Info

Posts from the Japan Tragedy Category

สถานีไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุคุชิมา ไดอิจิ มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อยู่ 6 เตา ตั้งอยู่ใกล้เมือง โอกามาในจังหวัดฟุคุชิมา ยังมีสถานีไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในจังหวัดนี้อีกแห่งชื่อฟุคุชิมา ไดนิ มีเตา ปฏิกรณ์นิวเคลียร์อยู่ 4 เตา ตั้งห่างออกไป 6 ไมล์ สถานีทั้งสองอยู่ชายฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่น เหนือ กรุงโตเกียวราว 200 ไมล์ บริษัท Tokyo Electric Power Co. (Tepco) เป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เหล่านี้ทั้งหมด

เหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 9 ริคเตอร์ และคลื่นยักษ์สึนามิสูง 10 เมตร ที่ซัดขึ้นฝั่งตะวันออกของเกาะฮอนชูของญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ได้ก่อปัญหาและความเสียหายร้ายแรงแก่บรรดาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ณ สถานีฟุคุชิมา ไดอิจิ กล่าวโดยสรุปคือ (ดูรูปประกอบ) : -

-ถึงแม้เตาปฏิกรณ์หมายเลข 1, 2, 3 ที่กำลังเปิดทำงานอยู่ขณะเกิดแผ่นดินไหวจะปิดตัวเอง ฉุกเฉินได้โดยอัตโนมัติ (แท่งควบคุมแทรกเข้าไประหว่างแท่งเชื้อเพลิงและดูดซับนิวตรอนไว้ ยุติการแบ่งตัวทางนิวเคลียร์ลง) แต่แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ยังคงพลังความร้อนมหาศาล

-แผ่นดินไหวและน้ำท่วมจากคลื่นยักษ์สึนามิทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหลักของสถานี, ระบบไฟฟ้าสำรองนอกสถานี และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลฉุกเฉิน ด้านล่างสถานีล้วนขัดข้อง ปั๊มน้ำเย็นจึงหยุดทำงาน ส่งผลให้ระบบหล่อเย็นในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ล้มเหลว น้ำหล่อเย็นที่เหลือจึงค่อยร้อน ขึ้นจนเดือดระเหยกลายเป็นไอและงวดตัวเหือดแห้งลง ปล่อยให้แท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เปิดโล่งไร้น้ำหล่อเลี้ยงนานหลายชั่วโมง หากทิ้งไว้เช่นนี้ แท่งเชื้อเพลิงในแกนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อาจร้อนจัดจน หลอมละลายบางส่วนหรือทั้งหมดได้

-ไอน้ำที่เพิ่มพูนทำให้ต้องเปิดช่องระบายอากาศจากโครงสร้างห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์สู่ภายนอก เพื่อลดแรงดันในเตาปฏิกรณ์ลง กัมมันตภาพรังสีจึงพลอยรั่วไหลออกมาด้วย (เตาปฏิกรณ์หมายเลข 2, 1)

-เปลือกโลหะผสมเซอร์คาลอยหุ้มแท่งเชื้อเพลิง (zircaloy ทำจากสาร zirconium มันจะปล่อยไฮโดรเจนออกมาเมื่อได้รับความร้อนและปะทุระเบิดเมื่ออุณหภูมิสูง 2,000 องศาฟาเรนไฮต์ ปกติสารเซอร์โคเนียมใช้ทำจุดในหลอดแสงแฟลชกล้องถ่ายรูป) ที่ร้อนโชนขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งก็ทำปฏิกิริยากับน้ำ โดยดูดซับอะตอมออกซิเจนไว้และปล่อยอะตอมไฮโดรเจนออกมา ไฮโดรเจนที่เพิ่มเกิดสันดาปกันขึ้นและระเบิดในที่สุด (เตาปฏิกรณ์หมายเลข 1, 3, 2, 4 ตามลำดับ)


ระบบทำงานของเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดรุ่น GE Mark I :

1) ท่อส่งไอน้ำเดือดหมุนกังหันเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

2) ปั๊มน้ำเย็นคอยหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์

3) แท่งควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์

(www.spiegel.de/international/world/bild-751489-191928.html)

ปกติสถานีกำเนิดไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งหนึ่งจะมีสารเซอร์โคเนียมจากแท่งเชื้อเพลิงอยู่ ราว 20 ตัน, หากรวมกับแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วในบ่อเก็บ ก็จะมี สารเซอร์โคเนียมอยู่ในสถานีนับร้อยๆ ตันทีเดียว อันตรายร้ายแรงของสารนี้อยู่ตรงเมื่อมันร้อนและระเบิดขึ้นแล้วก็จะขับดันสารพิษกัมมันตภาพรังสีให้แพร่ฟุ้งกระจายออกไปในอากาศกว้างไกลข้ามประเทศ

กล่าวเฉพาะที่สถานีไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุคุชิมา ไดอิจิ Tepco ระบุว่ามีสารเซอร์โคเนียมจากแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์รวมกันทุกเตาทุกบ่อ 1,814 ตัน (บ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วในเตาปฏิกรณ์ หมายเลข 1 = 50 ตัน, บ่อเตา 2 = 81 ตัน, บ่อเตา 3 = 88 ตัน, บ่อเตา 4 = 135 ตัน, บ่อเตา 5 = 142 ตัน, บ่อเตา 6 = 151 ตัน, บ่อเก็บแยกต่างหากที่ชั้นล่างของสถานีอีก = 1,097 ตัน, และเก็บไว้ในที่แห้งอีก = 70 ตัน)

-แรงระเบิดดังกล่าวทำให้โครงสร้างห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์ชั้นในและชั้นนอกแตกเสียหาย กัมมันตภาพ รังสีรั่วไหลออกสู่ภายนอก (โดยเฉพาะเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2)

นอกจากนี้ แรงระเบิดยังทำให้ตัวอาคารผนังเพดานหลังคาพังทลายเปิดเปิง บ่อน้ำหล่อเย็นเก็บแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว (ก็คือขยะเซอร์โคเนียมเป็นตันๆ) ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างเหนือเตาปฏิ กรณ์นิวเคลียร์นั้นเอง จึงเปิดโล่งต่ออากาศและพลอยกระทบกระเทือนเสียหายไปด้วย เมื่อน้ำหล่อเย็นในบ่อดังกล่าวร้อนขึ้นจนเดือดแห้งลงเช่นกัน แท่งเชื้อ เพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วในบ่อก็จะร้อน โชนขึ้นเรื่อยๆ เปิดต่ออากาศโดยตรงและปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมาเต็มที่ จนตัวมันติดไฟลุกไหม้ขึ้นเอง (เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4, 5, 6)

