Info

Posts from the Music Category

ปิดท้ายด้วยใจระทึกพลัน (ตอนที่ 2)

โดย นิวัต พุทธประสาท

มีเริ่มย่อมมีจบ เทศกาลดนตรีแจ๊ส TIJC เดินทางมาถึงวันสุดท้าย วันนี้ผมมาถึงงานช้าอีกตามเคยเพราะรถแท็กซี่ที่เรียกมาจากหมู่บ้านเสียเวลาหาบ้านอยุ่นาน เมื่อไปถึงสวนพฤษาดุริยางค์ ทางวงมหิดลแจ๊สออร์เคสตราก็บรรเลงจบลงพอดี ผมจึงเดินเตร็ดเตร่ในบริงานเพื่อหาที่นั่ง วันนี้คนเยอะกว่าเมื่อวานรวมถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ในแวดวงนักเขียนก็ให้ความสนใจมาชมกันหลายคนตั้งแต่อนันต์ ลือประดิษฐ์ นักเขียนคอลัมน์เพลงแจ๊สที่มีผลงานวิจารณ์เพลงแจ๊สอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสื่อมวลชนทางแจ๊สคนสำคัญ จากนั้นก็พบกับโตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการบริหารหนังสือ GM ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน นักแปล พบคุณเอกจากกอง บก.ดิฉัน และยังพบกับพี่โอ๋ สิเหร่ กูรูเพลงแจ๊สอีกคนที่เลือกมาชมงานในวันนี้

ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผมเรียกร้องในบทความเมื่อปีก่อนจะเป็นจริง คือให้มีการแสดงเพลงร้องในงาน TIJC ด้วย ไม่รู้เป็นความพ้องพานอย่างบังเอิญหรือทางผู้จัดเข้ามาอ่านไม่อาจรู้ แต่การมีเพลงร้องในเทศกาลนับว่าเป็นสีสันที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง ถ้าปีหน้ายังหาใครไม่ได้ การเชิญ Cherryl Hayes มาอีกครั้งก็ไม่เสียหายนะครับ

การแสดงของ Cherryl Hayes ในค่ำคืนนี้ถือว่าวิเศษที่สุด เธอมีเสียงกว้างถึง 3.5 อ๊อกเทฟ ทำให้การร้องของเธอเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงาม การตีความดนตรีของเธอก็ทำได้น่าทึ่งไม่แพ้กัน เธอสามารถเลียนเสียงเครื่องดนตรี และยังเอนเตอร์เทนผู้ฟังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเพลง Round Midnight และเพลง Caravan ซึ่งสะกดผู้ฟังให้อยู่ในพวังค์เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าวิเศษมากอีกประการหนึ่งก้คือ นักดนตรีสมทบผสมระหว่างวงของ อ.รังสิตกับมหิดล อันประกอบไปด้วย อ.ณภัสต์ (กลอง) และ ธีรวัฒน์ (เบส) อ.จากม.รังสิต เล่นร่วมกับอ.คม วงษ์สวัสดิ์ เล่นเปียโน (เมื่ออยู่วง The Pomelo Town เขาเล่นกลอง) เมื่อสองวงมาผสมกันและเล่นแบ๊คอัพให้กับเชอร์ริล เฮย์ กลับทำให้ดนตรีที่พวกเขาเล่นมีความสด มีความแจ่มใส กระชับและมีแพตเทิร์นที่ผ่อนคลายมากกว่าเล่นกับวงของตัวเอง ผมแปลกใจกับเสียงที่ได้มาก ว่าทำไมมันแตกต่างจริงๆ โดยเฉพาะความกระตือรือร้นของเสียงดนตรีแม้จะไม่เนี้ยบเท่ากับวงของตัวเอง แต่ดนตรีแจ๊สนั้นแข่งกับความสดใหม่ของเสียงมากกว่า

ส่วนเสียงของเชอร์รีล เฮย์ นั้นไม่ต้องบรรยายครับ เธอร้องได้อย่างไพเราะ น่าทึ่ง จนทำให้ผมหลับตานึกถึงนักร้องแจ๊สผิวสีอย่างซาราห์ วอห์น, เอลลา, บิลลี่ ฮอลิเดย์ ซึ่งเสียงของเฮย์ เธอแทบไม่ต้องเค้นเสียงเหมือนที่นักร้องทั่วไปชอบทำกัน เสียงที่ออกมาจากตัวเธอเป็นธรรมชาติมาก จนบางครั้งผมคิดว่าการร้องเพลงแจ๊สคงต้องยกให้กับสาวผิวสี และค้อมหัวคาราวะอย่างไม่มีข้อสงสัย

จบการแสดงของเชอร์รีล เฮย์ด้วยความชื่นมื่น ต่อกันด้วยวงเจ้าภาพอย่าง The Pomelo Town ซึ่งหลายคนต้องยกความสร้างสรรค์ของวง เพราะทุกครั้งจะมาแสดงด้วยบทประพันธ์ใหม่ๆ เสมอ วง The Pomelo Town ประกอบไปด้วยกฤษติ์ บูรณวิทยวุฒิ (แซกโซโฟน) ดริน พันธุมโกมล (เปียโน) นพดล ถิรธาราดล (เบส) และ คม วงษ์สวัสดิ์ (กลอง) ในงานแสดงครั้งนี้ก็เช่นกันครับ ทางวงเล่นเพลงใหม่ทุกเพลง ทีมเวิร์คของ เดอะโพเมโลทาวน์ ทำได้อย่างสอดประสานกัน ซึ่งผมคิดว่าวงแจ๊สของไทยฝีมือทัดเทียมกับวงจากต่างประเทศ ถ้าเพิ่มเติมรสหวานและความพ๊อพเข้าไปนิดผมคิดว่าฝีมือระดับนี้จะยิ่งก้าวหน้าในอนาคต

 

จบจากวง The Pomelo Town ก็มาถึงไฮไลต์ของงานนี้ นั่นคือวง Benny Green Trio นักเปียโนที่เปี่ยมด้วยความสามารถ เบ็นนี่ กรีน เกิดที่นิวยอร์ค ในปี 1963 แต่มาเติบโตที่เบิร์คลีย์ แคลิฟอร์เนีย เขาเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุ 7 ขวบ ในสายดนตรีคลาสสิก ทว่าอิทธิพลของพ่อซึ่งเป็นนักเทเนอร์แซกโซโฟน จึงสนใจเล่นเพลงแจ๊สในเวลาต่อมา

เมื่อเติบใหญ่ร่วมเล่นกับวงแจ๊สจำนวนมากเช่นวง บ็อบบี้ วัตสัน, เบ็ตตี้ คาร์เตอร์ ในชช่วงปี 1993-1997 ต่อมาจึงร่วมกับวง Tha Jazz Messengers ของ อาร์ต เบลคกีย์ ก่อนจะได้ร่วมงานกับยอดตำนานมือทรัมเป็ตอย่าง เฟร็ดดี้ ฮับบาร์ต

