืืื่องสั้นเรื่องนี้ผมได้แรงบันดาลใจตัวละครเอกมาจากคุณสุรัตน์ โดยเฉพาะฉากในห้องพักนั้นเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำที่ผมได้สัมผัสสตูดิโอของเขาที่สี่พระยานั่นเอง

ภาพถ่ายวงคาราวาน โดย นิวัต พุทธประสาท ล้างฟิล์มและอัดภาพโดย สุรัตน์ สุวนิช

โดย นิวัต พุทธประสาท

หมายเหตุ: ผมกลับไปรื้อแฟ้มอิเลคโทรนิกเก่า ๆ พบข้อเขียนที่เขียนเอาไว้นานแล้ว เป็นข้อเขียนแนะนำประสบการณ์ในการเขียน แม้จะผิว ๆ แต่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อนักเขียนใหม่ที่กำลังเริ่มต้นงานเขียน ข้อเขียนนี้เคยลงในเวบไซต์ www.thaiwriter.net ในยุคแรก ๆ ไปแล้ว นี่เป็นการปัดฝุ่นโดยไม่ได้แตะต้องอะไรมันเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว

รายละเอียดของชีวิต

ผมเคยนึกย้อนถึงตัวเองว่า ทำไมถึงอยากเขียนหนังสือ ผมลองนับดูและตัดเหตุผลยิบย่อยออกไป ก็พบว่ามีเรื่องบางเรื่องที่อยากสื่อสาร แต่สื่อสารผ่านการเล่าด้วยปากเปล่าไม่ได้ (ผมเป็นคนพูดไม่ค่อยเป็น) ทว่าในสมองนี่มีเรื่องตีกันวุ่นไปหมด เมื่อมันมาถึงจุดหนึ่งมันก็ระเบิดออกมา

และอีกประการก็คือ ผมอยากเป็นผู้กำกับหนัง แต่ไม่มีปัญญาที่จะสร้างหนังได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่เราจะสร้างโลกจินตนาการจำลอง ก็น่าจะเป็นการเขียนหนังสือ ที่สำคัญอีกประการ ผมชอบงานศิลปะเป็นทุนเดิม ขนาดเคยคิดจะเป็นจิตรกร ลงทุนจะสอบเข้าไปเรียนคณะจิตรกรรมเสียด้วยซ้ำ แต่เหมือนมีอะไรมาถีบ (ตัวขี้เกียจ) มันก็เลยรีเจกความคิดดังกล่าวออกมาเสียก่อน

ดังนั้นเมื่อผมเริ่มเขียน ผมจึงเขียนจากแรงบันดาลใจ ทั้งทางตรง ทางอ้อม ผมรู้สึกว่ามันมีเรื่องจะเล่าเต็มไปหมด มีเรื่องที่จะเล่น มีเรื่องที่จะเขียน มีเรื่องที่จะแกล้งคนอ่าน จริง ๆ นะครับ แล้วสุดท้ายผมก็เริ่มที่จะสร้างจินตนาการที่มีแต่อากาศ มาเขียนเป็นตัวหนังสือบนกระดาษ…ขอบคุณที่มีคนสร้างระบบตัวอักษรให้มนุษย์อย่างเรา

แรงบันดาลใจมาจากไหน

1.ชีวิตประจำวัน (อันไม่เป็นโล้เป็นพาย) เช่นตื่นเช้าคุณทำอะไรบ้าง นึก ๆ มีแต่เรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่นั่นแหละพล็อตเรื่องเราดี ๆ นี่เอง ลองสำรวจหลอดยาสีฟัน ถ้าบ้านไหนมีคนอยู่เยอะ ๆ หลอดมักจะถูกบีบจากต้นหลอด ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ยังใช้ตะกั่วทำเป็นหลอดยาสีฟันล่ะก็ ใครที่บีบยาตั้งแต่ต้นหลอดมีหวังโดนเอ็ด แต่หลอดยาสีฟันปัจจุบันทำจาพลาสติกกันเกือบทุกยี่ห้อ แต่ก็ยังมีเรื่องเอามาเล่าได้ จากนั้นคุณก็เริ่มสำรวจตัวเองทุกเช้า คุณจะเห็นพล็อตเรื่อง และแรงบันดาลใจทุกเช้า สำรวจกระจกว่ามีรอยขูด รอยร้าวหรือเปล่า มันอาจจะกลายเป็นรายละเอียดของฉากในเรื่องสั้นเรื่องใดของคุณก็เป็นได้ การเป็นคนช่างสังเกตและเก็บเอาไว้เป็นคลังควรจะทำจนเป็นนิสัย

