Info

Posts from the Music Review Category

ผมขอเริ่มที่ง่าย ๆ ก่อนนะครับ ผมเริ่มฟังเพลงจริงจังตอนเรียนมัธยมต้น-ปลาย จากนั้นก็ฟังมาตลอด ตอนเป็นเด็กนักเรียน เพลงส่วนใหญ่ที่มีปัญญาซื้อก็จะเป็นเทปพีค็อก เป็นส่วนใหญ่ จะมีบางยี่ห้อบ้างเช่นโฟร์แทรคบางชุด ช่วงมัธยมปลายเทปยี่ห้อ 501 ออกมาอย่างต่อเนื่องเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงโพเกรสซีฟที่หาฟังยาก รวมถึงบูตเล็ก ช่วงนี้ผมเริ่มอยากสะสมแผ่นเสียงครับ ซื้อเครื่องเล่นของ SABA มาใช้ฟัง ส่วนแผ่นก็ซื้อหาจากคลองถมในราคาไม่กี่บาท แต่พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ยากจนมากครับ แทบไม่เหลือเงินไปซื้อเทปหรือแผ่นใดเลย แล้วตอนนี้แผ่นซีดีก็เริ่มทยอยผลิตกันออกมาแล้ว

ผมมาเริ่มฟังเพลงอย่างจริงจังอีกครั้งตอนทำงาน พอเริ่มมีเงินจากการทำงาน ช่วงนี้ผมทยอยซื้อแผ่นซีดีอาทิตย์หนึ่งก็หลายตังค์เหมือนกัน จวบกระทั่งวิกฤติเศรษฐกิจปี 41-42 กลับมาจนเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วงก่อนหน้านั้นผมชอบฟังเพลงแนว Alternative Rock วงโปรดของผมก็คือวง Manic Street Preachers ซึ่งเป็นวงร็อคแบบ โพสต์พังค์ จากเกาะอังกฤษ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1986 มีสมาชิกเริ่มต้นมีด้วยกันสี่คนคือ James Dean Bradfield (vocals, guitars), Nicky Wire (bass, occasional vocals) and Sean Moore (drums, backing vocals, occasional trumpet) และ Richey Edwards (กีตาร์และแต่งเพลง) ซึ่งต่อมาปี 1995 เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างว่าเขาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำ ไม่มีใครพบศพของเขา เมื่อไม่มีการพบศพเขาจึงเป็นผู้สูญหาย

ผมสะสมแผ่นซีดีของ MSP ทุกชุด รวมถึงแผ่นซิงเกิลเท่าที่จะหาได้ หลังจากเริ่มกลับมาเล่นเครื่องเสียงอีกครั้ง หลังวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป ผมเริ่มเล่นแอมป์หลอด และสะสมแผ่นเสียงในเวลานั้น วงที่ผมยังติดตามคือ MSP โดยผมเริ่มเก็บงานของวงนี้เป็นแผ่นเสียง และออกตามหาแผ่นซิงเกิลที่เป็นแผ่นเสียงด้วย

เมื่อวานผมหยิบแผ่นซิงเกิลขนาด 10 นิ้วแผ่นนี้ออกมาฟังอีกครั้ง

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นซิงเกิลในชุด THe Holy Bible ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ริชชี่ยังอยู่กับวง สิ่งที่พิเศษสุด ๆ สำหรับแผ่นซิงเกิลแผ่นนี้ก็คือ มีเพลงจากอัลบัมหนึ่งเพลงคือเพลง Revol และมีเพลง Too Cold Here ซึ่งว่ากันว่าทางวงแต่งขึ้นขณะมาทัวร์เอเชีย รวมถึงเมืองไทยของเราด้วย และเพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบัมปกติ

Too Cold Here เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก เนื้อหากินใจ เล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ฟังแล้วเหงาอย่างจับจิต เป็นเพลงที่อยู่ในลิสต์ 100 เพลงที่ผมชอบตลอดกาลเลยทีเดียว

Too Cold Here Lyrics:
Manic Street Preachers

Born in burial gowns, recessing slowly
You soon wish you couldn’t see at all
Tortured in the mind, six voices alone
Futile gestures, emotionless groans
Everyone asks what’s wrong, but what’s right?
And a cute lie makes everything uptight
To kill your dream before it’s considered
To live in silence, airless closet, no vision

It’s easier to make love to a stranger
than to ask a friend to call
Suspicion knows nothing and
is known for not much at all,
much at all

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls to lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade to cover your eyes

Self pity yourself is so shallow
I am so sick in mind and body, heart cold as stone
Whisky my coral, my piece of mind
Hello Mr. Samsung you can’t clean my soul
Wake up sighing, mass for the bleeding
Never share sadness mine no man prays painless
Coalescing mine are hidden rooms,
Cannot give anything and never could

Prison it’s only four walls but sometimes
The mind is the smallest prison of all,
Offering there upon offering
As a ball with a touch feels
Through its fall, through its fall.

