Info

Posts from the jazz Category

ปิดท้ายด้วยใจระทึกพลัน (ตอนที่ 2)

โดย นิวัต พุทธประสาท

มีเริ่มย่อมมีจบ เทศกาลดนตรีแจ๊ส TIJC เดินทางมาถึงวันสุดท้าย วันนี้ผมมาถึงงานช้าอีกตามเคยเพราะรถแท็กซี่ที่เรียกมาจากหมู่บ้านเสียเวลาหาบ้านอยุ่นาน เมื่อไปถึงสวนพฤษาดุริยางค์ ทางวงมหิดลแจ๊สออร์เคสตราก็บรรเลงจบลงพอดี ผมจึงเดินเตร็ดเตร่ในบริงานเพื่อหาที่นั่ง วันนี้คนเยอะกว่าเมื่อวานรวมถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงนักเขียนก็ให้ความสนใจมาชมกันหลายคนตั้งแต่อนันต์ ลือประดิษฐ์ นักเขียนคอลัมน์เพลงแจ๊สที่มีผลงานวิจารณ์เพลงแจ๊สอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสื่อมวลชนทางแจ๊สคนสำคัญ จากนั้นก็พบกับโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารหนังสือ GM ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน นักแปล พบคุณเอกจากกอง บก.ดิฉัน และยังพบกับพี่โอ๋ สิเหร่ กูรูเพลงแจ๊สอีกคนที่เลือกมาชมงานในวันนี้

ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องในบทความเมื่อปีก่อนจะเป็นจริง คือให้มีการแสดงเพลงร้องในงาน TIJC ด้วย ไม่รู้เป็นความพ้องพานอย่างบังเอิญหรือทางผู้จัดเข้ามาอ่านไม่อาจรู้ แต่การมีเพลงร้องในเทศกาลนับว่าเป็นสีสันที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง ถ้าปีหน้ายังหาใครไม่ได้ การเชิญ Cherryl Hayes มาอีกครั้งก็ไม่เสียหายนะครับ

การแสดงของ Cherryl Hayes ในค่ำคืนนี้ถือว่าวิเศษที่สุด เธอมีเสียงกว้างถึง 3.5 อ๊อกเทฟ ทำให้การร้องของเธอเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงาม การตีความดนตรีของเธอก็ทำได้น่าทึ่งไม่แพ้กัน เธอสามารถเลียนเสียงเครื่องดนตรี และยังเอนเตอร์เทนผู้ฟังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเพลง Round Midnight และเพลง Caravan ซึ่งสะกดผู้ฟังให้อยู่ในพวังค์เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าวิเศษมากอีกประการหนึ่งก้คือ นักดนตรีสมทบผสมระหว่างวงของ อ.รังสิตกับมหิดล อันประกอบไปด้วย อ.ณภัสต์ (กลอง) และ ธีรวัฒน์ (เบส) อ.จากม.รังสิต เล่นร่วมกับอ.คม วงษ์สวัสดิ์ เล่นเปียโน (เมื่ออยู่วง The Pomelo Town เขาเล่นกลอง) เมื่อสองวงมาผสมกันและเล่นแบ๊คอัพให้กับเชอร์ริล เฮย์ กลับทำให้ดนตรีที่พวกเขาเล่นมีความสด มีความแจ่มใส กระชับและมีแพตเทิร์นที่ผ่อนคลายมากกว่าเล่นกับวงของตัวเอง ผมแปลกใจกับเสียงที่ได้มาก ว่าทำไมมันแตกต่างจริงๆ โดยเฉพาะความกระตือรือร้นของเสียงดนตรีแม้จะไม่เนี้ยบเท่ากับวงของตัวเอง แต่ดนตรีแจ๊สนั้นแข่งกับความสดใหม่ของเสียงมากกว่า

ส่วนเสียงของเชอร์รีล เฮย์ นั้นไม่ต้องบรรยายครับ เธอร้องได้อย่างไพเราะ น่าทึ่ง จนทำให้ผมหลับตานึกถึงนักร้องแจ๊สผิวสีอย่างซาราห์ วอห์น, เอลลา, บิลลี่ ฮอลิเดย์ ซึ่งเสียงของเฮย์ เธอแทบไม่ต้องเค้นเสียงเหมือนที่นักร้องทั่วไปชอบทำกัน เสียงที่ออกมาจากตัวเธอเป็นธรรมชาติมาก จนบางครั้งผมคิดว่าการร้องเพลงแจ๊สคงต้องยกให้กับสาวผิวสี และค้อมหัวคาราวะอย่างไม่มีข้อสงสัย

