Info

Posts from the Life & Style Category

การออกทริปถ่ายภาพเป็นความสุขอย่างหนึ่งของช่างภาพสมัครเล่นอย่างผม เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ประสบการณ์ที่ไม่คาดฝัน บางครั้งเราไม่ได้ตั้งหัวข้อที่จะถ่าย นั่นหมายความว่าเมื่อเราเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วเราก็ลงมือถ่าย เก็บภาพ มองหามุมโปรด มองหาสิ่งใหม่ๆ ที่คนยังไม่เคยถ่าย

ภาพถ่ายชุดนี้ก็เช่นกัน ผมใช้เลนส์ติดกล้องตัวเดียว ไม่ต้องเปลี่ยน พยายามนำเสนอภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ภาพกิ่งก้านของต้นไม้ สีเขียวสดของใบไม้ รากไม้ อุปสรรคในการถ่ายภาพคือสภาพป่าชายเลนที่ทึบ ทำให้ต้องเปิดหน้ากล้องกว้าง นั่นหมายความว่าถ้าไม่ได้เตรียมขาตั้งกล้องไปก็ต้องเสี่ยงต่อภาพที่เคลื่อนไหวและความไม่คมชัด

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มทำให้ผมยังคงตื่นตัวเสมอ เพราะเมื่อถ่ายภาพแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าภาพจะออกมาอย่างไร วัดแสงถูกต้องไหม องค์ประกอบภาพสมบูรณ์หรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

อุปกรณ์ในการออกทริปครั้งนี้ผมใช้กล้อง Nikon FM2 เลนส์ Voigtlander Ultron 40 mm F2 และฟิล์มสี Fuji iso 200

โดย หอมรำเพย

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555 สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ได้จัดเปิดตัวนวนิยายเล่มใหม่ของนิวัต พุทธประสาท ในชื่อเล่มว่า “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ณ ArtGorillas ArtGallery บนชั้นสองของโรงภาพยนตร์ลิโด (ซึงอีกไม่นานคงถูกทุบทำลายเพื่อสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่)

ในงานเปิดตัวหนังสือเริ่มขึ้นเมื่อคมสัน นันทจิต พิธีกรดำเนินรายการได้เชิญชวนให้นักอ่าน และผู้สนใจร่วมเข้ารับฟังเสวนาเข้าสู่รายการ โดยหัวข้อสนทนาคือ “จากนิยายสู่อีบุ๊ค อนาคตของหนังสืออยู่ที่ไหน” รายการสนทนาครั้งนี้มีสองนักเขียนหนุ่ม กตัญญู สว่างศรี และจักรพันธุ์ ขวัญมงคล มาทำหน้าที่พิธีกร โดยมีแขกรับเชิญคือ สิริกัญญา ชุ่มเย็น บรรณาธิการ และคุณรวิวร มหะสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ASK Media มาเป็นแขกรับเชิญในการร่วมเสวนา

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง สถานที่เล็กๆอย่างอาร์ตกอริลลาส์เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพี่น้องผองเพื่อนในแวดวงวรรณกรรมอันได้แก่พี่สุชาติ สวัสดิศรี บรรณาธิการช่อการะเกด ศิลปินแห่งชาติ, เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน, คุณอิวากิ นักเขียน นักแปลจากญี่ปุ่น, ฟ้า พูลวรลักษณ์ นักเขียน ผู้กำกับหนังอิสระ, อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการหนังสือ Way ,เฟย์ แห่งเฟลิซิตี้ดอตคอม คอลัมนิสต์วรรณกรรมชื่อดัง นอกจากนั้นยังมีนักเขียนอาทิเช่น กว่าชื่น บางคมบาง, สันติสุข กาญจนประการ, โอสธี, วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์, เรืองกิตติ์, ณขวัญ ศรีิอรุโรทัย, ทินกร หุตางกูร, เอื้อ อัญชลี, องอาจ ชัยชาญชีพ, สุภาพ พิมพ์ชน, สิรินันท์ ห่อหุ้ม, สิริธาดา, นฆ ปักษนาวิน,บุ๊ค อินเทพ, อภิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ, คีรีบูน วงษ์ชื่น, โตมร ศุขปรีชา, วุฒิชัย, สมยศ, จิรภรณ์ วิวา และอีกมากมายที่เอ่ยไม่หมด