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls
To lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade
To cover your eyes

ในหน้า B ของซิงเกิล มีเพลง You Love Us จากอัลบัมแรก

และที่น่าสนใจคือเพลงสุดท้าย life becoming a landslide จากอัลบัมชุดที่สองแต่เป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงคอนเสิร์ต ที่ MBK Hall ตอนที่วงมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ผมก็ไปชมด้วย

แนวทางแรกของการสะสมแผ่นเสียงของผมก็คือ

เริ่มจากวงที่เรารัก และเก็บมันจนเป็น Collection ครับ

ปล.ทางวงกำลังมีผลงานชุดใหม่คือ Postcard from a youngman ซึ่งเป็นอีกชุดที่เพราะมาก ๆ

Beethoven: Violin Sonata

No.5 “Spring” No.9 “Kreutzer” No.10

บีโธเฟ่นได้แต่งไวโอลินโซนาต้าเอาไว้ด้วยกันถึงสิบหมายเลข ซึ่งถือว่าเป็นงานผลงานที่มีกลุ่มก้อนใหญ่น่าศึกษา และสามารถมองเห็นพัฒนาการอันยอดเยี่ยมของบีโธเฟ่น ไวโอลินโซนาต้าสามเพลงแรก บีโธเฟ่นได้อุทิศให้แก่ Antonio Salieri ซึ่งเป็นคีตกวีและคอนดัคเตอร์ชาวอิตาเลียน จนกระทั่งไวโอลินโซนาต้าหมายเลข 4 และ หมายเลข 5 ได้อุทิศให้แก่เคาท์ มอริส ฟอน ฟราย ส่วนหมายเลข 6, 7 และ8 อุทิศให้แก่ซีซาร์อเล็กซานเดอร์ที่หนึ่งแห่งรัสเซีย ทำไมเราต้องสนใจว่าบีโธเฟ่นอุทิศเพลงนั้น ๆ ให้ใครบ้าง เป็นเพราะว่าเราสามารถสืบค้นแรงบันดาลใจของศิลปินในด้านที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง การอุทิศผลงานเพลงของบีโธเฟ่นนั้นมีนัยยะสำคัญทางการเมือง สังคม ความรัก ความผูกพันธ์ต่อผู้ที่อุทิศให้ หากมองในแง่ประวัติศาสตร์มันเป็นการเชื่อมร้อยต่ออารมณ์ของยุคสมัยนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี

แผ่นซีดีชุดนี้ถือเป็นแผ่นไวโอลินโซนาต้า “แผ่นครู” ของผมก็ว่าได้ มันเริ่มจากเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมได้ซื้อหนังสือเรื่อง “เพลงสังหาร” แต่งโดย “ลีโอ ตอลสตอย” และแปลโดยสิทธิชัย แสงกระจ่าง มาอ่าน หนังสือแปลเล่มนี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า The Kreutzer Sonata ในหน้าคำนำบรรยายเอาไว้ว่าตอลสตอยได้รับแรงบัลดาลใจในการแต่งนิยายเรื่องนี้จากการที่เขาได้ฟังการบรรเลงไวโลโอลินโซนาต้าของบีโธเฟ่น ซึ่งเล่นโดยลูกสาวของตอลสตอย เมื่อเพลงมาถึงช่วงกลางของมูฟเม้นต์ที่หนึ่ง ขณะที่ไวโอลินและเปียโนเล่นหยอกกันด้วยความเร็ว ตอลสตอยก็ไม่สามารถอดกลั้นความสะเทือนใจนั้นได้ เขาได้ออกมาจากห้องที่ลูกสาวกำลังบรรเลงเพลง และกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นิยายเรื่องเพลงสังหารเป็นนิยายท้าทายศีลธรรมเรื่องหนึ่งของตอลสตอย (สมัยนั้นการคบชู้สู่ชายเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับไม่ได้ ยิ่งนำเสนอในรูปแบบที่แสดงให้เห็นความรู้สึกของฝ่ายหญิงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ชนชั้นสูงมองเป็นเรื่องน่ารังเกียจ) เมื่อนิยายเรื่องนี้เขียนเสร็จมันโดนแบนไม่ให้จำหน่ายในรัสเซีย คนอ่านจะต้องลอกนิยายด้วยลายมือ จากอีกทอดหนึ่งไปสู่คนอ่านอีกคนหนึ่งจึงจะได้อ่าน

เมื่อผมอ่านนิยายเรื่องนี้จบผมก็ไปตามหาซื้อเทปเพลงนี้มาฟังด้วยความยากลำบาก ซึ่งสมัยนั้นมีร้านขายเทปไม่กี่ร้านที่มีเพลงคลาสสิกขาย ผมไปได้เทปชุดนี้มาจากร้านโดเรมีสยาม จนกระทั่งซีดีเริ่มเข้ามาสู่ตลาด ผมจึงได้แผ่นซีดีชุดนี้มาเป็นเจ้าของ ที่ผมต้องหาซีดีมาฟังเพิ่มเป็นเพราะว่าผมฟังเวอร์ชั่นนี้จนคุ้นเคย จนกลายเป็นมาตรฐานของเพลงชุดนี้ไปเสียแล้ว ฟังจากศิลปินท่านอื่นที่เล่นก็หาได้ลื่นไหลเท่ากับแผ่นซีดีชุดนี้

