Info

Posts tagged ดนตรี

Mozart Concerto For Two Pianos / Concerto For Three Pianos / Piano Quartet

New York Philharmonic

โดย นิวัต พุทธประสาท

Bernstien Century

ชื่อเสียงของโมสาร์ทเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มนักฟังเพลงคลาสสิกเท่านั้น ทว่าชื่อของคีตกวีท่านนี้เป็นที่รู้จักขอนคนทั่วไปอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าเขาและเธอจะเคยฟัง หรือไม่เคยฟังมาก่อน ไม่ว่าจะรู้จักชีวิตคีตกวีนามนี้มากน้อยเพียงไรหรือไม่…ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ความมีชื่อเสียงของโมสาร์ทคือตัวแทนของความ “อมตะ” ไม่มีวันสูญหาย ไม่มีวันถูกฉีกทำลาย มีบุคคลไม่มากนักที่จะอยู่ในฐานะแบบนี้ และโมสาร์ทเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมคนอมตะของโลกโดยมิต้องสงสัย

เมื่อใดก็ตามที่ผมหยิบงานของโมสาร์ทกลับมาฟัง ผมมักจะมีคำถามขึ้นในใจเสมอ ความสำเร็จของวิวัลดี บาค แฮนเดิล แผ้วถางทางเอาไว้ประหนึ่งเสาหลักแห่งการเริ่มต้นดนตรีคลาสสิก ขณะที่โมสาร์ทได้ทำให้ยุคคลาสิกเคิลมิวสิก มีรากฐานที่มั่นคงถาวร เป็นตัวแทนต่อแบบอย่างประเพณี ในขณะเดียวกันก็พัฒนารูปแบบของวงออร์เครสตร้า แชมเบอร์ คอนแชร์โต้ โซนาต้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อฟังงานของโมสาร์ทสิ่งหนึ่งที่ต้องรำพึงออกมาเสมอก็คือ เขาเป็นคีตกวีที่ฉลาด มีความเป็นอัจฉริยะ มีความสามารถทางดนตรีเปี่ยมล้น มีความคิดสร้างสรรค์อันเอกอุ และที่สำคัญ มีแนวทางของเสียงดนตรีที่แจ่มแจ้ง แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเสียงเพลงของโมสาร์ท เรามักจะตอบได้ทันทีว่านี่คือเพลงของท่าน

สำหรับแผ่นซีดีเพลงที่ผมจะแนะนำในแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ทำขึ้น หรือรวบรวมผลงานของ Leonard Bernstien ที่รีมาสเตอร์มาจากเทปอนาล็อค เพลงแรก Concerto For Two Pianos K.0365 บันทึกเสียงในปี 1970 เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos K.242 บันทึกเสียงในปี 1968 และเพลงสุดท้ายซึ่งถือเป็นเพลงแถม (ที่ไม่ธรรมดา) Piano Quartet K.478 บันทึกเสียงในปี 1965 ต่างกรรมต่างวาระกันพอสมควร แต่ทั้งหมด Bernstien มีส่วนหลักในทั้งสามเพลง สำหรับตัวอักษร K ซึ่งต่อท้ายด้วยตัวเลข มาจากอักษรย่อของ Lugwig Von Kochel (ค.ศ.1800-1877) ซึ่งเป็นคนวิจัยและรวมรวมงานที่ไม่มี Opus Number ของโมสาร์ท โดยจัดลำดับหมายเลขเอาไว้จำนวนหนึ่ง โดยเรียกว่า Kochel Numeration

โมสาร์ทมีแววทางดนตรีมาตั้งแต่เด็ก พ่อของเขาเป็นนักไวโอลินประจำวง ส่วนพี่สาวก็เล่นไวโอลิน เขาแสดงความสามารถทางไวโอลินจนพ่อยอมรับ และคิดจะปั้นให้เขาเป็นยอดนักไวโอลินของยุคให้ได้ ทั้งสามชีวิตเดินทางไปแสดงดนตรีทั่วยุโรป ชื่อเสียงของโมสาร์ทจึงดังมาตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่ชีวิตนักดนตรีของเขากลับลุ่ม ๆ ดอน ๆ เสมอ รวมถึงเรื่องความรักก็ไม่ค่อยได้สมดังใจทั้งที่เป็นคนรูปหล่อ แถมปัญญาดี การเป็นนักดนตรีและต้องพึ่งพาดยุคหรือคนชั้นสูงเป็นผู้สนับสนุน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่นเจ้านายได้ตายลง มีเจ้านายใหม่เข้ามาแทน ทำให้โมสาร์ทไม่สามารถนำพาหรือฝากชีวิตเอาไว้ที่ใดที่หนึ่ง ในชีวิตบั้นปลายของโมสาร์ท เขาต้องตายด้วยไข้รากสากอย่างโดดเดี่ยว แม้แต่หลุมฝังศพก็มิได้ทำเครื่องหมายเอาไว้ ทว่าชื่อของเขา เพลงของเขากลับเป็นอมตะจนถึงถึงวันนี้

เพลงแรกของแผ่นซีดีเพลงนี้ Concerto For Two Pianos บรรเลงเปียโนโดย Arthur Gold และRobert Fizdale มูฟเม้นต์แรกวงออร์เครสตร้าโหมขึ้นพร้อมกัน เครื่องสายเล่นท่วงทำนองหลัก ด้วยความเร็วปานกลาง ก่อนที่จะเข้าสู่การประชันเปียโนสองหลัง ดนตรีในช่วงแรกมีลักษณะสดใส สุขสว่าง เต็มไปด้วยความร่าเริงมีชีวิตชีวา การแยกแยะเสียงเปียโนสองหลังทำได้อย่างดีเยี่ยม มูฟเม้นต์ที่สองท่วงทำนองช้า แต่มีเมโลดี้ที่งดงาม เปียโนเล่นแนวดนตรีหลักบรรยายเรื่องราว เหมือนคนสองคนสนทนาต่อกัน ผลัดกันเล่าเรื่องที่แสนยากลำบาก หม่นเศร้า มูฟเม้นต์ที่สามเริ่มต้นด้วยความสดใสสุกสว่างอีกครั้ง เหมือนปัญหาได้คลี่คลายลง หมอกบาง ๆ จางหาย ชีวิตกลับมาสู่เส้นทางต่อไป

เพลงที่สอง Concerto For Three Pianos เปียโนสองหลังแรกยังคงบรรเลงโดย Arthur Gold กับ Robert Fizdale เปียโนหลังที่สามที่เพิ่มเข้ามาบรรเลงโดย Leonard Bernstien มูฟเม้นต์แรกขึ้นต้นด้วยลักษณะดนตรีซึ่งแสดงความความโอ่อ่า สง่างาม ราวกับเดินอยู่บนทางเดินซึ่งปูด้วยพรมสีแดง สองข้างทางประดับด้วยโคมไฟสวยงาม เปียโนสอดแทรกบรรยายบรรยากาศเริงรื่น เปียโนสามหลังผลัดกันเล่าอันสอดรับกัน ขัดแย้งกันเป๋นการเล่นที่มีทีมเวิร์กที่ดี เปียโนสามหลังสอดรับท่วงทำนองอย่างกลมกลืน โดยตำแหน่งเปียโนทั้งสามหลังไล่จากลำโพงซ้าย ตรงกลาง มาสู่ลำโพงขวา มูฟเม้นต์ที่สองเป็นเหมือนสูตรสำเร็จของโมสาร์ทนั่นคือจะมีท่วงทำนองช้า บรรยายความเศร้าหม่น-ปัญหานานาพรรณได้รับการพรรณาออกมาอย่างต่อเนื่อง มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มด้วยเปียโน วงออร์เครสตร้าเล่นท่วงทำนองสนับสนุน เปิดโอกาสให้เปียโนผลัดกันทำหน้าเสมือนตัวแทนการเล่าเรื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงที่คลี่คลายของบทเพลงในตอนจบ