จบการแสดงของเชอร์รีล เฮย์ด้วยความชื่นมื่น ต่อกันด้วยวงเจ้าภาพอย่าง The Pomelo Town ซึ่งหลายคนต้องยกความสร้างสรรค์ของวง เพราะทุกครั้งจะมาแสดงด้วยบทประพันธ์ใหม่ๆ เสมอ วง The Pomelo Town ประกอบไปด้วยกฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ (แซกโซโฟน) ดริน พันธุมโกมล (เปียโน) นพดล ถิรธาราดล (เบส) และ คม วงษ์สวัสดิ์ (กลอง) ในงานแสดงครั้งนี้ก็เช่นกันครับ ทางวงเล่นเพลงใหม่ทุกเพลง ทีมเวิร์คของ เดอะโพเมโลทาวน์ ทำได้อย่างสอดประสานกัน ซึ่งผมคิดว่าวงแจ๊สของไทยฝีมือทัดเทียมกับวงจากต่างประเทศ ถ้าเพิ่มเติมรสหวานและความพ๊อพเข้าไปนิดผมคิดว่าฝีมือระดับนี้จะยิ่งก้าวหน้าในอนาคต

 

จบจากวง The Pomelo Town ก็มาถึงไฮไลต์ของงานนี้ นั่นคือวง Benny Green Trio นักเปียโนที่เปี่ยมด้วยความสามารถ เบ็นนี่ กรีน เกิดที่นิวยอร์ค ในปี 1963 แต่มาเติบโตที่เบิร์คลีย์ แคลิฟอร์เนีย เขาเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุ 7 ขวบ ในสายดนตรีคลาสสิก ทว่าอิทธิพลของพ่อซึ่งเป็นนักเทเนอร์แซกโซโฟน จึงสนใจเล่นเพลงแจ๊สในเวลาต่อมา

เมื่อเติบใหญ่ร่วมเล่นกับวงแจ๊สจำนวนมากเช่นวง บ็อบบี้ วัตสัน, เบ็ตตี้ คาร์เตอร์ ในชช่วงปี 1993-1997 ต่อมาจึงร่วมกับวง Tha Jazz Messengers ของ อาร์ต เบลคกีย์ ก่อนจะได้ร่วมงานกับยอดตำนานมือทรัมเป็ตอย่าง เฟร็ดดี้ ฮับบาร์ต

สำหรับเบ็นนี่ กรีนแล้ว เขาเป็นนักเปียโนสายแจ๊สคนแรกที่ได้รับรางวัลเกลน กูลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จากสภาเมืองดตรอนโต ในปี 1993 ต่อมาเขาร่วมกับวงเรย์ บราวน์ ตำนานเบสแจ๊สคนหนึ่งของโลก จนกระทั่ง 1997 เขาเริ่มตั้งวงทรีโอของเขาขึ้นมาซึ่งมีผลงานบันทึกเสียงจากหลายสังกัดรวมถึงบลูโน๊ตเร็คคอร์ด

ก่อนการแสดงของเบนนี่ กรีนจะเริ่มขึ้นต้องเสียเวลาไปเล็กน้อยด้วยการตั้งสายเปียโนอีกครั้ง เพราะในวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว และเปียโนกลางแจ้งผ่านการเล่นมาตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงดึกเช่นนี้ย่อมต้องทำงานหนัก เมื่อวงจะเริ่มเล่น มีสายฝนบางๆ ค่อยๆ หล่นร่วงลงมา ผมถึงกับใจแป้วด้วยใจระทึก คือถ้าฝนตกลงมาในเวลานี้ต้องถือว่าเป็นอันจบกัน ผมเคยดูคอนเสิร์ตท่ามกลางสายฝนมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่สวนพฤษาดุริยางค์ ซึ่งพื้นเป็นหญ้า คงแปรสภาพไม่ต่างไปจากวู๊ดสต๊อคในวันที่ฝนตกเป็นแน่ (ฮา)

แต่เหมือนอะไรดลใจทำให้ฝอยฝนนั้นหยุดลง และการแสดงบนเวทีก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น มีเพียงครั้งเดียวเมื่อเบนนี่ กรีนบรรเลงเพลงแรกจบ เขาหายเข้าไปหลังเวที ทำให้ผมงงว่าเกิดอะไรขึ้น หนุ่มน้อยคนนั้นกำลังทำอะไร เปียโนเสียงเพี้ยนหรือ แต่เปล่าครับ เขาหายไปเพื่อไปจดคำพูดว่า “คอบคุงคับ” มาอ่านให้ผู้ฟังฟังนั่นเอง (ฮา2)

มาพูดถึงลีลาการแสดงของเบนนี่กรีนกันครับ ต้องบอกว่าศิลปินระดับโลกนั้นใส่ใจทุกรายละเอียด เขาขึ้นมาเล่นบนเวทีด้วยเสื้อสูธสีเทาเข้มที่ดูเรียบร้อยทว่าสวมใส่สบาย ซึ่งผมคิดว่าแม้เป็นนักเปียโน ไม่ได้แอคชั่นอะไรมากทว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าได้ชมการแสดง ลีลาเปียโนของเขาก็เด็ดมากทั้งปฏิพานดนตรี ฝีมือ เทคนิค รวมถึงอารมณ์ด้นสดที่เปี่ยมคุณภาพ เขาเลืกเล่นเพลงที่ไม่ยาวมากนัก และมีเพลงแต่งใหม่ซึ่งแต่งขึ้นระหว่างที่เขาเวิร์คช็อป เพลงนี้เล่นครั้งแรกที่เวทีแห่งนี้ มีชื่อเพลงว่า Golden Flamingo มันเป็นเพลงที่มีเมโลดี้ไพเราะทำให้ผมนึกถึงลีลาเพลงของคีธ จาเร็ตต์ขึ้นมานิดๆ