Kreutzer Sonata เป็น Violin Sonata หมายเลข 9 ในบันไดเสียง A major (รู้สึกว่าบีโธเฟ่นจะถูกโฉลกกับเลขเก้าเอามาก ๆ ) แต่งขึ้นในปี 1802 ตอนนั้นบีโธเฟ่นได้อุทิศเพลงนี้ให้กับ Gorge Bridgetower ซึ่งเป็นนักไวโอลินที่เล่นคู่กับบีโธเฟ่นในรอบพรีเมียร์ หลังการแสดง ทั้งสองได้ไปดื่มฉลองกัน แต่จอร์จซึ่งกำลังเมาได้ที่เริ่มพูดจาดูถูกเหยียดหยามเพื่อนสาวของบีโธเฟ่นจนเธอหนีหายไม่ยอมกลับมา ทำให้บีโธเฟ่นซึ่งเจ้าอารมณ์อยู่แล้วได้ขีดฆ่าชื่อจอร์จออกจากการคำอุทิศ โดยเปลี่ยนมาอุทิให้แก่ Rodolphe Kreutzer ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักไวโอลินที่กำลังเป็นที่สนใจของคนฟัง แต่กระนั้นครอยท์เซอร์ก็ไม่เคยเล่นเพลงไวโอลินโซนาต้า หมายเลข 9 ชองบีโธเฟ่นเลย ต่อมาคนฟังก็นิยมเรียกเพลงนี้ว่าครอยท์เซอร์โซนาต้าจนติดปาก

มูฟเม้นต์แรก ไวโอลินเริ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า เปียโนตามมาด้วยความเงื่องหงอย ก่อนจะเริ่มบรรเลงเร็วขึ้น เปียโนพรมนิ้วรวดเร็ว ไวโอลินชักคันชักอย่างปราดเปรียว เครื่องดนตรีทั้งสองหยอกล้อท่วงทำนองกันและกันอย่างสอดประสาน โดยเล่นซ้ำท่วงทำนองหลักไปมา จุดเด่นของมูฟเม้นต์อยู่ที่เสียงไวโลลินสามารถเล่นได้เข้าขากับเปียโนได้ขนาดไหน

มูฟเม้นต์ที่สองเปียโนบรรเลงด้วยท่วงทำนองช้า ไวโลลินล้อกับท่วงทำนองเปียโน ท่อนนี้ค่อนข้างเศร้า เปียโนเริ่มเร็วขึ้น ไวโอลินประสานเสียงเพื่อเสริมให้เปียโนได้แสดงความสามารถเต็มเปี่ยม กลางเพลงไวโอลินเล่นซ้ำท่วงทำนองหลักของเปียโนด้วยความเร็วปานกลาง ช่วงใกล้จบเพลงยิ่งเต็มไปด้วยความเศร้า บรรยากาศหนืดเนือย เหมือนพลังชีวิตเหือดหาย

มูฟเม้นต์ที่สามเริ่มขึ้นด้วยท่วงทำนองร็ว มูฟเม้นต์นี้ดูเหมือนความคลี่คลายยังคงแฝงเร้นอยู่ ท่วงทำนองที่เล่นอย่างระมัดระวัง เต็มไปด้วยความคิดคำนึง ตั้งคำถาม ก่อนจบลงด้วยความฉงน

Kreutzer Sonata คือเพลงที่มีความโดดเด่นในเรื่องท่วงทำนอง โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์แรกนั้นฟังแล้วติดหู ความเร้าใจของเพลงราวกับแหวกหัวใจคนฟัง เมื่อฟังแล้วมองเห็นภาพความสยดสยองของชีวิตที่มีรูปแบบนามธรรมได้อย่างแจ่มชัด

ส่วนเพลงอื่นในอัลบัมนี้คือ ไวโอลินโซนาต้า หมายเลขห้า มีชื่อเล่นว่า Spring Sonata เพลงนี้มีความไพเราะจับใจ บรรยายบรรยากาศท้องทุ่ง วิถีชีวิตที่งดงาม สปริงโซนาต้ามีท่วงทำนองที่คุ้นหู เป็นเพลงในแนวโรแมนติคหวานฉ่ำ เพลงนี้แต่งขึ้นในช่วงปี 1802 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่บีโธเฟ่นกำลังแต่งซิมโฟนี่หมายเลขหนึ่งอยู่ ผลงานในช่วงดังกล่าวยังคงมีกลิ่นของงานบูชาครู กล่าวคือยังคงยึดหลักเกณฑ์หรือขนบของการแต่งเพลงเอาไว้อย่างครบถ้วน