ในช่วงแรกของการเสวนาเริ่มต้นด้วยเรื่องการเขียนนิยาย นิวัต เล่าว่าเขาใช้เวลาสามปีกว่าในการเขียนนิยายเรื่องนี้ ในช่วงสามปีเขาพบว่ามีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ ในระหว่างสามปีเขาเขียนภาคหนึ่งทิ้งเอาไว้อยู่นาน เขียนแล้วแก้ แก้แล้วฉีกทิ้งลงขยะ เพราะเขียนไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ จนกระทั่งเริ่มเขียนต่อจนจบภาคแรกและเริ่มภาคที่สอง ส่วนภาคสามเข้าใช้เวลาเขีนน้อยที่สุด โดยแบ่งทั้งสามภาควางโครงเรื่องเอาไว้ว่า ภาคแรกเป็นการปูพื้นนิยาย ภาคที่สองดำเนินเรื่องไปสู่จุดขัดแย้ง และภาคสามเดินไปสู่ความคลี่คลาย แต่กระนั้นนวนิยายของเขาก็มิใช่ว่าจะพบกับคำตอบในทันทีเพราะผู้อ่านอาจจะพบอีกเหลี่ยมมุมหนึ่งของปัญหาใหม่

นอกจากนั้นนิวัตยังคงในรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครในเรื่องซึ่งบางครั้งตัวละครต่างก็มีชีวิตของพวกเขา ไม่เป็นไปตามที่นักเขียนต้องการ แต่นั่นก็สร้างความสดใหม่ให้กับเรื่อง รวมถึงยังแนะนำว่าการเขียนนิยายต้องอาศัยระเบียบวินัยในการทำงานค่อนข้างสูง เพราะการเขียนนิยายนักเขียนจะต้องอยู่กับตัวละครเป็นระยะเวลานาน ไม่เหมือนเรื่องสั้นที่ใช้เวลาเขียนไม่นานนัก

เมื่อถามถึงภาพปกหนังสือ นิวัตเล่าว่าเขาต้องการคนวาดภาพหน้าปกที่มีเอกลักษณ์ บังเอิญเขาพลัดหลงเข้าไปในแกลลอรีแห่งหนึ่งที่มาเก๊า ในวันนั้นฝนตกพรำๆ ห้องแสดงภาพเล็กๆ มีภาพเขียนของศิลปินสาวชาวเกาหลีแสดงอยู่ เขาดูภาพแล้วประทับใจในฝีมือ คิดว่าภาพของศิลปินคนนี้น่าจะเหมาะกับงานที่เขาทำอยู่ เขาจึงซื้อแผ่นซีดีเพลงของศิลปินไปหนึ่งแผ่น แผ่นซีดีแม้จะเพลงเป็นภาษาเกาหลี เขาไม่รู้ความหมาย ทว่าเสียงที่แสดงออกมาจากดนตรีสื่อถึงงานที่มีความสดเป็นอย่างมาก ศิลปินสาวคนนี้คือ บอมโรยา (Bomroya) สิ่งที่นิวัตอยากจะรู้ก็คือถ้านักวาดภาพประกอบไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับวรรณกรรมไทย ผลงานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราเห็นในภาพปกของนวนิยายเล่มนี้

งานเขียนสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือบรรณาธิการ โดยเฉพาะนวนิยายที่มีขนาดใหญ่ การขาดบรรณาธิกรจึงถือเป็นเรื่องที่นักเขียนอาจจะฆ่าตัวตายเอาง่ายๆ นิวัตได้เลือก สิริกัญญา ชุ่มเย็น ซึ่งเป็นบรรณาธิการหน้าใหม่ถอดด้ามมาทำงานด้วย นิวัตให้ความเห็นว่า “อยากได้คนที่ไว้ใจ” เหตุผลนี้น่าสนใจเขาอธิบายว่านักเขียนกับ บรรณาธิการจะต้องเข้าใจกัน ขณะเดียวกันก็ต้องมองเห็นตัวงานของนักเขียน แม้สิริกัญญา จะเป็น บก.ใหม่ ข้อดีคือเธอทำงานอย่างทุ่มเท ระมัดระวัง และเข้มข้น นั่นคือสิ่งที่นักเขียนต้องการ เธอกล่าวว่าผลงานของนิวัตจะต้องอ่านหลายเที่ยว เพื่อเข้าถึงแกนเรื่องที่นักเขียนต้องการ การฝ่าด่านสัญลักษณ์ในงานเขียนเป็นสิ่งที่ท้าทายเสมอ แม้ว่าจะเป็นนิยายโรแมนติกทว่ามันลึกกว่านิยายโรแมนติกทั่วไป