บางทีคุณอาจจะต้องลงทุนทำอะไรน่าอายไปบ้าง เช่นบางทีต้องออกไปยืนกลางแดด เพื่อจดจ้องบางอย่าง แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่คุณจะได้ข้อมูลซึ่งไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งคุณอาจจะต้องใช้มัน

และที่สำคัญอย่าทำให้รายละเอียดเหล่านั้นหายไปจากความทรงจำ เราต้องยอมรับว่าสมองของคนเรามักละลายความทรงจำขยะทิ้ง สมองของคนเราก็คล้าย ๆ Ram เป็นความทรงจำแบบชั่วคราว เมื่อมีข้อมูลที่ไม่ใช้เยอะ ๆ มันก็จะทำลายไปหมด แล้วจดจำข้อมูลใหม่ ๆ ดังนั้นทางที่ดีที่จะเก็บความทรงจำเหล่านั้นมาก็คือ “จดบันทึก”

2.งานศิลปะ นี่คือสิ่งที่จะช่วยเราเยียวยาความรู้สึกโดดเดี่ยว และช่วยให้คุณเกิดแรงบันดาลใจที่แสนวิเศษ ถ้าคุณไม่รู้ว่าความงดงามในโลกมีอะไรบ้าง เพราะแน่นอนว่าศิลปะนั้นตัดทอนความงามแบบธรรมชาติมาสู่จินตนาการใหม่ ดังนั้นงานเขียนจึงปฏิเสธศิลปะไม่ได้แน่นอน ชีวิตจริงเราน่าเบื่อ ถ้าลองเล่าไปตามธรรมดาตั้งแต่ตื่นนอนยันออกจากบ้าน คนเราจะสนุกที่จะอ่านหรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าเรื่องจะจริงเท่าไหร่ แต่ใช่ว่าจะเขียนออกมาได้เหมือนจริง

ในโลกการเขียนเหมือนเรามีโลกหนึ่งโลกที่เราสร้างขึ้น คุณจะทำให้เรื่องที่โกหก กลายเป็นเรื่องจริงได้อย่างไร  คุณจะทำให้ตัวละครที่คุณสร้างขึ้นมีชีวิตชีวาแบบไหน นั่นคือหน้าที่ที่คุณต้องทำให้มากที่สุด แม้ว่าตัวละครตัวนั้นจะไม่เคยมีชีวิตอยู่ก็ตาม

ดังนั้นงานเขียนต้องอาศัยศิลปะ ต้องแยกแยะความจริง ออกจากความงาม

ถ้าคุณเคยชมภาพถ่ายธรรมชาติ จากนิตยสารท่องเที่ยว คุณดูภาพแล้วอยากจะไปสัมผัสสถานที่แห่งนั้น และเมื่อคุณไปถึงคุณกลับพบว่าภาพที่คุณเห็น เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่ช่างภาพได้ซูมไปจุดที่สวยงามจุดเดียว ขณะที่สายตาจริง ๆ ของคุณแลเห็นภาพได้กว้างขวาง ภาพถ่ายธรรมชาติที่สวยงามที่เห็น ทว่าความจริงอาจจะมีถังขยะเขรอะ ๆ ตั้งอยู่ข้าง ๆ ก็เป็นได้ ดังนั้นขอให้เชื่อว่าความจริงมันสวยอยู่ แต่ต้องการการตัดทอนออกไป เมื่อตัดตอนออกไปแล้วจะเหลือความงามในแบบที่เป็นศิลปะ เพราะมันได้ผ่านการกลั่นกรองจากสมองของเรา