เพลงสุดท้ายของอัลบัมคือโซนาต้าสำหรับเปียโนและไวโอลินเพลงสุดท้ายของบีโธเฟ่น แต่งขึ้นในปี 1812 กว่าจะได้แสดงก็ปี 1816 หมายเลขสิบมีท่วงทำนองที่ค่อนข้างเคร่งขรึมและครุ่นคิด ขณะเดียวกันก็แสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเปิดเผย ดูเหมือนมันสามารถคลี่คลายความเป็นดนตรีของบีโธเฟ่นได้อีกระดับหนึ่ง ช่วงเวลานี้บีโธเฟ่นได้ค้นพบสไตล์ของตัวเอง ผ่านห้วงเวลาวัยหนุ่ม ผ่านความสำเร็จและกำลังท้าทายศักยภาพของตัวเองที่กำลังเริ่มป่วย หูหนวก รวมถึงอารมณ์ที่ผันเปลี่ยนขึ้น ๆ ลง ๆ ของตัวเอง ดังนั้นเสียงที่บีโะเฟ่นกำลังลรรยายจึงเป็นอีกเสียงหนึ่งที่เขาได้ยินในความเงียบ

อัลบัมนี้บรรเลงไวโอลินโดย Zino Francescatti และ เปียโนโดย Robert Casadesus โดยเฉพาะโรเบิร์ต คาซาเดซุสนั้น เป็นนักเปียโนที่มีฝีมือมากคนหนึ่ง ครอบครัวของเขาก็เป็นนักดนตรีทั้งตระกูล เมื่อใดที่ได้ฟังเพลงจากอัลบัมนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าการตีความเพลงของอัลบัมนี้ทำได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก การสอดประสานระหว่างเปียโนและไวโอลินทำได้อย่างเข้าขากัน ทำงานเป็นทีมเวิร์คที่แข็งแกร่ง ลองเอาครอยท์เซอร์โซนาต้าอัลบัมนี้ไปเทียบกับศิลปินท่านอื่นดูเถิดครับ ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่าแผ่นนี้กลมกล่อมที่สุดแผ่นหนึ่ง และหาคนเทียบเทียมยากเหลือเกิน

Sound: 7

Music: 9

Antonín Dvořák

Symphony No.9 “From The New World”

Symphonic Variations

Slavonic Dance No.2

ใครว่าของดีราคาถูกไม่มีในโลก มีแน่นอนครับ แต่อาจจะต้องเสี่ยงโชคนิดหนึ่ง เหมือนกับแผ่นซีดีชุดนี้ของ BBC Radio Classic ที่ผมซื้อมาในราคาไม่เกินสามร้อยบาท ถูกกว่าแผ่นเพลงคลาสสิกนำเข้าจากสังกัดอื่นหลายเท่าตัว เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของคนไทย ที่สื่อซีดีเพลงไม่ว่าเพลงคลาสสิก เพลงแจ๊ส เวิลด์มิวสิก ร็อค ป๊อป เพลงตลาด เพลงไม่ตลาด ไม่นับแนวเพลงที่ดีมีคุณค่า ล้วนแล้วแต่ต้องเสียภาษีนำเข้าแผ่นซีดีในเรตเดียวกัน รีดภาษีมหาโหดเพราะถูกเหมาเป็นความบันเทิง แม้จะเป็นความบันเทิงทางปัญญา ที่พัฒนาเยาวชน พัฒนารสนิยม พัฒนาคุณค่าทางนามธรรม ที่เรากำลังพร่ำกันว่าจะส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างกว้างขวาง แต่อาหารสมองทางปัญญากลับถูกตีค่าเป็นของฟุ่มเฟือยไปอย่างน่าเสียดาย ประชากรไทยถ้าไม่ได้บริโภคของดีทั้งอาหารและปัญญา ก็ยากที่จะฝ่าข้ามปัญหาสังคมอันหนักหน่วงไปได้

มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าครับ บ่นไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมได้แผ่นซีดีชุดนี้มาในราคาถูก ตอนที่ซื้อก็ไม่ได้หวังกับคุณภาพมากนัก เมื่อมาเปิดดูก็พบว่ามันเป็นแผ่นซีดีที่ทำออกมาเป็นซีรี่ส์ เน้นที่ตัววาทยากร และศิลปิน วงที่เล่นก็เป็นวง BBC Symphony Orchestra อัลบัมของท่านดโวชาร์ค แผ่นนี้รวบรวมผลงานหัวกะทิเอาไว้ถึงสามเพลงคือ Symphonic Variations, Slavonic Dance No.2 และ Symphony No.9 From The New World

ผลงานของดโวชาร์คนั่นมีนักฟังแบ่งออกเป็นสองซีกอย่างชัดเจน ซีกแรกคือไม่ค่อยชอบแนวเพลงของดโวชาร์คมากนัก เพราะแนวเพลงของท่านมีกลิ่นอายของเสียงที่ “ใหม่” สำหรับคนยุคนั้น เสียงน๊อยส์ที่รกหู บางคนถึงกับเอาแผ่นซีดีของดโวชาร์คอยู่ไกลจากเครื่องเล่น ซีกที่ชื่นชอบนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะยกย่องท่านดโวชาร์คกันอย่างเอกเกริก นอกจากท่านจะผสมผสานท่วงทำนองพื้นบ้านในชนบทยุโรป เข้าเกี่ยวเสียงใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัวยิ่ง (โดยความชอบส่วนตัวผมชอบท่านดโวชาร์คมากกว่า คีตกวีรัสเซียยุคใหม่ ๆ หลายคน)

