Info

Posts tagged ถ่ายภาพ

การออกทริปถ่ายภาพเป็นความสุขอย่างหนึ่งของช่างภาพสมัครเล่นอย่างผม เพราะทุกครั้งเรามักจะได้ประสบการณ์ที่ไม่คาดฝัน บางครั้งเราไม่ได้ตั้งหัวข้อที่จะถ่าย นั่นหมายความว่าเมื่อเราเดินทางไปถึงที่นั่นแล้วเราก็ลงมือถ่าย เก็บภาพ มองหามุมโปรด มองหาสิ่งใหม่ๆ ที่คนยังไม่เคยถ่าย

ภาพถ่ายชุดนี้ก็เช่นกัน ผมใช้เลนส์ติดกล้องตัวเดียว ไม่ต้องเปลี่ยน พยายามนำเสนอภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ภาพกิ่งก้านของต้นไม้ สีเขียวสดของใบไม้ รากไม้ อุปสรรคในการถ่ายภาพคือสภาพป่าชายเลนที่ทึบ ทำให้ต้องเปิดหน้ากล้องกว้าง นั่นหมายความว่าถ้าไม่ได้เตรียมขาตั้งกล้องไปก็ต้องเสี่ยงต่อภาพที่เคลื่อนไหวและความไม่คมชัด

การถ่ายภาพด้วยฟิล์มทำให้ผมยังคงตื่นตัวเสมอ เพราะเมื่อถ่ายภาพแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าภาพจะออกมาอย่างไร วัดแสงถูกต้องไหม องค์ประกอบภาพสมบูรณ์หรือเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนถ่ายภาพด้วยฟิล์ม

อุปกรณ์ในการออกทริปครั้งนี้ผมใช้กล้อง Nikon FM2 เลนส์ Voigtlander Ultron 40 mm F2 และฟิล์มสี Fuji iso 200

โดยนิวัต พุทธประสาท

ในอดีตผมเดินทางไปปากน้ำประแส ตำบลเล็กๆ ชายแดนจังหวัดระยองติดจันทบุรีอยู่หลายสิบหน การไปเที่ยวที่ประแสในอดีตเป็นเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน แต่เหนืออื่นใดที่ไม่ในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปก็คือ ปากน้ำประแสเป็น “ชุมชนในอดีต” ที่เป็นชุมชนจริงๆ ผู้คนอยู่อาศัย ใช้ชีวิต โดยที่สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เราจะไม่พบร้านสะดวกซื้อ เราจะไม่พบมินิมาร์ท แต่เราจะได้ซื้อของจากร้านในชุมชน เรากินข้าวในร้านที่ชุมชนขาย นั่นบอกเราว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจในแบบเมืองใหญ่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปที่ประแสอีกครั้ง สิ่งที่ผมพบก็คือ บ้านเมือง ตลาดไม่เปลี่ยนแปลงไปจากสิบปีที่แล้วเสียเท่าไหร่ บ้านไม้ริมคลองยังคงสวยงาม เมื่อเดินทางไปที่ปากน้ำก็พบว่าชาวบ้านได้ถมทะเลออกไปและทางเทศบาลก้ทำเขื่อนกั้นทะเล เพื่อเป็นทางให้เรือประมงได้เข้าสู่ลำคลองได้สะดวกขึ้น ประภาคารที่ผมเคยไปถ่ายภาพเมื่อในอดีต ท่านผู้อ่านที่มีรวมเรื่องสั้น “ขอบฟ้าเหตุการณ์” ของผมอยู่ลองเปิดูภาพประภาคารแห่งนั้นได้ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปอยู่มากทีเดียว

แต่สำหรับไฮไลต์ที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ การได้ไปทุ่งโปรงทอง ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลน ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านแสมผู้ ในวันที่ผมไปได้คุณนาวิน เจริญพร รองนายกเทศบาลตำบลประแสเป็นผู้นำทางโดยมีน้องอัญ ไกด์ท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ในบ้านเกิดของตัวเองเป็นผู้พาผมไป

