Info

Posts tagged ดนตรี

จาก เสกข์ ทองสุวรรณ กับ วงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (Thailland Philharmonic Orchestra) ถึงวงอื่น ๆ


เรียนท่านผู้อ่านที่นับถือ หากท่านไม่ตำหนิใด ๆ ผมจะขอนำเสนอเรื่องยาวสี่ตอนอันเกี่ยวกับการตะลุยชมคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการแนะนำเพลงในแบบที่ผมทำมาเป็นประจำ จนอาจจะกลายเป็นความคุ้นเคย ในฐานะผู้เขียนมีความรู้สึกลึก ๆ ว่า การฟังเพลงคลาสสิกนั้น นอกจากฟังจากการบันทึกเสียงจากฟอร์แมตต่าง ๆ แล้ว การชมการบรรเลงสด ๆ เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ยอดเยี่ยมมาก และไม่มีทางที่เครื่องเสียงใด ๆ จะให้บรรยากาศการแสดงสดได้เท่ากับไปนั่งฟังด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นในชีวิตหนึ่ง การมีโอกาสไปชมการแสดงดนตรีคลาสสิก จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะพลาดโอกาสเช่นนี้แม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อวันที่ 23 กรกฏาคม 2553 ผมได้มีโอกาสไปฟังดนตรีคลาสสิกที่หอแสดงดนตรี “ภูมิพลสังคีต” อีกครั้งหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา หอแสดงดนตรีแห่งนี้ถือเป็นบ้านของวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิคแห่งประเทศไทย (TPO) ซึ่งจัดการแสดงดนตรีเป็นประจำต่อเนื่องตั้งแต่ได้เริ่มสร้างวง ซึ่งปีนี้ TPO มีอายุห้าขวบเต็ม นับว่าเป็นวงออร์เครสตร้าอาชีพวงแรกที่ประกาศศักดาอย่างชัดแจ้งต่อการดำเนินงานทางด้านดนตรีคลาสสิก มิใช่วงสมัครเล่นที่เล่นกันเป็นงาน ๆ และ TPO เองแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในหนึ่งปีทางวงจึงมีโปรแกรมการแสดงต่อเนื่อง (Season) ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปที่เวบไซต์ www.thailandphil.com เพื่อหาข้อมูลรายการแสดงทั้งซีซันได้ที่นี่

ในการแสดงครั้งนี้น่าสนใจไม่น้อยเพราะทาง TPO เลือกเล่นเพลงบูชาครูที่ขึ้นชื่อว่าเล่นยากลำดับต้น ๆ นั่นคือ Piano Concerto หมายเลยสองของรัคมานินอฟ นอกจากบทเพลงจะเล่นยากแล้ว ยังเป็นเพลงยอดนิยมที่วงต่าง ๆ ทั่วโลก นักเปียโนฝีมือเด่น ๆ นำมาเล่นกันถ้วนหน้า รวมถึงการบันทึกเสียงกันอย่างกว้างขวาง ยิ่งเพลงนี้ถูกนำมาเล่นมากเท่าไหร่ ผู้ที่เล่นในครั้งหลัง ๆ ก็เล่นได้ยากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อบรรเลงแล้วย่อมหนีไม่พ้นที่คนฟังจะนำมาเปรียบเทียบกับการแสดงครั้งอื่น ๆ ซึ่งจุดนี้แหละครับที่ยากยิ่งกว่าเรื่องเทคนิคของเพลงเสียอีก การบรรเลงจึงมีเพียงสองแบบคือเล่นเสมอตัว (กับวงอื่น) กับเล่นได้แย่กว่าองอื่น (ทั้งที่อาจจะไม่ถูกจริตคนฟังก็เป็นได้)

กระนั้นเลยหากมีการแสดงบทเพลงนี้ของรัคมานินอฟเมื่อใดหาไม่แล้วมิควรพลาด เพราะไม่แน่ใจว่าชาตินี้จะได้ชมการแสดงสด ๆ เพลงนี้อีกเมื่อไร นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะครับ ผมเคยชมการแสดงบทเพลงนี้เมื่อนานมาแล้ว (น่าจะเกินสิบปี) จากวง Bangkok Symphony Orchestra เปียโนโดยคุณอินทุอร ซึ่งการฟังในหนนั้นยังประทับใจไม่หาย แน่นอนครับว่าเราฟังการบันทึกเสียงหรือดีวีดีได้ แต่บรรยากาศการแสดงสดนั้นหาได้ยากยิ่ง เหนืออื่นใดเรากำหนดให้วงนั้น ๆ บรรเลงเพลงตามใจเรามิได้ แล้วก็เราคงไม่มีโอกาสไปชมการแสดงในต่างประเทศบ่อย ๆ ดังนั้นโอกาสเช่นนี้ถือเป็นความพิเศษที่น่าสนใจไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

การแสดงของ TPO จะมีด้วยกันสองรอบคือค่ำวันศุกร์และเย็นวันเสาร์ หอแสดงดนตรีภูมิพลสังคีตเป็นหอการแสดงที่ไม่ใหญ่ จึงทำให้ผู้ฟังและคนเล่นใกล้ชิดกัน อคูสติกของหอการแสดงก็ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะตรงกลางเวที ในวันที่ผมไปชมผู้คนเนืองแน่นจนล้นหอการแสดงจนต้องเสริมเก้าอี้ ส่วนนักศึกษานักเรียนต้องนั่งกันตามบันไดทางเดิน นับว่าการแสดงนี้ได้รับการต้อนรับอย่างคับคั่ง

ผู้เล่นเปียโนเป็นหนุ่มน้อยชาวไทยซึ่งเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของแวดวงดนตรีคลาสสิกของประเทศไทย เสกข์ ทองสุวรรณ เป็นคนจังหวัดพะเยา เขาเกิดในปี พศ.2528 เขาไม่ได้เรียนเปียโนตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ทว่าในช่วงวัยรุ่นเขากลับเล่นกีตาร์เพลงร็อคแทน เศกเริ่มเรียนเปียโนตอนอายุแปดขวบกับครูหนูรักษ์ นนท์ทรี พร้อมกันนั้นก็เรียนภาษาอังกฤษกับครูสาโรช แสงทอง ด้วยความที่เรียนภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมจึงได้รับทุนแลกเปลี่ยนนักเรียน AFS ไปเรียนที่รัสเซียตอนอายุ 17 ปี ซึ่งตอนมาอยู่ที่รัสเซียนี่เองเขาจึงได้เรียนเปียโนอย่างเข้มข้นครั้งแรก หลังจากนั้นก็สอบผ่านเพื่อเข้าไปเรียนในสถาบันดนตรี Musical institute named after Sobinnova Yaroslavl (สถาบันแห่งนี้สอบเข้าโดยใช้วิชาดนตรีเพียงอย่างเดียว) เสกข์ใช้เวลาเรียนในสถาบันแห่งนี้สามปี โดยได้รับรางวัล The Best Piano Performer ในปี 2004 และได้รับอนุปริญญา Concert Master ในปี 2006 หลังจากนั้นยังเข้าศึกษาต่อที่สถาบันดนตรีเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก (คนไทยคนแรกที่ศึกษาในสถาบันแห่งนี้) โดยเรียนเปียโนกับ Tatiana Zagorovskaya และสถาบันนี้เสกข์ได้รับรางวัล Prize winner of international piano competitions and Honored Artist of Russia หลังจบการศึกษาทางดนตรี เขายังแสดงดนตรีในรัสเซียก่อนกลับประเทศไทย