3.ขจัดความกลัวที่จะทำงานใหม่ ๆ แบบใหม่ ๆ ข้อนี้แม้จะยากอยู่สักหน่อย แต่เป็นสิ่งที่เราควรจะยึดถือเอาไว้ แม้ผมจะเข้าใจว่าสิ่งใหม่ ๆ ถูกสร้างหรือถูกเขียน มาจนหมดแล้วก็ตาม สิ่งที่มีอยู่อาจจะเป็นเพียงความพยายามที่จะทำให้เราได้เล่าเรื่องที่เรารับรู้เท่านั้น แต่ขอให้พึงคิดเสมอก็คือเมื่อเราลงมือเขียน เราควรจะคิดเสมอว่า ทำอย่างไรที่เราจะไม่ดำเนินรอยตามรูปแบบเดิม ๆ ของเรา

4.หัวใจของเรื่องแต่ง คือการทำให้คนอ่านมีจินตนาการของเขาบ้าง อย่าด่วนสรุปว่าคนอ่านจะต้องเข้าใจเหมือนเรา บางครั้งเรามักจะได้ยินว่านักวิจารณ์อ่านเข้าใจอีกแบบ แต่นักเขียนบอกว่าที่เขียนมาทั้งหมดคิดเพียงเท่านั้น ไม่ได้คิดลึกซึ้งอย่างที่คนอ่านคิด แต่ก็ใช่จะหมายความตามนั้นทั้งหมด แต่ที่เกิดปรากฏการแบบนั้นก็เพราะว่า เราเผื่อพื้นที่จินตนาการเอาไว้ต่างหาก เพราะความคิดที่ไม่เบ็ดเสร็จว่าคุณต้องเข้าใจแบบนี้เสมอ ทำให้เรามีพื้นที่เหลือ และพื้นที่นั้นแหละที่ทำให้เกิดความคิดต่อมา

อ่านถึงตรงนี้อาจจะไม่ใช่ทฤษฎีหรือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่จะเกิดกับทุกคน แต่เป็นเพียงประสบการณ์ของคน ๆ หนึ่งที่เคยทำมาก่อนเท่านั้น

งานเขียนมีวิธีหลากหลายที่จะสร้าง แต่ล่ะคนแต่ล่ะแบบก็แตกต่างกัน บรรทัดฐานการสร้างงานเป็นเพียงองค์ประกอบ ดังนั้นถ้าคุณมีวิธีสร้างงานแบบของคุณที่ไม่เหมือนผม มันก็เป็นเรื่องที่ธรรมดาเหลือเกิน

ดังนั้นเลือกวิธี แบบที่คุณถนัด นั่นแหละครับ…ผมว่าฉิว

 

หมายเหตุ:

1.การเขียนถึงนิยายเรื่อง “ใบหน้าอื่น” ของตัวผู้เขียนเองแม้จะดูแปลกแปร่ง ทว่าเมื่อผู้เขียนชมละครเรื่องนี้จบ กลับมีแง่มุมสะท้อนถึงตัวงานที่เขียน บทความชิ้นนี้จึงเหมือนการเปลือยกายแล้ววิจารณ์ตัวเอง

2.แม้จะหานิยายเล่มนี้อ่านไม่ได้แล้ว หรือหาอ่านยาก ทว่าบทความนี้เปิดเผยบางตอน-ตอนจบ ของนิยาย ท่านที่คิดว่าจะหานิยายมาอ่าน (แม้ว่าจะนานแค่ไหน) ไม่ควรอ่านบทความนี้

เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้รับข้อความแปะอยู่ในบล๊อคของผมจากน้องนิว-สิริกัญญา ชุ่มเย็น ว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นไปทำละครเวที ซึ่งเป็นละครเวทีวิทยานิพนธ์ของเธอ น้องนิวเรียนในคณะอักษรศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อมาผมจึงรู้ว่าน้องนิวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สกุล บุญยทัต ซึ่งคลุกคลีกับงานละครมาอย่างยาวนาน จากนั้นน้องนิวก็ชวนผมมาชมละครของคณะ ซึ่งผมก็ได้รับชมบรรยากาศของละครอีกครั้งหลังจากไม่ได้ชมละครเวทีมานานพอสมควร ต้องบอกว่าบรรยากาศของหอแสดงละครที่อาคารวัชรนาฎยสภา ที่ทับแก้วหรือคนแถวนั้นเรียกว่า เอสี่ มีความขลังไม่น้อย อาคารทรงกลมเป็นโดม ทำให้นึกถึงโรงละครของเช็กสเปียร์ไม่มีผิด การที่อาคารเป็นทรงกลมทำให้อคูสติกของอาคารไม่มีมุมสะท้อนเสียง จึงทำให้การแสดงมีเสียงที่สด ชัดเจน ปราศจากเสียงก้อง ขณะที่เวทีการแสดงนั้นสามารถดัดแปลงได้หลากหลาย มันจึงเหมาะแก่เล่นละครเล็ก ๆ ที่มีคนดูไม่มาก

ตอนที่น้องนิวบอกว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นมาทำละคร สิ่งที่ผมหนักใจที่สุดก็คือว่า นิยายเรื่องนี้ของผมมิได้เขียนขึ้นเพื่อนำมาทำละคร และแนวทางนิยายมีลักษณะการเขียนในแบบกระแสสำนึก (stream of conciousness) ซึ่งมีแอคชั่นน้อยมาก เพราะเรื่องราวทั้งหมดเหมือนหลั่งไหลออกมาจากสมอง ราวกับเสียงก้องที่ก้องอยู่ในหัว ดังนั้นถ้าจะนำนิยายมาทำละคร จะต้องแปรเปลี่ยนนามธรรมในนิยายให้ออกมาในรูปแบบการแสดง

แล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าข้อจำกัดของละครเวทีมีมากกว่าข้อจำกัดของภาพยนตร์ มันจึงยากขึ้นไปอีกหลายเท่าจนผมเองก็จินตนาการไม่ออกว่าละครจะเป็นอย่างไร แล้วระหว่างขั้นตอนการทำละครผมเองก็มิได้ล่วงรู้ว่าละครจะออกมาในแบบไหนจนกระทั่งวันที่ผมเข้าไปนั่งชมในโรงละคร

ละคร “ใบหน้าอื่น” เล่าเรื่องของ เอก เด็กหนุ่มบ้านแตกที่กำลังค้นหาว่าตัวเองจะค้นหาหนทางชีวิตอย่างไร พี่ชายของเขาเป็นเหมือนคนนอก ไม่สนใจใช้ชีวิตเช่นเด็กทั่วไป พี่ชายของเอกติดยา คิดว่าเขาเป็นตัวถ่วงความเจริญของบ้าน ส่วนพ่อของเอกเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เป็นคนขี้เหล้า ขี้โมโห พ่อคิดว่าทุกคนในบ้านล้วนแล้วแต่ไม่เอาไหน คนในครอบครัวต้องการคนดูแล ถ้าไม่มีพ่อครอบครัวก็อยู่ไม่ได้ ส่วนแม่ของเอกมิได้ต่อต้าน เธอเลี้ยงลูกอย่างที่แม่ควรจะเลี้ยง เธอไม่ได้มีอิทธิพลแปรเปลี่ยนใครได้เลยนอกจากเดินจากไป ส่วนเอกซึ่งพ่อหวังว่าจะเป็นตัวแทนของครอบครัว พ่อตั้งใจให้เอกเรียนดี มีอาชีพดี เพื่อเป็นดังทายาทที่สามารถฝากผีฝากไข้ ทว่าเอกอยากเป็นนักฟุตบอล อยากทำตามใจตัวเอง มีชีวิตที่ตัวเองเลือก (ไม่ว่าเขาจะเลือกในสิ่งที่ร้ายหรือดี) เขาถูกบังคับให้เรียนหนังสือ เลือกในสิ่งที่พ่อเลือก จนในที่สุดเขาก็เริ่มขบถกับมันทีละน้อย เขาเรียนแย่ลง ๆ ภาพของพี่ชายผู้ปลิดชีพของตนอันเป็นตัวแทนของความล้มเหลวยิ่งกัดกร่อนหัวใจของเขา ภาพครอบครัวทะเลาะกันทุกวี่วันทำให้เขาไม่เข้าใจว่าจะมีชีวิตไปทำไม