สิ่งที่เรานักท่องเที่ยวปรารถนากันก็คือความงามตามแบบธรรมชาติ เราต้องการไปเห็นผืนป่าบริสุทธิ์ เราต้องการให้ทรัพยากรทางธรรมชาติของเราอยู่คู่ชุมชน เราเป็นนักท่องเที่ยวที่พยายามจะทำลายให้น้อยที่สุด รักษามันให้คงความงดงามและเปลี่ยนแปลงให้ต่ำเท่าที่จะทำได้

ทุ่งโปรงทองเป็นป่าชายเลนที่มีลักษณะหลากหลาย ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และยังคงความสวยงามเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง เพราะเมื่อเราเดินตามสะพานไม้ ผ่านป่าโกงกางสูง เราก็จะพบกับป่าโกงกางที่มีพันธุ์เตี้ยกว่า ใบออกสีเหลืองทองขึ้นอยู่บริเวณตรงกลางป่า ราวกับเราเดินเข้ามายังมหัศจรรย์ป่าวิเศษ นี่คือความงามที่น่าตื่นตะลึงไม่ใช่น้อย เมื่อเดินจนสุดปลายทางสะพานไม้ก็จะเป็นทะเล มีศาลาให้นั่งหย่อนใจ

นอกจากนั้นถ้ามยังทุ่งโปรงทอง สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งซึ่งทำให้รู้ว่าธรรมชาติยังบริสุทธิ์อยู่ก็คือ หิ่งห้อย ช่วงหัวค่ำเราจะได้เห็นหิ่งห้อยจำนวนมหาศาลบินอยู่ในทุ่ง กินอาณาเขตไปจนถึงวัดตะเคียนงาม สำหรับผมแล้วผมอยากให้สิ่งเหล่านี้ดำรงอยู่ เมืองอาจจะไม่โตหรือพัฒนา ทว่าคุณภาพชีวิต และธรรมชาติของคนในท้องถิ่นต่างหากที่จะเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญรุ่งเรืองทางความสุข

ผมเคยถามตัวเองว่า ทำไมเมื่อเราเดินไปข้างหน้า จนมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เรามักจะย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำมันได้ดีกว่าเมื่อก่อน

ช่วงสองสามเดือนนี้ผมนำกล้อง Nikon FM2 ของผมออกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โชคยังดีที่ที่ชุมชนกล้องโลโม่ยังทำให้ฟิล์มยังผลิคอยู่ ฟิล์มที่ผมชื่นชอบมีฟิล์มสีฟูจิ ปัจจุบันฐานผลิตอยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วนโกดักซึ่งพึ่งประกาศล้มละลาย ยังมีฟิล์มผลิตออกมาอยู่ และทำจากที่อเมริกา ฟิล์มยี่ห้อสุดท้ายที่ผมใช้คือ Illford ส่วนฟิล์มจากประเทศจีนผมยังไม่เคยลองนำมาถ่าย ถาได้ลองแล้วจะนำมาบอกเล่าให้ฟังนะครับ

กล้องนิคอน FM2 ของผมผ่านการใช้งานมาอย่างสมบุกสมบัน ลุยทั้งน้ำตกและทะเล ภูเขาและแม่น้ำ ความเย็นและความร้อน มันทนทานมาก และบางตัวก็พังคามือผม ตัวที่เหลืออยู่นี้ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรับใช้ผมไปได้อีกนานเพียงใด แต่ผมก็ตั้งใจแล้วว่าถ้าเมื่อไหร่มันเสีย ผมจะหาตัวสำรองมาใช้อีก กล้องฟิล์มมือสองยังมีอีกมากมาย เพราะมันถูกโละออกจากผู้ใช้ที่เก็บมันเอาไว้ กล้องดิจิตอลพัฒนาจนมาถึงขีดสุด และผลักให้ฟิล์มกลายเป็นความหลังฝังใจของช่างภาพผู้ที่มีจินตนาการล้นเหลือ

ทุกครั้งที่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มเราจะไม่สามารถมองเห็นภาพที่เราถ่าย เราต้องจบทริป เดินทางกลับ เมื่อมาถึงบ้านเราต้องรอส่งฟิล์มเข้าแลป ล้างฟิล์ม ล้างรูป วินาทีนั้นจึงจะทำให้เราเห้นภาพที่เราไปถ่ายมา ดังนั้นการถ่ายภาพด้วยฟิล์มจึงท้าทายช่างภาพเสมอ และจุดนี้เองที่ยังเป็นเสน่ห์ไม่เจอจาง