-เชื่อว่าแกนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลายเตากำลังหลอมละลายพร้อมกัน

-เหล่านี้ทำให้ทางการญี่ปุ่นต้องดิ้นรนอย่างจนตรอก ดำเนินมาตรการเลือดเข้าตาบ้าระห่ำ อาทิ สั่งปรับเพิ่มเกณฑ์รับกัมมันตภาพรังสีเป็นกรณีพิเศษเพื่อให้คนงานราว 50 คน ที่เสี่ยงชีวิตผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปแก้ไขปัญหาเตาปฏิกรณ์ในสถานี ฟุคุชิมา ไดอิจิอยู่ทำงานแต่ละกะได้ต่อเนื่องนานขึ้น, เทน้ำทะเลเข้าไปหล่อเย็น และกรดบอริกจากเกาหลีใต้เข้าไปชะลอการแบ่งตัวทางนิวเคลียร์ในเตาปฏิกรณ์

ใช้เฮลิคอปเตอร์ทหารขนน้ำทะเลไปราดและรถบรรทุกปืนฉีดน้ำแรงดันสูงพ่นน้ำ เติมใส่บ่อน้ำเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วที่แห้งขอด ฯลฯ


ข้อน่าสังเกตคือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 5 ใน 6 เตาของสถานีไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุคุชิมา ไดอิจิ เป็นเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (Boiling-Water Reactor-BWR) เก่าแก่รุ่นแรกเริ่มที่ผลิตโดย บริษัท General Electric ของอเมริกาตั้งแต่ 30-40 ปีก่อน ซึ่งมีชื่อย่อว่า GE Mark I BWR ดังรายละเอียดสังเขป (ดูตารางประกอบ)

ทว่าปัญหาคือเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดรุ่น GE Mark I นี้มีข้อบกพร่องร้ายแรงและเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์รวมทั้งประท้วงปฏิเสธโดยผู้เชี่ยวชาญนิวเคลียร์และกระทั่งคณะกรรมาธิการกำกับ ควบคุมนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา (Nuclear Regulatory Commission-NRC) มานานแล้วหลายครั้งหลายครา

ลักษณะเฉพาะของเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (Boiling-Water Reactor- BWR) อยู่ตรงการออกแบบให้ reactor vessel หรือยานบรรจุเตาปฏิกรณ์ ทำหน้าที่เป็นหม้อต้มน้ำพลังนิวเคลียร์เพื่อ ป้อนไอน้ำเข้าสู่ระบบไปพร้อมกัน ไอน้ำถูกสร้างขึ้นในตัวยานบรรจุเตาปฏิกรณ์โดยพลังงานความร้อนที่ได้จากการแบ่งตัวทางนิวเคลียร์ของเชื้อเพลิงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะภายใต้การควบคุม แล้วส่งต่อโดยตรงไปหมุนกังหันเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

สำหรับเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดรุ่น GE Mark I ของบริษัท General Electric นี้มีจุดเด่นที่ เสริมระบบเก็บกดแรงดันไอน้ำ (pressure suppression system) เข้ามาเพื่อจะได้ออกแบบโครงสร้างห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์ให้เล็กลง อันจะช่วยตัดลดค่าใช้จ่ายแข่งกับโครงสร้างห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์คอนกรีต เสริมเหล็กที่ใหญ่โตสิ้นเปลืองกว่าของบริษัทคู่แข่งอื่นๆ

ทว่าผลของการออกแบบพิเศษดังกล่าวกลับทำให้เตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดรุ่น GE Mark I นี้ ล่อแหลมต่อการระเบิดและโครงสร้างห่อหุ้มเตาปฏิกรณ์ล้มเหลวได้ ดังปรากฏว่า: -

20 ก.ย.1971 ดร.สตีเฟ่น ฮานัวเออร์ เจ้าหน้าที่ ด้านความปลอดภัยของคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูสหรัฐ (Atomic Energy Commission) เขียนบันทึกแนะนำให้เลิกใช้ระบบเก็บกด แรงดันไอน้ำ และอย่ายอมออกใบอนุญาตก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ที่ออกแบบในลักษณะนี้อีก (ดูเอกสารที่ www. nirs.org/reactorwatch/accidents/19720920-hanauer-memo-pressure-suppression-containments.pdf)

9 พ.ย.1971 บันทึกของชุดทำงานแห่งคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูสหรัฐ ชี้ปัญหาในการออกแบบและโครงสร้างห่อหุ้มด้วยระบบเก็บกดแรงดันไอน้ำของเตาปฏิกรณ์แบบ GE Mark I BWR (ดูเอกสารที่ www.nirs.org/reactorwatch/accidents/19711117-hanauer-memo-bwr-pressure -suppression-containment.pdf)

25 ก.ย.1972 นายโจเซฟ เฮนดรี เจ้าหน้าที่สูงสุดด้านความปลอดภัยแห่งคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูสหรัฐ เขียนบันทึกแสดงความเห็นด้วยกับคำแนะนำข้างต้นของ ดร.สตีเฟ่น ฮานัวเออร์ แต่กลับปฏิเสธคำแนะนำดังกล่าวโดยให้เหตุผลว่ามัน “อาจหมายถึงอวสานของพลังงาน นิวเคลียร์…” (ดูเอกสารที่ www.nirs.org/reactorwatch/accidents/ 19720925-hendrie-pressure-suppression-concerns-end-of-nucl~1.pdf)

ปี 1972 วิศวกรนิวเคลียร์ 3 คนของบริษัท General Electric ประกาศลาออกจากตำแหน่ง อันทรงเกียรติของตนโดยให้เหตุผลว่ามีข้อบกพร่องอันตรายในการออกแบบเตาปฏิกรณ์ GE

ปี 1985 คณะกรรมาธิการกำกับควบคุมนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา (Nuclear Regulatory Commission) ได้วิเคราะห์ความล้มเหลวที่อาจ เกิดขึ้นได้กับเตาปฏิกรณ์ GE Mark I ภายใต้ภาวะอุบัติเหตุและสรุปว่ามีโอกาสค่อนข้างน่าจะเป็นว่าเตาปฏิกรณ์ GE Mark I จะล้มเหลวภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงแรกหลังแท่งเชื้อเพลิงในแกนเตาหลอมละลาย