การแสดงในค่ำคืนนั้น วาทยากรผู้ควบคุมวงคือ Gundi A. Emilsson เขาเกิดใน Iceland ในปี 1964 เรียนดนตรีที่ประเทศเยอรมันตั้งแต่สี่ขวบ ได้รับรางวัลมากมายเช่นรางวัล Herbert Von Karajan Award ในเซาส์บรูก ออสเตรีย รางวัลริชร์ด วากเนอร์ ในเยอรมัน (ในค่ำคืนดังกล่าวหลังพักการแสดง ได้บรรเลงของวาร์กเนอร์ จึงไม่แปลกที่เขาควบคุมวง TPO เล่นเพลงวาร์กเนอร์ได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นเอกภาพ) นอกจากนั้น Emilsson ยังคงเดินทางไปเป็นวาทยากรทั่วโลก โดยปักหลักเป็น Chief Conductor ของวง TPO

ตามธรรมเนียมการแสดงจะเริ่มต้นด้วยบทโหมโรง ทาง TPO เองก็มีธรรมเนียมปฏิบัติ เพลงโหมโรงจะนำเพลงไทย ทั้งไทยเดิม ไทยสากล มาดัดแปลง เรียบเรียงเสียงประสานเพื่อเล่นกับวงออร์เครสตร้า ซึ่งหลายครั้งการดัดแปลงเพลงไทยเดิมมาเล่นนั้นทางวงเล่นได้ดีเป็นพิเศษ บทโหมโรงในวันนี้คือ Trust (Confident in Thailand) เรียบเรียงโดยประทีบ พันตรีประทีป สุพรรณโรจน์ ซึ่งเป็นวาทยากรประจำวง เมื่อบีีเลงเพลงโหมโรงจบลง มีการจัดเวทีประมาณห้านาที แกรนด์เปียโนสไตน์เวย์ถูกเคลื่อนมาไว้ตรงกลางเวที เสกข์ปรากฏกายจากด้านหลังเวที คนดูต้อนรับด้วยเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น เมื่อเขานั่งประจำที่หน้าเปียโนทั้งหอประชุมกลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เมื่อวงพร้อม และตัวเขาพร้อม จึงเริ่มบรรเลงคีย์แรกของเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสองอย่างสุขุมนุ่มลึก

ในช่วงแรกของการแสดงวงดนตรีมีอาการตื่นเล็กน้อย อาจจะเป็นอาการเกร็งทางร่างกาย ผนวกกับคนดูซึ่งให้ความสนใจจำนวนมาก แต่เมื่อบรรเลงถึงหนึ่งในสามของกระบวนแรกวงดนตรีเริ่มเล่นดีขึ้น เสียงจากกลุ่มเครื่องสายกลุ่มแรกเริ่มสอดประสาน ส่วนการบรรเลงของเสกข์มีความตั้งใจสูง ท่วงท่าการแสดงของเขาเรียบง่าย ไม่แสดงท่าทางจนเกินขอบเขต ขณะเข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างลึกซึ้ง ช่วงกระบวนที่สองเป็นท่อนที่ยากมากท่อนหนึ่ง และเป็นท่วงทำนองช้า ทำให้ผู้เล่นต้องควบคุมทุกอย่างไม่ให้ผิดพลาด จนกระทั่งกระบวนสุดท้าย เสกข์ได้แสดงให้เห็นถึงการฝึกฝนอย่างหนักของเขา และวง TPO ซึ่งสลัดอาการงัวเงียจากอาการตื่นเวทีทิ้งจนเกือบหมด ทำให้ท่อนจบนั้นเต็มไปด้วยความไพเราะสวยงามน่าประทับใจ เมื่อการแสดงจบผู้ชมต่างปรบมือกันไม่หยุดจนเสกข์เองต้องออกมาแสดงเดี่ยวเปียโนเป็นของแถมการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง ของรัคมานินอฟในครั้งนี้นับว่าเป็นของยากที่ท้าทายทั้งผู้เล่นและคนฟัง TPO มีแนวทางการเล่นเพลงนี้เป็นของตัวเองอยู่พอสมควร (ดังนั้นการฟังเปรียบเทียบกับวงระดับโลกย่อมมีความแตกต่าง)

กระนั้นเลยหลังพักการแสดง TPO กลับไปเล่นเพลง Symphony in C major ของริชาร์ด วาร์กเนอร์ ซึ่งบางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าวาร์กเนอร์เคยประพันธ์ซิมโฟนีเอาไว้ด้วย เพราะผลงานเด่นของวาร์กเนอร์ส่วนใหญ่จะเป็นอุปรากร วาร์กเนอร์นั้นนับถือผลงานของบีโธเฟ่นเป็นอย่างมาก ซิมโฟนีบทนี้วาร์กเนอร์ประพันธ์ขึ้นตอนอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น จึงมีอิทธิพลของบีโธเฟ่นอยู่ไม่น้อย และไม่น่าเชื่อว่า TPO บรรเลงเพลงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก ๆ

กลับมาที่รัคมานินอฟอีกครั้ง อย่างที่ผมกล่าวไว้ว่าเพลงนี้ของรัคมานินอฟเป็นเพลงฮิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพลงซึ่งติดหูคนฟังมากที่สุดบทเพลงหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ใครจะเชื่อว่าบทเพลงนี้จะแต่งหลังจากรัคมานินอฟบำบัดจิตกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสะกดจิตนาม นิโคไล ดาล ซึ่งก่อนหน้านี้รัคมานินอฟไม่กล้าเขียนเพลงอีกเลยเมื่อครั้งโดนวิจารณ์อย่างหนักหลังการแสดงเปียโนคอนแชร์โตหมายเลขหนึ่งรอบพรีเมียร์ ความผิดหวังครั้งนั้นหนักหนาจนเขาไม่อาจยอมรับในตัวตนของเขา หรือจะพูดว่าเขาสูญเสียจิตวิญญาณของตนไปกับคำวิจารณ์ เมื่อเขารักษาด้วยการสะกดจิต เขากลับมาแต่งคอนแชร์โตต่อจนจบ และใครจะเชื่อว่ามันได้กลายเป็นคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบทหนึ่งอย่างมิต้องสงสัย

เปียโนคอนแชร์โตหมายเลขสอง มีผู้นำไปบันทึกเสียงจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงอนาคต แผ่นซีดีที่น่าสนใจหลายแผ่นด้วยกัน แผ่นแรกที่ผมจะแนะนำเป็นแผ่นที่หนังสือ 1001 Classical Recording You Must Here Before You Die จากบรรณาธิการ Matthew Rye แนะนำเอาไว้ก็คือแผ่น Sviatoslav Richter เล่นเปียโน กับวง Warsaw Philharmonic Orchestra กำกับวงโดย Stanislaw Wislocki เป็นวาทยากร แผ่นนี้อัดเสียงในปี 1959 สังกัดดอยท์แกรมโมโฟน (DG447 420-2) นายสตีเวนกล่าวเอาไว้ว่าในมูฟเม้นต์แรกช่วงท้ายเพลง เป็นการสร้างสรรค์ใหม่ที่น่าค้นหา เปียโนซึ่งเล่นขัดกับวงออร์เครสตร้านั้นถือว่ายอดเยี่ยมมากครับ ตอนที่ผมได้แผ่นมาแรก ๆ (ด้วยความใจง่ายของผม) จึงขยับให้เป็นแผ่นที่ผมพึงใจในช่วงเวลาดังกล่าวในทันที (แม้คนใกล้ชิดของผมยังมีข้อสงสัยว่า เขาเล่นแปลกไปก็ตาม) แผ่นที่สองทีนายสตีเวนแนะนำให้เป็นทางเลือกในการฟังคือ Valadimir Ashkenazy บรรเลงวงโดย London Symphony Orchestra กำกับวงโดย André Previn สังกัด Decca 444 839-2-2 เป็นซีดีแผ่นคู่ (ที่ยังหาซื้อได้ไม่ยาก-และบางชุดที่ผลิตใหม่มีด้วยกันสามแผ่น) แผ่นนี้ของท่านวลาดิเมียร์นั้นวงลอนดอนเล่นเพลงได้นุ่มนวลเหลือเกินครับ ฟังแล้วน่าหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ส่วนเปียโนของท่านวลาดิเมียร์นั้นค่อนข้างสุภาพเรียบร้อย ไม่แสดงอารมณ์จนเกินเลย แต่ลูกเล่นของท่านยังเหลือรับประทาน