สำหรับเบ็นนี่ กรีนแล้ว เขาเป็นนักเปียโนสายแจ๊สคนแรกที่ได้รับรางวัลเกลน กูลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จากสภาเมืองดตรอนโต ในปี 1993 ต่อมาเขาร่วมกับวงเรย์ บราวน์ ตำนานเบสแจ๊สคนหนึ่งของโลก จนกระทั่ง 1997 เขาเริ่มตั้งวงทรีโอของเขาขึ้นมาซึ่งมีผลงานบันทึกเสียงจากหลายสังกัดรวมถึงบลูโน๊ตเร็คคอร์ด

ก่อนการแสดงของเบนนี่ กรีนจะเริ่มขึ้นต้องเสียเวลาไปเล็กน้อยด้วยการตั้งสายเปียโนอีกครั้ง เพราะในวันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว และเปียโนกลางแจ้งผ่านการเล่นมาตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงดึกเช่นนี้ย่อมต้องทำงานหนัก เมื่อวงจะเริ่มเล่น มีสายฝนบางๆ ค่อยๆ หล่นร่วงลงมา ผมถึงกับใจแป้วด้วยใจระทึก คือถ้าฝนตกลงมาในเวลานี้ต้องถือว่าเป็นอันจบกัน ผมเคยดูคอนเสิร์ตท่ามกลางสายฝนมาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่สวนพฤษาดุริยางค์ ซึ่งพื้นเป็นหญ้า คงแปรสภาพไม่ต่างไปจากวู๊ดสต๊อคในวันที่ฝนตกเป็นแน่ (ฮา)

แต่เหมือนอะไรดลใจทำให้ฝอยฝนนั้นหยุดลง และการแสดงบนเวทีก็ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น มีเพียงครั้งเดียวเมื่อเบนนี่ กรีนบรรเลงเพลงแรกจบ เขาหายเข้าไปหลังเวที ทำให้ผมงงว่าเกิดอะไรขึ้น หนุ่มน้อยคนนั้นกำลังทำอะไร เปียโนเสียงเพี้ยนหรือ แต่เปล่าครับ เขาหายไปเพื่อไปจดคำพูดว่า “คอบคุงคับ” มาอ่านให้ผู้ฟังฟังนั่นเอง (ฮา2)

มาพูดถึงลีลาการแสดงของเบนนี่กรีนกันครับ ต้องบอกว่าศิลปินระดับโลกนั้นใส่ใจทุกรายละเอียด เขาขึ้นมาเล่นบนเวทีด้วยเสื้อสูธสีเทาเข้มที่ดูเรียบร้อยทว่าสวมใส่สบาย ซึ่งผมคิดว่าแม้เป็นนักเปียโน ไม่ได้แอคชั่นอะไรมากทว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าได้ชมการแสดง ลีลาเปียโนของเขาก็เด็ดมากทั้งปฏิพานดนตรี ฝีมือ เทคนิค รวมถึงอารมณ์ด้นสดที่เปี่ยมคุณภาพ เขาเลืกเล่นเพลงที่ไม่ยาวมากนัก และมีเพลงแต่งใหม่ซึ่งแต่งขึ้นระหว่างที่เขาเวิร์คช็อป เพลงนี้เล่นครั้งแรกที่เวทีแห่งนี้ มีชื่อเพลงว่า Golden Flamingo มันเป็นเพลงที่มีเมโลดี้ไพเราะทำให้ผมนึกถึงลีลาเพลงของคีธ จาเร็ตต์ขึ้นมานิดๆ

การแสดงวันนี้จบลงด้วยความสุขสุดยอด เบนนี่ กรีนเล่นได้ดี จนทำให้ผมหลงใหลฝีมือเปียโนของเขา งานจบลงอย่างเรียบง่าย ผู้ชมทยอยกันกลับ สนามหญ้ากลับสู่ความว่างเปล่า ไฟสนามดับลง บนเวทีค่อยทยอยกันเก็บเครื่องไฟ

จากวันนี้ ผมภาวนาให้ปีหน้ามาถึงเร็วขึ้น เพื่อจะได้ชมเทศกาลแจ๊ส TIJC อีกครั้ง

This slideshow requires JavaScript.

กิจกรรมดนตรีแจ๊สที่ดีที่สุดในประเทศไทย ตอนที่ 1

โดย นิวัต พุทธประสาท

ก่อนที่ผมจะบรรยายบรรยากาศงาน TIJC 2012 ต้องขอเอ่ยชมด้วยความรู้สึกตื่นเต้นว่า งานหนนี้ทางผู้จัดจัดได้อย่างลงตัว สวยงาม เรียบง่าย ที่สำคัญก็คือเสียงของคอนเสิร์ตทำได้ดีมาก พูดง่ายๆ คือ เสียงดนตรีที่ออกมาจากสเตจถือว่ายอดเยี่ยม ไม่อยากเชื่อว่าวงทรีโอที่เล่นด้วยเครื่องอคูสติกทั้งหมด จะให้สุ้มเสียงที่แน่น สมจริง ผมเดินฟังทุกจุดของสนาม ก็พบว่าไม่มีจุดใดที่ด้อยเลย เว้นแต่ว่าถ้านั่งบนพื้น ไกลออกจากเวที เสียงอาจจะดร็อปลงไปบ้าง แต่พอนั่งบนเก้าอี้เท่านั้นแหละครับเสียงก็กลับมาดังเดิม ความดีคงต้องยกให้ซาวด์สเตจที่เข้าใจเรื่องดนตรีแจ๊ส

TIJC 2012 เป็นการจัดเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยคล้ายประเพณีคือทางมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ได้จัดขึ้นทุกปลายเดือนมกราคม ผมมางานแจ๊สครั้งนี้เป้นหนที่สาม ปีหน้าถ้าจัดอีกก็จะมาอีกอย่างแน่นอน ดังนั้นถ้าใครที่พลาดงานในปีนี้ เตรียมเฝ้ารอโปรแกรมในปีหน้าได้เลยครับ ผมถือว่างาน TIJC เป็นงานแจ๊สที่ดีที่สุดในประเทศไทย และไม่ได้ทำเพื่อการค้าเหมือนงานอื่นๆ ดังนั้นทุกวินาทีที่งานเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ล้วนแสดงความต้องการที่จะพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นทุกปี

งาน TIJC ไม่ได้มีเพียงงานแสดงคอนเสิร์ตเท่านั้นทว่า ภาคกลางวันจะมีการเวิร์คช็อปจากนักดนตรีแจ๊สทั้งไทยและเทศ ส่วนภาคค่ำจึงเป็นงานแสดงดนตรี ในภาคกลางวันมีประโยชน์ทั้งนักศึกษาดนตรีและบุคคลทั่วไปที่สนใจดนตรี เพราะนักดนตรีที่มาบรรยายและเวิร์คช็อปต่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับดนตรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้พบปะนักดนตรีเหล่านั้น