การแสดงวันนี้จบลงด้วยความสุขสุดยอด เบนนี่ กรีนเล่นได้ดี จนทำให้ผมหลงใหลฝีมือเปียโนของเขา งานจบลงอย่างเรียบง่าย ผู้ชมทยอยกันกลับ สนามหญ้ากลับสู่ความว่างเปล่า ไฟสนามดับลง บนเวทีค่อยทยอยกันเก็บเครื่องไฟ

จากวันนี้ ผมภาวนาให้ปีหน้ามาถึงเร็วขึ้น เพื่อจะได้ชมเทศกาลแจ๊ส TIJC อีกครั้ง

This slideshow requires JavaScript.

กิจกรรมดนตรีแจ๊สที่ดีที่สุดในประเทศไทย ตอนที่ 1

โดย นิวัต พุทธประสาท

ก่อนที่ผมจะบรรยายบรรยากาศงาน TIJC 2012 ต้องขอเอ่ยชมด้วยความรู้สึกตื่นเต้นว่า งานหนนี้ทางผู้จัดจัดได้อย่างลงตัว สวยงาม เรียบง่าย ที่สำคัญก็คือเสียงของคอนเสิร์ตทำได้ดีมาก พูดง่ายๆ คือ เสียงดนตรีที่ออกมาจากสเตจถือว่ายอดเยี่ยม ไม่อยากเชื่อว่าวงทรีโอที่เล่นด้วยเครื่องอคูสติกทั้งหมด จะให้สุ้มเสียงที่แน่น สมจริง ผมเดินฟังทุกจุดของสนาม ก็พบว่าไม่มีจุดใดที่ด้อยเลย เว้นแต่ว่าถ้านั่งบนพื้น ไกลออกจากเวที เสียงอาจจะดร็อปลงไปบ้าง แต่พอนั่งบนเก้าอี้เท่านั้นแหละครับเสียงก็กลับมาดังเดิม ความดีคงต้องยกให้ซาวด์สเตจที่เข้าใจเรื่องดนตรีแจ๊ส

TIJC 2012 เป็นการจัดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยคล้ายประเพณีคือทางมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้จัดขึ้นทุกปลายเดือนมกราคม ผมมางานแจ๊สครั้งนี้เป้นหนที่สาม ปีหน้าถ้าจัดอีกก็จะมาอีกอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครที่พลาดงานในปีนี้ เตรียมเฝ้ารอโปรแกรมในปีหน้าได้เลยครับ ผมถือว่างาน TIJC เป็นงานแจ๊สที่ดีที่สุดในประเทศไทย และไม่ได้ทำเพื่อการค้าเหมือนงานอื่นๆ ดังนั้นทุกวินาทีที่งานเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ล้วนแสดงความต้องการที่จะพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นทุกปี

งาน TIJC ไม่ได้มีเพียงงานแสดงคอนเสิร์ตเท่านั้นทว่า ภาคกลางวันจะมีการเวิร์คช็อปจากนักดนตรีแจ๊สทั้งไทยและเทศ ส่วนภาคค่ำจึงเป็นงานแสดงดนตรี ในภาคกลางวันมีประโยชน์ทั้งนักศึกษาดนตรีและบุคคลทั่วไปที่สนใจดนตรี เพราะนักดนตรีที่มาบรรยายและเวิร์คช็อปต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับดนตรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้พบปะนักดนตรีเหล่านั้น

ส่วนภาคค่ำคงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีโปรแกรมดนตรีตั้งแต่หกโมงครึ่งจนถึงห้าทุ่ม เป็นที่ทราบดีว่าภายในตัวงาน โดยเฉพาะเมนสเตจนั้นเป็นสนามหญ้ารายล้อมด้วยพันธุ์ไม้ที่สามารถนำมาทำเครื่องดนตรี และตัวอาคารในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ก็ถูกออกแบบออกมาให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งผมบอกได้ว่าวิสัยทัศน์ของเขามีมากกว่ามหาวิทยาลัยศิลปะบางแห่งเสียอีก

กลับมาที่งานดนตรีอีกครั้งงานวันแรกคือวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555 วันนี้ผมไม่ได้ไปชมเพราะติดธุระจากงานอื่น ผมเริ่มไปงานในวันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2555 โปรแกรมในวันนี้เริ่มที่ วงของมหาวิทยาลัยรังสิตแจ๊สออร์เคสตราเป็นวงเปิด เป็นที่ทราบดีว่าแม้จะเป็นวงของนักศึกษาแต่ฝีมือไม่ธรรมดา วงบิ๊กแบนด์นอกจากความสามารถแล้วยังต้องเล่นกันเป็นวงด้วย