ส่วนแผ่นอื่น ๆ ที่ผมอยากแนะนำคือ อีกแผ่นคือแผ่นที่ Byron Janis เล่นเปียโน บรรเลงโดยวง Minneapolis Symphony Orchestra ควบคุมวงโดย Antal Dorati สังกัดตราแผ่นเสียง Mercury (MLP470639) ก็เป็นอีกแผ่นที่สแตนดาร์ดมาก หมายถึงเหมาะแก่การเอาไว้ฟังอ้างอิงในแผ่นอื่น ๆ ได้เป็อย่างดี ส่วนแผ่นสุดท้ายที่ผมคิดว่าง TPO น่าจะมีแนวทางการบรรเลงคล้าย ๆ (ขอกล่าวว่าคล้าย ๆ เท่านั้นนะครับ) คือแผ่นที่ Evegeny Kissin เล่นเปียโน London Symphony Orchestra บรรเลง และควบคุมวงโดย Valery Gergiev ซึ่งท่านผู้อ่านลองฟังเปรียบเทียบดูนะครับเพราะแผ่นทั้งหมดมีความแตกต่าง มีความเด่นด้อย และรสนิยมในการบรรเลงที่หลากหลายมาก

Sviatoslav Richter

 

หมายเหตุ:

1.การเขียนถึงนิยายเรื่อง “ใบหน้าอื่น” ของตัวผู้เขียนเองแม้จะดูแปลกแปร่ง ทว่าเมื่อผู้เขียนชมละครเรื่องนี้จบ กลับมีแง่มุมสะท้อนถึงตัวงานที่เขียน บทความชิ้นนี้จึงเหมือนการเปลือยกายแล้ววิจารณ์ตัวเอง

2.แม้จะหานิยายเล่มนี้อ่านไม่ได้แล้ว หรือหาอ่านยาก ทว่าบทความนี้เปิดเผยบางตอน-ตอนจบ ของนิยาย ท่านที่คิดว่าจะหานิยายมาอ่าน (แม้ว่าจะนานแค่ไหน) ไม่ควรอ่านบทความนี้

เมื่อหลายเดือนก่อนผมได้รับข้อความแปะอยู่ในบล๊อคของผมจากน้องนิว-สิริกัญญา ชุ่มเย็น ว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นไปทำละครเวที ซึ่งเป็นละครเวทีวิทยานิพนธ์ของเธอ น้องนิวเรียนในคณะอักษรศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อมาผมจึงรู้ว่าน้องนิวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สกุล บุญยทัต ซึ่งคลุกคลีกับงานละครมาอย่างยาวนาน จากนั้นน้องนิวก็ชวนผมมาชมละครของคณะ ซึ่งผมก็ได้รับชมบรรยากาศของละครอีกครั้งหลังจากไม่ได้ชมละครเวทีมานานพอสมควร ต้องบอกว่าบรรยากาศของหอแสดงละครที่อาคารวัชรนาฎยสภา ที่ทับแก้วหรือคนแถวนั้นเรียกว่า เอสี่ มีความขลังไม่น้อย อาคารทรงกลมเป็นโดม ทำให้นึกถึงโรงละครของเช็กสเปียร์ไม่มีผิด การที่อาคารเป็นทรงกลมทำให้อคูสติกของอาคารไม่มีมุมสะท้อนเสียง จึงทำให้การแสดงมีเสียงที่สด ชัดเจน ปราศจากเสียงก้อง ขณะที่เวทีการแสดงนั้นสามารถดัดแปลงได้หลากหลาย มันจึงเหมาะแก่เล่นละครเล็ก ๆ ที่มีคนดูไม่มาก

ตอนที่น้องนิวบอกว่าจะนำนิยายเรื่องใบหน้าอื่นมาทำละคร สิ่งที่ผมหนักใจที่สุดก็คือว่า นิยายเรื่องนี้ของผมมิได้เขียนขึ้นเพื่อนำมาทำละคร และแนวทางนิยายมีลักษณะการเขียนในแบบกระแสสำนึก (stream of conciousness) ซึ่งมีแอคชั่นน้อยมาก เพราะเรื่องราวทั้งหมดเหมือนหลั่งไหลออกมาจากสมอง ราวกับเสียงก้องที่ก้องอยู่ในหัว ดังนั้นถ้าจะนำนิยายมาทำละคร จะต้องแปรเปลี่ยนนามธรรมในนิยายให้ออกมาในรูปแบบการแสดง

แล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าข้อจำกัดของละครเวทีมีมากกว่าข้อจำกัดของภาพยนตร์ มันจึงยากขึ้นไปอีกหลายเท่าจนผมเองก็จินตนาการไม่ออกว่าละครจะเป็นอย่างไร แล้วระหว่างขั้นตอนการทำละครผมเองก็มิได้ล่วงรู้ว่าละครจะออกมาในแบบไหนจนกระทั่งวันที่ผมเข้าไปนั่งชมในโรงละคร

ละคร “ใบหน้าอื่น” เล่าเรื่องของ เอก เด็กหนุ่มบ้านแตกที่กำลังค้นหาว่าตัวเองจะค้นหาหนทางชีวิตอย่างไร พี่ชายของเขาเป็นเหมือนคนนอก ไม่สนใจใช้ชีวิตเช่นเด็กทั่วไป พี่ชายของเอกติดยา คิดว่าเขาเป็นตัวถ่วงความเจริญของบ้าน ส่วนพ่อของเอกเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เป็นคนขี้เหล้า ขี้โมโห พ่อคิดว่าทุกคนในบ้านล้วนแล้วแต่ไม่เอาไหน คนในครอบครัวต้องการคนดูแล ถ้าไม่มีพ่อครอบครัวก็อยู่ไม่ได้ ส่วนแม่ของเอกมิได้ต่อต้าน เธอเลี้ยงลูกอย่างที่แม่ควรจะเลี้ยง เธอไม่ได้มีอิทธิพลแปรเปลี่ยนใครได้เลยนอกจากเดินจากไป ส่วนเอกซึ่งพ่อหวังว่าจะเป็นตัวแทนของครอบครัว พ่อตั้งใจให้เอกเรียนดี มีอาชีพดี เพื่อเป็นดังทายาทที่สามารถฝากผีฝากไข้ ทว่าเอกอยากเป็นนักฟุตบอล อยากทำตามใจตัวเอง มีชีวิตที่ตัวเองเลือก (ไม่ว่าเขาจะเลือกในสิ่งที่ร้ายหรือดี) เขาถูกบังคับให้เรียนหนังสือ เลือกในสิ่งที่พ่อเลือก จนในที่สุดเขาก็เริ่มขบถกับมันทีละน้อย เขาเรียนแย่ลง ๆ ภาพของพี่ชายผู้ปลิดชีพของตนอันเป็นตัวแทนของความล้มเหลวยิ่งกัดกร่อนหัวใจของเขา ภาพครอบครัวทะเลาะกันทุกวี่วันทำให้เขาไม่เข้าใจว่าจะมีชีวิตไปทำไม