ส่วนภาคค่ำคงไม่ต้องพูดถึง เพราะมีโปรแกรมดนตรีตั้งแต่หกโมงครึ่งจนถึงห้าทุ่ม เป็นที่ทราบดีว่าภายในตัวงาน โดยเฉพาะเมนสเตจนั้นเป็นสนามหญ้ารายล้อมด้วยพันธุ์ไม้ที่สามารถนำมาทำเครื่องดนตรี และตัวอาคารในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ก็ถูกออกแบบออกมาให้เข้ากับสภาพแวดล้อม ซึ่งผมบอกได้ว่าวิสัยทัศน์ของเขามีมากกว่ามหาวิทยาลัยศิลปะบางแห่งเสียอีก

กลับมาที่งานดนตรีอีกครั้งงานวันแรกคือวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555 วันนี้ผมไม่ได้ไปชมเพราะติดธุระจากงานอื่น ผมเริ่มไปงานในวันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2555 โปรแกรมในวันนี้เริ่มที่ วงของมหาวิทยาลัยรังสิตแจ๊สออร์เคสตราเป็นวงเปิด เป็นที่ทราบดีว่าแม้จะเป็นวงของนักศึกษาแต่ฝีมือไม่ธรรมดา วงบิ๊กแบนด์นอกจากความสามารถแล้วยังต้องเล่นกันเป็นวงด้วย

ส่วนศิลปินวงต่อมาคือ Unit Asia และโก้ มิสเตอร์ แซ็กแมน วงยูนิตเอเชียก่อตั้งโดย อิซาโอะ มิโยชิ นักกีตาร์ฝีมือดี เขาเล่นกีตาร์ตั้งแต่เรียนมัธยม และสนใจดนตรีแจ๊สตอนเรียนมหาวิทยาลัย เข้าร่วมกับนักดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นทั้งบันทึกเสียง และแสดงดนตรีทั่วโลก ส่วนลูกวงอันประกอบไปด้วยฮิโรกิ โนริทาเกะ (มือกลอง) ชิเกคิ อิปปอน (มือเบส) และ เท เชอ เชียง (เปียโน-คีย์บอร์ด) ชาวมาเลเชีย โดยมีโก้ เป็นแซกโซโฟน

การแสดงของวงยูนิตเอเชียและโก้ถือได้ว่าสมบูรณ์แบบมาก นักดนตรีอาชีพที่มีประสบการณ์การแสดงทั่วโลกมักจะมีทีเด็ดทำให้ผู้ชมตรึงตรา แม้เพลงส่วนใหญ่จะเป็นเพลงแต่งใหม่ของทางวงเอง ทว่าพวกเขาก็แสดงฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยม โก้ยังคงลีลาในแบบที่เขาถนัด

วงต่อมาเป็นวง Denny and Friends ประกอบด้วย อาจารย์เด่น อยู่ประเสริฐ (เปียโน นักประพันธ์เพลง และวาทยากร) ดร.เด่นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการแสดงเปียโนแจ๊สจาก วิทยาลัยศิลปะคอร์นิช ปริญญาโทสาขาดนตรีแจ๊สศึกษาจาก ม.นอร์ทเท็กัส และปริญญาเอก สาขาการประพันธ์เพลงและการสอนดนตรีแจ๊สจาก ม.นอร์ทเทิร์นโคโลราโด ในระดับนานาชาติเขาได้รางวัลอาทิ รางวัลหลุยส์ อาร์มสตรอง จากเทศกาลแจ๊สไลโอนิล แฮมตัน รางวัลยอดเยี่ยมจากเทศกาลแจ๊สเมืองวิชิทา เป็นต้น

นอกจากนั้นยังเคยร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สทั่วโลกและเป็นผู้บุกเบิกการเรียนการสอนดนตรีแจ๊สในระดับปริญญาตรีและโทที่เมืองไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต

นักดนตรีท่านอื่นคือธีรัตน์ เลาหพาณิชย์ (อัลโตแซกโซโฟน) ช้างต้น (กีตาร์) ธีรวัฒน์ (เบส) และ ณภัสต์ (กลอง) การแสดงในวันนี้ของวง Denny and Friends ยังคงรักษามาตรฐานของตัวเองและดูเหมือนว่านับวันทีมเวิร์คของวงจะยิ่งสูงขึ้น ความ จึงทำให้การแสดงเต็มไปด้วยความสมบูรณ์

และมาถึงวงสุดท้ายของค่ำคืนวันที่ 28 มกราคม 2555 Marcus Strickland Quartet ประกอบไปด้วย David Bryant (เปียโน) Ben Williams (เบส) และ  EJ. Strickland (กลอง)

มาร์คัส สตริคแลนด์เริ่มเล่นอัลโตแซกโซโฟนตอนอายุ 11 ขวบ เขาสนใจดนตรีแจ๊สเป็นพิเศษ ครูสอนแซ็กให้เขาแกะเพลงของชาร์ลี ปาร์คเกอร์เล่นตั้งแต่อายุ 12 ส่วนน้องชายฝาแฝดของเขา EJ. ก็สนใจเล่นดนตรีแจ๊ส สำหรับในค่ำคืนนั้นสตริคแลนด์และวงสะกดผู้ชมได้เป็นอย่างดี ทีมเวิร์ค การเลือกท่อนโซโล และการแสดงปฏิพานทางดนตรีทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ การเลือกวงของทางผู้จัดทำได้ดีมาก ซึ่งผมเชื่อว่าในปีต่อไปๆ ทางผู้จักจะเชิญนักดนตรีอาชีพแบบนี้มาให้ผู้ชมได้ชมอีก

อ่านตอนที่ 2

 

This slideshow requires JavaScript.