ปี 1986 นายแฮโรลด์ เดนตัน เจ้าหน้าที่สูงสุดด้านความปลอดภัยแห่งคณะกรรมาธิการกำกับควบคุมนิวเคลียร์สหรัฐตอนนั้นกล่าวกับกลุ่มอุตสาหกรรมการค้าพลังงานนิวเคลียร์ว่า “โครงสร้างห่อหุ้มของเตาปฏิกรณ์ Mark I โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่มันเล็กกว่าและออกแบบมาให้ทนรับแรงดันได้ต่ำกว่า ต่อให้มีบ่อเก็บกดแรงดันไอน้ำในเตาปฏิกรณ์คอยเสริมอยู่ก็ตามนั้น ถ้าพวกคุณดูรายงานศึกษาความปลอดภัย WASH 1400 แล้ว พวกคุณ จะพบว่ามันมีโอกาสความน่าจะเป็นที่โครง สร้าง ห่อหุ้มจะล้มเหลวประมาณ 90%” (อ้างจาก www. nirs.org/reactorwatch/accidents/ gemk1reactorsinus.pdf)

ปี 1993 รายงานของคณะกรรมาธิการกำกับควบคุมนิวเคลียร์สหรัฐระบุว่าอายุใช้งานที่มากขึ้นจะทำให้ชิ้นส่วนนิรภัยสำคัญต่างๆ ภายในยานบรรจุเตาปฏิกรณ์แบบน้ำเดือดเสียหายหรือถูกทำลายลง ได้ก่อนใบอนุญาตเตาปฏิกรณ์หมดอายุใช้งานครบ 40 ปี (ดูรายละเอียดทางเทคนิคที่ www.nirs.org/ factsheets/bwrfact.htm)

 

ที่มา: ข่าสสดออนไลน์ และมติชนออนไลน์

ควันปะทุเตาหมายเลข 3

เมื่อวันที่ 21 มี.ค. สำนักข่าวเกียวโดรายงานสถานการณ์บริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ไดอิจิ จ.มิยางิ ว่า บริษัทโตเกียว อิเล็กทรอนิก เพาเวอร์ หรือ “เทปโก” เจ้าของโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ แถลงว่า มีกลุ่มเขม่าควันลอยขึ้นมาจากมุมหลังคาด้านตะวันออกเฉียงใต้ของอาคาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 3 เมื่อเวลาราว 15.55 น. ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น จึงสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ออกมาเป็นการชั่วคราว จากนั้นปริมาณควันเบาบางลง

เครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 3 เป็นเครื่องที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด หลังคาและผนังด้านบนหายไป นับแต่เกิดระเบิดจากแรงอัดของก๊าซไฮโดรเจนเมื่อสัปดาห์ก่อน มีแรงดันภายในเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าระบบปั๊มน้ำเย็นจะใช้การได้และปั๊มน้ำเข้าไปหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์แล้ว แต่เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาหนทางในการระบายแรงดันภายในเตาปฏิกรณ์ออกไป เนื่องจากไม่มั่นใจว่าน้ำที่กำลังรดใส่เครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 3 และ 4 จะซึมลงไปถึงชั้นในสุด ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ต่อไฟเชื่อมเข้าไปที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 ได้แล้ว และกำลังพยายามต่อไฟเข้าไปยังเตาหมายเลข 1 หมายเลข 5 และ 6 และจะดำเนินการทดสอบระบบเร็วๆ นี้

ด้านทบวงการพลังงานปรมาณูสากล (ไอเออีเอ) กล่าวว่า สถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟูกูชิมะภาพรวมถือว่าดีขึ้น แต่สถานการณ์ยังรุนแรง หากว่าวิศวกรไม่สามารถหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ได้สำเร็จ ทางเหลือสุดท้ายคือฝังกลบทั้งโรงไฟฟ้าลงไปใต้ดินด้วยคอนกรีต ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ใช้กับโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในยูเครน เมื่อปี 2529

ขณะที่สำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเผยว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าไปซ่อมแซมโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ไดอิจิ อยู่ท่ามกลางการแผ่ รังสีความเข้มข้นสูง แต่ขณะนี้ยังไม่พบผลกระทบทางสุขภาพ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตและสาบสูญจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามินับตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา มีจำนวนรวมกันที่ 21,592 รายแล้ว ขณะที่เริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัวเกิดขึ้นบางส่วน และระบบการสื่อสารกลับมาเป็นปกติบ้างแล้วในพื้นที่จังหวัดอิวาเตะ

 

ยอดผู้เสียชีวิต-สาบสูญรวม 21,592 รายแล้ว ล่าสุดสถานการณ์โรงไฟฟ้ายังทรงตัว

จำนวนผู้เสียชีวิตซึ่งได้รับรายงานใน 12 จังหวัดที่เกิดภัยพิบัติ อยู่ที่ 8,928 คน ขณะที่จำนวนผู้ที่ได้รับรายงานจากญาติพี่น้องว่ายังคงสาบสูญอยู่ที่ 12,664 รายใน 6 จังหวัด ขณะนี้ตำรวจได้ทำการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลไปแล้วกว่า 4,080 ราย ขณะที่อีก 2,990 รายญาติพี่น้องได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาแล้ว

 

โดยผู้อพยพจำนวนกว่า 320,000 คน ซึ่งรวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ได้กระจายตัวในศูนย์อพยพชั่วคราวกว่า 2,100 แห่งใน 16 จังหวัด

 

ขณะที่เมืองอิชิโนมากิ จ.มิยางิ  นายกเทศมนตรีของเมืองได้ส่งจดหมายไปยังนายนาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรี เพื่อขอความช่วยเหลือให้มีการฟื้นฟูเมืองใหม่ทั้งหมด โดยนายคังได้ยกเลิกการเดินทางไปยังเมืองดังกล่าวอย่างกระทันหันเมื่อวานนี้่ เนื่องจากสภาพอากาศเลวร้าย

 

สัญญาณของการฟื้นฟูเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยทางการจังหวัดอิวาเตะกล่าวว่า ระบบการสื่อสารได้รับการติดตั้งครบทุกชุมชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ว ส่วนทางการเมืองริคุเซนทาคาตะ ในจังหวัดอิวาเตะ ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากเหตุสึนามิ ได้เปิดศาลากลางและเริ่มทำการรับเอกสารร้องเรียนจากประชาชน ซึ่งร่วมถึงการขอใบมรณบัตรแล้ว

 