วันหนึ่งเอกพบกับแก้ว หญิงสาวสวย มีฐานะ มีการศึกษาที่ดี เธอเดินเข้ามาในชีวิตอย่างบังเอิญ และเอกเชื่อว่าแก้วคือหนทางอีกหนทางหนึ่งที่จะนำเขาออกไปจากโลกใบเดิมของเขา ทว่าการตายของพี่ชาย และการจากไปของแก้ว ทำให้เขาพบว่าเขาควรจะหวนกลับสู่เส้นทางเดิมของตน นั่นคือดิ่งลึกสู่จุดจบของตนเอง เอกพยายามลืมทุกสิ่งที่เข้ามาสู่ตัวเขา แล้วสิ่งที่เขาค้นพบก็คือทุ่งดอกไม้ซึ่งเขาเข้าไปซุกตัว

สิ่งที่ละครทำได้ดีมากก็คือรื้อโครงสร้างทั้งหมดของนิยายออกมาเป็นส่วน จากนั้นก็จัดวางมันขึ้นมาใหม่ ด้วยโครงสร้างใหม่ที่เหมาะสมต่อการเล่าเรื่องแบบละคร การรื้อครั้งนี้ทำให้ละครสามารถเล่าเรื่องของนิยายได้ทรงพลัง อย่างน้อยมันทำให้เราสะพรึงกลัวต่อสิ่งที่เกิดตรงหน้า ขณะเดียวกันละครก็ตีความตัวนิยายใหม่ ด้วยการเปิดเผยต่อผู้ชมว่าผู้ที่มาพบเอกตอนสูญเสียความทรงจำนั่นก็คือแก้ว ซึ่งทำให้ละครสามารถสอดแทรกแนวความคิด บทสนทนาในแบบกระแสสำนึกเข้าไปได้อีก และในบางบทสนทนาผู้เขียนบทก็ได้ตอบโต้ตัวละครอย่างเอกได้อย่างสาสม เพราะเอกนั้นอยู่กับความคิดของตัวเอง ไม่เปิดตัวไปสู่โลกที่กว้างไกลกว่า เขาจึงติดกับดักที่ตัวเองวางเอาไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กระนั้นหนทางที่เอกเลือกก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าทำไมเขาจึงยอมดิ่งจมไปสู่โลกของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วเก็บความเจ็บช้ำนั้นเพียงลำพังราวกับไม่เคยพบใบหน้าตัวเอง สิ่งนี้แหละครับที่ละครทิ้งเอาไว้ให้ผู้ชมไปขบคิดกันต่อ และดำเนินชีวิตใบหน้าอื่นซึ่งแฝงเร้นอยู่ในตัวของผู้ชมต่อไปในแบบที่ผู้ชมจะสร้างมันขึ้นมา…ใบหน้าของตนเองที่แปรผัน

ในฐานะที่เป็นเจ้าของนิยายต้นฉบับ คงมีคนถามว่าพอใจกับละครไหม คงตอบได้โดยไม่เขินว่าชอบครับ ใครจะคิดว่าเด็กมหาวิทยาลัยจะทำละครออกมาดีขนาดนี้ แม้จะมีจุดบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่จะเป็นอะไรไป ในเมื่อผู้เขียนเองก็เคยเขียนอะไรที่บกพร่องออกมาตั้งมากมายเช่นกัน

ส่วนนักแสดงทุกคนนั้นเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งที่ผ่านเวทีมาไม่มาก แล้วก็มีเวลาซ้อมกันไม่นานนัก แสง สี เสียงของละครทำได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากละครทำได้ดีไม่แพ้กัน มีมิติลึก ใกล้ โดยเฉพาะทุ่งดอกไม้ซึ่งมีแสงหม่น ๆ ฉายลงมา

เหนือสิ่งอื่นใดเพลงประกอบละครช่วยขับเน้นให้เรื่องผ่อนคลายลง และช่วยให้การตัดฉากดูราบลื่น ไม่สะดุด

เมื่อดูละครจบผมค้นพบสิ่งหนึ่งที่ตัวเองตื่นเต้นมากก็คือ ละครเรื่องใบหน้าอื่น ทำให้ผมเพิ่งรู้ว่านิยายเรื่องใบหน้าอื่นนั้นเป็นนิยายที่ผู้เขียนเองก็แสวงหาตัวตนของตัวเองเช่นกัน หากย้อนไปตอนที่เขียนนิยายเรื่องนี้ ผู้เขียนยังเป็นเด็กวัยรุ่น ช่วงเวลาดังกล่าวผู้เขียนก็พยายามจะหาคำตอบให้กับชีวิต พยายามที่จะไขปริศนาสิ่งที่ตัวเองไม่เคยรู้ ความสด ความไม่กลัว จึงถูกนำเสนอออกไปเป็นนิยาย แล้วเมื่อกลับมาชมละคร มันเหมือนผู้เขียนได้ส่องกระจกหรือย้อนเวลากลับไปดูตัวเองในอดีต แล้วผมก็เชื่อว่าละครเรื่องนี้ก็ยังคงพยายามที่จะแสวงหาสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลก การแสวงหาคำตอบต่อชีวิต เมื่อค้นพบคำตอบ เราเติบโตขึ้น ใบหน้าของเราก็จะแปรเปลี่ยน เราก้าวไปสู่ใบหน้าใหม่ การแสวงหานี่เองที่ทำให้เรามองเห็นเรา ซึ่งเติบโตขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น ทว่าการแสวงหาคำตอบมิได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เราจะเฝ้าแสวงหาสิ่งใหม่ไปเรื่อย ๆ เว้นแต่เราจะหวนไปสู่ใบหน้าเดิม และลืมความทรงจำในอดีต

โดย นิวัต พุทธประสาท

จับพลัดจับผลูเดินทางไปลอนดอนแบบไม่มีเวลาตั้งตัวมากนัก แต่เมื่อมีโอกาสผมก็ไม่ปล่อยให้พลาดโอกาส ผมค้นหาข้อมูลแจ๊สสถานในลอนดอนทันที แล้วก็ไม่ผิดหวังคือมีข้อมูลแจ๊สสถานอยู่จำนวนมาก มากจนเลือกไม่ถูกว่าจะไปดูที่ไหนบ้าง ในโลกปัจจุบันการค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นความสะดวกอย่างยิ่ง เพราะผมมีโอกาสได้ศึกษาข้อมูลสถานที่ต่าง ๆ ก่อนเดินทาง แจ๊สสถานที่ผมไปมีด้วยกันสองแห่ง

แห่งแรกคือ 606 Club ตั้งอยู่บนถนน Lots ใกล้กับสนามสแตมฟอร์ดบริดส์ของของทีมเชลซี ผมนั่งรถไฟใต้ดินขึ้นที่สถานี Earl’s Court แล้วเดินมาที่ถนน Lots ที่จริงจากสถานีรถไฟใต้ดินสามารถขึ้นรถเมล์สาย C3 มาได้เลย จะลงป้ายรถเมล์ใกล้กับถนนล็อตส์มากขึ้น ไม่ต้องเดินจนเหนื่อย แต่ความที่ไม่เคยมาจึงเดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน ผ่านสนามสแตมฟอร์ดปริดส์ กว่าจะหาทางได้เดินจนเมื่อยเหมือนกันครับ