Mozart Concerto For Two Pianos / Concerto For Three Pianos / Piano Quartet

New York Philharmonic

โดย นิวัต พุทธประสาท

Bernstien Century

ชื่อเสียงของโมสาร์ทเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักฟังเพลงคลาสสิกเท่านั้น ทว่าชื่อของคีตกวีท่านนี้เป็นที่รู้จักขอนคนทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าเขาและเธอจะเคยฟัง หรือไม่เคยฟังมาก่อน ไม่ว่าจะรู้จักชีวิตคีตกวีนามนี้มากน้อยเพียงไรหรือไม่…ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความมีชื่อเสียงของโมสาร์ทคือตัวแทนของความ “อมตะ” ไม่มีวันสูญหาย ไม่มีวันถูกฉีกทำลาย มีบุคคลไม่มากนักที่จะอยู่ในฐานะแบบนี้ และโมสาร์ทเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมคนอมตะของโลกโดยมิต้องสงสัย

เมื่อใดก็ตามที่ผมหยิบงานของโมสาร์ทกลับมาฟัง ผมมักจะมีคำถามขึ้นในใจเสมอ ความสำเร็จของวิวัลดี บาค แฮนเดิล แผ้วถางทางเอาไว้ประหนึ่งเสาหลักแห่งการเริ่มต้นดนตรีคลาสสิก ขณะที่โมสาร์ทได้ทำให้ยุคคลาสิกเคิลมิวสิก มีรากฐานที่มั่นคงถาวร เป็นตัวแทนต่อแบบอย่างประเพณี ในขณะเดียวกันก็พัฒนารูปแบบของวงออร์เครสตร้า แชมเบอร์ คอนแชร์โต้ โซนาต้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อฟังงานของโมสาร์ทสิ่งหนึ่งที่ต้องรำพึงออกมาเสมอก็คือ เขาเป็นคีตกวีที่ฉลาด มีความเป็นอัจฉริยะ มีความสามารถทางดนตรีเปี่ยมล้น มีความคิดสร้างสรรค์อันเอกอุ และที่สำคัญ มีแนวทางของเสียงดนตรีที่แจ่มแจ้ง แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเสียงเพลงของโมสาร์ท เรามักจะตอบได้ทันทีว่านี่คือเพลงของท่าน

สำหรับแผ่นซีดีเพลงที่ผมจะแนะนำในแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ทำขึ้น หรือรวบรวมผลงานของ Leonard Bernstien ที่รีมาสเตอร์มาจากเทปอนาล็อค เพลงแรก Concerto For Two Pianos K.0365 บันทึกเสียงในปี 1970 เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos K.242 บันทึกเสียงในปี 1968 และเพลงสุดท้ายซึ่งถือเป็นเพลงแถม (ที่ไม่ธรรมดา) Piano Quartet K.478 บันทึกเสียงในปี 1965 ต่างกรรมต่างวาระกันพอสมควร แต่ทั้งหมด Bernstien มีส่วนหลักในทั้งสามเพลง สำหรับตัวอักษร K ซึ่งต่อท้ายด้วยตัวเลข มาจากอักษรย่อของ Lugwig Von Kochel (ค.ศ.1800-1877) ซึ่งเป็นคนวิจัยและรวมรวมงานที่ไม่มี Opus Number ของโมสาร์ท โดยจัดลำดับหมายเลขเอาไว้จำนวนหนึ่ง โดยเรียกว่า Kochel Numeration

โมสาร์ทมีแววทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขาเป็นนักไวโอลินประจำวง ส่วนพี่สาวก็เล่นไวโอลิน เขาแสดงความสามารถทางไวโอลินจนพ่อยอมรับ และคิดจะปั้นให้เขาเป็นยอดนักไวโอลินของยุคให้ได้ ทั้งสามชีวิตเดินทางไปแสดงดนตรีทั่วยุโรป ชื่อเสียงของโมสาร์ทจึงดังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ชีวิตนักดนตรีของเขากลับลุ่ม ๆ ดอน ๆ เสมอ รวมถึงเรื่องความรักก็ไม่ค่อยได้สมดังใจทั้งที่เป็นคนรูปหล่อ แถมปัญญาดี การเป็นนักดนตรีและต้องพึ่งพาดยุคหรือคนชั้นสูงเป็นผู้สนับสนุน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่นเจ้านายได้ตายลง มีเจ้านายใหม่เข้ามาแทน ทำให้โมสาร์ทไม่สามารถนำพาหรือฝากชีวิตเอาไว้ที่ใดที่หนึ่ง ในชีวิตบั้นปลายของโมสาร์ท เขาต้องตายด้วยไข้รากสากอย่างโดดเดี่ยว แม้แต่หลุมฝังศพก็มิได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ ทว่าชื่อของเขา เพลงของเขากลับเป็นอมตะจนถึงถึงวันนี้

เพลงแรกของแผ่นซีดีเพลงนี้ Concerto For Two Pianos บรรเลงเปียโนโดย Arthur Gold และRobert Fizdale มูฟเม้นต์แรกวงออร์เครสตร้าโหมขึ้นพร้อมกัน เครื่องสายเล่นท่วงทำนองหลัก ด้วยความเร็วปานกลาง ก่อนที่จะเข้าสู่การประชันเปียโนสองหลัง ดนตรีในช่วงแรกมีลักษณะสดใส สุขสว่าง เต็มไปด้วยความร่าเริงมีชีวิตชีวา การแยกแยะเสียงเปียโนสองหลังทำได้อย่างดีเยี่ยม มูฟเม้นต์ที่สองท่วงทำนองช้า แต่มีเมโลดี้ที่งดงาม เปียโนเล่นแนวดนตรีหลักบรรยายเรื่องราว เหมือนคนสองคนสนทนาต่อกัน ผลัดกันเล่าเรื่องที่แสนยากลำบาก หม่นเศร้า มูฟเม้นต์ที่สามเริ่มต้นด้วยความสดใสสุกสว่างอีกครั้ง เหมือนปัญหาได้คลี่คลายลง หมอกบาง ๆ จางหาย ชีวิตกลับมาสู่เส้นทางต่อไป

เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos เปียโนสองหลังแรกยังคงบรรเลงโดย Arthur Gold กับ Robert Fizdale เปียโนหลังที่สามที่เพิ่มเข้ามาบรรเลงโดย Leonard Bernstien มูฟเม้นต์แรกขึ้นต้นด้วยลักษณะดนตรีซึ่งแสดงความความโอ่อ่า สง่างาม ราวกับเดินอยู่บนทางเดินซึ่งปูด้วยพรมสีแดง สองข้างทางประดับด้วยโคมไฟสวยงาม เปียโนสอดแทรกบรรยายบรรยากาศเริงรื่น เปียโนสามหลังผลัดกันเล่าอันสอดรับกัน ขัดแย้งกันเป๋นการเล่นที่มีทีมเวิร์กที่ดี เปียโนสามหลังสอดรับท่วงทำนองอย่างกลมกลืน โดยตำแหน่งเปียโนทั้งสามหลังไล่จากลำโพงซ้าย ตรงกลาง มาสู่ลำโพงขวา มูฟเม้นต์ที่สองเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของโมสาร์ทนั่นคือจะมีท่วงทำนองช้า บรรยายความเศร้าหม่น-ปัญหานานาพรรณได้รับการพรรณาออกมาอย่างต่อเนื่อง มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มด้วยเปียโน วงออร์เครสตร้าเล่นท่วงทำนองสนับสนุน เปิดโอกาสให้เปียโนผลัดกันทำหน้าเสมือนตัวแทนการเล่าเรื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงที่คลี่คลายของบทเพลงในตอนจบ