พิธีกรทั้งสองถามถึงจำนวนการพิมพ์ของนวนิยายเล่มนี้ นิวัตตอบด้วยความมุ่งมั่นว่าเขาพิมพ์ครั้งแรกเพียง 500 เล่ม เขาให้เหตุผลว่าเขาเบื่อสายส่งและร้านหนังสือ เพราะไม่สามารถให้ความหวังกับสำนักพิมพ์เล็กๆได้เลยว่าจะขายหนังสือได้มากกว่าเงินที่จ่ายล่วงหน้า และเมื่อครบกำหนดสองปี หนังสือถูกส่งคืนมากองเท่าภูเขา ทั้งที่เขาสามารถขายหนังสือกับบู๊ธ Alternative Writers ได้มากกว่าร้านค้า นั่นทำให้เขาตัดสินใจพิมพ์จำนวนน้อย แต่กระนั้นเขายังเลือกช่องทางใหม่ๆ ที่รู้ว่าอาจจะยังไม่ประสบผลในวันนี้ก็คือการขายในรูปแบบ E-Book

นี่คือเหตุผลสำคัญที่เขาเชิญคุณรวิวร มาให้ความรู้เกี่ยวกับอีบุ๊ค คุณรวิวรซึ่งคว่ำหวอดในวงการไอทีมานานและเป็นผู้เขียนโค้ด App มีความเห็นน่าสนใจคือ เขาชี้แจงส่วนแบ่งรายได้ระหว่างนักเขียน-สำนักพิมพ์ ผู้ผลิตแอป และผู้ให้บริการคือแอปเปิลสโตร์อย่างละเอียด ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านได้ที่เวบไซต์ MEB นอกจากนั้นเขายังตั้งข้อสังเกตเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งนักเขียน-สนพ.ต่างเป็นกังวลกันมากว่าจะโดนดาวน์โหลดแบบหนังและเพลงหรือไม่ คุณระวิวรกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ทางแอปของเขาได้ป้องกันเท่าที่จะสามารถป้องกันได้ แต่กระนั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์

ต่อคำถามที่ว่าแล้วหนังสือจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต นิวัตให้ความเห็นว่าเมื่อมีอีบุ๊ค วงการหนังสือโดยเฉพาะหนังสือเล่มยังจะต้องปรับตัว สายส่งและร้านจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเสียใหม่ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องจัดสรรค์ที่วางหนังสือ ระบบสต๊อค รวมถึงบริการ เพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือทุกเล่ม เพราะข้อจำกัดนี้นี่เองที่จะเป็นตัวชี้บ่งว่าหนังสือเล่มจะรอดหรือจะตาย ส่วนนักเขียนและสนพ. ต่างมีทางออกของตนในทางอื่น

รายการสนทนาปิดท้ายด้วยเรื่องภาพถ่าย ซึ่งนิวัตบอกว่าเขาถ่ายภาพมานานแต่ภาพที่แสดงในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แสดงด้วยภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอล จากนั้นเขาก็อ่านบางตอนของนิยายให้ผู้มาร่วมงานฟัง

คมสัน นันทจิตได้เชิญ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการช่อการะเกด ศิลปินแห่งชาติขึ้นมามอบของที่ระลึกให้กับผู้ร่วมเสวนา จากนั้นคุณสุชาติ ได้กล่าวถึงนิวัต ซึ่งเป็นศิษย์เก่าช่อการะเกด และเคยได้ประดับช่อการะเกดสำหรับเรืองสั้นเรื่อง “ความเหลวใหล” สุชาติกล่าวว่า งานของนิวัตเป็นงานของคนรุ่นใหม่ มีลักษณะเฉพาะตัว มีการพัฒนาในรูปแบบและเนื้อหา สุชาติ สวัสดิ์ศรียังมองด้วยว่าเขาให้ความสำคัญกับงานที่ริเริ่มสร้างสรรค์ กลวิธี มากกว่าภาษา และน่าจะเป็นครั้งแรกที่สุชาติเปิดใจว่าถ้าให้แลกกับการเขียนนิยายจบสักเรื่องกับกับการได้รับรางวัล เขาปรารถนาที่จะเขียนนิยายสักเรื่องให้จบมากกว่า

งานเปิดตัวนวนิยาย “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ในวันนั้นจบลงด้วยความชื่นมื่น ทางสำนักพิมพ์กระซิบมาว่าถ้าขาดตกบกพร่องอย่างไรขออภัยมาในโอกาสนี้ และหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความสุขจากนวนิยายเล่มนี้ของนิวัต พุทธประสาท

ภาพถ่ายโดยองอาจ ชัยชาญชีพ

37°2 le matin Betty Blue: ตัวอ่อนในครรภ์มารดา

37.2 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิปกติในตอนเช้าของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ นี่คือชื่อเรื่องเชิงสัญลักษณ์ของหนังฝรั่งเศส (37°2 le martin) ที่ได้รับกล่าวถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งของหนังยุคหลังสมัยใหม่ และในเมืองไทยหนังเรื่องนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูงเมื่อครั้งหนึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ได้จัดฉายหนังเรื่องนี้ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ถูกคณาจารย์ลงโทษขั้นหนักต่อนักศึกษาที่ฉายหนัง ด้วยข้อหาฉายหนังอนาจาร!!!