606 Club เป็นสถานแจ๊สเก่าแก่แห่งหนึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1976 สถานที่ตั้งก็โดดเด่น เพราะคลับตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของอาคาร เวลาจะลงไปยังคลับจะต้องกดกริ่งตรงหน้าประตู จากนั้นเจ้าของร้านจะเปิดล็อคให้เรา แล้วต้องเดินลงบันไดไปยังชั้นล่าง เมื่อลงไปแล้วจะพบห้องโถงเล็ก ๆ เป็นพื้นที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือน แขวนเสื้อโค้ด เก็บร่ม จากนั้นจะต้องเดินผ่านออฟฟิศที่เป็นทั้งแคชเชียร์เก็บเงิน ที่ตั้งเครื่องมิกซ์เสียง แล้วจึงค่อยผ่านเข้าไปยังคลับ

ผมชอบทางเข้าหน้าคลับมาก เพราะเป็นประตูทรงโค้งซึ่งก่อด้วยอิฐ เหนือประตูทรงโค้งมีชื่อคลับเขียนว่า 606 ทำจากทองเหลืองติดอยู่เหนือประตู ทำให้ดูทรงคุณค่าน่าสนใจ ป้ายไม่ต้องใหญ่โตหรือหรูเลิศทว่ามีความขลัง เหมาะเจาะและลงตัว

606 แบ่งพื้นที่ใช้งานออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเวทีแสดงดนตรี ซึ่งมีเปียโนตั้งอยู่ทางซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าเวที) เวทีมิได้ยกพื้นให้สูงแต่เวทีเสมอกับพื้นที่ตั้งโต๊ะ ส่วนโต๊ะนั่งจัดรายล้อมอยู่รอบเวที ด้านในสุดเป็นครัวและห้องน้ำ ส่วนที่สองมีผนังอิฐเจาะเป็นช่องประตู และหน้าต่างกั้นระหว่างพื้นที่แสดงดนตรีให้ออกจากกัน ส่วนนี้เป็นบาร์เหล้า โดยมีบริเวณที่นั่งดื่มซึ่งดูสงบกว่าส่วนแสดงดนตรี

ผมมาถึงช้าไปหน่อย แต่ก็ยังทันการแสดง ซึ่งในวันที่ผมเลือกไปชม เป็นการแสดงของ Barb Jungr นักร้องสาวใหญ่ชาวอังกฤษที่มีผลงานเพลงบันทึกเสียงกับสังกัด Linn Records และ Niam CD อยู่หลายอัลบัม สองสังกัดเพลงของอังกฤษเป็นสังกัดดนตรีที่เน้นการบันทึกเสียงที่ดี แล้วก็เลือกนักดนตรีที่มีคุณภาพ

วันที่แสดงเธอเล่นกับนักเปียโนเพียงชิ้นเดียว เมื่อไปถึงเธอกำลังขับกล่อมดนตรี ผมหาที่นั่งตรงด้านหน้าประตู การมาชมการแสดงที่ 606 ควรจะอีเมล์มาจองที่นั่งล่วงหน้า และวันแสดงช่วงบ่ายโทรศัพท์มาคอนเฟิร์มกับเจ้าของร้าน เวลาการแสดงวันธรรมดาเริ่มที่ทุ่มครึ่ง การแสดงจะจบลงในเวลาสี่ทุ่ม ค่าเข้าชมเป็นเงิน 10 ปอนด์ โดยต้องสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มด้วย เมื่อไปถึงผมสั่งเป็ดรมควันอบ เสิร์ฟพร้อมสลัด และไวน์ขาวอีกหนึ่งขวด ดื่มไปทานไปฟังเพลงได้อรรถรสไม่น้อย และตัวบาร์ปเองเธอเป็นนักเอนเตอร์เทนคนดูชั้นยอด ก่อนเข้าเพลงเธอจะหาเรื่องมาเล่าให้ผูฟังฟังก่อน พลังเสียงของเธออยู่ในขั้นสุดยอด เธอสะกดคนฟังได้อย่างอยู่หมัด

เมื่อจบการแสดง เธอเดินทักทายผู้ฟัง น้องสาวของผมที่ไปด้วยแนะนำว่าเรามาจากกรุงเทพฯ เธอดีใจ และเข้าสวมกอดอย่างเป็นกันเอง

บรรยากาศที่ 606 คลับ ถือว่าสุดยอดมาก เป็นคลับที่ไม่ได้หรูเลิศ ออกจะโทรมนิดหนึ่ง แต่มันมีเสน่ห์มาก เสน่ห์แบบนี้หาไม่ได้จากที่ไหน การเป็นคลับใต้ดินทำให้อคูสติกของเสียงมีความนิ่งสงัด เสียงร้อง เสียงดนตรีชัดเจน บรรยากาศของคลับแบบนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เจ้าของมีความตั้งใจทำอย่างยิ่งยวด เพราะมีความรักในดนตรีแจ๊ส 606 เป็นคลับที่มีนักดนตรีแจ๊สทั่วอังกฤษผลัดเวียนมาแสดงกันอย่างต่อเนื่องทุกคืน โปรแกรมการแสดงทั้งปีสามารถดูได้ที่เวบไซต์ของ 606 Club

หลังการแสดงเราต้องรีบกลับเพราะกลัวว่ารถไฟใต้ดินจะหยุดวิ่ง แล้วพรุ่งนี้เช้ายังมีภารกิจต้องทำต่อ เราจึงออกจากร้านประมาณสี่ทุ่มครึ่ง เดินไปบนถนนอันปราศจากผู้คน อากาศเย็น แต่ไม่ถึงกับหน้า ป้ายรถเมล์มีคนรออยู่ก่อนหน้านี้ เราขึ้นสาย C3 ไปยังสถานีเอิร์นคอร์ต ค่ำคืนแห่ง 606 คลับ แจ๊สสถานที่ผมคิดว่าถ้าไปเยือนลอนดอนอีก คงต้องกลับไปชมดนตรีที่นี่อีกครั้ง

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่ My FaceBook Niwat.Puttaprasart