ส่วนเพลงสุดท้าย Piano Quartet เป็นการผสมวงด้วยเครื่องดนตรีสี่ชิ้นอันได้แก่เปียโน บรรเลงโดย Bernstien ไวโอลินโดย Robert Mann วิโอลาโดย Raphael Hillyer และเชลโลโดย Claus Adam นักดนตรีเครื่องสายในเพลงนี้เป็นสมาชิกของ Juillard String Quartet เพลงนี้จะถือเป็นเพลงแถมถือจะไม่ได้ เพราะเป็นบทเพลงสำคัชิ้นหนึ่งของท่านโมสาร์ท โดยเฉพาะในมูฟเม้นต์แรกตอนขึ้นต้นนั้นเมโลดี้สำคัญที่ท่านผู้ฟังติดหู เพราะได้ถูกนำไปดัดแปลงเป็นธีมหนังในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงหนังที่เกี่ยวกับโมสาร์ทด้วย

ว่าไปแล้ว Piano Quartet ของโมสาร์ทเพลงนี้มีเนื้อหาความเข้มข้นในระดับที่น่าสนใจยิ่ง การเล่นของวงเครื่องสาย Juilard เล่นได้อย่างดุดันในมูฟเม้นต์แรก อ่อนช้อยงดงามในมูฟเม้นต์ที่สอง และสดใสรื่นเริง-คลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย เพลงนี้ฉายภาพให้เห็นถึงแนวดนตรีของโมสาร์ทมิได้มุ่งเน้นแต่งเพลงหวานไพเราะเอาใจราชสำนักเท่านั้น ทว่ายังคงเนื้อหาที่ค้นหาความหมายของชีวิต การดำรงอยู่ในแบบสามัญชนของเขาซึ่งมีทั้งรุ่งโรจน์สุกสว่าง จนถึงคราวตกอับขาดเงิน แม้จะไม่มากเท่าคีตกวีท่านอื่น แต่ชีวิตสามัญชนก็ยังคงดำรงอยู่ในตัวโมสาร์ท

อัลบัมนี้ถือเป็นอัลบัมที่คุ้มค่าสำหรับคนที่เริ่มต้นฟังเพลงของโมสาร์ท โดยเฉพาะท่านที่ชื่นชอบเปียโนคอนแชร์โต้ หลัง ๆ ผมเอาแผ่นโซนี่รีมาสเตอร์จากเทปอนาล็อคมาเป็นดิจิตอลกลับมาฟัง กลับรู้สึกว่าชอบมากกว่าแผ่นใหม่ ๆ ที่บันทึกเสียงในแบบดิจิตอลโดยตรง โดยเฉพาะเสียงบรรยากาศสภาพแวดล้อมในการอัดเสียง เสียงเครื่องสาย เสียงเปียโนไม่แหลมแสบแก้วหู หรือฟังแล้วรู้สึกรำคาญเลย คงต้องยกประโยชน์ให้กับทีมเทคนิคที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ชุบชีวิตงานเก่า ๆ ให้กลับมามีชีวิตชีวา (แต่จะเป็นทุกอัลบัมหรือเปล่าคงบอกไม่ได้)

Music: 8

Sound: 9

โดย June Soh/Thaksina Khaikaew | Washington/Washington / voa thai
จากมติชนออนไลน์

สำหรับคุณผู้ฟังหลายๆคน การเล่นแผ่นเสียงไวนิลพาความทรงจำของคุณย้อนยุคไปสมัยยังเป็นวัยรุ่นยุคซิกตี้ เซเว่นตี้ ตอนนั้นเพลงแนวร็อคแอนด์โรลกำลังดังเป็นพลุ

สมัยโน้น แฟนเพลงผู้คลั่งไคล้ราชาเพลงร็อคเอลวิส เพรสลี่ หรือวงสี่เต่าทองของอังกฤษที่โด่งดังคับฟ้าต้องมีเครื่องเล่นจานเสียงที่เรียกกันว่า turntable เอาไว้เปิดฟัง

แผ่นเสียงไวนิลกับเครื่องเล่นจานเสียงกลายเป็นอดีตไปนานหลายปีแล้วตั้งแต่เทคโนโลยีด้านนี้เข้าสู่โลกดิจิตอล ปัจจุบันเรามีแผ่นซีดีและเครื่องเล่นออดิโอแบบเอ็มพีทรีเข้ามาแทนที่ แผ่นเสียงไวนิลกลายเป็นของหายาก บริษัทก็เลิกผลิตทั้งแผ่นและเครื่องเล่นไปนานแล้ว

แต่เดี๋ยวนี้ แผ่นเสียงไวนิลเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริกันที่ชอบของเก่าเก็บอย่างเเจ็ค โลเว่นสไตน์ หนุมน้อยวัยสิบสี่ปี เขาเป็นลูกค้าร้าน Crooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซีเพราะชอบแผ่นเสียงไวนิลเป็นชีวิตและชอบซื้อแผ่นเสียงไวนิลมากกว่าแผ่นเสียงซีดี

ไม่เฉพาะหนุ่มน้อยคนนี้ที่หลงไหลในแผ่นเสียงไวนิล ซาร่า กริฟฟิธ อายุสิบเก้าปีก็คลั่งไคล้แผ่นเสียงเก่าจนจะกลายเป็นนักสะสมไปแล้ว เธอบอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเดี๋ยวนี้เธอเริ่มซื้อแผ่นเสียงไวนิลที่เป็นเพลงแนวพังค์มากขึ้นเพราะชอบ

สำหรับนักสะสมแผ่นเสียงรุ่นใหม่อย่าง”โจนาทัน โอลดมิกซัน “อายุสามสิบต้นๆ แผ่นเสียงไวนิลไม่ใช่แค่เท่ห์เท่านั้นแต่น่าสะสม เขาบอกว่าปกติเขาไม่ค่อยคลั่งไคล้อะไรแต่ยอมรับว่าพอเจอแผ่นเสียงไวนิลแล้ววางไม่ค่อยลงเพราะมันมีเสน่ห์แรงดึงดูดใจเหลือหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของตัวแผ่นเสียงหรือรูปภาพบนซองแผ่นเสียงก็สวยแล้วคุณภาพของเพลงก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

ในอเมริกาขณะนี้ธุรกิจขายแผ่นเสียงไวนิลกำลังมาแรงแม้ว่ายอดขายในอเมริกายังต่ำเมื่อเทียบกับยอดขายของซีดีเพลงหรือเอ็มพีทรี ปีที่แล้วมีคนซื้อแผ่นเสียงไวนิลถึงสามล้านแผ่นในอเมริกา โตขึ้นสี่สิบเปอร์เซ็นเมื่อเทียบกับยอดขายช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนโน้น