ภาพถ่ายทิวทัศน์ ถ่ายโดยกล้อง Nikon FM2 Films Fuji Pro 400 Lens Voigtländer 40 mm. F2

โดย หอมรำเพย

เมื่อวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2555 สำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ได้จัดเปิดตัวนวนิยายเล่มใหม่ของนิวัต พุทธประสาท ในชื่อเล่มว่า “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ณ ArtGorillas ArtGallery บนชั้นสองของโรงภาพยนตร์ลิโด (ซึงอีกไม่นานคงถูกทุบทำลายเพื่อสร้างศูนย์การค้าแห่งใหม่)

ในงานเปิดตัวหนังสือเริ่มขึ้นเมื่อคมสัน นันทจิต พิธีกรดำเนินรายการได้เชิญชวนให้นักอ่าน และผู้สนใจร่วมเข้ารับฟังเสวนาเข้าสู่รายการ โดยหัวข้อสนทนาคือ “จากนิยายสู่อีบุ๊ค อนาคตของหนังสืออยู่ที่ไหน” รายการสนทนาครั้งนี้มีสองนักเขียนหนุ่ม กตัญญู สว่างศรี และจักรพันธุ์ ขวัญมงคล มาทำหน้าที่พิธีกร โดยมีแขกรับเชิญคือ สิริกัญญา ชุ่มเย็น บรรณาธิการ และคุณรวิวร มหะสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ASK Media มาเป็นแขกรับเชิญในการร่วมเสวนา

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง สถานที่เล็กๆอย่างอาร์ตกอริลลาส์เต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพี่น้องผองเพื่อนในแวดวงวรรณกรรมอันได้แก่พี่สุชาติ สวัสดิศรี บรรณาธิการช่อการะเกด ศิลปินแห่งชาติ, เวียง-วชิระ บัวสนธิ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน, คุณอิวากิ นักเขียน นักแปลจากญี่ปุ่น, ฟ้า พูลวรลักษณ์ นักเขียน ผู้กำกับหนังอิสระ, อธิคม คุณาวุฒิ บรรณาธิการหนังสือ Way ,เฟย์ แห่งเฟลิซิตี้ดอตคอม คอลัมนิสต์วรรณกรรมชื่อดัง นอกจากนั้นยังมีนักเขียนอาทิเช่น กว่าชื่น บางคมบาง, สันติสุข กาญจนประการ, โอสธี, วิชิต หอยิ่งสวัสดิ์, เรืองกิตติ์, ณขวัญ ศรีิอรุโรทัย, ทินกร หุตางกูร, เอื้อ อัญชลี, องอาจ ชัยชาญชีพ, สุภาพ พิมพ์ชน, สิรินันท์ ห่อหุ้ม, สิริธาดา, นฆ ปักษนาวิน,บุ๊ค อินเทพ, อภิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ, คีรีบูน วงษ์ชื่น, โตมร ศุขปรีชา, วุฒิชัย, สมยศ, จิรภรณ์ วิวา และอีกมากมายที่เอ่ยไม่หมด

ในช่วงแรกของการเสวนาเริ่มต้นด้วยเรื่องการเขียนนิยาย นิวัต เล่าว่าเขาใช้เวลาสามปีกว่าในการเขียนนิยายเรื่องนี้ ในช่วงสามปีเขาพบว่ามีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นไปได้ ในระหว่างสามปีเขาเขียนภาคหนึ่งทิ้งเอาไว้อยู่นาน เขียนแล้วแก้ แก้แล้วฉีกทิ้งลงขยะ เพราะเขียนไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ จนกระทั่งเริ่มเขียนต่อจนจบภาคแรกและเริ่มภาคที่สอง ส่วนภาคสามเข้าใช้เวลาเขีนน้อยที่สุด โดยแบ่งทั้งสามภาควางโครงเรื่องเอาไว้ว่า ภาคแรกเป็นการปูพื้นนิยาย ภาคที่สองดำเนินเรื่องไปสู่จุดขัดแย้ง และภาคสามเดินไปสู่ความคลี่คลาย แต่กระนั้นนวนิยายของเขาก็มิใช่ว่าจะพบกับคำตอบในทันทีเพราะผู้อ่านอาจจะพบอีกเหลี่ยมมุมหนึ่งของปัญหาใหม่