Wolfgang Amadeus Mozart
Klavierkonzert: Piano Concertos Nos.6,17&21

ก่อนเข้าสู่บทเพลงอันสุนทรีย์ของเพลงคลาสสิก ผมขอใช้หน้ากระดาษกล่าวถึงธุรกิจดนตรี-เพลงในเมืองไทยสักเล็กน้อย ในฐานะผู้บริโภคซึ่งเสียเงินเสียทองกับการสะสมอัลบัมเพลงในรูปแบบต่าง ๆ จนไม่กล้าคำนวนตัวเลขที่จ่ายไป เริ่มตั้งแต่การสะสมเทปคลาสเซ็ตมาเมื่อครั้งยังนุ่งขาสั้น จนมาถึงยุคที่แผ่นซีดีรุ่งโรจน์เจิดจรัส และหันกลับมาสะสมแผ่นเสียงตามความฝันหลังจากทำงานทำการในวัยหนุ่ม ทว่าในปัจจุบันกลับเป็นยุคที่ผมไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ครั้นหมดยุคแผ่นเสียงเมื่อปี 80 มีแผ่นซีดีเข้ามาทดแทน แต่หลังปี 2010 แนวโน้มของร้านขายซีดีกำลังจะล้มหายตายจาก ลมหายใจของอัลบัมเพลงที่เป็นซีดีรวยรินลงเหลือเกิน คาดว่าปีหน้าน่าจะพอนับร้านที่ขายแผ่นซีดีเพลงเป็นหลักได้อย่างง่ายดาย โดยเปลี่ยนหน้าร้านมาสู่การดาวน์โหลดเพลงทางมือถือและอินเตอร์เน็ตจากไฟล์ MP3 ชาร์ตเพลงฮิตต่อไปคงเปลี่ยนจากแผ่นที่ขายได้ มาเป็นยอดดาวน์โหลด สมรภูมิหลักของธุรกิจในวันนี้คือ “ง่ายแต่แพง” เพราะถ้าพิจารณาถึงราคาเพลงที่ดาวน์โหลดนั้น เพลงหนึ่งมีราคาที่สูงมาก แน่นอนว่าซื้อเพลงเดียวอาจจะไม่รู้สึกว่าจ่ายเงินในราคาแพง แต่ถ้าซื้อทั้งอัลบัมเราจะพบว่ามันมีราคาที่แพงเท่ากับการซื้อซีดีหนึ่งแผ่น โดยไม่มีซีดี ไม่มี Booklet ไม่มีของแถมเล็กน้อยจากทางวง รวมถึงเอาไปฟังที่ไหนไม่ได้นอกจากเครื่องที่เราใช้ดาวน์โหลดมา รวมถึงผู้ที่ดาวน์โหลดไฟล์เพลงจะไม่เคยมีของสะสมเป็นชิ้นเป็นอัน เว้นแต่ไฟล์ดิจิตอลใน Library

อย่างที่ผมกล่าว ช่างอ้างว้างเดียวดายเหลือเกินในโลกหลังปี 2010 นักฟังเพลงอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ชอบสะสมซีดี คงต้องหาหนทางซื้อซอร์ฟแวร์จากทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้นไปกว่าเดิม

กลับมาที่เพลงของเรากันอีกครั้งนะครับ หลายท่านอาจจะส่ายหน้ากับผม แล้วตะโกนดัง ๆ ว่า “โมสาร์ทอีกแล้วหรือ” ผมก็ต้องพยักหย้าหงึกหงั่กและตอบว่า “ใช่แล้วครับท่าน โสาร์ทอีกแล้ว” 555

แต่ใคจะปฏิเสธผลงานของท่านโมสาร์ทได้ (หยิบเอามาฟังทีไรก็ยังไพเราะ) ความอัจฉริยะของโมสาร์ทนั้นหาใครเทียบเคียงได้ยาก ทั้งในยุคของท่านโมสาร์ท ไล่มาถึงยุคคลาสสิก และมาสู่ยุคปัจจุบัน เหมือนทุกสรรพสิ่งเริ่มต้นด้วยโมสาร์ท ไม่ต่างจากนักหัดวาดภาพ อย่างไรเสียก็ต้องเรียนการสเก็ตภาพเหมือนของมนุษย์ก่อนจะก้าวไปทำงานที่แตกต่าง เช่นเดียวกับการไขปัญหาจักรวาล ก็ต้องเริ่มต้นที่ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของนิวตัน มาถึงทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ก่อนก้าวเข้าสู่ทฤษฎีควอนตัม ไม่มีเครื่องลัดเวลา ไม่มีการไปถึงจุดยอดของภูเขาด้วยการนั่งกระเช้า (แม้ทุกวันนี้ภูเขาบางลูกจะมีกระเช้าให้ขึ้นก็ตาม)

ซีดีอัลบัมนี้ผมยอมรับว่าผมซื้อเพราะหน้าปก หน้าปกสาวน้อยใบหน้างดงามคนนี้คือ Pia Degermark นักแสดงชาวสวีดิส ที่แสดงเป็น Elvira Madigan (ตามชื่อหนัง) นักไต่ลวดสาวที่จบชีวิตในแบบดรามาก่อนวัยอันควร ผมไม่ได้ชมหนังเรื่องนี้ แต่สัญญาในใจว่าจะหาหนังเรื่องนี้มาชมให้ได้ ส่วนซีดีแผ่นนี้เกี่ยวข้องอะไรกับหนังเรื่อง Elvira Madigan ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ เพราะเพลงจากอัลบัมนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพลงประกอบภาพยนตร์นั่นเอง

โมสาร์ทแต่งเปียโนคอนแชร์โต้เอาไว้อย่างมากมายรวมแล้วจำนวนถึง 27 หมายเลข ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากมายเอาเรื่อง ตั้งแต่หมายเลขแรกจนสุดท้ายนั้นก็แต่งต่างกรรมต่างวาระกัน สี่หมายเลขแรกซึ่งเป็นช่วงยุคแรกแต่งขึ้นระหว่างปี 1763-64 ช่วงที่อยู่ในกรุงปารีส ส่วนเปียโนคอนแชร์โต้เพลงท้ายก็แต่งในช่วงปี 1788 อันเป็นช่วงมรสุมชีวิต และมรสุมทางการเงินเล่นงานโมสาร์ทอย่างหนัก ซึ่งใครจะเชื่อว่านักประพันธ์เพลงผู้เอกอุท่านนี้ โด่งดังมาตั้งแต่เยาว์วัย ครั้นแล้วบั้นปลายชีวิตก็ยังคงตกอับในแบบศิลปิน ราวกับใครเขียนบทเอาไว้ก็ไม่ปาน นึกแล้วช้ำใจยิ่งนัก ราวกับปิศาจ ซาตาน หรือพระเจ้ากันแน่ที่ลิขิตให้เป็นแบบนั้น คนมากพรสวรรค์ทว่าชีวิตกลับเต็มไปด้วยอุปสรรคชีวิต

แผ่นซีดีแผ่นนี้บรรจุเปียโนคอนแชร์โตเอาไว้สามเพลงสามหมายเลข ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือเปียโนสามหมายเลขที่ดีที่สุดของโมสาร์ท รวมถึงของโลกด้วย และผมก็เชื่อว่าสามเพลงนี้ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันอย่างคุ้นเคยคุ้นหูมาก่อน เพราะเพลงเหล่านี้ถูกนำไปเล่นซ้ำบ่อย ๆ ปรากฎในซีดีรวมเพลงคลาสสิกฮิต ๆ บ้าง เพลงในหนังบ้าง เพลงเปิดตามห้าง เพลงรอรับสาย แต่ท่านอาจจะไม่เคยสัมผัสเวอร์ชั่นที่เล่นได้น่าประทับใจ ซึ่งผมคิดว่าแผ่นซีดีชุดนี้น่าฟังมากชุดหนึ่ง แม้ผมจะฟังเปียโนคอนแชร์โตโมสาร์ทมาหลายเวอร์ชั่น แต่เวอร์ชั่นนี้แหละครับที่ผมคิดว่าติดหูติดใจของผมมาก

เปียโนคอนแชร์โตในชุดนี้บรรเลงโดยวง Camerata Academicades Salzburger Mozarteums บรรรเลงเปียโนโดย Géza Anda บันทึกเสียงระหว่างปี 1961-62 ดังนั้นแผ่นซีดีชุดนี้จึงเป็นแผ่นที่บันทึกเสียงต้นฉบับในแบบ Analog แล้วค่อยมาแปลงเป็นไฟล์ดิจิตอลในภายหลัง ซึ่งเท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดก็คือแผ่นของดอยท์แกรมโมโฟน ที่แปลงมาจากเทป Analog มักจะทำได้ดีกว่าแผ่นที่ต้นฉบับบันทึกเป็นดิจิตอล ความลื่นไหลของเสียงดนตรี ความหนาของเสียง และบรรยากาศโดยรอบกลับน่าชื่นชมกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