ท่านดโวชาร์คเกิดวันที่ 8 กันยายน 1841 ใกล้กรุงปาร์ก (ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรออสเตรีย หรือสาธารณะเชคในปัจจุบัน) พ่อของเขาเป็นคนขายเนื้อ แต่ครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวนักดนตรีที่มีความสามารถ และท่านดโวชาร์คเองก็เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีตั้งแต่หกขวบในโรงเรียนของหมู่บ้าน ก่อนจะมาเรียนดนตรีในสถาบันดนตรีที่กรุงปาร์ก ส่วนท่านเลือกเล่นวิโอลาในวง Bohemian Provisional Theater Orchestra ระหว่างที่ท่านเรียนการประพันธ์ดนตรี ท่านเกิดหลงรักนักเรียนในชั้นเดียวกันคือ โจฟีน่า ขนาดเขียนเพลง “ต้นไซเปรส” มอบให้แก่เธอ แต่เธอไม่สนใจความรักของเขา ไปแต่งงานกับผู้ชายอื่น ต่อมาท่านดโวชาร์คได้สมรักกับสองสาวโจฟีน่าแทน และมีลูกด้วยกันถึงเก้าคน ช่วงปี 1892 จนถึง 1895 ดโวชาร์คได้รับเชิญให้ไปเป็น Music Director ที่ Nation Conservatory of Music นครนิวยอร์ค โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ตลอดการทำหน้าที่ ช่วงที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ท่านดโวชาร์คประพันธ์บทเพลงเอาไว้อยู่พอสมควร รวมถึงซิมโฟนี่หมายเลขเก้า ฟรอมเดอะนิวเวิลด์ เพลงที่ผมจะแนะนำนี้ด้วย

แผ่นซีดีชุดนี้ เป็นการบันทึกเสียงในการแสดงสดต่างกรรมต่างวาระกัน

แทรคแรก Symphonic Variations บันทึกเสียงที่ โรยัลอัลเบิร์ตฮออล์ ณ กรุงลอนดอน ในวันที่ 6 สิงหาคม 1975 เพลงนี้ดโวชาร์คแต่งขึ้นในช่วงระหว่างแต่งซิมโฟนีหมายเลขห้า กับหมายเลขหก โดยแต่งเสร็จและเล่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 1877 ซิมโฟนิค วาริเอชั่นส์ เป็นแนวดนตรีที่มีความผันผวน ความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนที่ ความเคลื่อนไหว อย่างหลากหลายอยู่ในตัวเพลง ดังนั้นอารมณ์เพลงจึงมีขึ้นลงตามจินตนาการของผู้แต่ง บางครั้งเล่นเบามาก บางครั้งเล่นหนัก จนถึงดังมาก เพลงนี้เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองช้า เบา ก่อนจะค่อย ๆ โหนให้ดังขึ้นและกลับไปเล่นช้าอีกครั้ง จากนั้นท่วงทำนองเพิ่มความเร็วมากขึ้น โดยกลุ่มเครื่องเป่าทองเหลืองแผดกร้าว ท่วงทำนองที่รวดเร็ว เสียงทิมพานี่เน้นจังหวะฮึกเหิม

แทรคที่สอง Slavonic Dance No.2 เพลงนี้ แสดงในวันที่ 2 มิถุนายน 1975 ณ บูโดกัน ฮอลล์ กรุงโตเกียว Slavonic Dance มีด้วยกันสองเซ็ตในซีดีนี้นำ Opus ที่ 72 มาให้ฟัง Slavonic Dance ของดโวชาร์ค ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ฮังกาเรียน แดนซ์” ของท่าน โยฮันเนส บราห์ม เพลงนี้มีท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน เพราะได้รับอิทธิพลท่วงทำนองพื้นบ้านในแบบโบฮีเมียนมาอย่างเต็มที่ เป็นเพลงที่ฟังแล้วจับใจกับความงามของธรรมชาติ