บิล ดัลลี่ เจ้าของร้านCrooked Beat Records ที่กรุงวอชิงตันดีซี บอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเมื่อห้าปีที่แล้วร้านเริ่มนำแผ่นเสียงไวนิลเพลงใหม่ๆออกมาวางขายพร้อมกับแถมแผ่นการ์ดดาวโหลด เอ็มพีทรีให้ลูกค้าด้วย ตั้งแต่นั้นมายอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนขณะนี้ยอดขายอยู่ที่เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นของยอดขายทั้งหมดของร้าน นอกจากนี้ยอดขายเพลงแผ่นเสียงไวนิลทางออนไลน์ของร้านก็เพิ่มขึ้นด้วย

บิล ดัลลี่ บอกว่า เขาส่งแผ่นเสียงไวนิลให้ลูกค้าทั่วโลกเกือบทุกวัน เขาคิดว่าน่าจะมีลูกค้าไปทั่วโลกแล้วเพราะไม่ใช่ทุกมุมโลกจะมีร้านขายแผ่นเสียง

ตอนนี้เราไปที่รัฐเวอร์จิเนีย ใกล้ๆกับกรุงวอชิงตันดีซี บริษัทFurnace MFG เป็นที่รู้จักดีในฐานะผู้ผลิตแผ่นซีดีและแผ่นดีวีดี ตอนนี้เปลี่ยนสายการผลิตมาเป็นแผ่นเสียงไวนิลเป็นหลัก   อีริก เอสเตอร์ ผู้นำบริษัทบอกว่าการเร่งผลิตแผ่นเสียงไวนิลให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าเป็นงานที่ท้าทายมาก

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าไม่มีใครผลิตเครื่องอัดแผ่นเสียงไวนิลมาเกือบหลายสิบปีแล้ว พวกเขาต้องไปเสาะหาว่ายังมีเครื่องมือการผลิตอะไรหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งหายากเต็มทน เขาจึงหันไปจ้างโรงงานผลิตในเยอรมันกับฮอลแลนด์ทำการอัดเสียงลงแผ่นไวนิลให้ แล้วส่งกลับมาเเพ็คที่บริษัทFurnace ในรัฐเวอร์จีเนียก่อนส่งไปขายให้ลูกค้าต่อไป ตอนนี้บริษัทผลิตแผ่นเสียงเพลงไวนิลได้มากกว่าสองล้านแผ่นต่อปี

อีริก เอสเตอร์ บอกว่าแผ่นเสียงที่ได้รับการอัดเสียงอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นจนจบจะมีคุณภาพเสียงดีมีมากกว่าเสียงที่อัดแบบดิจอตอล เพราะว่าเสียงบนแผ่นไวนิลไม่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมือนกับเทคนิคที่ให้ในการอัดเสียงลงแผ่นซีดีหรือการอัดเสียงรูปแบบดิจิตอล

ผู้ผลิตเพลงแผ่นเสียงไวนิลชาวอเมริกันคนนี้บอกว่าเขารับประกันว่าคนจะหันกลับมาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลกันมากขึ้นเพราะเวลาฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลแล้วไม่อยากกลับไปฟังซีดีเลย

San Francisco Symphony

Herbert Blomstedt

โดย นิวัต พุทธประสาท

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร The Wave

ประวัติของฟรานซ์ ชูเบิร์ต ไม่ต่างจากศิลปินหลาย ๆ คนทั้งในอดีตและปัจจุบัน นั่นก็คือต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความยากจนข้นแค้นตลอดในเวลาที่มีชีวิตอยู่ ไร้หลักประกันเรื่องการงานที่มั่นคง อดมื้อกินมื้อ ถูกเอาเปรียบจากคนที่เหนือกว่า ขาดแคลนทุนทรัพย์จนไม่สามารถจัดการกับชีวิตได้ รวมถึงไม่ค่อยมีดวงในเรื่องความรัก แต่เราจะรู้ได้อย่างไรถ้าบังเอิญชูเบิร์ตเป็นผู้มีอันจะกิน เขาอาจจะไม่ก้าวมาสู่คีตกวีอมตะของโลกก็เป็นได้ ดังนั้นประวัติของท่านจึงเป็นเครื่องเตือนใจศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ให้มองดูเส้นทางของศิลปินดังในอดีต เพราะมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือถูกประเคนมาตั้งแต่เดินก้าวแรก ทว่ากว่าจะมีชื่อเสียงต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานับประการ บางครั้งไม่อาจจะมองเห็นผลสำเร็จในขณะที่มีชีวิตอยู่ ทว่าผลงานอาจจะได้รับการยอมรับก็หลายปีต่อมาหลังจากเสียชีวิต และชีวิตของชูเบิร์ตก็เป็นเช่นนั้น…ความตายในวัยหนุ่ม ก่อนแลเห็นแสงรุ่งโรจน์ ผลงานจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ กาลเวลาเป็นยานพาหนะ

ฟรานซ์ ชูเบิร์ตเกิดในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1797 (พ.ศ. 2340) ที่หมู่บ้านลิคเทนธัล นอกกรุงเวียนนา บิดาของเขาเป็นชาวโมราเวียน (Moravian) และ ออสเตรีย-ซีเลเชียน (Austrian-Silesian) โดยมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียน แม้บิดาของชูเบิร์ตจะมีรายได้น้อย แต่เขาก็เป็นคนปลูกฝังการเล่นดนตรีให้กับชูเบิร์ต ชูเบิร์ตเรียนเปียโนมาจากพี่ชายของเขา โดยพี่ชายสอนให้เขาเล่นเพียงไม่กี่เดือนก็หมดภูมิความรู้ที่จะสอนต่อ เพราะชูเบิร์ตหัวไวในเรื่องดนตรี แถมยังมีเสียงร้องที่ไพเราะจับใจ จนกระทั่งบิดาของเขาส่งให้ชูเบิร์ตไปเรียนร้องเพลงที่โบสถ์ พร้อมกับฝึกเปียโนและออร์แกนไปด้วย ต่อมาโบสถ์อิมพีเรียลประกาศรับสมัครนักร้องเยาวชน บิดาของชูเบิร์ตเห็นว่าถ้าเขาไปสมัครเป็นนักร้องประจำโบสถ์คงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนของเขาให้ก้าวหน้า แถมไปอยู่กินที่โบสถ์ยังช่วยประหยัดค่าอาหารและรายจ่ายของครอบครัว ทว่าตลอดระยะเวลาสี่ปีที่โบสถ์อิมพีเรียล ชูเบิร์ตได้รับความทรมานพอสมควรเพราะว่าไปแล้วอาหารที่โบสถ์ก็มิได้เพียงพอต่อเขา เขาต้องทนอดทนหิวในหลาย ๆ มื้อ กระทั่งทนไม่ไหวเขียนจดหมายไปขอเงินจากพี่ชาย แต่ข้อดีก็มีไม่น้อย เพราะที่โบสถ์แห่งนี้มีเครื่องดนตรีหลายชนิดทำให้ชูเบิร์ตได้ฝึกเล่น เพียงอายุ 14 ชูเบิร์ตก็เริ่มแต่งเพลงได้แล้ว รวมถึงเพลงงานศพของผู้เป็นมารดาซึ่งเขียนด้วยลายมือของเขาเอง