ส่วนศิลปินวงต่อมาคือ Unit Asia และโก้ มิสเตอร์ แซ็กแมน วงยูนิตเอเชียก่อตั้งโดย อิซาโอะ มิโยชิ นักกีตาร์ฝีมือดี เขาเล่นกีตาร์ตั้งแต่เรียนมัธยม และสนใจดนตรีแจ๊สตอนเรียนมหาวิทยาลัย เข้าร่วมกับนักดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นทั้งบันทึกเสียง และแสดงดนตรีทั่วโลก ส่วนลูกวงอันประกอบไปด้วยฮิโรกิ โนริทาเกะ (มือกลอง) ชิเกคิ อิปปอน (มือเบส) และ เท เชอ เชียง (เปียโน-คีย์บอร์ด) ชาวมาเลเชีย โดยมีโก้ เป็นแซกโซโฟน

การแสดงของวงยูนิตเอเชียและโก้ถือได้ว่าสมบูรณ์แบบมาก นักดนตรีอาชีพที่มีประสบการณ์การแสดงทั่วโลกมักจะมีทีเด็ดทำให้ผู้ชมตรึงตรา แม้เพลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแต่งใหม่ของทางวงเอง ทว่าพวกเขาก็แสดงฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม โก้ยังคงลีลาในแบบที่เขาถนัด

วงต่อมาเป็นวง Denny and Friends ประกอบด้วย อาจารย์เด่น อยู่ประเสริฐ (เปียโน นักประพันธ์เพลง และวาทยากร) ดร.เด่นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการแสดงเปียโนแจ๊สจาก วิทยาลัยศิลปะคอร์นิช ปริญญาโทสาขาดนตรีแจ๊สศึกษาจาก ม.นอร์ทเท็กัส และปริญญาเอก สาขาการประพันธ์เพลงและการสอนดนตรีแจ๊สจาก ม.นอร์ทเทิร์นโคโลราโด ในระดับนานาชาติเขาได้รางวัลอาทิ รางวัลหลุยส์ อาร์มสตรอง จากเทศกาลแจ๊สไลโอนิล แฮมตัน รางวัลยอดเยี่ยมจากเทศกาลแจ๊สเมืองวิชิทา เป็นต้น

นอกจากนั้นยังเคยร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สทั่วโลกและเป็นผู้บุกเบิกการเรียนการสอนดนตรีแจ๊สในระดับปริญญาตรีและโทที่เมืองไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต

นักดนตรีท่านอื่นคือธีรัตน์ เลาหพาณิชย์ (อัลโตแซกโซโฟน) ช้างต้น (กีตาร์) ธีรวัฒน์ (เบส) และ ณภัสต์ (กลอง) การแสดงในวันนี้ของวง Denny and Friends ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองและดูเหมือนว่านับวันทีมเวิร์คของวงจะยิ่งสูงขึ้น ความ จึงทำให้การแสดงเต็มไปด้วยความสมบูรณ์

และมาถึงวงสุดท้ายของค่ำคืนวันที่ 28 มกราคม 2555 Marcus Strickland Quartet ประกอบไปด้วย David Bryant (เปียโน) Ben Williams (เบส) และ  EJ. Strickland (กลอง)

มาร์คัส สตริคแลนด์เริ่มเล่นอัลโตแซกโซโฟนตอนอายุ 11 ขวบ เขาสนใจดนตรีแจ๊สเป็นพิเศษ ครูสอนแซ็กให้เขาแกะเพลงของชาร์ลี ปาร์คเกอร์เล่นตั้งแต่อายุ 12 ส่วนน้องชายฝาแฝดของเขา EJ. ก็สนใจเล่นดนตรีแจ๊ส สำหรับในค่ำคืนนั้นสตริคแลนด์และวงสะกดผู้ชมได้เป็นอย่างดี ทีมเวิร์ค การเลือกท่อนโซโล และการแสดงปฏิพานทางดนตรีทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ การเลือกวงของทางผู้จัดทำได้ดีมาก ซึ่งผมเชื่อว่าในปีต่อไปๆ ทางผู้จักจะเชิญนักดนตรีอาชีพแบบนี้มาให้ผู้ชมได้ชมอีก

อ่านตอนที่ 2

 

This slideshow requires JavaScript.

โดย นิวัต พุทธประสาท

จับพลัดจับผลูเดินทางไปลอนดอนแบบไม่มีเวลาตั้งตัวมากนัก แต่เมื่อมีโอกาสผมก็ไม่ปล่อยให้พลาดโอกาส ผมค้นหาข้อมูลแจ๊สสถานในลอนดอนทันที แล้วก็ไม่ผิดหวังคือมีข้อมูลแจ๊สสถานอยู่จำนวนมาก มากจนเลือกไม่ถูกว่าจะไปดูที่ไหนบ้าง ในโลกปัจจุบันการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นความสะดวกอย่างยิ่ง เพราะผมมีโอกาสได้ศึกษาข้อมูลสถานที่ต่าง ๆ ก่อนเดินทาง แจ๊สสถานที่ผมไปมีด้วยกันสองแห่ง