ส่วนเพลงสุดท้าย Piano Quartet เป็นการผสมวงด้วยเครื่องดนตรีสี่ชิ้นอันได้แก่เปียโน บรรเลงโดย Bernstien ไวโอลินโดย Robert Mann วิโอลาโดย Raphael Hillyer และเชลโลโดย Claus Adam นักดนตรีเครื่องสายในเพลงนี้เป็นสมาชิกของ Juillard String Quartet เพลงนี้จะถือเป็นเพลงแถมถือจะไม่ได้ เพราะเป็นบทเพลงสำคัชิ้นหนึ่งของท่านโมสาร์ท โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์แรกตอนขึ้นต้นนั้นเมโลดี้สำคัญที่ท่านผู้ฟังติดหู เพราะได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นธีมหนังในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงหนังที่เกี่ยวกับโมสาร์ทด้วย

ว่าไปแล้ว Piano Quartet ของโมสาร์ทเพลงนี้มีเนื้อหาความเข้มข้นในระดับที่น่าสนใจยิ่ง การเล่นของวงเครื่องสาย Juilard เล่นได้อย่างดุดันในมูฟเม้นต์แรก อ่อนช้อยงดงามในมูฟเม้นต์ที่สอง และสดใสรื่นเริง-คลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย เพลงนี้ฉายภาพให้เห็นถึงแนวดนตรีของโมสาร์ทมิได้มุ่งเน้นแต่งเพลงหวานไพเราะเอาใจราชสำนักเท่านั้น ทว่ายังคงเนื้อหาที่ค้นหาความหมายของชีวิต การดำรงอยู่ในแบบสามัญชนของเขาซึ่งมีทั้งรุ่งโรจน์สุกสว่าง จนถึงคราวตกอับขาดเงิน แม้จะไม่มากเท่าคีตกวีท่านอื่น แต่ชีวิตสามัญชนก็ยังคงดำรงอยู่ในตัวโมสาร์ท

อัลบัมนี้ถือเป็นอัลบัมที่คุ้มค่าสำหรับคนที่เริ่มต้นฟังเพลงของโมสาร์ท โดยเฉพาะท่านที่ชื่นชอบเปียโนคอนแชร์โต้ หลัง ๆ ผมเอาแผ่นโซนี่รีมาสเตอร์จากเทปอนาล็อคมาเป็นดิจิตอลกลับมาฟัง กลับรู้สึกว่าชอบมากกว่าแผ่นใหม่ ๆ ที่บันทึกเสียงในแบบดิจิตอลโดยตรง โดยเฉพาะเสียงบรรยากาศสภาพแวดล้อมในการอัดเสียง เสียงเครื่องสาย เสียงเปียโนไม่แหลมแสบแก้วหู หรือฟังแล้วรู้สึกรำคาญเลย คงต้องยกประโยชน์ให้กับทีมเทคนิคที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ชุบชีวิตงานเก่า ๆ ให้กลับมามีชีวิตชีวา (แต่จะเป็นทุกอัลบัมหรือเปล่าคงบอกไม่ได้)

Music: 8

Sound: 9

 

ผมเคยฟังผลงานของ Liela Josefowicz มาก่อนหน้านั้นหนึ่งอัลบัมคือ Bohemian Rhapdodies ซึ่งเป็นผลงานประเภทคัดสรรค์เพลงสำหรับไวโอลินและออร์เครสตร้าที่ผู้ฟังคุ้นเคยมาเล่น-ตีความใหม่ ตอนฟังครั้งแรกผมก็อดแปลกใจไม่ได้เพราะสุ้มเสียงไวโอลินของไลลานั้นให้สำเนียงที่แตกต่างจากนักไวโอลินคนอื่นอย่างเด่นชัด เด่นชัดในแง่การตีความ การบรรเลง ยิ่งเล่นเพลงที่ฮิตที่คุ้นเคยผมยิ่งมองเห็นเสน่ห์ของเธอ โดยเฉพาะบทบรรเลง Carmen Fantasy ของเปาโล เดอ ซาราซาเต ที่เคยฟังมาจากหลายนักดนตรี หลายเวอร์ชั่นต้องบอกว่าเธอผู้นี้ให้อะไรใหม่ ๆ ที่สดกระจ่างอย่างน่าทึ่ง ท่อนท้าย ๆ ของ Carmen Fantasy ลองไปฟังเถิดครับว่าวิธีการเล่นของเธอนั้นน่าทึ่งเพียงใด นอกจากความเร็วแล้วเทคนิคยังแพรวพราวอีกต่างหาก ส่วนเพลงที่ให้ความกังวานของเสียงไวโอลินอย่างมากคือ Tzigane ผลงานของราเวล แล้วเพลงนี้ของราเวลก็ได้อารมณ์แบบเพลงพื้นบ้านไม่น้อยทีเดียว

ส่วนเพลง Zigeunerweisen ไลลาเล่นได้ถูกจริตของผมโดยแท้ คือเธอค่อย ๆ นำพาผู้ฟังไปตามท่วงทำนองหลัก ซึ่งเพลงนี้ผู้ฟังคุ้นเคยท่วงทำนองอยู่แล้วว่ามันไพเราะจับใจในช่วงแรกจนถึงช่วงกลาง แต่พอถึงท่อนท้ายซึ่งมีความเร็วปานสายลม ไลลาก็เล่นได้อย่างเหลือเชื่อ การดีดสายไปพร้อมกับสีคันชักนี่สิครับมันยอดมาก แสดงให้เห้นว่าเธอมีเทคนิคการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทุกเม็ดที่เธอเล่นชัดเจนเหมือนเธอมาเล่นให้ฟังตรงหน้า แล้วเพลงที่พลาดไม่ได้ก็คือ Méditation de Thaïs ของ Jules Massenet เพลงนี้เต็มไปด้วยความงดงาม วลีไพเราะหลั่งไหลราวกับสายน้ำเอื่อย ส่วนเพลงที่เหลืออย่าง Introduction and Rondo Capriccioso ของแซง-ซองส์ นั้นก็เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึง Poème ของ Ernest Chausson คีตกวีชาวฝรั่งเศส แต่งเพลงนี้ด้วยความงดงามตามแบบทกวี ไลลาถ่ายทอดบทเพลงออกมาจากความรู้สึกภายในให้ล้นเอ่อจากห้วงอารมณ์

หลังจากฟังอัลบัมชุดนี้จบลง ทำให้ผมจำชื่อของ Liela Josefowicz ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะฝีมือและเสียงไวโอลินของเธอ