แทรคที่สาม-หก From The New World เพลงนี้เล่นและบันทึกเสียงเช่นเดียวกับแทรคที่สอง ซิมโฟนีหมายเลขเก้าแต่งขึ้นระหว่างเดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม ปี 1893 ที่นครนิวยอร์ค ดโวชาร์คเป็นผู้ที่มีความสนใจในวิถีชีวิตของชาวนิโกร ชาวอเมริกัน และชาวอินเดียน นอกจากศึกษาชีวิตและดนตรีแล้ว เขายังต้องการสอดใส่ท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านอเมริกัน-อินเดียน ลงไปในซิมโฟนีของเขา เพราะดนตรี บทกวี ตำนานพื้นบ้าน จะทำให้ผู้คนตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่มีอยู่ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันสูญสลาย ดนตรีเป็นเหมือนสื่อที่จะบอกเล่าตำนานความรู้สึก โดยเฉพาะอารมณ์ในตัวมนุษย์ได้อย่างดี ในมูฟเม้นต์แรก ธีมรอง (Second Theme) ในช่วงที่โซโลฟลุ๊ต ดโวชาร์คได้สอดใส่ท่วงทำนองเพลง “Swing Low, Sweet Chariot ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านแอฟริกัน-อเมริกัน และยังได้ศึกษา-อ่านบทกวีของ Henry Longfellow ในเรื่อง “Hiawatha”

ในมูฟเม้นต์ที่สอง Largo (ท่วงทำนองที่เนิบช้า) แต่เป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ ไหลลื่น เต็มไปด้วยอารมณ์หวนไห้ โหยหา เงียบเชียบ เศร้า ภายหลังคนเรียกท่อนนี้ว่า “Goin’ Home” ผมชอบท่อนนี้มาก เพราะฟังแล้วรู้สึกสุขสงบ มีพลังโดยไม่ต้องเคลื่อนไหว

มูฟเม้นต์ที่สาม เป็นมูฟเม้นต์ที่เร็ว ดโวชาร์คใส่เสียง Triangle ลงไป ทำให้เกิดน๊อยส์ที่มีพลังเป็นอย่างมาก และบทกวีของลองแฟลโลก็กลับมานำเสนอในมูฟเม้นต์นี้อีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ เริ่มขึ้นด้วยกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองและทรัมเปต นำสู่ท่วงทำนองหลัก อันเป็นท่อนที่คนฟังคงคุ้นเคย ประหนึ่งซิมโฟนีหมายเลขห้าของบีโธเฟ่นก็ไม่ผิด คาริเนตเล่นซ้ำท่วงทำนองจากมูฟเม้นต์แรกอย่างเงียบเชียบ และช่วงท้ายซิมโฟนีโหมกระหน่ำราวแสงเจิดจ้าแห่งความรุ่งโรจน์พุ่งขึ้นมาจากพื้นพิภพ

สิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับแผ่นซีดีชุดนี้ก็คือการบันทึกเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ต้นฉบับเป็นเทปอนาล็อค และแปลงมาเป็นดิจิตอลได้อย่างไม่เสียอรรถรส เสียงที่ออกมาไม่แห้งแล้ง มีมิติ แม้จะไม่แยกซ้ายขวาแบบจะจะ แต่ถ้าท่านได้ฟังการแสดงสดจริง ๆ ในฮอลล์จะพบว่าการแยกซ้ายขวาแบบสเตริโอนั้นไม่เหมือนกับการฟังคอนเสิร์ตจริง โดยเฉพาะเสียงไอของคนดู เสียงเครื่องดนตรีกระทบสิ่งของ เสียงรูดสายเครื่องสาย ซึ่งไม่โดนลบออกไปในขั้นตอนรีมาสเตอร์ แม้เครื่องเสียง ระดับ Mid-Low ของผมยังให้เสียงเหมือนนั่งอยู่ตรงกลางฮอลล์แถวที่ห้าอย่างไรอย่างนั้น

Music 9

Sound 9

ออกจากความหฤหรรษ์

ภาพปกอัลบัม

หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน คงไม่มีใครไม่รู้จัก ปฐมพร ปฐมพร หรือ “พราย” นักร้องท่าทางเหงา ๆ เซอร์ ๆ ใบหน้าถูกวาดเส้นคาดบนใบหน้าคล้ายชนเผ่าอินเดียแดง ร้องเพลงด้วยอาการก่นตะโกน กระแทกกระทั้นเหมือนฮาร์ดร็อค ทว่าอีกด้านหนึ่งของพรายก็แฝงไปด้วยรอยปริของความอ่อนไหว โรแมนติก เปราะบาง

และอีกนั่นแหละ คงไม่มีใครไม่รู้จักวงโมเดิร์นด็อค ผู้ซึงสร้างปรากฏการณ์สำคัญต่อแวดวงเพลงร็อค โดยเป็นผู้แผ้วถางดนตรีซึ่งไม่ผูกขาดจากค่ายเทป รวมถึงเป็นวงที่กล้าจะฉีกรูปแบบดนตรีตลาด วงโมเดิร์นด็อคยังคงปรากฏผลงานอย่างต่อเนื่องภายใต้แกนนำสามคน อันประกอบไปด้วย ธนชัย อุชชิน, เมธี น้อยจินดา และปวิณ สุวรรณชีพ