แห่งแรกคือ 606 Club ตั้งอยู่บนถนน Lots ใกล้กับสนามสแตมฟอร์ดบริดส์ของของทีมเชลซี ผมนั่งรถไฟใต้ดินขึ้นที่สถานี Earl’s Court แล้วเดินมาที่ถนน Lots ที่จริงจากสถานีรถไฟใต้ดินสามารถขึ้นรถเมล์สาย C3 มาได้เลย จะลงป้ายรถเมล์ใกล้กับถนนล็อตส์มากขึ้น ไม่ต้องเดินจนเหนื่อย แต่ความที่ไม่เคยมาจึงเดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน ผ่านสนามสแตมฟอร์ดปริดส์ กว่าจะหาทางได้เดินจนเมื่อยเหมือนกันครับ

606 Club เป็นสถานแจ๊สเก่าแก่แห่งหนึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1976 สถานที่ตั้งก็โดดเด่น เพราะคลับตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคาร เวลาจะลงไปยังคลับจะต้องกดกริ่งตรงหน้าประตู จากนั้นเจ้าของร้านจะเปิดล็อคให้เรา แล้วต้องเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง เมื่อลงไปแล้วจะพบห้องโถงเล็ก ๆ เป็นพื้นที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือน แขวนเสื้อโค้ด เก็บร่ม จากนั้นจะต้องเดินผ่านออฟฟิศที่เป็นทั้งแคชเชียร์เก็บเงิน ที่ตั้งเครื่องมิกซ์เสียง แล้วจึงค่อยผ่านเข้าไปยังคลับ

ผมชอบทางเข้าหน้าคลับมาก เพราะเป็นประตูทรงโค้งซึ่งก่อด้วยอิฐ เหนือประตูทรงโค้งมีชื่อคลับเขียนว่า 606 ทำจากทองเหลืองติดอยู่เหนือประตู ทำให้ดูทรงคุณค่าน่าสนใจ ป้ายไม่ต้องใหญ่โตหรือหรูเลิศทว่ามีความขลัง เหมาะเจาะและลงตัว

606 แบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเวทีแสดงดนตรี ซึ่งมีเปียโนตั้งอยู่ทางซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าเวที) เวทีมิได้ยกพื้นให้สูงแต่เวทีเสมอกับพื้นที่ตั้งโต๊ะ ส่วนโต๊ะนั่งจัดรายล้อมอยู่รอบเวที ด้านในสุดเป็นครัวและห้องน้ำ ส่วนที่สองมีผนังอิฐเจาะเป็นช่องประตู และหน้าต่างกั้นระหว่างพื้นที่แสดงดนตรีให้ออกจากกัน ส่วนนี้เป็นบาร์เหล้า โดยมีบริเวณที่นั่งดื่มซึ่งดูสงบกว่าส่วนแสดงดนตรี

ผมมาถึงช้าไปหน่อย แต่ก็ยังทันการแสดง ซึ่งในวันที่ผมเลือกไปชม เป็นการแสดงของ Barb Jungr นักร้องสาวใหญ่ชาวอังกฤษที่มีผลงานเพลงบันทึกเสียงกับสังกัด Linn Records และ Niam CD อยู่หลายอัลบัม สองสังกัดเพลงของอังกฤษเป็นสังกัดดนตรีที่เน้นการบันทึกเสียงที่ดี แล้วก็เลือกนักดนตรีที่มีคุณภาพ

วันที่แสดงเธอเล่นกับนักเปียโนเพียงชิ้นเดียว เมื่อไปถึงเธอกำลังขับกล่อมดนตรี ผมหาที่นั่งตรงด้านหน้าประตู การมาชมการแสดงที่ 606 ควรจะอีเมล์มาจองที่นั่งล่วงหน้า และวันแสดงช่วงบ่ายโทรศัพท์มาคอนเฟิร์มกับเจ้าของร้าน เวลาการแสดงวันธรรมดาเริ่มที่ทุ่มครึ่ง การแสดงจะจบลงในเวลาสี่ทุ่ม ค่าเข้าชมเป็นเงิน 10 ปอนด์ โดยต้องสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มด้วย เมื่อไปถึงผมสั่งเป็ดรมควันอบ เสิร์ฟพร้อมสลัด และไวน์ขาวอีกหนึ่งขวด ดื่มไปทานไปฟังเพลงได้อรรถรสไม่น้อย และตัวบาร์ปเองเธอเป็นนักเอนเตอร์เทนคนดูชั้นยอด ก่อนเข้าเพลงเธอจะหาเรื่องมาเล่าให้ผูฟังฟังก่อน พลังเสียงของเธออยู่ในขั้นสุดยอด เธอสะกดคนฟังได้อย่างอยู่หมัด

เมื่อจบการแสดง เธอเดินทักทายผู้ฟัง น้องสาวของผมที่ไปด้วยแนะนำว่าเรามาจากกรุงเทพฯ เธอดีใจ และเข้าสวมกอดอย่างเป็นกันเอง