ขณะที่ท่าเรืออาชิโนเฮ ในจังหวัดอาโอโมริ ชาวประมงเริ่มออกไปหาปลาแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ขณะที่ชาวมุสลิมหลายสิบคนจากจังหวัดอาอิชิ ได้ร่วมบริจาคแกงกะหรี่จำนวน 900 ที่ ให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวที่โรงเรียนมัธยมในเมืองโอสึชิ จังหวัดอิวาเตะ

 

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่จำนวนประมาณ 5,900 คน ไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อช่วยดูแลผู้สูงอายุตามศูนย์อพยพ

 

ที่เมืองเซนได ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์อพยพชั่วคราวจำนวนประมาณ 140 แห่ง ซึ่งมีผู้อพยพประมาณ 14,000 คน ยังคงประสบปัญหา ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถรับประทานอาหารแช่แข็งที่ได้รับการบริจาคมา เนื่องจากขาดแคลนกระแสไฟฟ้าที่จะนำมาใช้ในเครื่องไมโครเวฟเพื่ออุ่นอาหาร นอกจากนั้นผู้อพยพยังมีความต้องการใช้ชุดชั้นใน และยังคงรอคอยการบริจาค

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุข ยังแจ้งให้แก่จังหวัดทั้ง 47 จังหวัดของญี่ปุ่นทราบว่า ให้ทำการตรวจตราโรงแรมและที่พักต่างๆที่อยู่ภายใต้การดูแล หลังจากที่มีข่าวว่า โรงแรมหลายแห่งได้ปฏิเสธให้ประชาชนที่อพยพมาจากจังหวัดฟุกุชิมาเข้าพัก เนื่องจากความเข้าใจผิดๆที่ว่าประชาชนที่มาจากฟุกุชิมะได้สัมผัสกับสารรังสีจากโรงงานไฟฟ้าฟุกุชิมะ โดยกระทรวงฯกล่าวว่า ตามรายงานที่ได้รับการยืนยันพบว่าระดับสารรังสีอยู่ในระดับต่ำ และสถานที่ใดก็ตามที่ปฏิเสธที่จะให้ที่พักอาศัยแก่ประชาชนเหล่านั้น จะถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายที่ใช้บังคับสถานที่พักขนาดเล็กและโรงแรม

 

ขณะเดียวกัน บริษัท โตเกียว อิเล็คทริก พาวเวอร์ (เทปโก) กล่าวว่า วานนี้ (21 มี.ค.) ความพยายามในการต่อสายไฟฟ้าเข้าไปยังเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 และ 4 ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ต้องหยุดชะงักชั่วคราว โดยหลังจากเกิดกลุ่มควันจากอาคารหมายเลข 2 และ 3 และได้มีการอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากพื้นที่ปฏิบัติงาน หลังจากที่ตรวจพบกลุ่มควันสีเทาและดำ บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเตาหมายเลข 3 เมื่อเวลาประมาณ 15.55 น. เหนือบ่อกักเก็บเชื้อเพลิงที่ใช้แล้ว

 

กลุ่มควันดังกล่าวจางลงเมื่อหลังเวลาประมาณ 18.00 น. แต่เทปโกก็ยังมีการตรวจพบกลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งอกมาจากบริเวณดังกล่าวเป็นระยะๆ ผ่านรอยแยกของเพดานเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 เมื่อเวลาประมาณ 18.20 น. และเชื่อว่าน่าจะเป็นไอน้ำ มากกว่ามาจากบ่อกักเก็บ

 

สำนักงานบรรเทาสาธารณภัยกรุงโตเกียวได้ยุติภารกิจการพ่นน้ำไปยังเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 หลังที่พบกลุ่มควัน จนกว่าพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับการยืนยันว่ามีความปลอดภัยเพียงพอ

 

ที่มา: มติชนออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ว่า ขณะนี้ได้มีเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นอาสาพร้อมจะเสียชีวิตกับกลุ่ม 50 ฟูกูชิม่า”หน่วยสละชีวิตแก้ปัญหาโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกูชิม่า เพิ่มเป็นร้อยคนแล้ว รวมทั้งเจ้าหน้าที่เทคนิคที่ถูกส่งมาจากบริษัทพันธมิตรของเท็ปโก้   เช่น โตชิบ้า และฮิตาชิ หลังจากได้มีการอพยพเจ้าหน้าที่ 800 คน และเหลือเจ้าหน้าที่เพียง 50 ชีวิตที่จะปฎิบัติภารกิจเสี่ยงตายแก้ปัญหาสารกัมมตภาพรังสีโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟูกูชิม่ารั่วไหล

 

โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่สละชีวิตของเท็ปโก้รายหนึ่งบอกว่า มีอันตรายเสี่ยงที่จะเกิดระเบิดขึ้นอีกในโรงงาน หรือระดับ

กัมมันตภาพรังสีเพิ่มขึ้น แต่เขาเลือกที่จะทำงานกู้วิกฤตแทนที่จะปฎิเสธ เพราะครอบครัวของเขาบอกเขาให้ทำเช่นนั้น มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุด แต่เขาก็แน่ใจว่าทุกคนคิดว่าเขาทำถูกแล้ว

 

ด้านนางมิชิโกะ อ๊อตสุกะ ซึ่งทำงานในโรงงานนิวเคลียร์ฟูกูชิมา 2 ที่ได้รับความเสียหายอย่งมากจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิถล่มเผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานในโรงงานเหล่านี้ ต่างทำหน้าที่โดยไม่ยอมหันหลังหนี และว่าเพื่อนชายของเธอ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสละชีวิต ยังพูดกับเธอด้วยน้ำตาให้เธอเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ก่อนที่เธอจะ

ลูกสาวหนึ่งใน 50 คนงานที่พลีชีพให้สัมภาษณ์สื่อ

 

อพยพตัวเองออกจากโรงงาน นอกจากนี้่ เธอยังกล่าวว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพก็คือเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในโรงงานฟูกูชิม่า ซึ่งพวกเขาทำงานโดยไม่ยอมหลับนอน และเธอได้แต่สวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเขาปลอดภัย

 