Pry&May-T Project Oetic part อัลบัมนี้ถือเป็นการรวมตัวที่เป็นปรากฏการณ์เล็ก ๆ แต่ไม่ธรรมดา เนื่องจาก พรายไม่ได้ออกอัลบัมมานานพอสมควร จนดูเหมือนว่าเขาจะแขวนไมค์อย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว ส่วนเมธีนั้นในนามอัลบัมเดี่ยวหรืองานรับเชิญก็ไม่มากนัก จึงนับว่าเป็นปรากฏการณ์เล็กที่น่าสนใจ อัลบัม Oetic Part เป็นอัลบัมในแบบ EP (Extended Play) ซึ่งรวบรวมเพลงทั้งหมด 7 เพลง ซึ่งแต่งเนื้อร้องโดยพรายและเมธีแต่งทำนองเพลง

เพลงเปิดอัลบัม First Time ซึ่งมีเนื้อร้องภาษาอังกฤษทำได้อย่างดีมาก เรียกว่าฟังครั้งเดียวติดหูด้วยท่วงทำนองเพลงช้า เสียงกีตาร์โปร่งทำให้โครงสร้างดนตรีน่าสนใจ

เพลงที่สอง เพลงพราย พรายกลับมานำเสนอเพลงในแบบที่เขาถนัด บทกวีที่เปลี่ยวเหงา เสียงกีตาร์ของเมธีทำให้เราเห็นว่าแท้แล้วโครงสร้างดนตรีของโมเดิร์นร็อคนั้นออกมาจากเขาอย่างแจ่มแจ้ง

เพลงที่สาม My UFO เมธีเป็นผู้แต่ง เสียงแผดกีตาร์ระโหยเข้ากันกลับเสียงของพรายซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

เพลงที่สี่ ปรายฟ้า เริ่มด้วยเสียงเปียโนซึ่งฟังดูเศร้า เสียงร้องของพรายทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงรักที่เหงาจับใจ เพลงที่ห้า บางเวลา รูปแบบเพลงร็อคในยุค Alternative แต่กระนั้นเลยสำเนียงของดนตรีก็ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะ

เพลงที่หก คิดถึงฉันบ้างไหม และเพลงสุดท้าย ปรายฟ้า (รีมิกซ์) ทั้งเจ็ดเพลงในอัลบัมนี้แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่เป็นอัลบัมที่น่าสนใจพอที่จะซื้อหามาฟัง โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เพลงไทยดี ๆ หายากลงไปทุกที อัลบัมนี้ถือเป็นหนึ่งหยดน้ำใสสะอาดหยดหนึ่งในทะเลทรายดนตรีซึ่งแห้งผาก พรายลดความเกรี้ยวกราดของตัวเองลง ทว่าแฝงไปด้วยความนุ่มนวล เพลงรักในแบบที่ไม่ค่อยได้ยินจากนักแต่งเพลงคนอื่น ส่วนเมธีแสดงให้ผู้ฟังได้เห็นแล้วว่า เขาคือกระดูกสันหลังของโมเดิร์นด็อค และเป็นผู้มีความสร้างสรรค์ทางดนตรีคนหนึ่งที่หาตัวจับยาก

Pry&May-T Website

หวานแปร่งแห่งเสียงแจ๊สปารีส

ยูโรเปี้ยนแจ๊สกลายเป็นอีกสายธารหนึ่งของดนตรีแจ๊สในปัจจุบัน แม้ยูโรเปี้ยนแจ๊สจะเป็นการเหมารวมดนตรีแนวแจ๊ส ฝั่งยุโรปเข้าด้วยกัน ทว่าในบรรดาประเทศยุโรปต่างก็มีแนวทางที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะแจ๊สฟากฝั่งปารีสแจ๊สดูจะคึกคัก จะกล่าวว่าเป็นเมืองหลวงของแจ๊สก็ไม่ผิด

สารภาพสัจจริงผมไม่รู้จัก Henri Texier มาก่อน ไม่เคยฟังอัลบัมเขามาแต่หนใด แต่เมื่อแรกฟังก็หลงใหลในพลัน ด้วยเสียงดนตรีแจ๊สที่น่าหลงใหล มันจะอนุรักษ์ในแบบแจ๊สก็ไม่ใช่ ซาวด์จะแหวกแปลกก็ไม่เชิง ทว่ามันเป็นการรวมซาวด์ทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างน่าทึ่ง ซึ่งตรงจุดนี้สำคัญมากนักครับ เพราะดนตรีแจ๊สพยายามมองหาซุ่มเสียงใหม่ ๆ มานำเสนอต่อคนฟังในทุกยุค แม้ผมเองจะมีใจโอนเอนไปกับ Contemporary Jazz แต่ถ้าเจอซาวด์ใหม่ที่หวีดเกินระดับก็ต้องใช้เวลาในการฟังเช่นกัน

รักแรกพบระหว่างผมกับ Henri Texier จึงไม่อยู่เหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะชุด Love Songs Reflexions ซึ่งรวบรวมเพลงที่เรารู้จักกันดีมานำเสนอใหม่แล้ว ซาวด์ในอัลบัมก็ช่างแตกต่างกันจนดูเหมือนว่ามันไปกันคนละทางเลย แต่ผมกลับคิดว่านี่แหละครับเพลงหวาน ที่ผสมผสานเพลงแก้เลี่ยนนั้นควรจะอยู่ในอัลบัมเดียวกัน