เมื่อออกจากโบสถ์ชูเบิร์ตก็มิได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่งนอกจากแต่งเพลงขาย เขาย้ายมาอยู่กับบิดาของเขาซึ่งแต่งงานใหม่กับภรรยาอายุคราวลูก แต่ทั้งสองก็ไปด้วยกันได้ดี ช่วงชีวิตของชูเบิร์ตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตลอดเวลา หลงรักหญิงสาวก็ไม่มีเงินไปสู่ขอจนสาวเจ้าทนไม่ไหวไม่รอแต่งงานกับเขา ไปแต่งกับพ่อค้าขายขนมแทน ชูเบิร์ตเขียนเพลงได้อย่างรวดเร็ว-จำนวนมาก บางวันเขาเขียนเพลงได้ถึงหกเจ็ดเพลงต่อวัน กระนั้นกระดาษที่จะเขียนโน้ตก็หาไม่ได้ต้องฉวยเอากระดาษเช็ดมือมาเขียนเอาไว้ก่อนก็มี แม้เขาจะมีอาชีพสอนหนังสือสอนเปียโนเข้ามาบ้าง แต่ชูเบิร์ตไม่เคยชอบอาชีพครู เขารักการเขียนเพลงมากกว่าสิ่งอื่นใด

แผ่นซีดีอัลบัมนี้เริ่มต้นด้วยบทโหมโรง Overture ในบันไดเสียง C major ‘In the Italian style’ วงออร์เครสตร้าโหมบรรเลงพร้อมเพรียง เสียงโอโบสอดแทรก ท่วงทำนองเอื่อยไหลงดงามดุจสายน้ำ บทโหมโรงเป็นเพลงสำหรับเปิดการแสดงดนตรี ซึ่งคีตกวีมักจะเลือกสร้างบรรยากาศ ราวชักชวนให้ผู้ฟังเดินเข้าสู่ทิศทางที่คีตกวีกำหนดเอาไว้สำหรับการแสดงหลัก บทโหมโรงนั้นมีทั้งดังอึกทึกเพื่อเรียกแขก จนถึงนุ่มนวลชวนฟัง ส่วนบทโหมโรงของชูเบิร์ตเพลงนี้เป็นในแบบหลัง แม้จะมีช่วงอึกทึกในช่วงกลางเพลงจนกระทั่งจบบทโหมโรง ทว่าท่วงทำนองหลักไพเราะเพราะพริ้งน่าฟัง

มาถึงเพลงเอกของอัลบัม Symphony No.9 ในบันไดเสียง C major ‘Great’, D944 (D849) ก่อนอื่นต้องเกริ่นนิดหนึ่งว่าในจำนวนซิมโฟนีที่ชูเบิร์ตเป็นผู้ประพันธ์นั้นค่อนข้างสับสนในเรื่องข้อมูลพอสมควร เพราะจำนวนซิมโฟนีที่ชูเบิร์ตได้แต่งไว้มีกี่หมายเลขกันแน่ ในบุ๊คเล็ตของอัลบัมแนะนำว่าท้ายที่สุดแล้วให้ยึดตามหลักของเซอร์ จอร์จ โกรฟ โดยเรียกซิมโฟนีบทนี้ว่า ‘Great’ ในบันไดเสียง C major เป็นอันเข้าใจร่วมกัน ส่วนตัวอักษร Dและตัวเลข ที่กำกับท้ายเพลงคือ Deutsch’s catalogue คือลิสต์รายชื่อเพลงของชูเบิร์ตที่ Otto Erich Deutsch เป็นผู้เก็บข้อมูลรวบรวม โดยรายชื่อเพลงลำดับตามวันเวลาในการประพันธ์

Great Symphony นี้แต่งขึ้นในช่วงท้ายชีวิตของชูเบิร์ต แม้จะได้รับชื่อเสียงเกียรติยศแต่ชีวิตความเป็นอยู่ยังต้องดิ้นรนเหมือนเดิม เขาเริ่มร่างซิมโฟนีบทนี้ตั้งแต่ปี 1825 จนกระทั่งแต่งสำเร็จลงวันที่ในสกอร์เพลงนี้ วันที่ 28 มีนาคม 1828 กระนั้นเรื่องราวอันสับสนของวันเวลาในการประพันธ์ของชูเบิร์ตจึงเป็นเหมือนเกร็ดเล็ก ๆ ที่เล่าเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังให้มากขึ้น ส่วนข้อสรุปจะเป็นอย่างไร ในอนาคต…เมื่อพบหลักฐานใหม่ ๆ ที่หน้าเชื่อถือ ประวัติิสาสตร์ก็จะชัดเจนขึ้น

มูฟเม้นต์แรก เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองค่อนข้างช้างดงามจากเสียงเครื่องเป่าลมไม้ ตามด้วยกลุ่มเครื่องสายสอดรับท่วงทำนอง เมโลดี้ที่ไพเราะเพราะพริ้งของ Great Symphony นี่เองที่ทำให้บทเพลงบทนี้เป็นบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่บทเพลงหนึ่งของโลก ช่วงกลางมูฟเม้นต์บทเพลงได้พัฒนาท่วงทำนองให้เล่นเร็วขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ายังคงมีบทบาทในการดำเนินเรื่องราว ขณะที่เครื่องสายสอดประสานเสียง โดยเล่นซ้ำท่วงทำนองหลัก

มูฟเม้นต์ที่สอง ยังคงท่วงทำนองเนิบช้า เสียงจากลุ่มเครื่องสายเริ่มต้น ตามด้วยเครื่องเป่าเล่นท่วงทำนองร่าเริง ขณะที่เสียงทิมพานี่สร้างความฮึกเหิม-โอ่อ่า โดยท่วงทำนองช้าและร่าเริงโออ่าสลับกัน

มูฟเม้นต์ที่สาม เริ่มขึ้นด้วยท่วงทำนองร่าเริง ราวกับอยู่ในงานเต้นรำ ขบวนแห่มรหรสพ ผู้คนมากมาย พร้อมกับเสียงหัวเราะ รอยยิ้มแห่งความสุข ห้องบอลลูน โคมไฟระย้า พรั่งพรูออกมาจากจินตนาการ กลุ่มเครื่องสายเล่นได้อย่างรวดเร็ว ท้ังสอดประสานกับกลุ่มเครื่องเป่าและเล่นทำนองหลัก ท้ายมูฟเม้นต์ท่วงทำนองแปรผันช้าลง เพื่อบรรยายภาพเล่าเรื่อง ก่อนจะกลับเข้าสู่ท่วงทำนองร่าเริงอีกครั้ง

มูฟเม้นต์ที่สี่ ซึ่งเป็นมูฟเม้นต์สุดท้ายขึ้นต้นด้วยท่วงทำนองเร็ว เสียงทิมพานี่ทำให้ดนตรีเต็มไปด้วยความคึกคัก กลุ่มเครื่องสายโหมกระหน่ำ เครื่องเปล่าสอดประสานเสียง ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนามาแนวทางดนตรีและเสียงประสานมาสุ่ท่วงทำนองหลักของเพลง กลุ่มเครื่องสายใช้เทคนิคการดีดสาย