สำหรับเพลงเปียโนคอนแชร์โต้ของโมสาร์ทนั้น วงออร์เครสตร้าที่บรรเลงจะเป็นวงในลักษณะวงแชมเบอร์ ซึ่งมีผู้เล่นน้อยกว่าวงใหญ่ ดังนั้นวงแชมเบอร์จึงไม่จำเป็นต้องมีวาทยากร ผู้เล่นเดี่ยวเปียโนจึงทำหน้าที่คล้ายวาทยากรขณะบรรเลงไปด้วย (ในกรณีที่ไม่มีเครื่องดนตรีเดี่ยว หัวหน้าวงซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มไวโอลินก็จะทำหน้าที่นำวงไปพร้อมการเล่น) ข้อดีของวงแชมเบอร์ก็คือการประสานงานของวงจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการประสานงานที่ดีกว่าวงใหญ่ (ซึ่งมีนักดนตรีจำนวนมาก) การสื่อสารของนักดนตรีกับกลุ่มดนตรีจึงทำได้ไหลลื่นเป็นเอกภาพ

ผู้เล่นเปียโน Géza Anda เป็นนักเปียโนเชื้อสายฮังกาเรียน กีซา เอนดาเกิดวันที่ 19 พฤศจิกายน 1921 ที่บูดาเปสต์ ในวัยเด็กศึกษาดนตรีกับครูในละแวกบ้านเกิด จนกระทั่งเข้ามาเรียนที่สถาบันดนตรี Franz Liszt Academy ในบูดาเปสต์ ที่นั่นเขาได้ศึกษากับ Ernstvon Dohnányi และยอดคีตกวีชาวฮังกาเรียนอย่าง Zoltán Coldály ในปี 1940 เขาชนะเลิศรางวัล Liszt Prize ซึ่งการชนะเลิศครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงของเอนดา โด่งดังจนได้รับเชิญไปเล่นคอนเสิร์ตกับวงเบอร์ลินฟิลฮาร์โมนิค ช่วงกลางชีวิตของแอนดานอกจากเล่นคอนเสิร์ตแล้วเขายังศึกษางานของโมสาร์ท และอุทิศตนเป็นอาจารย์ทางดนตรีในสถาบันดนตรีแห่งมิวนิค

เพลงแรกของอัลบัมเปิดด้วยเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข 17 KV 453 ในบันไดเสียง G major (ตัวย่อ KV นั้น ย่อมาจาก Köchel-Verzeichnis ซึ่งหมายถึงนาย Ludwig von Köchel ผู้ซึ่งจัดทำ Köchel catalogue จัดลำดับผลงานของโมสาร์ทที่ตีพิมพ์ก่อนและหลังเป็นตัวเลข บางสำนักก็ย่อเพียง K ตัวเดียว) หมายเลข 17 เขียนเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 12 เมษายน 1784 เพลงเปิดด้วยวงแชมเบอร์ด้วยท่วงทำนองหลักของเพลง ซึ่งดำเนินในจังหวะเร็ว วงดนตรีเล่นด้วยความลื่นไหลอ่อนช้อย กลางเพลงเมื่อเข้าสู่ท่อน Kadenz (หรือ Cadenza ซึ่งหมายถึงการเล่นเดี่ยว ภาษาเพลงร็อคก็คือท่อน Solo นั่นเอง ในเพลงคลาสสิกท่อน Kadenz นั้นผู้เล่นอาจจะเลือกตัวโน๊ตจากผู้ประพันธ์เพลงมาเล่น หรือจะใช้ปฏิพานทางดนตรี หรือท่อนที่ตนเองแต่งสอดใส่เข้าไปก็ได้ กระนั้นขึ้นอยู่กับความกล้าของผู้เล่นว่าจะเล่นอย่างพิศดารหรือเล่นตามขนบ ซึ่งเราทราบดีว่าดนตรีคลาสสิกนั้นไม่นิยมความพิศดารมากนัก ผู้เล่นต้องเล่นอย่างมีรสนิยมอันดี ซึ่งในเพลงนี้เอนดาเลือก Kadenz ที่โมสาร์ทเป็นผู้ประพันธ์ทั้งหมดมาเล่น) เสียงเปียโนที่เอนดาเล่นทำได้อย่างมีระเบียบ ล้อไปกับท่วงทำนองหลักอย่างเบิกบาน ท่อนที่สองเริ่มด้วยเครื่องสาย รับต่อด้วยกลุ่มเครื่องเป่า ท่วงนี้ทำนองช้าราวใคร่ครวญค้นหาความหมายและเปียโนเล่นรับบรรยายความรู้สึกที่ต้องการบอก และมูฟเม้นต์สุดท้ายท่วงทำนองร่าเริงสดใส เปียโนเล่นล้อไปกับวงตลอดเพลง

เพลงที่สองอันเป็นไฮไลต์ของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 21 KV 467 ในบันไดเสียง C major เพลงนี้มีชื่อเล่นว่า Elvira Madigan ตามที่ผมได้เกริ่นไปตั้งแต่ต้น ชื่อเล่นนี้มาเรียกกันในภายหลังนะครับ แต่ก็เรียกจนติดปากกันมาถึงทุกวันนี้ เพลงเปียโนคอนแชร์โตเพลงนี้ของโมสาร์ทเขียนเสร็จใจปี 1785 เป็นเพลงที่โด่งดังเพลงหนึ่งของคีตกวีเอกท่านนี้ก็ว่าได้ เพราะท่วงทำนองทั้งสามมูฟเม้นต์เป็นเหมือนแบบที่โมสาร์ทวางรากฐานเอาไว้อย่างแน่นหนาก็คือท่วงทำนองแรกเริ่มขึ้นด้วยลีลาเร็ว โดยเริ่มขึ้นด้วยความเงียบ เสียงจากกลุ่มเครื่องสายด้วยอารมณ์รื่นเริง ขณะเดียวกันก็เป็นระเบียบ เครื่องสายค่อย ๆ เล่นดังขึ้น กลุ่มเครื่องเป่ารับช่วงต่อโดยการเล่นท่วงทำนองเดิมและเปียโนวกเข้ามาเล่น Kadenz ช่วงสั้น ๆ สลับกับวงแชมเบอร์ตลอดทั้งเพลง ท่อนที่สองมีลีลาที่เชื่องช้า เสียงเครื่องเป่าลมไม้เป็นตัวแทนของความเศร้าทุกข์ตรม แต่กระนั้นท่อนนี้เป็นท่อนที่มีความงดงามของเมโลดี้เป็นอย่างมาก ท่อนจบเป็นไปอย่างสุกสว่างและสงบเยือกเย็น ท่อนสุดท้ายของเพลงเริ่มด้วยความสุขสนุกสนาน วงแชมเบอร์เริ่มขึ้นพร้อมเพรียง เปียโน Kadenz ในช่วงสั้น ๆ ด้วยการตอบโต้กับวงดนตรี ขณะเดียวกันการโซโลก็แตกคอร์ดออกไปจากธีมหลัก ก่อนจะจบลงด้วยความภาคภูมิ