เบ็ตตี้บลู เป็นผลงานการกำกับของ Jean-Jacques Beineix โดยเขียนบทร่วมกันระหว่าง Phillipe Djian นักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส สำหรับตัวภาพยนตร์นั้นผมขอแบ่งออกเป็นสามภาคสามตอนตามสถานที่ที่ตัวละครเอกทั้งสองเคลื่อนย้ายไปสู่พื้นที่ใหม่ เพราะโดยเชิงความหมายของสถานที่ก็ดูเหมือนว่ามันได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนถ่าย หรือจุดที่เรื่องถูกนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอันไม่อาจหวนคืนของชีวิต

ส่วนแรกเรื่องราวเกิดขึ้น ณ บังกาโลริมทะเล สถานที่ตากอากาศในช่วงฤดูร้อน ซอร์ค (Jean-Hugues Anglade) ผู้มีอาชีพช่างไม้ และรับจ้างทั่วไป กำลังร่วมรักกับ เบ็ตตี้ (Béatrice Dalle) ทั้งสองเพิ่งพบกันแล้วพามาร่วมรักกันอย่างร้อนเร่าในบังกาโลของซอร์ค ฉากเปิดถ่ายด้วยภาพลองช็อต กล้องค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ทั้งสอง โปสเตอร์ภาพโมนาลิซ่าติดอยู่หัวเตียง ภาพโมนาลิซาซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะต่างถกเถียงกันว่านางแบบเลอโฉมคือใคร จนบางสำนักตั้งสมมติฐานว่าภาพโมนาลิซาก็คือดาวินซีนั่นเอง จุดเริ่มต้นของเรื่องพาให้ผู้ชมตกตะลึงกับฉากร่วมรักร้อนเร่ารุนแรงนี้แล้วยังชวนให้ผู้ชมเพ่งพินิจถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ก็มาจากเพศสัมพันธุ์ หนังพยายามเอื้อนเอ่ยว่านี่คือธรรมชาติแห่งมวลมนุษย์ และการร่วมรักก็คือส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดมนุษย์

ซอร์คเป็นตัวแทนของชนชั้นล่างผู้ใช้แรงงานที่ยอมจำนนต่อชะตากรรมของตัวเอง เขาทำงานตามที่เจ้าของบังกาโลสั่งคือทาสีบังกาโลห้าร้อยหลังให้เสร็จทันฤดูร้อน เขาเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่นั่น ซอร์คไม่ดื้อไม่บ่นและทำอย่างที่เจ้านายสั่งโดยไม่ต่อรอว เบ็ตตี้ย้ายข้าวของมาอยู่กับซอร์คหลังการร่วมรัก เธอกลายมาเป็นสีสันใหม่ สาวน้อยผู้เจิดจ้าเป็นตัวของตัวเอง และกิจกรรมบนเตียงซึ่งร้อนเร่า เบ็ตตี้เป็นผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นในตัวซอร์ค เธอพบว่าเขาเขียนนิยายเอาไว้เรื่องหนึ่ง หลังจากไม่พอใจที่ซอร์คยอมจำนนกับเจ้านาย เธอรื้อบ้านทิ้งและพบนิยายเรื่องดังกล่าว เธอลงมืออ่านจนจบ เธอจึงเชื่อว่าซอร์คมีความสามารถแฝงเร้น เขาไม่ใช่คนธรรมดาทว่าจะก้าวไปเป็นนักเขียนชื่อดัง ความเชื่อมั่นนี้เบ็ตตี้มีอยู่เต็มเปี่ยม เมื่อถึงจุดเดือดเธอจึงเผาบังกาโลที่อยู่ของซอร์คจนไหม้ แล้วทั้งสองก็พากันมายังปารีส การเผาบังกาโลของซอร์คเป็นเหมือนการทำลายตัวตนเก่าของซอร์คจนสิ้น กองไฟผลาญอดีตของซอร์คไม่มีเหลือ เพื่อที่เขาจะได้เข้ามาสู่ตำนานใหม่