อองรี เต็กเซียร์ เป็นชาวปารีส เขาเกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 1945 เขาเป็นมือเบสที่เคยร่วมงานกับดอน เชอร์รี่, โจ ลาวาโน, สตีฟ สวาโลว์, จอห์นี่ กริฟฟิน เป็นต้น เขาออกผลงานในฐานะผู้นำวงพอสมควร และอัลบัม Love Songs Reflexions โดยอัลบัมนี้มีด้วยกัน 12 เพลง จากหลากหลายนักประพันธ์ รวมถึงเพลงที่อองรีแต่ง

เพลงแรก Beautiful Love (V.Young) เริ่มต้นเพลงด้วยการเดินท่วงทำนองหลักโดยเบส โดยมีเสียงฉาบตีคลอเป็นจังหวะ จากนั้นเบสก็เดินลีลาอิมโพรไวส์ กีตาร์เข้ามาร่วมแจมท่วงทำนองโดยการเล่นเสียงประสาน ก่อนที่แซกโซโฟนจะบรรเลงท่วงทำนองเพลงอีกครั้ง Beautiful Love จึงเป็นเพลงเปิดอัลบัมที่งดงามตามแบบเพลงแจ๊สที่น่าหลงใหล ทั้งเสียงประสานของดนตรีก็ทำออกมาได้ไพเราะจับใจ

เมื่อเข้าสู่เพลงที่สอง Intuition (ไม่ได้ระบุชื่อผู้แต่ง) เสียงฉาบอันไพเราะยังคงเริ่มขึ้น ตามด้วยการเดินเบส และเสียงแซกฯ เดินทำนองนำท่วงทำนองหลัก จากนั้นกีตาร์จึงสอดประสาน จากเพลงแรกถึงเพลงที่สองนี้มีแนวดนตรีที่ต่างกัน ซาวด์ดนตรีไม่หวานเหมือนเพลงแรก โดยวงเริ่มนำเสนอเสียงที่ออกล้ำหน้าเล็กน้อย

เพลงที่สาม I Love You (C.Porter) กีตาร์แผดขึ้นด้วยเสียงกร้าวแหบแหลม แซกโซโฟนบรรเลงรับลูกตอบดต้กันไปมา การอิมโพรไวส์อันเป็นอิสระ ทำให้เพลงหวานของโคล พอร์เตอร์กลายเป้นอีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมันเร่งเร้าอย่างสุดประมาณ ก่อนจะหักมุมในเพลงที่สี่คือ In A Sentimental Mood (Ellington,Mills, Kutz) อันหวานหยดจนตัดรสจัดของเพลงที่สามอย่างชนิดที่ว่าแทบดึงอารมณ์กลับมาไม่ทัน สำหรับเพลงนี้แม้เราจะฟังมากี่ครั้งกี่หนกี่เวอร์ชั่นมันก็ยังคงทำให้เราจับจิตจับใจกับมันไม่เสื่อมคลาย การตีความในช่วงอิมโพไวส์นั้นทั้งโหยหวน ตัดพ้อ รำพึงรำพัน เสียงแซกโซโฟนฝีมือน้องชายของอองรี คือ Sébastien Texier นั้นทำได้อารมณ์ยิ่งนัก ขณะที่กีตาร์ Manu Codjai  ก็ยังคงเน้นเสียงประสานที่สอดรับอย่างงดงาม

เพลงที่ห้ามือกลอง Christophe Marguet ก็มีโอกาสวาดลวดลายอย่างเอกอุในเพลง Dark Song

สำหรับเพลงที่เหลือนั้นก็ยังควเน้นที่ความสัมพันธ์ของวง ซึ่งเป็นเอกภาพ แต่ละเซ้คชั่นทำได้อย่างลงตัว แม้จะไม่ใช่อัลบัมที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟัง แต่ในแง่ที่ว่ามันสร้างซาวด์ดนตรีที่น่าสนใจนั้น โดยเฉพาะเพลงรักหวานที่ทุกคนคุ้นเคย ได้มีแง่มุมใหม่ และเป็นมุมมองที่ไม่หวาน ไม่นำสมัยจนเกินไป

Musicians

Henri Texier: bass
Sébastien Texier: saxophone alto, clarinette, clarinette alto
Manu Codjia: guitare
Christophe Marguet: drums

Song Lists
01.Beautiful Love (V.Young)
02. Intuition (4:36)
03. I Love You (C. Porter) (2:17)
04. In A Sentimental Mood (Ellington / Mills / Kutz) (6:29)
05. Dark Song (2:42) 06. Easy To Love (C. Porter) (3:42)
07. Mistreated (4:08)
08. God Bless The Child (B. Holiday / A. Herzog) (6:42)
09. A Vif (3:26)
10. Nostalgique (4:06)
11. Emouvantes Blues (H. Texier) (4:11)
12. My One And Only Love (R. Mullin / G. Wood) (8:11)

ดาวน์โหลดตัวอย่างเพลง