“ได้โปรดอย่าลืมว่า บุคคลเหล่านี้ กำลังทำงานเพื่อคุ้มครองชีวิตของทุกคน โดยแลกกับชีวิตของพวกเขาเอง”เธอกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ เท็ปโก้ เปิดเผยว่า มีพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 13 ราย ที่ได้รับสารกัมมันตภาพรังสีในระดับอย่างน้อย 100 มิลลิซิลเวิร์ตส ซึ่งสูงเป็นสองเท่าสำหรับปริมาณกำหนดที่คนงานควรได้รับ และมีพนักงานรายหนึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากมีอาการคลื่นไส้ และเฉื่อยชา ภายหลังรับสารฯในระดับ 100 มิลลิซิลเวิร์ต ขณะทำงานเปิดวาลว์ในโครงสร้างเก็บเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์

 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บุคคลที่ได้รับสารฯในระดับ 400 มิลลิซิลเวิร์ตส จะมีอาการเซลล์เม็ดเลือดลดลง และหากเกินกว่านี้จะมีอาการคลื่นไส้ฉับพลัน ผมร่วง และอาการอื่น ๆ โดยหากได้รับสารดังกล่าวในระดับ 500 มิลลิซิลเวิร์ตส ถือว่าอันตรายถึงชีวิต

 

ที่มา :แปลและเรียบเรียงจาก “Osaka hotel occupancy rate surges as people flood in from Tokyo”

The Japan Times/Bloomberg 19 มี.ค. 2554

http://search.japantimes.co.jp/cgi-bin/nb20110319n1.html

โรงแรมในโอซาก้ากำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูง เนื่องจากผู้พักอาศัยและบริษัทต่างๆ เดินทางออกจากโตเกียวเพื่อหาที่พักชั่วคราว ด้วยเป็นห่วงการรั่วไหลของรังสี หลังแผ่นดินไหวที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

โรงแรมเซนต์เรจิสโอซาก้า ซึ่งสัปดาห์นี้ราคาห้องพักต่อวันเริ่มต้นที่ 70,000 เยน (ประมาณ 26,200 บาท) ถูกจองเต็มทั้งสัปดาห์ ในขณะที่ห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมสวิสโซเทล นันไก ถูกแปลงเป็นสำนักงานชั่วคราว เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่ดิวิโอโอซาก้าก็ถูกจองเต็มทั้งเดือน

ความเป็นห่วงการรั่วไหลของรังสี ที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ซึ่งเสียหายหลังแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อ 11 มี.ค. ส่งผลให้พนักงานของบริษัทอย่างแบล็คสโตนกรุ๊ป ที่ปรึกษาการลงทุนชั้นนำ และ บีเอ็นพี พาริบาส กลุ่มธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องออกจากเมืองหลวง

ระดับรังสียังอยู่ในระดับปกติที่โอซาก้า ซึ่งห่าง 600 ก.ม. จากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะหมายเลขหนึ่ง ทำให้มันกลายเป็นที่พักพิงแห่งใหม่ของบรรดาบริษัทและผู้พำนักจากโตเกียว

“เราเห็นการเพิ่มขึ้นของผู้เข้าพักจากโตเกียว” คูมิโกะ ฟูกูชิมะ โฆษกหญิงของโรงแรมเซนต์เรจิสกล่าว และเสริมว่าเป็นครั้งที่โรงแรมถูกจองเต็มทั้งสัปดาห์ นับตั้งแต่เปิดโรงแรมในเดือนตุลาคม “การสอบถามเพิ่มขึ้นมากจากทั้งบริษัทญี่ปุ่นและบริษัทต่างชาติ ถึงห้องพักสำหรับพนักงานของพวกเขา” ปกติห้องพักที่โรงแรมนี้มีอัตราเข้าพักร้อยละ 70-80 จากทั้งหมด 160 ห้อง และระยะเข้าพักเฉลี่ยได้เพิ่มขึ้นเป็น 4-5 คืน จากเดิม 2-3 คืน เธอกล่าว

ที่โรงแรมสวิสโซเทล นันไก บริษัทการเงินของยุโรปแห่งหนึ่งที่ปฏิเสธจะเปิดเผยชื่อ ได้ตั้งสำนักงานชั่วคราวขึ้นในห้องจัดเลี้ยง มิชิโกะ ฟูจิกะวะ โฆษกหญิงของโรงแรมบอกว่าห้องพักทั้ง 548 ห้องถูกจองเต็มโดยบริษัทจากโตเกียว และห้องพักถูกจัดสรรมากถึง 60 ห้องสำหรับแต่ละบริษัท “ทันทีหลังจากแผ่นดินไหว เราได้รับการยกเลิกการเข้าพักจำนวนมาก” “แต่ตอนนี้เรามีห้องไม่พอ”

การตรวจวัดโดยสถาบันปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ชี้ว่ารังสีในเมืองโอซาก้าอยู่ในระดับปกติ

เอสเอพี บริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า บริษัทได้สำรองห้องพัก 520 ห้องในโอซาก้าและโกเบ เพื่อให้พนักงานของบริษัทและครอบครัวใช้ได้

สำนักข่าวแห่งชาติออสเตรียรายงานว่า เอกอัครราชทูตออสเตรียประจำญี่ปุ่น ย้ายออกจากโตเกียวเนื่องจาก “ความคาดการณ์ไม่ได้” ของเตาปฏิกรณ์ และจะทำงานจากโอซาก้า ส่วนรัฐบาลเยอรมนีก็กล่าวว่า กำลังย้ายการดำเนินงานบางส่วนของสถานทูตไปที่โอซาก้า

โรงแรมขนาด 292 ห้อง ริทซ์-คาร์ลตัน โอซาก้า มี “อัตราเข้าพักในโรงแรมสูงขึ้นอย่างมาก” มัตซึโกะ อาเกซะกะ โฆษกหญิงของโรงแรมกล่าว “แขกจำนวนมากของเรา เป็นครอบครัวที่มีลูก จากเขตมหานครโตเกียว”

การพุ่งสูงขึ้นของผู้มาเยือน อาจช่วยสนับสนุนโอซาก้า ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงอสังหาริมทรัพย์เติบโตมากที่สุดในรอบสองทศวรรษ มีการสร้างอาคารพาณิชย์และช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์อีก 557,000 ตร.ม.