ในส่วนที่สองของหนัง ชีวิตของคู่รักเริ่มต้นที่ปารีส โรงแรมเก่าของเพื่อนสนิทเบ็ตตี้นามลิซ่ากลายเป็นนิวาสสถานแห่งใหม่ ที่นี่เบ็ตตี้เริ่มต้นพิมพ์ต้นฉบับนิยายให้กับซอร์ค เพื่อจะส่งไปให้สำนักพิมพ์ในปารีสได้พิจารณา ในภาคนี้เราจะเห็นว่าจุดเริ่มต้นของคนทั้งสองเริ่มต้นโดยการขับเคลื่อนของเบ็ตตี้ ซอร์คละทิ้งตัวตนของตัวเองในอดีตอย่างไม่หวนคืน เขารักเบ็ตตี้เพราะเธอทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อเขา เธอมีความเชื่อมั่นในตัวซอร์คมากกว่าเขาเองเสียอีก เบ็ตตี้ทำสิ่งนี้เพื่อตัวซอร์ค เธอแสดงให้เห็นถึงอนุภาคแห่งความรักนั้นยิ่งใหญ่ ระหว่างรอต้นฉบับพิจารณาเบ็ตตี้และซอร์คทำงานให้กับเอ็ดดี้แฟนของลิซ่าในร้านอาหารอิตาเลียน ที่นี่เองที่ทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้กำเริบขึ้นอย่างช้า ๆ เธอคลั่งลูกค้าที่เรื่องมาก ด้วยการใช้มีดจิ้มลงที่แขนของลูกค้า เธอกรีดร้องไม่เป็นตัวของตัวเองจนซอร์คต้องปลอบประโลม ที่ปารีสเต็มไปด้วยปัญหา เบ็ตตี้เฝ้ารอผลการตอบรับจากสำนักพิมพ์ด้วยความกระวนกระวายใจและทำให้เธอประสาทเสียเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ถึงกับไปพบบรรณาธิการแล้วทำร้ายเขาจนบาดเจ็บ

หนังเรื่องเบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่กล่าวถึงปัจเจกบุคคลที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิต การดิ้นรนทางด้านจิตวิญญาณ ความอ่อนแอและไม่เชื่อมั่นในตัวตนที่เป็น นักวิจารณ์สังคมแนวสัจจนิยมมักโจมตีปัญหาปัจเจกบุคคลเป็นเรื่องไร้สาระ เป็นภาวะส่วนบุคคล เป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่สร้างสรรค์ ทว่าในความหมายของความเป็นมนุษย์ ปัญหาของเหล่าปัเจกชนนับวันยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อย  ๆ อาการป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ หรือที่เราเรียกว่าโรคแห่งยุคสมัยแผ่อิทธิพลจนก่อปัญหาในเมืองใหญ่อย่างต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้น

จุดเปลี่ยนจุดที่สามของหนังเกิดขึ้นเมื่อเบ็ตตี้และซอร์คต้องเดินทางไปงานศพแม่ของเอ็ดดี้ที่อยู่ห่างจากปารีสห้าร้อยกว่าไมลส์ บ้านแม่เอ็ดดี้เป็นร้านเปียโนในชนบทที่สวยงาม เมื่อไปถึงที่แห่งนั้นซอร์คตัดสินใจดำเนินกิจการร้านเปียโนต่อจากแม่เอ็ดดี้ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เอ็ดดี้เพื่อนรักของเขาดีใจเป็นอย่างมาก การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งแรกของซอร์ค เขาทำเช่นนี้เพราะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมือง เพื่อทำให้อาการควบคุมสติของเบ็ตตี้ดีขึ้น ทั้งสองคิดลงหลักปักฐาน สร้างครอบครัว ในที่สุดเบ็ตตี้ก็ตั้งครรภ์ เธอเอาผลการตรวจครรภ์ให้ซอร์ค ซอร์ค์ดีใจมากที่จะได้เป็นพ่อคน แต่แล้วในหลายสัปดาห์ต่อมาเบ็ตตี้พบว่าตัวเองแท้ง เธอเสียใจมากจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอระทมทุกข์ตัดผมตัวเองเพื่อจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคน ทว่าการแปรเปลี่ยนนี้ไม่สำเร็จ เธอยังจมความเศร้าคล้ายอาการบ้าเดินทางมาถึง เธอควักดวงตาของเธอเพื่อไม่ให้ตัวเองมองเห็นความเปลี่ยนแปลง นั่นนำไปสู่ทางสุดท้ายของตอนจบที่เธอมิอาจจะกลับมาเป็นตัวเธอเองได้อีกแล้ว เธอสูญเสียคนรักอย่างซอร์ค และไม่รู้ด้วยซ้ำที่เธอเป็นใคร ซึ่งจุดนี้ซอร์คก็มองเห็น นั่นหมายความว่าหากการดรงอยู่ของความรักเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างจากความตาย