Liela Josefowicz เป็นนักไวโอลินชาวแคนาดา เธอเกิดในวันที่ 20 ตุลาคม 1977 ใน Missiauga, Ontario ตอนที่เธอยังเด็กครอบครัวก็ย้ายมาอยู่ที่แอลเอ, แคลิฟอร์เนีย อายุสามขวบเธอเริ่มเรียนไวโอลินด้วยหลักสูตรของ Suzuki พ่อของไลลาเป็นนักฟิสิกซ์ แม่เป็นนักชีววิทยา แม้ทั้งสองจะไม่ใช่นักดนตรีแต่เธอก็เรียนรู้วิถีแห่งชีวิตจากคนทั้งสอง เมื่ออายุสิบสามขวบเธอย้ายมาอยู่ที่ฟิลาเดลเฟีย ซึ่งที่นี่เธอได้เข้าเรียนในสถาบันดนตรีเคอร์ติส ในแบบพาสไทม์ตั้งแต่อายุ 13-16 ปี โดยเรียนกับ Jaime Laredo (นักไวโอลิน-คอนดัคเตอร์ชาวโบลิเวีย ซึ่งเป็นมิวสิคไดเร็คอยู่ที่วงดุริยางค์เวอร์มอนต์) Jascha Brodsky, Felix Galimir และ Joseph Gingold ที่เคอร์ติสมีนักเรียนประมาณ 150 คนเท่านั้น นักเรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนทุน ซึ่งเธอชอบมันมากเพราะที่เคอร์ติสไม่ได้มุ่งหวังทางด้านธุรกิจมากเหมือนที่อื่น แล้วนักเรียนทุกคนก็รู้จักกัน หลังจากเรียนที่สถาบันเคอร์ติสเธอจึงเรียนปริญญาทางด้านดนตรีต่อ ช่วงวัยรุ่นไลลาก็ได้ร่วมงานกับวงดุริยางค์ทั่วโลก ตั้งแต่ยุโรปถึงเอเชีย จากเอเชียถึงสหรัฐอเมริกา แต่ความภูมิใจของเธอคือการที่ได้เล่นใน Carnegie Hall ครั้งแรกเมื่อปี 1994 ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุเพียง 16 ปี เท่านั้น โดยเล่นเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี บรรเลงโดยวง Academy of St.Mrtin ควบคุมวงโดย เซอร์เนวิลล์ มาริเนอร์

อัลบัมแรกที่ไลลาบันทึกเสียง เป็นอัลบัมชุด Début Recording จากค่าย Philips ซึ่งเธอเลือกผลงานเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้ และซิเบลิอุส วงที่บรรเลงไม่ใช่ใครอื่นคือวง Academy of St.Mrtin ควบคุมวงโดย เซอร์เนวิลล์ มาริเนอร์ นั่นเอง การเลือกเพลงไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้ เป็นเหมือนการตอกย้ำความสำเร็จของไลลาในการแสดงที่คาเนกี้ฮอลล์ ครั้งนั้นตั๋วขายหมดก่อนการแสดงจะเริ่มเป็นสัปดาห์ และมันยังเป็นความท้าทายของเธออีกประการ เพราะนักไวโอลินทุกคนต่างก็เคยผ่านการเล่นเพลงนี้มาก่อน ทั้งการแสดงคอนเสิร์ตจนถึงบันทึกเสียง ทำให้มีตัวเปรียบเทียบในการเล่น ดังนั้นเธอก็ต้องเผชิญความกดดันในการเล่นที่ต้องเล่นให้ดีกว่าต้นฉบับอื่น หรือถ้าตีความให้แปลกต่างก็อาจจะไม่ได้รับการต้อนรับจากกลุ่มคนฟัง ดังนั้นจึงเป็นการเปิดตัวอัลบัมแรกที่เต็มไปด้วยความคาดหวังเป็นอย่างมาก แต่ถ้าในแง่การขาย เพลงไวโอลินของไชยคอฟสกี้เพลงนี้ก็ยังขายได้ไม่เสื่อมคลาย ซึ่งค่ายเพลงก็มองว่าอย่างไรเสีย เพลงเหล่านี้ก็ยังคงต่อลมหายใจให้กับดนตรีคลาสสิก และการเล่นของไลลาก็แสดงให้เห็นว่าเธอมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมเพียงไร

ชุดนี้ในปกแผ่นซีดีเขียนกำกับเอาไว้ว่าไวโอลินคอนแชร์โตของไชยคอฟสกี้เล่นด้วยไวโอลิน “Ruby” Stradivarius ปี 1708 ไวโอลินสีแดงตัวนี้ยืมมาจาก Stradivari Society ไวโอลินสีแดงของ Stradivarius ได้ชื่อว่าเป็นไวโอลินที่มีเสียงก้องกังวาน ไพเราะ มีความหนาของเสียงที่เกินพรรณา นักไวโอลินทุกคนต่างปรารถนาจะได้เล่นไวโอลินสีแดงของสตราดิวาริอัส ส่วนเพลงของณอง ซิเบลิอุส ใช้ไวโอลิน “Ebersolt” Guarnerius del Gesú ปี 1739 ซึ่งเธอใช้อยู่ในช่วง 4 ปีหลัง โดยยืมมาจาก ดร.แฮร์เบิร์ต เอเซอล์รอด เธอกล่าวว่าไวโอลินตัวนี้เป็นไวโอลินชั้นยอด แม้ว่าเธอจะเคยใช้รูบี้มาแล้ว แต่เสียงของไวโอลินตัวดังกล่าวก็ให้เสียงที่ดีไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ต้องกล่าวว่าเพลงไวโอลินคอนแชร์โตทั้งสองบทเพลงในแผ่นซีดีชุดปฐมฤกษ์ของเธอ ไลลาแสดงให้เห็นถึงเทคนิคที่แม่นยำ การเข้าถึงอารมณ์เพลง รวมถึงกล้าแสดงในแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดเสียงไวโอลินที่งดงาม แม้จะต้องเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทว่าเธอเป็นนักดนตรีที่ให้ความสำคัญในการตีความพอ ๆ กับเทคนิคหรือฝีมือ เธอกล่าวเอาไว้ว่า “ฉันเป็นนักสร้างเสียง เสียงคือทุกสิ่งทุกอย่าง เทคนิคมาทีหลัง” และเธอยังชื่นชอบแนวทางของนักไวโอลินรุ่นเก่าอย่างเช่น Bronislaw Huberman ซึ่งเธอศึกษาผลงานของเขาผ่านแผ่นซีดีจำนวนมาก เธอให้ความเห็นว่าการเล่นของฮูเบอร์แมนไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทว่าเขากล้าแสดงที่จะแสดงบางอย่างจนกลายเป็นเอกลักษณ์ เขาไม่ได้สนใจเสียงวิจารณ์ ซึ่งเธอชอบในสิ่งที่ฮูเบอร์แมนเป็นในจุดนี้