โอซาก้าเคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าของญี่ปุ่น บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ บริษัทนายหน้าแห่งแรกของญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้นที่นี่ แม้บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งจะย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่โตเกียวแล้วก็ตาม แต่บริษัทชั้นนำอื่นๆ อย่าง พานาโซนิค ชาร์ป ซันโย ก็ยังอยู่ในโอซาก้า เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์โอซาก้าและตลาดซื้อขายล่วงหน้าชั้นนำหลายแห่ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ รวมถึง เรโซนาโฮลดิ้งส์ (กลุ่มธุรกิจการเงินการธนาคารใหญ่อันดับ 4 ของญี่ปุ่น), กลุ่มธุรกิจธนาคารของบริษัทมิตซูบิชิ ยูเอฟจี ไฟแนนเชียลกรุ๊ป และซูมิโตโมะ มิตซุย ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (อันดับ 1 และ 2 ของญี่ปุ่น) ได้ย้ายสำนักงานใหญ่ของบริษัท จากโตเกียวมาโอซาก้า

“บริษัทต่างๆ จะต้องหาทางจัดสรรตัวเองให้อยู่ในที่หลากหลาย” โทโมฮิโกะ ซาวายานะงิ ผู้อำนวยการบริหารกลุ่มโรงแรมโจนส์แลงลาซาลซึ่งมีฐานอยู่ที่โตเกียว กล่าว “บริษัทจำนวนมากอาจต้องการที่จะทำงานต่อได้ในโอซาก้า ถ้าเกิดมีเหตุกาณ์อะไรแบบนี้เกิดขึ้นอีก”

ดิวิโอโอซาก้า ได้รับ “การสอบถามที่พักมากกว่าปกติ” ตั้งแต่ 15 มี.ค. ฮารูกะ นากะทานิ ผู้จัดการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์กล่าว โดยห้องพักทั้ง 14 ห้องถูกจองเต็มจนถึงเดือนเมษายน เทียบกับอัตราการเข้าพักปกติที่ 70%

“การสอบถามจำนวนมากมาจากครอบครัวที่มีลูก และบางครั้งก็มีสัตว์เลี้ยงด้วย” นากะทานิบอกกับเรา “เราจำเป็นต้องบอกปฏิเสธพวกเขาไป”

 

ที่มา: มติชนออนไลน์

บทความโดย ปิยมิตร ปัญญา

piyamitara@gmail.com

“ความนิ่ง ขยับไหว

ความหนักแน่น คลอนแคลน

ผืนดิน พลิ้วไหวดั่งระลอกคลื่น

บ้าน ลอยล่องดุจลำเรือ

ท่ามกลางหวั่นกลัว ที่ครอบงำ

ปีติย่อมบังเกิดเช่นกัน

ไร้ลม,

กระดิ่งลมยังกังวาน”

โคคัง ชิเรน

กวีและอาจารย์เซ็น (ค.ศ.1278-1346)

รจนาไว้หลังธรณีวิบัติภัยครั้งหนึ่งที่ญี่ปุ่น

“โมโน โนะ อาวาเระ” ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น ไม่เพียงสะท้อนถึง “อนิจจัง” เท่านั้น หากยังสะท้อนถึงความเข้าใจใน “ธรรมชาติวิถี” ของสรรพสิ่ง และสะท้อนถึงความเข้าใจและคำนึงถึง “ความรู้สึก” กับ “ความยากลำบาก” ของผู้อื่นอีกด้วย

ความงามที่พบเห็น ไม่เพียงไม่จีรัง หากแต่ผ่านการเคี่ยวกรำหนักหน่วง รุนแรง จึงบังเกิดเป็นความงาม “ชั่ววูบ” แล้วดับหาย

ซากุระ เคี่ยวกรำตัวเองทั้งปี เพียงเพื่อผลิดอกเบ่งบานชั่วกาลหนึ่งแล้วทิ้งดอกร่วงอย่างไม่ไยดี

นั่นคือ โมโน โนะ อาวาเระ “วิถีญี่ปุ่น” ที่งดงามอย่างยิ่ง และโดดเด่นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยามที่สารพัดวิกฤตโหมกระหน่ำเข้าใส่ผู้คนทั้งสังคมอย่างชวนให้พรึงเพริดเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้

เริ่มจากแผ่นดินไหวรุนแรง 9.0 ริคเตอร์

ต่อด้วยสึนามิสูง 10 เมตร เคลื่อนที่ไปข้างหน้าในระดับความเร็ว 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ก่อเกิดอานุภาพทำลายล้างมหึมา อาละวาดไปทุกที่ทุกทางอย่างไร้น้ำใจ รังสรรค์ความเสียหาย สูญเสีย จากพราก มากมายมหาศาล

แล้วก็มาถึง “ฟุคุชิมา ไดอิจิ”

เตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 ระเบิดก่อน ตามด้วยอาการร้อนสุดขีดจนระเบิดขึ้นตามมาของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3

เตาปฏิกรณ์ที่ 2 เกิดระเบิดภายใน จากวาล์วระบายแรงดันที่เกิดขัดข้อง ผนึกชั้นในสุดแตกปริบริเวณฐานระบายแรงดันด้านล่าง น้ำที่ถูกเผาผลาญด้วยความร้อนสูงเฉียด 2,000 องศา พวยพุ่งออกมาเหมือนปิศาจร้ายพบช่องทางหลุดพ้นระหว่างดิ้นรนหาทางออกจากที่คุมขัง

น้ำที่เหือดหายในบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้วของเตาที่ 4 เร่งความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ขึ้นทะลุจุดเดือด เกิดเพลิงไหม้ตามมา ระเบิด แล้วก็ไหม้ซ้ำอีกครั้ง

น้ำตาจากความสูญเสียยังไม่ทันเหือด

ความหวั่นกลัวเข้าครอบงำอย่างรวดเร็ว ทวีคูณขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านมาไป

ไม่เคยมีชาติใดในโลกใบนี้ ต้องรับมือกับวิบัติภัยนิวเคลียร์ในคราวเดียวกัน มากมายเหมือนกับที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้ อย่าว่าแต่ทั้งหมดเกิดขึ้นในท่ามกลางภัยธรรมชาติมหึมาอย่างแผ่นดินไหวและสึนามิ

วิบัติภัยที่เหมือนฝันร้ายคืบคลานเข้าเกาะกุม ช้า-ช้า แต่หนักแน่น มั่นคงยิ่งขึ้นตามลำดับเวลาที่ผ่านไป

ฝันร้ายที่จะค่อยๆ เผยตัวตนแบบสโลว์โมชั่นในอีกเนิ่นนานนักหลังจากนี้

ในสังคมญี่ปุ่น มี 2 ประการที่ยากอย่างยิ่งจะเกิดขึ้น ยากชนิดไม่ถึงขีดสุดอย่างแท้จริง ไม่บังเกิด

หนึ่งคือ การออกมาพูดโดยตรงกับประชาชนขององค์พระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น อีกหนึ่งคือ ความกังขาที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยของประชาชนญี่ปุ่นว่ารัฐบาลกำลัง “ปกปิด” ข้อเท็จจริงจากพวกเขาหรือไม่?