เบ็ตตี้บลูเป็นหนังที่สะเทือนอารมรือย่างสูง มันกระแทกเราด้วยความรักความขมขื่น ความหวังที่อยู่เพียงแค่เอื้อม ทว่าไขว่าคว้าไม่เคยได้ เมื่อดูหนังเรื่องนี้จบ เราจึงรู้สึกว่าชีวิตเราช่างโดดเดี่ยวเอกายิ่งนัก

16 ธันวาคม 2553

โดย ผกานิณี

ทองม้วนเป็นขนมไทยที่ทำกินกันมานาน โดยเฉพาะถ้าใครไปเพชรบุรีจะต้องซื้อทองม้วนเมืองเพชร หรือขนมหม้อแกงกลับมาฝากทางคนที่บ้านเสมอ กระนั้นทองม้วนเมืองเพชรที่มีขายส่วนใหญ่จะมีรสชาติใกล้เคียงกัน ยกเว้นทองม้วนสด หรือทองม้วนนิ่มอาจจะมีความต่างกันมากหน่อยในเรื่องความมัน กลิ่นมะพร้าว เป็นต้น

ทองม้วนที่ผกาอยากจะแนะนำให้ลองทานคือทองม้วนนมแพะซึ่งไม่มีทีไหนทำมาก่อน เท่าที่ผกาพยายามจะเดินดูตามตลาดก็มีน้อยมากที่จะทำทองม้วนแบบนี้

ทองม้วนทำกันสด ๆ

 

ทองม้วนวันเพ็ญ ทำกันแบบจำนวนน้อย ไม่ใช่อุตสาหกรรม

 

 

ทองม้วนวันเพ็ญ มีขายที่ร้านฟาอีส รสชาติของเขาไม่เหมือนใครตรงที่ใส่นมแพะแทนนมวัว ทำให้ทองม้วนมีกลิ่นหอมและรสชาติสุดท้ายที่กินต่างจากทองม้วนธรรมดาโดยสิ้นเชิง ตอนแรกผกาก็คิดว่าคนไม่ชอบนมแพะกินแล้วอาจจะไม่ชอบ ผกาลองให้ชิมโดยไม่บอกว่าส่วนผสมทำจากนมแพะ ต่างก็บอกว่าอร่อย หอมกว่าทองม้วนทั่วไป พอบอกถึงส่วนผสมทุกคนก็อึ้ง ไม่คิดว่าทองม้วนนมแพะจะอร่อยถึงเพียงนี้ ยิ่งถ้ากินใหม่ ๆ ที่เพิ่งออกจากเตากลิ่นหอมจะมีมาก หากใครอยากชิมลองโทร.ไปสั่งซื้อนะคะ จะสะดวกที่สุด

ขนมทองม้วนวันเพ็ญ

ร้านฟาอีส อับดุรเราห์มาน

40 ม.4  ถนน 345 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

โทร.0-2923-0295, 08-2325-8818

14 ธันวาคม 2553

โดย: ผกานิณี

ฤดูหนาวของเมืองไทยในปีนี้นอกจากอากาศจะไม่หนาวแล้ว แถมยังฝนตกในเดือนธันวาคม ต้องถือว่าอากาศแปรปรวนสุด ๆ คนกรุงเทพฯที่เบื่อการเดินทางในช่วงเทศกาลมักจะหลบตัวอยู่ในบ้าน บ้างทำกับข้าวกินกันเอง นอนดูดีวีดี หรือรายการโปรด หากหยุดหลายวันก็มักจะออกไปหาอะไรกินกันนอกบ้าน ซึ่งก็น่าเบื่อแสนน่าเบื่อ เพราะต้องไปผจญผู้คนที่ไม่ได้ไปเที่ยวกันในห้างสรรพสินค้า ไปต่อคิวกินอาหารซ้ำซากจากร้านดัง ๆ ซึ่งผกาขอบอกว่ารสชาติแบบนั้นไม่ต้องรอต่อคิวให้เสียอารมณ์หรอกคร้า เพราะมันจะทำให้วันหยุดอันน่าอภิรมณ์ของคุณ ๆ ต้องสูญเสียไปเปล่า ๆ ผกาคิดว่าท่านผู้อ่านลองไปหาร้านอาหารใหม่ ๆ ทานกันบ้างก็น่าจะดีต่อสุขภาพของร่างกาย การกินอาหารซ้ำซากร้านเดิม ๆ มีผลต่อสุขภาพ เพราะขาดความหลากหลาย อย่าให้ผกาเซดเลยนะคะ ขี้เกียจเอื้อน