นอกจากนั้นนิวัตยังคงในรายละเอียดเกี่ยวกับตัวละครในเรื่องซึ่งบางครั้งตัวละครต่างก็มีชีวิตของพวกเขา ไม่เป็นไปตามที่นักเขียนต้องการ แต่นั่นก็สร้างความสดใหม่ให้กับเรื่อง รวมถึงยังแนะนำว่าการเขียนนิยายต้องอาศัยระเบียบวินัยในการทำงานค่อนข้างสูง เพราะการเขียนนิยายนักเขียนจะต้องอยู่กับตัวละครเป็นระยะเวลานาน ไม่เหมือนเรื่องสั้นที่ใช้เวลาเขียนไม่นานนัก

เมื่อถามถึงภาพปกหนังสือ นิวัตเล่าว่าเขาต้องการคนวาดภาพหน้าปกที่มีเอกลักษณ์ บังเอิญเขาพลัดหลงเข้าไปในแกลลอรีแห่งหนึ่งที่มาเก๊า ในวันนั้นฝนตกพรำๆ ห้องแสดงภาพเล็กๆ มีภาพเขียนของศิลปินสาวชาวเกาหลีแสดงอยู่ เขาดูภาพแล้วประทับใจในฝีมือ คิดว่าภาพของศิลปินคนนี้น่าจะเหมาะกับงานที่เขาทำอยู่ เขาจึงซื้อแผ่นซีดีเพลงของศิลปินไปหนึ่งแผ่น แผ่นซีดีแม้จะเพลงเป็นภาษาเกาหลี เขาไม่รู้ความหมาย ทว่าเสียงที่แสดงออกมาจากดนตรีสื่อถึงงานที่มีความสดเป็นอย่างมาก ศิลปินสาวคนนี้คือ บอมโรยา (Bomroya) สิ่งที่นิวัตอยากจะรู้ก็คือถ้านักวาดภาพประกอบไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับวรรณกรรมไทย ผลงานที่ออกมาจะเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราเห็นในภาพปกของนวนิยายเล่มนี้

งานเขียนสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือบรรณาธิการ โดยเฉพาะนวนิยายที่มีขนาดใหญ่ การขาดบรรณาธิกรจึงถือเป็นเรื่องที่นักเขียนอาจจะฆ่าตัวตายเอาง่ายๆ นิวัตได้เลือก สิริกัญญา ชุ่มเย็น ซึ่งเป็นบรรณาธิการหน้าใหม่ถอดด้ามมาทำงานด้วย นิวัตให้ความเห็นว่า “อยากได้คนที่ไว้ใจ” เหตุผลนี้น่าสนใจเขาอธิบายว่านักเขียนกับ บรรณาธิการจะต้องเข้าใจกัน ขณะเดียวกันก็ต้องมองเห็นตัวงานของนักเขียน แม้สิริกัญญา จะเป็น บก.ใหม่ ข้อดีคือเธอทำงานอย่างทุ่มเท ระมัดระวัง และเข้มข้น นั่นคือสิ่งที่นักเขียนต้องการ เธอกล่าวว่าผลงานของนิวัตจะต้องอ่านหลายเที่ยว เพื่อเข้าถึงแกนเรื่องที่นักเขียนต้องการ การฝ่าด่านสัญลักษณ์ในงานเขียนเป็นสิ่งที่ท้าทายเสมอ แม้ว่าจะเป็นนิยายโรแมนติกทว่ามันลึกกว่านิยายโรแมนติกทั่วไป

พิธีกรทั้งสองถามถึงจำนวนการพิมพ์ของนวนิยายเล่มนี้ นิวัตตอบด้วยความมุ่งมั่นว่าเขาพิมพ์ครั้งแรกเพียง 500 เล่ม เขาให้เหตุผลว่าเขาเบื่อสายส่งและร้านหนังสือ เพราะไม่สามารถให้ความหวังกับสำนักพิมพ์เล็กๆได้เลยว่าจะขายหนังสือได้มากกว่าเงินที่จ่ายล่วงหน้า และเมื่อครบกำหนดสองปี หนังสือถูกส่งคืนมากองเท่าภูเขา ทั้งที่เขาสามารถขายหนังสือกับบู๊ธ Alternative Writers ได้มากกว่าร้านค้า นั่นทำให้เขาตัดสินใจพิมพ์จำนวนน้อย แต่กระนั้นเขายังเลือกช่องทางใหม่ๆ ที่รู้ว่าอาจจะยังไม่ประสบผลในวันนี้ก็คือการขายในรูปแบบ E-Book