Great Symphony มีท่วงทำนองลีลาคล้ายคลึงกับงานของบีโธเฟ่น ซึ่งไม่แปลกเพราะชูเบิร์ตนั้นมีความนับถือในตัวบีโธเฟ่นรวมถึงชื่นชอบผลงานอย่างไม่ปิดบัง ในวันฝังศพของบีโธเฟ่น ชูเบิร์ตได้ไปร่วมถือคบเพลิงในขบวนแห่ศพ เรื่องเล่าว่าความตายของบีโธเฟ่นนำพามาซึ่งความเศร้าของชูเบิร์ตเป็นอย่างมาก เขาเข้าไปในร้านเหล้าชูแก้วขึ้นดื่มให้แก่บีโธเฟ่น และดื่มอีกครั้งสำหรับผู้ที่จากไป ในปีรุ่งขึ้นชูเบิร์ตป่วยด้วยไข้รากสาดใหญ่ นอนซมพิษไข้ด้วยอาการป่วยหนัก จบชีวิตอันสั้นด้วยวัยเพียง 31 ปี ทว่าผลงานของชูเบิร์ตมีมากมายกว่า 500 เพลง ยังดำรงค์อยู่บนโลกใบนี้ ต่อมาศพของเขาได้ถูกนำมาฝังเคียงข้างหลุมสพของบีโธเฟ่นดังใจที่เขาปรารถนา

Great Symphony เพลงนี้คือหนึ่งในซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่ ด้วยลีลาท่วงทำนองที่ไพเราะงดงาม วิญญาณของเขาหลอมรวมทั้งร่างกายและจิตใจออกมาเป็นเสียงดนตรี เขาฝ่าฟันเอาชนะความทุกข์ยากของชีวิตมาได้เพราะเชื่อในสิ่งที่เขาคิด และทำในสิ่งที่เขาเชื่อ

Music: 9

Sound: 8

จาก เสกข์ ทองสุวรรณ กับ วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (Thailland Philharmonic Orchestra) ถึงวงอื่น ๆ


เรียนท่านผู้อ่านที่นับถือ หากท่านไม่ตำหนิใด ๆ ผมจะขอนำเสนอเรื่องยาวสี่ตอนอันเกี่ยวกับการตะลุยชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการแนะนำเพลงในแบบที่ผมทำมาเป็นประจำ จนอาจจะกลายเป็นความคุ้นเคย ในฐานะผู้เขียนมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า การฟังเพลงคลาสสิกนั้น นอกจากฟังจากการบันทึกเสียงจากฟอร์แมตต่าง ๆ แล้ว การชมการบรรเลงสด ๆ เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ยอดเยี่ยมมาก และไม่มีทางที่เครื่องเสียงใด ๆ จะให้บรรยากาศการแสดงสดได้เท่ากับไปนั่งฟังด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นในชีวิตหนึ่ง การมีโอกาสไปชมการแสดงดนตรีคลาสสิก จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะพลาดโอกาสเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม 2553 ผมได้มีโอกาสไปฟังดนตรีคลาสสิกที่หอแสดงดนตรี “ภูมิพลสังคีต” อีกครั้งหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา หอแสดงดนตรีแห่งนี้ถือเป็นบ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (TPO) ซึ่งจัดการแสดงดนตรีเป็นประจำต่อเนื่องตั้งแต่ได้เริ่มสร้างวง ซึ่งปีนี้ TPO มีอายุห้าขวบเต็ม นับว่าเป็นวงออร์เครสตร้าอาชีพวงแรกที่ประกาศศักดาอย่างชัดแจ้งต่อการดำเนินงานทางด้านดนตรีคลาสสิก มิใช่วงสมัครเล่นที่เล่นกันเป็นงาน ๆ และ TPO เองแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในหนึ่งปีทางวงจึงมีโปรแกรมการแสดงต่อเนื่อง (Season) ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปที่เวบไซต์ www.thailandphil.com เพื่อหาข้อมูลรายการแสดงทั้งซีซันได้ที่นี่

ในการแสดงครั้งนี้น่าสนใจไม่น้อยเพราะทาง TPO เลือกเล่นเพลงบูชาครูที่ขึ้นชื่อว่าเล่นยากลำดับต้น ๆ นั่นคือ Piano Concerto หมายเลยสองของรัคมานินอฟ นอกจากบทเพลงจะเล่นยากแล้ว ยังเป็นเพลงยอดนิยมที่วงต่าง ๆ ทั่วโลก นักเปียโนฝีมือเด่น ๆ นำมาเล่นกันถ้วนหน้า รวมถึงการบันทึกเสียงกันอย่างกว้างขวาง ยิ่งเพลงนี้ถูกนำมาเล่นมากเท่าไหร่ ผู้ที่เล่นในครั้งหลัง ๆ ก็เล่นได้ยากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อบรรเลงแล้วย่อมหนีไม่พ้นที่คนฟังจะนำมาเปรียบเทียบกับการแสดงครั้งอื่น ๆ ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ยากยิ่งกว่าเรื่องเทคนิคของเพลงเสียอีก การบรรเลงจึงมีเพียงสองแบบคือเล่นเสมอตัว (กับวงอื่น) กับเล่นได้แย่กว่าองอื่น (ทั้งที่อาจจะไม่ถูกจริตคนฟังก็เป็นได้)

กระนั้นเลยหากมีการแสดงบทเพลงนี้ของรัคมานินอฟเมื่อใดหาไม่แล้วมิควรพลาด เพราะไม่แน่ใจว่าชาตินี้จะได้ชมการแสดงสด ๆ เพลงนี้อีกเมื่อไร นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ ผมเคยชมการแสดงบทเพลงนี้เมื่อนานมาแล้ว (น่าจะเกินสิบปี) จากวง Bangkok Symphony Orchestra เปียโนโดยคุณอินทุอร ซึ่งการฟังในหนนั้นยังประทับใจไม่หาย แน่นอนครับว่าเราฟังการบันทึกเสียงหรือดีวีดีได้ แต่บรรยากาศการแสดงสดนั้นหาได้ยากยิ่ง เหนืออื่นใดเรากำหนดให้วงนั้น ๆ บรรเลงเพลงตามใจเรามิได้ แล้วก็เราคงไม่มีโอกาสไปชมการแสดงในต่างประเทศบ่อย ๆ ดังนั้นโอกาสเช่นนี้ถือเป็นความพิเศษที่น่าสนใจไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

การแสดงของ TPO จะมีด้วยกันสองรอบคือค่ำวันศุกร์และเย็นวันเสาร์ หอแสดงดนตรีภูมิพลสังคีตเป็นหอการแสดงที่ไม่ใหญ่ จึงทำให้ผู้ฟังและคนเล่นใกล้ชิดกัน อคูสติกของหอการแสดงก็ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะตรงกลางเวที ในวันที่ผมไปชมผู้คนเนืองแน่นจนล้นหอการแสดงจนต้องเสริมเก้าอี้ ส่วนนักศึกษานักเรียนต้องนั่งกันตามบันไดทางเดิน นับว่าการแสดงนี้ได้รับการต้อนรับอย่างคับคั่ง