ทั้งสองประการแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันไร้สภาพที่โถมทับลงสู่สังคมญี่ปุ่นทั้งชาติในเวลานี้ว่า ใหญ่โตมหาศาลมากมายเพียงใด

สะท้อน “ความในใจ” ลึกๆ ถึงฝันร้ายที่พวกเขาต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้

ลำพังเพียงความสูญเสียมากมายมหาศาลจากแผ่นดินไหวและภัยพิบัติสึนามิ ยังไม่กระทบถึงวิถีแห่งโมโน โนะ อาวาเระ มากมายถึงปานนี้แน่นอน

สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ทรงบอกเล่าความในใจของชาวญี่ปุ่นทั้งชาติออกมาผ่านหน้าจอโทรทัศน์ในวันนั้น ปลุกเร้า ปลอบประโลม และกระตุ้นเตือน

แต่ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็ได้แต่ “คาดหวัง” และ “สวดภาวนา” ให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี เมื่อทรงเอ่ยถึงฟุคุชิมา ไดอิจิ

สิ่งที่ญี่ปุ่นเผชิญที่ไดอิจิ ไม่เพียงมีสัดส่วนปริมาณที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนเท่านั้น ยังอยู่ในสภาวะที่ไม่เคยมีใครพบเห็นกันมาก่อนเช่นเดียวกัน

ไร้ลม,

กระดิ่งลมยังจะกังวานอีกไหมหนอ?

ฝันร้าย? นั่นแน่นอนในระดับหนึ่ง แต่ฝันร้ายจะเนิ่นนานเพียงใด ใหญ่โตมากมายแค่ไหน ยากที่จะบอก ยากที่จะประเมินได้ในเวลานี้

แฟรงค์ เอ็น. ฟอน ฮิปเปล นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ชาวอเมริกัน ที่เคยทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่อดีตประธานาธิบดีคลินตัน สรุปความสถานการณ์ในยามนี้เอาไว้ว่า“ย่ำแย่” แต่ “อาจจะเลวร้ายไปกว่านี้ได้อีกมาก”

ภายในเตาปฏิกรณ์ปรมาณูชนิดใช้น้ำมวลเบา เหมือนเช่นที่ไดอิจิ สารกัมมันตรังสี 2 อย่างเกิดขึ้นเป็นสามัญปกติ

หนึ่งคือ ไนโตรเจน-16 อีกหนึ่งคือ ไตรเตียม

ทั้งสองอย่างนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในน้ำหล่อเย็น ในระบบของเตาปฏิกรณ์

สารกัมมันตรังสี 2 อย่างนี้ ไตรเตียมอันตรายกว่า-ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ภายในเตาปฏิกรณ์ เนื่องเพราะไนโตรเจน-16 มีฮาล์ฟไลฟ์ (ช่วงเวลาที่ครึ่งหนึ่งของอะตอมของสารกัมมันตรังสีใช้ในการสลายตัว) เพียง 7 วินาที

แต่ไตรเตียมหรือไฮโดรเจนที่มีสภาวะกัมมันตภาพรังสี หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า“เฮฟวี่ ไฮโดรเจน” มีฮาล์ฟไลฟ์ถึง 12 ปีในสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ

ที่อันตรายสูงยิ่งขึ้นไปอีก คือ ไอโอดีน และซีเซียม

ไอโอดีน-131 มีฮาล์ฟไลฟ์ 8 วัน แต่สามารถดูดซับเข้าไปในอาหาร, โดยเฉพาะอย่างยิ่งนมและผลิตภัณฑ์จากนม เข้าไปสะสมอยู่ในต่อมธัยรอยด์ สกัดกั้นการเจริญเติบโตและเมตาบอลิซึ่ม หรือระบบการเผาผลาญอาหาร และก่อให้เกิดมะเร็ง

เด็กๆ จะอ่อนไหวกับไอโดอีน-131 เป็นพิเศษ และเกิดอันตรายมากเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต และต่อมธัยรอยด์กำลังขยายตัว

แต่ที่จะก่อให้เกิดฝันร้ายในระยะยาวได้นั้น เป็นซีเซียม-137 ซึ่งมีฮาล์ฟไลฟ์ 30 ปี ทำให้กว่าจะสลายเหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของระดับแรกเริ่ม จำเป็นต้องใช้เวลายาวนานกว่า 200 ปี

เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ระเบิดเมื่อปี 1986 จนกระทั่งถึงเวลานี้ ปี 2011 ยังมีการพบซีเซียม-137 เป็นจำนวนมากในพื้นที่โดยรอบบริเวณโรงไฟฟ้า

ซีเซียม-137 ผสมผสานเข้ากับน้ำได้ง่าย องค์ประกอบทางเคมีคล้ายๆ กับโพแทสเซียม จึงถูกร่างกายคนเข้าใจว่าเป็นโพแทสเซียมและดูดซับเข้าไปสะสมในร่างกาย ปริมาณมากสุดจะอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ ส่วนน้อยอยู่ในกระดูก

ซีเซียมส่งผลให้กลไกการทำงานของเซลล์ผิดปกติ-นั่นอาจหมายถึงมะเร็ง และอาจก่อให้เกิดการผิดปกติในโครโมโซม-ที่อาจผันแปรเป็นโรคร้ายอีกหลากหลาย

ผู้ที่รับซีเซียมเข้าไปมากๆ ในระยะเวลาสั้นๆ อาจเกิดอาการลวกไหม้อย่างรุนแรง กระทั่งเสียชีวิตเฉียบพลัน

ที่สำคัญ เมื่อหลุดรอดออกมาสู่สภาวะแวดล้อมธรรมชาติแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่คนเราจะเลี่ยงหนีจากซีเซียม-137

นี่คือตัวอย่างของฝันร้ายแบบสโลว์โมชั่นที่ฟุคุชิมา

วิกฤตฟุคุชิมา ไดอิจิ ไม่สามารถแก้ไขหมดจด สะเด็ดน้ำได้เหมือนการแก้ไขวิกฤตจากแผ่นดินไหวและสึนามิ

ชัค เนกิน หนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของกระทรวงพลังงาน สหรัฐอเมริกา ผู้เคยมีประสบการณ์ในการ “ทำความสะอาด” เตาปฏิกรณ์บนเกาะทรี ไมล์ เมื่อปี 1979 บอกเอาไว้ว่า