บรรยากาศที่ 606 คลับ ถือว่าสุดยอดมาก เป็นคลับที่ไม่ได้หรูเลิศ ออกจะโทรมนิดหนึ่ง แต่มันมีเสน่ห์มาก เสน่ห์แบบนี้หาไม่ได้จากที่ไหน การเป็นคลับใต้ดินทำให้อคูสติกของเสียงมีความนิ่งสงัด เสียงร้อง เสียงดนตรีชัดเจน บรรยากาศของคลับแบบนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เจ้าของมีความตั้งใจทำอย่างยิ่งยวด เพราะมีความรักในดนตรีแจ๊ส 606 เป็นคลับที่มีนักดนตรีแจ๊สทั่วอังกฤษผลัดเวียนมาแสดงกันอย่างต่อเนื่องทุกคืน โปรแกรมการแสดงทั้งปีสามารถดูได้ที่เวบไซต์ของ 606 Club

หลังการแสดงเราต้องรีบกลับเพราะกลัวว่ารถไฟใต้ดินจะหยุดวิ่ง แล้วพรุ่งนี้เช้ายังมีภารกิจต้องทำต่อ เราจึงออกจากร้านประมาณสี่ทุ่มครึ่ง เดินไปบนถนนอันปราศจากผู้คน อากาศเย็น แต่ไม่ถึงกับหน้า ป้ายรถเมล์มีคนรออยู่ก่อนหน้านี้ เราขึ้นสาย C3 ไปยังสถานีเอิร์นคอร์ต ค่ำคืนแห่ง 606 คลับ แจ๊สสถานที่ผมคิดว่าถ้าไปเยือนลอนดอนอีก คงต้องกลับไปชมดนตรีที่นี่อีกครั้ง

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่ My FaceBook Niwat.Puttaprasart

เรื่องสั้น “As Time Goes By: เสียงเรียกของหัวใจ” รวมอยู่ในรวมเรื่องสั้น “แสงแรกของจักรวาลและเรื่องสั้นอื่นๆ”

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป้ วาด รวี ติดต่อให้ผมเขียนเรื่องสั้นให้หนึ่งเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความใคร่ เพื่อนำไปรวมเล่มกับนักเขียนอื่น ๆ ในหนังสือ More than words ตอนนั้นผมจำได้ว่าบรรยากาศเมืองเชียงใหม่ยังติดตรึงในหัวของผม ผมไปพักอยู่บ้านเพื่อนของเพื่อนโม่ บ้านแห่งนั้นเป็นสวนขนาดใหญ่ ปลูกกล้วยไม้ ดอกไม้ ตอนเช้าผมก็ไปยืนดูคนงานเขาทำงาน ช่วงบ่ายเราขับรถไปหาญาติ จำได้ว่าไปที่สวนผีเสื้อ ผมจึงผนวกฉากสวนผีเสื้อเข้ามาในเรื่องด้วย

ที่สำคัญเส้นทาง หรือถนนนั้นเป็นถนนที่นำไปสู่สวนทูนอินของอาว์รงค์ วงษ์สวรรค์ ฉากทั้งหมดจึงเกิดจากการเยือนเชียงใหม่ในหนนั้น และเพิ่มเติมบ้านนางเอกของเราเข้าไปให้เป็นแบบล้านนาทว่าดูทันสมัยขึ้น ส่วนเนื้อเรื่องผมคิดเอาไว้คร่าว ๆ ว่าตัวพระเอกกำลังโตเป็นหนุ่ม แอบหลงรักพี่สาวที่เพิ่งพบ เมื่อบรรยากาศสวยงามของเชียงใหม่มาบรรจบกับเรื่องโรแมนติกเรื่องสั้นจึงบังเกิดขึ้น

ผมชอบพล๊อตเด็กหนุ่มกำลังเติบโต มันเป็นเรื่องในแบบ coming of age ซึ่งเป็นวิกฤติวัยหนุ่มที่น่าสนใจ ผมเชื่อว่าเด็กหนุ่มทุกคนเคยแอบหลงรักคนที่มีอายุมากกว่า พวกเขาเหมือนไก่อ่อนที่อยากจะมี “แม่” ที่คอยโอบอุ้มเขาในทุกเรื่อง ซึ่งปมแบบนี้แหละครับที่มักพาให้เรื่องแต่งเข้าไปสำรวจตรวจตราความรู้สึกนึกคิดข้างในใจได้เป็นอย่างดี

ตอนที่ผมเขียนครั้งแรกมีข้อผิดพลาดอยู่สองสามแห่ง เมื่อนำมาตีพิมพ์ในรูปแบบรวมเรื่องสั้น ผมจึงแก้ไขบางส่วนรวมถึงเปลี่ยนชื่อ ชื่อเดิมของเรื่องสั้นเรื่องนี้คือ “หัวใจเรียกหา รักยังตราตรึง” ตอนนั้นผมคิดว่าอยากตั้งชื่อแบบหนังน้ำเน่า ให้มันดูเวอร์ ๆ แต่เมื่อแก้ไขเรื่องแล้วผมกลับมาใคร่ครวญว่าควรเปลี่ยนชื่อเรื่อง และเสริมดนตรีประกอบลงไปในเรื่อง ตอนนั้นเพลง As Time Goes By มันพ๊อพขึ้นมาในหัว