สำหรับในช่วงวันหยุดยาวใกล้คริสต์มาสเช่นนี้ ผกาขอแนะนำร้านอาหารอิตลีร้านหนึ่งซึ่งอยู่ในย่านประชาชื่น นั่นคือร้าน Fabio’s Italian Steak House ร้านนี้เป็นร้านอิตเลียนที่ปรับรชาติอิตลีมาเป็นไทยพอสมควร ซึ่งผการับรองว่าคนกินคนไทยจะไม่รู้สึกว่ากำลังกินอาหารฝรั่ง แต่อีกด้านหนึ่งความเป็นอิตเลียนของร้านฟาบิโอก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลายนะคะ

ร้านฟาบิโอตกแต่งร้านในแบบบ้าน ๆ ไม่ได้หรูหรา เหมือนเราไปกินอาหารที่เป็นบ้านมากกว่าร้าน ซึ่งในความคิดเห็นของผากแล้ว ผกาชอบร้านแบบนี้มากกว่า เพราะไม่ต้องสวมชุดหรูไปนั่งกินกัน บรรยากาศเป็นกันเอง ในช่วงกลางวันก็เงียบสงบ ที่จอดรถสามารถหาจอดได้ตามบริเวณแถวหน้าร้าน ที่สำคัญสำหรับคนที่ชื่นชอบสต็กร้านฟลาบิโอขึ้นชื่อเป็นพิเศษ

วันที่ผกาไปชิมเป็นบ่ายวันอาทิตย์ที่บรรยากาศดีมาก ๆ ถนนโล่งเต็มไปด้วยความสงบ ปราศจากรถราวิ่ง ทำให้ไปถึงจุดหมายด้วยความสบายใจ

เมื่อไปถึงผกาก็เริ่มดูเมนู ต้องบอกว่าอาหารมากมายในเมนูน่าทานทุกอย่าง ถ้าสั่งตามที่อยากกินคงกินไม่หมดเป็นแน่

อาหารมื้อนี้ผกาขอแนะนำสลัดผักรวมเป็นการเรียกน้ำย่อย ผักสลัดสดกรอบ น้ำสลัดกลมกล่อมเปรี้ยวกำลังดี

สลัดผักรวม

ส่วนอาหารเรียกน้ำย่อยที่ควรจะต้องสั่งมาลองก็คือตับเป็ดบด พร้อมแป้งพิซซ่า ควรที่จะสั่งแป้งมาสองถาดเลยนะคะเพราะว่าตับเป็ดบดมีรสชาติเข้มข้นเนียนดีเหลือเกิน ถ้าใครทานแล้วเลี่ยนลองทาน้ำมันพริกที่เสิร์ฟเคียงกันดูจะได้รสเผ็ดร้อนแบบลึก ๆ

แป้งพิซซ่า

ตับเป็ดบด

อาหารเรียกน้ำย่อยจานที่สองคือไส้กรอกย่าง ที่ร้านมีไส้กรอกให้เลือกถึงสี่ชนิดคือไส้กรอกปลา ไส้กรอกหมู (มีสองสไตล์) และ ไส้กรอกเนื้อลูกวัว จานนี้ผการับรองว่ารสชาติอร่อยมาก ไส้กรอกย่าง แล้วราดด้วยเกรวี่ข้น ๆ อร่อยโดยไม่ต้องจิ้มอะไรทั้งสิ้น ดื่มคู่ได้ทั้งไวน์ขาวและไวน์แดง

ไส้กรอกย่าง

จานที่สามคนข้าง ๆ ผกากล่าวว่ามันเป็นเหมือนไข่เจียวบ้านเรา คือแต่ละร้านจะทำกันคนละสไตล์ไม่เหมือนกัน มากินร้านอิตาเลียนหากไม่สั่งสปาเก็ตตี้ก็เหมือนไม่ถึงอาหารอิตลีฉันใดก็ฉันนั้น สปาเก็ตตี้พื้น ๆ คือสปาเก็ตตี้ซอสเนื้อที่ทุกร้านอาหารฝรั่งต้องมีไม่ขาด ร้านฟาบิโอก็มีสไตล์ของตัวเอง เส้นสปาเก็ตตี้ต้มจนเหนียวนุ่ม ส่วนซ้อสเนื้อออกมาในแนวทางชุ่มฉ่ำ ซอสมะเขือเทศทำจากมะเขือเทศสดทำให้ความชุ่มนั้นยิ่งอร่อย รสชาติไม่จัดเหมือนร้านอื่น หรือแม้แต่ผกาทำซอสเนื้อกก็มักจะเข้มข้นเกินไป ที่ร้านฟาบิโอจึงได้ความอร่อยที่ไม่เหมือนร้านใด มันออกไปแนวบ้าน ๆ ฝีมือคุณแม่ที่ไม่มีวันลืมเลือน