ผู้เล่นเปียโนเป็นหนุ่มน้อยชาวไทยซึ่งเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของแวดวงดนตรีคลาสสิกของประเทศไทย เสกข์ ทองสุวรรณ เป็นคนจังหวัดพะเยา เขาเกิดในปี พศ.2528 เขาไม่ได้เรียนเปียโนตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ทว่าในช่วงวัยรุ่นเขากลับเล่นกีตาร์เพลงร็อคแทน เศกเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุแปดขวบกับครูหนูรักษ์ นนท์ทรี พร้อมกันนั้นก็เรียนภาษาอังกฤษกับครูสาโรช แสงทอง ด้วยความที่เรียนภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมจึงได้รับทุนแลกเปลี่ยนนักเรียน AFS ไปเรียนที่รัสเซียตอนอายุ 17 ปี ซึ่งตอนมาอยู่ที่รัสเซียนี่เองเขาจึงได้เรียนเปียโนอย่างเข้มข้นครั้งแรก หลังจากนั้นก็สอบผ่านเพื่อเข้าไปเรียนในสถาบันดนตรี Musical institute named after Sobinnova Yaroslavl (สถาบันแห่งนี้สอบเข้าโดยใช้วิชาดนตรีเพียงอย่างเดียว) เสกข์ใช้เวลาเรียนในสถาบันแห่งนี้สามปี โดยได้รับรางวัล The Best Piano Performer ในปี 2004 และได้รับอนุปริญญา Concert Master ในปี 2006 หลังจากนั้นยังเข้าศึกษาต่อที่สถาบันดนตรีเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก (คนไทยคนแรกที่ศึกษาในสถาบันแห่งนี้) โดยเรียนเปียโนกับ Tatiana Zagorovskaya และสถาบันนี้เสกข์ได้รับรางวัล Prize winner of international piano competitions and Honored Artist of Russia หลังจบการศึกษาทางดนตรี เขายังแสดงดนตรีในรัสเซียก่อนกลับประเทศไทย

การแสดงในค่ำคืนนั้น วาทยากรผู้ควบคุมวงคือ Gundi A. Emilsson เขาเกิดใน Iceland ในปี 1964 เรียนดนตรีที่ประเทศเยอรมันตั้งแต่สี่ขวบ ได้รับรางวัลมากมายเช่นรางวัล Herbert Von Karajan Award ในเซาส์บรูก ออสเตรีย รางวัลริชร์ด วากเนอร์ ในเยอรมัน (ในค่ำคืนดังกล่าวหลังพักการแสดง ได้บรรเลงของวาร์กเนอร์ จึงไม่แปลกที่เขาควบคุมวง TPO เล่นเพลงวาร์กเนอร์ได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเอกภาพ) นอกจากนั้น Emilsson ยังคงเดินทางไปเป็นวาทยากรทั่วโลก โดยปักหลักเป็น Chief Conductor ของวง TPO

ตามธรรมเนียมการแสดงจะเริ่มต้นด้วยบทโหมโรง ทาง TPO เองก็มีธรรมเนียมปฏิบัติ เพลงโหมโรงจะนำเพลงไทย ทั้งไทยเดิม ไทยสากล มาดัดแปลง เรียบเรียงเสียงประสานเพื่อเล่นกับวงออร์เครสตร้า ซึ่งหลายครั้งการดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเล่นนั้นทางวงเล่นได้ดีเป็นพิเศษ บทโหมโรงในวันนี้คือ Trust (Confident in Thailand) เรียบเรียงโดยประทีบ พันตรีประทีป สุพรรณโรจน์ ซึ่งเป็นวาทยากรประจำวง เมื่อบีีเลงเพลงโหมโรงจบลง มีการจัดเวทีประมาณห้านาที แกรนด์เปียโนสไตน์เวย์ถูกเคลื่อนมาไว้ตรงกลางเวที เสกข์ปรากฏกายจากด้านหลังเวที คนดูต้อนรับด้วยเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น เมื่อเขานั่งประจำที่หน้าเปียโนทั้งหอประชุมกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เมื่อวงพร้อม และตัวเขาพร้อม จึงเริ่มบรรเลงคีย์แรกของเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสองอย่างสุขุมนุ่มลึก

ในช่วงแรกของการแสดงวงดนตรีมีอาการตื่นเล็กน้อย อาจจะเป็นอาการเกร็งทางร่างกาย ผนวกกับคนดูซึ่งให้ความสนใจจำนวนมาก แต่เมื่อบรรเลงถึงหนึ่งในสามของกระบวนแรกวงดนตรีเริ่มเล่นดีขึ้น เสียงจากกลุ่มเครื่องสายกลุ่มแรกเริ่มสอดประสาน ส่วนการบรรเลงของเสกข์มีความตั้งใจสูง ท่วงท่าการแสดงของเขาเรียบง่าย ไม่แสดงท่าทางจนเกินขอบเขต ขณะเข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างลึกซึ้ง ช่วงกระบวนที่สองเป็นท่อนที่ยากมากท่อนหนึ่ง และเป็นท่วงทำนองช้า ทำให้ผู้เล่นต้องควบคุมทุกอย่างไม่ให้ผิดพลาด จนกระทั่งกระบวนสุดท้าย เสกข์ได้แสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนอย่างหนักของเขา และวง TPO ซึ่งสลัดอาการงัวเงียจากอาการตื่นเวทีทิ้งจนเกือบหมด ทำให้ท่อนจบนั้นเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงามน่าประทับใจ เมื่อการแสดงจบผู้ชมต่างปรบมือกันไม่หยุดจนเสกข์เองต้องออกมาแสดงเดี่ยวเปียโนเป็นของแถมการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง ของรัคมานินอฟในครั้งนี้นับว่าเป็นของยากที่ท้าทายทั้งผู้เล่นและคนฟัง TPO มีแนวทางการเล่นเพลงนี้เป็นของตัวเองอยู่พอสมควร (ดังนั้นการฟังเปรียบเทียบกับวงระดับโลกย่อมมีความแตกต่าง)

กระนั้นเลยหลังพักการแสดง TPO กลับไปเล่นเพลง Symphony in C major ของริชาร์ด วาร์กเนอร์ ซึ่งบางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าวาร์กเนอร์เคยประพันธ์ซิมโฟนีเอาไว้ด้วย เพราะผลงานเด่นของวาร์กเนอร์ส่วนใหญ่จะเป็นอุปรากร วาร์กเนอร์นั้นนับถือผลงานของบีโธเฟ่นเป็นอย่างมาก ซิมโฟนีบทนี้วาร์กเนอร์ประพันธ์ขึ้นตอนอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น จึงมีอิทธิพลของบีโธเฟ่นอยู่ไม่น้อย และไม่น่าเชื่อว่า TPO บรรเลงเพลงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก ๆ

กลับมาที่รัคมานินอฟอีกครั้ง อย่างที่ผมกล่าวไว้ว่าเพลงนี้ของรัคมานินอฟเป็นเพลงฮิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงซึ่งติดหูคนฟังมากที่สุดบทเพลงหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ใครจะเชื่อว่าบทเพลงนี้จะแต่งหลังจากรัคมานินอฟบำบัดจิตกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสะกดจิตนาม นิโคไล ดาล ซึ่งก่อนหน้านี้รัคมานินอฟไม่กล้าเขียนเพลงอีกเลยเมื่อครั้งโดนวิจารณ์อย่างหนักหลังการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขหนึ่งรอบพรีเมียร์ ความผิดหวังครั้งนั้นหนักหนาจนเขาไม่อาจยอมรับในตัวตนของเขา หรือจะพูดว่าเขาสูญเสียจิตวิญญาณของตนไปกับคำวิจารณ์ เมื่อเขารักษาด้วยการสะกดจิต เขากลับมาแต่งคอนแชร์โตต่อจนจบ และใครจะเชื่อว่ามันได้กลายเป็นคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

เปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง มีผู้นำไปบันทึกเสียงจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงอนาคต แผ่นซีดีที่น่าสนใจหลายแผ่นด้วยกัน แผ่นแรกที่ผมจะแนะนำเป็นแผ่นที่หนังสือ 1001 Classical Recording You Must Here Before You Die จากบรรณาธิการ Matthew Rye แนะนำเอาไว้ก็คือแผ่น Sviatoslav Richter เล่นเปียโน กับวง Warsaw Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Stanislaw Wislocki เป็นวาทยากร แผ่นนี้อัดเสียงในปี 1959 สังกัดดอยท์แกรมโมโฟน (DG447 420-2) นายสตีเวนกล่าวเอาไว้ว่าในมูฟเม้นต์แรกช่วงท้ายเพลง เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ที่น่าค้นหา เปียโนซึ่งเล่นขัดกับวงออร์เครสตร้านั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากครับ ตอนที่ผมได้แผ่นมาแรก ๆ (ด้วยความใจง่ายของผม) จึงขยับให้เป็นแผ่นที่ผมพึงใจในช่วงเวลาดังกล่าวในทันที (แม้คนใกล้ชิดของผมยังมีข้อสงสัยว่า เขาเล่นแปลกไปก็ตาม) แผ่นที่สองทีนายสตีเวนแนะนำให้เป็นทางเลือกในการฟังคือ Valadimir Ashkenazy บรรเลงวงโดย London Symphony Orchestra กำกับวงโดย André Previn สังกัด Decca 444 839-2-2 เป็นซีดีแผ่นคู่ (ที่ยังหาซื้อได้ไม่ยาก-และบางชุดที่ผลิตใหม่มีด้วยกันสามแผ่น) แผ่นนี้ของท่านวลาดิเมียร์นั้นวงลอนดอนเล่นเพลงได้นุ่มนวลเหลือเกินครับ ฟังแล้วน่าหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ส่วนเปียโนของท่านวลาดิเมียร์นั้นค่อนข้างสุภาพเรียบร้อย ไม่แสดงอารมณ์จนเกินเลย แต่ลูกเล่นของท่านยังเหลือรับประทาน

ส่วนแผ่นอื่น ๆ ที่ผมอยากแนะนำคือ อีกแผ่นคือแผ่นที่ Byron Janis เล่นเปียโน บรรเลงโดยวง Minneapolis Symphony Orchestra ควบคุมวงโดย Antal Dorati สังกัดตราแผ่นเสียง Mercury (MLP470639) ก็เป็นอีกแผ่นที่สแตนดาร์ดมาก หมายถึงเหมาะแก่การเอาไว้ฟังอ้างอิงในแผ่นอื่น ๆ ได้เป็อย่างดี ส่วนแผ่นสุดท้ายที่ผมคิดว่าง TPO น่าจะมีแนวทางการบรรเลงคล้าย ๆ (ขอกล่าวว่าคล้าย ๆ เท่านั้นนะครับ) คือแผ่นที่ Evegeny Kissin เล่นเปียโน London Symphony Orchestra บรรเลง และควบคุมวงโดย Valery Gergiev ซึ่งท่านผู้อ่านลองฟังเปรียบเทียบดูนะครับเพราะแผ่นทั้งหมดมีความแตกต่าง มีความเด่นด้อย และรสนิยมในการบรรเลงที่หลากหลายมาก

Sviatoslav Richter

 

หมายเหตุ:

1.การเขียนถึงนิยายเรื่อง “ใบหน้าอื่น” ของตัวผู้เขียนเองแม้จะดูแปลกแปร่ง ทว่าเมื่อผู้เขียนชมละครเรื่องนี้จบ กลับมีแง่มุมสะท้อนถึงตัวงานที่เขียน บทความชิ้นนี้จึงเหมือนการเปลือยกายแล้ววิจารณ์ตัวเอง

2.แม้จะหานิยายเล่มนี้อ่านไม่ได้แล้ว หรือหาอ่านยาก ทว่าบทความนี้เปิดเผยบางตอน-ตอนจบ ของนิยาย ท่านที่คิดว่าจะหานิยายมาอ่าน (แม้ว่าจะนานแค่ไหน) ไม่ควรอ่านบทความนี้

เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้รับข้อความแปะอยู่ในบล๊อคของผมจากน้องนิว-สิริกัญญา ชุ่มเย็น ว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นไปทำละครเวที ซึ่งเป็นละครเวทีวิทยานิพนธ์ของเธอ น้องนิวเรียนในคณะอักษรศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อมาผมจึงรู้ว่าน้องนิวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สกุล บุญยทัต ซึ่งคลุกคลีกับงานละครมาอย่างยาวนาน จากนั้นน้องนิวก็ชวนผมมาชมละครของคณะ ซึ่งผมก็ได้รับชมบรรยากาศของละครอีกครั้งหลังจากไม่ได้ชมละครเวทีมานานพอสมควร ต้องบอกว่าบรรยากาศของหอแสดงละครที่อาคารวัชรนาฎยสภา ที่ทับแก้วหรือคนแถวนั้นเรียกว่า เอสี่ มีความขลังไม่น้อย อาคารทรงกลมเป็นโดม ทำให้นึกถึงโรงละครของเช็กสเปียร์ไม่มีผิด การที่อาคารเป็นทรงกลมทำให้อคูสติกของอาคารไม่มีมุมสะท้อนเสียง จึงทำให้การแสดงมีเสียงที่สด ชัดเจน ปราศจากเสียงก้อง ขณะที่เวทีการแสดงนั้นสามารถดัดแปลงได้หลากหลาย มันจึงเหมาะแก่เล่นละครเล็ก ๆ ที่มีคนดูไม่มาก

ตอนที่น้องนิวบอกว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นมาทำละคร สิ่งที่ผมหนักใจที่สุดก็คือว่า นิยายเรื่องนี้ของผมมิได้เขียนขึ้นเพื่อนำมาทำละคร และแนวทางนิยายมีลักษณะการเขียนในแบบกระแสสำนึก (stream of conciousness) ซึ่งมีแอคชั่นน้อยมาก เพราะเรื่องราวทั้งหมดเหมือนหลั่งไหลออกมาจากสมอง ราวกับเสียงก้องที่ก้องอยู่ในหัว ดังนั้นถ้าจะนำนิยายมาทำละคร จะต้องแปรเปลี่ยนนามธรรมในนิยายให้ออกมาในรูปแบบการแสดง

แล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าข้อจำกัดของละครเวทีมีมากกว่าข้อจำกัดของภาพยนตร์ มันจึงยากขึ้นไปอีกหลายเท่าจนผมเองก็จินตนาการไม่ออกว่าละครจะเป็นอย่างไร แล้วระหว่างขั้นตอนการทำละครผมเองก็มิได้ล่วงรู้ว่าละครจะออกมาในแบบไหนจนกระทั่งวันที่ผมเข้าไปนั่งชมในโรงละคร