วันหนึ่งเอกพบกับแก้ว หญิงสาวสวย มีฐานะ มีการศึกษาที่ดี เธอเดินเข้ามาในชีวิตอย่างบังเอิญ และเอกเชื่อว่าแก้วคือหนทางอีกหนทางหนึ่งที่จะนำเขาออกไปจากโลกใบเดิมของเขา ทว่าการตายของพี่ชาย และการจากไปของแก้ว ทำให้เขาพบว่าเขาควรจะหวนกลับสู่เส้นทางเดิมของตน นั่นคือดิ่งลึกสู่จุดจบของตนเอง เอกพยายามลืมทุกสิ่งที่เข้ามาสู่ตัวเขา แล้วสิ่งที่เขาค้นพบก็คือทุ่งดอกไม้ซึ่งเขาเข้าไปซุกตัว

สิ่งที่ละครทำได้ดีมากก็คือรื้อโครงสร้างทั้งหมดของนิยายออกมาเป็นส่วน จากนั้นก็จัดวางมันขึ้นมาใหม่ ด้วยโครงสร้างใหม่ที่เหมาะสมต่อการเล่าเรื่องแบบละคร การรื้อครั้งนี้ทำให้ละครสามารถเล่าเรื่องของนิยายได้ทรงพลัง อย่างน้อยมันทำให้เราสะพรึงกลัวต่อสิ่งที่เกิดตรงหน้า ขณะเดียวกันละครก็ตีความตัวนิยายใหม่ ด้วยการเปิดเผยต่อผู้ชมว่าผู้ที่มาพบเอกตอนสูญเสียความทรงจำนั่นก็คือแก้ว ซึ่งทำให้ละครสามารถสอดแทรกแนวความคิด บทสนทนาในแบบกระแสสำนึกเข้าไปได้อีก และในบางบทสนทนาผู้เขียนบทก็ได้ตอบโต้ตัวละครอย่างเอกได้อย่างสาสม เพราะเอกนั้นอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่เปิดตัวไปสู่โลกที่กว้างไกลกว่า เขาจึงติดกับดักที่ตัวเองวางเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้นหนทางที่เอกเลือกก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าทำไมเขาจึงยอมดิ่งจมไปสู่โลกของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเก็บความเจ็บช้ำนั้นเพียงลำพังราวกับไม่เคยพบใบหน้าตัวเอง สิ่งนี้แหละครับที่ละครทิ้งเอาไว้ให้ผู้ชมไปขบคิดกันต่อ และดำเนินชีวิตใบหน้าอื่นซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวของผู้ชมต่อไปในแบบที่ผู้ชมจะสร้างมันขึ้นมา…ใบหน้าของตนเองที่แปรผัน

ในฐานะที่เป็นเจ้าของนิยายต้นฉบับ คงมีคนถามว่าพอใจกับละครไหม คงตอบได้โดยไม่เขินว่าชอบครับ ใครจะคิดว่าเด็กมหาวิทยาลัยจะทำละครออกมาดีขนาดนี้ แม้จะมีจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะเป็นอะไรไป ในเมื่อผู้เขียนเองก็เคยเขียนอะไรที่บกพร่องออกมาตั้งมากมายเช่นกัน

ส่วนนักแสดงทุกคนนั้นเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งที่ผ่านเวทีมาไม่มาก แล้วก็มีเวลาซ้อมกันไม่นานนัก แสง สี เสียงของละครทำได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากละครทำได้ดีไม่แพ้กัน มีมิติลึก ใกล้ โดยเฉพาะทุ่งดอกไม้ซึ่งมีแสงหม่น ๆ ฉายลงมา