สปาเก็ตตี้ซอสเนื้อ

จานหลักของเราวันนี้มีแต่หนัก ๆ สี่จานด้วยกัน

จานแรกคืออกเป็ดราดซอสส้ม ใครที่ชอบทานเป็ดผกาแนะนำว่าต้องชิมค่ะ ซอสส้มของเขาก็ไม่เหมือนซอสส้มทั่วไป กลิ่นส้มไม่ถึงกับนำมาจนรู้สึกว่าเป็นของหวาน ความกลมกล่อมของซ้อสสำคัญกับเป็ดมากเพราะถ้าไม่สมดุลย์จะกินคู่กันไม่อร่อย ส่วนเนื้อเป็ดด้านนอกจะกรอบหอมกลิ่นย่าง ส่วนเนื้อด้านในจะนุ่มอร่อย ทานกับไวน์แดงเข้าคู่กัน โดยเฉพาะองุ่นพันธุ์คาบาเน่ต์เฌอวิญอง

อกเป็ดอบซ้อสส้ม

จานที่สองถือว่าเป็นไฮไลต์ของงานคือ ตับห่านย่าง (Foie Gras)  เสิร์ฟพร้อมกับใบร็อคเก็ตเข้ากันได้อย่างดี เมื่อทานตับห่านแล้วตามด้วยใบร็อคเก็ตจะเข้ากันอย่างยอดเยี่ยม หรือจะราดซ้อสซึ่งผสมเม็ดพริกไทยทำก็จะไม่ฉุนเท่าใบร็อคเก็ต แล้วแต่คนชอบ เมื่อทานหมดแล้วล้างปากด้วยลูกพีชแช่อิ่มซึ่งเสิร์ฟเคียงกัน จานนี้คนข้างผกาแนะว่าควรดื่มคู่ไวน์ขาว แต่สำหรับผกาคิดว่าทานคู่กับไวน์แดงก็ได้โดยเฉพาะไวน์แดงที่ไม่เข้มข้นนักจากพันธุ์องุ่นชีราส์

ตับห่านย่าง (Foie Gras)

จานที่สามเป็นจานสำหรับพวกหนุ่ม ๆ นักกินโดยเฉพาะ (เพราะเป็นจานที่ให้พลังงานสูง) สตูแข้งวัว รสชาตินุ่มนวล เนื้อเปื่ยยุ่ย ขอบอกว่ามันฝรั่งจานนี้อร่อยมาก เข้ากับเนื้อเข้าน้ำ กลิ่นสตูหอมกรุ่นอร่อย จานนี้คู่กับไวน์แดงเท่านั้นนะคะ

สตูแข้งวัว-เนื้อวัว

จานสุดท้ายเป็นเสต็กเนื้อผกาสั่งมาแบบมีเดียม สุกปานกลาง จานนี้เรียบง่ายมาก เนื้อย่างออกมาสีสวยน่าทาน เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด ผักโขมผัดกับเนย  เป็นจานที่ยอดมากเพราะปรุงแต่งน้อย อร่อยที่เนื้อโดยแท้ เป็นจานหลักที่พลาดไม่ได้เด็ดขาดนะคะ

สเต็กเนื้อ

ตบท้ายมื้อนี้ด้วยของหวานอย่างกล้วยหอมทอด ผกาขอบอกว่าร้านนี้ใช้กล้วยสุกสุด ๆ ทำให้กล้วยหวานหอม ทอดกับแป้งกรอบหนามีรสชาติและกลิ่นเป็นของเฉพาะตัว ทำให้จบมื้อนี้อย่างอิ่มเอมที่สุด

กล้วยหอมทอด

สำหรับคนที่ทานไวน์แล้วไม่ได้นำไวน์ไปทางร้านมีไวน์ดีหลายขวดให้บริการในราคาไม่แพง และมีไวน์จากอิสราเอลมาให้ลองกันด้วย

ที่ตั้งร้าน Fabio’s Italian Steak House

ร้านตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดประชานิเวศน์
ซอยเทศบาลรังสรรใต้ โทรศัพท์ 0-2954-4194