ละคร “ใบหน้าอื่น” เล่าเรื่องของ เอก เด็กหนุ่มบ้านแตกที่กำลังค้นหาว่าตัวเองจะค้นหาหนทางชีวิตอย่างไร พี่ชายของเขาเป็นเหมือนคนนอก ไม่สนใจใช้ชีวิตเช่นเด็กทั่วไป พี่ชายของเอกติดยา คิดว่าเขาเป็นตัวถ่วงความเจริญของบ้าน ส่วนพ่อของเอกเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เป็นคนขี้เหล้า ขี้โมโห พ่อคิดว่าทุกคนในบ้านล้วนแล้วแต่ไม่เอาไหน คนในครอบครัวต้องการคนดูแล ถ้าไม่มีพ่อครอบครัวก็อยู่ไม่ได้ ส่วนแม่ของเอกมิได้ต่อต้าน เธอเลี้ยงลูกอย่างที่แม่ควรจะเลี้ยง เธอไม่ได้มีอิทธิพลแปรเปลี่ยนใครได้เลยนอกจากเดินจากไป ส่วนเอกซึ่งพ่อหวังว่าจะเป็นตัวแทนของครอบครัว พ่อตั้งใจให้เอกเรียนดี มีอาชีพดี เพื่อเป็นดังทายาทที่สามารถฝากผีฝากไข้ ทว่าเอกอยากเป็นนักฟุตบอล อยากทำตามใจตัวเอง มีชีวิตที่ตัวเองเลือก (ไม่ว่าเขาจะเลือกในสิ่งที่ร้ายหรือดี) เขาถูกบังคับให้เรียนหนังสือ เลือกในสิ่งที่พ่อเลือก จนในที่สุดเขาก็เริ่มขบถกับมันทีละน้อย เขาเรียนแย่ลง ๆ ภาพของพี่ชายผู้ปลิดชีพของตนอันเป็นตัวแทนของความล้มเหลวยิ่งกัดกร่อนหัวใจของเขา ภาพครอบครัวทะเลาะกันทุกวี่วันทำให้เขาไม่เข้าใจว่าจะมีชีวิตไปทำไม

วันหนึ่งเอกพบกับแก้ว หญิงสาวสวย มีฐานะ มีการศึกษาที่ดี เธอเดินเข้ามาในชีวิตอย่างบังเอิญ และเอกเชื่อว่าแก้วคือหนทางอีกหนทางหนึ่งที่จะนำเขาออกไปจากโลกใบเดิมของเขา ทว่าการตายของพี่ชาย และการจากไปของแก้ว ทำให้เขาพบว่าเขาควรจะหวนกลับสู่เส้นทางเดิมของตน นั่นคือดิ่งลึกสู่จุดจบของตนเอง เอกพยายามลืมทุกสิ่งที่เข้ามาสู่ตัวเขา แล้วสิ่งที่เขาค้นพบก็คือทุ่งดอกไม้ซึ่งเขาเข้าไปซุกตัว

สิ่งที่ละครทำได้ดีมากก็คือรื้อโครงสร้างทั้งหมดของนิยายออกมาเป็นส่วน จากนั้นก็จัดวางมันขึ้นมาใหม่ ด้วยโครงสร้างใหม่ที่เหมาะสมต่อการเล่าเรื่องแบบละคร การรื้อครั้งนี้ทำให้ละครสามารถเล่าเรื่องของนิยายได้ทรงพลัง อย่างน้อยมันทำให้เราสะพรึงกลัวต่อสิ่งที่เกิดตรงหน้า ขณะเดียวกันละครก็ตีความตัวนิยายใหม่ ด้วยการเปิดเผยต่อผู้ชมว่าผู้ที่มาพบเอกตอนสูญเสียความทรงจำนั่นก็คือแก้ว ซึ่งทำให้ละครสามารถสอดแทรกแนวความคิด บทสนทนาในแบบกระแสสำนึกเข้าไปได้อีก และในบางบทสนทนาผู้เขียนบทก็ได้ตอบโต้ตัวละครอย่างเอกได้อย่างสาสม เพราะเอกนั้นอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่เปิดตัวไปสู่โลกที่กว้างไกลกว่า เขาจึงติดกับดักที่ตัวเองวางเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้นหนทางที่เอกเลือกก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าทำไมเขาจึงยอมดิ่งจมไปสู่โลกของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเก็บความเจ็บช้ำนั้นเพียงลำพังราวกับไม่เคยพบใบหน้าตัวเอง สิ่งนี้แหละครับที่ละครทิ้งเอาไว้ให้ผู้ชมไปขบคิดกันต่อ และดำเนินชีวิตใบหน้าอื่นซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวของผู้ชมต่อไปในแบบที่ผู้ชมจะสร้างมันขึ้นมา…ใบหน้าของตนเองที่แปรผัน

ในฐานะที่เป็นเจ้าของนิยายต้นฉบับ คงมีคนถามว่าพอใจกับละครไหม คงตอบได้โดยไม่เขินว่าชอบครับ ใครจะคิดว่าเด็กมหาวิทยาลัยจะทำละครออกมาดีขนาดนี้ แม้จะมีจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะเป็นอะไรไป ในเมื่อผู้เขียนเองก็เคยเขียนอะไรที่บกพร่องออกมาตั้งมากมายเช่นกัน

ส่วนนักแสดงทุกคนนั้นเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งที่ผ่านเวทีมาไม่มาก แล้วก็มีเวลาซ้อมกันไม่นานนัก แสง สี เสียงของละครทำได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากละครทำได้ดีไม่แพ้กัน มีมิติลึก ใกล้ โดยเฉพาะทุ่งดอกไม้ซึ่งมีแสงหม่น ๆ ฉายลงมา

เหนือสิ่งอื่นใดเพลงประกอบละครช่วยขับเน้นให้เรื่องผ่อนคลายลง และช่วยให้การตัดฉากดูราบลื่น ไม่สะดุด

เมื่อดูละครจบผมค้นพบสิ่งหนึ่งที่ตัวเองตื่นเต้นมากก็คือ ละครเรื่องใบหน้าอื่น ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่านิยายเรื่องใบหน้าอื่นนั้นเป็นนิยายที่ผู้เขียนเองก็แสวงหาตัวตนของตัวเองเช่นกัน หากย้อนไปตอนที่เขียนนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนยังเป็นเด็กวัยรุ่น ช่วงเวลาดังกล่าวผู้เขียนก็พยายามจะหาคำตอบให้กับชีวิต พยายามที่จะไขปริศนาสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ ความสด ความไม่กลัว จึงถูกนำเสนอออกไปเป็นนิยาย แล้วเมื่อกลับมาชมละคร มันเหมือนผู้เขียนได้ส่องกระจกหรือย้อนเวลากลับไปดูตัวเองในอดีต แล้วผมก็เชื่อว่าละครเรื่องนี้ก็ยังคงพยายามที่จะแสวงหาสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลก การแสวงหาคำตอบต่อชีวิต เมื่อค้นพบคำตอบ เราเติบโตขึ้น ใบหน้าของเราก็จะแปรเปลี่ยน เราก้าวไปสู่ใบหน้าใหม่ การแสวงหานี่เองที่ทำให้เรามองเห็นเรา ซึ่งเติบโตขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น ทว่าการแสวงหาคำตอบมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราจะเฝ้าแสวงหาสิ่งใหม่ไปเรื่อย ๆ เว้นแต่เราจะหวนไปสู่ใบหน้าเดิม และลืมความทรงจำในอดีต

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 79 other followers