เพลง As Time Goes By เป็นผลงานการประพันธ์เนื้อร้องโดย Herman Hupfeld ในปี 1942 ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Casablanca ในเวลาต่อมาก็มีนักร้องเพลงแจ๊สหลายคนนำเพลงนี้มาขับร้องกันใหม่เช่นบิลลี่ ฮอลิเดย์, เพอร์รี่ โคโม , แฟรงค์ ซิเนตร้า, บาบาร่า สไตรสัน, โทนี เบนเน็ต เป็นต้น ทำให้เพลงนี้มีหลากหลายเวอร์ชั่น และบางครั้งก็มีการแปรเนื้อร้อง หรือแต่งเนื้อร้องให้แตกต่างออกไปก็มี

“As Time Goes By”

music and words by Herman Hupfeld

[This day and age we're living in
Gives cause for apprehension
With speed and new invention
And things like fourth dimension.

Yet we get a trifle weary
With Mr. Einstein's theory.
So we must get down to earth at times
Relax relieve the tension

And no matter what the progress
Or what may yet be proved
The simple facts of life are such
They cannot be removed.]

You must remember this
A kiss is just a kiss, a sigh is just a sigh.
The fundamental things apply
As time goes by.

And when two lovers woo
They still say, “I love you.”
On that you can rely
No matter what the future brings
As time goes by.

Moonlight and love songs
Never out of date.
Hearts full of passion
Jealousy and hate.
Woman needs man
And man must have his mate
That no one can deny.

It’s still the same old story
A fight for love and glory
A case of do or die.
The world will always welcome lovers
As time goes by.

Oh yes, the world will always welcome lovers
As time goes by

พระเอกในเรื่องของเราขณะที่กำลังจูบนางเอกในหน้า 74  เขาได้ยินเพลงและจดจำมันได้ในประโยคที่ว่า

You must remember this
A kiss is just a kiss, a sigh is just a sigh.

(คือถ้าเป็นหนังฮอลลีวู๊ด เพลงท่อนนี้จะดังขึ้นมาขณะที่พระเอกนางเอกของเราจูบกันพอดี 555) เพลงท่อนนี้แหละครับที่ทำให้ความรักของเขาพันผูกกับตัวนางเอกเหมือนรอยสักที่ฝังอยู่บนหัวใจของเขา และผู้อ่านจะแว่วเพลง As Time Goes By อีกหนในตอนจบของเรื่อง

ท่านผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดเพลง As Time Goes By  ของ Carmen McRae ไปฟังกันได้ที่ลิงค์นี้ครับ  As time goes by : Carmen McRae

หวานแปร่งแห่งเสียงแจ๊สปารีส

ยูโรเปี้ยนแจ๊สกลายเป็นอีกสายธารหนึ่งของดนตรีแจ๊สในปัจจุบัน แม้ยูโรเปี้ยนแจ๊สจะเป็นการเหมารวมดนตรีแนวแจ๊ส ฝั่งยุโรปเข้าด้วยกัน ทว่าในบรรดาประเทศยุโรปต่างก็มีแนวทางที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะแจ๊สฟากฝั่งปารีสแจ๊สดูจะคึกคัก จะกล่าวว่าเป็นเมืองหลวงของแจ๊สก็ไม่ผิด

สารภาพสัจจริงผมไม่รู้จัก Henri Texier มาก่อน ไม่เคยฟังอัลบัมเขามาแต่หนใด แต่เมื่อแรกฟังก็หลงใหลในพลัน ด้วยเสียงดนตรีแจ๊สที่น่าหลงใหล มันจะอนุรักษ์ในแบบแจ๊สก็ไม่ใช่ ซาวด์จะแหวกแปลกก็ไม่เชิง ทว่ามันเป็นการรวมซาวด์ทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งตรงจุดนี้สำคัญมากนักครับ เพราะดนตรีแจ๊สพยายามมองหาซุ่มเสียงใหม่ ๆ มานำเสนอต่อคนฟังในทุกยุค แม้ผมเองจะมีใจโอนเอนไปกับ Contemporary Jazz แต่ถ้าเจอซาวด์ใหม่ที่หวีดเกินระดับก็ต้องใช้เวลาในการฟังเช่นกัน

รักแรกพบระหว่างผมกับ Henri Texier จึงไม่อยู่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะชุด Love Songs Reflexions ซึ่งรวบรวมเพลงที่เรารู้จักกันดีมานำเสนอใหม่แล้ว ซาวด์ในอัลบัมก็ช่างแตกต่างกันจนดูเหมือนว่ามันไปกันคนละทางเลย แต่ผมกลับคิดว่านี่แหละครับเพลงหวาน ที่ผสมผสานเพลงแก้เลี่ยนนั้นควรจะอยู่ในอัลบัมเดียวกัน