นั่นจึงทำให้ผลงานชุดแรกของเธอมีความน่าสนใจ สดใหม่ เต็มไปด้วยการค้นหา ต่อมาผมได้แผ่นซีดีชุดที่เธอเล่นเพลงคลาสสิกแบบมาตรฐานมาอีกชุด ในชุดนี้เธอบรรเลงผลงานไวโอลินของเมนเดลโชห์ล กลาซูนอฟ และไชยคอฟสกี้ บรรเลงโดยวง Orchestre symphonique de Montréal คอนดัคเตอร์โดย Charles Dutoit

ไวโอลินคอนแชร์โตของเมนเดลโชห์ลเป็นเพลงที่ผู้ฟังส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะมีเมโลดี้ที่ไพเราะตลอดทั้งสามมูฟเม้นต์ ฟังครั้งใดก็จะฮัมท่วงทำนองหลักได้ กระนั้นการหาสิ่งใดใหม่ ๆ มานำเสนอให้กับเพลงจึงเป็นเหมือนการงมเข้มในมหาสมุทรก็ไม่ปาน กระนั้นไลลาก็ยังคงเป็นนักไวโอลินอีกคนที่ฝ่าด่านนั้นไปได้ การเล่นที่แม่นยำ และเข้าสู่เนื้อหาทางอารมณ์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงพลังที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้น

ไลลาบันทึกเอาไว้ว่าเธอโชคดี ก่อนบันทึกเสียงเธอได้เล่นไวโอลินคอนแชร์โต้ของไชยคอฟสกี้กับวง Radio Hanover และ Orchestre de la Suisse Romande และเล่นไวโอลินคอนแชร์โตของกลาซูนอฟ กับวงเวียนนาซิมโฟนีออร์เครสตรา เธอยังเคยพูดเอาไว้ว่าเธอทุ่มเทให้กับการบันทึกเสียงมากกว่าการแสดงสด เพราะการบันทึกเสียงจะอยู่อย่างคงทนถาวร แล้วเธอก็เล่นราวกับว่าพรุ่งนี้ไม่อาจมีต่อไป เธอจึงรักการบันทึกเสียง และดูแลขั้นตอนการอัดเสียงอย่างใกล้ชิด การเล่นเพลงคอนแชร์โตทั้งสองเพลงนี้เป็นความท้าทายความสามารถของตัวไลลา

เธอเอ่ยว่า “สำหรับฉันโทนเสียงเป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่าง ทางเลือกที่แตกต่าง คือการเลือกเล่นเพลงของคีตกวีที่แตกต่าง ท่วงทำนองเป็นยิ่งกว่าขั้นพื้นฐาน เป็นเพราะหัวใจของฉันเป็นดังท่วงทำนอง ลมหายใจคือท่วงทำนอง ฉันรักท่วงทำนอง นั่นเป็นเพราะฉันรักดนตรีแจ๊ส” ไลลาเป็นนักดนตรีคลาสสิกที่ชื่นชอบดนตรีแจ๊ส เธอชอบไมลส์ เดวิส เอลลา ฟิสเชอรัลด์ ซารา วอห์น แล้วเธอยังเล่นดนตรีคลาสสิกสมัยใหม่ ดนตรีแนวอวองการ์ดที่น่าตื่นตา จึงไม่แปลกที่เธอจะเล่นเพลงคลาสสิกมาตรฐานได้อย่างงดงามด้วยลีลาที่ไม่เหมือนใคร

ในผลงานชุดนี้ไลลาเล่าว่าเธอเคยทำงานกับชาร์ล ดูทัวต์ ตั้งแต่อายุ 13 ขวบ กับวงดุริยางค์แห่งชาติฝรั่งเศส และเคยเล่นกับวงมอนทริอัลหลายต่อหลายครั้ง จึงทำให้การทำงานครั้งนี้เต็มไปด้วยความและมิตรภาพในการทำงานที่ดีเยี่ยม ซึ่งส่งผลให้เสียงดนตรีเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ขณะเดียวกันก็เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง

การเลือกเล่นเพลงของเมนเดลโชห์ล และกลาซูนอฟ ในอัลบัมเดียวกัน เหมือนเป็นการเลือกที่ต้องการให้ผู้ฟังมองเห็นความแตกต่างในเชิงของคีตกวี เมนเดลโชห์ลเป็นคีตกวีที่เกิดในช่วงปี 1809-1847 เขามีชีวิตที่สุขสบายต่างจากคีตกวีคนอื่น แต่กระนั้นเมนเดลโชห์ลกลับมีอายุที่สั้น เขาล้มป่วยและตายอย่างกะทันหัน แม้อายุของเขาจะสั้นเพียง 38 ปี ทว่าผลงานของเมนเดลโชห์นที่แต่งเอาไว้จำนวนมาก ทว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความที่เป็นชนยิวของเขา ผลงานต่าง ๆ จึงถูกทำลายโดยนาซีผู้บ้าเลือด เพลงต่าง ๆ ของเขาถูกห้ามเล่น ทำให้เหลือผลงานการประพันธ์เอาไว้เท่าที่มีอยู่จนถึงปัจจุบัน

เพลงของเมนเดลโชห์ลเป็นเพลงที่แต่งขึ้นในช่วงยุคโรแมนติก ไวโอลินคอนแชร์โตของเขาจึงมีลักษณะหวาน และเอ่อล้นไปด้วยความไพเราะ

ขณะที่กลาซูนอฟนั้นเป็นคีตกวีชาวรัสเซียที่เกิดในช่วงปี 1865-1936 แม้ว่าจะเกิดคนละช่วงสมัยกัน ทว่ากลาซูนอฟก็มีแนวดนตรีในแบบโรแมนติก กลาซูนอฟเป็นครูสอนดนตรี คอนดัคเตอร์ และคีตกวีที่ประสบความสำเร็จ เขาแต่งซิมโฟนีเอาไว้ถึงแปดบทเพลงด้วยกัน ส่วนคอนแชร์โตแต่งเอาไว้ไม่มากนัก กระนั้นไวโอลินคอนแชร์โตก็ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ด้วยท่วงทำนองที่มีความไพเราะลึกซึ้ง ประกอบกับสอดแทรกท่วงทำนองเพลงพื้นบ้านรัสเซียซึ่งทำให้บทเพลงมีพลังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกระบวนที่สองนั้นมีความไพเราะงดงามซึ้งกินใจเหลือเกิน

แล้วในอัลบัมนี้ไลลายังเลือกเพลงแทรกกลาง โดยเล่นเพลง Valse-scherzo, op.82 ของไชยคอฟสกีมาอีกหนึ่งเพลง ทำให้อัลบัมนี้น่าฟังน่าสะสมยิ่งขึ้นไปอีก