นี่คือเหตุผลสำคัญที่เขาเชิญคุณรวิวร มาให้ความรู้เกี่ยวกับอีบุ๊ค คุณรวิวรซึ่งคว่ำหวอดในวงการไอทีมานานและเป็นผู้เขียนโค้ด App มีความเห็นน่าสนใจคือ เขาชี้แจงส่วนแบ่งรายได้ระหว่างนักเขียน-สำนักพิมพ์ ผู้ผลิตแอป และผู้ให้บริการคือแอปเปิลสโตร์อย่างละเอียด ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปอ่านได้ที่เวบไซต์ MEB นอกจากนั้นเขายังตั้งข้อสังเกตเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งนักเขียน-สนพ.ต่างเป็นกังวลกันมากว่าจะโดนดาวน์โหลดแบบหนังและเพลงหรือไม่ คุณระวิวรกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ทางแอปของเขาได้ป้องกันเท่าที่จะสามารถป้องกันได้ แต่กระนั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์

ต่อคำถามที่ว่าแล้วหนังสือจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต นิวัตให้ความเห็นว่าเมื่อมีอีบุ๊ค วงการหนังสือโดยเฉพาะหนังสือเล่มยังจะต้องปรับตัว สายส่งและร้านจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเสียใหม่ พวกเขาจำเป็นที่จะต้องจัดสรรค์ที่วางหนังสือ ระบบสต๊อค รวมถึงบริการ เพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือทุกเล่ม เพราะข้อจำกัดนี้นี่เองที่จะเป็นตัวชี้บ่งว่าหนังสือเล่มจะรอดหรือจะตาย ส่วนนักเขียนและสนพ. ต่างมีทางออกของตนในทางอื่น

รายการสนทนาปิดท้ายด้วยเรื่องภาพถ่าย ซึ่งนิวัตบอกว่าเขาถ่ายภาพมานานแต่ภาพที่แสดงในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แสดงด้วยภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอล จากนั้นเขาก็อ่านบางตอนของนิยายให้ผู้มาร่วมงานฟัง

คมสัน นันทจิตได้เชิญ คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการช่อการะเกด ศิลปินแห่งชาติขึ้นมามอบของที่ระลึกให้กับผู้ร่วมเสวนา จากนั้นคุณสุชาติ ได้กล่าวถึงนิวัต ซึ่งเป็นศิษย์เก่าช่อการะเกด และเคยได้ประดับช่อการะเกดสำหรับเรืองสั้นเรื่อง “ความเหลวใหล” สุชาติกล่าวว่า งานของนิวัตเป็นงานของคนรุ่นใหม่ มีลักษณะเฉพาะตัว มีการพัฒนาในรูปแบบและเนื้อหา สุชาติ สวัสดิ์ศรียังมองด้วยว่าเขาให้ความสำคัญกับงานที่ริเริ่มสร้างสรรค์ กลวิธี มากกว่าภาษา และน่าจะเป็นครั้งแรกที่สุชาติเปิดใจว่าถ้าให้แลกกับการเขียนนิยายจบสักเรื่องกับกับการได้รับรางวัล เขาปรารถนาที่จะเขียนนิยายสักเรื่องให้จบมากกว่า

งานเปิดตัวนวนิยาย “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ในวันนั้นจบลงด้วยความชื่นมื่น ทางสำนักพิมพ์กระซิบมาว่าถ้าขาดตกบกพร่องอย่างไรขออภัยมาในโอกาสนี้ และหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความสุขจากนวนิยายเล่มนี้ของนิวัต พุทธประสาท

ภาพถ่ายโดยองอาจ ชัยชาญชีพ

Trailers: ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น นวนิยายเล่มใหม่ของนิวัต พุทธประสาท เปิดตัวในวันที่ 10 มีนาคม 2555 ณ ArtGorllias ArtGallery ชั้นสองโรงหนังลิโด และโปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมในอีกไม่นาน