อองรี เต็กเซียร์ เป็นชาวปารีส เขาเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1945 เขาเป็นมือเบสที่เคยร่วมงานกับดอน เชอร์รี่, โจ ลาวาโน, สตีฟ สวาโลว์, จอห์นี่ กริฟฟิน เป็นต้น เขาออกผลงานในฐานะผู้นำวงพอสมควร และอัลบัม Love Songs Reflexions โดยอัลบัมนี้มีด้วยกัน 12 เพลง จากหลากหลายนักประพันธ์ รวมถึงเพลงที่อองรีแต่ง

เพลงแรก Beautiful Love (V.Young) เริ่มต้นเพลงด้วยการเดินท่วงทำนองหลักโดยเบส โดยมีเสียงฉาบตีคลอเป็นจังหวะ จากนั้นเบสก็เดินลีลาอิมโพรไวส์ กีตาร์เข้ามาร่วมแจมท่วงทำนองโดยการเล่นเสียงประสาน ก่อนที่แซกโซโฟนจะบรรเลงท่วงทำนองเพลงอีกครั้ง Beautiful Love จึงเป็นเพลงเปิดอัลบัมที่งดงามตามแบบเพลงแจ๊สที่น่าหลงใหล ทั้งเสียงประสานของดนตรีก็ทำออกมาได้ไพเราะจับใจ

เมื่อเข้าสู่เพลงที่สอง Intuition (ไม่ได้ระบุชื่อผู้แต่ง) เสียงฉาบอันไพเราะยังคงเริ่มขึ้น ตามด้วยการเดินเบส และเสียงแซกฯ เดินทำนองนำท่วงทำนองหลัก จากนั้นกีตาร์จึงสอดประสาน จากเพลงแรกถึงเพลงที่สองนี้มีแนวดนตรีที่ต่างกัน ซาวด์ดนตรีไม่หวานเหมือนเพลงแรก โดยวงเริ่มนำเสนอเสียงที่ออกล้ำหน้าเล็กน้อย

เพลงที่สาม I Love You (C.Porter) กีตาร์แผดขึ้นด้วยเสียงกร้าวแหบแหลม แซกโซโฟนบรรเลงรับลูกตอบดต้กันไปมา การอิมโพรไวส์อันเป็นอิสระ ทำให้เพลงหวานของโคล พอร์เตอร์กลายเป้นอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันเร่งเร้าอย่างสุดประมาณ ก่อนจะหักมุมในเพลงที่สี่คือ In A Sentimental Mood (Ellington,Mills, Kutz) อันหวานหยดจนตัดรสจัดของเพลงที่สามอย่างชนิดที่ว่าแทบดึงอารมณ์กลับมาไม่ทัน สำหรับเพลงนี้แม้เราจะฟังมากี่ครั้งกี่หนกี่เวอร์ชั่นมันก็ยังคงทำให้เราจับจิตจับใจกับมันไม่เสื่อมคลาย การตีความในช่วงอิมโพไวส์นั้นทั้งโหยหวน ตัดพ้อ รำพึงรำพัน เสียงแซกโซโฟนฝีมือน้องชายของอองรี คือ Sébastien Texier นั้นทำได้อารมณ์ยิ่งนัก ขณะที่กีตาร์ Manu Codjai  ก็ยังคงเน้นเสียงประสานที่สอดรับอย่างงดงาม

เพลงที่ห้ามือกลอง Christophe Marguet ก็มีโอกาสวาดลวดลายอย่างเอกอุในเพลง Dark Song

สำหรับเพลงที่เหลือนั้นก็ยังควเน้นที่ความสัมพันธ์ของวง ซึ่งเป็นเอกภาพ แต่ละเซ้คชั่นทำได้อย่างลงตัว แม้จะไม่ใช่อัลบัมที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟัง แต่ในแง่ที่ว่ามันสร้างซาวด์ดนตรีที่น่าสนใจนั้น โดยเฉพาะเพลงรักหวานที่ทุกคนคุ้นเคย ได้มีแง่มุมใหม่ และเป็นมุมมองที่ไม่หวาน ไม่นำสมัยจนเกินไป

Musicians

Henri Texier: bass
Sébastien Texier: saxophone alto, clarinette, clarinette alto
Manu Codjia: guitare
Christophe Marguet: drums

Song Lists
01.Beautiful Love (V.Young)
02. Intuition (4:36)
03. I Love You (C. Porter) (2:17)
04. In A Sentimental Mood (Ellington / Mills / Kutz) (6:29)
05. Dark Song (2:42) 06. Easy To Love (C. Porter) (3:42)
07. Mistreated (4:08)
08. God Bless The Child (B. Holiday / A. Herzog) (6:42)
09. A Vif (3:26)
10. Nostalgique (4:06)
11. Emouvantes Blues (H. Texier) (4:11)
12. My One And Only Love (R. Mullin / G. Wood) (8:11)

ดาวน์โหลดตัวอย่างเพลง