ผลงานทั้งสามอัลบัมของ Liela Josefowicz ทำให้ผมอดทึ่งฝีมือไวโอลินของสาวแคนาดาที่ไปเติบโตในแผ่นดินอเมริกาไม่ได้ ซึ่งไม่ง่ายเลยที่ศิลปินเพลงจากแผ่นดินโลกใหม่อย่างอเมริกาจะสร้างนักดนตรีคลาสสิกที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ มีความโดดเด่น มีทัศคติทางดนตรีที่เยี่ยมยอด รวมถึงความมุ่งมั่นในจิตวิญญาณ สิ่งนั้นไลลาเป็นผู้ทลายกำแพงแห่งเสียงเพลง สิ่งที่เธอเล่นประจักษ์แล้วว่าเต็มไปด้วยคุณค่า น่าตื่นตา และสวยงาม

โดย June Soh/Thaksina Khaikaew | Washington/Washington / voa thai
จากมติชนออนไลน์

สำหรับคุณผู้ฟังหลายๆคน การเล่นแผ่นเสียงไวนิลพาความทรงจำของคุณย้อนยุคไปสมัยยังเป็นวัยรุ่นยุคซิกตี้ เซเว่นตี้ ตอนนั้นเพลงแนวร็อคแอนด์โรลกำลังดังเป็นพลุ

สมัยโน้น แฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ราชาเพลงร็อคเอลวิส เพรสลี่ หรือวงสี่เต่าทองของอังกฤษที่โด่งดังคับฟ้าต้องมีเครื่องเล่นจานเสียงที่เรียกกันว่า turntable เอาไว้เปิดฟัง

แผ่นเสียงไวนิลกับเครื่องเล่นจานเสียงกลายเป็นอดีตไปนานหลายปีแล้วตั้งแต่เทคโนโลยีด้านนี้เข้าสู่โลกดิจิตอล ปัจจุบันเรามีแผ่นซีดีและเครื่องเล่นออดิโอแบบเอ็มพีทรีเข้ามาแทนที่ แผ่นเสียงไวนิลกลายเป็นของหายาก บริษัทก็เลิกผลิตทั้งแผ่นและเครื่องเล่นไปนานแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้ แผ่นเสียงไวนิลเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันที่ชอบของเก่าเก็บอย่างเเจ็ค โลเว่นสไตน์ หนุมน้อยวัยสิบสี่ปี เขาเป็นลูกค้าร้าน Crooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซีเพราะชอบแผ่นเสียงไวนิลเป็นชีวิตและชอบซื้อแผ่นเสียงไวนิลมากกว่าแผ่นเสียงซีดี

ไม่เฉพาะหนุ่มน้อยคนนี้ที่หลงไหลในแผ่นเสียงไวนิล ซาร่า กริฟฟิธ อายุสิบเก้าปีก็คลั่งไคล้แผ่นเสียงเก่าจนจะกลายเป็นนักสะสมไปแล้ว เธอบอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเดี๋ยวนี้เธอเริ่มซื้อแผ่นเสียงไวนิลที่เป็นเพลงแนวพังค์มากขึ้นเพราะชอบ

สำหรับนักสะสมแผ่นเสียงรุ่นใหม่อย่าง”โจนาทัน โอลดมิกซัน “อายุสามสิบต้นๆ แผ่นเสียงไวนิลไม่ใช่แค่เท่ห์เท่านั้นแต่น่าสะสม เขาบอกว่าปกติเขาไม่ค่อยคลั่งไคล้อะไรแต่ยอมรับว่าพอเจอแผ่นเสียงไวนิลแล้ววางไม่ค่อยลงเพราะมันมีเสน่ห์แรงดึงดูดใจเหลือหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของตัวแผ่นเสียงหรือรูปภาพบนซองแผ่นเสียงก็สวยแล้วคุณภาพของเพลงก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

ในอเมริกาขณะนี้ธุรกิจขายแผ่นเสียงไวนิลกำลังมาแรงแม้ว่ายอดขายในอเมริกายังต่ำเมื่อเทียบกับยอดขายของซีดีเพลงหรือเอ็มพีทรี ปีที่แล้วมีคนซื้อแผ่นเสียงไวนิลถึงสามล้านแผ่นในอเมริกา โตขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับยอดขายช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนโน้น

บิล ดัลลี่ เจ้าของร้านCrooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซี บอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเมื่อห้าปีที่แล้วร้านเริ่มนำแผ่นเสียงไวนิลเพลงใหม่ๆออกมาวางขายพร้อมกับแถมแผ่นการ์ดดาวโหลด เอ็มพีทรีให้ลูกค้าด้วย ตั้งแต่นั้นมายอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขณะนี้ยอดขายอยู่ที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นของยอดขายทั้งหมดของร้าน นอกจากนี้ยอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลทางออนไลน์ของร้านก็เพิ่มขึ้นด้วย

บิล ดัลลี่ บอกว่า เขาส่งแผ่นเสียงไวนิลให้ลูกค้าทั่วโลกเกือบทุกวัน เขาคิดว่าน่าจะมีลูกค้าไปทั่วโลกแล้วเพราะไม่ใช่ทุกมุมโลกจะมีร้านขายแผ่นเสียง

ตอนนี้เราไปที่รัฐเวอร์จิเนีย ใกล้ๆกับกรุงวอชิงตันดีซี บริษัทFurnace MFG เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี ตอนนี้เปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นแผ่นเสียงไวนิลเป็นหลัก   อีริก เอสเตอร์ ผู้นำบริษัทบอกว่าการเร่งผลิตแผ่นเสียงไวนิลให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเป็นงานที่ท้าทายมาก

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าไม่มีใครผลิตเครื่องอัดแผ่นเสียงไวนิลมาเกือบหลายสิบปีแล้ว พวกเขาต้องไปเสาะหาว่ายังมีเครื่องมือการผลิตอะไรหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งหายากเต็มทน เขาจึงหันไปจ้างโรงงานผลิตในเยอรมันกับฮอลแลนด์ทำการอัดเสียงลงแผ่นไวนิลให้ แล้วส่งกลับมาเเพ็คที่บริษัทFurnace ในรัฐเวอร์จีเนียก่อนส่งไปขายให้ลูกค้าต่อไป ตอนนี้บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพลงไวนิลได้มากกว่าสองล้านแผ่นต่อปี

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าแผ่นเสียงที่ได้รับการอัดเสียงอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบจะมีคุณภาพเสียงดีมีมากกว่าเสียงที่อัดแบบดิจอตอล เพราะว่าเสียงบนแผ่นไวนิลไม่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมือนกับเทคนิคที่ให้ในการอัดเสียงลงแผ่นซีดีหรือการอัดเสียงรูปแบบดิจิตอล

ผู้ผลิตเพลงแผ่นเสียงไวนิลชาวอเมริกันคนนี้บอกว่าเขารับประกันว่าคนจะหันกลับมาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลกันมากขึ้นเพราะเวลาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลแล้วไม่อยากกลับไปฟังซีดีเลย