แค่การทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้เสถียร คือไม่ปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมาอีก เพื่อดูว่าสภาพภายในเป็นอย่างไร สำหรับใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานว่าควรทำอย่างไรต่อไป-ก็ต้องใช้เวลา 1 หรือ 2 ปี

“มีน้ำเป็นจำนวนมากต้องจัดการ มีก๊าซจำนวนมากต้องจัดการ” ในขณะที่แทบทุกตารางนิ้วของโรงไฟฟ้าจะปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี เขาบอก

ที่ทรี ไมล์ ไอส์แลนด์ สหรัฐอเมริกาใช้เวลาในการเก็บกวาดซากปรักหักพัง ทำความสะอาดและจัดการเอาแท่งเชื้อเพลิงที่หลอมละลายไปราว 45 เปอร์เซ็นต์ออกไปเก็บกักอย่างถาวรในที่อื่นนานถึง 8 ปี

ใช้เงินไป 1,000 ล้านดอลลาร์ (ในเวลานั้น)

ในกรณีของเชอร์โนบิล วิศวกรโซเวียตหมดปัญญาในการควบคุมการรั่วไหลของรังสี และไฟที่เกิดขึ้นภายในเตาหมายเลข 4 เลยตัดสินใจเอาทรายถมและทิ้งซีเมนต์ลงไปในเตา

แน่นอน ไฟดับ แต่กัมมันตภาพรังสีไม่ได้ยุติการรั่วไหลออกสู่ภายนอกเพราะการนี้

นักวิชาการด้านวิกฤตนิวเคลียร์เชื่อว่า ถ้านำวิธีการเดียวกันมาใช้กับ ฟุคุชิมา ไดอิจิ ปัญหาจะเกิดขึ้นมากกว่าผลลัพธ์ที่ได้

โรเบิร์ต อัลวาเรซ อดีตรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอเมริกา บอกว่า ยิ่งทำ-โดยการใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งทรายหรือซีเมนต์ลงใส่เตาปฏิกรณ์ ยิ่งจะไปทำให้กัมมันตภาพรังสีฟุ้งกระจายมากยิ่งขึ้น

วิศวกรโซเวียตใช้แนวคิดเดียวกันในการแก้ปัญหากับ “ซาก” ของเชอร์โนบิล สร้างโครงสร้างคอนกรีตมหึมาทับสิ่งที่เป็นโรงไฟฟ้าอยู่ภายใน

แต่การปนเปื้อนนิวเคลียร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงไฟฟ้า พื้นที่โดยรอบ อาคาร บ้านเรือน เศษซากปรักหักพัง ล้วนเต็มไปด้วยกัมมันตภาพรังสี โซเวียตทำอย่างไร?

ประเมินกันว่า มีการ “เกณฑ์” ผู้คนมาทำหน้าที่ “ลิควิเดเตอร์” คือทำความสะอาด เก็บกวาด และกลบฝังซากปนเปื้อนทั้งหมด แล้วก่อโครงสร้างซีเมนต์ทับอีกที ระหว่าง 6 แสน-1 ล้านคน

ใช้เวลา 6 ปี ระหว่างปี 1986 ถึงปี 1992 จึงแล้วเสร็จ

จำเพาะโครงสร้างที่เทซีเมนต์ทับ ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 7 เดือน

ฟุคุชิมา ไดอิจิ มีเตาปฏิกรณ์มีปัญหามากกว่า 5 เตา อาณาบริเวณกว้างขวางกว่ามาก การดำเนินการเรื่องนี้ย่อมใช้เวลายาวนานกว่า และสิ้นเปลืองกว่าอย่างแน่นอน อย่าว่าแต่มันไม่ใช่ทางแก้ปัญหา เพราะจนกระทั่งขณะนี้ กัมมันตภาพรังสียังปรากฏรั่วไหลออกมาในสภาพของ “นิวเคลียร์ ซุป”

ฟุคุชิมา ไดอิจิ บีบบังคับให้ญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับฝันร้ายอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ

ในห้วงเวลาที่มืดมนถึงขีดสุด ท่ามกลางการทำลายล้าง ความขาดแคลน ความหดหู่ และฝันร้าย คนญี่ปุ่นยังคงเต็มเปี่ยมด้วยความสัตย์ซื่อ ตื่นรู้ และมีสติสัมปชัญญะ

อาหาร น้ำ ที่พักพิง ไม่มี ไม่เพียงพอ แต่ไม่เคยปรากฏข่าวการปล้นสะดม การขึ้นราคาสินค้า การฉกฉวย จี้ปล้น ให้เห็นแม้แต่ข่าวเดียว

“เราจะทำเท่าที่เราทำได้” คือคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยครั้งในยามนี้ และเมื่อคนญี่ปุ่นบอกว่า “เท่าที่จะทำได้” นั่นหมายถึง “ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำ” ในยามนั้น

เราเรียนรู้อะไรจากญี่ปุ่น? จากฟุคุชิมา ไดอิจิ?

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมได้ตระหนักก็คือ “ความไม่แน่นอน” ไม่มีอะไรแน่นอนอย่างแท้จริงในกรณีของฟุคุชิมา ไดอิจิ

ไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปลอดภัยแน่นอน ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีหายนะระดับใดที่สามารถทำลายล้างทุกอย่างจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน

ในยามที่สิ่งหนึ่งอาจเลวร้ายลงจนถึงขีดสุด สิ่งใหม่ที่ถูกต้อง งดงาม บังเกิดขึ้นควบคู่กันไป

ฟุคุชิมา ไดอิจิ สอนมนุษย์ให้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการภัยพิบัติใหม่ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ขยายโอกาสเอาชนะให้ได้มากขึ้นกว่าที่พวกเขาได้เรียนรู้จากอดีต

อย่างน้อยไดอิจิก็ยังไม่ใช่เชอร์โนบิล และมันสามารถสอนเราได้เหมือนกับที่เชอร์โนบิลเคยสอนคนรุ่นก่อนหน้านี้ ช่วยแสวงหาวิธีหลากหลายมากขึ้นเพื่อป้องกันการหลอมละลาย

เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อใด สึนามิจะมีแน่หรือไม่

แต่เราจำเป็นต้องทำให้ตัวเรามีโอกาสได้ต่อสู้ เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดหมายไว้

คนงานที่ฟุคุชิมา ไดอิจิ ยังไม่ยอมแพ้ เราทุกคนก็ไม่ควรยอมแพ้เช่นเดียวกัน

ไร้ลม,

กระดิ่งลมยังกังวาน-ที่ไดอิจิ!