เหนือสิ่งอื่นใดเพลงประกอบละครช่วยขับเน้นให้เรื่องผ่อนคลายลง และช่วยให้การตัดฉากดูราบลื่น ไม่สะดุด

เมื่อดูละครจบผมค้นพบสิ่งหนึ่งที่ตัวเองตื่นเต้นมากก็คือ ละครเรื่องใบหน้าอื่น ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่านิยายเรื่องใบหน้าอื่นนั้นเป็นนิยายที่ผู้เขียนเองก็แสวงหาตัวตนของตัวเองเช่นกัน หากย้อนไปตอนที่เขียนนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนยังเป็นเด็กวัยรุ่น ช่วงเวลาดังกล่าวผู้เขียนก็พยายามจะหาคำตอบให้กับชีวิต พยายามที่จะไขปริศนาสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ ความสด ความไม่กลัว จึงถูกนำเสนอออกไปเป็นนิยาย แล้วเมื่อกลับมาชมละคร มันเหมือนผู้เขียนได้ส่องกระจกหรือย้อนเวลากลับไปดูตัวเองในอดีต แล้วผมก็เชื่อว่าละครเรื่องนี้ก็ยังคงพยายามที่จะแสวงหาสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลก การแสวงหาคำตอบต่อชีวิต เมื่อค้นพบคำตอบ เราเติบโตขึ้น ใบหน้าของเราก็จะแปรเปลี่ยน เราก้าวไปสู่ใบหน้าใหม่ การแสวงหานี่เองที่ทำให้เรามองเห็นเรา ซึ่งเติบโตขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น ทว่าการแสวงหาคำตอบมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราจะเฝ้าแสวงหาสิ่งใหม่ไปเรื่อย ๆ เว้นแต่เราจะหวนไปสู่ใบหน้าเดิม และลืมความทรงจำในอดีต

เรื่องสั้น “As Time Goes By: เสียงเรียกของหัวใจ” รวมอยู่ในรวมเรื่องสั้น “แสงแรกของจักรวาลและเรื่องสั้นอื่นๆ”

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป้ วาด รวี ติดต่อให้ผมเขียนเรื่องสั้นให้หนึ่งเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความใคร่ เพื่อนำไปรวมเล่มกับนักเขียนอื่น ๆ ในหนังสือ More than words ตอนนั้นผมจำได้ว่าบรรยากาศเมืองเชียงใหม่ยังติดตรึงในหัวของผม ผมไปพักอยู่บ้านเพื่อนของเพื่อนโม่ บ้านแห่งนั้นเป็นสวนขนาดใหญ่ ปลูกกล้วยไม้ ดอกไม้ ตอนเช้าผมก็ไปยืนดูคนงานเขาทำงาน ช่วงบ่ายเราขับรถไปหาญาติ จำได้ว่าไปที่สวนผีเสื้อ ผมจึงผนวกฉากสวนผีเสื้อเข้ามาในเรื่องด้วย

ที่สำคัญเส้นทาง หรือถนนนั้นเป็นถนนที่นำไปสู่สวนทูนอินของอาว์รงค์ วงษ์สวรรค์ ฉากทั้งหมดจึงเกิดจากการเยือนเชียงใหม่ในหนนั้น และเพิ่มเติมบ้านนางเอกของเราเข้าไปให้เป็นแบบล้านนาทว่าดูทันสมัยขึ้น ส่วนเนื้อเรื่องผมคิดเอาไว้คร่าว ๆ ว่าตัวพระเอกกำลังโตเป็นหนุ่ม แอบหลงรักพี่สาวที่เพิ่งพบ เมื่อบรรยากาศสวยงามของเชียงใหม่มาบรรจบกับเรื่องโรแมนติกเรื่องสั้นจึงบังเกิดขึ้น