เพลงสุดท้ายของอัลบัม เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 6 KV238 ในบันไดเสียง B flat major เพลงนี้แต่งขึ้นในปี 1776 ช่วงดังกล่าวโมสาร์ทยังอาสัยอยู่ในออสเตรียเมืองเซาส์บูร์ก ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อลูกโมสาร์ทประวบความสำเร็จในระดับหนึ่งของการแสดงดนตรี ก่อนที่จะเดินทางไปยังปารีสในปี 1777 เพลงนี้ยังคงรักษาแบบแผนของโมสาร์ทไม่เสื่อมคลายคือเริ่มด้วยท่วงทำนองสดใสร่าเริงในมูฟเม้นต์แรก โศกเศร้าอาดูรในมูฟเม้นต์สอง และคลี่คลายในมูฟเม้นต์สุดท้าย

กีซา เอนดา เป็นนักเปียโนที่มีฝีมือประณีต มีระเบียบแบบแผนที่งดงาม ขณะที่วงแชมเบอร์เล่นกันได้อย่างมีเอกภาพสมกับเป็นวงบ้านเกิดของโมสาร์ท การตีความดนตรีด้วยความเข้าใจบทเพลง ย่อมก่อให้เกิดรสนิยมอันดีต่อเพลงคลาสสิก สิ่งเหล่านี้ทำให้เพลงของโมสาร์ทยังคงมีลมหายใจ ลอยล่องอยู่ในอากาศเพื่อฝ่าห้วงกาลเวลาไปยังอนาคต เปียโนคอนแชร์โตทั้งสามเพลง เป็นเหมือนตัวแทนบทเพลงที่ดีที่สุดจำนวนหนึ่งท่ามกลางบทเพลงมากมายของโมสาร์ทได้อย่างงดงาม

Music: 9
Sound: 8.5

ผมขอเริ่มที่ง่าย ๆ ก่อนนะครับ ผมเริ่มฟังเพลงจริงจังตอนเรียนมัธยมต้น-ปลาย จากนั้นก็ฟังมาตลอด ตอนเป็นเด็กนักเรียน เพลงส่วนใหญ่ที่มีปัญญาซื้อก็จะเป็นเทปพีค็อก เป็นส่วนใหญ่ จะมีบางยี่ห้อบ้างเช่นโฟร์แทรคบางชุด ช่วงมัธยมปลายเทปยี่ห้อ 501 ออกมาอย่างต่อเนื่องเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงโพเกรสซีฟที่หาฟังยาก รวมถึงบูตเล็ก ช่วงนี้ผมเริ่มอยากสะสมแผ่นเสียงครับ ซื้อเครื่องเล่นของ SABA มาใช้ฟัง ส่วนแผ่นก็ซื้อหาจากคลองถมในราคาไม่กี่บาท แต่พอเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงที่ยากจนมากครับ แทบไม่เหลือเงินไปซื้อเทปหรือแผ่นใดเลย แล้วตอนนี้แผ่นซีดีก็เริ่มทยอยผลิตกันออกมาแล้ว

ผมมาเริ่มฟังเพลงอย่างจริงจังอีกครั้งตอนทำงาน พอเริ่มมีเงินจากการทำงาน ช่วงนี้ผมทยอยซื้อแผ่นซีดีอาทิตย์หนึ่งก็หลายตังค์เหมือนกัน จวบกระทั่งวิกฤติเศรษฐกิจปี 41-42 กลับมาจนเหมือนเดิมอีกครั้ง ช่วงก่อนหน้านั้นผมชอบฟังเพลงแนว Alternative Rock วงโปรดของผมก็คือวง Manic Street Preachers ซึ่งเป็นวงร็อคแบบ โพสต์พังค์ จากเกาะอังกฤษ ก่อตั้งวงมาตั้งแต่ปี 1986 มีสมาชิกเริ่มต้นมีด้วยกันสี่คนคือ James Dean Bradfield (vocals, guitars), Nicky Wire (bass, occasional vocals) and Sean Moore (drums, backing vocals, occasional trumpet) และ Richey Edwards (กีตาร์และแต่งเพลง) ซึ่งต่อมาปี 1995 เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ บ้างว่าเขาฆ่าตัวตายโดยการกระโดดน้ำ ไม่มีใครพบศพของเขา เมื่อไม่มีการพบศพเขาจึงเป็นผู้สูญหาย

ผมสะสมแผ่นซีดีของ MSP ทุกชุด รวมถึงแผ่นซิงเกิลเท่าที่จะหาได้ หลังจากเริ่มกลับมาเล่นเครื่องเสียงอีกครั้ง หลังวิกฤติเศรษฐกิจผ่านไป ผมเริ่มเล่นแอมป์หลอด และสะสมแผ่นเสียงในเวลานั้น วงที่ผมยังติดตามคือ MSP โดยผมเริ่มเก็บงานของวงนี้เป็นแผ่นเสียง และออกตามหาแผ่นซิงเกิลที่เป็นแผ่นเสียงด้วย

เมื่อวานผมหยิบแผ่นซิงเกิลขนาด 10 นิ้วแผ่นนี้ออกมาฟังอีกครั้ง

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นซิงเกิลในชุด THe Holy Bible ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่ริชชี่ยังอยู่กับวง สิ่งที่พิเศษสุด ๆ สำหรับแผ่นซิงเกิลแผ่นนี้ก็คือ มีเพลงจากอัลบัมหนึ่งเพลงคือเพลง Revol และมีเพลง Too Cold Here ซึ่งว่ากันว่าทางวงแต่งขึ้นขณะมาทัวร์เอเชีย รวมถึงเมืองไทยของเราด้วย และเพลงนี้ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในอัลบัมปกติ

Too Cold Here เป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก เนื้อหากินใจ เล่นด้วยกีตาร์โปร่งตัวเดียว ฟังแล้วเหงาอย่างจับจิต เป็นเพลงที่อยู่ในลิสต์ 100 เพลงที่ผมชอบตลอดกาลเลยทีเดียว

Too Cold Here Lyrics:
Manic Street Preachers

Born in burial gowns, recessing slowly
You soon wish you couldn’t see at all
Tortured in the mind, six voices alone
Futile gestures, emotionless groans
Everyone asks what’s wrong, but what’s right?
And a cute lie makes everything uptight
To kill your dream before it’s considered
To live in silence, airless closet, no vision

It’s easier to make love to a stranger
than to ask a friend to call
Suspicion knows nothing and
is known for not much at all,
much at all

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls to lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade to cover your eyes

Self pity yourself is so shallow
I am so sick in mind and body, heart cold as stone
Whisky my coral, my piece of mind
Hello Mr. Samsung you can’t clean my soul
Wake up sighing, mass for the bleeding
Never share sadness mine no man prays painless
Coalescing mine are hidden rooms,
Cannot give anything and never could

Prison it’s only four walls but sometimes
The mind is the smallest prison of all,
Offering there upon offering
As a ball with a touch feels
Through its fall, through its fall.

Too cold here
Turn yourself bleeding inside
Always look for walls
To lean beside
Too cold here
Turn yourself bleed it’s eyes
Always look for shade
To cover your eyes

ในหน้า B ของซิงเกิล มีเพลง You Love Us จากอัลบัมแรก

และที่น่าสนใจคือเพลงสุดท้าย life becoming a landslide จากอัลบัมชุดที่สองแต่เป็นเวอร์ชั่นที่บันทึกเสียงคอนเสิร์ต ที่ MBK Hall ตอนที่วงมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ซึ่งคอนเสิร์ตนี้ผมก็ไปชมด้วย

แนวทางแรกของการสะสมแผ่นเสียงของผมก็คือ

เริ่มจากวงที่เรารัก และเก็บมันจนเป็น Collection ครับ

ปล.ทางวงกำลังมีผลงานชุดใหม่คือ Postcard from a youngman ซึ่งเป็นอีกชุดที่เพราะมาก ๆ