ผมชอบพล๊อตเด็กหนุ่มกำลังเติบโต มันเป็นเรื่องในแบบ coming of age ซึ่งเป็นวิกฤติวัยหนุ่มที่น่าสนใจ ผมเชื่อว่าเด็กหนุ่มทุกคนเคยแอบหลงรักคนที่มีอายุมากกว่า พวกเขาเหมือนไก่อ่อนที่อยากจะมี “แม่” ที่คอยโอบอุ้มเขาในทุกเรื่อง ซึ่งปมแบบนี้แหละครับที่มักพาให้เรื่องแต่งเข้าไปสำรวจตรวจตราความรู้สึกนึกคิดข้างในใจได้เป็นอย่างดี

ตอนที่ผมเขียนครั้งแรกมีข้อผิดพลาดอยู่สองสามแห่ง เมื่อนำมาตีพิมพ์ในรูปแบบรวมเรื่องสั้น ผมจึงแก้ไขบางส่วนรวมถึงเปลี่ยนชื่อ ชื่อเดิมของเรื่องสั้นเรื่องนี้คือ “หัวใจเรียกหา รักยังตราตรึง” ตอนนั้นผมคิดว่าอยากตั้งชื่อแบบหนังน้ำเน่า ให้มันดูเวอร์ ๆ แต่เมื่อแก้ไขเรื่องแล้วผมกลับมาใคร่ครวญว่าควรเปลี่ยนชื่อเรื่อง และเสริมดนตรีประกอบลงไปในเรื่อง ตอนนั้นเพลง As Time Goes By มันพ๊อพขึ้นมาในหัว

เพลง As Time Goes By เป็นผลงานการประพันธ์เนื้อร้องโดย Herman Hupfeld ในปี 1942 ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Casablanca ในเวลาต่อมาก็มีนักร้องเพลงแจ๊สหลายคนนำเพลงนี้มาขับร้องกันใหม่เช่นบิลลี่ ฮอลิเดย์, เพอร์รี่ โคโม , แฟรงค์ ซิเนตร้า, บาบาร่า สไตรสัน, โทนี เบนเน็ต เป็นต้น ทำให้เพลงนี้มีหลากหลายเวอร์ชั่น และบางครั้งก็มีการแปรเนื้อร้อง หรือแต่งเนื้อร้องให้แตกต่างออกไปก็มี

“As Time Goes By”

music and words by Herman Hupfeld

[This day and age we're living in
Gives cause for apprehension
With speed and new invention
And things like fourth dimension.

Yet we get a trifle weary
With Mr. Einstein's theory.
So we must get down to earth at times
Relax relieve the tension

And no matter what the progress
Or what may yet be proved
The simple facts of life are such
They cannot be removed.]

You must remember this
A kiss is just a kiss, a sigh is just a sigh.
The fundamental things apply
As time goes by.

And when two lovers woo
They still say, “I love you.”
On that you can rely
No matter what the future brings
As time goes by.

Moonlight and love songs
Never out of date.
Hearts full of passion
Jealousy and hate.
Woman needs man
And man must have his mate
That no one can deny.

It’s still the same old story
A fight for love and glory
A case of do or die.
The world will always welcome lovers
As time goes by.

Oh yes, the world will always welcome lovers
As time goes by

พระเอกในเรื่องของเราขณะที่กำลังจูบนางเอกในหน้า 74  เขาได้ยินเพลงและจดจำมันได้ในประโยคที่ว่า

You must remember this
A kiss is just a kiss, a sigh is just a sigh.

(คือถ้าเป็นหนังฮอลลีวู๊ด เพลงท่อนนี้จะดังขึ้นมาขณะที่พระเอกนางเอกของเราจูบกันพอดี 555) เพลงท่อนนี้แหละครับที่ทำให้ความรักของเขาพันผูกกับตัวนางเอกเหมือนรอยสักที่ฝังอยู่บนหัวใจของเขา และผู้อ่านจะแว่วเพลง As Time Goes By อีกหนในตอนจบของเรื่อง

ท่านผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดเพลง As Time Goes By  ของ Carmen McRae ไปฟังกันได้ที่ลิงค์นี้ครับ  As time goes by : Carmen McRae